“ไชยา” หมิ่นศาลปกครอง สำนึกผิดเหลือโทษกึ่งหนึ่งจ่าย 25,000 บาท
ศาล ปกครองกลางตัดสินลงโทษ “ไชยา” ปรับ 5 หมื่นบาท ให้สัมภาษณ์ละเมิดอำนาจศาล โดยไม่มีเหตุผลวิชาการ ลดค่าปรับกึ่งหนึ่ง เพราะสำนึกผิด และขออภัยศาลแล้ว ยันต้องจัดระเบียบการให้ข่าวเป็นลายลักษณ์อักษร
เวลา 15.00 น.วันนี้ ( 7 ก.ค.) ที่ศาลปกครองกลาง ห้องพิจารณาคดีที่ 2 มีคำสั่งเรื่องคดีละเมิดอำนาจศาล กรณีนายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ที่ 2 นายสุรพงษ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน ที่ 3 นายณกาฬ เลาหะวิไลย บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ที่ 4 ได้มีการนำเสนอข่าวโดยลงพิมพ์การให้สัมภาษณ์ของนายไชยา เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 โดยกล่าวหาการพิจารณาคดีของศาลปกครองว่ามิได้พิจารณาข้อกฎหมาย โดยไม่ได้ให้เหตุผลทางวิชาการแต่อย่างใด ทั้งยอมรับว่ามีการให้สัมภาษณ์จริง จึงถือว่าการแสดงความเห็นหรือวิจารณ์การพิจารณาคดีของศาลปกครองดังกล่าวนี้ เป็นการเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 64 และมาตรา 65 ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 สมควรลงโทษปรับ ในอัตราสูงสุด จำนวน 50,000 บาท แต่เนื่องจากนายไชยาได้สำนึกในการ กระทำผิด และกล่าวขออภัยต่อศาลแล้ว จึงลดหย่อนผ่อนโทษให้ โดยลดค่าปรับลงกึ่งหนึ่ง เหลือ 25,000 บาท ส่วนหนังสือพิมพ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2,3,4 เป็นสื่อมวลชน กระทำความผิดเป็นครั้งแรกและยอมรับว่าได้นำถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของนายไชยา มาลงตีพิมพ์ตามความจริง จึงให้ตักเตือนมีคำตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษร
นอกจากนี้ ศาลปกครองยังระบุด้วยว่า การที่นายไชยา ดำรงตำแหน่งรมว.สาธารณสุข มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุข การกล่าวหรือระทำใดๆ ย่อมอยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังมีหน้าที่ควบคุม ดูแลการปฏิบัติราชการองข้าราชการและลูกจ้าง ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายย่อมเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติราชการ ดังนั้นการกล่าวในที่สาธารณะซึ่งมีบุคคลอื่นอยู่ด้วยอาจทำให้บุคคลที่ได้ยิน เชื่อว่าการที่นายไชยาพูดเป็นความจริง อันทำให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยามการพิจารณาคดีหรือพิพากษาคดีของศาลปกครอง ได้
ทั้งนี้ มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงจากการไต่สวน โดยนายไชยา ยอมรับว่า ได้พูดถ้อยคำตามที่ได้ลงหนังสือพิมพ์ไว้จริง แต่มิได้มีเจตนาที่จะดูหมิ่นศาล หรือละเมิดอำนาจศาลแต่มีความตั้งใจที่จะอธิบายให้ผู้สื่อข่าวทราบองค์ประกอบ ของผู้พิพากษาในศาลปกครอง ประกอบด้วยบุคคลซึ่งมาจากหน่วยงานต่างๆ มาเป็นผู้พิพากษา และคดีบอร์ดองค์การเภสัชกรรม ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้น ยังมิได้พิจารณาประเด็นข้อกฎหมายจนกระทั่งมีคำพิพากษาแต่อย่างใด และสามารถที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลต่อไปได้ หากถ้อยคำดังกล่าวถือเป็นการล่วงละเมิดอำนาจศาล ก็ขอประทานอภัยต่อศาลและขอความกรุณาจากศาลด้วย
คำให้การของนายไชยา ระบุว่า ขอเรียนว่าไม่ได้มีเจตนาจะละเมิดอำนาจศาลแต่อย่างใด ทั้งมีความเคารพและให้ความเชื่อถือ ในกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด ไม่เคยมีความคิดจะก้าวล่วงเข้าไปในการพิจารณาของศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลปกครอง ซึ่งให้ความชื่นชมมาโดยตลอด และยังแนะนำให้บุคคลที่ได้รับความเดือดร้อนมายื่นฟ้องศาล ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับกรณีถูกคณะกรรมการป.ป.ช.เห็นว่า ตนพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เนื่องจากไม่ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ยังควรมีความคิดเห็นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มากกว่า เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวโดยตรง แต่กรณีปลดบอร์ดอภ.นั้น เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทั่วไป ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเกี่ยวข้อง
ขณะที่หนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับ ให้การสอดคล้องกัน ว่ามีการสัมภาษณ์ทั้งที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและที่จังหวัดพระ นครศรีอยุธยา ภายหลังจากที่นายไชยา เป็นประธานในการเผายาเสพติดให้โทษ และโดยทั่วไป ข้อความข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ในเครื่องหมายคำพูดแสดงความหมายถึงว่าเป็น ถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวอ้างในข่าวว่าเป็นผู้พูดโดยตรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศ ในห้องพิจารณาคดีที่2 นั้น นายไชยา เดินทางมาก่อนเวลาฟังคำตัดสินของศาลเล็กน้อย ด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกับมีข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวง พญ.ศิริพร กัญชนะ รองปลัดกระทรวง และนพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ มาให้กำลังใจ ซึ่งหลังจากฟังคำตัดสินของศาลเสร็จสิ้นแล้ว นายไชยา และคณะได้ไปยังห้องพักพยานบริเวณชั้น 37 ก่อนจะชำระค่าปรับ 25,000 บาท และเดินทางกลับ พร้อมให้สัมภาษณ์ สั้นๆ ว่า ตนน้อมรับคำสั่งศาล และขอขอบคุณที่ศาลเมตตาลดหย่อนโทษให้ ส่วนการจัดระเบียบการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนั้น ให้ทญ.นัยนา แพร่ศรีสกุล ผอ.กลุ่มสารนิเทศ หารือกับสื่อต่อไปและยังยืนยันจะให้ข่าวเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย
นายไชยา กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินกรณีภรรยาถือหุ้นเกินร้อยละ 5 นั้น คงไม่จำเป็นต้องไปด้วยตัวเอง ซึ่งมาจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ได้พบและหารือกัน กับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพียงแต่ฝากบ่ะจางให้รับประทาน ซึ่งท่านก็แสดงความเป็นห่วงทุกคน ไม่เฉพาะตนเพียงคนเดียว
อนึ่ง ตามมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 บัญญัติว่า ผู้ใดวิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริตด้วยวิธีการ ทางวิชาการ ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล หรือดูหมิ่นศาลหรือตุลาการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประชาชนโดยทั่วไปมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นหรือวิจารณ์การพิจารณาคดีหรือการ พิพากษาคดีของศาลปกครองได้ แต่ต้องกระทำโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการเท่านั้น
ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2551 16:22 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079838
พิมพ์ ข่าวนี้
ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below