กระทรวงพาณิชย์ เผย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤษภาคมสูงสุดในรอบ 10 ปี อยู่ที่ร้อยละ 7.6 โดยเป็นผลจากราคาน้ำมันเป็นสำคัญ
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรืออัตราเฟ้อในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่าน มามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 7.6 ถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี นับจากปี 2541
โดยราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบสำคัญ หลังจากราคามีการปรับตัวสูง ขึ้นไปถึงร้อยละ 31.2 ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 5 เดือนแรกของปีอยู่ที่ร้อยละ 5.8 และ
สินค้าที่อยู่ในความควบคุม กระทรวงพาณิชย์ ยังยืนยันที่จะดูแลไม่ให้ผู้บริโภค ต้องแบกรับภาระขึ้นอีก อย่างต่อเนื่อง
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวด้วยว่า เป้าอัตราเงินเฟ้อของปี 2551 นั้น จะยังคงอยู่ที่ร้อยละ 5-5.5 แต่ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับราคานำมันที่ผันผวนเป็นสำคัญ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เร่งมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ ให้กับประชาชนแก้ปัญหาเงินเฟ้อคาดเงินเฟ้อไม่ปรับขึ้นถึง 2 หลัก
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้คงจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 2 หลัก แม้ว่า ราคาน้ำมันอาจปรับตัว สูงขึ้นมาถึง 150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตามที่มีผู้คาดการณ์ไว้ พร้อมเห็นว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่แนวทางที่จะแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ที่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะราคาน้ำมันเป็นปัจจัยหลัก แต่จะต้องใช้มาตรการด้านการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวต่อไปว่า ส่วนดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงถึง 23 จุด ในวันนี้เป็นผล มาจากความกังวลของนักลงทุน เกี่ยวกับปัญหาการเมือง และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งรัฐบาลจะเร่งปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เร่งผลักดันมาตรการภาษีสนับสนุนตลาดทุน หวังให้แล้วเสร็จใน 1 ปีโดยจะมีการประชุมพิจารณา เพื่อความชัดเจนอีกครั้งในเดือน สิงหาคมนี้
นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย ครั้งที่ 2/2551 ว่า พิจารณาเกี่ยวกับเค้าโครงของแผนพัฒนาตลาดทุนไทยและมาตราการสำคัญ 4 มาตรการ คือ
1) มาตรการเพิ่มความหลากหลายให้แก่ผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ โดยมีแผนจะออกพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 30 ปี เพื่อรองรับนักลงทุนระยะยาวและพันธบัตรพิเศษเป็นครั้งคราว และสร้าง Benchmark bonds โดยการออกพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี อย่างต่อเนื่องให้มีวงเงินคงค้างไม่ต่ำหว่ารุ่นละ 8 หมื่นล้านบาทและ 6 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ เชื่อว่าสามารถสร้างสภาพคล่องในตลาดได้
2) มาตรการด้านภาษี เพื่อขจัดความไม่เสมอภาคของสิทธิภาษีกับเครื่องมือการเงิน แต่ละประเภท
3)กองทุนบำเน็จบำนาญแห่งชาติ (กบข.) ส่งเสริมการออมของประชาชน
4 ) มาตรการด้านการควบรวมกิจการ เพื่อขจัดปัญหาด้านภาษีกฏหมาย
อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่าจะต้องนำเข้า พิจารณาต่อ ที่ประชุมอีกครั้งในเดือนสิงหาคม พื่อสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุน ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี
ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below