Accom Thailand

July 8, 2008

“อดุล” อดีต ประธานคณะกรรมการมรดกโลกไทยจวกทีมปองพล “เอาหัวไปซุกที่ไหนถึงไม่ค้าน”

7 ปท.ร่วมแผนพัฒนา “อดุล” จวกทีมปองพล “เอาหัวไปซุกที่ไหนถึงไม่ค้าน”

ปราสาทพระวิหาร

ปราสาทพระวิหาร


อดีต ประธานคณะกรรมการมรดกโลกไทย อัด “ปองพล” ยับ กรณีตัวแทน 7 ประเทศจะร่วมวางแผนพัฒนาพระวิหาร บ่นพิลึก ไม่มีใครเคยทำ ถ้าเป็นจริงไทยเสียหายมาก เพราะเขมรจะเอามาเป็นเกราะ อัดทีมปองพล “เอาหัวไปซุกที่ไหน ทำไมถึงไม่คัดค้าน”


ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ กล่าวถึงที่ “นายปองพล อดิเรกสาร” ในฐานะประธานคณะกรรมการมรดกโลกไทยคนล่าสุด ให้ข่าวว่า จะมีตัวแทนประเทศ 7 ประเทศ เข้าร่วมในการหารือวางแผนการพัฒนาพื้นที่รอบเขาพระวิหาร ว่า เป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำกัน


“คือ ต้องบอกว่าที่ได้ยินกันตอนนี้มันเป็นข่าว ไม่รู้จะจริงไหม ต้องรอสรุปมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก แต่ถ้าจริง ไทยจะลำบากมาก เพราะเพียงกัมพูชาประเทศเดียวก็ตกลงกันยากอยู่แล้ว นี่มาตั้ง 6 ประเทศ ไม่นับประเทศไทย ถ้าเราจะตกลงอะไร เช่น หากเขมรขอพื้นที่มากไป เราไม่เห็นด้วย แต่ถ้าอีก 5 ประเทศเขาเข้าข้างเขมร อันนี้เราจะลำบากมาก คนไทยส่วนใหญ่ต้องลำบากเพราะคนไม่กี่คน”


อดีตประธานกรรมการมรดกโลกไทย กล่าวอีกว่า การเปิดโอกาสให้ ประเทศที่ไม่ใช่ประเทศคู่กรณีเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผน พัฒนา เป็นเรื่องที่พิลึกและไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในโลก


“แปลก ครับ ถ้าเป็นจริงนอกจากจะทำให้ไทยลำบากมากแล้ว ยังเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่มีใครเขาทำกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ เช่น เรื่องของฮาลองเบย์ ที่ญี่ปุ่นจะเข้าไปสร้างท่าเรือ เขาก็ตกลงกันเอง ไม่มีประเทศอื่นๆ มาร่วมด้วย ถ้าเราต้องให้ 7 ประเทศมาร่วมวางแผน มันจะแย่มาก สำหรับทีมที่ไปประชุม ก็น่าจะแย้งได้ในฐานะประเทศผู้สังเกตการณ์ เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศเสียประโยชน์อย่างยิ่ง และไม่มีใครทำกับ ทำไมถึงไม่ค้าน ถามหน่อย ว่า เอาหัวไปซุกไว้ที่ไหน ถึงไม่คัดค้านเรื่องนี้ นี่คือที่พูดแรงๆ นะครับ”


อ.อดุล กล่าวต่อไปอีกว่า โดยส่วนตัวแล้ว รู้จัก นายปองพล ดี ทั้งที่เคยมาปรึกษาเรื่องศิลาจารึก และในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในยุคทักษิณ 1


“ผม รู้ว่าเขาเป็นอย่างไร และเนื้อแท้เขาว่าเป็นเช่นไร ผมรู้ว่าเขาเป็น 1 ใน 111 สมาชิกไทยรักไทย ผมรู้ว่าเขาเป็นรัฐมนตรีศึกษาสมัยทักษิณ 1 แม้ว่า เขาจะย้ำตลอด มาหา มารดน้ำสงกรานต์ ทั้งๆ ที่ช้าไปมากแล้ว ผมก็รับ ที่เขาพูดย้ำว่ายึดจุดยืนการขึ้นทะเบียนร่วม แต่มาตอนนี้กลับไปสนับสนุนนพดล ผมรู้ว่าเขาเป็นอย่างไร” อ.อดุล กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551 18:44 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080370
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไทยเสียอธิปไตยในบัฟเฟอร์โซน

จับตาคนไทย “ทุรยศ” รับงานบูรณะ ปราสาทพระวิหาร
“พล.อ.ปฐมพงษ์” สงสัยกรมแผนที่ฯ อาจได้ดูฉบับไม่จริง


นายเทพมนตรี ลิมปพย�ม แสดงภาพนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศข�งไทยไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการมรดกโลก

นายเทพมนตรี ลิมปพยอม แสดงภาพนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศของไทยไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการมรดกโลก


นักวิชาการลั่น หลังเป็นมรดกโลก ไทยเสียอธิปไตยในบัฟเฟอร์โซน กลายเป็น 1 ใน 7 ประเทศที่เข้ามาบริหารจัดการร่วม เผยกัมพูชาว่าจ้างฝรั่งเศสบูรณะตัวปราสาทและพื้นที่ ให้จับตาคนไทย “ทุรยศ” เอาบริษัทไปรับงานร่วมบูรณะด้วย “พล.อ.ปฐมพงษ์” สงสัยกรมแผนที่ทหาร ได้ดูแผนที่ฉบับเดียวกับที่ใช้แนบท้ายเพื่อยื่นขอ จดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกหรือไม่


พล.�.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษาก�งบัญชาการทหารสูงสุด ร่วมหารื�กับนักวิชาการ

พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ร่วมหารือกับนักวิชาการ


เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นักวิชาการ นายทหาร และประชาชนได้ร่วมกันหารือถึงแนวทางการดำเนินการของไทย ภายหลังคณะกรรมการมรดกโลก ยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามการเสนอของประเทศกัมพูชา


นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการประวัติศาสตร์ และอดีตอนุกรรมการพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ขอแนะนำให้นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ควรทำเรื่อง ขอแขวนปราสาทพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อคณะกรรมการมรดกโลกออกไป ก่อน


เนื่องจากศาลในประเทศไทยมีคำตัดสินว่าข้อตกลงร่วมที่นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ทำร่วมกับกัมพูชานั้นขัดกับกฎหมาย ให้รอจนกว่า ขั้นตอนกระบวนการทางฝ่ายไทย จะผ่านความเห็นชอบจากสภาเสียก่อน จึงค่อยพิจารณาในเรื่องดังกล่าว และ อาศัยมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 ที่เมืองไครส์เชิร์ช ซึ่งระบุว่า การขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกกัมพูชาต้องได้รับความร่วมมือจากฝ่ายไทย ไปคัดง้างกับมติครั้งที่ 32 ที่เมืองควิเบก เพราะขณะนี้ข้อตกลงร่วมที่ทำไปผิดกฎหมาย ก็เท่ากับไทยไม่มีความร่วมมือกับกัมพูชาแล้ว และขอคัดค้านทุกประการ


“หากยูเนสโกแจ้งว่าทำไม่ได้ ขอให้ นายปองพล ลาออกจากการเป็นประเทศภาคีสมาชิกของยูเนสโก เพราะยูเนสโก ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับที่ ยูเนสโกเป็นผู้กำหนด โดยการขึ้นทะเบียนมรดกโลกต้องพิจารณาให้ผ่านอย่างน้อย 3 หลักเกณฑ์ แต่กลับให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนโดยผ่านเพียงเกณฑ์เดียว โดยไทยจะขอสงวนสิทธิการลาออก จนกว่ารัฐสภาไทยจะพิจารณาเรื่องนี้ และ


ขอให้ถอนมรดกโลกที่เราเคยขึ้นทะเบียนไว้ 5 แห่ง ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา, สุโขทัย, บ้านเชียง, ห้วยขาแข้ง, เขาใหญ่ และ ที่กำลังขอขึ้นบัญชีมรดกโลก คือ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี และปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุ้ง เมืองต่ำ และอโรคยาศาลา จ.บุรีรัมย์ ก็ควรถอนเรื่องออกมาด้วยเพื่อเป็นการประท้วง และเพื่อให้ประเทศภาคีสมาชิกอีก 100 กว่าประเทศ มาเป็นแนวร่วมของไทยและ หันมาดูปัญหาที่เกิดขึ้นนี้


ซึ่งนายปองพลน่าจะเดินเกมให้ฉลาดกว่านี้ และที่ระบุว่า ไทยจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกในพื้นที่ที่อยู่เขตไทยปีหน้านั้น คงไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปแล้ว เหมือนโดนเจาะไข่แดงแล้ว ของเราเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้นจึงเสียเปรียบกัมพูชา” นายเทพมนตรีกล่าว


นายเทพมตรี กล่าวต่อว่า ผลจากการที่คณะกรรมการมรดกโลกเห็นชอบแผนที่ที่ทางกัมพูชาเสนอซึ่ง ใช้มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 จะทำให้กินพื้นที่ดินไทยเข้ามาถึงบริเวณบาราย อีกทั้งคณะกรรมการมรดกโลกระบุให้มี 7 ประเทศเข้ามาบริหารจัดการรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งน่าสังเกตว่า หากกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนตัวปราสาทพระวิหารเพียงอย่างเดียว ก็น่าจะมีประเทศที่เข้าไปบริหารจัดการเพียงประเทศเดียว ไม่จำเป็นต้องมีถึง 7 ประเทศ ซึ่งเท่ากับว่า


บริเวณพื้นที่โดยรอบจะมีประเทศอื่นๆ อีก 6 ประเทศมาตั้งอาณานิคมในพื้นที่เขตแดนไทย ซึ่งตนสามารถบอกได้เลยว่า ประเทศที่จะมามีส่วนในการบริหารจัดการนั้น ประกอบด้วย อเมริกา จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น กัมพูชา ส่วนอีกอีกประเทศหนึ่งอาจเป็น อินเดีย ลาว หรือเบลเยียม ซึ่งการให้มิตรประเทศ เข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย จะกลายเป็นความวุ่นวาย และเป็นการยอมรับแผนที่ของกัมพูชาไปโดยปริยาย โดยการอ้างถึงการประกาศให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ทั้งที่ไทยแสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนที่ฉบับนี้มาตลอด ที่สำคัญพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของไทย แต่หลังเป็นมรดกโลกไทยจะกลายเป็นเพียง 1 ใน 7 ประเทศที่เข้าไปบริหารจัดการเท่านั้น


ในภาพเล็กซ�ก�าน กับ ปลัดกระทรวงต่างประเทศไทย

ในภาพเล็กซอกอาน กับ ปลัดกระทรวงต่างประเทศไทย


นาย เทพมนตรี กล่าวอีกว่า ล่าสุดตนมีเอกสารที่คณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ประเทศได้รับ เป็นเอกสารยัดไส้ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน คือ เอกสารเมื่อวันที่ 6 พ.ค.2551 ที่กรุงปารีส ลงนามโดยปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งตอนท้ายระบุว่า


การกำหนดพื้นที่มรดกโลกจะไม่มีพื้นที่ ที่เป็นกรณีพิพาทหรือเขตบัฟเฟอร์โซน และในข้อตกลงร่วมที่ นายนพดล ไปลงนามกับ กัมพูชา ก็ยกพื้นที่พิพาทออก ซึ่งหมายความว่า กัมพูชาสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ได้ และถ้ากัมพูชา ต้องการขึ้นทะเบียน แต่ตัวปราสาทพระวิหาร ก็ไม่จำเป็นต้องมีประเทศต่างๆ เข้ามาบริหารจัดการถึง 7 ประเทศ แต่เพราะกัมพูชา รู้ว่าแผนที่ที่เสนอไปนั้นกินพื้นที่อาณาเขตไทยมากกว่าจึง เสนอถึง 7 ประเทศให้เข้ามาบริหารจัดการ


“ขณะนี้ผมทราบว่ากัมพูชามีแผนบูรณะปราสาทพระวิหารแล้ว โดยได้ว่าจ้าง บริษัทประเทศฝรั่งเศส ไปทำผังปราสาทพระวิหาร อย่างละเอียด โดยมีเทคนิคการบูรณะต่างๆ พร้อมแล้ว ซึ่งจะมีกลุ่มคนไทยที่ทุรยศกลุ่มหนึ่ง เอาบริษัทในประเทศไทย ขอไปร่วมบูรณะปราสาทพระวิหารด้วย รวมทั้งอยากให้คนไทยทุกคนช่วยกันจับตาดูความคิด และการกระทำของนายปองพลด้วย”


พล.�.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ร่วมกันแถลงข่าวต่�สื่�มวลชน

พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน




พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า ข้อสงสัยที่หลายฝ่ายออกมาระบุว่า พล.ท.แดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร ได้ยืนยันแล้วว่าไทยจะไม่เสียดินแดนให้เขมรนั้น ตนคิดว่าเอกสารที่ พล.ท.แดน ได้รับจากกระทรวงการต่างประเทศนั้น เป็นแผนที่ ฉบับเดียวกับที่ใช้แนบท้ายเพื่อยื่นขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกหรือไม่ หรือ เป็นแผนที่เดียวกับที่เอามาให้คนไทยทั้งประเทศดู


ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศอาจจะถามเจ้ากรมแผนที่ทหารไปเพียงว่า แผนที่ดังกล่าวกินดินแดนของประเทศไทยไปหรือไม่ ซึ่งเมื่อไม่กินดินแดน ทหารก็ตอบว่าไม่กินดินแดน ซึ่งตนเชื่อว่าทหารอาจจะรู้อะไรมาก แต่เมื่อผู้บังคับบัญชาไม่พูดก็ต้องเก็บเงียบเอาไว้ และไม่เชื่อว่าทหารจะไม่รู้อะไรเลย นอกจากนี้ ในพื้นที่พิพาทที่ถูกนำไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดยให้ 7 ประเทศเข้าไปบริหารนั้น หากมีการถอนจากการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ไทยก็จะสูญเสียพื้นที่ดังกล่าวไป


“ทุกคนด่าว่ารัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการ แต่รัฐบาลทหารก็ไม่เคยทำสิ่งเลวทรามต่ำช้าเช่นนี้มาก่อน แต่รัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง ทำไมถึงได้กระทำสิ่งเลวทรามเช่นนี้ได้ ดังนั้น ประชาชนก็ควรออกไปด่ารัฐบาลชุดนี้ และไม่ว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะมีมติอย่างไร ผมก็จะไม่รับมตินั้น และไม่ยอมเสียอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดขาด” พล.อ.ปฐมพงษ์กล่าว


นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานสมัชชาประชาชน กทม.กล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลไทยจะยืนยันมาตลอดว่า ประเทศไทยไม่ได้สูญเสียดินแดน แต่ในความเป็นจริงเราสูญเสียอธิปไตยในเขตพื้นที่ N3 หรือพื้นที่อนุรักษ์ ที่เป็นของเรา แต่ต้องให้ประเทศอื่นๆ อีก 6 ประเทศเข้ามาร่วมจัดการ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวกินอาณาบริเวณ 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,900 ไร่ อย่างที่ไม่ควรจะต้องเสียไป


นอกจากนี้ การที่หลายฝ่ายออกมาโจมตีว่านักวิชาการที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ เป็นการปลุกระดมให้คลั่งชาติ หรือมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ขอยืนยันว่าเกลุ่มประชาชนชาวไทยผู้เป็นตัวแทนประเทศไทย ดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 71 ที่ระบุว่าประชาชนชาวไทยทุกคน มีหน้าที่พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ซึ่งนักวิชาการ และภาคประชาชนจะดำเนินการทวงคืนปราสาทพระวิหารอย่างกล้าหาญต่อไป


อนึ่ง นายประกาสิทธิ์ แก้วมงคล ผู้ช่วยนักวิจัยสถาบันไทยคดีศึกษา มธ.ได้อ่านคำแถลงการณ์ กรณีปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ในนามกลุ่มประชาชนชาวไทย ผู้เป็นตัวแทนประเทศไทย ซึ่งมีใจความสำคัญ ดังนี้


เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเมิดสิทธิพลเมือง เพราะการบริหารจัดการประเทศ กรณี การดำเนินการเจรจาเรื่องขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น มีผลผูกพันต่อประเทศ โดยผลผูกพันต่อประเทศตามแถลงการณ์ร่วมนั้น รัฐบาลไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร และบริเวณพื้นที่โดยรอบ ซึ่งข้อสงวนของไทยครอบคลุมถึงสิทธิของไทยที่มีอยู่ในขณะนี้ และ/หรือ จะพึงมีในอนาคต ตามกฎบัตรสหประชาชาติ และธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทุกข้อบท รวมทั้งข้อ 60 ซึ่งไม่มีการจำกัดเวลา 10 ปี ดังเช่น ข้อ 61 ซึ่งมักมีผู้เข้าใจที่สับสนและคลาดเคลื่อน และข้อ 33 ของกฎบัตรสหประชาชาติ รับรองสิทธิของประเทศคู่พิพาท อย่างกว้างขวาง ตามที่ไทยสงวนสิทธิไว้นั้น ถูกเพิกถอนไปด้วยแถลงการณ์ร่วมนี้


นอกจากนี้ไทยยังเสียอธิปไตยในเขตพื้นที่ N3 (หรือพื้นที่อนุรักษ์) โดยยอมรับการบริหารจัดการตามที่กัมพูชาเสนอ และในที่สุดแล้วไทยจะเป็นเพียง 1 ใน 7 ประเทศผู้บริหารจัดการ และมีผลให้ไทยยอมรับรองแผนที่ของกัมพูชา


ข้อเสนอเกี่ยวกับการดำเนินการเยียวยาแก้ไข ให้รัฐบาลยกเลิกแถลงการณ์ร่วมอย่างเร็วที่สุด ยกเลิกการรับรองแผนที่ของกัมพูชา และเร่งสำรวจและจัดการหลักเขตแดนให้ชัดเจน หากรัฐบาลจะบอกขอขึ้นทะเบียนร่วมองค์ประกอบอื่นๆ ในปีหน้า อย่างไรนั้น ขอให้ฟังความคิดเห็นของประชาชน และให้คำนึงถึงมิติเรื่องเส้นเขตแดน ซึ่งหมายถึง ผลประโยชน์และความเป็นธรรมของ ประชาชนและประเทศทั้งสองที่พึงมี ทั้งสองฝ่าย

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551 16:49 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080338
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศาลให้ใบแดง “ยุทธ ตู้เย็น”

วันดับ “พลังแม้ว” ศาลให้ใบแดง “ยุทธ ตู้เย็น”

“ยุทธ ตู้เย็น” กรรมตามสนอง ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิพากษาให้ใบแดง พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ส่งต่อ กกต.-อัยการสูงสุด เสนอศาล รธน.ยุบพรรคพลังประชาชน

วันนี้(8 ก.ค.)เวลา 16.00 น.องค์คณะผู้พิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ได้ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาคดีแจกใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 1 รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช น้องสาว ส.ส.ระบบแบ่งเขต เขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) พ.ศ.2550 ว่าด้วยการทุจริตการเลือกตั้ง โดยศาลใช้เวลาในการอ่านคำพิพากษานานร่วม 2 ชั่วโมง

ศาลพิเคราะห์ แล้วเห็นว่า กกต.ผู้ร้อง มีอำนาจที่จะไม่ให้นายวิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 จังหวัดเชียงราย พรรคชาติไทย ถอนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง และการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวน กกต.ในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมาย มติให้ใบแดงและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 1 นายยงยุทธ และให้ใบเหลือง ผู้ถูกร้องที่ 2 น.ส.ละออง โดยแม้มติ กกต.ออกมาเป็นเสียง 3 ต่อ 1 ก็ให้ถือว่า นายสมชัย จึงประเสริฐ ได้ใช้สิทธิในการออกเสียงแล้ว จึงถือว่า มติ กกต.ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนประเด็นการให้สินบนกันจริงหรือไม่ ศาลเห็นว่า แม้ผู้คัดค้านที่ 1 นายยงยุทธ อ้างว่า กกต.ผู้ร้องมีการปั้นแต่งพยานมากลั่นแกล้งผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่า เพื่อไม่ให้ได้รับการเลือกตั้ง ศาลเห็นว่า ผู้ร้องมีพยานหลักฐาน ชัดเจนทั้งภาพถ่าย และวีดีโอ บันทึกภาพที่ กำนันทั้ง 10 คน จากอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เดินทางมาพบนายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค รวมทั้งคำเบิกความของนายชัยวัฒน ฉางข้าวคำ กำนันตำบลจะว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ที่ระบุ ชัดเจนว่า นายยงยุทธ ผู้คัดค้านได้ให้เงิน 2 หมื่นบาท เพื่อจูงใจให้กำนัน 10 คนให้การช่วยเหลือ นายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้สมัคร ส.ส. สัดส่วนพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง

ศาลจึงเห็นตามคำร้องของ กกต.ผู้ร้อง ที่ให้ใบแดง และใบเหลือง คือให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง นายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันพิพากษา และให้จัดการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 3 จังหวัดเชียงราย แทน นส.ละออง ผู้คัดค้านที่ 2

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551 17:50 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080374
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 8 ต่อ 1 แถลงการณ์ร่วมฯ ไทย – กัมพูชาขัด รธน.

ด่วน!! ศาลชี้ขาดเป็นเอกฉันท์แถลงการณ์ร่วมฯ ขัด รธน.

นาย ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 8 ต่อ 1 วินิจฉัยชี้ขาดว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา เพื่อสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2 ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้ลงนามในคำวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะส่งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา เพื่อแจ้งผู้ร้อง และแจ้งไปยังผู้เกี่ยวข้องต่อไป

นายไพบูลย์ เปิดเผยว่า ตุลาการฯ 1 เสียงที่เห็นว่าแถลงการณ์ร่วมไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น คือ นายเฉลิมพล เอกอุรุ ซึ่งให้ความเห็นว่า เป็นหนังสือสัญญาแต่ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลจะมีผลนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัยโดยปกติ

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551 11:18 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080085
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ผิดหวังมติยูเนสโก ร้องทหารผลักดันเขมรออกเขตแดนไทย

“หลายฝ่ายผิดหวังมติยูเนสโก ร้องทหารผลักดันเขมรออกเขตแดนไทย

นายอรุณศักดิ์ โอชารส ประธานสมัชชาประชาชน จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ไม่สบายใจกับมติของคณะกรรมการมรดกโลกและเตรียมเคลื่อนไหวในพื้นที่ เพื่อประท้วงการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งได้เรียกร้องให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ผลักดันคนเขมรที่อยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของตัวปราสาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตแดนไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2505 ให้ออกไปจากพื้นที่ หลังจากที่ฝ่ายทหารได้ปล่อยปละละเลยให้มีการรุกล้ำแผ่นดินไทยตลอดช่วงที่ผ่านมา และเห็นว่าสภาพความเป็นจริงขณะนี้ รัฐบาลไทยได้เสียอธิปไตยพื้นที่ส่วนนี้ให้กับกัมพูชาไปเรียบร้อยแล้ว โดยย้ำว่า ประเทศไทยกำลังจะเสียพื้นที่บนเขาพระวิหารทั้งหมดให้กับกัมพูชา หลังจากเสียตัวปราสาทไปเมื่อปี 2505
นายอรุณศักดิ์ ยังได้กล่าวแสดงความผิดหวังกับตัว พล.อ.อนุพงษ์ ที่มีความกังวลในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับกัมพูชา มากกว่าเรื่องอธิปไตยของประเทศ และกล่าวว่า อยากย้ำให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับรู้ว่าพื้นที่ของไทยในส่วนที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ทางทิศตะวันตกและทางทิศเหนือของตัวปราสาท ขณะนี้ถูกฝ่ายกัมพูชายึดครองไปเรียบร้อยแล้ว และเรียกร้องให้กองทัพบกแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน อย่าห่วงแต่เรื่องความสัมพันธ์ เพราะฝ่ายกัมพูชาไม่เคยกังวลว่าสิ่งที่ดำเนินการอยู่จะกระทบกับความสัมพันธ์กับไทย
ด้าน พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี รับผิดชอบพื้นที่เขาพระวิหาร ยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นถูกปล่อยปละละเลยมาตลอด และทางกองกำลังพร้อมปฏิบัติ หากมีคำสั่งลงมาจากรัฐบาล ก่อนหน้านี้ กองกำลังได้ออกเอกสารชี้แจงว่า ในปี 2548 กองกำลังเตรียมเข้าไปรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ แต่ถูกยับยั้งโดยฝ่ายการเมือง เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ความเห็นจากนักวิชาการ รศ.สุรชัย ศิริไกร จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความผิดหวังกับมติของคณะกรรมการมรดกโลกที่เห็นว่า ตอนนี้ได้กลายเป็นองค์กรทางการเมือง ที่ฝ่ายการเมืองสามารถวิ่งเต้นหรือทำการล็อบบี้ได้ และมองว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของสถานที่ที่อยู่ในพื้นที่เขตแดน ควรที่ยูเนสโกต้องพิจารณาให้ความสำคัญกับความเห็นของประเทศคู่กรณี เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาในอนาคต และเห็นว่าการดำเนินการของฝ่ายกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีว่า กัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีหรือไม่ และแสดงความกังวลว่า จะเกิดปัญหาความร่วมมือกันตามมา เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่มีข้อสรุปร่วมกันถึงการบริหารจัดการพื้นที่ขัดแย้งรอบตัวปราสาท

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551 12:55 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080160
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศาล รธน.มีติ 8 ต่อ1 ชี้แถลงการณ์ร่วมฯไทย-กัมพูชา ขัดรธน.ม.190

ศาล รธน.มีติ 8 ต่อ1 ชี้แถลงการณ์ร่วมฯไทย-กัมพูชา ขัดรธน.ม.190

ตุลาการ ศาล รธน.ประชุมพิจารณา แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ตามที่ ส.ว และ ส.ส.ยื่นตีความ ขัดรธน. ม.190 หรือไม่ ล่าสุด ศาล รธน.มีติ 8 ต่อ1 ชี้แถลงการณ์ร่วมฯไทย-กัมพูชา ขัด รธน.ม.190

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันนี้(8 ก.ค.) มีนายชัช ชลวร เป็นประธานการประชุม เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 08.30 น. โดยมีวาระสำคัญ คือคำแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติ กรณี 77 ส.ว. และ 151 ส.ส.ยื่นคำร้องให้ตีความการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 หรือไม่

เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายการทำหนังสือสัญญาที่ต้อง ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน เนื่องจากมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตประเทศ หรือราชอาณาจักร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนจะอ่านคำวินิจฉัยส่วนตัวก่อนที่จะมีการลง มติในทางใดทางหนึ่ง

บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปอย่างคึกคัก มีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอทำข่าวในครั้งนี้ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมได้

ล่าสุดศาล รธน.มีมติ 8 ต่อ 1 เสียง ให้ถือว่าแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ถือเป็นสนธิสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2 การดำเนินการจะต้องผ่านรัฐสภาเท่านั้น

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080039
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศาล รธน.นัดอ่านคำแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติกรณีแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา

ศาล รธน.นัดอ่านคำแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติกรณีแถลงการณ์ร่วม

การ ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ มีนายชัช ชลวร เป็นประธานการประชุม เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 08.30 น. โดยมีวาระสำคัญ คือคำแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติ กรณี 77 ส.ว. และ 151 ส.ส.ยื่นคำร้องให้ตีความการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 หรือไม่ เพราะเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายการทำหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็น ชอบจากรัฐสภาก่อน เนื่องจากมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตประเทศ หรือราชอาณาจักร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนจะอ่านคำวินิจฉัยส่วนตัวก่อนที่จะมีการลง มติในทางใดทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปอย่างคึกคัก มีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอทำข่าวในครั้งนี้ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมได้

เลขาฯ ศาล รธน.ยันวินิจฉัย กรณีแถลงการณ์ร่วมไม่เกี่ยวมติ กก.มรดกโลก

นาย ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่า จะไม่นำผลการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกที่เมื่อคืนนี้ตัดสินให้ปราสาทพระ วิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชามาเป็นปัจจัยในการพิจารณากรณี 77 ส.ว. และ 151 ส.ส.ยื่นคำร้องให้ตีความการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 หรือไม่

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551 09:06 น. 10:37 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080030
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080061
พิมพ์ ข่าวนี้ ศาล รธน.นัดอ่านคำแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติกรณีแถลงการณ์ร่วม

พิมพ์ ข่าวนี้ เลขาฯ ศาล รธน.ยันวินิจฉัย กรณีแถลงการณ์ร่วมไม่เกี่ยวมติ กก.มรดกโลก


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กทม.สั่งตรวจสอบสินบนยุ่น 125 ล. ให้เสร็จใน 7 วัน

กทม.สั่งตรวจสอบสินบนยุ่น 125 ล. ให้เสร็จใน 7 วัน

ปลัด กทม.สั่งตรวจสอบข้อเท็จกรณีสินบนยุ่น 125 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จใน 7 วัน พร้อมประสานทางการญี่ปุ่นขอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ “อภิรักษ์” ชี้ คอร์รัปชันฝังรากลึกในระบบการเมืองไทยมานานแล้ว ด้าน ผอ.สนน.ขอรูดซิปปาก เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเกี่ยวข้องระหว่างประเทศ ถ้าอยากรู้ข้อมูลให้ถามญี่ปุ่นเอง

จากกรณีที่อดีตผู้บริหารบริษัทก่อสร้าง นิชิมัตซึ คอนสตรัคชัน (Nishimatsu Construction) ได้ให้การกับอัยการ เขตโตเกียว ว่า ในปี 2546 (ค.ศ.2003) บริษัทเคยให้เงินสินบนแก่เจ้าหน้าที่ชาวไทยจำนวนมากกว่า 400 ล้านเยน หรือราว 125 ล้านบาท เพื่อแลกกับการได้งานในโครงการอุโมงค์ระบายน้ำท่วม แสนแสบ-ลาดพร้าว ซึ่งทางสำนักข่าวเกียวโด นิวส์ ได้รายงานข่าวอย่างครึกโครมนั้น

นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ได้ สั่งการให้ นายสมศักดิ์ กลั่นพจน์ รองปลัด กทม.ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน โดยให้ดูรายละเอียดของโครงการทั้งหมดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง รวมถึงเรื่องที่มีการฟ้องร้องจากการประมูลโครงการดังกล่าว พร้อมทั้งให้ประสานสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อขอข้อมูลจากทางรัฐบาลญี่ปุ่นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นอกจากนี้ จะประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อช่วยดำเนินการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกทางหนึ่งทั้ง กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพาณิชย์ญี่ปุ่น เพราะตอนนี้ตนเองทราบจากข่าวเท่านั้น

ด้านนายสมศักดิ์ กลั่นพจน์ รองปลัด กทม. กล่าวว่า ตนจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุดโดยจะตรวจสอบตั้งแต่เริ่ม ต้นของโครงการ มีบุคคลใดร่วมดำเนินการในขั้นตอนใดบ้าง จนสิ้นสุดโครงการ นอกจากนี้ ได้สั่งการให้สำนักการระบายน้ำ (สนน.) ทำหนังสือไปยังสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กระทรวงการพาณิชย์ประเทศญี่ปุ่น ที่ดูแลกรมศุลกากร เพื่อตรวจสอบและขอรับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงๆ ต่างที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งนี้ ในการตรวจสอบในส่วนของ กทม.จะใช้เวลาไม่นาน แต่ในส่วนของญี่ปุ่นต้องใช้เวลานานไม่สามารถตอบได้ว่าทางโน้นจะให้ข้อมูลกับ เราได้เมื่อไหร่ เพราะต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ในเบื้องต้นช่วงที่มีการประมูลโครงการในปี 2546 มี นายธงชัย กลั่นกรอง เป็น ผอ.สนน.ซึ่งในขณะนั้นมีปัญหาด้านสุขภาพ จึงได้ขอลาปฏิบัติราชการ มีนายธีรเดช ตังประพฤติ์กุล นายนรา เทวคุปต์ และ นายชาญชัย วิทูรปัญญากิจ (ผอ.สนน ในปัจจุบัน) เป็นรอง ผอ.สนน.

ด้าน นายธีรเดช กล่าวว่า ตนในฐานะรอง ผอ.สนน.ในขณะนั้น มี นายธงชัย กลั่นกรอง เป็นผอ.สำนัก แต่เนื่อง นายธงชัย มีปัญหาด้านสุขภาพ จึงขอพักราชการ ทำให้นายนรา รักษาการแทน แต่ในด้านงานเทคนิค ได้มอบหมายให้ตนเป็นผู้ดูแล แต่ก็ดูเฉพาะในภาพรวม แต่ในการพิจารณาผลประกวดราคา นายชาญชัย เป็นผู้รับผิดชอบไป

ขณะที่นายชาญชัย วิทูรปัญญากิจ ผอ.สนน.ในฐานะประธานพิจารณาผลการประกวดราคาโครงการ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ว่า หากจะถามเรื่องของบริษัท นิชิมัตสึ ตนจะไม่ตอบอะไรแล้ว เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องงานในโครงการของตน ดังนั้น จะไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่อง Sensitive ของหน่วยงานระหว่างประเทศ จะพูดอะไรต้องเช็กข้อมูลอย่างชัดเจนก่อน หากอยากรู้ต้องตรวจสอบไปที่ญี่ปุ่นเอง เพราะกระบวนการตรวจสอบขณะนี้ญี่ปุ่นเขาก็ตรวจสอบของเขาเอง ก็ให้เขาว่ากันไป มันเป็นคดีของที่นั่น ทั้งนี้ ยอมรับว่า ตนเป็นประธานพิจารณาผลการประกวดราคา แต่ดูในด้านเทคนิค ซึ่งตนไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร เพราะในการพิจารณาผลขณะนั้นได้พิจารณาในด้านเทคนิคและการทำงาน กำหนดผ่านเกณฑ์ที่ 75% ทั้งนี้ ได้มีผู้ซื้อซองประกวดราคา 4-5 ราย เมื่อพิจารณาผลเห็นว่ามีผู้รับเหมาผ่านคุณสมบัติ 3 ราย ได้แก่ 1.บริษัท ช.การช่าง 2.กิจการร่วมค้า ไอเอ็น (ประกอบด้วยบริษัท อิตาเลียนไทย และบริษัท อิชิมัตสึ คอนสตรัคชั่น) และบริษัท เนาวรัตน์ พัฒนาการ จำกัด ซึ่งกิจการร่วมค้า ไอเอ็น เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด กทม.จึงได้เรียกมาต่อรองราคา

นายชาญชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากกิจการร่วมค้า ไอเอ็น ได้เริ่มดำเนินการ ปรากฏว่า บริษัท สี่แสงการโยธา (1979) ซึ่งไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่ศาลปกครอง ข้อหาล็อกสเปกและกีดกันการเข้าประกวดราคา และต่อมาศาลปกครองได้ตัดสินให้ กทม.ชนะคดี ซึ่งหากตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องก็พร้อมที่จะชี้แจง

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำแสนแสบ (คลองลาดพร้าว-สถานีสูบน้ำพระโขนง) มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท กทม.ได้เปิดประกวดราคาโครงการ เมื่อ ก.ค.2546 สมัย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ว่าฯ กทม. มีคุณหญิงณัษฐนนท์ ทวีสิน เป็นปลัด กทม.โดยในขณะนั้น กทม.มีปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่บางกะปิ คลองสามวา และมีนบุรี ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำลงสู่คลองแสนแสบให้รวดเร็ว จึงมีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร ยาว 5.3 กิโลเมตร โดยกิจการร่วมค้า ไอเอ็น (บริษัทมหาชนจำกัด อิตาเลียนไทย และนิชิมัสซึ คอนสตรัคชั่น ) เป็นผู้ชนะการประมูลโดยเสนอราคาต่ำสุดที่ 2,115,134,912 บาท โดยโครงการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ และคลองลาดพร้าว เริ่มต้นโครงการจากบึงพระราม 9 และสิ้นสุดโครงการที่สถานีสูบน้ำพระโขนง รวมระยะทาง 5.3 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้โครงการดังกล่าวคืบหน้าไปแล้ว 75% และกำหนดแล้วเสร็จในเดือนธันวาคมปีนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ จากบริษัท สี่แสงการโยธา (1979) จำกัด และคณะ ซึ่งเป็นบริษัทที่เสนอเข้าประกวดราคาโครงการนี้แต่ไม่ผ่านการพิจารณาด้าน เทคนิค ได้ร้องเรียนไปยังศาลปกครอง ว่า การประกวดราคาครั้งนี้ไม่โปร่งใสแต่ทางศาลปกครองได้พิจารณาชี้ขาดว่าไม่มี การล็อกสเปกโครงการดังกล่าวแต่อย่างใดจึงทำให้โครงการเดินหน้าต่อมาจนถึง ปัจจุบันนี้

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ทางการ ญี่ปุ่นเข้ามาตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ก็เป็นเพราะทราบข่าวที่บริษัท สี่แสงการโยธา (1979) ได้ฟ้องร้องจนเป็นข่าวคึกโครม ซึ่งทำให้บริษัทอิชิมัตสึของญี่ปุ่นเสียหาย ทางการญี่ปุ่นจึงได้เข้ามาตรวจสอบจนทำให้มีการเปิดเผยการจ่ายสินบนให้กับ บิ๊กข้าราชการ กทม.

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551 08:28 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079912
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

คำพิพากษา “ยงยุทธ” ซื้อเสียงเอื้อประโยชน์พลังประชาชน

เปิดคำพิพากษา “ยงยุทธ” ซื้อเสียง
เอื้อประโยชน์พลังประชาชน


เปิดคำพิพากษา “ยงยุทธ” ใบแดง “ละออง” ใบเหลือง ศาลชี้ชัด ข้อต่อสู้ฟังไม่ขึ้น พบพฤติการณ์จ่ายเงินให้ กำนัน 2 หมื่นบาท เพื่อหวัง กลุ่มกำนัน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็น ผู้นำหมู่บ้าน ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับลูกบ้าน สามารถใช้ตำแหน่งหน้าที่ เอื้อประโยชน์ แก่พรรคพลังประชาชน และ สมาชิกพรรค ที่จะสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปชักจูงให้ ลูกบ้านช่วยเหลือ สนับสนุนพรรคพลังประชาชน


จึงเชื่อได้ว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หาใช่เป็นการจัดฉาก สร้างสถานการณ์ เพื่อกลั่นแกล้ง ผู้คัดค้านที่ 1 และ พรรรคพลังประชาชน ดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างไม่


วันที่ 8 กรกฎาคม 2551 เวลา 16.00 น.ศาลฎีกาแผนคดีเลือกตั้ง ได้อ่านคำพิพากษาคดีเลือกตั้ง คดีหมายเลขดำที่ ลต.38/2551 คดีหมายเลขที่ 5019/2551 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้คัดค้านที่ 1 นางสาวละออง ติยะไพรัช ผู้คัดค้านที่ 2 เรื่อง ขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและเลือกตั้งใหม่


คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้คัดค้านที่ 1 และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 3 จำนวน 1 คนใหม่แทนผู้คัดค้านที่ 2


ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2550 กำนันในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย 10 คน รวมทั้ง


นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ เดินทางไปที่พรรคพลังประชาชน แล้วไปพักที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค แล้วได้มีการพบและพูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่ง เป็นผู้บริหารพรรคพลังประชาชนที่โรงแรมดังกล่าว


ต่อมา นายวิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งต่อผู้ร้อง โดยกล่าวหาว่า การที่กำนันในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย 10 คน เดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2550 ก่อนการเลือกตั้ง น่าเชื่อว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องมีการให้ เสนอให้ สัญญว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่กำนันทั้ง 10 คน เพื่อจูงใจ ให้ลงคะแนนเลือกตั้งแก่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน อันเป็นการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง อันน่าจะเป็นผลให้การเลือกตั้ง ในส่วนที่เกี่ยวกับ ผู้คัดค้านทั้งสองมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม


คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ได้ความจากเอกสารหมายเลข ร.1 แผ่นที่ 19 และ 24 ซึ่งเป็น บันทึกคำให้การของ นายวิจิตรผู้ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งว่า


เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2550 นายวิจิตร ได้ลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย เพื่อสำรวจความนิยมของประชาชน ที่มีต่อตน ก่อนตัดสินใจสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง


นายวิจิตร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า จะมีการนำกำนันตำบลต่างๆ ในอำเภอแม่จัน 10 ตำบล เข้าพบผู้บริหารพรรคพลังประชาชนที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 นายวิจิตร จึงรายงานให้ นายมณฑล สุทธาธนโชติ หัวหน้าทีมผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคชาติไทย ทราบ และตกลงให้ผู้สังเกตการณ์เฝ้าติดตามพฤติกรรม ของกลุ่มกำนันดังกล่าวในทางลับว่า


จะมีเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้งหรือไม่ ผลการตรวจสอบของผู้สังเกตการณ์ ปรากฏว่า ในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 กลุ่มกำนันในอำเภอแม่จัน 10 คน ได้โดยสารเครื่องบินจากจังหวัดเชียงรายไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่กรุงเทพมหานครจริง และผู้สังเกตการณ์ได้บันทึกภาพเคลื่อนไหว (วิดีโอ) เกี่ยวกับการเดินทางของกลุ่มกำนันไว้เป็นหลักฐานด้วย


จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ได้รวบรวมมา นายวิจิตร เชื่อว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน ได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง โดยมีส่งมอบแผ่นซีดีที่บันทึกภาพเหตุการณ์ไป พร้อมกับคำร้องด้วย


ซึ่งในเรื่องนี้นางกัญชรส ชาภู่พวง อาสาสมัครผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2550 ได้ให้การต่อ คณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ตามเอกสารหมายเลข ร.1 แผ่นที่ 115 ถึง 118 สอดคล้องต้องกัน


จากคำให้การของนายวิจิตรและนางกัญชรส แสดงให้เห็นว่า ในการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งดังกล่าว นายวิจิตร มิได้กระทำไปโดยลำพัง และกระทำไปเพียง เพราะเหตุได้รับคำบอกเล่ามาจากแหล่งข่าวเท่านั้น แต่ได้มีการปรึกษาหารือกันและมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากข่าวที่ได้รับ


การที่ นายวิจิตร ขอถอนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งโดยอ้างว่า เอกสารและแผ่นซีดีที่ยื่นประกอบคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ตนเองได้รับมาจากบุคคลอื่นซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใครและ เกรงว่าจะเป็นพยานหลักฐานเท็จย่อมเป็นข้ออ้างที่ไม่มีเหตุผลให้รับฟัง


นอกจากนี้ ภาพเหตุการณ์เกี่ยวกับการเดินทางของกลุ่มกำนันที่มีการบันทึกลงในแผ่นซีดีดังกล่าว กลุ่มกำนัน และ ผู้คัดค้านทั้งสอง ก็มิได้ปฏิเสธว่า มิใช่ภาพของกลุ่มกำนันในอำเภอแม่จัน คงโต้แย้งเกี่ยวกับวันเวลาที่มีการบันทึกข้อมูลหรือภาพเคลื่อนไหวลงแผ่นซีดีว่า มีพิรุธ โดยอ้างว่า ในแผ่นซีดีหมาย ร.6 มีการบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่กลุ่มกำนันจะเดินทางไปกรุงเทพฯ ในวันที่ 28 ตุลาคม 2550


แสดงว่า มีการจัดฉากถ่ายภาพขึ้นมาอันเป็นการสร้างพยานหลักฐานเพื่อกล่าวหาผู้คัดค้านที่ 1 นั้น จากภาพเหตุการณ์เกี่ยวกับ การเดินทางของกลุ่มกำนัน ตามแผ่นซีดีหมาย ร.5 เป็นภาพถ่ายกลุ่มกำนันขณะอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไปรอรถยนต์โดยสาร

เมื่อพิจารณารูปร่างและลักษณะการแต่งกายของกำนันบางคนที่ปรากฏในแผ่นซีดีทั้งสองแผ่นดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่าเป็นภาพเหตุการณ์เกี่ยวกับ การเดินทางของกลุ่มกำนันจากจังหวัดเชียงรายมากรุงเทพมหานครในคราวเดียวกัน เมื่อแผ่นซีดีหมาย ร.5 ระบุว่ามีการบันทึกข้อมูล หรือภาพถ่ายเคลื่อนไหวลงแผ่นซีดีดังกล่าวในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการบันทึกข้อมูลหรือภาพถ่ายลงแผ่นซีดีหมาย ร.6 ในวันที่ 25 ตุลาคม 2550

ส่วนการที่แผ่นซีดีหมาย ร.6 ระบุวันเวลาบันทึกข้อมูลเป็นวันที่ดังกล่าว อาจมีสาเหตุมาจาก ความผิดพลาดคลาดเคลื่อน เกี่ยวกับ การตั้งวันเวลาของ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้บันทึกข้อมูลหรือภาพเคลื่อนไหวลงแผ่นซีดีโดยมีการตั้งวันเวลาผิดไปจากวันที่ถูกต้องแท้จริง พยานหลักฐาน ของผู้ร้อง ที่ปรากฏตามแผ่นซีดีจึงหาเป็นพิรุธไม่ และเชื่อได้ว่า ภาพกลุ่มกำนันที่เดินทางจากจังหวัดเชียงรายไปกรุงเทพมหานครในวันที่ 28 ตุลาคม 2550


สำหรับสาเหตุที่กลุ่มกำนันเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของ นายชัยวัฒน์ ว่า ดาบตำรวจเทพรัตน์ เขื่อนคุณา เป็นผู้ติดต่อ ประสานงานให้กลุ่มกำนัน เดินทางไปกรุงเทพฯ โดยเครื่องบินและให้ นายชัยวัฒน์ ทดลองจ่ายเงินค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินไปก่อน และจะคืนให้เมื่อเดินทางถึงกรุงเทพฯ


โดยมีนายบรรจง ยางยืน ร่วมเดินทางไปด้วย และเป็นผู้จัดหารถยนต์ตู้ พากลุ่มกำนันจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังที่ทำการพรรคพลังประชาชน แต่ไม่พบผู้คัดค้านที่ 1 ได้ไปพบกลุ่มกำนันที่ห้องรับรองของโรงแรมดังกล่าว


ในการพบกันดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้กลุ่มกำนันให้ช่วย ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับการเลือกตั้ง จากนั้นนายชัยวัฒน์ และ กลุ่มกำนันขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 ช่วยติดตามทวงหนี้จาก นายชูชาติ จันทะวาลย์ อดีตที่ปรึกษาของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่ง นายชูชาติ ค้างชำระหนี้ค่าก่อสร้างแก่ กลุ่มกำนัน


หลังจากนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 เดินทางกลับโดยมีนายบรรจงตามไปด้วย ต่อมานายบรรจงได้มอบซองปิดผนึกส่งให้นายชัยวัฒน์ 10 ซอง พร้อมกับพูดว่า “นาย” ซึ่งหมายถึงผู้คัดค้านที่ 1 ฝากมาให้ นายชัยวัฒน์ แจกซองให้กลุ่มกำนัน ปรากฏว่า ในแต่ละซองมีเงินอยู่ 20,000 บาท หลังจากนั้น นายบรรยง ได้ชำระค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินให้ นายชัยวัฒน์ อีก 40,000 บาท


ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 นายอดิศร นายประสิทธ นายดวงแสง นายชด นายจรินทร์ นายสมบูรณ์ นายพรชาติ และ นายบรรจง อ้างว่า


สาเหตุที่กลุ่มกำนันเดินทางไปกรุงเทพฯ เนื่องจาก นายชัยวัฒน์ เป็นผู้ชักชวนโดยอ้างว่าเพื่อไปติดตามทวงหนี้คำขุดลอกคลองจากนายชูชาติ นายชัยวัฒน์บอกว่าจะออกค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินไปก่อนและเมื่อติดตามทวงหนี้ได้แล้วให้กลุ่มกำนันชดใช้คืนในภายหลัง เมื่อพบกับผู้คัดค้านที่ 1 นายชัยวัฒน์ ขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 ทวงถามเงินจากนายชูชาติที่ค้างชำระแกกลุ่มกำนัน แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิเสธ โดยบอกว่ามีพระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2550 ออกมาแล้ว ในการพบกันดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้พูดถึง เรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้เงินแก่กลุ่มกำนัน และ มิได้ช่วยเรื่องค่าที่พักกับค่าอาหาร


นายชัยวัฒน์เป็นผู้ดำเนินการเรื่องที่พักและอาหาร เห็นว่า แม้ตามเอกสารหมาย ค.9 จะปรากฏว่า นายชัยวัฒน์ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองคู่แข่งกับพรรคพลังประชาชนก็ตาม แต่นายชัยวัฒน์ ก็ยืนยันว่าตนเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนด้วย และ คำเบิกความของ นายชัยวัฒน์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว แม้จะแตกต่างจากกำนันคนอื่น ๆ ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง


ส่วนคำเบิกความของนายชัยวัฒน์ จะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือหรือไม่เพียงใดขึ้นอยู่กับ ความมีเหตุมีผลของคำเบิกความ ซึ่งศาลต้องพิจารณา ประกอบกับพฤติการณ์อื่นทั้งปวงในคดี การรับฟังพยานหลักฐานหาใช่ขึ้นอยู่กับ จำนวนพยานหลักฐานว่า ฝ่ายใดมีมากน้อยกว่ากันไม่


สำหรับเรื่องที่กลุ่มกำนันคนอื่นๆ อ้างว่า เดินทางไปพบกับผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำชักชวนของนายชัยวัฒน์โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 1 ช่วยติดตาม ทวงหนี้จากนายชูชาติ มิได้มีจุดมุ่งหมายที่จะพูดคุยเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น


หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่กลุ่มกำนันอ้างก็น่าจะมีการชักชวน นายอุดม กัปปะหะ กำนันตำบลท่าข้าวเปลือก ซึ่งอยู่ในอำเภอแม่จัน ให้ร่วมเดินทางไป ติดตาม ทวงหนี้ในครั้งนี้ด้วย เพราะนายชูชาติ ก็ค้างชำระหนี้นายอุดม เช่นเดียวกับกำนันคนอื่นๆ การที่ นายอุดม ไม่ได้ถูกชักชวนไปพบผู้คัดค้านที่ 1 จึงอาจเป็นเพราะนายอุดมเป็นพี่ชายของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จังหวัดเชียงราย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา


นอกจากนี้ ยังได้ความด้วยว่า นายชูชาติ ค้างชำระหนี้กลุ่มกำนันมาตั้งแต่ปี 2548 แต่ไม่ปรากฏว่า มีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนประการใดที่กลุ่มกำนันทั้ง 10 ตำบลในอำเภอแม่จันจึงต้องรีบเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่กรุงเทพฯ เพียงเพื่อให้ช่วยติดตามทวงถามหนี้ให้ ในช่วงที่จะมี การเลื่อกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร


ยิ่งกว่านั้นภาพและเสียงที่ปรากฏตามแผ่นซีดีหมาย ร.8 ก็ปรากฏว่า กลุ่มกำนันรวม 8 คนต่างให้การต่อ พันตำรวจเอกสุวรรณ์ เอกโพธิ์ ด้วยความสมัครใจ ว่านายบรรจง ยางยืน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน เป็นผู้ติดต่อประสานงานให้ กลุ่มกำนันไปพบ ผุ้คัดค้านที่ 1 และ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ และยอมรับว่านายบรรจง นำเงินมาให้กำนันคนละ 20,000 บาท โดยบอกว่าให้เอาไปเที่ยวกัน สอดคล้องกับที่นายชัยวัฒน์ เบิกความ


อีกทั้งนายบรรจง ก็ยอมรับว่า ในวันเกิดเหตุได้เดินทางไปที่โรงแรมเอส ซี ปาร์ค ซึ่งเป็นสถานที่ที่กลุ่มกำนันได้พบผู้คัดค้านที่ 1 จริง เพียงแต่อ้างว่าไม่ได้พบกับผู้คัดค้านที่ 1 และไม่มีส่วนรู้เห็นในการที่กลุ่มกำนันเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 โดยในวันดังกล่าว ตนเอง พบกับกลุ่มกำนันที่สนามบินจังหวัดเชียงรายโดยบังเอิญ


และเมื่อทราบว่ากลุ่มกำนันจะเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่กรุงเทพมหานคร จึงได้เดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 กับกลุ่มกำนันด้วย แม้นายบรรจง จะมีหลักฐานมาแสดงว่าในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 นายบรรจงเดินทางไปปรึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ก็มิใช่ข้อที่ยืนยันว่า นายบรรจง จะมิได้มีส่วนรู้เห็น เกี่ยวกับ การเดินทางของกลุ่มกำนันดังกล่าว


เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า นายบรรจง ได้ร่วมเดินทางกับกลุ่มกำนันโดยสายการบินเที่ยวเดียวกันทั้งไปและกลับ และเดินทางไปที่ทำการพรรคพลังประชาชน โรงแรมเอสซีปาร์ค พร้อมกับกลุ่มกำนัน และนอนพัก ที่โรงแรมเดียวกัน


พฤติการณ์ของ นายบรรจง ดังกล่าวไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่น่าเชื่อว่า นายบรรจง จะไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์ดังกล่าว ประกอบกับได้ความจากผู้คัดค้านที่ 1 ว่า


หลังเกิดเหตุรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อปี 2549 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้เดินทางไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปีดังกล่าว และกลับมาประเทศไทยเมื่อ ปลายเดือนกันยายน 2550 ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในนามพรรคพลังประชาชน ในเขตจังหวัดเชียงราย จึงต้องมีการตระเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่งต้องได้รับความช่วยเหลือจากคนในพื้นที่ การที่กลุ่มกำนันในอำเภอแม่จันรวม 10 คน เดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารพรรคพลังประชาชนที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 อันเป็นเวลา ภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2550 ใช้บังคับแล้ว


จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่ากลุ่มกำนันไปตามคำเชื้อเชิญของผู้คัดค้านที่ 1 โดยมีจุดประสงค์เพื่อขอให้ กลุ่มกำนันช่วยเหลือพรรคพลังประชาชน ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้บริหารพรรค และช่วยเหลือสมาชิกพรรคพลังประชาชนที่จะสมัครรับเลือกตั้งในจังหวัดเชียงราย ซึ่งรวมถึงผู้คัดค้านที่ 2 ด้วย


และการที่กลุ่มกำนันเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนในครั้งนี้ เชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จะต้อง มีการให้เงินแก่กลุ่มกำนันเป็นการตอบแทน พฤติการณ์แห่งคดีดังที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ให้เงิน หรือประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่กลุ่มกำนันในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เพื่อจูงใจ ให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแก่ พรรคพลังประชาชน และผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคพลังประชาชน ตามคำร้องของผู้ร้อง


และแม้จะไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่า หลังจากกลุ่มกำนันได้พบกับผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว กลุ่มกำนันได้ไปเกี่ยวข้องกับ การเลือกตั้ง หรือ มีพฤติการณ์ในการช่วยเหลือ ในการหาเสียง หรือลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ ผู้คัดค้านที่ 1 หรือ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชนก็ตาม แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกกลุ่มกำนันในพื้นที่ถึง 10 ตำบล ไปพบเพื่อพูดคุยเรื่องการเลือกตั้งที่กรุงเทพมหานครนั้น


ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมเล็งเห็นแล้วว่า กลุ่มกำนันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นผู้นำหมู่บ้านที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับลูกบ้าน สามารถใช้ ตำแหน่งหน้าที่ เอื้อประโยชน์แก่ พรรคพลังประชาชนและสมาชิกพรรคที่จะสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้


โดยการไปชักจูงให้ลูกบ้าน ช่วยเหลือสนับสนุนพรรคพลังประชาชน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 จึงเชื่อได้ว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หาใช่เป็นการจัดฉากสร้างสถานการณ์เพื่อกลั่นแกล้งผู้คัดค้านที่ 1 และพรรรคพลังประชาชน ดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างไม่

ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าวไม่ต้องด้วยมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ.2550 เนื่องจากขณะที่มีการกระทำดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 1 ยังไม่มีฐานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เห็นว่า มาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า
“ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

(1) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด…“บทบัญญัติดังกล่าวแม้อยู่ในส่วนที่ 6 ซึ่งว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง


แต่ก็เป็นบทบัญญัติ ที่เกี่ยวกับวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งกฏหมายห้ามมิให้กระทำการต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เนื่องจาก เป็นการกระทำที่ส่งผลให้การเลือกตั้ง มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และบุคคลที่กฏหมายห้าม มีทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้ที่ไม่ใช่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามบทบัญญัติดังกล่าว มิได้หมายความแต่เพียงว่า


ผู้นั้นได้กระทำการอันฝ่าฝืนที่กฎหมายกำหนดในขระที่ตนเองมีฐานะเป็นผูสมัครรับเลือกตั้งแล้วเท่านั้น แม้ในขณะที่กระทำการดังกล่าว ผู้ร้องยังมิได้มีการประกาศรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือมีประกาศสมัครรับเลือกตั้งแล้ว และผู้นั้นยังมิได้สมัครรับเลือกตั้งก็ตาม หากการที่กระทำไปได้กระทำภายหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และต่อมา ผู้นั้นได้สมัครรับเลือกตั้งก็ถือได้ว่า การที่กระทำไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมในที่สุดแล้ว ก็เป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั่นเอง


นอกจากนี้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ห้ามเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนก็ถูกห้ามด้วย

เพราะการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตามหากเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใดผู้หนึ่งหรือพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งแล้ว ก็ย่อมมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเช่นเดียวกัน ดังนั้น

แม้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหาก่อนที่จะมีการประกาศสมัครรับเลือกตั้งก็ตาม แต่ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ก็ได้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนกลุ่มจังหวัดที่ 1 พรรคพลังประชาชน การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 จึงถือว่า เป็นการกระทำของ ผู้สมัครรับเลือกอันต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ในประเด็นข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น


ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า การเลือกตั้งในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะที่กลุ่มกำนันไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 จะยังมิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งก็ตาม


แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกให้กลุ่มกำนันไปพบและขอให้กลุ่มกำนันช่วยเหลือผู้คัดค้านที่ 2 ดังกล่าว เป็นการแจ้งให้กลุ่มกำนันทราบล่วงหน้าว่า ผู้คัดค้านที่ 2 จะสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการขอความช่วยเหลือดังกล่าว ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า เป็นการขอให้กลุ่มกำนัน ช่วยเหลือสนับสนุนเมื่อผู้คัดค้านที่ 2 สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนรคาษฎรนั่นเอง เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาแล้ว


แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะมิได้รู้เห็นเป็นใจหรือสนับสนุนให้ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการดังกล่าวก็ตาม**แต่การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าว ย่อมเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพลังประชาชน และ


ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนาม พรรคพลังประชาชนโดยตรง อันมีผลทำให้การเลือกตั้งในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และ แม้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดย คะแนนเสียงมาเป็นอันดับที่ 1 มากกว่า ผู้สมัครพรรคการเมืองคู่แข่งถึง 13,469 คะแนนก็ตาม แต่เมื่อการเลือกตั้งในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเสียแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ก็ไม่อาจถือเอาคะแนนเสียงที่ได้รับมาเป็นข้ออ้างเพื่อมิให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 ในประเด็นข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น**


เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 และการกระทำดังกล่าวมีผลทำให้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดเชียงราย มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามคำร้องของผู้ร้องดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น กรณีจึงต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 1 และ ให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 3 จำนวน 1 คน ใหม่ แทนผู้คัดค้านที่ 2 ตามบทบัญญํติมาตรา 111 แห่งพระราชบัญญํติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550


จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้คัดค้านที่ 1 มีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่ง และให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 3 ใหม่ จำนวน 1 คน แทนนางสาวละออง ติยะไพรัช ผู้คัดค้านที่ 2

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551 20:03 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080436
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“พล.อ.ปฐมพงษ์” แต่งเต็มยศขึ้นเวทีเรียกทหารร่วมไล่รัฐบาล “ขายชาติ”

“พล.อ.ปฐมพงษ์” แต่งเต็มยศขึ้นเวที
เรียกทหารร่วมไล่รัฐบาล “ขายชาติ”


“พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์” แต่งเครื่องแบบเต็มยศขึ้นเวที เรียกร้องทหารออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลขายชาติ ปกป้องคนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ย้ำเป็นสิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ท้าชนผู้บังคับบัญชาทุกเหล่าทัพ หากขัดขวางถือว่า “ขี้ขลาด” ระบุ ที่ผ่านมาเคยทำหนังสือคัดค้านเรื่องขึ้นทะเบียนพระวิหาร แต่ “หมัก-นพดล” ทำเฉย
พล.�.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ขึ้นเวที

พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ขึ้นเวที

คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ปราศรัย

วันนี้ (8 ก.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 18.45 น.พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษา กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้แต่งเครื่องแบบนายทหารเต็มยศขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวาน โดยย้ำว่า เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งย้ำว่า ภารกิจของทหารต้องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และรักษาอธิปไตยของชาติ ซึ่งแม้แต่ตารางนิ้วเดียวก็เสียให้ใครไม่ได้

พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะมาบริหารบ้านเมืองก่อนอื่นต้องดูแลโครงการพระราชดำริที่มีกว่า 3 พันโครงการ อย่าละเลย ถ้าละเลยก็อย่ามาเป็นรัฐบาล เพราะ 62 ปีที่ในหลวงทรงครองราชย์ โดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขประชาชนชาวสยาม พร้อมทั้งเปิดเผยว่าที่ผ่านมาตนเองได้ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองตลอด แต่ก็ไม่เคยโวยวาย เพราะถือว่ารู้จักหน้าที่ และว่า เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา เคยทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีต่างประเทศ ในเรื่องปราสาทพระวิหาร แต่ได้รับคำตอบให้รอไปก่อน

พล.�.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์

พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์


นายทหารผู้นี้ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายจักรภพ เพ็ญแข พูดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทหารยอมไม่ได้ เพราะได้ถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจักยอมตายเพื่อรักษาพระบรมเดชานุภาพ และวันนี้ต้องออกมาพูด เพราะใครก็ห้ามไม่ได้ เพราะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมเรียกร้องให้ทหารทุกคนออกมาร่วมกับประชาชน ต้องกล้าแสดงออก ต้องทำก่อนใคร ไม่ใช่ให้คนอื่นทำก่อน

พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวกับพี่น้องประชาชนที่มาร่วมชุมนุม ว่า ประชาชนไม่ต้องพึ่งทหาร เพราะเวลานี้ถือว่าได้เดินมาถูกทางแล้ว พร้อมทั้งเรียกร้องอย่าทำให้ประชาชนต้องสับสน ไม่ต้องรอให้ใครสั่งก็สามารถออกมาได้ ต้องมีความกล้าหาญและกล้าแสดงออก

“บางคนบอกว่ากลัวผิดวินัย ถ้าออกมาร่วมกับประชาชน แต่วินัยนั้นถ้าทำเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และเพื่อดินแดน ถือว่าไม่ผิดวินัย ถ้าผู้บังคับบัญชาคนใดสั่งห้ามในเรื่องเหล่านี้ ถือว่าผู้บังคับบัญชาคนนั้นขี้ขลาด” พล.อ.ปฐมพงษ์ ระบุและว่า ถ้าใครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วอ้างว่าไม่ได้หมิ่นคนๆ นั้น ก็ขี้ขลาดที่สุด คนแบบนี้ถ้าใครคบก็ฉิบหาย หากบริหารบ้านเมืองก็พาฉิบหาย

“ผมขอประกาศให้กำลังพลทุกนายในกองทัพไทย ออกมาได้อย่างสง่างาม และให้บอกว่าผมชักชวนมา และฝากบอกไปยังผู้บังคับบัญชาทุกท่านว่าอย่ารังแก ถ้าจะทำอะไรให้มาทำกับผม” พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551 19:45 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080429
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.