Accom Thailand

June 2, 2008

กระทรวงพาณิชย์ เผย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤษภาคมสูงสุดในรอบ 10 ปี อยู่ที่ร้อยละ 7.6

กระทรวงพาณิชย์ เผย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤษภาคมสูงสุดในรอบ 10 ปี อยู่ที่ร้อยละ 7.6 โดยเป็นผลจากราคาน้ำมันเป็นสำคัญ

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรืออัตราเฟ้อในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่าน มามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 7.6 ถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี นับจากปี 2541

โดยราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบสำคัญ หลังจากราคามีการปรับตัวสูง ขึ้นไปถึงร้อยละ 31.2 ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 5 เดือนแรกของปีอยู่ที่ร้อยละ 5.8 และ

สินค้าที่อยู่ในความควบคุม กระทรวงพาณิชย์ ยังยืนยันที่จะดูแลไม่ให้ผู้บริโภค ต้องแบกรับภาระขึ้นอีก อย่างต่อเนื่อง

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวด้วยว่า เป้าอัตราเงินเฟ้อของปี 2551 นั้น จะยังคงอยู่ที่ร้อยละ 5-5.5 แต่ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับราคานำมันที่ผันผวนเป็นสำคัญ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เร่งมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ ให้กับประชาชนแก้ปัญหาเงินเฟ้อคาดเงินเฟ้อไม่ปรับขึ้นถึง 2 หลัก

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้คงจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 2 หลัก แม้ว่า ราคาน้ำมันอาจปรับตัว สูงขึ้นมาถึง 150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตามที่มีผู้คาดการณ์ไว้ พร้อมเห็นว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่แนวทางที่จะแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ที่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะราคาน้ำมันเป็นปัจจัยหลัก แต่จะต้องใช้มาตรการด้านการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวต่อไปว่า ส่วนดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงถึง 23 จุด ในวันนี้เป็นผล มาจากความกังวลของนักลงทุน เกี่ยวกับปัญหาการเมือง และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งรัฐบาลจะเร่งปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เร่งผลักดันมาตรการภาษีสนับสนุนตลาดทุน หวังให้แล้วเสร็จใน 1 ปีโดยจะมีการประชุมพิจารณา เพื่อความชัดเจนอีกครั้งในเดือน สิงหาคมนี้

นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย ครั้งที่ 2/2551 ว่า พิจารณาเกี่ยวกับเค้าโครงของแผนพัฒนาตลาดทุนไทยและมาตราการสำคัญ 4 มาตรการ คือ

1) มาตรการเพิ่มความหลากหลายให้แก่ผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ โดยมีแผนจะออกพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 30 ปี เพื่อรองรับนักลงทุนระยะยาวและพันธบัตรพิเศษเป็นครั้งคราว และสร้าง Benchmark bonds โดยการออกพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี อย่างต่อเนื่องให้มีวงเงินคงค้างไม่ต่ำหว่ารุ่นละ 8 หมื่นล้านบาทและ 6 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ เชื่อว่าสามารถสร้างสภาพคล่องในตลาดได้

2) มาตรการด้านภาษี เพื่อขจัดความไม่เสมอภาคของสิทธิภาษีกับเครื่องมือการเงิน แต่ละประเภท

3)กองทุนบำเน็จบำนาญแห่งชาติ (กบข.) ส่งเสริมการออมของประชาชน

4 ) มาตรการด้านการควบรวมกิจการ เพื่อขจัดปัญหาด้านภาษีกฏหมาย

อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่าจะต้องนำเข้า พิจารณาต่อ ที่ประชุมอีกครั้งในเดือนสิงหาคม พื่อสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุน ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ก.วัฒนธรรม ปล่อยคาราวานตรวจร้านวีซีดี ดีวีดี หลัง พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้วันนี้

Filed under: 1 — accomthailand @ 23:59

กระทรวงวัฒนธรรม ปล่อยคาราวานรถพร้อมพนักงานเจ้าหน้าที่สายตรวจสถานประกอบการกิจการภาพยนตร์ และวีดีทัศน์ หลัง พรบ.ภาพยนต์และวีดีทัศน์ พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้วันนี้
นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่ากระทรวงวัฒนธรรม และโฆษกกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นายปรีชา กันธิยะ เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ร่วมกันเป็นประธานปล่อยคาราวานรถพร้อมพนักงานเจ้าหน้าที่สายตรวจสถานประกอบ การกิจการภาพยนตร์และวีดีทัศน์ ที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) เพื่อนำร่องในการตรวจตราโรงภาพยนตร์ ร้านเกมส์ ร้านคาราโอเกะ ที่ยังไม่มีใบอนุญาต ในเขตกรุงเทพฯ หลังจากพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ หลังจากวันนี้ผู้ประกอบการกิจการภาพยนตร์และวีดีทัศน์ จะต้องมาขอยื่นตรวจเนื้อหาต่อคณะกรรมการเซ็นเซอร์ ทั้งภาพยนตร์ที่ฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไป และภาพยนตร์ในรูปแบบวีซีดี ดีวีดี รวมทั้งผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยมีใบอนุญาตประกอบกิจการ ต้องมาขออนุญาตต่อนายทะเบียนภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2551 หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย
หลังจากนั้นคณะทำงานของกระทรวงวัฒนธรรม ได้เดินทางไปสุ่มตรวจร้านเกมส์และร้านเช่าวีซีดี ดีวีดี บริเวณซอยเสือใหญ่ หลัง มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม โดย เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการสุ่มตรวจพบว่าส่วนใหญ่มีใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้อง มีเพียงในส่วนของร้านเกมส์บางร้านเท่านั้นที่ยังต้องปรับปรุงเรื่องแสงสว่าง ภายในร้าน เนื่องจากบางร้านมีการปิดม่านทึบ รวมทั้งต้องติดประกาศกฎระเบียบและข้อปฎิบัติในที่ที่สามารถมองเห็นได้อย่าง ชัดเจน อย่างไรก็ตามสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จะมีการจัดทำโปสเตอร์กฎระเบียบและข้อปฎิบัติที่ผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ ต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัดต่อไป

พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้วันนี้ โดยให้ กระทรวงวัฒนธรรมดูแลทั้งหมดแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นหน่วยปฏิบัติงาน และให้กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาดูแลการอนุญาตให้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศในราชอาณาจักรไทย
นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการภาพยนต์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ครั้ง 1/2551 โดยมีนายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วม ว่า เนื่องจากพ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน2551นี้ ซึ่งงานที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้โอนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้ามาให้กระทรวงวัฒนธรรมดูแลแทนทั้งหมด และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ(สวช.) เป็นหน่วยปฏิบัติงาน ทั้งการจัดเรตติ้ง การตรวจ พิจารณา ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ ร้านจำหน่าย ให้เช่า หรือ แลกเปลี่ยน โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณา แบ่งเป็น 2 ชุดใหญ่ โดยกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา ดูแลการอนุญาตให้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศในราชอาณาจักร ส่วนกระทรวงวัฒนธรรมดูแล การตรวจพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร และอนุญาตการส่งออกภาพยนตร์และวีดิทัศน์ นำไปนอกราชอาณาจักร
ทั้งนี้สำหรับภาพยนตร์ที่ผู้ประกอบการส่งมาให้ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติตรวจนั้น มีการกำหนดให้การตรวจพิจารณาภาพยนตร์ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จอาทิตย์ ละ 20 เรื่อง ส่วนวีดิทัศน์ อาทิ ภาพยนตร์วีซีดี คาราโอเกะ กำหนดให้พิจารณาอาทิตย์ละ 200 รายการ ส่วนการแต่งตั้งนายทะเบียนได้เสนอให้วัฒนธรรมจังหวัด มาดำเนินการแทน เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว

ปธ.กรรมาธิการวัฒนธรรมฯ วุฒิสภา สะเทือนใจทุบโบราณสถาน”พนมรุ้ง”

ประธานกรรมาธิการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วุฒิสภา สะเทือนใจ ทุบทำลายโบราณสถาน ปราสาทหินพนมรุ้ง เชื่อคนทำไม่ใช่คนไทย พร้อมเร่งรัดตำรวจหาผู้กระทำความผิด ขณะตำรวจ ตั้งประเด็นกลุ่มคนร้ายเกี่ยวข้องหมอไสยศาสตร์เขมร

ศาสตราจารย์ เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ประธานคณะกรรมาธิการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา พร้อมด้วย คณะกรรมาธิการฯ ได้เดินทางไปศึกษา กรณีมีคนร้ายลอบเข้าไปทำลายปราสาทหินพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์

โดยเข้ารับฟัง การบรรยายสรุปเกี่ยวกับเหตุการณ์และ ความคืบหน้า การติดตามคนร้ายในคดีดังกล่าว และ ได้เข้าศึกษาความเสียหาย การทุบทำลายโบราณสถาน ปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งกลุ่มคนร้ายได้ดำเนินการ รวม 7 จุดโดยทุบทำลายโบราณวัตถุและรูปปั้น ต่างๆ รวม 19 ชิ้น

ประธานคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา กล่าวว่า รู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยไม่เชื่อว่า จะเป็นฝีมือของคนไทย เนื่องจากปราสาทพนมรุ้ง เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญของประเทศไทย ซึ่งได้เรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดดำเนินการหาคนร้ายมาดำเนินคดี รวมทั้ง จะต้องเพิ่มมาตรการ ในการดูแลรักษาพื้นที่โบราณสถาน ให้มากขึ้น

ด้านพันตำรวจเอกกฤษณะ สุขะตุงคะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ให้น้ำหนักคดี ซึ่งเกี่ยวข้องใน ประเด็นด้านไสยศาสตร์ โดยได้เก็บรวบรวมหลักฐาน โดยเฉพาะ น้ำลายที่ติดกับบุหรี่ม้วนกระดาษยาเส้น ที่ใช้ในกระทำพิธีขอขมา ของ กลุ่มคนร้าย เพื่อนำไปตรวจสอบพิสูจน์ ดีเอ็นเอ ได้

ขณะเดียวกัน ขอความร่วมมือกับประชาชน ที่มีความรู้เกี่ยวกับพิธีไสยศาสตร์ว่า การดำเนินการใช้บุหรี่ยาเส้น จำนวน 3 ม้วน และ 8 ม้วน ว่าน่าจะมาจากกลุ่มไสยศาสตร์ กลุ่ม หรือสำนักใด เป็นฝีมือของหมอไสยศาสตร์ทางเขมร ว่าเป็นคนไทย หรือมาจาก ประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนั้น จากการที่มีการตั้งรางวัลให้แก่คนที่แจ้งเบาะแสติดตามหาคนร้าย ที่มีเงินรางวัล 950,000 บาท ในขณะนี้ ได้สร้างปัญหาในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เนื่องจาก มีประชาชนได้แจ้งเรื่อง แต่เป็นการสร้างเรื่อง เพื่อการกลั่นแกล้งกัน ทำให้เสียเวลาและ ค่าใช้จ่ายในการสืบสวนสอบสวน

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ก.คมนาคม เตรียมนำแผนฟื้นฟู ขสมก. เสนอต่อ ครม. สัปดาห์หน้า

Filed under: 1 — accomthailand @ 23:58

กระทรวงคมนาคม เตรียมนำแผนฟื้นฟูองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้า เพื่อเร่งนำรถโดยสารเอ็นจีวีมาใช้ในระบบขนส่ง
นายสนาน บุญงอก ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ได้เดินทางมายื่นหนังสือให้กับ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการบริหาร ขสมก.โดยให้เร่งแก้ไขปัญหากรณีรถร่วมบริการฯ หยุดเดินรถ ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สหภาพ ขสมก. จึงเสนอให้ยึดเส้นทางสัมปทานเดินรถของรถร่วมฯ คืนให้ ขสมก. และกำหนดสัดส่วนให้วิ่งในเส้นทางหลักสัดส่วนร้อยละ 50 เพราะเห็นว่า ที่ผ่านมารถร่วมฯ มีอำนาจการผูกขาดเดินรถ และ ขสมก.ไม่มีอำนาจทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด รถร่วมฯ จึงเอาประชาชนมาเป็นอำนาจต่อรอง
ด้าน นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงแผนฟื้นฟู ขสมก.ว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมนำแผนดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ภายในสัปดาห์หน้า โดยรายละเอียดของแผนดังกล่าวจะเสนอเรื่องซื้อรถโดยสารเอ็นจีวีใหม่ 6,000 คัน เพื่อเป็นการปรับปรุงการให้บริการขนส่งใหม่ทั้งหมด และจะปลดระวางรถเก่าเพื่อนำไปทำการประมูล ทั้งนี้จากการตรวจสอบรถปรับอากาศที่ใช้น้ำมัน ขณะนี้มีอยู่จำนวน 800 คันที่สามารถนำมาให้บริการควบคู่กับรถใหม่ 6,000 คันได้ นอกจากนี้แผนการในอนาคตจะมีการแข่งขันการให้บริการระหว่างรถของ ขสมก. และ รถร่วมฯ รวมทั้งแผนการเออร์ลี่รีไทร์พนักงานของ ขสมก. การปลดหนี้สหกรณ์ให้กับพนักงาน การปรับปรุง 24 อู่ของ ขสมก.เพื่อรองรับรถโดยสารเอ็นจีวี 6,000 คัน โดยจะมีการประสานกับ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เพื่อทำการต่อท่อตรงมายังปั๊มที่ได้มีการเตรียมความพร้อมทั้ง 24 อู่

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยัน ไม่ใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุจะมีการเจรจา กับ ผู้ชุมนุม กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ย้ายออกจา พื้นที่ ยืนยันไม่ใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ กฎอัยการศึก

พลตำรวจโทวิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึง กรณีที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าพบนายก รัฐมนตรีในวันนี้ว่า เพื่อหาทางออก กรณีกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งเชื่อว่าการเจรจาจะสำเร็จ

โดยไม่ต้องใช้พระราชกำหนด บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ กฎอัยการศึก พร้อมเปิดเผยว่าหากเกิดสถานการณ์รุนแรง สามารถนำ พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคง ในราชอาณาจักร ที่สามารถบังคับใช้ได้ ตามกฎหมายมาใช้ได้ทันที

ทั้งนี้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้ ทางทำเนียบรัฐบาลต้องปิด ศูนย์รับบริจาคเพื่อผู้ประสบภัยในประเทศพม่า และประเทศจีน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุรัฐบาลยอมถอยหลัง เพื่อความสงบ พร้อมเรียกร้องให้ กลุ่มพันธมิตร เห็นใจประชาชนบ้าง

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเพื่อการรักษาความสงบของประเทศ ทุกฝ่ายควรถอยคนละก้าว ซึ่งทางรัฐบาลได้ถอยหลังแล้ว จึงเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถอยหลังบ้าง และให้ทบทวนตัวเอง โดยการย้ายพื้นที่การชุมนุม ประชาชนจะได้ไม่เดือดร้อน

พร้อมกันนี้รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า หากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจที่จะเป็นผู้นำ ต้องกล้า ที่จะแสดงจุดยืนตามระบอบประชาธิปไตย และ ยุติบทบาท ที่สนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะไม่เช่นนั้น คงต้องเปลี่ยนชื่อ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปัตย์

บังกลาเทศได้ตัดสินจำคุกอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวลา 5 ปี

Filed under: 1 — accomthailand @ 23:57

เจ้าหน้าที่ศาลบังกลาเทศกล่าวในวันนี้ว่า นายโมซัดเดค อาลี ฟาลู อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคแห่งชาติบังกลาเทศและนักธุรกิจด้านสื่อสาร มวลชนเจ้าของสถานีโทรทัศน์เอ็นทีวี. และหนังสือพิมพ์ชื่อดังของบังกลาเทศได้ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี ในข้อหายักยอกสิ่งของบรรเทาทุกข์สำหรับเหยื่ออุทกภัย ครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นในบังกลาเทศเมื่อปี 2547 นายฟาลู ถูกจับกุมเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพบสิ่งของบรรเทาทุกข์จำนวนมากอยู่ในบ้านของเขา

สวนสัตว์ออสเตรเลียประกาศว่าช้างไทยที่ถูกส่งตัวไปยังออสเตรเลียได้ตั้งท้องแล้ว

Filed under: 1 — accomthailand @ 23:56

นายกาวิน เจนนิ่งส์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมรัฐวิกตอเรีย ของออสเตรเลีย ได้เปิดเผยว่า พังดอกคูน วัย 15 ปี ซึ่งเป็นช้างเอเชีย 1 ใน 8 เชือก จากประเทศไทยที่ถูกส่งไปยังออสเตรเลีย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 ตามโครงการขยายพันธุ์ และออสเตรเลียได้นำไปเลี้ยงที่สวนสัตว์เมลเบิร์น ได้ตั้งท้องแล้วด้วยการผสมเทียม เจ้าหน้าที่ระบุว่า พังดอกคูนจะตกลูกในช่วงต้นปี 2553 ขณะที่ ยังมีช้างอีกเชือกหนึ่งในสวนสัตว์ทารองกากำลังตั้งท้องเช่นกัน

เหตุระเบิดโรงแรมในบังกลาเทศ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 30 คน

Filed under: 1 — accomthailand @ 23:55

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของบังกลาเทศกล่าวว่า เหตุไฟไหม้โรงแรมออร์ชาร์ด พลาซ่า ที่กรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศเมื่อคืนนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 30 คน ขณะที่ระบุว่าสาเหตุของเพลิงไหม้เกิดจากการรั่วของแก๊สในห้องทำความร้อน ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นหลายครั้ง และทำให้บริเวณ 2 ชั้นบนสุดของโรงแรมเกิดไฟโหมไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยืนยันว่าเสียงระเบิดเกิดจากแก๊สรั่ว ไม่ใช้การลอบวางระเบิดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว โดยในจำนวนนี้มีชาวสิงคโปร์และอินเดียรวมอยู่ด้วย

หนองคาย พบปลาจระเข้ในแม่น้ำโขง

Filed under: 1 — accomthailand @ 23:54

ชาวหนองคายแตกตื่นพบปลาจระเข้ในแม่น้ำ โขง ชาวบ้านบอกเพิ่งเคยเห็นในแม่น้ำโขงเป็นครั้งแรก ขณะที่ประมงจังหวัดหนองคายเผยเป็นปลากินเนื้อชนิดเดียวกับปลาช่อนอะโรไพม่า อาจทำลายระบบนิเวศในแม่น้ำโขงได้
นางชฎาพร โปตาเวชย์ อายุ 40 ปี เจ้าของร้านอาหารครัวตาแขก บ้านท่าดอกคำ ต.เมืองหมี อ.เมืองหนองคาย ได้โชว์ปลาจระเข้ ขนาดยาว 90 เซนติเมตร หนัก 5 ก.ก. มีเกล็ดแข็งสีเทาเป็นมันวาว ฟันแหลมคม ครีบหางเป็นลายจุดสีดำให้ชาวบ้านได้ดู
โดยนางชฎาพร บอกว่า เมื่อกลางดึกวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมานายเวียด วัน ฮง หรือ เพชร อายุ 21 ปี ลูกจ้างประจำร้านอาหารของตน ได้นำเบ็ดตกปลาไปวางดักปลาในแม่น้ำโขงตลอดทั้งคืนโดยใช้ปลาหมึกเป็นเหยื่อ ล่อ จนกระทั่งเช้าวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายเพชร ได้ไปดูเบ็ดตกปลา ปรากฏว่าพบตัวนี้มากินเบ็ด จึงนำปลาดังกล่าวนี้ขึ้นมาให้ ตอนแรกตนนึกว่าเป็นปลาสะทงยักษ์ ซึ่งชาวหนองคายตกปลาสะทงได้บ่อยในแม่น้ำโขง และมีลักษณะคล้ายกัน แต่สังเกตให้แน่ชัดแล้วกลับไม่ใช่ปลาสะทง ตนได้เล่าให้ชาวบ้านและผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านได้ฟังต่างพากันมาดู ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยเห็นปลาชนิดนี้ในแม่น้ำโขง เพิ่งจะเห็นเป็นครั้งแรก โดยตนจะไม่นำปลานี้มาปรุงอาหารแต่จะนำไปสต๊าฟไว้เพื่อให้ชาวหนองคายและ ลูกค้าที่มารับประทานอาหารที่ร้านได้ดู
ด้านนายจิรพงศ์ นุตะศะริน ประมงจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ปลาที่ชาวบ้านจับได้นี้ เรียกว่า ปลาจระเข้ หรือ ปลาช่อนอะโรไพม่า หรือชื่อทางการว่า ATRCATRACTOSTEUS SPATULA เป็นปลาตระกูลเดียวกันกับปลาปิรันย่า เพียงแต่ไม่ใช่ปลาที่ทำร้ายคน อาศัยอยู่ในแถบทวีปอเมริกาเหนือ เจริญเติบโตได้ดีในแม่น้ำจืด สภาพอุณหภูมิ 28-30 องศาเซลเซียส ลักษณะเด่นที่ปากคล้ายจระเข้มาก มีฟันแหลมคม ขากรรไกรทรงพลัง ปลาช่อนอะโรไพม่านี้มักกินเนื้อเป็นอาหาร และจะกินคราวละมาก ๆ เพื่อยังชีพของตนเอง ตัวโตเต็มที่ยาว 3 เมตร หนักมากถึง 130 ก.ก. เป็นปลาอันตราย เพราะกัดไม่เลือก แต่ไม่ทำร้ายคน ส่วนใหญ่ใช้เป็นปลาในเกมตกปลา อีกทั้งเป็นปลาที่ผู้ที่พอมีรายได้ซื้อมาเลี้ยงเป็นปลาตู้ ปลาสวยงาม เนื่องจากเป็นปลาที่มีราคาแพง ราคาอยู่ที่ประมาณหลักหมื่นบาท คาดว่าที่มาพบเจอในแม่น้ำโขง อาจเป็นเพราะเจ้าของที่เลี้ยงเป็นปลาตู้ ปลาสวยงาม เลี้ยงไม่ไหว แล้วนำมาปล่อยในแม่น้ำโขง หรือแหล่งน้ำธรรมชาติอื่น ซึ่งไม่มั่นใจว่าปลาชนิดนี้มีการแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติหรือไม่อย่าง ไร แต่แน่นอนว่าปลาชนิดนี้จะส่งผลกระทบกับระบบนิเวศในแม่น้ำโขง เนื่องจากปลาช่อนอะโรไพม่านี้จะกินเนื้อ หรือกินปลาเป็นอาหาร อาจทำให้ปลาพื้นเมืองในแม่น้ำโขงถูกรบกวนและตกเป็นอาหารของปลาช่อนอะโรไพม่า นี้ จนลดปริมาณลง
อย่างไรก็ตามขณะนี้ไม่ได้รับรายงานว่ามีปลาแม่ น้ำโขงชนิดใดสูญพันธุ์ไปบ้าง ทราบเพียงว่ามีจำนวนลดน้อยลง สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย ทั้งการดูดทรายในแม่น้ำโขงซึ่งกระทบกับแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำโขงโดยตรง รวมทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในแม่น้ำโขงเอง หรือแม้กระทั่งการพบปลาที่เป็นอันตรายในลักษณะปลาช่อนอะโรไพม่าเช่นนี้ในแม่ น้ำโขง โดยแจ้งสำหรับผู้ที่เลี้ยงปลาชนิดนี้แล้วไม่สามารถเลี้ยงต่อไหว หากไม่ต้องการเลี้ยงต่อให้นำมาให้เจ้าหน้าที่ประมงในแต่ละพื้นที่เพื่อจัด สรรแหล่งที่อยู่ให้เหมาะสม ไม่ควรนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติเพราะจะเป็นอันตรายและกระทบกับระบบนิเวศ ของปลาชนิดอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ก่อนแล้ว.

ศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศสถูกดำเนินคดีข้อหาทำให้ผู้อื่นเสียโฉมจำนวนมาก

Filed under: 1 — accomthailand @ 23:53

นายมิเชล มอร์ ศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศส วัย 59 ปี ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในศัลยแพทย์ด้านความงามที่ดีที่สุดในโลกถูก ดำเนินคดีข้อหาเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียโฉมและเป็นอันตรายถึงชีวิต จากการผ่าตัดศัลยกรรมของเขา นายแพทย์มอร์กำลังเผชิญกับ 97 ข้อหาเกี่ยวกับการโฆษณาเกินจริงอันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ขณะที่เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่าเขาเป็นเหยื่อของคู่แข่งที่ต้องการจะทำลายธุรกิจของเขา นายแพทย์มอร์เริ่มอาชีพศัลยแพทย์เมื่อปี 2517 ในแต่ละปีเขาได้ผ่าตัดศัลยกรรมคนไข้ถึง 300 คน

Next Page »

Blog at WordPress.com.