Accom Thailand

July 7, 2008

ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ย้ายไปชุมนุมที่สพานมัฆวาน


2100 น. ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มเดินจากหน้าทำเนียบย้ายที่ชุมนุมกลับไปที่สพานมัฆวาน
2230 น. ตั้งเวทีชั่วคราวบนสพานหันหน้าไปทางพระบรมรูปทรงม้า มีผู้ทยอยมาร่วมชุมนุมเพิ่มเติมอีกมาก
เต็มถนนราชดำเนินนอกไปกว่าสวนมุสิกวัน
พันธมิตรฯ ลาทำเนียบฯ เคลื่อนขบวนปักหลักขับไล่รบ. หน้าสะพานมัฆวานฯ

สนธิ ข�ฉันทามติผู้ชุมนุมก่�น��กเดินนำไปสะพานมัฆวานฯ

สนธิ ถามผู้ชุมนุมก่อนออกเดินนำไปสะพานมัฆวานฯ

ค่ำวันนี้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พร้อมด้วยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ นำประชาชนที่ร่วมชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล กลับไปตั้งเวทีปักหลักขับไล่รัฐบาล ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์เหมือนเดิม หลังจากศาลแพ่งรัชดา มีคำสั่งให้เปิดช่องทางจราจรบริเวณ ถ.พิษณุโลก ตั้งแต่ช่วงสนามม้านางเลิ้งถึงแยกมิสกวัน และ ถ.พระราม 5 ตั้งแต่แยกวัดเบญฯ ถึงสะพานชมัยมรุเชฐ ทุกช่องจราจร ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 05.00 – 18.00 น โดยให้คำสั่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079983

“ปองพล”ทำใจ กรรมการมรดกโลก ไม่เลื่อนพิจารณาปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

Filed under: 1 — accomthailand @ 06:29

“ยูเนสโก”ไม่ฟังไทย จ่อฟันธงปราสาทพระวิหารวันพรุ่งนี้

“ปอง พล”ทำใจ กรรมการมรดกโลก ไม่เลื่อนพิจารณาปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพราะคณะกรรมการมรดกโลกระบุว่าได้ข้อมูลครบแล้ว คาดจะทราบข้อสรุปผลการประชุมที่ชัดเจนวันพรุ่งนี้( 8 ก.ค.)

วันนี้(7 ก.ค.)นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ที่จะพิจารณาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจา โดยประเทศไทยได้ชี้แจงแล้วเรียบร้อย เหลือแต่ทางกัมพูชาที่กำลังดำเนินการชี้แจงอยู่ แต่เบื้องต้นมีความชัดเจนแล้วว่าไม่สามารถเลื่อนการพิจารณาได้ เพราะคณะกรรมการมรดกโลกระบุว่าได้ข้อมูลครบแล้ว แต่ไทยยืนยันว่าหากให้กัมพูชาเสนอฝ่ายเดียวจะทำให้ขาดความสมบูรณ์ในหลัก เกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จึงต้องดำเนินการขอขึ้นทะเบียนร่วมกัน แต่ถ้ากัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทได้แล้ว เราก็เสนออีกว่าขอให้พิจารณาในส่วนของไทยขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วย

นายปองพล กล่าวต่อว่า การมาประชุมครั้งนี้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ชี้ให้เห็นว่าเราเป็นฝ่ายเสีย เปรียบมาตลอด เพราะฝ่ายกัมพูชามีการดำเนินการเป็นขั้นตอนอย่างจริงจัง แต่ไทยเจอปัญหาการเปลี่ยนรัฐบาลการรัฐประหาร ทำให้การดำเนินการขาดตอน น้ำหนักฝ่ายไทยจึงลดน้อยลง เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศที่เป็นกลางอย่างสหรัฐอเมริกา จีน จึงหันไปสนับสนุนกัมพูชา ไม่สามารถเปลี่ยนมาสนับสนุนไทยได้

นายปองพล กล่าวด้วยว่า จะทราบข้อสรุปผลการประชุมที่ชัดเจนในวันพรุ่งนี้ (8 ก.ค.) ตามเวลาของประเทศแคนาดา และการทำงานต่อไป คือ ผลักดันเสนอมรดกโลกของไทยอย่างอื่นที่อยู่ในระหว่างการรอ ให้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในปีหน้า

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2551 08:47 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079532
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลกของกัมพูชาแล้ว

เสร็จโจร! “พระวิหาร” เป็นมรดกโลกของกัมพูชาแล้ว


คณะกรรมการมรดกโลก รับขึ้นทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลกของกัมพูชาแล้ว พร้อมกับเมืองมะละกา-ปีนังของมาเลเซีย และแหล่งการเกษตรโบราณของปาปัวนิวกินี “ปองพล” อ้อมแอ้ม ไทยอาจได้ขึ้นทะเบียนบริเวณอุทยานรอบๆ ปราสาท และเทือกเขาพนมดงรักปลอบใจ


สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกมีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแล้ว จากการประชุมที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ค. การประชุมครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 2-10 กรกฎาคม 2551 โดยมีสถานที่ที่ได้รับการเสนอชื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลกทั้งหมด 45 แห่ง


โดย ปราสาทพระวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมๆ กับเมืองมะละกา และปีนังของมาเลเซีย และแหล่งการเกษตรยุคโบราณในปาปัวนิวกินี


อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คณะกรรมการมรดกโลกจะมีคำตัดสิน นายปองพล อดิเรกสาร ประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ซึ่งไปสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 ในฐานะรัฐภาคีอนุสัญญามรดกโลก ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ให้สัมภาษณ์ว่า คณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ ส่วนใหญ่เห็นว่าควรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารตามที่กัมพูชาเสนอ เพราะเข้า 1 ใน 3 หลักเกณฑ์ แต่การขึ้นทะเบียนจะไม่ทำให้ไทยเสียดินแดน เนื่องจากกัมพูชายื่นจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร


ซึ่งตามแผนที่แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมที่ไทยและกัมพูชาตกลงกันไว้ว่าจะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งไม่ล้ำเข้ามาในเขตไทย


นายปองพล กล่าวว่า คณะกรรมการมรดกโลกเสนอทางออกให้แก่ประเทศไทย โดยให้ไทยเสนออุทยานเขาพระวิหาร และพื้นที่ป่าสมบูรณ์เทือกเขาพนมดงรักซึ่งอยู่ในเขตไทย และให้สำรวจจัดทำข้อมูลแหล่งโบราณสถานในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อขอเสนอเป็นมรดกโลกให้เร็วที่สุด


ส่วนกรณีที่ไทยส่งหนังสือการคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณานั้น ที่ประชุมแจ้งว่ารับทราบแล้ว แต่การจะให้เลื่อนการพิจารณาปราสาทพระวิหารออกไปคงไม่ได้ เพราะได้เลื่อนมาครั้งหนึ่งแล้ว


คณะกรรมการมรดกโลกได้ตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น.ของวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย


ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ความขัดแย้งกรณีปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา อยากให้ประชาชนทั้งสองประเทศสร้างความเข้าใจ เพื่อให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น เพราะการใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา


ต่อมานายปองพล ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากคณะกรรมการมรดกโลกมีมติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ตามข้อเสนอของกัมพูชาเป็นมรดกโลกนั้น ถือว่าเป็นการลดความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการมรดกโลกเอง เพราะได้มีมติสวนทางกับหลักการและหลักเกณฑ์ ซึ่งคณะกรรมการฯ เป็นผู้กำหนดไว้ นั่นก็คือความสมบูรณ์ของความเป็นมรดกโลก และยังสวนทางกับรายงานของฝ่ายวิชาการ คือ องค์กร ICOMOS ของเขาเอง เพราะว่า ICOMOS บอกว่า หลักเกณฑ์ 3 หลักเกณฑ์ ที่กัมพูชาเสนอนั้น คือหลักเกณฑ์ที่ 1 หลักเกณฑ์ที่ 3 และหลักเกณฑ์ที่ 4 นั้น ผ่านเฉพาะหลักเกณฑ์ที่ 1 เท่านั้น คือ สถาปัตย์กรรมที่มาจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ แต่หลักเกณฑ์ที่ 3 และที่ 4 ที่เกี่ยวกับภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมไม่ผ่าน เพราะว่าขาดความสมบูรณ์ เนื่องจากโบราณสถานที่อยู่เขตพื้นที่ทับซ้อนก็ดี ในฝ่ายไทยก็ดี ไม่ได้นำมารวม และเมื่อวินิจฉัยและตัดสินออกมาเช่นนี้ก็ทำให้ความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการมรดกโลกลดลงไป


อย่างไรก็ตาม นายปองพล กล่าวยืนยันว่า ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น ไม่ได้มีพื้นที่เข้ามาดินแดนประเทศไทย และประชาชนไม่ควรเสียใจที่ประเทศกัมพูชาได้ขึ้นทะเบียน เพราะเราจะดำเนินการเสนอพื้นที่บริเวณเขาพระวิหารส่วนของประเทศไทยขึ้นเป็นมรดกโลก ทั้งนี้ คณะกรรมการมรดกโลกเสนอทางออกให้แก่ประเทศไทย โดยให้ไทยเสนออุทยานเขาพระวิหาร และพื้นที่ป่าสมบูรณ์เทือกเขาพนมดงรักซึ่งอยู่ในเขตไทย และให้สำรวจจัดทำข้อมูลแหล่งโบราณสถานในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อขอเสนอเป็นมรดกโลกให้เร็วที่สุด


นายปองพล ย้ำว่า การที่คณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกถือว่าเป็นการลดความเชื่อถือของตัวคณะกรรมการ ที่มติสวนทางกับหลักการและกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ในเรื่อง ความสมบูรณ์ของความเป็นมรดกโลก รวมทั้งขาดความรอบด้านในการพิจารณา ดังนั้นแม้ประเทศกัมพูชาจะได้เป็นมรดก แต่ก็ไม่มีความสง่างาม ขาดคุณค่า ส่วนเอกสารคำแถลงการณ์ร่วมของไทยและกัมพูชา ที่ระงับโดยสารปกครองกลาง ไม่ได้มีผลใดๆ ต่อการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก


ด้านนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมาการมรดกโลก ครั้งที่ 32 ว่า ผู้แทนไทยเดินทางมาหลายฝ่าย และปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองอย่างคร่งครัด แม้ที่สุดคณะกรรมการมรดกโลกจะมีมติขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร แต่ตนได้แถลงคัดค้านไม่เห็นด้วย รวมทั้งสงวนสิทธิ์ของประเทศไทย โดยเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่อยากให้นำมาเป็นประเด็นที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และถือว่าทำเรื่องนี้อย่างดีที่สุดแล้ว


พลโทนิพัทธ์ ทองเล็ก เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนได้รับรายงานว่ายังไม่มีสถานการณ์ใดๆ ที่น่าเป็นห่วงหรือกระทบต่อความสัมพันธ์ของประเทศ อย่างให้ทุกฝ่ายสบายใจในเรื่องนี้


ด้าน พันเอก นพดล โชติศิริ นายทหารกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า จากการดูแผนผังในที่กัมพูชาแนบเสนอให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก มีมาตราส่วน 1:10,000 จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีส่วนใดล้ำไปอยู่ในแนวเขตเขาพระวิหารตามมติของศาลโลก ส่วนโซนหมายเลข 3 ที่หลายฝ่ายเป็นห่วงก็ไม่ได้รวมอยู่ในพื้นที่ขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร


นายถวิล เปลี่ยนสี รองเลขาธิการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า


ได้มีการปรึกษาหารือในเรื่องนี้อย่างรอบคอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ดีที่สุด และทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ทางออกในเรื่องนี้มีไม่มากนัก อีกทั้งมีหลายเรื่องอยู่นอกเหนือการควบคุม และผลที่ออกมาก็สอดคล้องกับความพยายามที่จะลดความเสียหายที่เกิดขึ้น

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2551 23:55 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000080004
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ไชยา” หมิ่นศาลปกครอง สำนึกผิดเหลือโทษกึ่งหนึ่งจ่าย 25,000 บาท

“ไชยา” หมิ่นศาลปกครอง สำนึกผิดเหลือโทษกึ่งหนึ่งจ่าย 25,000 บาท

ศาล ปกครองกลางตัดสินลงโทษ “ไชยา” ปรับ 5 หมื่นบาท ให้สัมภาษณ์ละเมิดอำนาจศาล โดยไม่มีเหตุผลวิชาการ ลดค่าปรับกึ่งหนึ่ง เพราะสำนึกผิด และขออภัยศาลแล้ว ยันต้องจัดระเบียบการให้ข่าวเป็นลายลักษณ์อักษร

เวลา 15.00 น.วันนี้ ( 7 ก.ค.) ที่ศาลปกครองกลาง ห้องพิจารณาคดีที่ 2 มีคำสั่งเรื่องคดีละเมิดอำนาจศาล กรณีนายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ที่ 2 นายสุรพงษ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน ที่ 3 นายณกาฬ เลาหะวิไลย บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ที่ 4 ได้มีการนำเสนอข่าวโดยลงพิมพ์การให้สัมภาษณ์ของนายไชยา เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 โดยกล่าวหาการพิจารณาคดีของศาลปกครองว่ามิได้พิจารณาข้อกฎหมาย โดยไม่ได้ให้เหตุผลทางวิชาการแต่อย่างใด ทั้งยอมรับว่ามีการให้สัมภาษณ์จริง จึงถือว่าการแสดงความเห็นหรือวิจารณ์การพิจารณาคดีของศาลปกครองดังกล่าวนี้ เป็นการเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 64 และมาตรา 65 ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 สมควรลงโทษปรับ ในอัตราสูงสุด จำนวน 50,000 บาท แต่เนื่องจากนายไชยาได้สำนึกในการ กระทำผิด และกล่าวขออภัยต่อศาลแล้ว จึงลดหย่อนผ่อนโทษให้ โดยลดค่าปรับลงกึ่งหนึ่ง เหลือ 25,000 บาท ส่วนหนังสือพิมพ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2,3,4 เป็นสื่อมวลชน กระทำความผิดเป็นครั้งแรกและยอมรับว่าได้นำถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของนายไชยา มาลงตีพิมพ์ตามความจริง จึงให้ตักเตือนมีคำตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษร

นอกจากนี้ ศาลปกครองยังระบุด้วยว่า การที่นายไชยา ดำรงตำแหน่งรมว.สาธารณสุข มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุข การกล่าวหรือระทำใดๆ ย่อมอยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังมีหน้าที่ควบคุม ดูแลการปฏิบัติราชการองข้าราชการและลูกจ้าง ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายย่อมเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติราชการ ดังนั้นการกล่าวในที่สาธารณะซึ่งมีบุคคลอื่นอยู่ด้วยอาจทำให้บุคคลที่ได้ยิน เชื่อว่าการที่นายไชยาพูดเป็นความจริง อันทำให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยามการพิจารณาคดีหรือพิพากษาคดีของศาลปกครอง ได้

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงจากการไต่สวน โดยนายไชยา ยอมรับว่า ได้พูดถ้อยคำตามที่ได้ลงหนังสือพิมพ์ไว้จริง แต่มิได้มีเจตนาที่จะดูหมิ่นศาล หรือละเมิดอำนาจศาลแต่มีความตั้งใจที่จะอธิบายให้ผู้สื่อข่าวทราบองค์ประกอบ ของผู้พิพากษาในศาลปกครอง ประกอบด้วยบุคคลซึ่งมาจากหน่วยงานต่างๆ มาเป็นผู้พิพากษา และคดีบอร์ดองค์การเภสัชกรรม ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้น ยังมิได้พิจารณาประเด็นข้อกฎหมายจนกระทั่งมีคำพิพากษาแต่อย่างใด และสามารถที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลต่อไปได้ หากถ้อยคำดังกล่าวถือเป็นการล่วงละเมิดอำนาจศาล ก็ขอประทานอภัยต่อศาลและขอความกรุณาจากศาลด้วย

คำให้การของนายไชยา ระบุว่า ขอเรียนว่าไม่ได้มีเจตนาจะละเมิดอำนาจศาลแต่อย่างใด ทั้งมีความเคารพและให้ความเชื่อถือ ในกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด ไม่เคยมีความคิดจะก้าวล่วงเข้าไปในการพิจารณาของศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลปกครอง ซึ่งให้ความชื่นชมมาโดยตลอด และยังแนะนำให้บุคคลที่ได้รับความเดือดร้อนมายื่นฟ้องศาล ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับกรณีถูกคณะกรรมการป.ป.ช.เห็นว่า ตนพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เนื่องจากไม่ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ยังควรมีความคิดเห็นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มากกว่า เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวโดยตรง แต่กรณีปลดบอร์ดอภ.นั้น เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทั่วไป ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเกี่ยวข้อง

ขณะที่หนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับ ให้การสอดคล้องกัน ว่ามีการสัมภาษณ์ทั้งที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและที่จังหวัดพระ นครศรีอยุธยา ภายหลังจากที่นายไชยา เป็นประธานในการเผายาเสพติดให้โทษ และโดยทั่วไป ข้อความข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ในเครื่องหมายคำพูดแสดงความหมายถึงว่าเป็น ถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวอ้างในข่าวว่าเป็นผู้พูดโดยตรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศ ในห้องพิจารณาคดีที่2 นั้น นายไชยา เดินทางมาก่อนเวลาฟังคำตัดสินของศาลเล็กน้อย ด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกับมีข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวง พญ.ศิริพร กัญชนะ รองปลัดกระทรวง และนพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ มาให้กำลังใจ ซึ่งหลังจากฟังคำตัดสินของศาลเสร็จสิ้นแล้ว นายไชยา และคณะได้ไปยังห้องพักพยานบริเวณชั้น 37 ก่อนจะชำระค่าปรับ 25,000 บาท และเดินทางกลับ พร้อมให้สัมภาษณ์ สั้นๆ ว่า ตนน้อมรับคำสั่งศาล และขอขอบคุณที่ศาลเมตตาลดหย่อนโทษให้ ส่วนการจัดระเบียบการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนั้น ให้ทญ.นัยนา แพร่ศรีสกุล ผอ.กลุ่มสารนิเทศ หารือกับสื่อต่อไปและยังยืนยันจะให้ข่าวเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย

นายไชยา กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินกรณีภรรยาถือหุ้นเกินร้อยละ 5 นั้น คงไม่จำเป็นต้องไปด้วยตัวเอง ซึ่งมาจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ได้พบและหารือกัน กับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพียงแต่ฝากบ่ะจางให้รับประทาน ซึ่งท่านก็แสดงความเป็นห่วงทุกคน ไม่เฉพาะตนเพียงคนเดียว

อนึ่ง ตามมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 บัญญัติว่า ผู้ใดวิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริตด้วยวิธีการ ทางวิชาการ ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล หรือดูหมิ่นศาลหรือตุลาการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประชาชนโดยทั่วไปมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นหรือวิจารณ์การพิจารณาคดีหรือการ พิพากษาคดีของศาลปกครองได้ แต่ต้องกระทำโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการเท่านั้น

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2551 16:22 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079838
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.