Accom Thailand

June 7, 2008

“นพดล” แจงเขต 30 เมตร เลยจากตัวปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรอยู่แล้ว

“นพดล” แจงเขต 30 เมตรเลยปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรอยู่แล้ว
7 มิถุนายน 2551 22:06 น.

“นพดล ปัทมะ” ออก “เอ็นบีที” แจง เขมรเขียนแผนที่ ขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เลยจากตัวปราสาท 30 เมตร เป็นสิทธิที่ทำได้ เพราะอยู่ในเขตกัมพูชา อ้างทุกอย่างโปร่งใส เตรียมนำแผนที่ให้ ปชช.ดู อ้างเหตุไทยไม่ยื่นร่วมเพราะตัวปราสาทเป็นของเขมร ชี้ไทยได้ประโยชน์ขายของที่ระลึกบันไดทางขึ้น

คลิกที่นี่ เพื่อฟัง “นพดล ปัทมะ” ให้สัมภาษณ์กรณีแผนที่เขาพระวิหาร

วันนี้ (7 มิ.ย.) นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ในช่วงข่าวภาคค่ำ ทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งกัมพูชากำลังเสนอขึ้นทะเบียนเป้นมรดกโลก ว่าล่าสุดตนได้รับแผนที่จากทางกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเท่าที่เห็นแล้วเบื้องต้นก็สอดคล้องกับที่มีการตกลงไว้ คือไม่มีการรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อนของไทย ซึ่งตอนนี้ตนก็ได้มอบให้เจ้าหน้าที่จากกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมเอเชียตะวันออก และกรมแผนที่ทหาร ไปตรวจวัดในพื้นที่ให้รอบคอบอีกครั้ง ด้วยระบบจีพีอาร์เอส (GPRS) จากนั้นจะนำแผนที่ดังกล่าวเสนอเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป โดยหลังจากที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว ก็จะตอบตกลงแผนที่ดังกล่าว และจะส่งให้สมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณา ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้

นายนพดล กล่าวด้วยว่า แม้ว่าตอนนี้แผนที่ดังกล่าวจะยังไม่สามารถนำออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ เนื่องจากต้องรอการตรวจสอบให้สมบูรณ์ก่อน ซึ่งตนคิดว่า หากตรวจสอบเรียบร้อยแล้วก็จะพยายามนำแผนที่ดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้ประชาชน ได้เห็นต่อไป ซึ่งโดยส่วนตัวตนก็อยากนำออกมาเผยแพร่อยู่แล้ว เพราะอยากให้เรื่องนี้ดำเนินการไปอย่างโปร่งใสที่สุด

ส่วนกรณีที่ ศ.อดุล วิเชียรเจริญ ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ได้แสดงความคิดเห็นว่าหากกัมพูชาเขียนแผนที่เกินจากตัวปราสาทมา 30 เมตร อาจจะเป็นการรุกล้ำพื้นที่ของไทยนั้น นายนพดลกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของกัมพูชาอยู่แล้ว

“หากเขาทำของเกิน 30 เมตร ห่างจากตัวอาคารอาจจะเป็นการรุกล้ำเข้ามา การที่เขาทำขอบนั้น ก็เหมือนบ้านของเรา ที่เราทำรั้วห่างออกมาจากตัวบ้าน 30 เมตร เขาจะทำ 40 เมตร หรือ 50 เมตร ไม่ใช่สาระสำคัญ สาระสำคัญคือมันอยู่ในเขตของเขาหรืออยู่ในเขตของเรา แต่เท่าที่ดูเบื้องต้นก็อยู่ในเขตของเขา เพราะฉะนั้นเขาจะทำอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา”

นายนพดล กล่าวต่อว่า กรณีที่มีคนบางกลุ่ม หรือนักวิชาการบางคน เรียกร้องให้ทางกระทรวงต่างประเทศเจรจาขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารร่วมกับ กัมพูชานั้น เราคงทำไม่ได้ด้วยข้อกำหนดทางกฎหมาย เนื่องจากศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชาไปแล้ว ส่วนเรื่องของบันไดทางขึ้นที่อยู่ทางฝั่งไทย ก็ไม่สามารถขอขึ้นทะเบียนร่วมกับกัมพูชาได้เช่นกัน เพราะจุดหลักของการขึ้นทะเบียนอยู่ที่ตัวปราสาท ดังนั้นคุณค่าก็อยู่ที่ตัวปราสาทเราจึงไม่สามารถขอจดทะเบียนร่วมในตัวบันได ได้

นายนพดลกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนก็เชื่อว่าไทยจะได้รับประโยชน์จากการที่เขาพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก คือ เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วนักท่องเที่ยวก็จะมาเที่ยวมากขึ้น และนักนักท่องเที่ยวก็นิยมมาขึ้นทางฝั่งไทยเพราะสะดวกกว่าขึ้นทางฝั่ง กัมพูชา ดังนั้นการจำหน่ายของที่ระลึก และรายได้จากนักท่องเที่ยวก็จะมากขึ้นไปด้วย

พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000066790

‘เครือข่ายสตรี’ ต้าน’วัลลภ’กลับมานั่ง ปลัดพม. หลังจากที่ สมชาย สั่งยุติการสอบสวน

ประธาน กก.สอบวินัย’วัลลภ’รับเจอคำสั่งยุติสอบ ยันยังไม่เสร็จ เพิ่งตั้งอนุกรรมการกลั่นกรองเพิ่ม เครือข่ายสตรีนัดยกพลพบ’สมชาย’ให้เคลียร์ข้อข้องใจ 3 ปม งงให้กลับมาเป็นปลัด พม.ทั้งที่ครบวาระ 4 ปีแล้ว เผยผลสอบข้อเท็จจริงระบุชัดบกพร่องฐานเพิกเฉยปัญหาทุจริต

ความคืบหน้ากรณีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) มีมติว่า คำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัด พม. กรณีทุจริตในสถานธนานุเคราะห์ ที่ 27 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงนาม ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว ขณะที่ นายธีรพล นภรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวไปอีกทางหนึ่งว่า การยกเลิกคำสั่งสอบวินัยไม่สามารถทำได้ แต่คณะกรรมการสอบสวนวินัยที่มี นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สรุปผลสอบแล้วว่า นายวัลลภไม่ผิด นั้น

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงนายวัลลภ กล่าวยอมว่า ได้รับหนังสือแจ้ง ให้ยุติการสอบสวน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา ยืนยันว่า คณะกรรมการสอบสวนยังสอบไม่เสร็จ ที่ผ่านมาประชุม คณะกรรมการไป 2 ครั้ง และ เพิ่งตั้งอนุกรรมการกลั่นกรองอีก 1 ชุด โดยไม่เคยรายงานด้วยวาจา หรือเอกสารถึงผลการสอบกับ นายธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่อย่างใด เนื่องจาก ยังไม่ได้ข้อสรุปอะไรเลย

ยืนยันว่าการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ที่ผ่านมามีแต่เสนอขอขยายเวลาสอบเพิ่ม การจะสรุปผลสอบ ต้องเห็นชอบร่วมกันใน กรรมการทุกคน และ ต้องลงชื่อรับรองด้วย ไม่เคยพูดกับ นายธีรพลเลย นายธีรพล เองอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าตน เป็นประธานสอบ

ที่บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เครือข่ายองค์กรด้านเด็ก และสตรี เพื่อติดตามตรวจสอบทางเพศ ของผู้บริหารระดับ สูง 11 องค์กร อาทิ มูลนิธิเพื่อนหญิง, มูลนิธิผู้หญิง, ขบวนผู้หญิงกับการปฏิรูปการเมือง (WeMove), กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี ได้มีการประชุมหารือต่อเรื่อง ดังกล่าว ภายหลังการประชุม

นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการ ศูนย์ฝึกและ อบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก และ นักเคลื่อนไหวประเด็น จริยธรรม ของ ผู้บริหารระดับสูง หลายกรณี แถลงว่า หลังจากทราบ คำสั่งยกเลิกครั้งนี้ เครือข่ายมีข้อสรุปว่า จะไปพบกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผู้ลงนาม ยกเลิกคำสั่งยุติการสอบสวน นายวัลลภ ที่ทำเนียบรัฐบาล ในบ่ายวันที่ 11 มิถุนายน เพื่อถามไถ่ข้อสงสัย 3 ประการ ได้แก่
1.การที่นายสมชายลงนาม ยุติการสอบสวนนั้น ได้เห็นหลักฐานข้อมูลทั้งหมดแล้ว หรือยัง หรือว่าเห็นเอกสารการร้องอุทธรณ์ ของ นายวัลลภ อย่างเดียว หรือ เห็นเอกสารต้นเรื่องที่ นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ดำเนินการมา นายสมชายได้ตรวจสอบครบถ้วนหรือยัง
2.นายวัลลภ เข้ามารับตำแหน่งปลัด พม.ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2547 และครบวาระ 4 ปี เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2551 โดยหลักการ หากจะดำรงตำแหน่งต่อ อีกวาระ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนั้น นายสมชายได้นำเรื่องนี้เสนอต่อ ครม.หรือไม่ นายสมชายคงจะตอบได้ ถ้าทำตามอย่างตรงไปตรงมา
3.เรื่องข้อกล่าวหาทุจริตและชู้สาว ตกลงแล้วผลการพิจารณาเป็นอย่างไร

นางทิชา กล่าวว่า ที่ประชุมยังมี มติให้ เครือข่ายฯ จัดเสวนา ‘ย้อนรอยเส้นทางการตรวจสอบข้าราชการระดับสูง’ ในวันที่ 15 มิถุนายน ที่สำนักกลาง นักเรียนคริสเตียน โดยหยิบยกกรณีของ นายวัลลภ พลอยทับทิม ตั้งแต่ เริ่มเกิดเหตุ จนกระทั่งการลงนามยุติการสอบสวน มีกลไกอะไรบ้าง น่าเชื่อถือหรือไม่

จะเชิญผู้เกี่ยวข้องในฝ่ายราชการมาชี้แจง เพราะวันนี้ไม่รู้จะฟังใคร ฟังคนหนึ่งก็พูดแบบหนึ่ง ข้าราชการเองให้สัมภาษณ์ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การเสวนาคงจะได้ฟังหลักการต่างๆ จากผู้ใช้ระบบระเบียบนั้น เพื่อนำไปสู่การให้ข้อเสนอแนะและแก้ไขปรับปรุงต่อไป

น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวเสริมว่า เครือข่ายถูกตั้งคำถามจากเจ้าหน้าที่ พม.ว่า ปลัด พม.ได้กลับมาแล้ว เครือข่ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยหรือ

ขณะที่ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ พม. กล่าวยืนยันว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายวัลลภ ได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากรายงานสรุปการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน พบว่า ใน 6 ประเด็น ที่สอบมีมูลและน้ำหนัก 3 ประเด็น คือ

ข้อกล่าวหาส่อทุจริตในสถานธนานุเคราะห์ที่ 27
ข้อกล่าวหาพฤติกรรมเชิงชู้สาว และ
ข้อกล่าวหาส่อทุจริตเงินสงเคราะห์ครอบครัว โดยรวมๆ แล้วเป็นเรื่องความผิดทางวินัย

จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงขึ้น เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ เป็นตัวกลางตัดสินว่า ควรจะลงโทษทางวินัยอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องในสถานธนานุเคราะห์ที่ 27 ซึ่ง นายวัลลภ เป็นประธานคณะกรรมการสำนักงานธนานุเคราะห์ กลับไม่เคยรายงานการทุจริตถึงรัฐมนตรีเลย

‘เราไม่ใช่ศาล ตัดสินไม่ได้ ยืนยันว่าตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงชอบด้วยกฎหมาย ยึดทั้งกฎหมายหลักเมตตาและคุณธรรมด้วย กรณีสถานธนานุเคราะห์ 27 มีการประเมินราคาจำนำทรัพย์สินสูงกว่าปกติ สร้างความเสียหายกว่า 40 ล้านบาท ข้าราชการซึ่งตรวจพบ และรายงาน แต่ นายวัลลภกลับปล่อยปละละเลย จนเสียหาย ไม่รีบรายงานรัฐมนตรี ที่แย่กว่านั้นคือ ข้าราชการที่ตรวจพบ แทนที่จะได้ความดีความชอบ กลับถูกตั้งกรรมการสอบ ถูกลงโทษตัดเงินเดือน’ นพ.พลเดช กล่าว

นพ.พลเดช กล่าวฝากถึงนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการ พม.ว่า ควรคิดให้รอบคอบในการเลือกปลัด พม. โดยเฉพาะหากจะเอานายวัลลภกลับมาเป็นอีก เพราะนายวัลลภครบ 4 ปี เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา นี่เป็นโอกาสสำคัญที่จะพิสูจน์วิสัยทัศน์ ตัดสินอะไร รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบด้วย ณ วันนี้นายชวรัตน์ต้องพิจารณาว่าในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับกระทรวงนี้บ้าง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งมี นายจรัญ ภักดีธนากุล เป็นประธาน ได้รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ผลสอบเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตในสำนักงานธนานุเคราะห์ระบุว่า ได้เกิดความเสียหายถึง 40 ล้านบาท

แต่นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัด พม.ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ เมื่อได้ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย แก่กิจการสถานสงเคราะห์ และอยู่ ในอำนาจหน้าที่ของตน ที่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ นายวัลลภกลับมิได้ดำเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหาโดยรวดเร็ว จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย อันมีมูลให้เห็นว่าเป็นการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ในตอนท้าย คณะกรรมการเห็นชอบให้ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าวของ มติชน
http://www.matichon.co.th/news_title.php?id=2216


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กองปราบฮึ่มขอหมายจับ คตส.ถ้าไม่โผล่ชี้แจง 3 พลเอก 3 แนวทาง แนะ รัฐบาล เสียสละ – ฟังเสียงประชาชน – ปกป้องคนดี

กองปราบฯ ขู่ขอหมายจับ คตส. ถ้าเบี้ยวหมายเรียก 10 มิ.ย.นี้อีกรอบ ผบก.อยุธยาอ้างทำตามกฎหมาย ปัดดักจับ ‘สุนัย’ ที่สนามบิน ‘ปชป.’ ซัดระบอบทักษิณเริ่มใช้อำนาจรัฐเช็คบิลฝ่ายตรงข้าม ‘แม้ว’ อนุพงษ์’ ลั่นไม่ใช่มาเฟีย ไม่มีกฎหมายไฟเขียวให้จู่ๆ จัดกำลังคุ้มครอง

พ.ต.อ.จารุวัฒน์ ไวศยะ รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม (รอง ผบก.บก.ป.)เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนว่า ได้ออกหมายเรียกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ทั้ง 11 คนไปแล้วครั้งหนึ่ง(ในคดีนายพิชิฎ ชื่นบาน ทนายความบริษัท สำนักกฎหมายนิติเอกราช จำกัดกล่าวหาว่า ดูหมิ่นและแจ้งความเท็จ) จากนั้นได้รับหนังสือตอบกลับมาว่า ตามที่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามมีหนังสือให้มารับทราบข้อกล่าวหาแจ้งความ เท็จ ตามที่มีผู้แจ้งความให้ดำเนินคดีกับ คตส.นั้น ว่าไม่ผิด

พ.ต.อ.จารุวัฒน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกเป็นครั้งที่สองไปแล้ว โดยนัดให้ คตส.มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 10 มิถุนายน หากวันนั้นไม่มาทางคณะพนักงานสอบสวนก็จะพิจารณาหนังสือตามที่ คตส.แจ้งมา เพื่อมาพิจารณาขอออกหมายจับต่อไป

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ ในรายการ ‘ลับ ลวง พราง เดอะ เรดิโอ’ ทาง อสมท คลื่น 100.5 ถึงจุดยืนของ ผบ.ทบ. ต่อการช่วยเหลือ คตส. ว่า ถ้าพูดไปตีความไม่เหมือนกันก็จะยุ่ง ตนมีอำนาจหน้าที่ทำได้แค่ไหนก็ทำในอำนาจหน้าที่ ถ้าไม่มีอำนาจแล้วไปทำ ก็จะมีผลกระทบต่อสังคม และต่อ คตส.เอง หาก คตส.ถูกฟ้องร้อง ก็ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่า หากช่วยเหลือเรื่องการดูแลความปลอดภัยและการถูกฟ้องร้องเอาผิด คตส. พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ยังไม่เห็นหนังสือมีมาถึง แต่ถ้า คตส.ถูกฟ้องร้อง คตส.ก็มีสิทธิต่อสู้ตามวิถีกระบวนการยุติธรรม ถ้าร้องขอมาแล้วตนมีอำนาจหน้าที่ทำได้ ก็เหมือนหน่วยงานอื่นๆ ที่สนับสนุน คตส.

เมื่อถามว่า ไม่อยากให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มาโอบปีกปกป้อง เพราะทำให้ คตส.ถูกมองไม่อิสระหรือเปล่า พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เรื่อง คมช.เลิกพูดแล้ว เพราะถ้าพูดก็ตกยุค คนจะถามว่า คมช.ยังมีอีกหรือ ตนจะตอบไม่ได้ แต่คำว่าช่วยไม่เข้าใจจะให้ตอบยังไง ให้ช่วยสนับสนุนปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายได้ แต่ถ้าทำแล้วทำให้ คตส. หมดความศักดิ์สิทธิ์ แล้วกลายเป็นหน่วยงานของใครที่จ้องจะเล่นงานใคร ก็จะไม่เป็นผลดีต่อ คตส.

‘การคุกคามอีกเรื่องหนึ่ง ถ้ามาขอให้ทหารทำ ทหารจะสั่งไปยังไง จะให้สั่งเอากำลังออกไปคุ้มกัน มันไม่มีกฎหมายให้ผมทำได้ คุณจะเอาความสะใจไม่ได้ จนกว่ารัฐบาลจะสั่งให้ทหารทำ เราเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าสั่งมาเราก็จัดไป แต่อยู่ดีๆ จะจัดไป เป็นมาเฟียหรือไง สังคมต้องตั้งหลักให้ดี ส่วนการถูกฟ้องร้องทางกฎหมาย สังคมคาดหวังจะให้ผมทำยังไง จะให้ผมบอกศาลว่า อย่ารับฟ้อง หรือบอกตำรวจว่า อย่าดำเนินการคดี หรือถ้าทำก็อีกเรื่อง แต่ก็คงต้องว่าไปตามกฎหมาย’ พล.อ.อนุพงษ์กล่าว

ส่วนที่เกรงว่า คตส.จะถูกเช็คบิลนั้น พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า คำพูดนี้มันไปตีความเอง เขาฟ้องก็สู้คดีก็แค่นั้นเอง ก็สู้คดี จะเรียกว่ารังแก หรือจะไปตีความว่ารังแก ก็แล้วแต่ คตส. ก็ไม่มีทางอื่นก็ต้องสู้คดีกัน เหมือนอย่างเราใครมาฟ้องร้องจะเรียกว่ารังแก ก็ต้องสู้กัน จะช่วยกันถ้าตามกฎหมาย ช่วยได้ก็ช่วย
เมื่อถามว่า สังคมคาดหวังให้ ผบ.ทบ.อยู่ฝ่ายประชาชน ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกข้างนั้น พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ‘โอ้ย…ผมอยู่ข้างประชาชน อยู่แล้ว ผมบอกแย้มๆ หลายทีแล้วว่า ผมอยู่ข้างประชาชน ไม่มีปัญหา ผมทำตามอำนาจหน้าที่ กองทัพบกต้องอยู่กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ เราจะอยู่ข้างไหนไม่ได้ทั้งสิ้น ผมบอกหลายที ผมเป็นทหารของประชาชน แล้วผมทำตามหน้าที่ ชัดเจนอยู่แล้ว’

สำหรับคดีที่ สภ.วังน้อยขอออกหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดม เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ในข้อหาหมิ่นประมาทนั้น พล.ต.ต.คำรบ ปัญญาแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1) ฐานะโฆษก บช.ภ.1 พล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ ผู้บังคับการตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา (ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา) ร่วมกันแถลงข่าว กรณีการออกหมายจับนายสุนัย หลังจากทนายความแจ้งความดำเนินคดีนายสุนัย ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการว่า หลัง สภ.วังน้อยรับแจ้งความตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2550 จึงคัดเลือกพนักงานสอบสวนจากผู้มีวุฒิทางด้านกฎหมาย 8 คน จากนั้นจึงรวบรวมพยานหลักฐานเชิญพยานผู้เกี่ยวข้องในสาขาอาชีพต่างๆ และเป็นกลางมาสอบสวนรวม 22 ปาก เป็นเวลา 6 เดือน

พล.ต.ต.คำรบกล่าวว่า เมื่อเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการต่อ ตำรวจจึงประสานคนใกล้ชิดของนายสุนัย ขอให้นายสุนัยผู้ถูกกล่าวหานำพยานหลักฐานมาแก้ขอกล่าวหา ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือชี้แจงมาว่าการกระทำของตัวเองไม่เป็นความผิด คณะพนักงานสอบสวนจึงประชุมร่วมกันมีความเห็นออกหมายเรียกตามขั้นตอนเพื่อให้ ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง 3 ครั้ง แต่ไม่มาพบ มีเพียงหนังสือชี้แจงสาเหตุการไม่มาพบถึง 3 ครั้ง

‘จนเดือนพฤษภาคม คณะพนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานและคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาไปขออำนาจ ศาล จ.พระนครศรีอยุธยา ออกหมายจับเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ซึ่งศาลพิจารณาอนุมัติ เมื่อตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกกล่าวหาเดินทางไปต่างประเทศโดยจะเดินทางกลับในวันที่ 4 มิถุนายน แต่ทางตำรวจไม่ได้ไปจับกุมที่สนามบินสุวรรณภูมิตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด’ รอง ผบช.ภ.1 กล่าว

พล.ต.ต.นเรศกล่าวว่า การรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับได้ทำตามกรอบอำนาจหน้าที่ของกฎหมาย เพราะคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ใหญ่เราให้ความเป็นธรรมให้ดีที่สุด คดีนี้มีการรวบรวมพยานหลักฐานนานกว่าคดีอื่นๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงทุกขั้นตอน ส่วนนายสุนัยจะมอบตัวเมื่อไหรนั้นอยู่ระหว่างประสานผ่านทางคนใกล้ชิด เพื่อเจรจานัดแนะวันที่จะให้นายสุนัยมารับทราบข้อกล่าวหา เพราะทางเตรียมพร้อมไว้แล้ว และเชื่อว่าคงได้รับคำตอบตกลงจากนายสุนัยในอีกไม่นาน

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีการใช้อำนาจรัฐของรัฐบาลว่า พรรคประชาธิปัตย์ตรวจสอบพบว่า เริ่มมีการใช้อำนาจรัฐไปจัดการบุคคลหรือองค์กรที่ตรวจสอบการกระทำโดยมิชอบ ของคนในระบอบทักษิณ รวมถึงครอบครัวชินวัตรและคณะ ลักษณะดังกล่าวเป็นการเช็คบิล ตั้งแต่การย้ายนายสุนัย ออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากนั้นก็มีการดำเนินคดีหมิ่นประมาทและออกหมายจับ รวมทั้งไปดักจับนายสุนัย ที่สนามบิน ซึ่งเป็นการทำเกินกว่าเหตุ ทั้งที่คดีอุกฉกรรจ์มากกว่านี้กลับไม่ทำขนาดนี้ หรือความพยายามออกหมายจับ คตส.ในคดีแจ้งความเท็จ ทั้งที่เป็นเพียงคดีปกติที่ตำรวจสามารถใช้ช่องทางปกติได้ การที่ดีเอสไอพยายามจะดำเนินการเรื่องที่มีคนร้องเรียนว่า สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ไปจ้างบริษัทฝึกอบรมพนักงาน ที่มาเช่าอาคารของสามีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. หรือความพยายามกดดันข้าราชการกรมสรรพากรหลายระดับให้หาช่องทางยกเลิกการ อายัดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงการย้ายอธิบดีกรมบังคับคดี ที่ไม่ได้บริหารงานผิดพลาด

ปรับปรุงจาก ข่าวของ มติชน
http://www.matichon.co.th/news_title.php?id=2218


‘อนุพงษ์’ ชี้ คตส.ถูกฟ้องร้องก็ต้องไปต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม จะให้ทหารนำกำลังออกไปคุ้มกันทำไม่ได้เพราะไม่ใช่มาเฟียเป็นแค่ผู้ช่วย พนักงานถ้าสั่งมาก็จัดกำลังไป

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ ในรายการ ‘ลับ ลวง พราง เดอะ เรดิโอ’ ทาง อสมท.100.5 ถึงสถานการณ์การเมืองกับจุดยืนของตนเองว่า ปัญหาทางการเมืองมีแนวทางแก้ไขของตัวเอง การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ถ้าจะเอาทหารเข้าไปยุ่งจะยิ่งทำให้วุ่นหนักเข้าไปอีก แล้วคงไม่ใช่หน้าที่ ทหารจะเป็นทหารของชาติและพร้อมทำงานเพื่อสังคม ส่วนรวม ตามบทบาทหน้าที่ของตัวเอง

‘ผมคงไม่ไปยุ่ง ในลักษณะที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย ให้แก้ไขปัญหากันไปตามวิถี เราดูแลความมั่นคงไป ทางออกอยากให้สังคมค่อยๆดูเรื่องผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทำไปแล้วจะเป็นอย่างไรมีผลกระทบต่อสังคมโดยรวมในทุกด้านทุกคนอย่างไร’ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงแนวคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์ มันเป็นสิทธิและหน้าที่ของนักการเมืองที่จะคิด ผมให้ความเห็นเกรงว่ามันจะเป็นประเด็น เมื่อถามถึงจุดยืนของ ผบ.ทบ. ต่อการช่วยเหลือ คตส.(คณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าพูดไปตีความไม่เหมือนกันก็จะยุ่ง ตนมีอำนาจหน้าที่ทำได้แค่ไหนก็ทำในอำนาจหน้าที่ ถ้าเราไม่มีอำนาจแล้วไปทำ ก็จะมีผลกระทบต่อสังคม และต่อ คตส.เอง หากเขาถูกฟ้องร้อง ก็ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อถามว่า หากช่วยเหลือเรื่องการดูแลความปลอดภัยและการถูกฟ้องร้องเอาผิด คตส. พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าคตส. ถูกฟ้องร้อง แต่ยังไม่เห็นหนังสือมาถึง แต่ คตส.ก็มีสิทธิ์ต่อสู้ตามวิถีกระบวนการยุติธรรม ถ้าร้องขอมาแล้วตนมีอำนาจหน้าที่ทำได้ ก็เหมือนหน่วยงานอื่นๆที่สนับสนุน คตส.

เมื่อถามว่า ไม่อยากให้ คมช.มาโอบปีกปกป้อง เพราะทำให้ คตส.ถูกมองไม่อิสระหรือเปล่า พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่อง คมช.เราเลิกพูดแล้ว เพราะถ้าพูดก็ตกยุค คนจะถามว่า คมช.ยังมีอีกหรือ ผมจะตอบไม่ได้ แต่คำว่าช่วยไม่เข้าใจจะให้ตอบยังไง ให้ช่วยสนับสนุนปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมายได้ แต่ถ้าทำแล้วทำให้ คตส. หมดความศักดิ์สิทธิ์ แล้วกลายเป็นหน่วยงานของใครที่จ้องจะเล่นงานใคร ก็จะไม่เป็นผลดีต่อคตส

“การคุกคามอีก เรื่องหนึ่ง ถ้ามาขอให้ทหารทำ ทหารจะสั่งไปยังไงจะให้สั่งเอากำลังออกไปคุ้มกัน มันไม่มีกฏหมายให้ผมทำได้ คุณจะเอาความสะใจไม่ได้ จนกว่ารัฐบาลจะสั่งให้ทหาร เราเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าสั่งมาเราก็จัดไป แต่อยู่ดีๆจะจัดไป เป็นมาเฟียหรือไง สังคมต้องตั้งหลักให้ดี ส่วนการถูกฟ้องร้องทางกฏหมาย สังคมคาดหวังจะให้ผมทำยังไง จะให้ผมไปทำยังไง สังคมคาดหวังให้ผมทำยัง จะให้ผมบอกศาลว่าอย่ารับฟ้อง หรือบอกตำรวจว่า อย่าดำเนินการคดี หรือ ถ้าทำก็อีกเรื่อง แต่ก็คงต้องว่าไปตามกฏหมาย” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ส่วนที่เกรงว่า คตส.จะถูกเช็คบิลนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คำพูดนี้มันไปตีความเอง เมื่อฟ้องก็สู้คดีก็แค่นั้นเอง จะเรียกว่ารังแก หรือจะไปตีความว่ารังแก ก็แล้วแต่ คตส. ก็ไม่มีทางอื่นก็ต้องสู้คดีกัน เหมือนอย่างเราใครมาฟ้องร้องจะเรียกว่ารังแก ก็ต้องสู้กัน จะช่วยกันถ้าตามกฏหมาย ช่วยได้ก็ช่วย

เมื่อถามว่า สังคมคาดหวังให้ผบ.ทบ.อยู่ฝ่ายประชาชน ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกข้าง นั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ โอ้ย… ผมอยู่ข้างประชาชน อยู่แล้ว ผมบอกแย้มๆหลายทีแล้วว่า ผมอยู่ข้างประชาชน ไม่มีปัญหา ผมทำตามอำนาจหน้าที่ กองทัพบกต้องอยู่กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ เราจะอยู่ข้างไหนไม่ได้ทั้งสิ้น ผมบอกหลายที ผมเป็นทหารของประชาชน แล้วผมทำตามหน้าที่ ชัดเจนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ภาพของ ผบ.ทบ.อาจถูกมองว่าอยู่กับรัฐบาล เพราะควงนายกฯไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯเข้าใจว่า ผบ.ทบ.อยู่ฝั่งกลุ่มพันธมิตร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวอย่างอารมณ์ไม่ดีนักว่า “ผมว่าพวกคุณทำให้มันเป็น ผมไม่เห็นมีอะไรเลย ผมก็ทำงาน ผมถามคุณกลับว่า ถ้ากฏหมายเป็นอย่างนี้ มีรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฏหมาย ตอนนี้ ใครไปทำก็ล้มล้างรัฐบาล ก็ผิดกฏหมาย นายกฯเป็น รมว.กลาโหมให้ผมไปทำโน่นทำนี่ ก็ไม่ต้องทำหรือ แล้วจะให้ผมไปทำร้ายประชาชน ผมมีตัวตนถูกต้องตามกฏหมาย ผมไม่มีคำตอบ ผมตอบคุณก็ถามอย่างกับว่า เราเป็นกองกำลังส่วนตัวใครก็ได้ แต่ผมย้ำว่าเป็นของประชาชน”

‘สุ จินดา’ ชี้ทหารมีบทเรียนจากเหตุการณ์ 19 กันยา ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแน่นอนชี้พันธมิตรเสียงแผ่วแค่คนแห่ไปดูเยอะ แนะ’สมัคร’หารือคนสำคัญยื้อประวิงเวลาให้อีกฝ่ายหมดแรง

ทางด้านพล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการเดียวกัน ว่า สถานการณ์อย่างนี้ไม่ดีต่อบ้านเมืองและประเทศชาติ ทั้งเศรษฐกิจความมั่นคง ประเทศเรามีปัญหามากอยู่แล้ว รวมทั้งปัญหาภาคใต้ เหมือนซ้ำเติม แต่เชื่อว่าเหตุการณ์จะไม่รุนแรง ไม่นองเลือด เพราะทั้งสองฝ่ายมีบทเรียนมาแล้ว ยกเว้นบางฝ่ายอยากจะให้เกิดความรุนแรง ฝ่ายม็อบถือลัทธิอหิงสาก็คงไม่เกิดอะไรขึ้น ส่วนรัฐบาลก็ไม่อยากให้เกิดวุ่นวาย หรือการจลาจลและมีบทเรียนประวัติศาสตร์ คงไม่ทำให้เกิดความรุนแรง เว้นแต่อีกฝ่ายหนึ่งอยากจะให้เกิด คงยืดเยื้ออีกไม่นานเท่าไหร่เพราะคงต้องหมดแรง อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอมเข้าปะทะหรือใช้ความรุนแรงด้วย กองทัพก็มีบทเรียนมาแล้วเช่นกัน

เมื่อถามว่า มองดู ตัวละครตอนนี้ เป็นตัวละครเดียวกับเกิดเหตการณ์ พฤษภาทมิฬ นั้น พล.อ.สุจินดา กล่าวว่า ก็เพราะว่าเป็นคนเดิม มีบทเรียนมาแล้ว เขาอยากให้ประเทศชาติเกิดอะไรหรือไง เขาก็ไม่น่าจะทำให้เกิดความรุนแรงใดๆ แต่จะพยายามกดดันรัฐบาลให้ทำตามที่เรียกร้อง แต่รัฐบาลยอมไม่ได้ แต่เขาก็ต้องยิ่งก่อกวนไป ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ความนิยมที่มีอยู่ ก็ลดน้อยลงไป ประชาชนส่วนใหญ่ก็คงไม่เห็นด้วยกับการทำเช่นนี้ ส่วนทางออกที่เรียกร้องรัฐประหารนั้น พล.อ.สุจินดา กล่าวว่า ทหารมีบทเรียนแล้ว ทหารไม่อยากไปเกี่ยวข้องด้วย มีบทเรียนมามาก แม้แต่ 19 กันยายน เป็นบทเรียนเพิ่งเกิดขึ้นหยกๆ ทหารจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีก ทางทหารก็ไม่ยอมให้ใช้พรบ.ความมั่นคง ก็แสดงความพยายามหลีกเลียงไปเกี่ยวข้อง ให้เป็นเรื่องของตำรวจ ดูแลความมั่นคง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ยังไม่รุนแรง ไม่มีการใช้อาวุธ ก็ไม่น่ามีอะไร

ส่วนที่เกรงว่าจะซ้ำรอยพ.ค.ทมิฬในเรื่อง มือที่สาม นั้น พล.อ.สุจินดา กล่าวว่า สถานการณ์ที่เผชิญหน้ากันอยู่ยังไม่มีวี่แวว เพราะยังมีการปลุกระดม ประชาชนก็เบื่อแล้ว ใครจะไปร่วมอะไรก็คงมีความคิด อดีตเป็นยังไงอะไรเป็นผลร้ายขึ้นมา คนที่แห่ไปดูก็เยอะ มีการใช้ความรุนแรงมือที่สามจึงจะปะทะ แต่ก็เกิดขึ้นยาก ทั้งสองฝ่ายต่างระวังกันและกัน มือที่สาม ไม่มีหรอก ถ้าจะเกิดก็เกิดจากสองฝ่ายทำให้เกิดขึ้นเพื่อหาทางให้เกิดความรุนแรง เมื่อถามว่า มองแนวทางนายสมัครควรจะทำอย่างไร พล.อ.สุจินดา กล่าวว่า ทางที่ดีที่สุดนายสมัคร ควรยืดเยื้อประวิงเวลาไปเรื่อยๆจนอีกฝ่ายหมดแรง แต่การตัดสินใจจะทำลำพังคนเดียวไม่ได้ต้องเรียกเจ้าหน้าที่คนสำคัญไปปรึกษา หารือกัน คงไม่มีใครเสนอให้ใช้ความรุนแรง

“ผมกับ คุณสมัคร เคยทำงานด้วย กัน เคยเป็น รมต. ในสมัยผม และเคยผ่านบทเรียนมาแล้ว หลายครั้งหลายหน มีบทเรียนอย่างดี น่าจะนำบทเรียนเหล่านั้น มาใช้พิจารณาไม่ทำให้เกิดความผิดพลาด ส่วนแนวคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาตินั้น เป็นไปไม่ได้ รัฐบาลไม่เอา เพราะเขาได้รับการเลือกตั้ง ทำไมต้องตั้งรัฐบาลแห่งชาติ มันไม่ได้แก้ปัญหา มันจำเป็นอะไร ตามที่อีกฝ่ายมาเรียกร้อง เขาเรียกร้องเรื่องอื่นแล้วมาให้รัฐบาลออก แล้วก็เรียกร้องกันไปเรื่อย ผมว่ายุบสภา เลย เป็นการตัดสินไปเลยว่าประชาชน เอาฝ่ายไหน แล้วก็ไม่ต้องมาพูดกันอีก ประชาชนตัดสินแล้ว ส่วนเรื่องนอกสภาฯ ไม่ต้องมาพูดอีก เพราะประชาชนตัดสินแล้ว ความเห็นของคนแสนสองแสน แต่คน40-50ล้าน คน ไม่เห็นด้วย ผมว่า ยุบสภาแล้วเลือกใหม่ ถ้าฝ่ายเดิมชนะ อีก่ฝ่ายก็ไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องนอกสภา ถ้ารัฐาลแพ้ ก็โอเค.แสดงว่าประชาชนไม่ต้องการ ก็น่าจะจบ รู้สึกหดหู่ใจ และพูดจริงๆ เป็นทุกข์ร้อนแทนประชาชน ทุกแห่งสภาพความเป็นอยู่ของบ้านเมือง อาชญกรรมสูง รายได้ไม่พอรายจ่าย แทนที่จะช่วยกันแก้ปัญหา แต่กลับมาทะเลาะกันเองจนไม่มีเวลาจะทำอะไร ” พล.อ.สุจินดา กล่าว

เมื่อถามว่า รัฐบาลก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาปากท้องประชาชนเพราะ มัวแต่เล่นเกมการเมืองและแก้รัฐธรรมนูญการช่วยเรื่องคดี นั้น พล.อ.สุจินดา กล่าวว่า รัฐบาลก็ทำ แต่ผลจะออกมาอย่างไรไม่รู้ ใครมาเป็นรัฐบาล แก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องง่าย เศรษฐกิจ น้ำมันแพงทั่งโลกวุ่นวาย ใครมาเป็นรัฐบาลก็แย่ทั้งนั้น เมื่อถามว่า คนที่นั่งเก้าอี้นายกฯแล้วเจออย่างนี้จะรู้สึกยังไงเมื่อมีคนมาไล่ออก พล.อ.สุจินดา กล่าวว่า ถามไม่ได้ เพราะตอนนั้น ตนไม่ได้อยากจะเป็นนายกฯ แต่เป็นตอนนี้ตนไม่อยู่หรอกครับ อยู่ทำไมให้เหนื่อยยาก

‘บุญ สร้าง’ แนะ ‘ผู้นำ’ ต้องเสียสละฟังประชาชนยันทหารอยู่ข้างปชช.ไม่เลือกฝั่ง ไม่ยุ่งการเมืองพยายามรักษาคนดีเอาไว้ ไม่ให้เกิดอันตราย คนดีหายากช่วยกันรักษาคนดีเอาไว้

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ในรายการเดียวกันว่า ปัญหาก็พอมี แต่อย่าเครียด เดี๋ยวจะคิดอะไรไม่ออก คนไทยต้องช่วยกัน แต่จะนองเลือดหรือไม่ มันอยู่ที่คน บาปกรรมชาติปางก่อนมีจริงแต่ตอนนี้สำคัญกว่า บ้านเมืองไทยเราอยู่ที่ผู้นำเป็นหลัก ส่วนประชาชนก็อย่าไปตามกระแส รู้ผิดรู้ชอบ ที่สำคัญ ผู้นำบ้านเมือง ต้องดูว่าอะไรมันดีอะไรมันเสีย ต้องมีความเสียสละอยู่ในจิตวิญญาณ ต้องให้ท่านมองที่ประชาชนว่า เรารับใช้ประชาชน เราก็ต้องรับฟังทุกอย่าง อาจจะไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็ต้องฟังมากที่เดียว ตั้งอกตั้งใจฟัง เหมือนลูกน้องกับเจ้านาย เจ้านายก็ต้องฟังลูกน้อง ต้องฟังซึ่งกันและกัน และคิดไตร่ตรองให้ดีที่สุดว่า อะไรดีที่สุดสำหรับชาติบ้าน

เมื่อถามว่า ถ้าให้นายกฯ ลาออก เรื่องจะจบไหม พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ก็อยู่ที่ว่า จะทำให้จบหรือไม่ ผมพูดมากไม่เหมาะ เพราะเป็นเรื่องการเมือง ยังไงทหารก็ดูแลการป้องกันประเทศ เราอยากให้มั่นคง ถ้าไม่มั่นคงเราก็ป้องกันประเทศไม่ได้ เพราะพลังภายในประเทศ สูญเสียจากการสู้กันเองเสียเยอะ ต่อสู้กันเองทำยังไงให้จบเร็วที่สุด จะได้ทำอย่างอื่นมีปัญหาน้อยที่สุด ช่วยกันสร้างบ้านสร้างเมือง เวลามีศึกสงคราม ถ้าเป็นอย่างนี้ เราจะอ่อนแอใครเข้ามาเราไม่มีเวลาป้องกัน เพราะเรายุ่งแต่กับเรื่องอื่น

เมื่อถามว่า ผบ.เหล่าทัพ จะหาทางออกวิกฤตินี้อย่างไรเสนอต่อ นายกฯ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ถ้ามีดีๆเสนอ แต่บางเรื่องก็เสนอไม่ได้ อยู่ที่ผู้เกี่ยวข้อง แต่เราในฐานะทหารอาชีพ เราจะไม่อยู่ฝั่งไหน อย่าอยู่ฝั่งโน้นฝั่งนี้ อยากให้ทุกอย่างสงบเร็วๆ เรื่องสถาบันหน้าที่ทหารโดยตรง ส่วนการที่ คตส.จะถูกเช็คบิล นั้น ผบ.สส. กล่าวว่า เรื่องการเมือง เขาไม่ให้ทหารไปวุ่นวาย แสดงความเห็น ไม่อย่านั้น จะสับสนหนัก การเมืองโดยปกติ ทหารจะไม่พูดนะ ถ้าเป็นต่างประเทศ เผลอเขาปลดเอาง่ายๆนะ ยิ่งเรื่องอ่อนไหวและพูดผิดมีปัญหามามากนัก

‘ตอนนี้ คมช.ไม่มีแล้ว แต่ บ้านเมืองเราต้องพยายามรักษาคนดีเอาไว้ ไม่ให้เกิดอันตราย คนดีหายากพอสมควร ช่วยกันรักษาไว้ให้ได้ อีกหน่อยคนก็ไม่อยากเป็นคนดี การเป็นคนดีนี้เสียเปรียบ บางคนทำได้ทุกอย่าง แต่คนดี ทำไม่ได้อยู่อย่างคือความไม่ดี ก็เสียเปรียบ’ ผบ.สส. กล่าว

พล.อ.บุญสร้าง กล่าวถึงการชุมนุมว่า ได้ประเมินล่วงหน้าแล้วเราต้องเตรียมพร้อม เพราะคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราต้องพร้อมรอบคอบและรู้หน้าที่ของ เรา ส่วนรัฐบาลสั่งให้ทหารสลายม็อบ ทหารต้องทำตามหรือไม่นั้น ต้องทำตามกฏหมาย เป็นธรรมดา ไม่อย่างนั้น มันจะเสียความศักดิ์สิทธิ์ แล้วจะเกิดธรรมเนียมใหม่ว่า ไม่ต้องฟังคำสั่ง เป็นคำสั่งที่ถูกต้องก็ต้องทำตาม แต่ไม่ใช่สั่งให้ทหารไปทำร้ายประชาชน นี่ไม่ใช่ แต่ถ้ารัฐบาลสั่งก็ต้องทำ แต่เราจะต้องดูแลไม่ให้เกิดอันตรายกับประชาชน ทำให้นิ่มนวลมากที่สุด

‘ผมว่าทำได้ในระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่ารัฐบาลเขาไม่สั่งหรอก เพราะถ้า ดูแลไม่ได้100% มันมีปัญหาได้ มีเคยมีมาแล้ว ต้องระวังให้มาก ส่วนจุดจบขงสถานการณ์นั้น ไม่แน่หรอก คนเราเปลี่ยนได้เสมอ บางคนเปลี่ยนได้เร็วมาก วันนี้คิดอย่าง พรุ่งนี้คิดอีกอย่าง อันไหนที่เป็นอันตรายแก่ตนเอง ผู้อื่นหรือบ้านเมือง ก็เปลี่ยนได้ ขอให้นึกถึงบ้านเมืองก่อน จะลงตัวง่าย’ พล.อ.บุญสร้างกล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ มติชน
http://www.matichon.co.th/news_title.php?id=2214


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.