Accom Thailand

July 11, 2008

“บำเหน็จ” มือล่าชื่อ ขรก.กระทรวงศึกษาธิการ

Filed under: 1 — accomthailand @ 20:39

“บำเหน็จ” มือล่าชื่อพลิกลิ้น
ปฏิเสธไม่ใช่แกนนำล่าชื่อครูไล่พันธมิตรฯ


“บำเหน็จ” มือล่าชื่อ ขรก.กระทรวงศึกษาธิการ แจ้งความตำรวจต้านพันธมิตรฯ ชุมนุมครั้งแรก ปฏิเสธไม่เกี่ยวกับการล่าชื่อ ขรก.ศธ.รอบสอง ระบุเป็นเรื่องของข้าราชการทำกันเอง แต่พูดเหมือนรู้ว่าฝีมือใคร แต่เปิดเผยไม่ได้เกรงถูกด่าบนเวทีพันธมิตรฯ ขณะที่ ปลัด ศธ.ระบุ ไม่ได้กำหนดวันฝ่ายอาคารสถานที่ว่าจะต้องสำรวจความคิดเห็นข้าราชการเสร็จวันไหน ชี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องใช้ความระมัดระวัง
นายบำเหน็จ ทิพย์ภ??กษร

นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร



นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ผู้ที่เคยแจ้งความตำรวจ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ครั้งแรก ที่ชุมนุม อยู่บริเวณสะพานมัฆวาน กล่าวถึง


กรณีมีข่าวว่า ล่ารายชื่อต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ย้ายมาปักหลักชุมนุมที่บริเวณหน้า ศธ.ว่า มีการล่ารายชื่อจริง แต่ทำโดยข้าราชการ ใน ศธ.ซึ่งไม่ใช่ตน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นกลุ่มไหน เพราะหวั่นว่า จะมีการนำชื่อแกนนำไปด่า บนเวทีพันธมิตรฯ


ทั้งนี้ ยังตอบไม่ได้ว่าการรวบรวมรายชื่อดังกล่าว เพื่อนำไปทำอะไร จะนำไปเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ แจ้งความว่ากระทำผิดกฎหมายจราจร หรือจะนำไปดำเนินการอย่างอื่น ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ ต้องรอความชัดเจนในอีก 2 ข้างหน้าแล้วตนจะให้ข้อมูล


ด้าน นางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตามที่ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ ฝ่ายอาคารสถานที่และที่ราชพัสดุ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำรวจความคิดข้อเห็นของข้าราชการ ศธ.ว่า ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ
ซึ่งย้ายมาปักหลักชุมนุม ที่บริเวณหน้า ศธ. หรือไม่ นั้น เรื่องนี้ยังไม่มีความคืบหน้า


โดยตนยังไม่ได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ เพราะการสำรวจไม่ได้กำหนดวันว่าต้องเสร็จเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงต้องให้ความระมัดระวัง


อนึ่ง วานนี้ (10 ก.ค.) นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องการล่าชื่อ โดยมีหลักฐานปรากฏ ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ โดยกล่าวอย่างชัดเจนว่า


“เมื่อรวบรวมรายชื่อได้แล้ว อาจจะหารือกับแกนนำพันธมิตรฯเพือ่ให้เปิดถนน ถ้าพูดคุยกันไม่รู้เรื่องคงมีการไปแจ้งความ หรือฟ้องศาลแพ่งต่อไป”

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2551 16:29 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081855
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

หน้าประวัติศาสตร์ ‘พันธมิตรฯ ด้ามขวาน’

ม้าเหล็กกู้ชาติ’ อีก 1 หน้าประวัติศาสตร์ ‘พันธมิตรฯ ด้ามขวาน’


การชุมนุมใหญ่ยึดทำเนียบรัฐบาลแสดงจุดยืนโค่นระบอบทักษิณ ไล่รัฐบาลหุ่นเชิด ของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา
‘ยึดรถไฟ’

‘ยึดรถไฟ’

มีพี่น้องประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางเข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของการเคลื่อนไหว ได้เข้าร่วมชุมนุมเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องพันธมิตรฯ จากภาคกลาง เหนือ อีสาน และตะวันออก เป็นจำนวนนับพันนับหมื่นคน


พี่น้องชาวใต้บางส่วนเดินทางด้วยรถยนต์ในรูปแบบส่วนตัว ในขณะที่ อีกส่วนหนึ่ง ภายใต้การนำ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภาคใต้ ได้ทำการ ‘ยึดรถไฟ’ ขบวนรถเร็วที่ 170 ยะลา–กรุงเทพฯ เข้าร่วมกับการชุมนุมในครั้งนี้ เป็นการแสดงอารยะขัดขืนอีกครั้ง หลังจากที่ กลุ่มนักเรียนเทคนิคยะลา เคยปฏิบัติการลักษณะเดียวกัน มาแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน เพื่อคัดค้าน การเปลี่ยนชื่อ จากโรงเรียนเทคนิคเป็น วิทยาลัยเทคนิค ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


การเมือง อารยะขัดขืน และรถไฟ จึงเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน อย่างลึกซึ้ง ในประวัติศาสตร์ ของพี่น้องชาวภาคใต้ นี่คือ อีก 1 หน้าประวัติศาสตร์ ทางการเมืองภาคประชาชน และเป็นอีก 1 หน้าประวัติศาสตร์ของ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย รวมทั้งคนไทย ที่รักความเป็นธรรมทั้งประเทศ


17 มิถุนายน 2551


พลันสิ้นเสียงนกหวีดสัญญาณ ระดมพลมวลพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้เดินทาง ไปร่วมชุมนุมใหญ่ ยึดทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงพลังต่อต้านคณะผู้บริหารนอมินีระบอบทักษิณ ที่ทำการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย สาขาหาดใหญ่ จึงถูกใช้เป็นวอร์รูม สำหรับกำหนดยุทธวิธีการฯ ต่อสู้ในสงครามทางปัญญา ของ พันธมิตรสงขลา เพื่อประชาธิปไตย และ พี่น้องพันธมิตรในจังหวัดอื่นๆ ทั่วทั้งแผ่นดินด้ามขวาน

พันธมิตรสงขลา

พันธมิตรสงขลา


ที่ประชุมสรุปให้มี การเคลื่อนขบวนรณรงค์ไปทั่วเมืองหาดใหญ่ เพื่อแจ้งข่าวให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบข่าวสาร การระดมพล โดยทั่วถึงกัน เรานัดหมาย พี่น้องประชาชนให้มาพร้อมกัน เวลา 13.00 น. ที่ลานประวัติศาสตร์ หน้าสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ มหาวิทยาลัยชุมทางหาดใหญ่ ห้องเรียนการเมืองภาคประชาชน ซึ่งดำรงอยู่ในขณะนี้


18 มิถุนายน 2551


พี่น้องประชาชนทยอยเดินทางมาพร้อมกันตามนัดหมาย ธงสีแสด–ดำ ผ้าโพกศีรษะ และใบปลิวประชาสัมพันธ์การรณรงค์ถูกแจกจ่ายไปทั่วถึงกัน มีสื่อมวลชนหลายสำนักมาร่วมทำข่าว


“เราขอประกาศว่า พอกันที!” คือข้อความที่ปรากฏในใบปลิว เชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ


เวลาประมาณ 13.15 น. ทุกอย่างพร้อม เราเคลื่อนขบวนเข้าสู่ใจกลางเมืองหาดใหญ่ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ได้ตระเตรียมกันไว้ พ่อค้า แม่ค้า ประชาชนทั้ง 2 ข้างทางส่งเสียงโห่ร้องต้อนรับอย่างอบอุ่น หลายคนตะโกนว่า


“สู้ สู้! เอาประเทศไทยกลับคืนมาให้ได้” เราจึงยิ่งฮึกเหิมกับกำลังใจที่ได้รับ

เ�าประเทศไทยกลับคืนมา

เอาประเทศไทยกลับคืนมา


ออกจากย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่เข้าสู่หาดใหญ่ใน หรือที่ใครหลายคนขนานนามว่า ‘ฝั่งธน’ พี่น้องประชาชนยังคงให้การตอบรับเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน หลายคนเข้ามาขอใบปลิว ธง ผ้าโพกศีรษะ และร่วมบริจาคเงินสมทบทุนในการเดินทาง


ขบวนรณรงค์เคลื่อนกลับมาในย่านธุรกิจของนครหาดใหญ่ ผ่านหน้าโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย น้องๆ นักเรียนชาย-หญิง เมื่อได้ยินเสียงประกาศจากเครื่องขยายเสียง ต่างวิ่งกรูกันมา ยืนข้างกำแพง พร้อมโห่ร้องต้อนรับ อย่างสนุกสนาน โรงเรียนแห่งนี้เป็นที่รวมของนักเรียนหัวกะทิ หลายคนมีความรู้ความเข้าใจทางการเมืองการปกครองเป็นอย่างดี


“ขอให้พ่อแม่พี่น้องที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปรวมตัวกันที่ลานประวัติศาสตร์ หน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ เราจะเดินทางขึ้นไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ ด้วยการยึดขบวนรถไฟ นั่งรถไฟฟรีไปร่วมโค่นระบอบทักษิณ ขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิด!” เราประกาศก้องไปทั่วเมือง สิ้นเสียงประกาศ เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นรับอย่างฮึกเหิม
ด�กกุหลาบสีแดงและสีชมพู

ดอกกุหลาบสีแดงและสีชมพู



19 มิถุนายน 2551


ดวงใจของนักสู้ ผู้รักความเป็นธรรมทั้งใน จังหวัดสงขลา และ พื้นที่ใกล้เคียง มารวมกันอยู่ ณ ลานประวัติศาสตร์ หน้าสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ตามเวลานัดหมาย มีทั้งศิลปิน พ่อค้า แม่ค้า และประชาชนทั่วไป จำนวนที่เห็น มากกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ทุกคนมีผ้าโพกศีรษะสีแสด–ดำเป็นสัญลักษณ์


ก่อนเดินทางเราได้จัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยประกาศชัดเจน ถึงจุดยืน ทางการเมืองและปฏิบัติการ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาไม่ช้า หลังจากนั้น มีสื่อมวลชนหลายสำนัก รวมทั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และ ASTV เดินทางมาร่วมทำข่าวและบันทึกภาพประวัติศาสตร์ครั้งนี้ และแน่นอน หน่วยข่าวราชการหลายหน่วย สะพายกล้องพกสมุดจด มาร่วมทำข่าวในครั้งนี้ด้วย


ก่อนเดินทางมีพ่อค้า แม่ค้า ในตัวเมืองหาดใหญ่ที่ไม่ได้เดินทางไปร่วมด้วย นำเงินมาสมทบทุนเป็นระยะๆ มีร้านขายดอกไม้แห่งหนึ่ง นำดอกกุหลาบสีแดง และ สีชมพูมามอบเป็นกำลังใจให้แก่ พี่น้องที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุม ก่อนเคลื่อนขบวนเข้าสู่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ มีรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขับเข้ามาจอด ณ ลานประวัติศาสตร์ นายตำรวจที่ก้าวลงมาจากรถคือ พ.ต.อ.ศุภวัฒน์ ทับเคลียว ผกก.สภ.หาดใหญ่ ในเครื่องแบบสีกากีเต็มยศ


“แค่มาเยี่ยม ไม่มีอะไร” ผกก.สภ.หาดใหญ่ แจ้งความประสงค์ ขณะนั้นมีหลายคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก เราไม่ต้องการอะไรจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากความเข้าใจ เพราะการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นไปตามสิทธิภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

นายตำรวจ

นายตำรวจ มาเยี่ยม


เราเคลื่อนขบวนเข้าสู่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ โดยมีพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยตามมาส่งถึงชานชาลา


“ตอนนั่งอยู่ดูเหมือนน้อย แต่ทำไมตอนนี้มันดูเยอะขนาดนี้” คนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา เมื่อเห็นทัพประชาชนจำนวนมาก ยาตราผ่านหน้าไป


ดวงใจแห่งการต่อสู้ย้ายไปรวมกันอยู่ตรงชานชาลาที่ 1 ของสถานีรถไฟ แม่ค้าแม่ขายนำผลไม้และอาหาร เท่าที่จะพอเจียดได้มอบให้พี่น้องประชาชนที่ยืนรอรถไฟกันอยู่ พร้อมกับบอกให้สู้ สู้ และให้ได้รับชัยชนะ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น


เราทราบข่าวว่าขบวนรถไฟที่ออกจากยะลาได้นำพี่น้องนักสู้จากปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ร่วมเดินทางมาด้วย เวลาประมาณ 13.55 น. ขบวนรถเร็ว 170 ยะลา–กรุงเทพฯ ก็เข้าเทียบที่ชานชาลาที่ 1 พี่น้องประชาชนทยอยขึ้นไปจับจองที่นั่ง เรามีตั๋วส่วนหนึ่งจัดไว้ให้กับสตรีและผู้อาวุโส เพื่อการันตีว่าพวกเขาจะมีที่นั่งอย่างแน่นอน ส่วนคนไม่มีตั๋วแยกย้ายกันไปจับจองที่นั่งตามโบกี้ที่กำหนดไว้ ด้วยความร่วมมืออย่างดี ของพี่น้อง สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย ทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่มีปัญหาตามที่หลายคนกังวล


แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ยังไม่สมบูรณ์ตามแผนที่วางไว้ เรานำป้ายไวนีลสีแสดผืนใหญ่พิมพ์ตัวอักษรสีดำ ‘กองทัพคนใต้กู้ชาติ’ เตรียมนำไปติดที่หัวรถจักรเพื่อให้ปฏิบัติการ ‘ยึด’ ครั้งนี้สมบูรณ์แบบ สิ่งที่คำนึงมากที่สุดคือ ไวนีล ที่นำไปติดจะต้องปลอดภัย ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินรถ เราทราบดีว่า ขบวนรถคือสมบัติที่ พี่น้องชาวแรงงานรถไฟ หวงแหนเท่าชีวิต
ขบวนรถไฟที่��กจากยะลา

ขบวนรถไฟที่ออกจากยะลา

ทันทีที่เห็นเรานำเชือกผูกเตรียมไว้ที่แผ่นไวนีล เจ้าหน้าที่รถไฟไทยนายหนึ่งเดินปรี่เข้ามาถาม


“จะเอาไปติดตรงไหนนี่”


“ติดหัวรถจักรครับ” เราตอบ


“เฮ้ย! จะเอาแบบนั้นเลยเหรอ” แกอุทานด้วยความตกใจ


เราพยักหน้าเป็นคำตอบ เข้าใจความรู้สึกของแกดี สำรวจจุดที่จะติดตรงหัวรถจักรเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยที่สุด ใครคนหนึ่งแนะนำ ให้ติดด้านหน้าของหัวรถจักร พร้อมยืนยันว่าไม่มีปัญหา เขาเป็นคนรถไฟเราจึงเชื่อถือในคำแนะนำ รีบนำป้ายไวนีลไปติดอย่างหนาแน่นจนเสร็จสมบูรณ์ ขบวนรถเร็ว 170 ยะลา–กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นพาหนะของนักสู้กู้ชาติตั้งแต่วินาทีนั้น เพื่อใช้เดินทางไปทวงคืนประเทศไทยจากรัฐบาลโจร ปฏิบัติการเสร็จสมบูรณ์ในเบื้องต้น


เวลา 14.18 น. ม้าเหล็กกู้ชาติเคลื่อนออกจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ ท่ามกลางคำอวยพรของพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมากที่เดินทางมาส่ง และตลอดสองข้างทาง มีพี่น้องประชาชนโบกไม้โบกมือโห่ร้องให้กำลังใจพันธมิตรฯ ภาคใต้อย่างคึกคัก รถไฟจอดรับพี่น้องพันธมิตรฯ พัทลุง ทุ่งสง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เพราะเป็นเส้นทางผ่านและทุกคนมีอุดมการณ์เดียวกัน

พันธมิตรฯ ภาคใต้

พันธมิตรฯ ภาคใต้


นอกเหนือจากขบวนรถเร็ว 170 ยะลา–กรุงเทพฯ แล้ว ยังมีขบวนรถเร็ว 168 กันตัง–กรุงเทพฯ ขบวนรถเร็ว 178 หลังสวน–ธนบุรี ที่ถูกยึดเป็นพาหนะในครั้งนี้ด้วย ม้าเหล็กทั้ง 3 ขบวน ทำหน้าที่ ดุจม้าศึก นำพาหัวใจแกร่งนับพันดวง เข้าสู่สนามรบทางปัญญาครั้งสำคัญนี้ เราโชคดีที่มีพี่น้องศิลปินเดินทางไปด้วย 5 วง นำโดย แสง ธรรมดา นายหัวใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิตสายใต้ ร่วมด้วย วงคีรีธาร, ภู–เล, หยาดน้ำค้าง และ วง ฅ.คน ทั้งหมดสลับสับเปลี่ยนกัน บรรเลงบทเพลงรองเง็ง ซึ่งเป็นท่วงทำนองแห่งชีวิตของชาวใต้ และอีกหลายบทเพลง กล่อมนักสู้บนขบวนรถ


20 มิถุนายน 2551


เช้าวันเผด็จศึก ระหว่างที่ขบวนรถไฟกู้ชาติเข้าจอดที่สถานีชุมทางบางซื่อ ซึ่งรู้กันดีว่าแท็กซี่บริเวณนั้นให้การสนับสนุนระบอบทักษิณ ระหว่างที่เราลงไปตรวจตราความเรียบร้อยของขบวนรถ คนขับแท็กซี่คนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า


“รถไฟขบวนนี้บรรทุกหมามาเยอะแยะเลยเว้ย เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวเจอกับคนอีสาน”


ทุกคนได้ยินแต่ไม่มีใครสนใจกับเสียงเห่านั้น แม้ลึกๆ ในใจจะรู้สึกไม่พอใจก็ตาม เราไม่ได้เดินทางไปสู้รบกับพี่น้องประชาชนชาวภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง หรือภาคตะวันออก แต่เราไปสู้รบกับ ระบอบทักษิณ ที่สร้างความเสียหายให้แก่คนไทยทั้งประเทศ


ขบวนรถมุ่งหน้าต่อไปจนถึงที่หมาย เราประสานงานกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้หยุดรถที่ป้ายหยุดรถยมราช เมื่อม้าเหล็กจอดสนิทพี่น้องกองทัพคนใต้กู้ชาติจึงทยอยกันลงมาจากรถ เวลาผ่านไปเกือบ 20 นาทีนักสู้คนสุดท้ายจึงได้ลงจากรถ เราตื่นเต้นกับจำนวนพี่น้องที่มีไม่ต่ำกว่า 1 พันคน


พวกเราตั้งแถวแล้วเคลื่อนขบวนไปตามถนนพิษณุโลก มุ่งหน้าไปยึดพื้นที่หน้าสนามม้านางเลิ้ง จึงพบว่ามีตำรวจไม่ต่ำกว่า 500 นายวางแผงกั้นสกัดการเคลื่อนขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล แม้จะมีแกนนำหลายคน เข้าไปเจรจากับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่มาบัญชาการเพื่อขอผ่านทางแต่ก็ไม่เป็นผล เราจึงตั้งเวทีชั่วคราวขึ้นโดยใช้รถปิกอัพของสหภาพฯ เป็นเวที มีการส่งตัวแทนพี่น้องประชาชน จากจังหวัดต่างๆ ขึ้นปราศรัยสลับกับการเล่นดนตรีของศิลปินกู้ชาติ ระหว่างนี้ มีพี่น้องพันธมิตรฯ จากจังหวัดต่างๆ เดินทางมาสมทบมากขึ้นทุกขณะ
ตำรวจไม่ต่ำกว่า 500 นาย

ตำรวจไม่ต่ำกว่า 500 นาย



ระหว่างที่เพื่อนเราคนหนึ่งกำลังร้องเพลง ‘แองเตอร์นาซิอองนาล’ หรือ ‘สามัคคีนานาชาติ สามัคคีประชาชน’ ในท่อนสุดท้ายอยู่นั้น เสียงโห่ร้องก็ดังกระหึ่มขึ้นเมื่ออีกด้านหนึ่งของถนน ทัพหลวงซึ่งนำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำกำลังไม่ต่ำกว่า 3 พันคนมาสมทบ ไม่กี่อึดใจ สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำอีกคนก็มาถึง หน้าสนามม้านางเลิ้ง จึงคึกคักขึ้นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพี่น้องประชาชนจากทุกสารทิศ หลอมรวมกำลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


ความระทึกใจเกิดขึ้นเป็นระยะ เมื่อโฆษกบนเวทีรายงานความคืบหน้า ในการฝ่าด่านสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจสำเร็จทีละด่าน ทีละด่าน จนในที่สุด เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งด่านอยู่หน้าสนามม้านางเลิ้ง ก็ถูกบีบเป็นแซนด์วิช สุดท้ายก็ยอมถอนกำลังออกไปในที่สุด ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง ในชัยชนะที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้รับในการเคลื่อนไหวใหญ่ ล้อมทำเนียบรัฐบาล ครั้งนี้


เวทีชั่วคราวถูกตั้งขึ้นหน้าสนามม้านางเลิ้ง กลุ่มศิลปินกู้ชาติจากภาคใต้นำโดยแสง ธรรมดา และศิลปินคนอื่นๆ ร่วมกันบรรเลงเพลง ‘วีรชนคนใต้’ และเพลง ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ เนื้อเพลงที่ว่าพันธมิตรฯ “คือผู้ชัยชาญ โค่นล้มทุนสามานย์ ทำสงครามครั้งสุดท้าย” กระหึ่มไปทั้งถนนพิษณุโลก ทุกคนรู้ดีว่าสงครามครั้งนี้จะยังไม่จบสิ้นง่าย ๆ


ก่อนกลับมาจัดทัพใหม่ เราเข้าไปหายายคนหนึ่งผู้ซึ่งอาวุโส ที่สุด บนขบวนรถ แกเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมกับเรา ถามว่าจะกลับไปปักษ์ใต้ก่อนหรือไม่


“ยายยังจะอยู่ที่นี่ ไม่กลับจนกว่าชนะ” คำตอบชัดเจนออกจากใจคุณยายวัย 79 ปี


สำหรับพี่น้องชาวใต้หลายคนต่างรอคอยให้เสียงนกหวีดดังขึ้นอีก เมื่อถึงเวลานั้นดวงใจของ นักต่อสู้ผู้รักชาติ รักความเป็นธรรม จะมารวมกันอีกครั้ง เพื่อควบม้าเหล็ก กระโจนเข้าสู่สนามรบศักดิ์สิทธิ์ ทำสงครามทางปัญญา โค่นล้มทุนสามานย์ สร้างสังคมใหม่ ที่เป็นธรรมให้ปรากฏเป็นความจริง


เรื่อง-ณขจร จันทวงศ์ ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2551 08:34 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000080892
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ประธานประชาคมกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จี้ รัฐเลิกง้อเขมรหวังการท่องเที่ยว หนุนปิดประตูทางขึ้น “ประสาทพระวิหาร” ตลอดไป

ศรีสะเกษ จี้รัฐเลิกง้อเขมร หวังการท่องเที่ยว -
หนุนปิดทางขึ้น “เขาวิหาร” ตลอดไป

นายสน�ง ห้วยจันทร์

นายสนอง ห้วยจันทร์


ศรีสะเกษ- ประธานประชาคมกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จี้ รัฐเลิกง้อเขมรหวังการท่องเที่ยว หนุนปิดประตูทางขึ้น “ประสาทพระวิหาร” ตลอดไป ย้ำ


ไม่เห็นด้วยที่ ผู้ว่าฯศรีสะเกษ จะไปเจรจาระดับท้องถิ่น กับ กัมพูชา เพื่อขอเปิดประตูเหล็ก ระบุทำไม่ถูกกาลเทศะ และ ไม่สมควรอย่างยิ่ง ท่ามกลางคนไทย กำลังโศกเศร้าเสียใจ ทั่วประเทศ ชี้ สิ่งเร่งด่วนที่ควรทำ คือต้องผลักดัน ชาวเขมรพ้นเขตแดนไทยเชิงเขาพระวิหาร โดยเร็ว ปล่อยไว้นาน ไทยเสียดินแดนเพิ่มแน่


วันนี้ (11 ก.ค.) นายสนอง ห้วยจันทร์ ประธานประชาคมอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า กรณีที่ฝ่ายกัมพูชา ยังคงปิดประตู ทางขึ้นปราสาทพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา และ
ชาวศรีสะเกษจี้รัฐเลิกง้�เขมรหวังการท่�งเที่ยว พร้�มหนุนปิดประตูทางขึ้นประสาทพระวิหารตล�ดไป

ชาวศรีสะเกษจี้รัฐเลิกง้อเขมรหวังการท่องเที่ยว พร้อมหนุนปิดประตูทางขึ้นประสาทพระวิหารตลอดไป



คณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก ได้มีมติเห็นชอบ ขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก ตามคำเสนอของ ประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียวไปแล้วนั้น


ตน และ ประชาชน ศรีสะเกษ เห็นว่าควรที่จะให้ฝ่าย กัมพูชา ปิดประตูทางขึ้นปราสาท พระวิหารตลอดไป


ทั้งนี้ เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว การปิดประตูเหล็กดังกล่าวไม่ได้ ทำให้ จ.ศรีสะเกษ ได้รับผลกระทบด้านธุรกิจการท่องเที่ยว มากมายนัก และที่ผ่านมา คนในท้องถิ่นได้รับ อานิสงส์จาก การท่องเที่ยวนี้น้อยมาก


ขณะนี้มีปัญหาเพียง บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ ขายสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับ ชาวกัมพูชาบริเวณอุทยานแห่งชาติ ที่ยังมีปัญหาหนี้สินค่าสินค้าติดค้างกันอยู่ ซึ่งสามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้ไม่ยาก เมื่อเทียบกับ ผลประโยชน์ของ ประเทศชาติโดยรวม


นายสนอง กล่าวต่อว่า พวกเราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ประกาศว่า จะไปเจรจาระดับท้องถิ่น กับฝ่ายกัมพูชา เพื่อขอเปิดประตูทางขึ้นปราสาทพระวิหาร เพียงเพื่อให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยว ปราสาทพระวิหาร ได้ และนำเม็ดเงินไปให้ฝ่าย กัมพูชา ซึ่งไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาใหญ่ ที่ประเทศไทยประสบอยู่
ภาพแกะสลักหินนูนต่ำ �ายุกว่า 1,500 ปี ใต้หน้าผาม��ีแดง

ภาพแกะสลักหินนูนต่ำ อายุกว่า 1,500 ปี ใต้หน้าผามออีแดง



ในขณะเดียวกัน เขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ ยังคงมีสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณวัตถุสำคัญต่างๆ อีกมากมาย เช่น สถูปคู่ สระตราว ซึ่งเป็นบ่อน้ำศักดิ์ และเชื่อว่า เป็นจุดที่ตัดหินนำเอาไปสร้างปราสาทพระวิหาร รวมทั้งภาพแกะสลักหินนูนต่ำอายุกว่า 1,500 ปี ใต้หน้าผามออีแดง ที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดเวลา


อีกทั้งในพื้นที่ศรีสะเกษ และจังหวัดใกล้เคียงในภาคอีสานตอนล่าง ยังมีแหล่งท่องเที่ยว โบราณสถานขอมโบราณ ที่สวยงาม ทรงคุณค่าอีกจำนวนมาก
สถูปคู่

สถูปคู่



“การที่ ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ จะไปงอนง้อให้กัมพูชาเปิดประตูทางขึ้นเขาพระวิหาร นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกกาลเทศะ ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งและทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศของประเทศไทยด้วย เพราะขณะนี้ ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ กำลังเศร้าโศกเสียใจที่จะต้องสูญเสียดิน แดนอธิปไตย บริเวณเขาพระวิหาร จากการที่ยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ประสาทพระวิหารเป็น มรดกโลกแต่ฝ่ายเดียวให้กับกัมพูชา” นายสนอง กล่าว


นายสนอง กล่าวย้ำว่า ปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลไทย และทหารไทย ควรดำเนินการทันทีในขณะนี้ คือ การผลักดัน ชาวกัมพูชา ที่เข้ามาตั้งชุมนุมสร้างบ้านเรือนร้านค้าอย่างถาวร อยู่ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นเขตแดนไทย ให้ออกไปจากเขตแดนไทยโดยเร็ว เพราะหากปล่อยทิ้งทอดเวลานานออกไปอีก ประเทศไทยจะสูญเสียดินแดนอธิปไตย บริเวณนี้ให้กับกัมพูชาอีก อย่างแน่นอน

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2551 12:37 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081663
พิมพ์ ข่าวนี้
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

แบบฟอร์มถอดถอนรัฐมนตรีทั้งคณะ ที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190

แบบฟอร์มถอดถอนรัฐมนตรีทั้งคณะ (กรุณาอ่านหมายเหตุโดยละเอียด)


พันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นหนังสือถอดถอนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ต่อประธานวุฒิสภา กรณี คณะรัฐมนตรีมีมติ ให้ความเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ที่สนับสนุนให ้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพราะถือว่า คณะรัฐมนตรีมีความผิดฐานจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190


โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปร่วมลงชื่อถอดถอน ก่อนที่จะนำไปยื่นต่อประธานวุฒิสภาอีกครั้ง ในวันที่ 14 ก.ค.น


หมายเหตุ (กรุณาอ่าน ) :
1. ผู้ที่ดาวน์โหลดก่อนเวลา 16.30 น.กรุณาดาวน์โหลดใหม่ เนื่องจากแบบฟอร์มที่เปิดให้ดาวน์โหลดก่อน 16.30 น.เนื้อหาไม่สมบูรณ์
2. เมื่อกรอกรายละเอียดและลงนามแล้ว เอกสารไม่สามารถส่งผ่านทางแฟกซ์ได้ ต้องใช้เอกสารตัวจริง
3. ใช้สำเนาบัตรประชาชน เขียนว่า “รับรองสำเนาถูกต้องเพื่อถอดถอนคณะรัฐมนตรี”
4. ผู้ที่สามารถลงรายชื่อถอดถอนได้จะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง และเป็นผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551


ดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่นี่=>> แบบฟอร์มถอดถอนรัฐมนตรีทั้งคณะ
 แบบฟ�ร์มถ�ดถ�นรัฐมนตรีทั้งคณะ

แบบฟอร์มถอดถอนรัฐมนตรีทั้งคณะ


ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2551 15:53 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000081841
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

สีหนุ แสดงความคิดเห็น หลังจาก ปราสาทพระวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

Filed under: 1 — accomthailand @ 15:07

อดีตกษัตริย์สีหนุสีข้างถู..ประตู พระวิหาร หันเข้าเขมร


ผู้จัดการออนไลน์ – สมเด็จนโรดมสีหนุ อดีตกษัตริย์กัมพูชา ทรงมีบันทึกว่า ดินแดนทางขึ้นสู่ปราสาทพระวิหารนั้นไม่ได้เป็นของไทย หากแต่เป็นของกัมพูชาตามสนธิสัญญากับแผนที่ ฝรั่งเศส-สยาม ปี 1904 และ 1907 และ ทางขึ้น ก็ยังหันเข้าสู่ประเทศกัมพูชา อีกด้วย ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องไม่สับสน

AFP)

ภาพถ่ายวันที่ 21 มิ.ย.2551 นักท่องเที่วจากไทยกำลังเดินไปตามทางขึ้นสู่ปราสาทพระวิหาร เพียงไม่กี่วันก่อนกัมพูชาจะสั่งปิด หลังชาวไทยใน จ.ศรีสะเกษ ไปชุมนุมประท้วงที่นั่น สมเด็จนโรดมสีหนุทรงบันทึกกล่าวอ้างว่า ทางขึ้นหลัก ไปสู่ปราสาทอยู่ในดินแดนกัมพูชา มาตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้น มาจนถึงทุกวันนี้ (ภาพ: AFP)



สมเด็จนโรมดมสีหนุ ซึ่งเมื่อกว่า 50 ปีก่อน ได้นำเอากรณีพิพาท เขาพระวิหาร ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลระหว่างประเทศใน กรุงเฮก ได้ทรงระบุ ดังกล่าวใน พระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่ง ซึ่งบันทึกด้วยด้วยลายพระหัตถ์ เป็นภาษาฝรั่งเศส เผยแพร่ในนิตยสารข่าวรายปักษ์ “พนมเปญโพสต์” ฉบับวันที่ 8 ก.ค.นี้


นับเป็นครั้งแรกที่ อดีตกษัตริย์ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ทรงออกแสดงความคิดเห็น หลังจาก ปราสาทพระวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา


“คนไทยเคยกล่าว ยังกล่าวและเขียนว่า ข้อพิสูจน์อันหนึ่งว่า ปราสาทพระวิหาร เป็นของไทยนั้น ยืนอยู่บนข้อเท็จจริงที่ ว่าทางขึ้นไปยังปราสาทที่ง่าย และสะดวกที่สุดนั้นอยู่ ทางฝั่งไทย มิใช่ทางฝั่งกัมพูชา”


“ดูเหมือนนักหนังสือพิมพ์เหล่านี้ ชาวไทย เหล่านี้ จะมองข้ามความจริง ทางประวัติศาสตร์ อันเป็นข้อพิสูจน์ที่ว่า ทั้งภูเขา และ ปราสาทพระวิหาร นั้น เป็นกัมพูชา 100% และเป็นของชาวกัมพูชา 100%” อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชา กล่าว

200,000 ที่กัมพูชาใช้ประก�บการข�ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยยึดเส้นเขตแดนตามแผนที่ฝรั่งเศสเมื่�กว่า 100 ปีก่�น (เส้นขีดแดง)เป็นเส้นเขตแดน แต่ไทยยึดแนวเส้นสีแดงประเป็นแนวสันปันน้ำพรมแดนธรรมชาติตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ แต่�ดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงละเลยที่จะกล่าวถึงข้�เท็จจริงนี้ด้วย

แผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 ที่กัมพูชาใช้ประกอบการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยยึดเส้นเขตแดนตามแผนที่ฝรั่งเศสเมื่อกว่า 100 ปีก่อน (เส้นขีดแดง)เป็นเส้นเขตแดน แต่ไทย ยึดแนวเส้นสีแดงประ เป็นแนวสันปันน้ำพรมแดนธรรมชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชา ทรงละเลย ที่จะกล่าวถึงข้อเท็จจริงนี้ด้วย



นอกจากนั้น การก่อสร้างปราสาทพระวิหาร (คริสต์ศตวรรษที่ 10 และ 11) ก็สร้างโดยกษัตริย์เขมร 2 พระองค์ แต่เป็นผลงานของเขมรอย่างแท้จริง

สมเด็จสีหนุเสด็จฯ กลับถึงกรุงพนมเปญเดืน เม.ย.2550 หลังตรวจสุขภาพในจีน

สมเด็จสีหนุเสด็จฯ กลับถึงกรุงพนมเปญ เดือน เม.ย.2550 หลังตรวจสุขภาพในจีน



สมเด็จสีหนุ ที่ชาวเขมรผู้จงรักภักดี ขนานพระนามเป็น “พระมหาวีรกษัตริยาพระวรราชบดีฉัตรา” (Preak Moha Vireakksatr Preak Voreajbeida Cheatr) ทรงบันทึกว่า ในคริสต์ศตวรรษดังกล่าวนั้น เขาพระวิหาร ตั้งอยู่ลึกเข้ามาในกัมพูชา มากกว่านี้ ตั้งอยู่ในอาณาจักรเขมร ซึ่งมีเขตแดนไกลออกไป หลายร้อยกิโลเมตร ทางเหนือ ตะวันออก และตะวันตก ไกลออกไป กว่าที่เป็นเขตแดนระหว่าง กัมพูชา กับ ไทย และ ลาว ในปัจจุบัน


ดังนั้น ภูเขา กับ ปราสาทพระวิหาร จึงไม่ได้ตั้งอยู่ตรงชายแดน ไทย-กัมพูชา หากตั้งอยู่ลึกเข้ามาในดินแดนแห่งอาณาจักร (เขมร) และทางเข้าหลักของ ประสาทพระวิหาร ก็ไม่ได้หันเข้าไปยังสยาม (ประเทศไทย) หากแต่หันเข้าสู่ กัมพูชา


นอกจากนั้น จะต้องไม่ลืมว่า เมื่อปี 2505 ศาลระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ก็ได้ให้ความยุติธรรมแก่ กัมพูชา (ตัดสินยกปราสาทพระวิหารให้) ซึ่งจะต้องไม่ละเลยต่อความจริงอันนี้ สมเด็จฯ สีหนุ กล่าว


อย่างไรก็ตาม ในพระราชหัตถเลขาสั้นๆ นี้ อดีตกษัตริย์กัมพูชา ทรงมิได้กล่าวถึงเรื่องอื่น รวมทั้งความจริงที่ว่าในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ อาณาจักรสยาม (กรุงศรีอยุธยา-รัตนโกสินทร์) เคยครอบครองดินแดน “อาณาจักรเขมร” เกือบทั้งหมด รวมทั้งดินแดนที่เป็น จ.เสียมราฐ ที่ตั้งปราสาทนครวัด กับ จ.พระวิหาร อันเป็นที่ตั้งปราสาทพระวิหารในปัจจุบันด้วย


นอกจากนั้น บันทึกก็ยังไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริง ปราสาทพระวิหาร และดินแดนอาณาบริเวณโดยรอบนั้น ตั้งอยู่ในเขตสันปันน้ำของไทย ซึ่งเป็นดินแดนของไทย โดยกฎหมายระหว่างประเทศ อันเป็นแนวเขตแดนยุคใหม่ ระหว่างสองประเทศ


บันทึกของอดีตกษัตริย์กัมพูชา ยังไม่ได้กล่าวถึง ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ในยุคใหม่ที่ว่า รัฐบาลไทยได้ทำบันทึก คัดค้านคำตัดสินของศาลโลก และสงวนสิทธิ์ ในการอ้างอธิปไตยเหนือดินแดน ในเขตสันปันน้ำดังกล่าว มาตั้งแต่ เดือน ก.ค.2505 หรือ 46 ปีมาแล้ว หลังเสียปราสาทพระวิหารให้กัมพูชา


รวมทั้งยังไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐบาลของสองฝ่าย ในยุคใหม่ กำลังดำเนินการ เจรจาปักปันเขตแดนเสียใหม่ กับความจริงที่ รัฐบาลกัมพูชาปัจจุบัน ได้ยอมรับว่า ที่ชายแดนบริเวณปราสาทพระวิหาร มี “เขตแดนทับซ้อน”


ในบันทึกชิ้นหนึ่งโดยลายพระหัตถ์ ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ส่วนพระองค์ เมื่อต้นปีนี้ สมเด็จนโรดมสีหนุ ทรงเปิดเผยว่า พระเจ้าศรีสวัสดิ์มุนีวงศ์ อดีตกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ระหว่างปี 2470-2483 ผู้ทรงเป็น “คุณตา” ของพระองค์


ทรงตรอมพระราชหฤทัย จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ ในเวลาต่อมา อันเนื่องจาก กัมพูชา เสีย ปราสาทพระวิหาร ให้แก่ ไทย

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2551 19:50 น.
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081954
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ผบ.ทบ. เผย เหนื่อยใจโดนพันธมิตรฯด่า-ยันไร้ประโยชน์ทับซ้อนกรณีเขมร

Filed under: 1 — accomthailand @ 14:24

“ป๊อก”เหนื่อยใจโดนพันธมิตรฯด่า-ยันไร้ประโยชน์ทับซ้อนกรณีเขมร


ผบ.ทบ.เผย ปชช.ไม่พอใจกรณีเขาพระวิหารเป็นการแสดงความรักชาติ แต่ต้องอยู่บนเหตุผลไม่สร้างความขัดแย้ง ยันไม่ใช้กำลังผลักดันชาวเขมรในพื้นที่ทับซ้อน หวั่นตึงเครียด ยอมรับไม่รู้จะทำอย่างไร โดนพันธมิตรฯ โจมตี ยันไม่มีวาระซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ย้ำอีกไม่ปฏิวัติ หวั่นสังคมได้รับผลกระทบ


เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่กองการบินกรมการขนส่งทหารบก(ขส.ทบ.) พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีประชาชนบางส่วนไม่พอใจการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกว่า เป็นการแสดงความรักชาติห่วงแผ่นดิน ห่วงสถานที่ที่เป็นประวัติศาสตร์ของไทย ซึ่งการช่วยกันรักษาไว้เป็นสิ่งที่ดี การแสดงออกถึงความรักชาติรักแผ่นดินทำได้ แต่ต้องอยู่บนหลักของเหตุผล ความเป็นจริงและไม่สร้างในลักษณะให้เกิดความขัดแย้ง


ผลประโยชน์ของประเทศชาติระหว่างประเทศเพื่อนบ้านมีหลายมิติด้วยกัน ทั้งเศรษฐกิจ หรือการอยู่ร่วมกันโดยสันติ และไม่ต้องใช้กำลังทหารไปประจำการตามแนวชายแดนถือเป็นความสำเร็จที่ไม่ต้องเป็นภาระประเทศชาติในทุกๆ ด้าน ทั้งนี้เรามีวิธีการพูดคุยกันได้ในทางกลไก ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือกลไกทางกฎหมาย


เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกดดันให้กองทัพเข้าไปดำเนินการในการผลักดันชาวกัมพูชาที่มาอาศัยในพื้นที่ทับซ้อน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การใช้มาตรการทหารต้องมาจากรัฐบาล เราทำเองไม่ได้ ซึ่งมาตรการที่ผ่านมาเราได้มีการรายงานมาโดยตลอด รวมถึงการเข้ามาปลูกสร้างของชาวกัมพูชาในพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งนโยบายของรัฐบาลไทยที่ผ่านมา เน้นว่า ไม่ให้ใช้มาตรการรุนแรงหรือมาตรการเผชิญหน้าให้ใช้มาตรการประท้วงตามกลไก ซึ่งได้ยืดเยื้อมาถึงทุกวันนี้


อย่างไรก็ตาม จากการประเมินทราบว่า มีนักวิชาการไม่เห็นด้วยที่จะใช้มาตรการในการใช้กำลังทหารลงไปผลักดันในพื้นที่ ซึ่งแน่นอนมาจะต้องเกิดภาวะตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ และจะต้องมีปัญหาที่ตามมา เรื่องของความสัมพันธ์ของคนในชาติ เศรษฐกิจ ดังนั้นน่าจะใช้มาตรการอื่นดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามทหารพร้อมที่จะปฏิบัติตามแนวทางของรัฐบาลให้ดำเนินการ


เมื่อถามว่า จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องพูดคุยกับกัมพูชาเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า แน่นอน เรามุ่งหวังว่า หากรัฐบาลมีการเจราจากับกัมพูชา จะแก้ไขปัญหานี้ได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี


**เหนื่อยใจโดนพันธมิตรฯ ด่า


เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพยายามโจมตีตลอดเวลา พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เรียนว่าตนทำหน้าที่ไม่มีวาระแอบแฝงหรือซ้อนเร้นใดๆ ทั้งสิ้น ที่มีการนำตนไปโจมตีว่า ตนมีผลประโยชน์ รับรองว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอน เช่น คนมีคดีต้องว่าไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ยังมีหนทางที่จะแก้ไขปัญหาประเทศชาติในแนวทางอื่น การที่จะให้ใช้ความรุนแรงทั้งเรื่องการปฏิวัติหรือเรื่องใดก็ตาม พูดมาหลายครั้งแล้วว่าสังคมโดยรวมจะได้รับผลกระทบมากว่า และไม่เป็นประโยชน์ น่าจะใช้หนทางอื่นในการแก้ปัญหาทางการเมือง


เมื่อถามว่า ประชาชนบางส่วนไม่พอใจกับคำตัดสินของศาล พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเกี่ยวกับด้านกฎหมายไม่สามารถจะเอาความถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่ต้องว่าไปตามข้อมูลหลักฐานและตัวกฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกของทางสังคมที่ได้วางไว้ ถ้าอยากให้ลงโทษรุนแรงต้องไปแก้กฎหมายให้รุนแรงและต้องมีหลักฐานที่จะจับได้ เป็นปัญหาพื้นฐานที่ทราบกันอยู่ว่าขึ้นอยู่กับการหาหลักฐานได้และมีกฎหมายจะลงโทศอย่างไร ทั้งนี้สิ่งที่ว่าจะใช้ความสะใจคงไม่ได้


เมื่อถามว่า หลังจากที่ศาลพิจารณาและคดีต่างๆ มีความชัดเจนจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คนที่อยู่บนแนวทางที่ยึดหลักการน่าจะรู้สึกว่าดีขึ้น เพราะทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและยกมาเป็นประเด็นก็ถูกดำเนินการตามกฎหมายและมีผลออกมา ตนคิดว่าน่าจะดีขึ้นเพราะทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ดี

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2551 08:06 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000081537
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ไทกร”จับโกหก“นพเหล่”งัดมติ ครม.2505 ตบหน้า“รบ.หมัก”

Filed under: 1 — accomthailand @ 13:58

“ไทกร”จับโกหก“นพเหล่”งัดมติ ครม.2505 ตบหน้า“รบ.หมัก”


“ไทกร”จับโกหก“นพเหล่”งัดมติ ครม.2505 ตบหน้า“รบ.หมัก”


“ไทกร” จับโกหก “นพเหล่” กลางจอทีวี หลังอ้ำอึ้งตอบไม่ได้เรื่องภาพเขตแดน “เขาพระวิหาร” ในอดีต สุดสลดศักยภาพการปกป้องดินแดนหมดสิ้น หลัง “หมัก” สั่ง ตร.ตระเวนชายแดนถอยร่นชนเขามออีแดง ก่อนงัดมติ ครม.2505 ตบหน้า “รบ.หมัก” บิดเบือนข้อมูล อัดยับกลุ่มต้านพันธมิตรฯ สุดถ่อย ใช้ถุงปัสสาวะขว้างใส่


วันนี้ (11 ก.ค.) เมื่อเวลา 00.55 น. นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำอีสานกู้ชาติ ขึ้นเวทีพันธมิตรประชานเพื่อประชาธิปไตย โดยกล่าวถึงกรณีเหตุปิดล้อมแกนนำพันธมิตรฯ ที่ จ.สกลนคร ว่า วันนี้สมุนของพรรคพลังประชาชน แสดงพลังถ่อยเถื่อนอย่างเต็มที่ให้ประชาชนทั่วประเทศเห็นถึงธาตุแท้ของผู้ที่จะขับออกจากประเทศ โดยบรรยากาศที่ จ.สกลนคร นั้น กลุ่มต่อต้านได้ใช้หนังสติ๊ก ถุงน้ำปัสสาวะ ก้อนอิฐ และขวดกระทิงแดง ขว้างปาเข้าไปในที่ชุมนุมพันธมิตรฯ ตลอดเวลา โดยกลุ่มคนดังกล่าว เป็นกลุ่มเดียวกับที่ไปปิดล้อมตนที่ จ.นครพนม พร้อมกับตั้งเครื่องเสียงประจันหน้า แล้วด่าทอด้วยถ้อยคำที่รุนแรง


“ส่วนคนส่งเหล้า และส่งเงินให้กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ นั้น ล้วนเป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชนทั้งสิ้น คนเหล่านี้ไร้สติสัมปชัญญะ เพราะเขาไม่รู้เลยว่าขณะนี้บ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่กับโจรปล้นชาติ และทั้งหมดนี้เป็นการจัดเตรียมโดยนายเนวิน ชิดชอบ โดยเตรียมอันธพาลกว่า 300-400 คน ไปป่วนแกนนำพันธมิตรฯ ที่จะเดินทางไปปราศรัยทั่วพื้นที่ภาคอีสาน เพราะเขารู้ว่าถ้าภาคอีสานแตกเมื่อใด พรรคพลังประชาชนก็จะอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นจึงขอปรบมือให้กับพันธมิตรฯ ภาคอีสาน และในเวลาอันใกล้นี้เรากำลังจะเป็นอิสระจากทรราชทักษิณแล้ว”นายไทกร กล่าว


นายไทกร กล่าวอีกว่า วันนี้ฟังนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ทำดีที่สุดแล้ว และทำเพื่อประเทศชาติ ผ่านรายการตาสว่าง ซึ่งออกอากาศทางช่อง 7 สี โดยมีนายสัญญา คุณากร เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเอาภาพเขตแดนเขาพระวิหาร 2 ภาพขึ้นบนจอทีวี ภาพหนึ่งเป็นภาพเขตแดนของกัมพูชาที่เริ่มดูแลปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะมีทางขึ้นจากผามออีแดงไปจนถึงพลาญหิน จากนั้นจะเป็นบันไดขึ้นยาวไปอีกกว่า 200 เมตร ไปจนถึงลานภูเขาดาฟ้าด้านบน ทั้งนี้แต่ก่อนชายแดนเขมรอยู่ที่บันไดขั้นสุดท้าย แต่รัฐบาลทักษิณ กลับให้เขตแดนเขมรจากบันไดขั้นสุดท้ายไปจนด่านพลาญหิน แล้วยังมาบอกว่าเราไม่เสียดินแดนทับซ้อน ทั้งๆ ที่เขาพระวิหารอยู่ในดินแดนของไทยตลอดมา แต่นายนพดล ดูภาพทั้ง 2 ภาพ แล้วโกหกว่า ภาพแรกเป็นของชายแดนเขมรจริง แต่ภาพในอดีตที่อยู่บนสุดนั้น กลับบอกว่าไม่รู้ว่าถ่ายที่ไหน ทั้งๆ ที่เห็นภาพชัดๆ แต่ก็ยังโกหก


ส่วนมติ ครม.เมื่อปี พ.ศ.2505 เรื่องเขตแดนเขาพระวิหารนั้น นายไทกร กล่าวว่า มติดังกล่าว ไม่ใช่เขตแดนที่เขมรจะไปขอขึ้นปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เพราะเขตแดนในอดีตมีแต่ตัวปราสาท ไม่ได้รวมบันไดซึ่งยาวกว่า 200 เมตร และนี่คือเราเสียดินแดนไปแล้วส่วนหนึ่ง แล้วรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และกองทัพไทย อย่าเอาข้อมูลบิดเบือนไปบอกกับประชาชนอีกเป็นอันขาด เพราะเขาพระวิหารมีข้อมูลบันทึกเอาไว้ตลอด ที่สำคัญเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของคนทั้งชาติ


นายไทกร ยังกล่าวถึงนายปองพล อดิเรกสาร ที่ไปเจรจาเพื่อจะเอาพื้นที่ที่เหลือทั้งหมดไปมอบให้กับยูเนสโก้ เพื่อเชิญให้ชาวต่างชาติอีก 6 ชาติ เข้ามาบริหารร่วมกับเขมรบนพื้นแผ่นดินไทย ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่นายนพดล จะยกนายปองพล เป็นผู้มีพระคุณสูงสุดอีกคนหนึ่ง โดนเรื่องดังกล่าวมีคนหลายคนที่รู้เรื่องจริง รวมทั้งตนที่ขึ้นเขาพระวิหารไปหลายต่อหลายครั้ง


“พล.อ.ปฐมพงษ์ ยืนยันชัดเจนที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้า ว่า เถ้าเมื่อใดที่เขมรขึ้นทะเบียนเอาปราสาทเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก วันนั้นไทยสูญเสียอธิปไตยของชาติแน่นอน ซึ่งยังไม่นับเรื่องกองกำลังติดอาวุธแต่งชุดสีเขียว โดยติดธงสัญลักษณ์เขมร และใช้ปืนเอเค 47 เดินลาดตระเวนไปทั่วบริเวณพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร อีกทั้งยังทำรั้วกั้นถาวร เพื่อไม่ให้คนไทยก้าวเข้าไปในพื้นที่เขาพระวิหาร แล้วอย่างนี้รัฐบาลสมัคร จะมาพูดได้อย่างไรว่าเราไม่เสียดินแดน”


โดยข้อเท็จจริง กองกำลังติดอาวุธ และชาวเขมร ออกมาซื้อข้าวปลาอาหารในประเทศไทยบริเวณ อ.กันทรลักษณ์ โดยไม่ต้องใช้บัตรผ่านแดน นั่นแสดงว่าบริเวณเขาพระวิหารเป็นเขตปกครองอิสระ ที่ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลไทย แล้วทำไมไม่เอาข้อเท็จจริงว่าเราถูกยึดครองพื้นที่ 3 พันกว่าไร่ ไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 แล้ว โดยเฉพาะบริเวณบ้านภูสลอน และเขาพระวิหาร บริเวณนั้นเต็มไปด้วยกองกำลังทหารติดอาวุธของเขมร แต่รัฐบาลสมัคร กลับสั่งให้เจ้าตำรวจตระเวนชายแดน กองกำลังสิงห์ดำ 214 ถอยร่นลงมาจนถึงเขามออีแดง แสดงว่าศักยภาพในการปกป้องดินแดนของกองทัพไทยมันหมดสิ้นไปแล้ว


“ถัดออกไปยังช่องสะงำ ซึ่งมีเนิน 412 โดยทหารไทยไม่ยอมเสียเนินดังกล่าว กอดเสาธงยอมให้ทหารเขมรยิงตายโดยไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาไม่ถึง 10 ปี วันนี้กองทัพไทยทำอะไรอยู่ ทำไมต้องถอยร่น หรือว่าพวกคุณถือหุ้นในบ่อนเขมร เลยกลัวว่าถ้าปิดชายแดนแล้วจะเสียรายได้จากบ่อน หรือว่าคุณผูกขาดการขนส่งน้ำมัน ขายเกลือ ขายผงชูรสผ่านด่านชายแดน แสดงว่าสิ่งที่คนสำคัญในรัฐบาลไม่กล้าทำอะไรกับประเทศเขมร เพราะทุกคนล้วนมีผลประโยชน์ หากินกับทรราชในเขมรทั้งนั้น”นายไทกร กล่าว


นายไทกร กล่าวต่อว่า สรุปคือ สิ่งที่ทำให้เราเสียทั้งเกียรติยศ ดินแดน และอธิปไตยของชาติ เพราะนักการเมืองพรรคพลังประชาชนขายชาติ โดยหากินกับชาวเขมรทั้งนั้น ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ในแผ่นดินอีสานจะเดือด และลุกเป็นไฟ เพราะพี่น้องประชาชนที่จงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จะขับไล่รัฐบาลที่ขายแผ่นดินให้ออกไปจากภาคอีสาน


“ผมนั่งเครื่องบินกลับมา พบกับ ส.ส.คนหนึ่ง โดยเขาระบุว่า ไม่อยากให้พันธมิตรฯ ไปปราศรัยที่อีสาน เพราะถือว่าหยามหน้ากัน ผมจึงตอบกลับไปว่า ถึงจะต่อต้านกันมากขนาดไหน พวกเราไม่ยอม และจะเดินหน้าปราศรัยที่อีสานต่อไป เพราะพ่อแม่พี่น้องที่อีสานรู้แล้วว่า อะไรดี อะไรชั่ว ดังนั้นวันพรุ่งนี้ถ้าหากพี่น้องว่าง ก็ขอเชิญให้ไปที่กองปราบปราม บริเวณตรงข้ามเซ็นทรัล เพราะเราจะเริ่มแจ้งความดำเนินคดีอาญามาตรา 119 เพื่อเอาผิดกับผู้ใดก็ตามที่ทำให้เสียดินแดน และเสื่อมเสียอธิปไตยของชาติ เพื่อให้บุคคลเหล่านั้น ถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด”นายไทกร กล่าวทิ้งท้าย

http://www.manager.co.th/Multimedia/ViewVideo.aspx?NewsID=9510000081534
พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000081534

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2551 06:59 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000081534
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ส่งศาล รธน.ชี้ขาดยุบ ชท.- มฌ.

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.

คณะทำงานร่วม กกต.- อสส.มีมติ
ส่งศาล รธน.ชี้ขาดยุบ ชท.- มฌ.


นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต.และอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อพิจารณากรณีการยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย


มีมติเอกฉันท์ให้ นายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุด เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาชี้ขาดว่า ทั้งสองพรรคมีความผิดถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่


โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากยังไม่มีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานต่อข้อเท็จจริงในเรื่องของการยุบพรรค จึงเห็นควรให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดเพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป


เลขาธิการ กกต.ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการตั้งคณะอนุกรรมการยุบพรรคพลังประชาชนที่ประธาน กกต.ระบุว่า จะมีการนำบุคคลภายนอกมาร่วมเป็นคณะอนุกรรมการนั้น จะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2551 16:46 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000081881
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศรีสะเกษ จัดเวทีปราศรัยค้านมติยูเนสโก พร้อมทำพิธีเผาหุ่นโรยพริกเกลือสาปแช่ง “นพเหล่”

ศรีสะเกษเผาหุ่นโรยพริกเกลือสาปแช่ง “นพเหล่”
– ย้ำต้องลากคอ “ครม.” ติดคุกยกแก๊ง

ชาวกันทรลักษ์ ศรีสะเกษ จัดเวทีปราศรัยค้านมติยูเนสโก พร้�มทำพิธีเผาหุ่นโรยพริกเกลื�สาปแช่ง “นพเหล่” ทำไทยเสียดินแดนเขาพระวิหาร

ชาวกันทรลักษ์ ศรีสะเกษ จัดเวทีปราศรัยค้านมติยูเนสโก พร้อมทำพิธีเผาหุ่นโรยพริกเกลือสาปแช่ง “นพเหล่” ทำไทยเสียดินแดนเขาพระวิหาร


ศรีสะเกษ- ชาวกันทรลักษ์ ศรีสะเกษ จัดเวทีปราศรัยค้านมติยูเนสโก พร้อมทำพิธีเผาหุ่นโรยพริกเกลือสาปแช่ง “นพเหล่” อย่าได้ผุดได้เกิด ฐานทำไทยเสียดินแดนอธิปไตยเขาพระวิหาร กรณีสมรู้ร่วมคิดหนุนเขมรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ย้ำลากคอกรัฐบาล “หมัก หุ่นเชิด” มาดำเนินคดีรับโทษประหารชีวิต หรือติดคุกตลอดชีวิตทั้งคณะ


ประกาศรวมพลชุมนุมใหญ่ ต้านมต ิยูเนสโก และขับไล่ เขมรพ้นเขตแดนไทยที่ เชิงเขา พระวิหาร 12-13 ก.ค.นี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา (10 ก.ค.) ที่บริเวณหน้าศาลหลักเมืองกันทรลักษ์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ประชาชนชาวอำเภอกันทรลักษ์ พร้อมสมัชชาเกษตรกรรายย่อยจังหวัดศรีสะเกษ, กลุ่มศิลปินชายขอบ, กลุ่มรวมพลคนรักเขาพระวิหาร และกลุ่มธรรมยาตรากอบกู้รักษาแผ่นดินไทย กรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา นำโดย นายรณชิต ทุ่มโมง ประธานสมัชชาเกษตรกรรายย่อยจังหวัดศรีสะเกษ


ร่วมกันจัดเวทีปราศรัยคัดค้านมติคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก เห็นชอบขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว และโจมตีรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ทำให้ประเทศไทย ต้องสูญเสียดินแดนอธิปไตย บริเวณเขาพระวิหาร ให้กับกัมพูชา ในครั้งนี้


ท่ามกลางประชาชนจาก อ.กันทรลักษ์ และอำเภอใกล้เคียงมาร่วมรับฟังการปราศรัยกันอย่างหนาแน่น พร้อมทั้งมี การแสดงดนตรีของ กลุ่มศิลปินคนชายขอบ สลับกันกับ การปราศรัย ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก


ต่อมากลุ่มแกนนำการชุมนุมครั้งนี้ ได้ร่วมกับประชาชนชาวศรีสะเกษ ที่มาร่วมรับฟังการปราศรัย ทำพิธีเผาหุ่นของ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และได้นำเอาพริกเกลือ มาโรยลงใส่หุ่นที่ไฟกำลังลุกไหม้ ต่อหน้าศาลหลักเมือง กันทรลักษ์ พร้อมทั้งทำการสาปแช่ง ไม่ให้วิญญาณของนายนพดล ได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป ขณะที่ชาวกันทรลักษ์บางคน ได้นำเอาเท้าของสุนัขมากระทืบที่หุ่นของ นายนพดล ด้วยความเคียดแค้น ที่ทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดน เขาพระวิหารในครั้งนี้


ด้าน นายรณชิต ทุ่มโมง ประธานสมัชชาเกษตรกรรายย่อยจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ประกาศลาออกจาก ตำแหน่งโดยอ้างว่า เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบกรณีปราสาท พระวิหารนั้น ตนเห็นว่า นายนพดลคนเดียว ไม่สามารถทำเรื่องที่ทำให้ประเทศไทยต้องประสบความสูญเสีย อย่างยิ่งใหญ่มหาศาลเช่นนี้ได้ แต่เป็นเพราะการทำงานของรัฐบาลทั้งคณะ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา และรับรองแผนที่ฉบับใหม่ของกัมพูชา วันที่ 18 มิ.ย.2551 ในการสนับสนุนขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา


ฉะนั้น จึงขอเรียกร้องให้ส่วนที่เกี่ยวข้องนำตัว นายนพดล และคณะรัฐมนตรี ทั้งคณะรวมทั้งทุกคนที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อให้รับโทษสถานหนักถึงขั้นประหารชีวิตหรือติดคุกตลอดชีวิตต่อไป ฐานที่ทำให้ ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดนที่ บริเวณเขาพระวิหารในครั้งนี้


“ขอเชิญชวน ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ มาร่วมกันชุมนุมที่ บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เพื่อร่วมกันขับไล่ชาวกัมพูชา ให้ออกไปจาก เขตแดนไทย ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร และ


คัดค้าน มติองค์การยูเนสโก ที่เห็นชอบ การขึ้นทะเบียน ประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ในวัน 12 -13 ก.ค.นี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป” นายรณชิต กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2551 10:51 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081584
พิมพ์ ข่าวนี้
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

คำฟ้อง ทักษิณ แก้ไขค่าสัมปทาน “มือถือ-ดาวเทียม” เอื้อชินฯ

คำฟ้อง ย้ำผิด “แม้ว” โคตรโกง
แก้ไขค่าสัมปทาน “มือถือ-ดาวเทียม” เอื้อชินฯ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร �ดีตนายกรัฐมนตรี

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี


อสส. ยื่นฟ้อง “ทักษิณ” ต่อศาลฎีกานักการเมือง ฐานทุจริต ออกกฎหมายแก้ไข ค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ-ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อธุรกิจ ชินคอร์ป ทำรัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้าน


วันนี้ (11 ก.ค.) เวลา 11.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ นำสำนวนการสอบสวน จำนวน 3 ลัง 20 แฟ้ม รวม 19,933 แผ่น พร้อมความเห็นของ นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ที่สั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็น หุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น ในห้างหุ้นส่วน หรือ บริษัทที่รับสัมปทาน หรือ เข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการ หรือ ดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือ ผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่


โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 152, 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 100, 122 ต่อศาลฎีกาฯ


ตามโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ถึง วันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นเวลาบริหารราชการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540


จำเลยดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. และเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม.11


โดยจำเลยในฐานะนายกฯ มีหน้าที่กำกับดูแล ทั้งส่วนราชการในสังกัด กระทรวง ทบวง กรม และ หน่วยงานอื่นในฝ่ายบริหาร ที่ไม่ได้สังกัดกระทรวง ทบวง กรม ใด รวมทั้งองค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย และเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้ง ที่เป็นข้าราชการ และพนักงานในองค์การรัฐวิสาหกิจ


ซึ่งจำเลยในฐานะนายกฯ มีอำนาจหน้าที่ กำหนดและกำกับนโยบายสูงสุด ในการบริหารราชการแผ่นดินตามแนว นโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ และ นโยบาย ของ คณะรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540


โดยในส่วนของการจัดการดูแลกิจการโทรคมนาคม จำเลยมีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ม.11 ซึ่งจำเลย มีอำนาจหน้าที่กำกับ โดยทั่วไป ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน ในการสั่งราชการส่วนกลาง ชี้แจงแสดงความเห็น ทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ


ในกรณีจำเป็นจะยับยั้งการปฏิบัติราชการใดๆ ที่ขัดต่อนโยบายหรือมติ ครม. ซึ่งตาม ม.7 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว กระทรวง เป็น การจัดการบริหารราชการส่วนกลาง และ


ม.20 ให้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ


ม.24 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผน ส่งเสริม พัฒนา และ ดำเนินกิจการเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร และ ราชการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ และ


ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ม. 10 กระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงินการคลัง การบริหารทรัพย์สินของแผ่นดิน ภาษีอากร การรัษฎากร กิจการหารายได้ที่รัฐมีอำนาจดำเนินการได้แต่เพียงผู้เดียวตามกฏหมาย


จำเลยจึงมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการกระทรวงการคลัง ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ บริหารราชการเกี่ยวข้อง กับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผ่าน รมว.ไอซีที รวมทั้งการสั่งราชการ ที่เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพสามิต ผ่านทาง รมว.คลัง


นอกจากนี้จำเลยยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.หมวด 9 ว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ตาม ม.100 ซึ่งต่อมายังได้ มีประกาศ ป.ป.ช. เรื่องกำหนด ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ต้องห้ามไม่ให้ดำเนินกิจการ ตามบทบัญญัติ ม.100


โดยคดีนี้ระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 8 มีนาคม 2548 และระหว่างวันที่ 9 มีนาคม 2548 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2549 จำเลย เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


ได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ด้วยการเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,419,490,150 หุ้น ซึ่งบริษัทดังกล่าว เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทแอดวานซ์ อินโฟล์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด, บริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน)


ซึ่งทุกบริษัทดังกล่าว ต่างเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐและเข้าเป็นคู่ สัญญากับรัฐ โดยจำเลยอำพราง การถือหุ้นไว้ด้วยการให้ บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด, บริษัท วินมาร์ค จำกัด ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็นของจำเลย โดยมี นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่คู่สมรส มีชื่อถือหุ้นแทน


โดยระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2549 จำเลย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับ โดย ทั่วไป ในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งการสั่งราชการที่เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพสามิต ผ่านทาง รมว.คลัง และ ที่เกี่ยวข้องกับ ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และ การสื่อสาร ผ่าน รมว.ไอซีที ได้ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้า ที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย ในกิจการโทรคมนาคม


ด้วยการกระทำการ สั่งการตามอำนาจหน้าที่ให้มีการแปลงค่าสัมปทานในกิจการโทรคมนาคมให้เป็นภาษี สรรพสามิตเพื่อประโยชน์แก่ธุรกิจของ บมจ.ชินคอร์ปฯ โดยค่าสัมปทานดังกล่าว บมจ.แอดวานซ์ฯ บมจ.ดิจิตอลโฟนฯ ที่ บมจ.ชินคอร์ปฯ ถือหุ้นใหญ่ มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดย


จำเลย มอบนโยบาย และ สั่งการให้ ออก พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ.2546


พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546


ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68 ) ลงวันที่ 28 มกราคม 2546 และมติ ครม.วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 กรณี ที่เกี่ยวข้องกับ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิต จากกิจการโทรคมนาคม และ ให้นำค่าสัมปทานหักกับ ภาษีสรรพสามิต


โดยการกระทำดังกล่าว ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ กระทรวงการคลัง กระทรวงไอซีที บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท. รวมทั้งบริษัทอื่น ที่เกี่ยวข้อง โดยทำให้ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท ที่เป็นคู่สัญญา นำค่าภาษีสรรพสามิต มาหักออกจากค่าสัมปทาน ทำให้เสียหายจำนวน 41,951.68 ล้านบาท และจำนวน 25,992.08 ล้านบาท


นอกจากนี้ จำเลยไม่กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการดาวเทียม ทั้งที่เป็นกิจการโทรคมนาคม และเป็นกิจการที่ บมจ.ชินคอร์ป ได้รับสัมปทานจากรัฐเช่นเดียวกับโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่


จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการใช้อำนาจของจำเลยใน ฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่สุจริต เหตุตามฟ้องเกิดที่แขวง-เขตดุสิต และ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.


คดีนี้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.ทีโอที มีหนังสือลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ถึง ประธานคณะกรรมการ ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราสรรพสามิต ดังกล่าว ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาล ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่ง


คตส.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แล้วเห็นว่า พยานหลักฐาน ที่ตรวจสอบมากพอ ที่จะแจ้งข้อกล่าวหากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ให้บุคคลอื่น เป็นผู้ถือหุ้นแทน ใน บมจ.ชินคอร์ปฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ เป็นการกระทำ ที่เป็นการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. ม.100, 122 และ เป็นความผิด ตาม ป.อาญา ม.152 และ 157 จึงเสนอ ให้คตส.ซึ่งได้มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบ ซึ่งต่อมา จำเลยได้ชี้แจงข้อกล่าวหาโดยให้การปฏิเสธ


โดยระหว่างไต่สวน จำเลยไม่ถูกควบคุมตัว โจทก์ ไม่ได้นำตัวจำเลย มาศาลพร้อมฟ้อง เนื่องจากจำเลย เป็นบุคคล ที่อยู่ในอำนาจของศาลนี้แล้ว โดยจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับ จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อม.1/2550 (คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก) ของ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


จึงขอให้ศาลมีหมายเรียกจำเลยมาพิจารณาพิพากษาต่อไป ซึ่งคดีนี้โจทก์มี นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ขณะนั้น) นายสัญญา วรัญญู นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล เป็น


พยานยื่นยันการถือหุ้นและปิดบังอำพรางการถือหุ้นของจำเลย ใน บมจ.ชินคอร์ป และมี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ นายสมหมาย ภาษี เป็นพยานยืนยันการแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตและบุคคลอื่น ประกอบพยานเอกสารที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้


โดยโจทก์ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายดำที่ อม.1/2550 ของศาลฎีกาฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขั้นตอนต่อไปประธานศาลฎีกา จะกำหนดนัดประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา เพื่อคัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 9 คน เพื่อรับผิดชอบพิจารณา พิพากษาคดีนี้


เมื่อได้องค์คณะทั้ง 9 คนแล้ว องค์คณะจะประชุมพิจารณาเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน พร้อมตรวจสำนวนคำฟ้อง เพื่อพิจารณาว่า จะมีคำสั่งว่ารับ หรือไม่รับฟ้องคดี หรือไม่อย่างไร

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2551 14:45 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081602
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.