Accom Thailand

July 9, 2008

กระบวนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหาร ยังไม่จบ

“เทพมนตรี” เช็กประวัติ กก.มรดกโลก หวั่น “รับจ๊อบ” ค้าโบราณวัตถุ


“เทพมนตรี” เช็กยิบ! ประวัติอนุกรรมการมรดกโลก 5 ประเทศ ที่จะเข้ามาบริหารพื้นที่ทับซ้อนปราสาทพระวิหาร หวั่นกลุ่มผู้ค้าโบราณวัตถุแฝงตัว “รับจ๊อบ” เดินหน้าเคลื่อนไหวภาคประชาชนต่อเนื่อง จัดเสวนาครั้งใหญ่เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งให้สภา พร้อมรายชื่อคนไทยที่คัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ให้ส่งต่อคณะกรรมการมรดกโลก ทราบความเห็นคนไทย


นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการประวัติศาสตร์ และอดีตอนุกรรมการพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ขณะนี้ ตนและทีมงานอยู่ระหว่างตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ร่วมเป็นอนุกรรมการว่าด้วยอนุสัญญามรดกโลกอย่างหนัก ทั้งของประเทศไทยชุดที่ นายปองพล อดิเรกสาร เป็นประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย และคณะกรรมการอีก 5 ประเทศ นอกเหนือจาก ไทย และ กัมพูชา ที่มีชื่อว่าจะเข้ามาบริหารพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร ว่า มีใครเกี่ยวข้องกับการค้าโบราณวัตถุข้ามชาติ การค้ายาเสพติด และการค้าอาวุธสงครามหรือไม่ เพราะหากมีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการค้าโบราณวัตถุก็ไม่ควรมาเกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเป็นมรดกโลก


“ผู้ที่มาเป็นอนุกรรมการจากทั้ง 5 ประเทศนั้น ไม่ได้เป็นข้าราชการ หรือเป็นนักการเมือง แต่อนุกรรมการบางประเทศเป็นมหาเศรษฐีเพียงแค่บริจาคเงินจำนวนมากก็สามารถเข้ามาเป็นอนุกรรมการได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพียงจ๊อบ จึงไม่ได้มาแค่ตัวแต่อาจมาทั้งบริษัท หากปล่อยให้คนเหล่านี้เข้ามาเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่เอาบริษัทในเครือข่ายซึ่งพัวพันกับระบบเศรษฐกิจหรือการเมือง หรือแม้แต่ระบบเศรษฐกิจการค้าเข้ามา และอาจจะมีการตั้งสำนักงานขึ้นมาในบริเวณเขาพระวิหาร เพื่อเอื้อประโยชน์ในเรื่องเหล่านั้น”


นายเทพมนตรี กล่าวอีกว่า ยูเนสโก โดยคณะกรรมการมรดกโลกสากล ไม่ยอมกลับไปดูมติของตนเอง ในการประชุมครั้งที่ 31 ที่ระบุว่า การขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้น ไทยต้องเห็นด้วยอย่างแข็งขันจึงจะประกาศเป็นมรดกโลกได้ แต่การประชุมครั้งที่ 32 คณะกรรมการมรดกโลกไม่รักษาคำพูดของตนเอง ซึ่งเราก็ต้องไล่เบี้ย นายปองพล และ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ว่า ทำไมไม่ใช้มติครั้งที่ 31 ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งไม่เคยมีคำสัมภาษณ์ของนายปองพล คัดแย้งในประเด็นดังกล่าวเลย เพียงแต่กล่าวว่าไม่เห็นด้วยกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเท่านั้น


“ไทยต้องใช้การเจรจาแบบมีกุศโลบาย แต่เรากลับไม่ยืนหยัดสิ่งที่เราควรจะยืนหยัด ที่ผมแนะว่าให้ นายปองพล ประกาศลาออกจากภาคีสมาชิก และถอนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้น เพราะหากเราลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิก ไม่ว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะมีมติอะไรออกมา ก็ไม่เกี่ยวกับเรา และประเทศอื่นๆ ก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้ามาในดินแดนของเรา ซึ่งเป็นการคว่ำบาตรที่ดีที่สุด และภาคีสมาชิกอีก 100 กว่าประเทศก็จะได้รับรู้ นายปองพล ก็ไปล่ารายชื่อประเทศเหล่านี้เพื่อขอให้แขวนปราสาทพระวิหาร ซึ่งเราก็ต้องทำอย่างชาญฉลาด มีวิธีการเยอะแยะในเวทีโลกที่เราทำได้ แต่กลับมาบอกว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้เข้าร่วมยื่นจดทะเบียนส่วนอื่นๆ เป็นเรื่องที่ประหลาดที่สุด เพราะเราบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่พอขึ้นทะเบียนแล้วเรากลับไปเห็นดีเห็นงามกับเขา”


นายเทพมนตรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ก่อนที่ นายปองพล จะเดินทางไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการมรดกโลก ได้พูดถึงข้อเสนอของตนที่ให้ถอนมรดกโลกของเราออกมานั้น ว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้น ในทำนองเดียวกัน นายปองพลก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปยอมรับมติของคณะกรรมการมรดกโลก ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาไทยก่อนเช่นกัน ซึ่ง นายปองพล ต้องยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อขอให้รัฐสภาไทยหยั่งเสียงมติเรื่องนี้ก่อน แล้วจึงจะนำเสนอคณะกรรมการมรดกโลกต่อไป เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของชาติไทย ซึ่งจากนี้ นายปองพล ต้องออกมาให้ข้อมูล และแปลเอกสารข้อมูลต่างๆ ที่ไปประชุมมาอย่างละเอียด เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รับทราบเรื่องต่างๆ อย่างกระจ่างที่สุด เพราะขณะนี้ประชาชนทุกคนอยากรู้ความจริงว่ามติคณะกรรมการมรดกโลกมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง


นายเทพมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการต่อสู้ภาคประชาชน จะมีการเสวนาครั้งใหญ่ โดยเชิญผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนี้มาร่วมกัน จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลเสนอวุฒิสภา และรัฐสภา พร้อมรายชื่อประชาชนไทยที่คัดค้าน


เพื่อทำเป็นเอกสารแนบว่าเป็นความเห็นส่วนหนึ่งของประชาชนไทยเสนอไปยังยูเนสโกประเทศไทย เพื่อให้ทำหน้าที่ส่งต่อไปยังคณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ประเทศที่อนุมัติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เพราะกระบวนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกยังไม่จบ และอาจจะทำเป็นสมุดปกขาวเพื่อให้ข้อมูลกับประชาชนด้วย ทั้งนี้ ประชาชนไทยยังสามารถส่งรายชื่อคัดค้านเรื่องดังกล่าวไปยังสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้อย่างต่อเนื่อง

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2551 17:57 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080911
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ศรีศักร” เตือนไทยอย่าโง่ซ้ำสาม

“ศรีศักร” เตือนไทยอย่าโง่ซ้ำสามยกพื้นที่ให้อีก 6 ปท.บริหารร่วม

ปราสาทพระวิหาร

ปราสาทพระวิหาร


“ศรีศักร” สับ คกก.มรดกโลก ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร “ไม่ชอบธรรม” ขัดอุดมคติการเป็นมรดกโลก ผิดเจตนารมณ์สร้าง “สันติภาพ” เปิดทางให้ทุนข้ามชาติเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ เตือนไทยอย่าโง่ซ้ำสาม ให้ 6 ประเทศเข้ามาบริหารพื้นที่ร่วม เท่ากับยกดินแดนให้ต่างชาติ


รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทย กล่าวในการเสวนาความมั่นคง โดยกองทุนสนับสนุนการวิจัย เรื่อง “เขาพระวิหาร : วิกฤตและโอกาส” ว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา อันมีสาเหตุมาจากเรื่องมรดกโลก แต่โอกาสของไทยก็คือการที่กัมพูชาได้ยอมรับแผนที่เรื่องเขตแดนที่ไทยเสนอ ทั้งนี้ การตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา เป็นการตัดสินที่ขัดต่อ 3 องค์ประกอบอุดมคติของมรดกโลก เป็นการตัดสินที่ไม่ชอบธรรม และไม่ได้เป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง แต่กลับทำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวทางเศรษฐกิจ ซ่อนเร้นให้กลุ่มข้ามชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์


“ไทยจะต้องทันโลก ต้องไม่ตกหลุมพรางยอมเข้าไปบริหารจัดการร่วมกับอีก 6 ประเทศ เพราะจะทำให้เขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยสมบูรณ์ ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการโง่ซ้ำสาม น่าเสียใจที่คณะกรรมการมรดกโลกของไทยพูดแต่เพียงแนวคิด แต่ไม่เคยเปิดเผย แผนแม่บทของกัมพูชาเรื่องปราสาทพระวิหาร คือ ขั้นแรกจะขึ้นทะเบียนตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกก่อน จากนั้นจะให้ประเทศต่างๆ มาบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งหากเรายอมไปร่วมอีก เท่ากับเป็นการยกดินแดนในเขตไทย และดินแดนทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรให้มรดกโลกบริหารจัดการ และมรดกโลกก็จะยกพื้นที่ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา หากเจตนารมณ์คือให้สองประเทศดูแล ต้องเริ่มตั้งแต่แรก แต่การตัดสินเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2551 ให้ปราสาทกับกัมพูชาก็ชัดเจนแล้ว


นี่คืออำนาจอธิปไตยของบ้านเมือง ไม่เกี่ยวกับมรดกโลก ซึ่งเป็นเครื่องมือบางอย่างของพวกข้ามชาติ ที่ทำให้เราเกิดอาการคลั่งชาติทั้งไทยและกัมพูชา มรดกโลกคือต้นเหตุ เป็นความไม่ชอบธรรมที่เอาเฉพาะตัวปราสาท เป็นเกณฑ์ที่ไม่สมบูรณ์ และกำลังจะโยนเผือกร้อนให้ไทย หลอกลวงไทยเป็นครั้งที่สาม ดังนั้น ผู้แทนไทยอย่าทำความโง่ซ้ำสาม ผมใช้คำแรง ๆ อยากให้ทุกคนในชาติต้องเข้าใจและมีสติ” รศ.ศรีศักร กล่าว


รศ.ศรีศักร ยังเสนอให้ประเทศไทยกลับมาทบทวนเรื่องการจัดการมรดกโลกที่ถูกต้องตามแบบไทย โดยเอื้อเฟื้อ ต่อคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของคนที่อยู่อย่างสงบสุข ในแนวชายแดน ตามประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนาน และ ระวังไม่ให้กลุ่มธุรกิจข้ามชาติ แฝงเรื่องวิชาการ เข้ามาทำประโยชน์ใน พื้นที่สำคัญของไทย
ซึ่งรวมไปถึงอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และพระนครศรีอยุธยาด้วย

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2551 17:12 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080791
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

นายหน้าหลอกหญิงไทยค้ากามแอฟริกาใต้

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.ปดส.แถลงข่าวจับกุม

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.ปดส.แถลงข่าวจับกุม

ปดส.ทลายแก๊งนายหน้าหลอกหญิงไทยค้ากามแอฟริกาใต้


ปดส.ทลายแก๊งนายหน้าหลอกหญิงไทยไปทำงานบาร์เบียร์ที่แอฟริกาใต้ ก่อนถูกแมงดาบังคับให้ขายกามใช้หนี้วันละ 4 ครั้ง นอกจากนี้ยังถูกกักขัง ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน โชคดีเหยื่อหนีรอดไปขอความช่วยเหลือจากสถานทูตไทยก่อนจะถูกส่งตัวกลับประเทศ


วานนี้ ( 9 ก.ค.) ที่ บก.ปดส.พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.ปดส. แถลงข่าวจับกุม น.ส.จิราพร หรือนุ้ย หรือบี หรือจอย บุตนัย อายุ 30ปี นางบังอร หรือเอ็ม ซิบโบลด์ อายุ 33 ปี และ น.ส.วันเพ็ญ หรือหมี พรมทัต อายุ 30 ปี โดยจับกุมได้ที่บริเวณถนนวอล์กกิ้งสตรีท (พัทยาใต้) ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่ ถนนเลียบชายฝั่งแหลมเจริญซีฟู้ด ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระยอง และที่บริเวณถนนหน้าหมู่บ้านพีเอ็มวาย ซอย 18 ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง


ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2549 น.ส.ส้ม (นามสมมติ) ผู้เสียหายซึ่งถูกหลอกลวงไปค้าประเวณีที่ประเทศแอฟริกาใต้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549 และได้รับการช่วยเหลือส่งตัวกลับมาประเทศไทย ได้เข้าแจ้งความกับ บก.ปดส.ว่า ถูก น.ส.จิราพร ชักชวนให้เดินทางไปทำงานบาร์เบียร์ที่ประเทศแอฟริกาใต้ โดยอ้างว่ามีรายได้ดี แต่ต้องผู้เสียหายต้องจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการเป็นจำนวน 30,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายสนใจ น.ส.จิราพร จึงพาไปหา น.ส.บังอร เพื่อทำหนังสือเดินทางและวีซ่าเข้าประเทศแอฟริกาใต


จากนั้นได้มี น.ส.วันเพ็ญ เป็นผู้พาเดินทางไปทำงาน โดยเมื่อไปถึงสนามบินโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ MR.NAUDE ADRIAAN WELLEM สามีของ น.ส.วันเพ็ญ ได้มารับผู้เสียหาย ก่อนจะถูกพาไปหา น.ส.เทียมจันทร์ ไม่ทราบนามสกุล และ นายไจแอนท์ ไม่ทราบชื่อและนามสกุล ซึ่งบังคับให้ผู้เสียหายไปค้าประเวณี โดยผู้เสียหายจะต้องค้าประเวณีเฉลี่ยวันละ 4 ครั้ง และถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวไม่ให้ออกไปไหน ต่อมาผู้เสียหายได้หลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากทางสถานทูตไทย ก่อนจะถูกส่งตัวกลับ จากนั้น ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับ ที่ 640 , 643 และ 644/2551 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย , ร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง และข้อหาร่วมกันพามาจากหรือส่งไปยังที่ใดซึ่งหญิงเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจารหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม


จากการสอบสวน น.ส.จิราพร ให้การว่า รู้จักกับผู้เสียหายเนื่องจากพักอาศัยอยู่ที่หอพักเดียวกันและมีห้องติดกัน โดยผู้เสียหายบอกกับตนว่าอยากเดินทางไปทำงานต่างประเทศจึงแนะนำให้ไปหา น.ส.บังอร ซึ่งตนทราบว่ามีสามีเป็นชาวแอฟริกาใต้ โดยตนได้ให้เบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อกันเอง และยืนยันว่าไม่ทราบว่าผู้เสียหายจะถูกบังคับไปค้าประเวณ


ขณะที่ น.ส.บังอร ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ทำเอกสารหลักฐานเพื่อใช้ในการเดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ให้กับผู้เสียหาย จริง ส่วนทางด้าน น.ส.วันเพ็ญ ให้การว่า ตนเพียงร่วมเดินทางไปกับผู้เสียหายเท่านั้น และหลังจากถึงสนามบินเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ก็แยกทางกับผู้เสียหายโดยไม่ได้พบกันอีกและไม่ทราบว่า ผู้เสียหายเดินทางไปทำงานที่ใด


ด้าน พล.ต.ต.วิสุทธิ์ กล่าวว่า คดีนี้น่าจะมีผู้เสียหายมากกว่า 1 ราย ซึ่งชุดสืบสวน ฝป.3 บก.ปดส.อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลการจับกุม สำหรับผู้ต้องหาที่เหลืออีก 3 ราย คือ MR.NAUDE ADRIAAN WELLEM น.ส.เทียมจันทร์ และนายไจแอนท์ นั้น อยู่ระหว่างประสานตำรวจที่ประเทศแอฟริกาใต้ จับกุมตัวและส่งตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 10 กรกฎาคม 2551 01:47 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081038
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ก.ตร.แก้ปัญหา 26 คำสั่งมีมติให้ สั่งยกเลิก 26 คำสั่ง แต่จะแต่งตั้งกลับมาใหม่!

พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ

พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ

“ลับ ลวง พราง” สั่งยกเลิก 26 คำสั่ง แต่จะแต่งตั้งกลับมาใหม่!


นายกฯ นั่งประธาน ก.ตร.แก้ปัญหา 26 คำสั่งมีมติให้ ตร.ดำเนินการแก้ปัญหาตามแนวทางกฤษฎีกาชี้มา ระบุออกกฎกระทรวงกำหนดกลุ่มงานให้ 364 นาย ที่ได้เลื่อนขึ้นพร้อมยกเลิก 26 คำสั่งให้ทุกคนกลับที่เดิมเพื่อแต่งตั้งใหม่ให้ถูกต้องเสนอ ก.ตร.หน้าชี้ขาด


วันนี้ (9 ก.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 09.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.รอง ผบ.ตร.และ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง


พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ โฆษก ตร.กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมมีเรื่องสำคัญพิจารณา 3 เรื่องด้วยกัน


เรื่องแรก ก.ตร.ได้มีการอนุมัติกฎ ก.ตร.ว่าด้วยจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 279 และ
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 77 เพื่อใช้ในการกำหนดความประพฤติปฏิบัติของข้าราชการตำรวจ


เรื่องที่สอง เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและสิทธิประโยชน์ของผู้ร่วมโครงการในการขอเลื่อนยศสูงขึ้น 1 ชั้นยศ ตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล หรือเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์ลีรีไทร์) คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการอายุ 50 ปีขึ้นไป และ มีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป เหลืออายุราชการ 1 ปีขึ้นไป จะขอเลื่อนยศ 1 ชั้นยศ ให้เท่าเทียมกัน ระหว่างทหาร และ ตำรวจ ที่แต่เดิมคุณสมบัติของ ทหาร และ ตำรวจที่จะได้รับเลื่อนยศสูงขึ้นแตกต่างกัน


พล.ต.ท.วัชรพล กล่าวต่อว่า อย่างยศ พล.ต.ต.จะขึ้นเป็น พล.ต.ท.ตำรวจต้องครองยศมาแล้ว 3 ปี ในขณะที่ทหาร พล.ต.เลื่อนเป็น พล.ท.ครองยศเพียง 1 ปีเท่านั้น


พ.ต.ท.เลื่อนเป็น พ.ต.อ.ตำรวจต้องครองยศมา 4 ปี ในขณะที่ทหารครองยศมาเพียง 3 ปี ทาง ก.ตร.จึงมีมติเห็นชอบให้ คุณสมบัติของทหารตำรวจเหมือนกัน


นอกจากนั้นการนับวันครองยศแต่เดิมตำรวจนับวันชนวัน แต่ตำรวจมีการแต่งตั้งล่าช้า ทำให้ต้องเสียคุณสมบัติในปีแรก ก.ตร.จึงได้แก้ไขให้ ปีแรกใช้สิทธิครองยศไม่น้อยกว่า 8 เดือน ส่วนปีต่อไปก็นับวันชนวันเหมือนเดิม คุณสมบัติจะได้เหมือนทหารทุกประการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้จะนำเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปีนี้เลย ซึ่งตำรวจคนไหนที่ต้องการร่วมโครงการ สามารถยืนเรื่องได้


พล.ต.ท.วัชรพล กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหา 26 คำสั่ง ที่ประชุม ก.ตร.ได้รับทราบ คำตอบข้อหารือ แนวทางการแก้ปัญหา เรื่องการแต่งตั้ง ที่ทางกฤษฎีกาส่งมาให้แล้ว จึงนำเข้าหารือในที่ประชุม ซึ่ง ก.ตร.จึงมีมติให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามที่กฤษฎีกาเสนอมา แล้วให้มาเสนอต่อที่ประชุม ก.ตร. คราวหน้า เพื่อพิจารณาอีกครั้ง


พล.ต.ท.วัชรพล กล่าวต่อว่า การแต่งตั้งที่ผ่านมา พูดได้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตร.เองก็ต้องไปดำเนินการแก้ไข ก.ตร.ก็มีการอภิปรายกันให้ ตร.ไปดำเนินการแก้ไข โดยการไปดำเนินการแก้ไข กฎกระทรวง ดำเนินการ กำหนดกลุ่มตำแหน่งขึ้นมา เพื่อเยียวยาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้นทั้ง 364 ตำแหน่ง


จากนั้นก็ให้ ก.ตร.กำหนดตำแหน่งขึ้นมา โดยมีกฎกระทรวงรองรับเรียบร้อย เมื่อดำเนินการด้านกฎหมายครบถ้วนแล้ว ก็สามารถยกเลิก 26 คำสั่ง ให้ทุกคนกลับไปที่เดิม จากนั้นก็ดำเนินการแต่งตั้งอีกครั้ง ตามตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่ ซึ่งการดำเนินการตรงนี้ กฤษฎีกา ให้สามารถดำเนินการออกกฎกระทรวง ให้มีผลไปย้อนหลังไปในวันที่ 1 มีนาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่การแต่งตั้ง 26 คำสั่งมีปัญหา


เมื่อกฎกระทรวงมีผลแล้วกฤษฎีกายังบอกว่าให้ให้อำนาจตามมาตรา 56 ให้อำนาจผบ.ตร. และ ผู้บัญชา ที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแต่งตั้งทั้ง 364 คน ที่มีผลกระทบ ไปดำรงตำแหน่งในกฎกระทรวงใหม่ ทำให้ทุกอย่างได้รับการแก้ไข แต่งตั้งปรับเปลี่ยนบุคคลให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด


“เรื่องนี้ทาง ตร.ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด เชื่อว่าผบ.ตร.เมื่อรับทราบความเห็นข้อหารือแล้วก็ดำเนินการทันที อะไรที่ ตร.สามารถทำได้เลยก็ทำ อะไรที่ต้องผ่านก.ตร. ครม.ก็ต้องดำเนินการไป ซึงคาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จใน ก.ตร.ครั้งหน้า และแต่งตั้งทั้ง 26 คำสั่ง ให้สร็จสิ้นก่อน ฤดูกาลแต่งตั้งปี 2551 และคนที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ใน 26 คำสั่งสามารถได้รับการแต่งตั้งตามฤดูกาลได้ตามที่ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าเหมาะสม” โฆษก ตร.กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า ตำรวจที่ได้รับผลกระทบจาก 26 คำสั่ง ดำเนินการฟ้องร้องจะดำเนินการอย่างไร โฆษก ตร.กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้ามีกรณีฟ้องร้อง หรือ ร้องทุกข์ก็ต้องไปดูว่าคำร้องของเขาเกี่ยวกับอะไรดูแต่ละกรณีไป พิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ส่วนจะฟ้องใครนั้น ขึ้นอยู่กับประเด็นที่ร้องว่า อยู่ในอำนาจหน้าที่ของใคร

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2551 14:52 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080782
พิมพ์ ข่าวนี้
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศาลถอนประกันและออกหมายจับ-พิพากษา“วัฒนา”ทุจริตคดีคลองด่าน 18 ส.ค.นี้

หลังศาลถอนประกันและออกหมายจับ
“วัฒนา อัศวเหม” คดีทุจริตคลองด่าน
ศาลเลื่อนฟังคำพิพากษา เป็นวันที่ 18 ส.ค.เวลา 14.00 น.

ศาลฏีกาแผนกคดีภ??ญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืภ??

ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


ศาลนัดฟังคำพิพากษา“วัฒนา อัศวเหม” คดีทุจริตคลองด่าน หลังเจ้าตัวรีบมาแสดงตัวต่อศาล ภายหลังจากที่ออกหมายจับไปแล้ว จึงอนุมัติให้ถอนหมายจับ และกำชับให้มารับฟังคำพิพากษาอีกครั้งวันที่ 18 ส.ค.เวลา 14.00 น.


วันนี้ ( 9 ก.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ศาล โดย ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ผู้พิพากษาอาวุโส เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะ 9 คน ในคดีทุจริตที่ดินคลองด่าน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดี อม.2/2550 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย และประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นจำเลย


ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใด มอบให้ หรือหามาซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเสียหายแกผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต มีอัตราโทษจำคุก ตั้งแต่ 5 -20ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-40,000 บาท หรือประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148,157,33และ84 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 2


กรณีสืบเนื่องจากนายวัฒนา ใช้อำนาจข่มขู่ หรือชักจูงใจให้ผู้อื่นร่วมออกโฉนดที่ดิน 1,900 ไร่ ทับที่คลองสาธารณะประโยชน์ และที่เทขยะมูลฝอยซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้าม เพื่อนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษเพื่อก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

อย่างไรก็ตามวันนี้ นายวัฒนา จำเลยไม่ได้เดินทางมาศาล มีเพียงนายไพบูลย์ โพธิ์น้อย ทนายความ เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษา เมื่อถึงเวลาศาลได้สอบถามทนายจำเลย ว่าจำเลยมาศาลหรือไม่ ทนายจำเลยแถลงว่า

เมื่อ 3 วันก่อน จำเลยได้โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาพร้อมกับยืนยันว่าจะเดินทางมาฟังคำพิพากษาตามกำหนดนัด แต่ในวันนี้ตนได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังจำเลยแต่ไม่สามารถติดต่อได้ และไม่ทราบว่าตอนนี้จำเลยอยู่ที่ไหน


ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา ถือว่าจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาผิดสัญญาประกัน จึงให้ปรับนายประกัน และออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษา โดยนัดอ่านคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 18 ส.ค.51 เวลา 14.00 น.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้นายวัฒนา ได้ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวเป็นสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ขอยื่นประกันตัว ซึ่งศาลตีราคาประกัน 2.2 ล้านบาท อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ในการสืบพยานจำเลย นายวัฒนา เคยเบิกความต่อศาลเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง และกล่าวว่าถ้าหากทำผิดจริงให้ลงโทษประหารชีวิตซึ่งเป็นโทษสูงสุดเลย


นอกจากนี้ยังเคยให้สัมภาษณ์ยืนยันจะไม่หนีไปไหนและจะเดินทางมาฟังคำพิพากษาตามกำหนดนัดอย่างแน่นอน แต่ในที่สุดเมื่อศาลกำหนดนัดฟังคำพิพากษากลับไม่ปรากฏเงาของนายวัฒนามาศาลในวันนี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้พยานฝ่ายโจทก์ที่เข้าไต่สวนมีจำนวนทั้งสิ้น 40 ปาก โดยไต่สวนรวม 10 นัด ตั้งแต่ 12,13,15,19,20,22,26,27,29 ก.พ. และ 11 มี.ค.51


ส่วนพยานจำเลยที่เข้าไต่สวนทั้งสิ้น 15 ปาก ใช้เวลาไต่สวน 5 นัด วันที่ 28 มี.ค. , 2,8,11 และ 17 เม.ย.51 แต่ที่ผ่านมานายวัฒนา ได้ยื่นใบรับรองแพทย์ต่อศาล ระบุว่า ป่วยเป็นโรคก้านสมองตีบ มีอาการสับสนเฉียบพลัน ความจำหลงลืมชั่วคราวจึงขอศาลเลื่อนขึ้นเบิกความถึง 4 ครั้ง


โดยนายวัฒนา มอบหมายให้ทนายความ ร้องขอต่อศาลที่จะไม่ต้องมาศาลขึ้นเบิกความด้วยตนเอง แต่ขอยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรแทน แต่ศาลไม่อนุญาต


ศาลจึงให้นายวัฒนา เข้าไต่สวนในวันที่ 2 ,6 และ 8 พ.ค.51 พร้อมพยานที่ศาลเรียกไต่สวนเองอีก 9 ปาก ประกอบด้วย
1. นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
2. นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย
3. นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช
4. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
5. นายอนันต์ อนันตกูล อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
6. นายบัญญัติ จันทร์เสนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
7. นายผัน จันทรปาน อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและอดีต ป.ป.ช.
8. นายไพศาล กาญจนประพันธ์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี
9. นายสมชัย แตงน้อย อดีตนายช่างรังวัด 6 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายรังวัด โดยการไต่สวนพยานคดีนี้นอกจาก พยานบุคคลแล้วยังมีพยานเอกสารที่ โจทก์ – จำเลย อีก 28 แฟ้มจำนวนหลายพันหน้า และพยานวัตถุอีกหลายรายการ


ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2551 16:18 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080770
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.