Accom Thailand

June 18, 2008

โฆษกรัฐบาล ยืนยัน เป็นการกบฏ หากกลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนมายังทำเนียบรัฐบาล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยัน กลุ่มพันธมิตรฯหากกลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนการชุมนุมมาที่ทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นการกระทำการกบฏ

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯประกาศเคลื่อนการชุมนุมมา ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันศุกร์ ที่ 20 มิ.ย.นี้ ว่า

กลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถมาปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาลได้ เพราะทำเนียบรัฐบาล เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย และสัญลักษณ์ของ รัฐบาล หากกระทำเช่นนั้น จะเหมือนเป็นการปฏิวัติ หรือเป็นกบฏเท่านั้น

จึงเป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะป้องกัน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีความเข้าใจและเตรียมการไว้แล้ว พร้อมกันนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเรียกร้องให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯจัดตั้งพรรคการเมือง

ทั้งนี้เชื่อว่า การประกาศ เคลื่อนมา ที่ทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่กระทบต่อการทำงาน ของข้าราชการ ประจำทำเนียบรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่คงไม่สามารถคาดการณ์ ได้ว่าในวันดังกล่าวจะ เกิดเหตุการณ์อย่างไรบ้าง

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ฝ่ายค้าน ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายก และ รมต. 7 คน

ฝ่ายค้าน ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว โดยระบุหากรัฐบาลบริหารประเทศต่อไปจะเสี่ยงกับการสูญเสียดินแดนไทย

ตัวแทนฝ่ายค้าน นำโดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน พร้อม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่น 2 ญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยญัตติแรกเป็นการยื่นขออภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158

ระบุข้อกล่าวหา 9 ข้อ ว่า การบริหารงานของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ระบบคุณธรรม ส่งเสริมบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาบริหารประเทศ ไม่แก้ปัญหาให้กับประชาชน มุ่งแก้ปัญหาให้กับอดีตนักการเมืองผู้สูญเสียผลประโยชน์ ดังนั้นหากปล่อยให้บริหารประเทศชาติต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

ส่วนอีกญัตติเป็นการยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายมีจำนวน 7 คน ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ และเอื้อประโยชน์ให้กับอดีตนักการเมืองที่เสียประโยชน์

นายสาทิตย์ กล่าวว่า เพื่อตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลในระบบรัฐสภา และจากนี้ไปจะรอดูว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่ และยืนยันว่า แม้รัฐบาลจะชิงปิดสมัยประชุมสภาครั้งนี้ ญัตตินี้ก็จะไม่ตกไป เมื่อขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญอีก ก็สามารถอภิปรายได้ทันที

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“จำลอง” ยึดสันติอหิงสา และ เตรียมพร้อมรับมือ ตร. ต้องยอมถอย !

“จำลอง” ลั่นยึด “สันติอหิงสา” ปักหลักสู้ กร้าว บ่ยั่น
หลังตำรวจกระพือข่าวเตรียมสลาย การชุมนุม “พันธมิตรฯ” ในช่วงเช้า
ด้าน “วีรชนคนกล้า” รู้ข่าวสุดทน ร่วมให้กำลังใจ
ลุกฮือ ออกจากบ้าน ร่วมต้านอำนาจมืด ที่สะพานมัฆวาน


jamlong_18jun08


วันนี้ (18-19 มิ.ย.) พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสุดคึกคัก หลัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีแจ้งข่าวด่วน ให้กลุ่มผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมถึงกรณีที่ มีสายข่าว ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียม ที่จะใช้กำลังสลายการชุมนุมในช่วงรุ่งสางของ คืนวันนี้ (18-19) ส่งผลให้พี่น้องประชาชนที่รู้ข่าว ไม่ว่าจะอยู่บริเวณใกล้เคียง หรือสถานที่ไกลออกไป ต่างมุ่งหน้าเข้าสู่เวทีพันธมิตรฯ เพื่อเพิ่มกำลังให้กลุ่มผู้ชุมนุมแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อป้องกัน และกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ให้ทำการสลายการชุมนุมในยามที่พันธมิตรฯ อ่อนแรง


โดยก่อนหน้านี้ พล.ต.จำลอง ได้ขอให้พี่น้องที่ร่วมชุมนุมนั่งลงอย่างสงบ โดยย้ำอย่างชัดเจนว่าอย่าใช้กำลังตอบโต้เจ้าหน้าที่ และขอให้ใช้สันติอหิงสา โดย พล.ต.จำลอง ยืนยันว่าจะไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายอย่างเด็ดขาด จากนั้นได้เข้าไปนั่งรวมอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุม เพื่อสร้างขวัญ และกำลังใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมจนถึงรุ่งเช้า


“พล.ต.จำลอง ศรีเมือง”เผยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถอนกำลัง กลับสู่ที่ตั้งปกติ
คง 3 กองร้อย ประจำจุด รักษาความปลอดภัย รอบทำเนียบ
เชื่อคืนวันนี้ (19 มิ.ย.) ลูกกรอก ไฟเขียวตำรวจ เข้าสลายผู้ชุมนุม กลางดึก อีกแน่
จี้ กองทัพ ร่วมมือ ประชาชน เปลี่ยนแปลงประเทศ

jamlong_18jun08-00


วันนี้(19 มิ.ย.) เวลา 02.20 น.ท่ามกลางกระแสข่าว การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมของพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์


พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้แจ้งข่าวให้กลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมทราบว่า ล่าสุดมีรายงานข่าวการถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับสู่ที่ตั้งปกติ คงเหลือประจำจุดที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล และสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพียง 3 กองร้อย


ทั้งนี้ พล.ต.จำลอง เชื่อว่ารัฐบาลจะ ไม่ใช้กำลังตำรวจสลายกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ในคืนวันนี้ (18-19) แน่นอนแล้ว แต่พันธมิตรฯ ก็จะไม่ประมาท พร้อมจัดเตรียมกำลังเพื่อรองรับสถาการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในคืนวันที่ 19 มิ.ย. ซึ่งจะเป็นคืนสุดท้ายก่อนบุกไปหน้าทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลคงจะใช้ความพยายามสลายการชุมนุมอีกครั้ง


ในช่วงท้าย พล.ต.จำลอง ยังเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ออกมาร่วมขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงประเทศกับพันธมิตรฯ โดยเฉพาะกองทัพ ต้องพึ่งระลึกถึงคุณของแผ่นดิน หันมาร่วมกับประชาชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลทรราชต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071913
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071912


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“พล.ต.จำลอง” แฉแผน รัฐบาลเตรียมใช้กะเหรี่ยงป่วน ก่อนสลายพันธมิตรฯ


“พล.ต.จำลอง” เผย รัฐบาลเตรียมใช้อันธพาลกะเหรี่ยง เข้าก่อกวนการเดินขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตรฯ สร้างเงื่อนไขความวุ่นวายเป็นข้อ้างเข้าสลายการชุมนุม ย้ำหากทำจริงตำรวจผิดแน่ ซ้ำรอยสลายม็อบท่อก๊าซ สงขลา


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ปราศรัย


วันนี้ (18 มิ.ย.) เวลา 20.50 น.พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีสะพานมัฆวาน กล่าวให้กำลังใจแก่ประชาชนที่มาชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล และ เปิดเผยว่า


ขณะนี้รัฐาล มีกระบวนการก่อกวน กลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาลในวันศุกร์นี้ โดยจะใช้พวกอันธพาลและกะเหรี่ยงเข้ามาทำการก่อกวน ให้เกิดความรุนแรง


หลังจากนั้น รัฐบาลอาจประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินเพื่อเข้าสลายการชุมนุม ซึ่งหากรัฐบาลประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินจริง ทางกลุ่มพันธมิตรฯได้เตรียมทนายความไว้แล้วเพื่อร้องต่อศาลให้ดำเนินการ ยับยั้งการใช้ภาวะฉุกเฉิน และคุ้มครองกลุ่มพันธมิตรฯ


นอกจากนี้ พล.ต.จำลอง ยังกล่าวว่า รัฐบาลอาจจะใช้วิธีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งหากรัฐบาลใช้การสลายการชุมนุมขึ้นจริง ถือว่าทำผิดกฎหมาย


โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของประชาชนผู้คัดค้านท่อก๊าซ ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งศาลปกครองได้ตัดสินให้เป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ชุมนุมคนละ 1 หมื่นบาท


พล.ต.จำลอง กล่าวถึงข้อครหาที่มีการพูดว่าตนเองนั้น พาผู้ชุมนุมไปตายในเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ว่า ในการชุมนุมในอดีตที่ผ่านมา ตนไมได้เป็นคนพาไป แทบทุกครั้งตนไปทีหลังทั้งสิ้น เพราะเห็นคนออกมาต่อสู้แล้วอยากร่วมต่อสู้ด้วย และ


ในการชุมนุมของพันธมิตรฯ เมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการชุมนุมยืดเยื้อก็ไม่มีเหตุรุนแรงแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาลในวันศุกร์นี้ ว่า


หากในระหว่างการเดินทางมีการก่อกวนหรือทำร้ายผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะ ต้องเข้ามาดูแลผู้เดินขบวน และ ประกาศด้วยว่า จะไปตั้งเวที ทำเนียบรัฐบาล และจะรื้อเวที ที่สะพานมัฆวานโดยจะไม่กลับมาอีก

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071858


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ตำรวจเตรียมสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ก่อนรุ่งสาง ที่ 19 มิ.ย


รายงานข่าวแจ้งจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ว่า
จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯเตรียมล้อมทำเนียบ
ในเวลา 13 น. ของวันศุกรที่ 20 นี้


ทางรัฐบาลเตรียมใช้กำลังตำรวจหน่วยพิเศษ
โดยการนำของนาย พลต.ต. ลูกน้องยี้ห้อย
จะเข้าสลายการขุมนุมในคืนวันนี้ (18 – 19 มิ.ย.)
demo_18jun08


“จำลอง” ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ แจ้งข่าวด่วน เผย “ตำรวจ” เตรียมใช้กำลังสลายการชุมนุมก่อนรุ่งสางวันนี้ วอน ปชช.ยอมให้จับ-อย่าตอบโต้ ยันภาพถูกกระทำจะปรากฏออกไปสู่สายตาชาวโลก
คลิก เพื่ออ่านต่อ จาก ผู้จัดการออนไลน์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

บริจาคช่วย ASTV และ สนับสนุนการชุมนุมฯ สำหรับผู้ที่อยู่ เมืองไทยและ ต่างประเทศ


บริจาคช่วย ASTV โดย


โอน/ฝากผ่านบัญชี ธนาคารกสิกรไทย สาขาบางลำพู


ชื่อบัญชี บริษัท เอเอสทีวี (ประเทศไทย) จำกัด


บัญชี กระแสรายวัน เลขที่ 008-1-09535-3


บัญชีประเภท ออมทรัพย์ เลขที่ 008-2-17154-3


สนับสนุนการจัดชุมนุมโดย


โอน/ฝาก ผ่านบัญชี ธนาคารกสิกรไทย สาขาบางลำพู


ชื่อบัญชี “มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน”


บัญชี ออมทรัพย์ เลขที่ 008-2-18199-9


สำหรับพันธมิตรในสหรัฐอเมริกา บริจาคได้ที่


Bank of America


Bank’s address : California USA


ชื่อบัญชี Asia sattellite Television USA


เลขที่ 297-164-1282


สำหรับผู้ที่สะดวกเดินทางมาด้วยตนเอง
สามารถมาบริจาคได้ที่ บ้านพระอาทิตย์


วันจันทร์-ศุกร์

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

เสร็จมันแล้วพี่น้อง! “นพดล” ลงนามมอบเขาพระวิหารให้เขมรแล้ว

เสร็จมันแล้วพี่น้อง! “นพดล” ลงนามมอบเขาพระวิหารให้เขมรแล้ว
18 มิถุนายน 2551 19:42 น.

“นพ ดล” ถือวิสาสะปิดห้องงุบงิบกับ “ทูตเขมร” ลงนามไฟเขียวให้ทางการกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลกแล้ว แถมยังมีหน้ามาทวงบุญคุณ อ้างเป็นผลงานที่ต้องบันทึกเป็นเกียรติประวัติไปชั่วลูกชั่วหลาน ระบุ สมควรได้ดอกไม้มากกว่าก้อนหิน ลั่นไม่ได้เสียดินแดนสักตารางนิ้วเดียว ด้วยการใช้กราฟฟิกแหกตาชาวบ้าน

คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายนพดล ปัทมะ แถลงข่าว

วันนี้ (18 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น.นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ได้ลงนามยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทวิหารเป็นมรดกโลก ร่วมกับ นายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยมิให้สื่อมวลชนเข้าไปในห้องดังกล่าวเลย ซึ่ง นายนพดล อ้างว่า ทางกัมพูชาไม่สะดวกให้เข้าถ่ายภาพในส่วนของตนไม่มีปัญหาอะไรที่จะปิดบัง ไม่นั้นไม่มาเซ็นและแถลงข่าวที่นี้ เซ็นที่อื่นก็ได้ อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นายนพดล ได้บอกกับผู้สื่อข่าว ว่า ที่ไม่ลงนามที่กระทรวงต่างประเทศ เพราะมีกลุ่มพันธมิตรฯ ล้อมอยู่

หลังจากนั้น ในเวลา 14.30 น.นายนพดล ได้แถลงข่าวร่วมกับ นายกฤต ไกรกิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ พล.ท.แดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร โดยไม่ได้มีตัวแทนจากประเทศกัมพูชา ร่วมแถลงแต่อย่างใด ถึงกรณีการดำเนินการของฝ่ายไทยกรณีกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็น มรดกโลก โดยก่อนการแถลงข่าว นายนพดล ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่กรมแผนที่ทหาร เตรียมความพร้อมเรื่องแผนที่เพื่อใช้ในการแถลงข่าว

นายนพดล กล่าวว่า สืบเนื่องจากความสับสนของข้อมูลในเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2549 และ ปี 2550 ทางกัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนตัวปราสาทโดยรวมตัวปราสาท และพื้นที่ทับซ้อน คือ 1+2 มันล้ำเข้ามาในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรของเรา ทางกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ได้พยายามคัดค้านมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งการพิจารณาที่เมืองไครส์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 ทางคณะกรรมการมรดกโลก หรือ ยูเนสโก จึงเลื่อนมาพิจารณาในปีนี้ในเดือนกรกฎาคม ในสมัยที่ 32 เนื่องจากเวลาล่วงพ้นไปถ้าเราปล่อยเนิ่นช้าไป ประเทศไทยก็สุ่มเสี่ยงที่อาจถูกมองว่าเสียดินแดน ในส่วนที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนตนก็เลยเจรจากับ นายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เกาะกง และเดินทางไปที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 22, 23 เดือนทีผ่านมา เจรจากันด้วยความยากลำบาก

นายนพดล กล่าวว่า ท้ายที่สุดทางกัมพูชาได้ตกลงที่จะจำกัดการขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท คือ เอาเฉพาะ 1 ไม่เอา 2 เมื่อเป็นเช่นนี้ผลที่ตามมา คือ ทำให้เราไม่สุ่มเสี่ยงที่จะต้องเสียดินแดนใดๆ ในพื้นที่ทับซ้อน ตนอยากจะให้สื่อมวลชนได้ดูแผนที่ฉบับที่ 1 นายนพดล กล่าวพร้อมยกแผนที่ประกอบ ระบุว่า แผนที่ที่เห็นเป็นแผนที่ L7017 คือ แผนที่หน่วยงานของรัฐบาลไทย ใช้เป็นแผนที่ในการปฏิบัติงานในตอนแรกเมื่อปี 2505 ศาลโลกได้ตัดสินว่ากรรมสิทธิ์ของตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา คณะรัฐมนตรีที่มี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงมีมติคณะรัฐมนตรียกกรรมสิทธิ์ในตัวปราสาท ให้กับกัมพูชาตามคำวินิจฉัยของศาลโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนี้ นายนพดล ได้ชี้แจงแผนที่ โดยชี้จุดของตัวปราสาท และเส้นเขตแดนของไทยในแผ่นที่ แผนที่ที่เราได้ใช้ทำงานมาตั้งแต่ปี 2505 จนกระทั่งปัจจุบัน 46 ปี เป็นเช่นนี้ถ้าให้ดูชัดเจนจากภาพถ่ายทางอากาศจะเห็นว่าตัวปราสาทอยู่นอกเส้น เขตแดนของเรา ตัวปราสาทอยู่ในพื้นที่ของเขา ประเด็นอยู่ที่ว่า หลังจากที่เราพูดคุยกับกัมพูชาให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทห้ามขึ้น รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อนของเรากัมพูชา จึงต้องไปทำแผนที่ขึ้นมาใหม่ ตามข้อตกลงที่กรุงปารีส

“อันนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จของกระทรวงการต่างประเทศที่เจรจาสำเร็จ ผมควรจะได้ดอกไม้ ไม่ใช่ได้ก้อนหิน เป็นการเจรจาทางการทูตที่ลูกหลานจะต้องโจษจัน ไปอีกนานว่าทำสำเร็จได้อย่างไร” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวว่า กัมพูชาเขียนแผนที่มาใหม่ (ยกแผนที่อันใหม่มาให้ดู) นี้คือ แผนที่ที่กัมพูชาที่ นายอลงกรณ์ บอกว่า หมกเม็ด ที่วุฒิสมาชิกบอกว่าล้ำเข้ามาในพื้นที่ไทย หรือพันธมิตรฯ ไปด่าตนที่หน้ากระทรวง แผนที่ที่กัมพูชาทำขึ้นมาใหม่ ไม่มีตอนใดเลยที่ตัวปราสาทรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อนของไทยแม้แต่ตารางมิ ลเดียว ใช้ตารางนิ้วเดียวอาจจะใหญ่ไป จุดที่แคบที่สุดห่างประมาณ 3 เมตร จุดที่ 10 และ 11 ของแผนที่ ห่างประมาณ 10 เมตร นี้คือ แผนผังที่ทางกัมพูชาได้แก้ไขเพื่อไม่ให้มีการรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของ ประเทศไทย นี้คือ แผนที่ฉบับล่าสุดที่เรามีการแนบในแถลงการณ์ร่วมไม่มีตอนใดรุกล้ำเข้ามาใน ประเทศไทย

นายนพดล ได้ยกแผนที่ฉบับดั้งเดิมที่ขอขึ้นทะเบียนปี 2549 พร้อมกับกล่าวว่า เป็นแผนที่ที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งเป็นแผนที่ที่เรารับไม่ได้ จึงขอเจรจาแก้ไขมาเป็นแผนที่ใหม่ ซึ่งทุกอย่างไม่มีที่จะเป็นเขตอนุรักษ์ ในเขตพื้นที่ของเราตัวปราสาทในผังใหม่ อยู่ในพื้นที่เขาทั้งหมด ไม่มีตอนใดของปราสาทที่ล้ำเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อน แม้แต่น้อย นี่คือ ความจริง ข้อเท็จจริงของประเทศไทยและกัมพูชาในขณะนี้ที่ประชาชนต้องรู้ และตนไม่เคยคิดที่จะปกปิดแผนที่นี้เลย เพียงแต่ว่าเราเพิ่งได้รับแผนที่และมีการเซ็นเอกสารจากทางกัมพูชาในวันนี้ ขอให้สื่อมวลชนกรุณาถ่ายรูปแผนที่ไว้แล้วไปลง นี้คือ ความสำเร็จของกระทรวงการต่างประเทศ

ด้าน เจ้ากรมแผนที่ทหาร กล่าวว่า ขอยืนยันว่า สิ่งที่ทางกรมแผนที่ทำ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของกรมแผนที่ทหารลงไปในพื้นที่ทำการสำรวจพื้นที่จริงๆ ซึ่งเป็นหนแรกในรอบหลายสิบปีที่เราได้มีโอกาสเข้าไปสำรวจในเขาพระวิหาร เพราะเป็นเขตแดนของกัมพูชาทางกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ติดต่อประสานงาน ให้ทางกรมแผนที่ทหารไปสำรวจเพียงฝ่ายเดียว เราใช้เวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-11 มิ.ย.เข้าไปทำการสำรวจด้วยเครื่องมือรังวัดพิกัด จีพีเอสดาวเทียม เข้าไปรังวัดตัวปราสาททั้งหมด และหาค่าพิกัดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องผลที่ออกมาเป็นแผนผัง 1 ต่อ 4000 ส่วนที่ใกล้เส้นเขตแดนที่สุด คือ 3 เมตร ซึ่งอยู่ทางด้านใต้ ด้านซ้ายของตัวปราสาทและสูงขึ้นมาจะห่างประมาณ 25 เมตร ช่วงห่างสูงสุด คือ 30 เมตร ช่วงบันไดหน้าสุดท้ายจนถึงเส้นเขตแดนทางเหนือของไทยห่างประมาณ 10 เมตร จากการสำรวจในพื้นที่และจากการรังวัดอย่างละเอียด ขอยืนยันว่า ไม่มีส่วนใดในขอบเขตที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทับซ้อน หรือเหลื่อมล้ำเข้ามา ในเขตแดนไทย

นายนพดล กล่าวต่อว่า หลังจากที่เราได้ตรวจสอบแผนผังฉบับนี้ ทางประเทศไทยได้เสนอเนื่องให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ และเมื่อวาน คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติคำแถลงการณ์ร่วมและแผนผังของแผนที่ที่ยื่นเข้ามาใหม่ และได้มีการลงนามร่วมกันระหว่างตนและรองนายกรัฐมนตรี สก อาน จากนั้นขั้นตอนต่อไปเราจะส่งแผนที่และคำแถลงการณ์ร่วมไปให้ทางยูเนสโกได้ลง นามและยูเนสโกจะส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในวันที่ 5-9 เดือนกรกฎาคมนี้ ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา สิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศไทยและกรมแผนที่ทหาร และสภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานทุกหน่วยงานได้ปกป้องอธิปไตยเพื่อไม่ให้ไทยได้สุ่มเสี่ยงต่อการ เสียดินแดน ไม่มีตารางนิ้วเดียวที่เราต้องสูญเสียให้ใคร และไม่มีใครได้ดินแดน

“เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ที่ไปกล่าวหาผม บอกว่า ผมมีประโยชน์ทับซ้อนหรือไปเสียดินแดน จึงเป็นความเท็จทั้งสิ้น เราทำในสิ่งซึ่งเราสำนึกว่าเราเป็นข้าแผ่นดินเราต้องทำเพื่อปกป้องอธิปไตย ของเราแล้วเราได้ทำสำเร็จจากการเจรจาที่กรุงปารีส และจากเอกสารหลักฐานที่สื่อมวลชนได้เห็นอย่างชัดเจน ไม่มีการหมกเม็ดมีความโปร่งใสทุกขั้นตอน เราทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพ จากทางกรมแผนที่ทหาร ได้ไปตรวจสอบนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ให้เพื่อนสื่อมวลชนได้ทราบ” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวต่อว่า ถ้าถามว่า พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร จะทำอะไรต่อไป ซึ่งมีวัดมีตลาด มีบ้านคนอยู่นิดหน่อย ซึ่งเกิดมาตั้งแต่ปี 2543 เราต้องรักษาอธิปไตยของเราต่อไปเราจะไปเจรจาพูดคุยกันทำแผนบริหารจัดการร่วม กันในส่วนนี้ และยื่นให้องค์การยูเนสโกหรือคณะกรรมการมรดกโลกภายใน 2 ปี คือปี 2553 ฉะนั้น ที่ตรงนี้คงไม่ใช่ที่จะไปขายลูกชิ้นปิ้ง หรือเป็นที่ที่ประชาชนไปอยู่อย่างสกปรกไร้ระเบียบ เราจะต้องไปหารือร่วมกับกัมพูชาเพราะเราก็อ้างสิทธิ์ทับซ้อน เขาก็อ้างสิทธิ์ทับซ้อน วิธีที่จะทำคือต้องเจรจาทางช่องทางการทูตเพื่อพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ ให้มีความสวยงามและเป็นการอนุรักษ์โบราณสถานของเรา

นายนพดล กล่าวว่า ประเทศไทยมีกรอบความร่วมมือทวิภาคีกับประเทศกัมพูชา ประเทศไทยมีกรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกตกับลาว กับกัมพูชาในเรื่องการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวประเทศไทย มีข้อผูกพันในแง่ของการร่วมมือกันตามกรอบของแอคแมค ที่เราจะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวร่วมกันเมื่อสถานที่แห่งนี้ตัวปราสาทได้ขึ้น ทะเบียนเป็นมรดกโลกก็จะนำมาซึ่งการไหลมาของนักท่องเที่ยวที่จะเป็นประโยชน์ ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ นี้คือ ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวของ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงการดำเนินการของฝ่ายไทยกรณีกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดก โลก โดยได้ทำสำเนาคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ของคำแถลงการณ์ร่วม ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2551 เวลา 23.35 น.แต่ไม่ได้ทำสำเนาแผนที่ที่ใช้เป็นหลักฐานในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก ซึ่งเนื้อหาในคำแถลงมีดังนี้

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ได้มีการประชุมระหว่าง นาย สก อาน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรีของราชอาณาจักรกัมพูชา กับ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศของราชอาณาจักรไทย เพื่อสานต่อการหารือเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก การประชุมดังกล่าวจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส โดยมี นางฟรองซัวส์ ริวิแยร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรมของยูเนสโก เอกอัครราชทูตฟรานเชสโก คารูโซ นายอเซดีน เบส์ชาวุช นางปาโอลา ลีออนซินี บาร์โตลี และ นายจีโอวานนี้ บอคคาร์ดี เข้าร่วมการประชุมด้วย

การประชุมเป็นไปอย่างฉันท์มิตรและด้วยความร่วมมืออันดี ในระหว่างการประชุมทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกัน ดังนี้

1.ราชอาณาจักรไทยสนับสนุนการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งเสนอโดยกัมพูชา ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 (ณ เมื่องคิวเบก ประเทศแคนาดา ในเดือนกรกฎาคม 2551) ขอบเขตของปราสาทปรากฏตาม N.1 ในแผนที่ที่จัดทำโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของกัมพูชาตามที่แนบมาพร้อมนี้ ทั้งนี้ แผนที่ดังกล่าวได้กำหนดเขตอนุรักษ์(buffer zone) ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ของตัวปราสาทไว้ด้วยดังปรากฏตาม N.2

2.ด้วยเจตนารมณ์แห่งไมตรีจิตและการประนีประนอม ราชอาณาจักรกัมพูชายอมรับว่าปราสาทพระวิหารจะได้รับการเสนอให้ขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลก โดยในชั้นนี้ไม่มีเขตอนุรักษ์ในพื้นที่ทางทิศตะวันตกและทิศเหนือของตัว ปราสาท

3.ให้ใช้แผนที่ที่ระบุในย่อหน้าที่ 1 แทน แผนที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และรวมทั้ง “Schema Directeur pour la Zonage de Preah Vihear” ตลอดจนการอ้างอิงโดยรูปภาพต่างๆ ทั้งหมดที่แสดงให้เห็นถึงเขตคุ้มครอง (core zone) หรือการกำหนดเขตอื่นๆ (zonage) ในบริเวณปราสาทพระวิหารตามที่ระบุในเอกสารประกอบคำขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชา

4.ในระหว่างที่ยังไม่มีผลของการปฏิบัติงานของคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วม (JBC) ในพื้นที่รอบตัวปราสาทพระวิหารทางทิศตะวันตกและทางทิศเหนือดังปรากฏตาม N.3 ในแผนที่ที่ระบุในย่อหน้าที่ 1 ข้างต้น แผนบริหารจัดการในพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับการจัดทำขึ้นร่วมกันระหว่างเจ้า หน้าที่ผู้มีอำนาจของกัมพูชาและของไทย โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์ระดับสากล เพื่อรักษาคุณค้าอันเป็นสากลที่โดดเด่นของปราสาท ทั้งนี้ ให้บรรจุแผนกาบริหารจัดการดังกล่าวไว้ในแผนบริหารจัดการฉบับสุดท้ายสำหรับ ตัวปราสาทและพื้นที่รอบๆ ตัวปราสาท ซึ่งจะต้องเสนอต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในสมัยที่ 34 ในปี2553

5.การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกจะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิ ของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนของคณะ กรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ

6.ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยขอแสดงความขอบคุณเป็นอย่าง ยิ่งต่อผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก นายโคอิชิโร มัตซุอุระ สำหรับความช่วยเหลือในการอำนวยความสะดวกในกระบวนการอันนำไปสู่การขึ้น ทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ จาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071774


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

รมว.ต่างประเทศ แสดงแผนที่ หลังลงนามในร่างแถลงการณ์ร่วมกัมพูชา ยอมขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเขาพระวิหาร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แสดงแผนที่ หลังกัมพูชายอมลงนามในร่างแถลงการณ์ร่วม ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเขาพระวิหาร ยืนยันไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ ให้กับกัมพูชา

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังจาก ลงนามร่างแถลงการณ์ร่วมความเห็นชอบจาก รัฐบาลทั้งสองฝ่าย ระหว่าง ไทย กับ กัมพูชา ผ่านเอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กรมแผนที่ทหาร และ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นำแผนที่ ที่กัมพูชา จะจดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลก มาแสดงต่อสื่อมวลชน ที่ทำเนียบรัฐบาล

โดยยืนยันว่า กระทรวงการต่างประเทศได้เจรจา กับ กัมพูชา เพื่อไม่ให้เกิดการ รุกล้ำพื้นที่ หรือทับซ้อน ในดินแดนของประเทศไทย

ซึ่งที่ผ่านมาได้ให้ เจ้าหน้าที่กรมแผนที่ทหาร ลงพื้นที่สำรวจรังวัด อย่างละเอียดเป็นเวลา 3 วัน และ สามารถตกลงกับกัมพูชาได้ ก่อนที่กัมพูชาจะเสนอไปยังที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ระหว่างวันที่ 2-10 กรกฎาคมนี้

พร้อมย้ำว่า ไม่มีส่วนใดเหลื่อมล้ำเข้ามาในดินแดนไทย อย่างแน่นอน และ ยืนยันไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ โดยเฉพาะไม่เกี่ยวข้อง กับการเข้าไปลงทุนของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ยอมรับว่า พันตำรวจโททักษิณ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่วนจะมีผล ต่อเรื่องนี้หรือไม่เห็นว่า หากเป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศ ถือเป็นเรื่องดี

อย่างไรก็ตามในส่วนของพื้นที่ทับซ้อนประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร ทั้งสองฝ่าย จะร่วมกันจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ เสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก ให้พิจารณาภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

จนท.ตำรวจ กู้ระเบิดน้ำหนัก 30 กก. ที่โจรใต้ เตรียมดัก ชุด รปภ.ครูโชคดี ที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส

เจ้าหน้าที่ตำรวจกู้ระเบิดน้ำหนัก 30 กก. ที่โจรใต้เตรียมดักชุด รปภ.ครู โชคดีทหารพบเห็นเสียก่อน ที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส

ขณะที่ ร.ท.นิรุจน์ สุขศรี รอง ผบ.ร้อย ร 3011 ฉก.นราธิวาส 32 นำกำลังรวม 8 นาย เดินเท้าเพื่อลาดตระเวนตรวจสอบความเรียบร้อยบนถนนสายมะยูง – ปะลุกาสาเมาะ ช่วงบริเวณบ้านกือดายือริง หมู่ 8 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส พบว่าริมถนนมีร่องรอยการขุดเจาะ จึงได้เข้าไปตรวจสอบพบว่ามีสายไฟฟ้าสีดำ จำนวน 1 เส้น ลากสายเข้าไปอยู่ภายในหลุมดังกล่าว

จึงได้ประสาน พ.ต.ต.ฉลอง คงอินทร์ สว.นปพ.ภ.จ.นราธิวาส นำกำลังชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด “เหยี่ยวดง” นปพ.ภ.จ.นราธิวาส มาทำการตรวจสอบ

เมื่อถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเปิดเครื่อง รบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และ เครื่องรบกวนชุดคอนคอนโทรล ก่อนเข้าตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้พลั่วและเสียมขุดเจาะบริเวณปากหลุม และ พบว่าภายในหลุม มีระเบิดแสวงเครื่อง ที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในท่อเหล็กทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 7 นิ้ว ยาว 15 นิ้ว น้ำหนัก 30 ก.ก. ซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และมีการเชื่อมวงจรจุดชนวนระเบิดไว้ 2 ระบบ คือ

จุดชนวนระเบิดด้วยระบบรีโมตคอนโทรล และจุดชนวนด้วยระบบแบตเตอรี่ โดยเจ้าหน้าที่ ใช้เวลา ประมาณ 15 นาที จึงสามารถเก็บกู้เอาไว้ได้

เมื่อได้รับรายงาน พล.ต.ต.พงษ์ศักดิ์ นาควิจิตร ผบก.ภ.จ.นราธิวาส ได้รุดเดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ และ ดูการถอดชิ้นส่วนอุปกรณ์ระเบิดแสวงเครื่อง ที่เก็บกู้เอาไว้ได้ ซึ่งพบว่า ภายใน คนร้ายได้ใส่เหล็กเส้นตัดสั้นคลุกเคล้า กับ ปุ๋ยแอมโมเนียไนเตรดไว้แน่น โดยมีวงจรเชื่อมตัว จุดชนวนระเบิดซุกซ่อนไว้ภายในด้วย

ซึ่งระเบิดดังกล่าวมีอนุภาพ ในการทำลายล้างรุนแรง สามารถทำให้รถยนต์กระบะ 1 คัน เป็นเศษเหล็ก ซึ่งระเบิด ที่เก็บกู้ไว้ได้นี้ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า กลุ่มคนร้ายเตรียมดัก สังหารเจ้าหน้าที่ ขุด รปภ.ครู ในช่วงเย็นวันนี้ แต่โชคดี ที่ทหารผ่านมาพบเห็นเสียก่อน จึงเก็บกู้เอาไว้ได้

สำหรับในพื้นที่ อ.บาเจาะ เจ้าหน้าที่ สามารถตรวจสอบ พบคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่อง มาก่อเหตุดักสังหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง ในช่วงที่ผ่านมาแล้ว จำนวน 3 ลูกและทำการเก็บกู้เอาไว้ได้

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“ไทยคดีฯ มธ.” แฉเล่ห์ รบ.หมัก
เปลี่ยนเส้นเขตแดนแลกประโยชน์กลุ่มการเมือง


ประสาทพระวิหาร

ประสาทพระวิหาร


สถาบัน ไทยคดีศึกษาธรรมศาสตร์ออกแถลงการณ์ “ประสาทพระวิหาร” ประณามรัฐบาล “หมัก” ยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนแต่ฝ่ายเดียว ยอมรับแผนที่ และแถลงการณ์ร่วม ในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันโดยไม่มีความชัดเจนใน เรื่องเขตแดน เรียกร้องคนไทยทั้งชาติยับยั้ง ฟันธงต้องการเปลี่ยนเส้นเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเลของไทย เพื่อหวังผลประโยชน์ทับซ้อน ของกลุ่มการเมือง


ข้อแถลงจากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 18 มิถุนายน 2551


1.ในเบื้องต้นนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ที่แท้จริงมิใช่ราชอาณาจักรไทยหรือราชอาณาจักรกัมพูชา แต่เป็นรัฐบาลไทยกับประชาชนไทย ดังนั้น ข้าราชการประจำทั้งทหารและพลเรือนทุกคนจะต้องตัดสินใจแล้วว่า ตนกำลังปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือไม่ หรือของใคร ฉะนั้น


*อย่านำเกียรติยศ ศักดิ์ศรีและเสรีภาพของตน มาแลกกับสิ่ง ที่ไม่ควรแลก ตลอดจนพิจารณาให้ถ่องแท้ ที่จะอยู่ใต้การครอบงำ ของนักการเมือง


*อย่าหลงเชื่อให้มีผู้นำวาทกรรม เรื่องคลั่งชาติ หรือ ชาตินิยม ในเชิงลบมา เบี่ยงเบนประเด็น หรือครอบงำการตัดสินใจของตน ในกรณี การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ของกัมพูชา


2.สิ่งที่รัฐบาลทำวันนี้ คือ รัฐบาลไปยอมให ้ราชอาณาจักรกัมพูชา ขึ้นทะเบียนแต่ฝ่ายเดียว ไปยอมรับแผนที่ของกัมพูชา ที่ไม่ยอมรับอธิปไตย ตามมติคณะรัฐมนตรี 2505 และ ยังยอมไปทำแถลงการณ์ร่วม ในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน โดยยังไม่มีความชัดเจน ในเรื่องเขตแดน แม้แต่น้อย ผลเสียตามกฎหมายปิดปาก ก็จะเกิดขึ้น


เมื่อรัฐบาลไทยไม่ยับยั้งหรือคัดค้าน ประชาชนคนไทยควรร่วมกันยับยั้งหรือคัดค้านโดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในเรื่อง สิทธิชุมชน และส่งเรื่องไปตามขั้นตอน และเวลาอย่างเร่งด่วน ผ่านองค์การยูเนสโก ในประเทศไทย ไปยังคณะกรรมการมรดกโลก


จึงขอความร่วมมือของนักวิชากร ข้าราชการประจำองค์กรภาคประชาชน สื่อและประชาชนทุกคนมาร่วมกัน


*ศึกษาพิจารณาดูข้ออ้างที่จะมาใช้เพื่อให้มีการเลื่อนการพิจารณา (เรียกร้องความร่วมมือ เช่นจาก ICOMOS ไทย คณะกรรมาธิการ คณะทำงานชุดต่างๆ ที่มีอยู่)


*ทางชายแดนขอให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐอีกฝ่ายเหนือดินแดนไทย


หน่วยงานที่มีหน้าที่ทุกหน่วยให้สอดส่องบันทึกการกระทำที่ไม่ยอมรับ มติคณะรัฐมนตรี 2505 เรื่องเขตแดนไทย ตามวิธีการในระบอบประชาธิปไตย


ในทางคู่ขนานต้องนำเข้าเจรจาในคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา ส่งเรื่องเข้ารัฐสภา และ/หรือ ดำเนินการทางการทูตอื่น ๆ


(เรียกร้องหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดนและกระทรวงการต่างประเทศ)


ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องขึ้นอยู่กับความเสมอภาคและเคารพอธิปไตยของทั้งสองฝ่ายอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้


คณะวิจัยมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องความต้องการเปลี่ยนเส้นเขตแดนทั้ง ทางบกและทางทะเลของไทย เพื่อหวังผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มการเมือง โดยมีเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นสื่อบังหน้า


ข้อควรระลึก คือ
1) หากไม่ยืนยันเขตอธิปไตยหรือเส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2505 ไทยจะเสียดินแดนให้กัมพูชา
2) แผนที่ใหม่ของกัมพูชามีนัยเป็นการยืนยันท่าทีของกัมพูชาที่ไม่ยึดถือ เขตอธิปไตยหรือเส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2505
3) เมื่อไม่มีการสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนให้ชัดเจนเสียก่อน แต่เลือกแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ร่วม และ ออกแถลงการณ์ร่วม ไทยจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเสียดินแดน ให้กัมพูชา ในที่สุด


นักวิชาการ ข้าราชการประจำ องค์กรภาคมหาชน สื่อ และประชาชนทุกคน ควรตั้งสติ ใช้เหตุผล และ ใช้ประโยชน์ จากเบาะแสของ คณะวิจัย พิจารณาให้หลุดพ้นจากการถูกบิดเบือน เบี่ยงเบน หลุมพราง และภาพที่ถูกสร้างขึ้น


ค่าแห่งความทรงจำเรื่อง ปราสาทพระวิหาร ในฐานะมรดกอารยธรรมของมนุษยชาติ จะได้ ไม่เป็นเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตย ของกัมพูชาเหนือดินแดนไทย รับรองว่าไม่ใช่ Win-Win อย่างแน่นอน

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 18 มิถุนายน 2551 14:30 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071551
พิมพ์ ข่าวนี้
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Next Page »

Blog at WordPress.com.