Accom Thailand

July 5, 2008

“อภิสิทธิ์” ตอก “นพดล” รัฐบาลชุดที่แล้วไม่เกี่ยวการร่วมลงนามขึ้นทะเบียนพระวิหาร

“อภิสิทธิ์” ระบุ รัฐบาลชุดที่แล้ว
ไม่เกี่ยวการร่วมลงนามขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก


หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ รัฐบาลชุดที่แล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการร่วมลงนามขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมยืนยัน การลงนามแบบย่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กรุงปารีส เป็นเอกสารชิ้นเดียวที่กัมพูชา สามารถนำไปอ้างในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญและตอบข้อซักถามต่อสื่อมวลชน กรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร


โดยพบว่ามีข้อบิดเบือนหลายประการและไม่ชอบมาพากลโดยเฉพาะการที่นายนพดล อ้างว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ของกัมพูชามีความสมบูรณ์นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะจากการตรวจสอบจาก


สมุดปกขาวที่กระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำแจกจ่ายพบว่าการลงนาม ในขณะนั้น จะมีผล ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีท่าทีที่ชัดเจน


นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดของ คณะกรรมการมรดกโลก ที่ระบุว่าภายใน 6 สัปดาห์ ก่อนที่จะมีการประชุมที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ทางกัมพูชา จะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกได้ ต้องมีหลักฐานการสนับสนุนจากไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่นายนพดลได้ไปลงนามแบบย่อในเอกสารดังกล่าว ซึ่งเป็นเอกสารชิ้นเดียว ที่กัมพูชาสามารถหยิบยก ขึ้นสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารได้


ดังนั้น นายนพดล ควรออกมาชี้แจงความจริงในเรื่องนี้ให้ประชาชนรับทราบ


ทั้งนี้ หากกัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้เพียงฝ่ายเดียว นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องแสดงความรับผิดชอบในเรื่องนี้


ส่วนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญหากพบว่าการกระทำดังกล่าวขัดมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้ายื่นถอดถอนต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255107050071&tb=NEWS&position=2&pn=Hotnews-255107050071.jpg
วันที่ข่าว 05 กรกฎาคม 2551 เลขที่ข่าว 255107050071
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ “ขิงแก่” ตอกหน้า “นพดล” ย้ำไม่เคยหนุนเขมร ขึ้นทะเบียนพระวิหารฝ่ายเดียว

Nid Phibunsongkram

นิตย์ พิบูลสงคราม

“นิตย์” ตอก “นพดล” โบ้ยมั่ว
ย้ำไม่เคยหนุนเขมร ขึ้นทะเบียนพระวิหารฝ่ายเดียว
5 กรกฎาคม 2551 20:28 น.


อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ “ขิงแก่” ตอกหน้า “นพดล” อ่านเอกสารหน้าแรกแล้วโบ้ยมั่ว
ยันรัฐบาลชุดที่แล้วไม่ได้รับรองการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ย้ำได้ทักท้วงตลอด ระบุหลักการต้องบริหารพื้นที่ร่วมกัน


วันนี้ (5 ก.ค.) นายนิตย์ พิบูลสงคราม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวว่า การอ้างถึงข้อมติของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 จะดูแต่เพียงในย่อหน้าแรกที่ว่า


“ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องถึงคุณค่าสากลที่โดดเด่น ของปราสาทพระวิหาร และ จะต้องได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดยเร็วที่สุด ดังนั้น กัมพูชาและไทยตกลงกันว่า กัมพูชาจะเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ ในสมัยประชุมที่ 32 ของคณะกรรมการมรดกโลกใน พ.ศ.2551 โดยการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากไทย” เท่านั้นคงไม่ได้


สิ่งที่เกิดขึ้น ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 31 ที่เมืองไครส์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ คือ ไทยไม่เห็นด้วยที่ กัมพูชา จะดำเนินการ ยื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก เพียงลำพัง โดยไม่มีความร่วมมือของไทย แต่กัมพูชาถือว่ามีสิทธิ เพราะอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร เป็นของกัมพูชา


ที่สุดแล้วคณะกรรมการมรดกโลกให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน เพราะกัมพูชาไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอ ที่จะเสนอเรื่องนี้ โดยลำพัง เนื่องจากมีหลายประเทศแสดงความห่วงใยในเรื่องดังกล่าว


“ในมติของคณะกรรมการมรดกโลกครั้งนั้นระบุชัดว่า ไทยเห็นด้วยว่าปราสาทพระวิหาร มีความจำเป็นต้องได้รับ การช่วยเหลือในหลายด้าน ทั้งเรื่องการเงิน และเรื่องเทคนิค แต่การดำเนินการต่างๆ จำเป็นต้องมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง ไทย และ กัมพูชา


นอกจากนี้ เรายังเห็นว่าสิ่งที่จำเป็น คือ การที่ทั้งสองประเทศต้องร่วมกัน จัดทำแผนการบริหารพื้นที่ ซึ่งมีความเหมาะสมด้วย


เรื่องอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารมันยุติตั้งแต่คณะรัฐมนตรีไทยเมื่อปี พ.ศ. 2505 มีมติให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลก ดังนั้น ไทยไม่ได้คัดค้านการที่กัมพูชาจะขึ้นทะเบียบปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก


แต่ชัดเจนว่าเราไม่เห็นด้วยกับกัมพูชาในการประชุมที่เมืองไครส์เชิร์ช ที่จะมีการดำเนินการฝ่ายเดียว สิ่งที่เรายืนยัน 2 เรื่อง คือ การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก จะต้องมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และ


ต้องหารือกันเกี่ยวกับการทำแผนบริหารจัดการ เป็นการสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข ถ้าไม่ทำตามนั้นเราก็มีสิทธิที่จะบอกว่าเราไม่เห็นด้วย” นายนิตย์ กล่าว


นายนิตย์ กล่าวว่า การประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดทำรายงานความคืบหน้า ในเรื่องดังกล่าวเพื่อแจ้งต่อ ศูนย์มรดกโลก ซึ่งจัดขึ้นที่ เมืองเสียมเรียบ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งไทยได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมด้วย


มีหลายประเด็นในการพูดคุย ที่ยังอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่คลาดเคลื่อน รวมถึงเรื่องแผนที่ ซึ่งกัมพูชายังใช้แผนที่ฉบับเดิม ซึ่งยังทับซ้อนกับพื้นที่ที่เราอ้างสิทธิ ทำให้ผู้แทนไทยแสดงความเห็นขัดแย้งในทันที


แต่ที่ประชุมยังละเลยข้อโต้แย้ง ดังนั้น ผู้แทนไทยจึงได้ประท้วง และประกาศถอนตัว ออกจากการทำรายงานร่วมดังกล่าว ต่อมาเมื่อมีการสรุปรายงานของคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อส่งให้ นายสก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา


ซึ่งยังคงเพิกเฉยต่อสิ่งที่ไทยทักท้วง เราก็ประกาศถอนตัวอีกครั้ง แต่นายสก อัน บอกว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก เป็นเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมือง หรือ การปักปันเขตแดนที่เราได้ทักท้วงไป ส่วนการหารือครั้งต่อมาระหว่างผู้แทนไทยกับกัมพูชา ที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 หมดวาระของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ไปแล้ว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ จาก
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079149
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศาลปกครองรับฟ้องคดี “หมอศิริวัฒน์” กรณีถูกย้ายจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ไม่เป็นธรรม

ศาลปกครองรับฟ้อง
“หมอศิริวัฒน์” ถูกเด้งไม่เป็นธรรม
5 กรกฎาคม 2551 09:19 น.


ศาลปกครองรับฟ้องคดี “หมอศิริวัฒน์” ถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมแล้ว แต่ไม่ไต่สวนฉุกเฉิน รอนัดไต่สวนภายหลัง


นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้ยื่นฟ้อง คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณสุข


กรณีถูกย้ายจาก เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ไปเป็นผู้ตรวจราชการ อย่างไม่เป็นธรรม เมื่อ 26 ก.พ.2551 ต่อศาลปกครอง เพื่อให้เพิกถอน มติและคำสั่ง ที่ย้ายตนจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.)


โดยขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินและทุเลาคำสั่งโดยเร่งด่วน ซึ่งศาลปกครองรับฟ้องแล้ว ในคดีดำหมายเลขที่ 1055/2551 แต่เนื่องจากศาลได้ศึกษารายละเอียดทั้งหมด สรุปว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะไต่สวนฉุกเฉิน เนื่องจากคำสั่งมติครม.นั้นมีผลตั้งแต่ ก.พ.2551 แล้ว อย่างไรก็ตาม ศาลจะนัดไต่สวนโดยแจ้งให้ทราบในภายหลัง


นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า การโยกย้ายครั้งนี้ ถือว่าไม่มีเหตุผลสมควร คือ
1.ไม่มีเหตุผลประกอบการย้ายที่ชัดเจนในการโยกย้ายนอกฤดูกาล เช่น บกพร่องต่อหน้าที่ หรือ มีความผิดทางวินัย
2. การดำรงตำแหน่งเลขาธิการ อย. ได้เพียง 1 ปีเศษ ยังไม่ครบวาระ 4 ปี ตามปกติ ของตำแหน่งอธิบดี และ
3.การย้ายดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ที่ไม่ชอบด้วย การบริหารราชการแผ่นดินที่ดี มีธรรมาภิบาล แต่คาดว่าถูกโยกย้าย เพื่อล้มนโยบายการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล)


เนื่องจากตนได้รับแต่งตั้งเป็น ประธานคณะกรรมการต่อรอง เพื่อการเพิ่มการเข้าถึงยา ที่มีสิทธิบัตร สอดคล้องกับท่าทีของ ฝ่ายนโยบายที่ต้องการทบทวนซีแอลยา และมีการปลดคณะกรรมการบริหารขององค์การเภสัชกรรมที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน ทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาส ได้รับยา ที่ทำซีแอลหลายรายการ ล่าช้าไปกว่า 3 เดือน


นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หลัง ครม.มีมติเมื่อ 26 ก.พ.2551 ได้ตอบรับเดินสายไปบรรยายให้ความรู้แก่เครือข่ายผู้ป่วย นักศึกษาแพทย์และเภสัชกรทั้ง 4 ภาค


ระหว่างนั้นได้ยื่น คำอุทธรณ์ร้องทุกข์ ต่อประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) วันที่ 27 มีนาคม 2551 ขณะนี้ครบ 90 วันแล้ว ยังไม่ได้รับคำตอบจาก ก.พ.จึงขอใช้สิทธิตามมาตรา 42 และ มาตรา 49 ของพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง


“ผม รอวันนี้มานานกว่า 4 เดือนแล้ว และมีความเชื่อมั่น ต่อศาลปกครองว่า สามารถเป็นที่พึ่งของ ข้าราชการ และประชาชน ที่มิได้รับความเป็นธรรมได้” นพ.ศิริวัฒน์ กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000078928
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

บัวแก้วชี้รัฐบาลสุรยุทธ์ไม่ได้หนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร

บัวแก้วชี้รัฐบาลสุรยุทธ์ไม่ได้หนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร


ผลจากการตรวจสอบสมุดปกขาวกระทรวงต่างประเทศ พบรัฐบาลสุรยุทธ์ ไม่ได้หนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบสมุดปกขาวของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตั้งใจจะเผยแพร่ต่อสาธารณะ แต่ต่อมามีการยกเลิกไปนั้น พบว่าในส่วนของภาคผนวก 8 ที่มีการลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก ตั้งแต่หน้าที่ 40-48 เฉพาะในหน้า 44 ที่เป็นช่วงที่นายนพดล กล่าวอ้างว่า รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไปสนับสนุนการขึ้นทะเบียนให้กัมพูชานั้น


รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 19-20 มิ.ย. 2550 ระบุไว้ว่า นายฮอร์ นัมฮอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กัมพูชา และคณะเยือนไทย เพื่อหารือกับรมว.ต่างประเทศ ในการขอรับการสนับสนุนกรณีกัมพูชาเสนอขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก ซึ่งจะมีการพิจารณาโดยที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ที่เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 23 มิ.ย.-2 ก.ค.2550 แต่ไม่สามารถตกลงกันได้


ขณะที่ในวันที่ 28 มิ.ย. 2550 ระบุไว้ว่า คณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 31 ได้มีมติเกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ให้เลื่อนการพิจารณาการขึ้นทะเบียนของกัมพูชาออกไป และให้ไทยกับกัมพูชา ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไม่พบว่ามีถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ได้ให้การสนับสนุนกับการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามที่นายนพดล อ้างถึงแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อตรวจสอบต่อยังพบว่า ในวันที่ 17 พ.ค. 2550 กระทรวงการต่างประเทศ ได้ยื่นบันทึกช่วยจำแก่เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำ ประเทศไทย เพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียน โดยได้ส่งสำเนาให้ประธานคณะกรรมการมรดกโลกทราบ และพิจารณาด้วย

ปรับปรุงจาก ข่าวของ กรุงเทพธุรกิจ
http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/05/news_273238.php


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“กลุ่มพลังใต้”โผล่หนุน”ลูกกรอก” เตรียมมอบประตูเมืองต้อนรับลงพื้นที่

“กลุ่มพลังใต้”โผล่หนุน”ลูกกรอก” เตรียมมอบประตูเมืองต้อนรับลงพื้นที่

กลุ่มพลังใต้แถลงข่าวเปิดประตูภาคใต้ต้�นรับนายกฯและรัฐมนตรี

กลุ่มพลังใต้แถลงข่าวเปิดประตูภาคใต้ต้อนรับนายกฯและรัฐมนตรี


” กลุ่มพลังใต้”โผล่เชลียร์”หมัก”และ ครม.ลูกกรอก เตรียมมอบประตูเมืองต้อนรับรัฐมนตรีที่จะลงภาคใต้ พร้อมรณรงค์คนใต้ส่งไปรษณีย์บัตรให้กำลังใจ อ้างม็อบไล่”เหลิม”ทำเสียเกียรติภูมิคนใต้ เสียโอกาสการพัฒนา กระทบท่องเที่ยวอันดามันแสนล้าน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (5 ก.ค.) ที่โรงแรมภูเก็ตทาวน์ “กลุ่มพลังใต้” ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ถึงการตั้ง “กลุ่มพลังใต้” ขึ้นมา โดยได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1/51 ระบุว่า กลุ่มพลังใต้มีแกนนำทั้งหมด 7 คน ประกอบด้วย นายสุขสันต์ เกษตรกาลาม์ จากจังหวัดพัทลุง นายสารวิทย์ บุษยรัตน์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสฤษฎ์เดช ธนาวุฒิ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช นายชาญวิทย์ นพคุณ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายปราโมช มะหมัด ตัวแทนชาวมุสลิมภาคใต้ นายชวิศ ตุ้งกู จากจังหวัดภูเก็ต และนายสุเทพ ขวัญละมัย จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี

โชว์ตัว�ย่างไปรษณียบัตรที่จะส่งถึงนายกฯและรัฐมนตรี

โชว์ตัวอย่างไปรษณียบัตรที่จะส่งถึงนายกฯและรัฐมนตรี


แถลงการณ์ฉบับดังกล่าวระบุอีกว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ ทางกลุ่มได้มองว่า กำลังจะเกิดปัญหาวิกฤตหลายด้านทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลให้กับคนไทยทั้งประเทศ ทางออกของปัญหาทางกลุ่มมองว่าจักต้องรวมพลังคนไทยทั้งประเทศ ร่วมคิด ร่วมทำ สร้างความเข้าใจความสมานฉันท์ ยิ้มเข้าหากันดีกว่าเผชิญหน้า

จากกรณีผลการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชน กลุ่มม็อบต่างๆ การปิดล้อมโรงแรมที่รัฐมนตรีมาที่จังหวัดกระบี่ การสัมภาษณ์ของ ส.ส.บางท่าน การถ่ายทอดสื่ออย่างต่อเนื่องของสื่อบางสื่อ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของคนภาคใต้ ให้คนใต้ด้วยกัน และมุมมองของเพื่อนร่วมชาติภาคต่างๆ และกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว และการประกอบอาชีพอื่นๆ โดยรวม

ทางกลุ่มได้เคลื่อนไหวเรียกร้องในนามกลุ่ม “พลังใต้” เพื่อแสดงเจตนารมณ์และเรียกร้องให้บุคคลทั่วไปรวมถึงคนภาคใต้ และพี่น้องประชาชนเพื่อนร่วมชาติในทุกภาคได้เข้าใจถึงเกียรติภูมิ และภาพลักษณ์ของคนใต้อย่างแท้จริง

ทางกลุ่มได้กำหนดกิจกรรมของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ คือ เรียกร้องให้พี่น้องประชาชนชาวภาคใต้ทุกท่านที่เห็นด้วยกับแนวทางของกลุ่มทำ กิจกรรมร่วมกันคือ ส่งไปรษณียบัตร แสดงตัวตน และเจตนารมณ์ถึงนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน ถึงสิทธิในการทำหน้าที่ และสิทธิในฐานะประชาชนคนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

นายสุขสันต์ เกษตรกาลาม์ หนึ่งในแกนนำ กล่าวอีกว่า การเกิดขึ้นของกลุ่มพลังใต้นั้นกิดจาก ทางกลุ่มมองว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ต่อเนื่องมาร่วม 2-3 ปี ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมและปัญหาได้คลีคลายในระดับจนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 เมื่อผ่านการเลือกตั้งมีการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากหลายพรรค รวมทั้งมีการรวมตัวของกลุ่มต่างๆ ซึ่งการทที่กลุ่มพลังใต้ได้ออกมาเคลื่อนไหวในวันนี้ เพราะเนื่องจากในการปฏิบัติราชการของรัฐมนตรีบางท่าน อย่างกรณีรัฐมนตรีมหาดไทยที่จังหวัดกระบี่ที่ มีการรวมตัวของประชาชนบางกลุ่ม ปิดล้อมไม่ให้คณะรัฐมนตรีและคณะได้ปฎิบัติหน้าที่ตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ จนต้องเดินทางกลับ หลังจากนั้นได้มีการพูดจาและให้สัมภาษณ์ทั้งในส่วนของ ส.ส.และกลุ่มม็อบว่าคนภาคใต้ไม่ต้องการให้รัฐมนตรีและรัฐบาลเข้ามาในพื้นที่ ภาคใต้ ทางกลุ่มพลังใต้มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความอึดอัดให้กับคนภาคใต้ อีกจำนวนมากในเรื่องเกียรติภูมิของคนภาคใต้ ที่ได้สื่อออกไปว่าคนภาคใต้เป็นคนที่ไม่ให้ความร่วมมือต่อการทำหน้าที่ของ รัฐบาล คนใต้ไม่มีน้ำใจนักกีฬา กระทบต่อแผนงาน งบประมาณและนโยบายต่างๆ จะนำมาสู่การพัฒนาภาคใต้ เพราะในอีก 1-2 เดือนจากนี้จะมีการพิจารณางบประมาณ ทางกลุ่มเป็นห่วงว่าแผนงานการพัฒนาภาคใต้จะขาดการพิจารณาและขาดการตรวจสอบ เนื่องจากรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีไม่สามารถลงมาตรวจสอบในพื้นที่ได้ เพียงแค่การกระทำของคนบางกลุ่มที่ต้องการให้รัฐมนตรีและรัฐบาลเสียหน้า แต่กลับทำให้คนภาคใต้เสียโอกาสในการพัฒนาและงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการที่มีความสำคัญกับการพัฒนาในพื้นที่ฝั่งอันดามัน เช่น โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ที่ จ.กระบี่ โครงการนำน้ำจืดจากเขื่อนมาสู่จังหวัดพังงาและภูเก็ต โครงการแก้ปัญหาจราจรในภูเก็ต โครงการลงทุนและการท่องเที่ยวต่างๆ

“ที่ทางกลุ่มพลังใต้กังวลมากที่สุด คือ การสร้างบรรยากาศชี้หน้าด่าทอบุคคลบางกลุ่ม จะกระทบกับบรรยากาศการท่องเที่ยวของอันดามันที่มีปีละแสนล้านบาท ขณะนี้มีผู้ประกอบการหลายคนรู้สึกกังวลว่าถ้าบรรยากาศการรวมกลุ่มประท้วงจะ กระทบต่อธุรกิจด้านการท่องเที่ยว”

นายสุขสันต์ กล่าวอีกว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นทางกลุ่มจึงได้กำหนดกิจกรรมที่เป็นการแสดงให้เห็นถึง เกียรติภูมิ และภาพลักษณ์ของคนภาคใต้ว่าจริงๆ แล้วคนภาคใต้ไม่ได้ทำตัวเกลียดตัวกินไข่ ไม่ต้องการรัฐมนตรีลงมาแต่ต้องการงบประมาณมาพัฒนา ทำตัวเป็นคนไม่มีน้ำใจนักกีฬาเพราะในทางการเมืองเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว เสร็จทุกอย่างก็จบ ถึงเวลาแล้วที่คนภาคใต้จะเปิดประตูบ้านเปิดประตูภาคใต้ยินดีต้อนรับทุกคนที่ มาภาคใต้ คณะรัฐมนตรีทุกท่านที่จะมาปฏิบัติงาน หากเป็นเรื่องไม่ถูกต้องในการรักษาผลประโยชน์ของภาคใต้ก็ให้เป็นหน้าที่ของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน และในเร็วๆ นี้ทางกลุ่มพลังใต้จะเดินทางไปมอบประตุบ้านประตูเมืองให้กับนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรี เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนภาคใต้ยินดีต้อนรับรัฐบาลในการที่จะลงมาพัฒนาภาคใต้ และจะมีการรณรงค์ให้คนใต้ส่งไปรษณียบัตรถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างต่อ เนื่อง

สำหรับเบื้องหลังของแกนนำกลุ่มพลังใต้ทั้ง 7 คนนั้น ปรากฏว่า หลายคนเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยมี 2 คนที่เคยลงสมัคร ส.ส.เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 50 ได้แก่ นายสุขสันต์ เกษตรกาลาม์ เคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.กลุ่มที่ 8 ลำดับที่ 3 ของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายชวิศ ตุ้งกู เคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต จังหวัดภูเก็ต หมายเลข 7 พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และเป็นอดีตเลขานุการนายเรวุฒิ จินดาพล อดีต ส.ส.ภูเก็ตหลายสมัยด้วย นอกจากนั้นยังมีนายสารวิทย์ บุษยรัตน์ เคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคความหวังใหม่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 1 ในการเลือกตั้งวันที่ 6 มกราคม 2544

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 5 กรกฎาคม 2551 19:41 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079142
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กลุ่มพันธมิตรฯ อีสาน และ ธรรมยาตราฯ เคลื่อนศาลาไทยประชิด“เขาวิหาร” จี้รัฐไล่เขมรพ้นแดนไทยใน 30 วัน

Filed under: 1 — accomthailand @ 02:47

อีสานรุกคืบเคลื่อนศาลาไทยประชิด“เขาวิหาร”- จี้รัฐไล่เขมรพ้นแดนไทยใน 30 วัน

ศรีสะเกษ – ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ อีสาน และ ธรรมยาตราฯ แสดงพลังรุกคืบเคลื่อนขบวนยกศาลาไทยพร้อมธงชาติ เข้าตั้งประชิดเชิงเขาพระวิหาร อีก 99 เมตร ท่ามกลางทหารพราน -ตำรวจระดมกำลังนับร้อยสกัดเข้ม พร้อมยื่น 4 ข้อจี้รัฐบาลแก้ปัญหา กำหนดเป็น“วาระแห่งชาติ” พร้อมขีดเส้นให้ผลักดันชาวกัมพูชาออกจากเขตแดนไทยภายใน 30 วัน

ช่วงบ่ายวันนี้ ( 5 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้มีประชาชนชาวอีสานจากหลายจังหวัด ในนามเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดอุบลราชธานี ,จ.ศรีสะเกษ , จ.อุดรธานี, จ.สุรินทร์ และ กลุ่มสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย , สมัชชาเกษตรกรรายย่อยจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งเครือข่ายอีสานกู้ชาติจำนวนมากเดินทางมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มธรรมยาตรา กอบกู้รักษาแผ่นดินไทย กรณีเขาพระวิหาร – มณฑลบูรณา เพื่อทวงคืนเขาพระวิหาร คัดค้านขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และ ขับไล่ชาวกัมพูชาออกจากเขตแดนไทยบริเวณเชิงเขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา

พร้อมเปิดเวทีปราศรัย โดยมีแกนนำผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวที เช่น นายสมาน ศรีงาม ประธานสภาประชาธิปไตยแห่งชาติ , นายรณชิต ทุ่มโมง ประธานสมัชชาเกษตรกรรายย่อยจังหวัดศรีสะเกษ , นายวัชรินทร์ สอนพูด แกนนำองค์กรครูศรีสะเกษ และ นายสุขุม วงประสิทธิ ผู้ประสานงานการจัดตั้งสภาสหธรรมมิกประชาธิปไตยทวงคืนประสาทพระวิหาร

โดยเนื้อหาการปราศรัยมุ่งชี้แจงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมา ของปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกของคนไทย และ การทำงานที่ผิดพลาดของรัฐบาลไทย นำโดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตี และ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่ไปตกลงยินยอมลงนามแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทย-กัมพูชาสนับสนุนการขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกของประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว และจะนำมาซึ่งการสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนเขาพระวิหารของประเทศไทย

นายสุขุม วงประสิทธิ ผู้ประสานงานการจัดตั้งสภาสหธรรมมิกประชาธิปไตยทวงคืนประสาทพระวิหาร กล่าวว่า จากการประชุมหารือของแกนนำทุกกลุ่มในฐานะประชาชนชาวไทย ได้มีมติเห็นร่วมกันในการยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อหลักต่อรัฐบาลไทย เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปัญหากรณีเขาพระวิหารโดยเร่งด่วน คือ

1.ให้รัฐบาลไทยประสานกับรัฐบาลกัมพูชา เพื่อผลักดันชาวกัมพูชาที่เข้ามาตั้งชุมชน บ้านเรือนและร้านค้า ให้ออกไปจากเขตแดนไทยที่บริเวณเชิงเขาพระวิหารภายใน 30 วัน

2.ให้รัฐบาลไทยร่วมกับรัฐบาลกัมพูชาทำการปักปันเขตแดนพื้นที่มีปัญหา บริเวณเชิงเขาพระวิหาร โดยดำเนินการแบ่งปันเขตแดนตามหลักสากลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

3.ให้รัฐบาลไทยเสนอเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งทำประชาพิจารณ์ถามความเห็นประชาชนว่าจะเอาเขาพระวิหารกลับคืนมา เป็นของไทย หรือจะยอมให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว

4. หากรัฐบาลไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง สภาสหธรรมมิกประชาธิปไตยแห่งชาติจะดำเนินการจัดตั้ง “คณะกรรมการแห่งชาติกอบกู้รักษาอธิปไตยของชาติด้วยอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาว ไทย (คก.ปท.)” เพื่อดำเนินการผลักดันชาวกัมพูชาออกไปจากเขตแดนไทย และทวงคืนมลฑลบูรพา ตามอนุสัญญาโตเกียวปี 1941 ต่อไป

ต่อมานายรณชิต ทุ่มโมง ประธานสมัชชาเกษตรกรรายย่อยจังหวัดศรีสะเกษ ได้นำบรรดาแกนนำทุกเครือข่าย พร้อมประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม ตั้งขบวนธงชาติเดินตามถนนของอุทยานแห่งชาติฯ มุ่งหน้าไปยังบริเวณเชิงเขาพระวิหาร พร้อมทั้งนำพระพุทธรูป และศาลาไทยที่ตั้งอยู่บริเวณปากทางขึ้นฐานทหารพรานที่ 2306 ไปด้วย

ทั้งนี้เพื่อต้องการนำศาลาไทยไปตั้งที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ถูกสกัดกั้นอย่างเต็มที่จากกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพราน ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษนับร้อยนาย นำโดย พ.อ.ธัญญา เกียรติสาร ผบ.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 และ พ.ต.อ.วัฒนา เงินหมื่น รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (รองผบก.ภ.จว.) ศรีสะเกษ

จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้เชิญแกนนำไปเจรจาหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไข ปัญหาอย่างสันติวิธี โดยได้เชิญแกนนำไปนั่งประชุมที่ศาลาทางขึ้นฐานทหารพรานที่ 2306 ซึ่งจากการประชุมทางเจ้าหน้าที่ยินยอมให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายศาลาไทย เข้าไปใกล้เชิงเขาพระวิหารไปได้ 99 เมตร

กลุ่มผู้ชุมนุมจึงได้พากันเคลื่อนย้ายศาลาไทยเข้าไปใกล้เชิงเขาพระ วิหารอีก 99 เมตร โดย นำศาลาไทยตั้งไว้บริเวณหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นทางขึ้นสู่ปราสาทพระวิหาร และนำธงชาติไทยปักไว้บนศาลาไทยด้วย พร้อมนัดหมายว่าในวันเสาร์ที่ 12 ก.ค. นี้ จะเคลื่อนย้ายศาลาไทยไปจนถึงเขตแดนประเทศไทยที่บริเวณเชิงเขาพระวิหารให้จง ได้

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 5 กรกฎาคม 2551 23:31 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079171
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ปองพล” เผยคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศห่วงสถานการณ์ปราสาทพระวิหาร

กก.มรดกโลกห่วงปัญหาปราสาทพระวิหารบานปลาย เร่งหาข้อยุติ


“ปอง พล” เผยคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศห่วงสถานการณ์ปราสาทพระวิหาร เร่งหาข้อยุติ หลังรับเอกสารศาลปกครองของไทยห้ามใช้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา พร้อมระบุอุทยานฯ พระนครศรีอยุธยารอดพ้นถอดมรดกโลกในกลุ่มเสี่ยงอันตราย


นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ซึ่งได้ร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 (32nd Session of the World Heritage Committee) ระหว่างวันที่ 2-10 ก.ค. 2551 ในฐานะ รัฐภาคีอนุสัญญามรดกโลก เปิดเผยว่า


ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมจะมี การพิจารณาเกี่ยวกับการบริหารจัดการมรดกโลก ที่ได้รับการขึ้นบัญชีในภาวะเสี่ยงอันตราย (State of Conservation of the Properties inscribed on the List of World Heritage in Danger) จำนวน 31 แห่ง ซึ่งไม่ปรากฏว่า มีแหล่งมรดกโลกของไทยได้รับการขึ้นบัญชีในภาวะเสี่ยงอันตราย เช่น อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น


นายปองพล กล่าวอีกว่า ได้มีการพบปะนอกรอบ กับคณะผู้แทนประเทศต่างๆ เช่น เกาหลี โมร็อกโก และสหรัฐ ซึ่งคณะผู้แทนจากประเทศเหล่านี้ ทราบว่าได้รับการเชิญจากรัฐบาลกัมพูชา ให้เดินทางไปเยี่ยมชมปราสาทพระวิหาร จึงทำให้ได้รับข้อมูลจากมุมมองของฝ่ายกัมพูชาฝ่ายเดียว


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้ชี้แจงให้คณะผู้แทนเหล่านี้ได้เข้าใจ และให้ความสำคัญในเชิงภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสมควร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกัน ระหว่าง ไทยกับกัมพูชา


นายปองพล กล่าวอีกว่า คณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ประเทศ และองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้รับเอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของไทย ซึ่งลงนามโดย นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งให้ทราบถึง


คำสั่งศาลปกครอง ที่ให้คุ้มครองชั่วคราว ซึ่งห้ามไม่ให้ใช้ แถลงการณ์ร่วมประกอบการพิจารณา การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกของกัมพูชา นอกจากนี้ คณะกรรมการหลายคน ได้เข้าใจและ แสดงความเป็นห่วงในสถานการณ์ และพยายาม หาข้อยุติที่จะไม่กระทบกระเทือน ความสัมพันธ์ของ ไทยกับกัมพูชา


“ทั้งนี้ จะมีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการในหมู่ประเทศ เอเชียและแปซิฟิก คาดว่าคงจะพูดถึงกรณีปราสาทพระวิหารด้วย นอกจากนี้


เช้าวันที่ 5 ก.ค. เวลา 08.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารของที่ประชุม ซึ่งทราบว่าประธานจะหารือเกี่ยวกับวาระ 8 ปี ในส่วนที่เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารด้วย โดยได้ทราบ เป็นการภายในว่า อาจจะเสนอให้พิจารณากรณีปราสาทพระวิหารเป็น เรื่องสุดท้าย เพื่อให้เวลากรรมการปรึกษาหารือและศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน” นายปองพล กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 5 กรกฎาคม 2551 13:03 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079095
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

รู้ทันประเทศไทย 5 ก.ค. 2551

ทนายกู้ชาติแฉเล่ห์บิดเบือนยุติธรรม ซัด ตร.ตัวการสำคัญ
5 กรกฎาคม 2551 22:09 น.


ทนายความกู้ชาติแฉเล่ห์กระบวนการบิดเบือนความยุติธรรม มีทั้งฟ้องปิดปาก ยื้อคดี ทำสำนวนอ่อน แยกไปฟ้องในพื้นที่ห่างไกล ระบุตำรวจ-อัยการ ตัวการสำคัญ


วันนี้ (5 ก.ค.) ในช่วง “รู้ทันประเทศไทย” ในหัวข้อเปิดโปงขบวนการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ดำเนินรายการโดย นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนายสันติสุข มโรงศรี มีวิทยากรร่วมรายการคือ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ นายนคร ชมภูชาติ ทนายความจากสภาทนายความ


นายสุวัตร เปิดโปงถึงการบิดเบือนคดีของ ตำรวจซึ่งเป็นต้นทาง ของกระบวนการยุติธรรม ยกตัวอย่างกรณีหากมีพันธมิตรฯ ถูกแจ้งความ คดีก็จะเดินไปเร็วมากจนผิดปกติ ส่วนบางคดีเช่น กรณีที่ กลุ่ม นปก.ไปบุกบ้านป๋าเปรม ตอนนี้คดียังไม่ไปถึงไหน ดังนั้น การเลือกปฏิบัติ มักเกิดขึ้นเสมอ


ถามว่าการเลือกแจ้งความในบางพื้นที่มีนัยยะอย่างไรบ้าง นายสุวัตรยกตัวอย่างกรณี 5 แกนนำพันธมิตร ถูกแจ้งความที่ ชัยภูมิ และ ฉะเชิงเทรา ทั้งๆ ที่ 5 แกนนำมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าอาจต้องการให้เกิดความลำบากในการสู้คดี หรืออาจจะรู้จักกับคนในกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ก็ได้


นายนคร กล่าวว่า ตามหลักการตำรวจต้องให้ความเป็นธรรมกับคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า แต่หลายครั้งไม่ยุติธรรม และบิดเบือน หรือเลือกพยายนหลักฐานบางอย่างมาใช้ ซึ่งถือว่าขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญก่อนถึงมืออัยการ หรือมีการเรียกรับผลประโยชน์


นายนคร กล่าวว่า ปัญหาการยัดข้อหามีมากในช่วงที่ทำสงครามปราบปรามยาเสพติด เพราะเจ้าหน้าที่ต้องการสร้างผลงาน มีการสร้างหลักฐานเท็จ ซึ่งมีการร้องเรียนจากญาติของผู้เสียชีวิตที่ร้องเรียนเข้ามา เนื่องจากตนเองเป็นกรรมการในกรรมการสิทธิมนุษยชนทำให้รับเรื่องเข้ามามาก


นอกจากนี้ นายสุวัตรยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีการฟ้องปิดปาก กรณีมีการร้องข้อหาหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหายแพงๆ เจตนาเพื่อต้องการปิดปากไม่ให้ถูกวิพากวิจารณ์ ซึ่งกรณีที่


นายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรฯคนอื่นถูกฟ้อง และขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้มีการพูดถึงอีกนั้น ในความเห็นส่วนตัวถือว่า เมื่อขึ้นเวทีหรือการให้พูดแต่ละครั้งเมื่อเสร็จสิ้นแล้วถือว่าจบไปแล้วครั้งหนึ่ง และเมื่อมีการพูดใหม่ หรือวิจารณ์อีกครั้งก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ หากเห็นว่าเสียหายก็ต้องแยกฟ้องใหม่ เพราะต่างกรรมต่างวาระกัน ไม่ใช่ห้ามครั้งเดียวไป ตลอดชีวิต ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่จะต้องยื่นต่อศาลเพื่อโต้แย้งกรณีดังกล่าว


นายนคร ยังได้กล่าวถึงบทบาทของอัยการว่าหลายครั้งมีความผิดปกติ โดยได้ยกตัวอย่างกรณีคดีของ วัดพระธรรมกายที่มีการดำเนินคดี ในชั้นศาลจนใกล้จะมีการตัดสินคดีแล้ว แต่ทางอัยการไปถอนฟ้อง ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องผิดปกติ และมีสีเทาๆชี้แจงไม่ชัดเจน


นายสุวัตร เสริมว่ากรณีนี้ถือว่าเลือกปฏิบัติ เพราะในกรณีเดียวกันกับวัดอื่นๆ ที่เจ้าอาวาสบังเอิญเผลอไผล เรื่องเงินเรื่องทองทำไม่ไม่ถอนฟ้องบ้าง และเห็นว่า มีหลายฝ่ายพยายามให้หน่วยงานอัยการเป็นอิสระ แต่อัยการไม่ยอม ให้ตัวเองเป็นอิสระ


ชมคลิป ข่าวนี้ จาก ผู้จัดการออนไลน์

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079154
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.