Accom Thailand

July 12, 2008

“อดีตผู้ว่าฯ หญิง”เตือน ขรก.ตกเป็นแพะรับใช้”แม้ว”

Filed under: 1 — accomthailand @ 20:39
นิพัทธา ภ??รรัตนเมธา

นิพัทธา อมรรัตนเมธา

“อดีตผู้ว่าฯ หญิง”เตือน ขรก.ตกเป็นแพะรับใช้”แม้ว”


“อดีตผู้ว่าฯหญิง” ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ แฉ”แม้ว”พยายามทำลายความแข็งแกร่งระบบข้าราชการ หวังเข้าครอบคลุมทุกอย่างแบบราบรื่น เตือนข้าราชการไทยอย่าเผลอตกเป็นเครื่องมือ อาจตกเป็นแพะรับบาป


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา ปราศรัย


วันนี้ (12 ก.ค.) เมื่อเวลา 18.40 น. นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา อดีต ส.ว. และอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา และปทุมธานี ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดย เชิงสะพานมัฆวานฯ ว่า ตนนั้นชื่นใจที่มีนายทหารขึ้นมาพูดบนเวทีนี้ ซึ่งเช่นเดียวกับตนที่ทนไม่ได้กับเรื่องหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยปกติทหารจะมีทั้งหมด 4 เหล่า แต่เท่าที่ดูตอนนี้เห็นอยู่เหล่าเดียวที่กล้ามาขึ้นเวทีนั่นคือ ทหารบก ไม่รู้เหล่าที่เหลือหายไปไหนกันหมด


“ความจริงกระบวนการจาบจ้วงมีมานานแล้ว โดยมีมาตั้งแต่สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ เรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้ การจาบจ้วงที่มีอยู่ตามเว็บไซต์ยังไม่มีใครดำเนินการ”นางนิพัทธากล่าว


นางนิพัทธากล่าวต่อว่า ตนขอยืนยันว่า ถ้าหากทุกวันนี้ไม่มีราชวงศ์จักรี ประเทศไทยก็จะไม่มี ตนไม่เคยคุยว่า คุณปู่เป็นเจ้าพระยา เพราะคุณปู่เป็นแค่พระ และไม่เคยคุยโอ้อวดต่างๆ แต่จะลงมือทำเลย และที่เกิดมานี้เพื่อทดแทนบุญคุณของแผ่นดิน จะได้เกิดมาไม่เสียชาติเกิด การที่ข้าราชการประจำตกเป็นเครื่องมือ เพราะข้าราชการเหล่านี้เห็นแก่เงิน จึงตกเป็นทาสได้ง่าย และผลสุดท้ายจะตกเป็นแพะ จึงกลายเป็นแพะรับบาปในที่สุด


นางนิพัทธา กล่าวว่า อยากเรียนให้เหล่าข้าราชการทั้งหลายทราบว่า ตนนั้นมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการเพียงไร ถ้าหากท่านทั้งหลายมีจุดยืน อยากให้ท่านได้ทบทวนและทำในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วท่านจะปลอดภัย แต่ถ้าท่านพลีใจไปเป็นเครื่องมือให้กับคนพวกนั้น เมื่อนั้นท่านจะเป็นแพะรับบาป ที่สำคัญทักษิณพยายามทำลายความแข็งแกร่งของระบบข้าราชการ เพื่อจะได้เข้าครอบคุมข้าราชการทั้งหมดได้โดยง่าย


“อย่างระบบโทรคมนาคมนั้นเป็นสมบัติของชาติไทย ไม่ใช่สมบัติของประเทศสิงคโปร์ แต่ก็นำไปขายให้ อีกเรื่องคือเกาะกง เรื่องนี้นั้นชาวบ้านต่างไม่รู้ว่าที่นั่นมีผลประโยชน์ต่างๆ มากมาย และเขาพยายามที่จะนำชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน เพื่อหาผลประโยชน์ให้กับครอบครัวของตัวเองเพียงอย่างเดียว”นางนิพัทธากล่าว


ตอนท้ายนางนิพัทธากล่าวว่า อยากจะให้จับตาคนๆ นี้ให้ดี เขาผู้นี้พยายามจูงใจต่างๆ นานา โดยใช้หลักการทางการตลาดเข้ามาประชาสัมพันธ์ ชวนใจให้เชื่อตาม ซึ่งเงินที่นำมาใช้นั้นเป็นเงินจากภาษีประชาชนของพวกเราทั้งนั้น ตนเชื่อว่าถ้าหากคนผู้นี้ยังอยู่ จะมีนโยยบายขายชาติต่างๆ ตามมามากมาย และสิ่งหนึ่งทีทำให้ตนได้มายืนอยู่ที่นี่ คือ


พวกท่านที่มาอยู่ที่นี้ ทำให้ตนทนอยู่หน้าทีวีไม่ได้ ทำให้อยากออกมา และ อยากให้คนที่อยู่หน้าจอทีวี กล้าที่จะออกมา เพื่อการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองนี้ จะได้เกิดขึ้น และ น้ำเน่าต่างๆ จะค่อยๆ หมดไป

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2551 20:53 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082133
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below


“ครูลักขณา”เชื่อคำนายโหร”ร.1″กำลังเป็นจริง-ยกพันธมิตรฯคือชาวศรีวิไล
http://www.manager.co.th/Multimedia/ViewVideo.aspx?NewsID=9510000082137


“ครูลักขณา”ยกคำทำนายโหรสมัย ร.1 ระบุดวงเมืองปัจจุบันเป็นยุคของชาวศรีวิไล คนไทยจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกด้านหลังจากนี้ พร้อมยก”สนธิ”คนดีมาเกิดทำให้ประชาชนรู้ความจริงมากขึ้น เชื่อการทำงานของ 5 แกนนำพันธมิตรฯ และประชาชนที่มาร่วมชุมนุมจะทำให้คำทำนายเป็นจริง

วันนี้ (12 ก.ค.) เวลาประมาณ 19.40 น.อาจารย์ลักขณา ดิษยะศริน ตะเวทิกุล ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สกูล ออฟ แบงค็อก ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ว่า หลังจากที่ได้เคยอ่านคำทำนายของโหราธิบดี ในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งที่แล้ว มีหลายคนอยากให้นำมาขยายความอีก วันนี้จึงถือโอกาสนำมาบอกเล่าให้ฟังอีกครั้ง

ทั้งนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เคยเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 โหราธิบดีได้รับมอบหมายให้ทำนายดวงเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ จากวันเดือนปีในการลงเสาหลักเมือง โดยใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจดวงชะตา ซึ่งมีใจความถึง 12 ยุค ซึ่งคำทำนายสำหรับปัจจุบันคือ ประเทศไทยจะถูกเรียกขานว่าเป็นถิ่นสกาว ผู้ที่สืบสันติวงศ์บริหารราชการแผ่นดินจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการสูงส่ง และจะนำพาให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง โดยประชาชนได้ชื่อว่า เป็นชาวศรีวิไล พวกมิจฉาทิฐิ และอธรรมจะถูกกำจัดให้หมดสิ้นไป ซึ่งถ้าไม่ตายด้วยคมหอกคมดาบก็จะเป็นโรคป่วยตาย เพราะเป็นยุคอารยะคนที่มีจิตใจที่เป็นธรรมเท่านั้นที่จะอาศัยอยู่ได้ และพวกที่ไม่มีศีลธรรมก็จะถูกลงโทษถึงตายไม่ทางใดทางหนึ่ง


ทั้งนี้ยังมีความหมายกำกับอีกว่า คนเข็ญกลับรวย คือจะมีการปรับภาษี และฐานะของประชาชนให้เป็นธรรมในยุคนี้ การให้ส่งเสริมการพาณิชย์ให้เจริญรุ่งเรื่อง


คนสวยได้รับสุข มีอรรถาธิบายว่า มีการปรับปรุงส่งเสริมศีลธรรมของคนในสังคม จากยุคสงคราม และการฉุดคร่าหญิงสาวจะหมดไป โดยจะมีการปราบโจรผู้ร้ายจนหมดสิ้น เพื่อความสุขของสังคม


ประกอบยุคยืนชน มีอรรถาธิบายว่า จะมีการปรับปรุงสาธารณูปโภคให้ทั่วถึงกัน การเจ็บป่วยจะน้อยลง การตายเมื่ออายุยังน้อยจะหมดไป ประชาชนจะมีศีลธรรม และอายุยืนในยุคนี้ โดยการศึกษาจะได้รับการพัฒนาทั้งอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และความรู้ทุกประเภท


พอกผลบริบูรณ์ มีอรรถาธิบายว่า จะมีการปรับปรุงด้านการเกษตร ให้มีสภาวะที่เหมาะกับดินฟ้าอากาศ พืชพันธุ์ในประเทศจะบริบูรณ์ดี


ทรัพย์เพิ่มพูนไม่ขัด มีอรรถาธิบายว่า จะมีการปรับปรุงรายได้ของข้าราชการ กรรมกร ลูกจ้างให้เป็นธรรมมากขึ้น และมีการกำหนดเงินตราที่แน่นอนเพื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ


ธรรมนูญรัฐบูชา มีอรรถาธิบายว่า ยุคนี้จะมีการปกครองที่เป็นศัตรูต่อระบอบเผด็จการ ประชาชนจะยึดเอาประชาชนธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นระบอบการปกครองของประเทศ


กษัตริยานุสรน์ มีอรรถาธิบายว่า ประชาชนทุกคนจะให้ความเคารพพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ โดยที่ใครจะมาลบหลู่มิได้


ภราดรดำรง มีอรรถาธิบายว่าประชาชนจะมีไมตรีจิตและเห็นใจซึ่งกันและกัน เสมือนเป็นญาติพี่น้องกัน


อาจารย์ลักขณา กล่าวอีกว่า คำทำนายดังกล่าวจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ จากความเสียสละของประชาชนที่มาชุมนุม และ 5 แกนนำพันธมิตรฯ ที่มาคอยให้ความรู้ เพื่อให้บ้านเมืองเป็นสุข ยุติธรรม โดยทุกคนในที่นี้จะเป็นนักสู้ตัวจริงที่เป็นชาวศรีวิไล ซึ่งจะต้องขอบคุณและยกย่องคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เป็นผู้ให้ความรู้กับเราตั้งแต่ต้น ถ้าไม่มีคนผู้นี้เราคงจะตาบอด และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทรัพย์สมบัติของประเทศบ้าง


“เมืองไทยไม่สิ้นคนดีถึงได้มีคุณสนธิมาเกิด ถ้าไม่มีคนผู้นี้เราคงตาบอด และเมื่อเราได้ข้อมูลจากท่าน ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับทรัพย์สมบัติของประเทศ จึงเป็นเรื่องดีทำให้เราเข้าใจและหันมาปกป้องชาติบ้านเมือง”อาจารย์ลักขณากล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2551 21:11 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082137
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“สนธิ” ชี้พฤติกรรมอุตริ พระยากือนาหน้าเหลี่ยม ฆ่าคนบูชายัญ ฝันเฟื่อง

“สนธิ” ชี้พฤติกรรมอุตริ”พญากือนาหน้าเหลี่ยม”-
จาบจ้วงฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ภาพพระยากื�นา ที่วาดให้เหมื�น คนหน้าเหลี่ยม

ภาพพระยากือนา ที่วาดให้เหมือนคนหน้าเหลี่ยม


“สนธิ” ย้ำพฤติกรรมอุตริ วาดภาพพระยากือนาหน้าเหลี่ยม ฆ่าคนบูชายัญ ฝันเฟื่องยกตัวเองเป็นพระเจ้าตาก ชี้การจาบจ้วง พระเจ้าอยู่หัวล้วนเชื่อมโยงกัน และกระทำเป็นขบวนการ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เตือนบ้านเมืองกำลังวิกฤต หากทหารไม่ลุกขึ้นมา ปกป้องจะสูญเสียทุกอย่าง


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย


เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 12 ก.ค. ที่เวทีสะพานมัฆวานฯ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นปราศรัย โดยได้เริ่มกล่าวถึงความหลากหลายของผู้คน วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยจนทุกวันนี้ว่า ประกอบไปด้วยชนหลายเชื้อชาติ หลายวัฒนธรรม เช่น อาณาจักรศรีวิชัยที่แผ่ขยายไปถึงหลวงพระบาง และมีลักษณะคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมขอม ที่เขมรพยายามอ้างว่าเป็นบรรพบุรุษของพวกเขา


นายสนธิ ได้กล่าวถึงวัฒนาธรรมล้านนา และกล่าวถึง พฤติกรรมอวดอุตริของคนบางคน ที่จัดทำหนังสือตำนานพระธาตุดอยสุเทพ ที่มีการวาดรูปพระยากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์เม็งราย ที่เป็นผู้สร้างพระธาตุดอยสุเทพ ให้มีลักษณะเหมือนคนหน้าเหลี่ยม นอกจากนั้น มีการสร้างพระพุทธรูปชินวัตรมุณี ที่วัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ในลักษณะใบหน้าสี่เหลี่ยม นอกจากนี้ยังกล่าวถึงพฤติกรรมอวดอุตริอื่นๆ เช่น การเข้าไปเป็นประธานทำพิธีในวัดพระแก้ว การไปประชุมคณะรัฐมนตรีในปราสาทหินพนมรุ้ง ทุกเหตุการณ์ล่วนเชื่อมโยงกันหมด
พระพุทธรูปชินวัตรมุณี

พระพุทธรูปชินวัตรมุณี



ภาพ พญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์เม็งราย
องค์ผู้สถาปนาพระธาตุดอยสุเทพ ในหนังสือ
ตำนานวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรมหาวิหาร



นายสนธิ ย้ำว่า ขบวนการจาบจ้วงพระเจ้าอยู่หัวมีมาตั้งแต่ปี 44 จนกระทั่งปี 2549 ก็ได้เปลี่ยนมาเป็น นปก. มาด่า พล.อ.เปรม เพื่อกระทบพระเจ้าอยู่หัว

สนธิ ลิ้มท�งกุล

สนธิ ลิ้มทองกุล


นายสนธิ กล่าวว่า เสาค้ำสถาบันกษัตริย์มีอยู่สองเสา คือ เสาแรกคือประชาชน แม้ตอนแรกถูกหลอกและปั่นหัว และในที่สุดก็รู้เท่าทัน แต่เสาที่สองคือทหาร ซึ่งที่ผ่านมาถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความพยายามในการลดพระราชอำนาจมาตลอด


“กรณีปราสาทพระวิหารที่ทหารบอกว่าไม่เสียดินแดน อาจมองได้สองอย่างคือ อย่างแรกทหารโง่ หรืออย่างที่สองคือสมรู้ร่วมคิดกับพวกขายชาติขายบ้านขายเมือง ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องการดึงทหารเข้าไปอยู่ในมือ” นายสนธิระบุ และว่า วิกฤติครั้งนี้หากไม่รีบแก้ไข และประชาชนไม่รีบลุกขึ้นมาชาติทั้งชาติก็จะสูญเสียหมดเลย


นายสนธิชี้ให้เห็นว่า หากมีการซื้อ ส.ส. ซื้อองค์กรอิสระ ซื้อผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทุกอย่างก็จะสำเร็จ หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยุบองคมนตรีก็ทำได้


นายสนธิ ยังย้ำอีกว่า ทุกเรื่องไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เนื่องจากมีการเชื่อมโยงกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำพิธีในวัดพระแก้ว การประชุม ครม.ที่ปราสาทพนมรุ้ง การปล่อยข่าวว่าเป็นพระเจ้าตากกลับชาติมาเกิด หรือการทุบทำลายปราสาทพนมรุ้ง เป็นต้น


สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนจงใจและกระทำเป็นขบวนการ รวมทั้งเรื่องการทำพิธีกรรมต่ออายุโดยหมอผีเขมร ที่บุรีรัมย์ โดยการฆ่าคนเป็นๆ บูชายัญ แต่อย่างไรก็ดีทุกอย่างล้วนหนีกฎแห่งกรรมไปไม่หมดและขณะนี้กำลังเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 13 กรกฎาคม 2551 00:11 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082157
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ผู้ชุมนุมชาวไทย รุกคืบย้ายศาลาไทยไปตั้งประชิดเชิงเขาพระวิหาร ได้ อีก 59 เมตร

ชายแดน “เขาพระวิหาร” ศรีสะเกษตึงเครียด! –
ผู้ชุมนุมไทยบุกประชิดขับไล่ชาวกัมพูชา

ชายแดนไทย-กัมพชา เชิงเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษตึงเครียด ผู้ชุมนุมชาวไทยรุกคืบย้ายศาลาไทยตั้งประชิดเชิงเขา ท่ามกลางกำลังทหาร-ตร. �ปพร.ทั้งชาย-หญิง สกัดกั้น วันนี้ (12 ก.ค.)

ชายแดนไทย-กัมพชา เชิงเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ตึงเครียด ผู้ชุมนุมชาวไทย รุกคืบย้ายศาลาไทยตั้งประชิดเชิงเขา ท่ามกลางกำลังทหาร-ตร. อปพร. ทั้งชาย-หญิง สกัดกั้น วันนี้


ศรีสะเกษ – ชายแดนไทย-กัมพชาเชิงเขาพระวิหาร ตึงเครียด ผู้ชุมนุมชาวไทย รุกคืบย้ายศาลาไทยไปตั้งประชิดเชิงเขาได้ อีก 59 เมตร ท่ามกลาง การระดมกำลัง ทหาร-ตร.อปพร.ทั้งชาย-หญิง สกัดกั้น


อีกทั้งนำลวดหนามวางกั้น ตลอดแนวไม่ให้ผู้ชุมนุม เข้าใกล้ชายแดนชุมชนเขมร ที่ รุกล้ำเขตแดนไทย แกนนำยื่นหนังสือถึง “ผบ.ทบ.”เรียกร้อง 3 ข้อหลัก ขีดเส้น ให้ผลักดันชาวเขมรออกไปใน 7 วัน


ด้านฝ่ายกัมพูชาอพยพเด็ก-ผู้หญิง ออกชุมชนเชิงเขา ขึ้นไปยังชั้นบนปราสาทพระวิหาร พร้อมตรึงกำลัง ชายฉกรรจ์ และ ทหาร อาวุธครบมือ ตลอดเวลา


วันนี้ ( 12 ก.ค. ) เมื่อเวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ประชาชนชาวไทยกลุ่มสภาสหธรรมมิกประชาธิปไตย ร่วมกับ พันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย จากหลายจังหวัด ในภาคอีสาน , สมัชชาเกษตรกรรายย่อย จังหวัดศรีสะเกษ แล เครือข่ายประชาชน คนกันทรลักษ์พิทักษ์เขาพระวิหาร นำโดย


นายรณชิต ทุ่มโมง ประธานสมัชชาเกษตรกรรายย่อยจังหวัดศรีสะเกษ , นายสมาน ศรีงาม ประธานสภาประชาธิปไตยแห่งชาติ ได้พากันชุมนุม พร้อมเคลื่อนขบวนย้ายศาลาไทย จากจุดเดิมที่บริเวณ หน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร มุ่งหน้า ตามถนนไปยังบริเวณ ชายแดนไทย-กัมพูชา อีกประมาณ 59 เมตร


โดยมีกำลัง ตำรวจ ทหารและอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ทั้งชาย-หญิง ของ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เสาธงชัย มาตั้งด่านสกัดกั้น ไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายไป ใกล้เขตแดนเชิงเขาพระ วิหาร


เนื่องจากเกรงว่าอาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกัน ระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุม และ ประชาชนชาวกัมพูชา ที่รุกล้ำเขตแดนไทยเข้ามาตั้งชุมชน ร้านค้า อยู่ในบริเวณดังกล่าว


อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ชุมนุม ได้ตั้งศาลาไทยไว้ข้างถนน หลังจากรุกคืบมา ได้ 59 เมตร พร้อมทั้งปักธงชาติไว้ที่ศาลาทรงไทยเช่นเดิม เพื่อรอ การเคลื่อนย้าย ต่อไป ยังเชิงเขาพระวิหาร เพื่อตั้งไว้เป็นสัญลักษณ์ แสดงถึงความเป็นเขตแดนประเทศไทย และ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศว่า ในวันเสาร์ที่ 19 ก.ค.51 จะต้องผลักดัน ชาวกัมพูชาออกไป จากเขตแดนไทย ที่เชิงเขาพระวิหารให้จงได้


นายรณชิต ทุ่มโมง กล่าวว่า จากการที่สภาสหธรรมมิกประชาธิปไตย ได้ทำหนังสือ แจ้งให้ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้ผลักดันชาวกัมพูชา ออกไปจากเขตแดนไทยภายใน 30 วันนั้น ปรากฏว่าระยะเวลาผ่านมา 21 วันแล้ว แต่ทหาร ในฐานะผู้มีภารกิจหลักในการรักษาอำนาจอธิปไตย กลับไม่ไม่มีการกระทำใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึง การรักษาผืนแผ่นดินไทย


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มีทีท่าประหนึ่งว่า สนับสนุนให้ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชารุกเข้ามายึดผืนแผ่นดินไทยไปเรื่อยๆ ซึ่งการนิ่งเฉยเสมือนการให้ท้ายประเทศกัมพูชา และมีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนด้วยว่า การเคลื่อนไหวใด ๆ ของประชาชนตามแนวชายแดนให้คำนึงถึงมิตรภาพ เหมือนกับว่า ผบ.ทบ.ไม่เคยเข้าใจ ความรู้สึกของคนไทย ที่ต้องเสียอำนาจอธิปไตย บนแผ่นดินไทย


ด้วยเหตุนี้ในนามของ เครือข่ายประชาชนคนกันทรลักษ์พิทักษ์เขาพระวิหาร จึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้


1. ให้ผลักดันชาวกัมพูชาออกจากแผ่นดินไทยภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 13 -21 ก.ค.นี้


2. ต้องนำธงไทยไปปักที่บันไดขั้นที่ 16 นับจากตัวปราสาทพระวิหารลงมา ตามคำตัดสินของศาลโลก และมติคณะรัฐมนตรีไทย ปี 2505 และ


3. ขอให้ตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนให้ชัดเจนภายใน 7 วัน


“หากกองทัพบกไม่สามารถดำเนินการรักษาอธิปไตยเหนือแผ่นดินไทยได้ ก็จะต้องเป็นภารกิจ ของคนไทยทั้งประเทศ มาช่วยกันรักษาอธิปไตย เหนือแผ่นดินไทย ที่เขาพระวิหารแห่งนี้ต่อไป” นายรณชิต กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายรณชิต ได้ยื่นหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว ถึง ผบ.ทบ. ผ่าน พ.อ.ธัญญา เกียรติสาร ผบ.หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23


ขณะเดียวกันพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา รอบบริเวณเชิงเขาพระวิหารนั้น ทหารพราน ได้นำเอาลวดเหล็กหนามที่ใช้ในสนามรบ มาวางเป็นรั้วกั้นตลอดแนว เพื่อป้องกัน ไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปใกล้ เขตชุมชนชาวกัมพูชาที่รุกล้ำ เขตแดนไทย เข้ามาสร้างบ้านเรือน ร้านค้าอยู่บริเวณ เชิงเขาพระวิหาร

สถานการณ์ตึงเครียดทหารพรานไทย นำลวดหนามมาวางเป็นรั้วกั้นตล�ดแนวชายแดน บริเวณเชิงเขาพระวิหาร

สถานการณ์ตึงเครียดทหารพรานไทย นำลวดหนามมาวางเป็นรั้วกั้นตลอดแนวชายแดน บริเวณเชิงเขาพระวิหาร


พร้อมกับได้มีกำลัง ทหารพรานพร้อมอาวุธครบมือ คอยเฝ้ารักษาความปลอดภัย และ ตรวจคุมเข้ม อยู่ตรงกลาง ระหว่างหลังลวดหนาม กับบริเวณเชิงเขาพระวิหาร หน้าประตูเหล็ก ทางเข้าประสาทพระวิหาร ที่รัฐบาลกัมพูชา สั่งให้ปิดประตูมาตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา


นอกจากนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า ทางฝ่ายกัมพูชา ได้ทำการอพยพผู้หญิง และเด็ก ออกจากบริเวณชุมนุมร้านค้าเชิงเขา พระวิหาร ดังกล่าว ขึ้นไปอยู่บนบริเวณปราสาทโคปุระชั้นที่ 2


ส่วนบริเวณชุมชน เชิงเขาพระวิหาร เหลือเพียงกลุ่มชายฉกรรจ์ และทหารกัมพูชา พร้อมอาวุธครบมือ เพื่อเตรียมต่อต้าน การบุกรุกจาก กลุ่มผู้ชุมนุมชาวไทยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ตลอดเวลา

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2551 20:21 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082134
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

คำนายโหร “ร.1″ กำลังเป็นจริง-ยกพันธมิตรฯ คือ ชาวศรีวิไล

Filed under: 1 — accomthailand @ 15:22

ภ??จารย์ลักขณา ดิษยะศริน ตะเวทิกุล

อาจารย์ลักขณา ดิษยะศริน ตะเวทิกุล


“ครูลักขณา”เชื่อคำนายโหร”ร.1″กำลังเป็นจริง-ยกพันธมิตรฯคือชาวศรีวิไล


“ครูลักขณา”ยกคำทำนายโหรสมัย ร.1 ระบุดวงเมืองปัจจุบันเป็นยุคของชาวศรีวิไล คนไทยจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกด้านหลังจากนี้ พร้อมยก”สนธิ”คนดีมาเกิดทำให้ประชาชนรู้ความจริงมากขึ้น เชื่อการทำงานของ 5 แกนนำพันธมิตรฯ และประชาชนที่มาร่วมชุมนุมจะทำให้คำทำนายเป็นจริง


วันนี้ (12 ก.ค.) เวลาประมาณ 19.40 น.อาจารย์ลักขณา ดิษยะศริน ตะเวทิกุล ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สกูล ออฟ แบงค็อก ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ว่า หลังจากที่ได้เคยอ่านคำทำนายของโหราธิบดี ในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งที่แล้ว มีหลายคนอยากให้นำมาขยายความอีก วันนี้จึงถือโอกาสนำมาบอกเล่าให้ฟังอีกครั้ง


ทั้งนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เคยเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 โหราธิบดีได้รับมอบหมายให้ทำนายดวงเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ จากวันเดือนปีในการลงเสาหลักเมือง โดยใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจดวงชะตา ซึ่งมีใจความถึง 12 ยุค ซึ่งคำทำนายสำหรับปัจจุบันคือ ประเทศไทยจะถูกเรียกขานว่าเป็นถิ่นสกาว ผู้ที่สืบสันติวงศ์บริหารราชการแผ่นดินจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการสูงส่ง และจะนำพาให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง โดยประชาชนได้ชื่อว่า เป็นชาวศรีวิไล พวกมิจฉาทิฐิ และอธรรมจะถูกกำจัดให้หมดสิ้นไป ซึ่งถ้าไม่ตายด้วยคมหอกคมดาบก็จะเป็นโรคป่วยตาย เพราะเป็นยุคอารยะคนที่มีจิตใจที่เป็นธรรมเท่านั้นที่จะอาศัยอยู่ได้ และพวกที่ไม่มีศีลธรรมก็จะถูกลงโทษถึงตายไม่ทางใดทางหนึ่ง


ทั้งนี้ยังมีความหมายกำกับอีกว่า คนเข็ญกลับรวย คือจะมีการปรับภาษี และฐานะของประชาชนให้เป็นธรรมในยุคนี้ การให้ส่งเสริมการพาณิชย์ให้เจริญรุ่งเรื่อง


คนสวยได้รับสุข มีอรรถาธิบายว่า มีการปรับปรุงส่งเสริมศีลธรรมของคนในสังคม จากยุคสงคราม และการฉุดคร่าหญิงสาวจะหมดไป โดยจะมีการปราบโจรผู้ร้ายจนหมดสิ้น เพื่อความสุขของสังคม


ประกอบยุคยืนชน มีอรรถาธิบายว่า จะมีการปรับปรุงสาธารณูปโภคให้ทั่วถึงกัน การเจ็บป่วยจะน้อยลง การตายเมื่ออายุยังน้อยจะหมดไป ประชาชนจะมีศีลธรรม และอายุยืนในยุคนี้ โดยการศึกษาจะได้รับการพัฒนาทั้งอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และความรู้ทุกประเภท


พอกผลบริบูรณ์ มีอรรถาธิบายว่า จะมีการปรับปรุงด้านการเกษตร ให้มีสภาวะที่เหมาะกับดินฟ้าอากาศ พืชพันธุ์ในประเทศจะบริบูรณ์ดี


ทรัพย์เพิ่มพูนไม่ขัด มีอรรถาธิบายว่า จะมีการปรับปรุงรายได้ของข้าราชการ กรรมกร ลูกจ้างให้เป็นธรรมมากขึ้น และมีการกำหนดเงินตราที่แน่นอนเพื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ


ธรรมนูญรัฐบูชา มีอรรถาธิบายว่า ยุคนี้จะมีการปกครองที่เป็นศัตรูต่อระบอบเผด็จการ ประชาชนจะยึดเอาประชาชนธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นระบอบการปกครองของประเทศ


กษัตริยานุสรน์ มีอรรถาธิบายว่า ประชาชนทุกคนจะให้ความเคารพพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ โดยที่ใครจะมาลบหลู่มิได้


ภราดรดำรง มีอรรถาธิบายว่าประชาชนจะมีไมตรีจิตและเห็นใจซึ่งกันและกัน เสมือนเป็นญาติพี่น้องกัน


อาจารย์ลักขณา กล่าวอีกว่า คำทำนายดังกล่าวจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ จากความเสียสละของประชาชนที่มาชุมนุม และ 5 แกนนำพันธมิตรฯ ที่มาคอยให้ความรู้ เพื่อให้บ้านเมืองเป็นสุข ยุติธรรม โดยทุกคนในที่นี้จะเป็นนักสู้ตัวจริงที่เป็นชาวศรีวิไล ซึ่งจะต้องขอบคุณและยกย่องคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เป็นผู้ให้ความรู้กับเราตั้งแต่ต้น ถ้าไม่มีคนผู้นี้เราคงจะตาบอด และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทรัพย์สมบัติของประเทศบ้าง


“เมืองไทยไม่สิ้นคนดีถึงได้มีคุณสนธิมาเกิด ถ้าไม่มีคนผู้นี้เราคงตาบอด และเมื่อเราได้ข้อมูลจากท่าน ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับทรัพย์สมบัติของประเทศ จึงเป็นเรื่องดีทำให้เราเข้าใจและหันมาปกป้องชาติบ้านเมือง”อาจารย์ลักขณากล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2551 21:11 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082137
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ยัน 4.6 ตร.กม. ไม่ใช่พท.ทับซ้อนแต่เป็นของไทย

Filed under: กัมพูชา, ข่าวการเมือง, ข่าวประชาสัมพันธ์, ข่าวสังคม, ข่าวเมืองไทย, ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation, ความขัดแย้ง, ความมั่นคง, คำพิพากษา, คำสั่งศาล, คุณธรรม, จริยธรรม, ชุมนุมประท้วง, ตรวจสอบ, ธรรมาภิบาล, ประวัติศาสตร์ไทย, ปราสาทพระวิหาร, มรดกโลก, วัฒนธรรมขอมโบราณ, องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 09:58
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

“สมปอง”ยัน 4.6 ตร.กม.
ไม่ใช่พท.ทับซ้อนแต่เป็นของไทย
แนะจับตาเขตแดนทางทะเลหวั่นเสียทรัพยากรซ้ำ

ผลกระทบมรดกโลก

ผลกระทบมรดกโลก


“มาร์ค”กรีดรัฐต้องดูเขมรเป็นตัวอย่างรักษาผลประโยชน์ชาติ “สมปอง”ยัน 4.6 ตารางกิโลเมตรไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน แต่เป็นของไทยโดยชอบธรรม


วานนี้ (11 ก.ค.) ณ ศูนย์ศึกษาสาทรธานี มหาวิทยาลัยรังสิต มีการจัดการเสวนา “ผลกระทบมรดกโลก” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก ทั้งนา ยกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา , ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล รักษาการคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ,นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์,มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัยเชี่ยวชาญระดับ 9 สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,รศ.นพนิธิ สุริยะ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระ


นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในกรณีเขาพระวิหารนี้ ไม่อยากให้ประชาชนชาวไทยมองไปในประเด็นของความคลั่งชาติ ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยและคนกัมพูชาต้องมาเกลียดกัน และในความเป็นจริงแล้ว เราต้องยอมรับด้วยซ้ำว่า รัฐบาลกัมพูชาดูแลผลประโยชน์ของคนกัมพูชา ดีกว่าที่รัฐบาลไทย ดูแลผลประโยชน์ของประชาชนไทยด้วยซ้ำ


“รัฐบาล ไทยควรดูรัฐบาลกัมพูชาเป็นแบบอย่างในการดูแลผลประโยชน์แก่ประชาชนในประเทศ ของเขา เรื่องที่ที่รัฐบาลบอกว่ามันจบไปตั้งแต่ปี2505 จริงๆมันยังไม่จบครับ และเป็นเรื่องที่จบยากเสียด้วย รัฐบาลอ้างว่าไทยยอมรับในคำตัดสินของศาลโลกโดยพฤตินัย แต่ในความเป็นจริงกรณีปราสาทพระวิหารไม่เคยจบ เพราะโดยสภาพของภูมิประเทศ และแนวสันปันน้ำดูเหมือนปราสาทอยู่ในฝั่งไทย แต่มีการจัดทำแผนที่ซึ่งกำหนดเขตแดนล้ำเข้ามาในฝั่งไทย จนทำให้ตัวปราสาทไปอยู่ในเขตกัมพูชา”


หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านได้ตำหนิการบริหารของรัฐบาลว่า ในเชิงการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องถือว่ารัฐบาลล้มเหลวชัดเจน


“เราไม่รู้จริงๆว่านายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คิดอะไร เพราะคำชี้แจงหลายครั้งสวนทางกับคำชี้แจงในสมุดปกขาวของกระทรวงการต่าง ประเทศ”


นายอภิสิทธิ์ ได้เสนอสองแนวทางออกกรณีเขาพระวิหารว่า ควรใช้นโยบายทางการทูตที่นุ่มนวลในการเจรจาทำความตกลง เพื่อให้ผลประโยชน์จากมรดกโลก ให้ประโยชน์สุขแก่ประชาชาชนทั้งสองประเทศ ไม่ใช่ให้ผลประโยชน์ที่ทับซ้อนระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ และควรให้รัฐบาลชี้แจงทำความเข้าใจต่อคณะกรรมการมรดกโลกและต้องให้ทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องในโลกรับรู้ว่าแถลงการณ์ร่วมว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะได้ไม่มีการนำแถลงการณ์ร่วมยกไปอ้างได้อีก


ด้าน ม.ล.วัลย์วิภา เปิดเผยว่า ภาคประชาชนรู้สึกเสียใจมากต่อกรณีมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ให้กัมพูชาขึ้น ทะเบียนมรดกโลกเขาพระวิหารแต่เพียงฝ่ายเดียว และกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ความเสียเปรียบตกแก่ประชาชน ทำให้ภาคประชาชนจะไม่ยอมรับมติคณะกรรมการมรดกโลกโดยเด็ดขาด


“แม้ว่ารัฐบาลจะยอมรับให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดก โลก แต่ภาคประชาชนไม่ยอมรับ เพราะมีการเปลี่ยนเส้นเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเล โดยในปี 2544 รัฐบาลมีความพยายามจะรับรองแผนที่ดังกล่าว กรณีปราสาทพระวิหารทำให้เราเสียดินแดนตั้งแต่บันไดขั้นที่ 162 จนถึงพื้นดิน รัฐบาลไปทำความเสียหาย ประชาชนจึงต้องช่วยกันคิดว่าจะยกเลิกแถลงการณ์ร่วม และยกเลิกแผนที่ของทางกัมพูชาได้อย่างไร”


นอกจากนี้นักวิจัยเชี่ยวชาญระดับ 9 สถาบันไทยคดีศึกษายังระบุด้วยว่านวันที่ 16 ก.ค. เวลา 09.00 น. กลุ่มประชาชนชาวไทย ผู้เป็นตัวแทนประเทศไทย จะรวมตัวที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพื่อขึ้นป้ายระบุข้อความ ไม่ยอมรับคำตัดสินให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชา และจะทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ยื่นต่อคณะกรรมการยูเนสโกด้วย


ในขณะที่ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันดีซี กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้สอบตกในเรื่องการละเมิดรัฐธรรมนูญ และไม่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและตัดสินใจ การกระทำที่ผ่านมาเปรียบเหมือนเด็กทำผิดที่ถูกครูจับได้ การลาออกของรัฐมนตรีต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช จึงไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด เพราะมีการกระทำที่ละเมิดรัฐธรรมนูญและทรยศต่อชาต


ด้าน ศ.ดร.สมปอง ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ทับซ้อนตามที่กัมพูชาอ้างนั้น มีการตรวจสอบแล้วว่า เป็นพื้นที่ในฝั่งไทย ดังนั้นจึงเป็นของไทยโดยชอบธรรม


“ขอ ยืนยันว่า ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร มีแต่พื้นที่ในเขตอธิปไตยของไทย แม้ว่ากัมพูชาชนะคดีในศาลโลก แต่ก็ขึ้นไปทำอะไรบนปราสาทไม่ได้ จะใช้เฮลิคอปเตอร์บินขึ้นก็ต้องผ่านน่านฟ้าของไทย แต่ที่ผ่านมากลับมีความพยายามเอาแผนที่ของคณะกรรมการปักปันผสมของกัมพูชากับ ฝรั่งเศสมาใช้ โดยไม่ยอมพูดว่าเป็นแผนที่ของฝรั่งเศสที่ไทยไม่เคยยอมรับ”


พร้อม กันนี้ อ.สมปองยังแนะให้จับตาดูเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในทะเล โดยเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา ซึ่งโต้เถียงกันมาตั้งแต่ปี 2544 ผ่าเกาะกูดไปครึ่งหนึ่ง และขีดเส้นเขตแดนผ่านเข้ามาในอ่าวไทย ถ้ายอมให้เป็นเช่นนั้นเราจะเสียผลประโยชน์ทางทะเลทั้งแก๊สและน้ำมันมหาศาล ด้วย

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2551 11:13 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000082057
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ข้อสังเกตการเสนอตั้งคณะทำงาน 7 ชาติร่วมพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทพระวิหาร

Filed under: กัมพูชา, ข่าวการเมือง, ข่าวประชาสัมพันธ์, ข่าวสังคม, ข่าวเมืองไทย, ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation, ความขัดแย้ง, ความมั่นคง, คอร์รัปชั่น, คำพิพากษา, คำสั่งศาล, คุณธรรม, จริยธรรม, ชุมนุมประท้วง, ตรวจสอบ, ธรรมาภิบาล, ประวัติศาสตร์ไทย, ปราสาทพระวิหาร, มรดกโลก, วัฒนธรรมขอมโบราณ, วิกฤติ, องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 07:03
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

“เทพมนตรี” เตรียมแฉ 7 ชาติร่วมพัฒนาพระวิหาร อาจเกี่ยวข้องค้าวัตถุโบราณข้ามชาติ


นักวิชาการตั้งข้อสังเกตการเสนอตั้งคณะทำงาน 7 ชาติร่วมพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทพระวิหารอาจเกี่ยวข้องขบวนการค้าวัตถุ โบราณข้ามชาติ เตรียมตีแผ่หลังพบวัตถุโบราณทั้งของไทยและกัมพูชาแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ใน อังกฤษและฝรั่งเศสจำนวนมาก
นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ กล่าวถึงกรณีปัญหาปราสาทพระวิหาร ว่ายังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องจับตามอง

กรณีปัญหาปราสาทพระวิหาร

กรณีปัญหาปราสาทพระวิหาร


เพราะหลังจากที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการอนุสัญญามรดกโลกของประเทศไทย เดินทางกลับถึงประเทศหลังร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศแคนาดา มีการให้ข่าวไม่ตรงกัน


เรื่องพื้นที่ที่จะเสนอให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่หลังจากนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ข่าวว่าจะมีคณะกรรมการจาก 7 ชาติมาร่วมจัดการบริหารพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทพระวิหาร ขณะเดียวกันยังพบอีกว่า มีการนำเอกสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศ แคนาดามาเผยแพร่บนเว็บไซต์สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ไอโคมอส) เกรงว่า คณะทำงาน 7 ชาติที่จะเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทพระวิหารนั้นอาจจะเกี่ยว ข้องกับขบวนการค้าวัตถุโบราณข้ามชาติหรือไม่


“ขณะ นี้พบว่ามีวัตถุโบราณของไทยและของกัมพูชาไปตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ทั้งในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสจำนวนมาก โดยเฉพาะศิลปวัตถุบ้านเชียง ตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในกรุงปารีส พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ที่กรุงลอนดอน ซึ่งนำเรื่องนี้จะเผยแพร่ต่อไป”นายเทพมนตรี กล่าว


นายเทพมนตรี ยังแนะนำให้รัฐบาลยกเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ฉบับที่นายนพดล ลงนามด้วย และ แนะนำให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดเพื่อทำงานร่วมกันระหว่างนักวิชาการ และ ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนายปองพล และอาจให้ นายนพดล เป็นที่ปรึกษาได้ เพราะว่านายนพดล จะมีเอกสารชี้แจงต่าง ๆ


นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้กองทัพของไทยกั้นแนวรั้วทางขึ้นปราสาทพระวิหารให้เหมือนกับ มติ ครม.พ.ศ.2505 เพราะขณะนี้ แนวรั้วดังกล่าว ได้นำออกไปแล้ว ทำให้ชาวกัมพูชาเข้ามาอาศัยอยู่


หากปล่อยไว้นานกว่านี้ เกรงว่าองค์กรผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) จะเข้ามามีบทบาทเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยแล้วจะสายเกินไป

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2551 15:54 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082109
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.