Accom Thailand

July 14, 2008

“สนธิ” เผยกำหนดการชุมนุมในช่วงวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา

“สนธิ” ย้ำคนขายชาติต้องไม่ปราณี
แย้มเป่านกหวีดล้อม บก.ทบ.


“สนธิ” เผยกำหนดการชุมนุมในช่วงวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา มีการแสดงธรรมทำบุญอุทิศส่วนกุศล ย้ำรัฐบาลขายชาติต้องติดคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตโดยไม่ต้องปราณี แย้มอาจเป่านกหวีดระดมพี่น้องนับแสนไปล้อม บก.ทบ.เค้นท่าทีหากยังเฉยกับพฤติกรรมคนขายชาติ


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย

นายสนธิ ลิ้มท�ง กุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่�ประชาธิปไตย

นายสนธิ ลิ้มทอง กุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


วันนี้ (14 ก.ค.) ที่เวทีสะพานมัฆวานฯ เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. นายสนธิ ลิ้มทอง กุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวที ได้ย้ำถึงกำหนดการในช่วงวัสำคัญทางพุทธศาสนา คือวันอาสาฬหบูชา ในวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ค. และวันเข้าพรรษาในวันศุกร์ที่ 18 ก.ค.โดยจะมีการแสดงธรรม ซึ่งขณะนี้กำลังติดต่อ ท่าน ว.วชิรเมธี มาแสดงธรรมเทศนา มีการทำบุญเข้าสารอาหารแห้งโดยมิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสวิหาร เป็นต้น


จากนั้น นายสนธิ กล่าวว่า ไม่อยากจะพูดเรื่องซ้ำๆ เรื่องปราสาทพระวิหารเพื่อให้ประชาชนเพื่อ แต่จำเป็นต้องพูด โดยได้ย้อนอดีตความเป็นมาของปราสาทขอมแห่งนี้ที่มีมานับพันปี และได้ถุกทิ้งรกร้างเป็นซากปรักหักพังมานาน จนกระทั่งเมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้ว มีเสด็จในกรมในรัชกาลที่ 5 เป็นผู้ทรงค้นพบ และเป็นคนไทยคนแรก ที่พบปราสาทพระวิหาร และอยู่ในเขตไทย มาตั้งแต่ต้น


นายสนธิ กล่าวว่า ที่ผ่านมา หลังจากศาลโลกตัดสินให้ ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา มาตั้งแต่ปี 2505 แต่รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่เคยยอมรับ และสงวนสิทธิ์ในการโต้แย้ง เรื่อยมา จนกระทั่งมาในยุคของรัฐบาลชุดนี้ ที่นำโดย นายสมัคร สุนทรเวช ได้กลับมายกเลิกสิทธิ์ ดังกล่าว ดังนั้น ถือว่ารัฐบาลชุดนี้ขายชาติอย่างชัดเจน


นายสนธิ ยังระบุอีกว่า กรรมการมรดกโลกถือว่ามีการเมืองเข้าแทรกอย่างชัดเจน พร้อมชี้ให้เห็นความผิดปกติ 2 ประการ คือ ในกรณีพื้นที่พิพาท ถ้ารัฐบาลเขมร ยื่นขอจดทะเบียนเพียงฝ่ายเดียว กรรมการมรดโลก ไม่ควรรับพิจารณา แต่เพราะรัฐบาลขายชาติ กลับไปรับรองให้เขายื่นฝ่ายเดียว ทั้งที่ ทางที่ถูก รัฐบาลไทยต้องยื่นขอ จดทะเบียนควบคู่ไปด้วย ซึ่งทำให้ การยื่นทะเบียนครั้งนี้กินพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเข้าไปด้วย


นายสนธิ ยังให้เห็นข้อพิรุธ ข้อที่ 2 ว่าองค์การยูเนสโก เป็นหน่วยงานในองค์การสหประชาติ ถ้าเราไม่พอใจเราสามารถลาออกได้ ซึ่งครั้งหนึ่งสหรัฐเคยลาออกมาแล้ว และเมื่อมีการปรับปรุงแก้ไข เราก็สามารถสมัครเข้าไปใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะลาออก สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอารัฐบาลชุดนี้ เข้าคุกก่อน และไม่ว่าใคร แม้จะเป็น พลเอก พลโท ถ้าเกี่ยวข้องกับการขายชาติ ก็ต้องติดคุกทั้งหมด


“ใครขายแผ่นดินมันต้องติดคุก มันต้องตาย อย่าให้คนพวกนี้มีความสุขไปตลอดชีวิจ ไม่ว่าใครก็ตาม” แกนนำผู้นี้ระบุ และว่า กรณีปราสาทพระวิหารมีซ่อนเงื่อน 2 ประการ คือ ให้ยอมรับพื้นที่ของกัมพูชา และจะทำให้พรมแดนอีก 40 จุด ที่มีปัญหา จะถุกยกเอากรณีพระวิหารมาอ้างอิงได้ เพราะใช้หลักการเดียวกัน ดังนั้นเราต้องไม่ยอมรับมติ ยูเนสโก


ในตอนท้าย นายสนธิ ยังกล่าวว่า ได้คิดอยู่ในใจในเรื่องเป่านกหวีด ถ้าเราแสดงออกเรื่องความรักชาติมานานหลายวันแล้ว แต่ทหารยังเฉย


เราอาจเป่านกหวีดเรียกพี่น้องทั่วประเทศนับแสนๆ ไปล้อมกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อแสดงให้เห็นว่าใครก็ตามที่ร่วมมือกับคนหน้าเหลี่ยม ให้รอเสียงนกหวีดก็แล้วกัน

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2551 23:32 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082999
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ยันเดินหน้าแก้ทันทีหลังเปิดสภา อ้างตุลาการมีเงาร้ายปรากฏ

เป็นตุเป็นตะ!” พลังแม้ว
“อ้างตุลาการถูกยืมมือ-เหตุต้องรื้อ รธน.50


“สุทิน” อ้างน้ำขุ่นๆ แก้-ไม่แก้ รธน.บ้านเมืองวุ่นวายอยู่ดี ยันเดินหน้าแก้ทันทีหลังเปิดสภา อ้างตุลาการมีเงาร้ายปรากฏ ต้องดึงให้เดินตามกรอบ ก่อนเกิดวิกฤตตุลาการรอบ 2 อ้างเป็นตุเป็นตะกลุ่มก่อรัฐประหาร-อมาตยาธิปไตย-นายทุนใหญ่ จ้องทำลาย “ทักษิณ” และ พปช. ใช้พันธมิตรฯ จุดหัวเชื้อ แล้วยืมมือตุลาการเข้าสังหาร



วันนี้(14ก.ค.) นายสุทิน คลังแสง ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีที่พรรคพลังประชาชน จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาทันที หลังจากที่มีการเปิดประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติว่า พรรคพลังประชาชน ได้พิจารณาดูแล้วว่า แก้รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ก็มี ความวุ่นวายพอกัน ดังนั้นส.ส.พรรคพลังประชาชน จึงเห็นว่าควรที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่า เนื่องจากวันนี้บ้านเมืองไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้


เมื่อถามว่าเหตุใดนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จึงออกมาเปลี่ยนท่าที เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งที่ก่อนหน้า นี้ได้กำชับห้ามทุกฝ่ายพูดว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสุทินกล่าวว่าที่นายสมัครเปลี่ยนท่าทีเรื่องนี้ เพราะทราบว่า หากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีปัญหา ในการบริหารบ้านเมืองแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจตุลาการ
ที่ปรากฏเงาร้ายจองล้างจองผลาญ ซึ่งทำให้เห็นถึง เค้าลางว่าอำนาจตุลาการ และอำนาจฝ่ายบริหาร เริ่มมีปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะทำเพื่อ ตัวเอง นายสุทินกล่าวว่า อยู่ทีสังคมจะพิจารณาว่าใครทำเพื่อตัวเองกันแน่ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะป้องกันตัวเองเมื่อถูกทำร้าย อย่างกรณีเรื่องเขาพระวิหารทำไมบอกให้เข้าสภาฯ ทั้งที่เดิมตอนรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีการทำ JTEPA ไม่เห็นต้องรายงานต่อสภาฯ แบบนี้มันเรียกว่าอะไร


ทั้งนี้ นายสุทินไมได้อธิบายว่า กรณี JTEPA นั้น ทำในขณะที่ ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ 2550 บังคับใช้


เมื่อถามต่อว่าทางพรรคพลังประชาชนจะไม่รอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาการบังคับใช้เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสุทินกล่าวว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ คงจะศึกษาเสร็จภายในเดือนสิงหาคมซึ่งคงจะเป็นช่วงเดียวกับการเสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชนพอดี ซึ่งการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ ก็สามารถนำมาพิจารณาในวาระที่สองได้


เมื่อถามย้ำว่าการที่พรรคพลังประชาชนไม่รอให้คณะกรรมาธิการฯ ศึกษาเสร็จก่อนจะดูเหมือนเป็นการหักหน้ากันหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรอไม่ได้ เพราะมีผลกระทบที่เกิดขึ้นกับฝ่ายบริหาร


“วันนี้ตุลาการเป็นที่พึ่งสุดท้าย เป็นอำนาจที่น่าเชื่อถือมากกว่าอำนาจทุกฝ่าย แต่โครงสร้างการจัดวางตุลาการ รวมถึงการได้มาจะต้องอยู่ในจุดที่เหมาะสม แต่ที่มาของตุลาการคงจะไม่มีใครแตะ เพราะถือว่าดีอยู่แล้ว แต่อำนาจที่เกินก็จะต้องเข้ามาอยู่ในกรอบ เพราะการให้ตุลาการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง คนก็มองว่ามีความเป็นธรรม หรือไม่เป็นธรรม เช่น เรื่องกลุ่มพันธมิตรฯ เคยที่จะถอดถอนศาลแพ่งหลังมีคำสั่งให้เปิดถนน ซึ่งทำให้เห็นว่าการก้าวเข้ามาในบริบทการเมืองศาลก็จะถูกลูบคม กลายเป็นศาลถูกคุกคาม ดังนั้นทางออกเรื่องนี้ตุลาการก็จะต้องกลับไปอยู่ในจุดเดิม”นายสุทินกล่าว


เมื่อถามถึงกรณีที่ นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ในฐานะคณะอนุกรรมาธิการศึกษาโครงสร้างรัฐธรรมนูญ 2550 ของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ของสภาผู้แทนราษฎร เตรียมที่จะเสนอให้แก้ไขอำนาจตุลาการที่ล้ำเส้นเข้ามาในฝ่ายบริหาร นายสุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่จะแก้ไขอย่างไรต้องไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพราะต้องยอมรับว่ามีความจำเป็นที่อำนาจตุลาการจะต้องทำหน้าที่ถ่วงดุลกับ อำนาจบริหาร แต่ถ้าเกินพอดีก็จะกลายเป็นวิกฤตตุลาการได้


นอกจากนี้ กรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญฯ เตรียมจัดสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “ตุลาการภิวัตน์กับหลักนิติรัฐ” ขึ้นในเดือนสิงหาคม ช่วงเปิดสมัยประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติด้วย


นายสุทิน กล่าวว่า วันนี้มีกระบวนการตามจองล้างจองผลาญพรรคพลังประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง ถือเป็นกระบวนการไล่ล่าภาค 2 ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นบุคคลที่ประกอบไปด้วย


กลุ่มที่ก่อรัฐประหาร กลุ่มอมาตยาธิปไตย กลุ่มทุนที่ตัวใหญ่มาก และคนที่สูญเสียประโยชน์จากนโยบาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวให้ติดคุก และให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบ


รวมไปถึงการล้มล้างรัฐบาลนายสมัคร จากนั้นจะถ่ายอำนาจไปให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล โดยก่อนหน้า ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะบริหารงานนั้น อาจจะมีการจัดตั้ง รัฐบาลแห่งชาติก่อน


“เครื่องมือที่คนกลุ่มนี้ใช้คือ รัฐธรรมนูญ โดยมีกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นหัวเชื้อ
ทำให้เกิดความชอบธรรม และ ยังแอบอิงสอดแทรกคิดว่า จะใช้
อำนาจตุลาการภิวัตน์ เป็นเครื่องมือ ซึ่งตุลาการก็อาจจะรู้ทันในเรื่องนี้
แต่จะต้องตัดสิน ไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้ กลายเป็นแผน ยืมมือท่านไปกลั่นแกล้ง” นายสุทินกล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2551 22:47 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082992
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

มติร่วม กกต.-อสส.เสนอสำนวนยุบ ชท.-มฌ.ยื่นศาล รธน.ชี้

มติร่วม กกต.-อสส.เสนอสำนวนยุบ ชท.-มฌ.ยื่นศาล รธน.ชี้


ที่ ประชุมร่วม กกต.-อสส.เห็นชอบเสนอสำนวนยุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาฯ ยื่นศาล รธน.วินิจฉัยแล้ว คาดนัดลงมติชี้คุณสมบัติ “หมัก” ชิมไปบ่นไป ทันวันพุธนี้

�ภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.

อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.


วันนี้ (14 ก.ค.) นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เปิดเผยว่า ได้รับรายงานมติคณะกรรมการร่วม กกต.และอัยการสูงสุด ที่ให้ส่งสำนวนยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ให้แก่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วยวาจา จากนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.แล้ว แต่ยังไม่รับทราบรายงานที่เป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ


“คาดว่าคงจะได้รับรายงานที่เป็นเอกสารในวันนี้ (14 ก.ค.) และจะตรวจสอบมติดังกล่าว ก่อนจะส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ตามความเห็นของคณะทำงาน ซึ่งจะดำเนินการส่งให้เร็วที่สุด” นายอภิชาต กล่าว


สำหรับความคืบหน้ากรณีการพิจารณาสำนวน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จัดรายการ “ชิมไป บ่นไป” เข้าข่าย ขาดคุณสมบัติการเป็น รัฐมนตรีหรือไม่


นายอภิชาต กล่าวว่า สำนวนนี้คณะอนุกรรมการฯ ได้สรุปส่งมายัง กกต.ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว โดยปกติจะให้เวลา กกต.แต่ละคนไปศึกษาประมาณ 7 วัน คาดว่าจะนำสำนวนนี้เข้าที่ประชุม กกต.ในวันที่ 16 ก.ค.นี้ ส่วนจะลงมติได้เลยหรือไม่ ต้องรอการพิจารณา

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2551 14:57 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082756
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

พันธมิตรฯ เชื่อ กระแสต่อต้านแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ จะยิ่งสูงขึ้น

พันธมิตรฯ ชี้กระแสต้าน รธน.
สูงปรี๊ด-หมดเวลาปรับ ครม.แล้ว


พันธมิตรฯ เชื่อกระแสต่อต้านแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหม่จะยิ่งสูงขึ้น พร้อมทั้งระบุหมดเวลาปรับครม.แล้ว ชี้หมดสภาพเหมือนเรือกำลังจะจมสู่ก้นทะเลแล้ว มีทางเดียวต้องสละเรือ ย้ำพรุ่งนี้(15 ก.ค.)นำรายชื่อกว่า 3 หมื่นชื่อยื่นถอดถอน ครม.ทั้งคณะ
สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ

สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ



วันนี้(14 ก.ค.) เมื่อเวลา 18.30 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นทางรอดเดียวของรัฐบาล ซึ่งเราจะต่อต้านคัดค้านทุกรูปแบบอย่างถึงที่สุด บนแนวทางสันติวิธี เพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงมติของคน 14.7 ล้านเสียง ดังนั้นควรจะรอให้คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ข้อยุติเสียก่อน ไม่อย่านั้นแล้วจะเป็นเพียงการเอาชนะคะคานมากกว่าการปฎิรูปการเมือง อย่างแท้จริง และมั่นใจว่า ประชาชนที่เป็นกลางหรือยัง 50-50 นั้น ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยสังเกตได้จากผลโพลของสำนักต่างๆ


นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา ตนและแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯได้นำรายชื่อจำนวน 38,000 ชื่อ ไปยื่นถอดถอนส.ส. และส.ว. ที่ร่วมลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตนได้สอบถามฝ่ายกฎหมายของวุฒิสภาแล้วได้รับคำยืนยันว่า ไม่ใช่หน้าที่ของวุฒิสภา ที่จะชี้ว่า ส.ส.และ ส.ว. นั้นเข้าข่ายถูกถอดถอนด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หาก ป.ป.ช. หยิบมาพิจารณาแล้วชี้มูลว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายขัดกันต่อผลประโยชน์จะทำให้ จำนวน 1 ใน 3 ของส.ส. และส.ว. ที่ร่วมลงชื่อต้องยุติการปฎิบัติหน้าที่ทันที


สำหรับการปรับครม. ที่อาจจะมีการปรับใหญ่นั้น ปัญหาอยู่ที่ความน่าเชื่อถือ ของตัวผู้นำ และเป็นความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อครม.ทั้งคณะ ไม่ใช่ต่อใครคนใดคนหนึ่ง ถ้าเปรียบครม. เหมือนเรือ ก็เป็นเรื่อที่ไม่ได้รั่ว แต่มันกำลังจม ดังนั้นทางเดียวคือต้องโดดเรือ หรือหาเรือลำใหม่อยู่ ดังนั้นตนไม่เชื่อว่าจะสามารถหาคนนอกมาร่วมรัฐบาลได้เพราะตั้งแต่เดือน ก.พ. รัฐบาลก็ถูกปฎิเสธตลอด เพราะเขาไม่เชื่อว่า จะได้แสดงความสามมารถอย่างเต็มที่ แต่จะถูกบงการโดย ทักษิณ ทั้งนี้ชะตากรรมของรัฐบาลชุดนี้ เป็นจำเลยทั้งในศาลและนอกศาล แล้วคนนอกจะมาร่วมรัฐบาลด้วยได้อย่างไร เพราะรัฐบาลเป็นจำเลยของสังคม เปรียบเหมือนสามเณร ที่ไม่มีวันไปบวชที่วัดที่เจ้าอาวาสถูกลูกบ้านไล่จับถอดผ้าเหลือง สุดท้ายก็จะได้แต่คนนอกพรรค แต่ยังอยูในเครือข่าย ทักษิณ มาร่วมรัฐบาล


นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า ในวันพรุ่งนี้ เวลา 13.00 น. ตนจะนำรายชื่อประชาชนซึ่งขณะนี้เกิน 30,000 รายชื่อแล้ว ไปยื่นถอดถอนครม. ทั้งคณะ ต่อประธานวุฒิสภา แต่สำนวนถอดถอนนั้น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาภายหลัง ว่า จะถอดถอนครม. ทั้งคณะไม่ได้ เราจึงแยกทำเป็น 34 สำนวน


สำหรับความขัดแย้งของกลุ่มผู้สนับสนุนและต่อต้านพันธมิตรฯในต่าง จังหวัด นายสุริยะใส กล่าวว่า เจ้าภาพของแต่ละจังหวัดยังยืนยันว่าจะจัดต่อไม่หวั่นไหว และคนพันธมิตรฯ มาด้วยใจ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องตรงไปตรงมาไม่ปากว่าตาขยิบ อย่างไรก็ตามตนได้คุยกับแกนนำในต่างจังหวัดว่า หากจุดใดมีความล่อแหลมก็ไม่ควรจัด แต่ตนถูกปฎิเสธว่า จะยังคงจัด อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เชื่อว่าวันนี้ คนที่เคยรักษาระยะห่างกับกลุ่มพันธมิตรฯ หลายคนก็ได้ติดต่อมาที่ตน หลังเกิดกรณีปราศาทเขาวิหาร


สำหรับความเหมาะสมในการผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็ก ของรัฐบาลนั้น นายสุริยะใส กล่าวว่า หาก ป.ป.ช. รับเรื่อง ครม. ก็ควรทำงาน อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการพิจารณา โครงการเมกะโปรเจ็ก ต่างๆ แม้จะยังไม่ชี้มูล แต่เมื่อ ป.ป.ช. รับเรื่องรัฐบาล ก็ควรปฏิบัตหน้าที่เท่าที่ จำเป็น จนกว่า ป.ป.ช. จะตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่ง


เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ผู้ชุมนุมกลุ่มอิสลามที่กางเต็นต์อยู่ทางด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ได้แจ้งกับหน่วยรักษาความปลอดภัย(การ์ด) ของพันธมิตรฯ หรือ สน.พันธมิตรฯ ว่า


มีชายอายุประมาณ 30 กว่าปีมุดเข้าไปเต็นท์ จึงได้ควบคุมตัวมาที่ สน.พันธมิตรฯ พร้อมกับชายอีก 2 คน ที่มีลักษณะคล้ายเมายา และมาตะโกนด่าทอผู้ชุมนุม ซึ่งชาย 2 คนดังกล่าว ถูกการ์ดพันธมิตรฯ นำตัว ส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนชายอีกคนที่มุดเต็นท์นั้นอ้างว่า ตนเองไม่ได้กระทำ ขณะนี้ ทางการ์ดพันธมิตรฯ ยังคงควบคุมตัวเอาไว้

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2551 20:04 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082935
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

เกมขัดขา ป.ป.ช. “ลิ่วล้อ” ยื่นสอบไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ

“ลิ่วล้อ”เดินเกมขัดขา ป.ป.ช. ยื่นสอบ
ไม่ผ่านโปรดเกล้าฯ-ออกระเบียบขัด กม.


“ลิ่ว ล้อ”รับลูก “หมัก” เดินเกมเตะตัดขา ป.ป.ช.บุกสภา ยื่น กมธ.กิจการองค์กรอิสระ ที่มี “สุทิน คลังแสง” เป็นประธาน ให้สอบสวนกรรมการ ป.ป.ช. 9 คน อ้างไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ ทั้งยังออกระเบียบตั้ง จนท.จ่ายค่าตอบแทน ขัดกม. จี้ถอดถอน ฉุนโดนสื่อซักเนื้อหาหนังสือ ย้อนกลับไม่ได้มาชี้แจงนักข่าว


ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.45 น. วันนี้(14ก.ค.) นายเยี่ยมยอด ศรีมันตระ ที่ปรึกษาสหภาพครูแห่งชาติ และ นายมงคล สมกระบวน พันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสุทิน คลังแสง ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร


เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากการกระทำการ จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย หรือ พฤติการณ์ที่เป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการ ดำรงตำแหน่งอย่าง ร้ายแรง และกระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่


นายเยี่ยมยอดอ้างว่า ป.ป.ช.ชุดนี้ไม่ได้รับการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และ ไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นการล่วงละเมิดต่อพระราชอำนาจ เป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ


นอกจากนี้ยังได้ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการด้วยการออกระเบียบ ป.ป.ช.ลงวันที่ 23 พ.ย.2549 กำหนดให้มีตำแหน่งที่ปรึกษา เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการของประธานและกรรมการ ป.ป.ช.แต่ละคน และยังได้กำหนดค่าตอบแทนลักษณะเป็นเงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษ เป็นรายเดือน ถือเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ จงใจฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา


ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เคย วินิจฉัยไว้ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจออกระเบียบดังกล่าว ดังนั้นการกระทำของ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนจึงเป็นการทำผิดทางอาญา


ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ กระทำผิดต่อหน้าที่ราชการ ขัดมาตรา 249 ของรัฐธรรมนูญ และ
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 16 และ มาตรา 17


ขอให้ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการ องค์กรตามรัฐธรรมนูญฯ ตรวจสอบ หากพบว่าเป็นจริง ขอให้ถอดถอนประธาน และกรรมการป.ป.ช. ต่อไป


นายเยี่ยมยอด กล่าวว่า การมายื่นหนังสือเพื่อให้ตรวจสอบ ป.ป.ช.ครั้งนี้ขอยืนยันว่าไม่มีใครเข้ามาล้วงลูก และตนก็ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ มานานเป็นปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งการตรวจสอบครั้งนี้ ก็เพื่อให้สังคมได้ตรวจสอบว่า มีการพยายามโยงใยอำนาจ เดิมของ คมช.ไว้หรือไม่


ด้านนายสุทิน กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องนี้บรรจุเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ในวันที่ 16 ก.ค.นี้เพื่อตรวจสอบถึงอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งหากเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญจริงทางพรรคพลังประชาชนก็คงดำเนินการถอดถอนไม่ ได้ แต่จะนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงให้สังคมรับรู้ ซึ่งการถอนถอนนั้นก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญคือประชาชนต้องเข้าชื่อกันถอด ถอน หรือว่าหาก ส.ส.เห็นว่าผิดก็อาจจะเข้าชื่อยื่นถอดถอนเองก็ได้ แต่ทางคณะกรรมาธิการฯ ขอไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายเยี่ยมยอดเกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือ ที่ได้ยื่นให้ทางคณะกรรมาธิการฯตรวจสอบ ปรากฏว่านายเยี่ยมยอด ไม่สามารถสรุปเนื้อหาสาระได้ พร้อมกล่าวด้วยอารมณ์ว่า ตนทำหนังสือมาให้คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบ ไม่ได้มายื่นหนังสือให้สื่อมวลชน ดังนั้นสื่อจะลงหรือไม่ลงข่าวก็เรื่องของสื่อ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่านายเยี่ยมยอดเป็นคนสนิทของนักการเมืองคนหนึ่งในพรรคพลังประชาชน

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2551 19:21 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082919
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กรณีเลือกตั้งใน จ.อุบลราชธานี ของนายวิฑูรย์ นามบุตร ขณะนี้อยู่ในชั้นของ อนุกรรมการสืบสวนสอบสวน

กกต.ยืนยัน ยังไม่มีการพิจารณา
- มติใบแดง ส.ส.ปชป.


นาย ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ สนทนาประสาสมัคร ว่า พรรคประชาธิปัตย์ อาจได้รับใบแดงจากการทุจริตเลือกตั้งใน จ.อุบลราชธานี ของนายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่า


คำร้องคัดค้านของ นายวิฑูรย์ กกต.เคยพิจารณาแล้ว แต่เห็นว่าข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงมอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ไปสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน ขณะนี้อยู่ในชั้นของ อนุกรรมการสืบสวนสอบสวน และ วินิจฉัย ซึ่งสำนวนยังไม่ถึง กกต.


ทั้งนี้ ยืนยันว่า กกต.จะพิจารณาเหมือนกับคดีอื่นๆ โดยยึดพยานหลักฐานและ ข้อกฎหมายเป็นหลัก ไม่ได้ดูว่าเป็นพรรค หรือบุคคลใด ซึ่งการที่นายกรัฐมนตรีออกมาพูดเช่นนั้น เป็นการพูด ในเชิงโยนหินถามทางมากกว่า ไม่ได้กดดันการทำงานของ กกต.


ส่วนที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่า มาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ นายประพันธ์ กล่าวว่า มาตรา 237 เขียนให้ชัดเจนขึ้น หากมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พรรคจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย


ซึ่งการยุบพรรคไม่ใช่จะยุบได้ทุกเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบว่า พรรคมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่


อย่างไรก็ตาม หากจะมีการแก้ไขมาตราดังกล่าวก็เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ กกต.พร้อมปฏิบัติตาม


ด้านสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวปฏิเสธ กรณีที่ กกต. จะให้ใบแดงกับ นายวิฑูรย์ เนื่องจาก กกต. ยังไม่ได้มี การพิจารณา และ มีมติเรื่องนี้ และ ไม่เชื่อว่าจะมีข่าวรั่วจาก กกต.

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2551 10:34 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082567
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

อนุ กกต.เสนอส่งศาล รธน.พิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมาย “หมัก”จัด“ชิมไปบ่นไป”

อนุ กกต.เสนอส่งศาล รธน.ฟัน “หมัก”จัด“ชิมไปบ่นไป”

สมัคร สุนทรเวช

สมัคร สุนทรเวช


อนุ กกต.สอบ “หมัก” ขาดคุณสมบัติ นายกฯ กรณีเป็นพิธีกร “ชิมไปบ่นไป” มีมติเสียงข้างมากชง กกต.ยื่นศาล รธน.ฟัน เผยสรุปเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นาย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ขอให้ตรวจสอบว่าการที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นพิธีกรรายการ “ชิมไปบ่นไป” เข้าข่ายขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ และ คณะอนุกรรมการที่มี พล.อ.ยอดชาย เทพยสุวรรณ เป็นประธานฯ ได้สรุปผลการสอบสวนโดย กกต.จะมีการพิจารณาในการประชุมวันที่ 16 ก.ค.นั้น


มีรายงานว่า อนุกรรมการชุดดังกล่าว ไม่ได้มีการวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงว่า การเป็น พิธีกรรายการ ชิมไปบ่นไปของนายสมัคร ถือว่ามีความผิดหรือไม่ แต่มีความเห็นในข้อกฎหมายโดยเสียงข้างมาก เห็นควรที่ กกต.จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมาย


ขณะที่อนุกรรมการฯ เสียงข้างน้อย เห็นว่า กรณีดังกล่าว กกต.ไม่จำเป็นต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยอีก เพราะจะเป็นการส่งสำนวนที่ซ้ำซ้อนกับกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)ได้เข้าชื่อ กันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ส่งเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีให้ประธานวุฒิสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญ เรียบร้อยแล้ว


ทั้งนี้ สำนวนร้องเรียนคุณสมบัตินายสมัครนั้น เคยมีประเด็นถกเถียงกันเรื่องอำนาจของ กกต. ในการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวมาแล้ว เนื่องจากมีการมองว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่การร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ


การร้องเรียนของนายเรืองไกร ก็มีช่องทางในการยื่นเรื่องผ่านประธานวุฒิสภา แทนการมาร้องต่อกกต.ได้อยู่ แล้ว แต่ในขณะนั้น ที่ประชุม กกต.ก็มีมติด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 1 เห็นว่า อนุกรรมการฯ มีอำนาจสืบสวนสอบสวนต่อไป โดยให้เพิ่มบทบัญญัติกฎหมาย ที่มีอยู่แล้วเข้าไปในคำสั่ง เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น


ซึ่งการสอบสวนอนุฯ ได้ขอขยายเวลาการสอบถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกขยายเวลา15 วัน ระหว่างวันที่ 7-21 มิถุนายน ครั้งที่ 2 ขยายเวลาออกไป ระหว่าง 21 มิ.ย.- 6 ก.ค.


อย่างไรก็ตามการจะพิจารณาของ กกต.ว่าจะส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ในวันที่ 16 ก.ค. มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า กกต.จะสามารถมีมติยืนตามอนุกรรมการเสียงข้างน้อยไม่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐ ธรรมนูญวินิจฉัยได้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีมติเสียงข้างมาก ส่งคำร้องกรณีคุณสมบัตินาย ไชยยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแม้ว่า


ขณะนั้นประธานวุฒิสภาจะส่งคำร้องดังกล่าวที่ สมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อกันยื่นเรื่องไปให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ แล้วก็ตาม


โดยที่ประชุม กกต. ได้ให้เหตุผลว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคท้าย ได้ให้อำนาจ กกต. ในการส่งเรื่องคุณสมบัติไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วย ดังนั้นจะเท่ากับว่า กกต. สร้างบรรทัดฐานไว้ก่อนหน้านี้แล้วหรือไม่ ว่า


แม้มี องค์กรอื่นส่งเรื่องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญก่อน
กกต. ก็สามารถส่งเรื่องเดียวกันไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้อีกเช่นกัน

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2551 18:10 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082881
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ความเป็นกลาง = ความเป็นก้าง

ว.วชิรเมธี (ภาพจาก www.tamdee.net)

ว.วชิรเมธี (ภาพจาก www.tamdee.net)


ว.วชิรเมธี เขียน
“ความเป็นกลาง = ความเป็นก้าง”
เนชั่นสุดสัปดาห์
ฉบับที่ 841 วันที่ 11 กรกฎาคม 2551
ธรรมาภิวัฒน์ โดยท่าน ว.วชิรเมธี

ผู้จัดการออนไลน์ – ท่าน ว.วชิรเมธี ชี้ทางสว่าง ระบุในทางพุทธ ความเป็นกลางทางการเมืองคือ การยืนอยู่ข้างธรรมะและความถูกต้อง มิใช่การอยู่เฉยๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะการอยู่เฉยๆ นั้นจะนำประเทศไทยไปสู่หายนะ สงสัยระบบการศึกษายิ่งสอนยิ่งทำให้คน “เชื่อง” ส่วนพระสงฆ์ควรเป็นต้นแบบของการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง โดยต้อง ‘ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมือง แต่ไม่เล่นการเมือง

นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 หน้าที่ 54 ในคอลัมน์ธรรมาภิวัฒน์ ว.วชิรเมธี หรือ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้เขียนบทความเรื่อง “ความเป็นกลาง = ความเป็นก้าง” อธิบาย เหตุผลในการวิจารณ์ทางการเมืองของท่านที่ส่งผลเสียต่อรัฐบาล


ทั้งนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับทัศนะของคนไทยส่วนใหญ่ที่ระบุว่า พระต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองด้วยการไม่พูดถึงการเมือง ไม่เล่นการเมือง และควรจะปล่อยวางเรื่องทางโลก มุ่งดับกิเลศอย่างเดียว โดยให้เหตุผลว่า “ใน ทางพุทธศาสนา ความเป็นกลาง ก็คือ ความเป็นธรรม ธรรมะคือความถูกต้อง … ดังนั้น ภาวะที่เป็นกลาง การวางตัวเป็นกลาง ก็คือ การวางตนอยู่กับธรรมและธรรมอยู่กับใคร เราก็ควรจะสังกัดอยู่ในฝ่ายนั้น การเป็นกลางจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เลือกฝ่าย”

นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2551

นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2551


นอกจากนี้ ว.วชิรเมธี ยังกล่าวด้วยว่า “ความเป็นกลาง” ที่คนส่วนใหญ่ รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวชนอ้างถึงนั้นเกิดจากความไม่รู้ “การ อยู่เฉยๆ ไม่เรียกว่า การวางตนเป็นกลาง แต่ควรเรียกว่า วางตนเป็น ‘ก้าง’ คือ คอยขวางไม่ให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคม … น่าเป็นห่วงมากที่ในสังคมไทยของเราคิดกันตื้นๆ ว่า การวางตนเป็นกลาง คือ การอยู่เฉยๆ และก็คนกลุ่มใหญ่พยายามขยายแนวคิดนี้ออกไป จนทำท่าจะเห็นดีเห็นงามกันทั้ง ประเทศ”

“ระบบการศึกษาของคนไทย นี้มันผิดปกติตรงไหนหรือเปล่าที่เมื่อศึกษากันไปๆ ทำไมคนไทยถึงได้ ‘เชื่อง’ มากขึ้นทุกที มหาวิทยาลัย , สื่อมวลชน, วัฒนธรรม ที่ทำให้คนมีความแกล้วกล้าอาจหาญในการที่จะเผชิญกับความอยุติธรรม, ความเลวร้าย, ความฟอนเฟะ, ความสามานย์ของชนชั้นนำ หรือ ของคนทั่วไป ซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายกลายเป็นจิ้งจอกของสังคม หายไปไหนกันหมด”


“บ้านเมือง ที่มากไปด้วยคนที่วางตัวเป็นกลางด้วยการอยู่เฉยๆ นั้น ไม่ต่างอะไร กับการเปิดทางให้ประเทศเดินเข้าสู่ความหายนะอย่างถาวรด้วยความ ยินดี ความสงบสุขที่ปราศจากปัญญานั้น เป็นความสงบสุขของป่าช้ามากกว่าของอารยชน ความนิ่งที่เกิดจากพื้นฐาน คือ ความกลัวนั้นไม่ต่างอะไรกับความนิ่งของสิงโตหินตามวัด”


ขณะเดียวกันบทความชิ้นดังกล่าวยังอ้างอิงถึงสมัยพุทธกาลด้วยว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชน โดยหักล้างคำสอนเรื่องพระพรหม เรื่องระบบวรรณะ นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงแสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเอาไว้มากมาย ทรงห้ามทัพ ทรงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับสงครามระหว่างรัฐต่างๆ รวมถึงเสนอระบบเศรษฐกิจแบบ “ทางสายกลาง” ที่เน้นการบริโภค เพื่อความอยู่รอด มากกว่าการบริโภคเพื่อความมั่งคั่งอย่าง ไม่รู้จบด้วย


ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าพระสงฆ์ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยสิ้น เชิงนั้น ว.วชิรเมธี จึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตามคำสอนของพุทธศาสนา พระสงฆ์ควร ‘ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมืองได้ แต่เล่นการเมืองไม่ได้และควรเป็นต้นแบบในการวางตนเป็นกลาง ด้วยการเลือกยืนอยู่ข้างธรรมะ ธรรมะอยู่ที่ไหน พระก็ควรอยู่ที่นั่น

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2551 06:14 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000082472
เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 841 วันที่ 11 กรกฎาคม 2551
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.