Accom Thailand

July 15, 2008

การไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่สอง คดี ทุจริตซื้อที่ดินรัชดา

“หม่อมเต่า” ให้การมัด “เมียแม้ว” ซื้อที่ดินไม่เหมาะสม


การไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่สอง คดี “แม้ว-อ้อ” ทุจริตซื้อที่ดินรัชดา อัยการนำพยาน 4 ปากเข้าเบิกความ “หม่อมเต่า” เผยเคยคิด เข้าร่วมประมูลที่ดิน แต่มีปัญหาก่อนรู้ว่า “อ้อ” ประมูลด้วย ขณะที่ อดีตผู้จัดการกองทุน รู้ข่าววงนอกสะพัด “อ้อ” ร่วมประมูล


ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันที่ 15 ก.ค.2551 เวลา 09.30 น. นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโส เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน ออกนั่งบัลลังก์ ไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่สอง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550


ที่ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ตาม ประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล �ดีตปลัดกระทรวงการคลัง และ�ดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย


โดยในวันนี้อัยการนำ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ อดีตประธาน คณะกรรมการจัดการ กองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน เข้าเบิกความ สรุปว่า


กองทุนมีสภาพเป็นนิติบุคคล บริหารงานในรูปแบบของ คณะกรรมการกองทุน ซึ่งจะมี ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมเป็น คณะกรรมการกองทุน ด้วย โดย กองทุน จะอยู่ภายใต้กำกับดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)


ซึ่งการจำหน่ายที่ดินของ กองทุน ไม่ต้องขออนุมัติจาก รมว.คลัง หรือ นายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการ มีอำนาจ ที่จะมีมติให้จำหน่ายที่ดินได้ ส่วนในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ในการจำหน่ายที่ดิน จะพิจารณาจาก สภาพเศรษฐกิจ ด้วย ซึ่งหากสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ก็คงจะต้องรอ ให้เศรษฐกิจฟื้นตัวก่อน อย่างไรก็ดี ในสมัยที่ตนเป็นประธานกองทุน นายกรัฐมนตรีไม่ได้ เข้ามาบทบาทกำกับดูแลกองทุน


ม.ร.ว.จัตุมงคล เบิกความด้วยว่า ในเรื่องของการซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นข้อพิพาทคดีนี้ ในส่วนของพยาน เมื่อพ้นจากตำแหน่งต่างๆ แล้ว พยานได้ไปมีส่วนร่วมใน ธุรกิจที่ดิน ซึ่งได้ทราบข้อมูลว่า จะมี การเปิดประมูลซื้อที่ดินพิพาทคดีนี้ ในราคา ตารางวา ละ 70,000 บาท โดยพยาน ได้ทำการติดต่อ กับเจ้าหน้าที่กองทุน เพื่อเข้าร่วมการประมูลด้วย


แต่ภายหลัง พยานและ หุ้นส่วนทางธุรกิจ มีปัญหา จึงไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ จึงได้ติดต่อกลับไปยัง เจ้าหน้าที่ เพื่อแจ้งยกเลิกการประมูล และได้ทราบข่าวว่า คุณหญิงอ้อ (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร) จะเข้าร่วมการประมูลด้วย ซึ่งเรื่องนี้พยานเคยให้การไว้ในชั้นไต่สวน ของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แล้ว ว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร

พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร



เป็นการไม่เหมาะสม ถ้าจะมีภรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ การทำ สัญญา โดยส่วนตัว รับราชการมาเป็นเวลากว่า 40 ปี ในระหว่าง ปฏิบัติหน้าที่ ไม่อยากเข้าไปทำธุรกิจเกี่ยวกับ การทำสัญญา กับ ทาง ราชการ เพราะอาจจะทำให้เกิดความสงสัย และเกิดความเสียหาย ในภายหลังได้


ต่อมาอัยการนำ นายอำนวย ธันธรา อดีต คตส.เข้าเบิกความ สรุปว่า พยานไม่ได้เป็น คณะอนุฯ ตรวจสอบ และไต่สวนคดีนี้ โดยเมื่อคณะอนุฯ ตรวจสอบ และไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว ได้สรุปสำนวน และ เสนอความเห็นต่อ ที่ประชุม คตส. ซึ่ง คตส. มีความเห็นส่งให้ อัยการยื่นฟ้องคดีนี้ และ ขอให้ริบทรัพย์


แต่โดยส่วนตัวเห็นว่า นิติกรรมการทำสัญญาซื้อขายที่ดินรัชดา เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย นิติกรรม จึงต้องตกเป็นโมฆะ โดยคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ต้องกลับไปอยู่ในสถานะเดิม หมายความว่า ไม่มีการโอนขายที่ดิน ดังนั้น เงินที่ซื้อขายที่ดิน พยานเห็นว่า น่าจะริบไม่ได้


จากนั้นอัยการนำ นายเกริก วณิกกุล เจ้าหน้าที่ ธปท.อดีตผู้จัดการกองทุน ปี 2545 เข้าเบิกความสรุปว่า ที่ดินรัชดา เดิมเป็นของ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอราวัณ ทรัสต์ เมื่อปี 2538 ที่ดิน ดังกล่าวมี มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาทเศษ แต่เมื่อโอนมาเป็นของกองทุน แล้ว มีมูลค่าสูงขึ้นเป็น 2 พันล้านบาทเศษ เนื่องจากกองทุนได้นำเงินเข้าไปช่วยเหลือการสภาพคล่องของ เอราวัณทรัสต์ ให้ดำรงอยู่ได้


ซึ่งถ้าหากเอราวัณทรัสต์ล้ม กองทุนก็จะเป็น เจ้าหนี้ด้วย ส่วนที่ มูลค่าที่ดิน ลดลงจาก 2 พันล้าน ในปี 2544 เหลือเพียง 700 ล้านบาทเศษ นายเกริก เบิกความว่า โดยหลักการทางบัญชี เมื่อกองทุนได้สนับสนุนสภาพคล่อง เอราวัณทรัสต์ แต่กองทุนมีสองสถานะ ซึ่งนอกจากจะเป็นนิติบุคคลแล้ว อีกสถานะหนึ่ง ขึ้นตรงกับ ธปท.ซึ่ง ธปท.จะต้องถูกตรวจสอบบัญชี โดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่จะต้องแสดงตัวเลขหนี้สินทรัพย์ ให้ชัดเจน


เพื่อความสะดวกในการทวงถามติดตาม หนี้สินที่เกิดขึ้นที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีหนี้สินอยู่กับกองทุนฯ 100 ล้านบาท แต่ราคาประเมินที่ดินอยู่ที่ 50 ล้านบาท ก็จะเท่ากับว่า มูลค่าหนี้ ที่แท้จริงเหลืออยู่ 50 ล้านบาท


นายเกริก เบิกความต่อว่า ส่วนการขายที่ดินครั้งที่สอง ที่กองทุนฯได้ทำการรวมโฉนดแปลงย่อย 13 แปลง เป็นโฉนดใหญ่ 4 แปลง


เนื่องจากในการขายที่ดินครั้งแรก กองทุนพยายามขายแล้ว แต่ไม่มีผู้ซื้อ จึงกลับมาคิดหาสาเหตุ ซึ่งคณะกรรมกองทุนฯ ส่วนหนึ่งเห็นว่า ตั้งราคา ขายที่ดินสูงเกินไป และ อีกส่วนหนึ่งเห็นว่า น่าจะทำการรวมโฉนดที่ดิน เพื่อความสะดวกของผู้ซื้อ ดังนั้นคณะกรรมการจึงมีมติให้รวมโฉนด ซึ่งพยานเห็นว่าไม่ทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เหมือนการรวมแบงก์ 100 บาท 5 ใบ เป็นแบงก์ 500 บาท 1 ใบ


ส่วนเรื่องการวางเงินมัดจำซองประมูลที่ครั้งแรกกำหนดไว้เพียง 10 ล้านบาท แต่ครั้งที่ 2 เพิ่มวงเงินเป็น 100 ล้านบาทนั้น รายละเอียดพยานจำไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องของมติกรรมการกองทุน ซึ่งการซื้อขายที่ดินทุกครั้ง จะต้องมีการกำหนดราคากลางเสมอ


อย่างไรก็ดีพยานจำไม่ได้ว่าหลังจากที่ กองทุนขายที่ดินข้อพิพาทคดีนี้แล้ว ในการขายที่ดินของ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอราวัณฯ อีกแปลง ที่ขายให้ อ.ส.ม.ท.จำนวน 50 ไร่ และ ที่ดินแปลงอื่นอีก 8 ครั้ง จะกำหนดการวางเงินมัดจำเท่ากับ การขายที่ดินคดีนี้หรือไม่


รวมทั้งจำไม่ได้ว่าในส่วนของ คณะกรรมการเปิดซองประมูลซื้อที่ดินคดีนี้ จะมี นายสมใจนึก เองตระกูล ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นคณะกรรมการ หรือไม่


นายเกริก เบิกความด้วยว่า ในการลงชื่อซื้อซองประมูลราคา พบว่า มีนิติบุคคล 2 ราย และบุคคลธรรมดา 1 ราย โดยไม่มีการระบุว่า กระทำในนาม แทน ของบุคคลใด หรือมีชื่อของ คุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้มี กฎหรือระเบียบใดระบุไว้ว่า


ผู้ลงชื่อซื้อซองกับผู้ยื่นซองประมูล ราคาจะต้องเป็นบุคคลเดียวกัน หรือ กระทำแทนกันได้หรือไม่ ซึ่งก่อนการประมูล พยานเคยได้ยินข่าว จาก วงนอกแว่วๆ ว่า ภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าร่วมประมูลที่ดินด้วย โดยเรื่องนี้พยานได้ให้การต่อ คตส.แล้ว


ต่อมาอัยการนำ นายไพโรจน์ เฮงสกุล อดีตผู้จัดการกองทุน ช่วงปี 2549-2550 เข้าเบิกความสรุปว่า พยานเคยให้การต่อ คตส.ว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีอำนาจกำกับดูแลกองทุน โดยตรง


แต่เหตุที่ พยานทำหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษคดีนี้ เนื่องจาก คตส.ได้มีหนังสือถึง กระทรวงการคลัง ส่งเรื่องให้กองทุน และ ที่ประชุมกรรมการกองทุนฯ ให้พิจารณาร้องทุกข์ เพราะ คตส. เห็นว่า การเข้าประมูลซื้อขายที่ดิน ไม่ชอบด้วย กฎหมาย ม.100 (พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.) ตนในฐานะผู้จัดการกองทุน จึงเป็นผู้แทน เข้าร้องทุกข์


นายไพโรจน์ เบิกความว่า กองทุนอยู่ภายใน ธปท.ในส่วนของการดำเนินการจึงเป็นไปตามคำสั่ง ธปท. แต่ถ้าส่วนใดที่เกี่ยวข้อง กับรัฐวิสาหกิจ ก็จะปฏิบัติตามระเบียบของรัฐวิสาหกิจนั้น


ส่วนเรื่องหลักเกณฑ์การวางซองมัดจำซื้อขายที่ดินพิพาทคดีนี้ ซึ่งต้องโอนเงินสดจำนวน 100 ล้านบาทเข้าบัญชี กองทุนฯ ส่วนที่ดินที่ขายให้ อ.ส.ม.ท.จำนวน 50 ไร่ ที่ให้วางเป็นแคชเชียร์เช็ค นั้น พยานเห็นว่าไม่มีปัญหาความแตกต่าง เพราะถึงจะวางเป็นแคชเชียร์เช็ค ก็จะต้องนำเข้า บัญชีเงินฝากกองทุนเช่นเดียว กัน ส่วนที่กองทุนจะได้ดอกเบี้ยหรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับธนาคาร


นายไพโรจน์ เบิกความต่อว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจกำกับดูแล ซึ่งขณะที่พยานเป็นผู้จัดการกองทุน ในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้เข้ามากำกับดูแลหรือสั่งการพยาน


ภายหลังศาลไต่สวนพยานโจทก์เสร็จสิ้นครบจำนวน 4 ปาก ตามบัญชีของ อัยการโจกท์ แล้ว ศาลนัดไต่สวน พยานโจทก์ครั้งต่อไป วันที่ 22 กรกฎาคม เวลา 09.30 น.


โดย นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ หัวหน้าคณะอัยการรับผิดชอบว่าความคดีนี้ กล่าวว่า ได้เชิญ นายนาม ยิ้มแย้ม อดีต ประธาน คตส.นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายสว่างจิต จายวัฒน์ ผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูฯ ขณะเกิดเหตุ และ นายรุ่งเรือง โคกขุนทด เจ้าหน้าที่กองทุนขณะเกิดเหตุ เข้าเบิกความ


ภายหลัง ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า หลังพ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.ได้เข้าไปร่วมประมูลที่ดินรัชดาฯ ครั้งที่ 1 แต่ขอถอนตัว เนื่องจากเห็นว่าการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ จะส่งผลให้มี การได้เปรียบเสียเปรียบ เกิดขึ้น อีกทั้งมีหุ้นส่วนหลายคนจึงจำเป็นต้องถอนตัว


จึงทำให้เกิด การประมูลครั้งที่ 2 ตามมา ซึ่งตนรู้จากเจ้าหน้าที่ว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วม ประมูล ด้วย


“ผมก็ตกใจเหมือนกันที่รู้ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาร่วมประมูลด้วย ผมไม่ได้ถอนตัว เพราะรู้ว่าคุณหญิงพจมานร่วมประมูลด้วย แต่ถอนตัว ออกมาก่อนแล้ว ถึงมาทราบภายหลัง ซึ่งตามหลักการ ที่รู้กันว่า


ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็ควรทำหน้าที่ไป หากเอาเรื่องธุรกิจเข้ามาปะปนด้วย มันก็ไม่เหมาะสม และ ผมก็ไม่ทราบความในใจ ของผู้ซื้อที่ดิน ว่าจะเอาไปทำอะไร ที่ดินมีตั้งมากมายในโลก จะก่อให้มันยุ่งทำไม หากจะทำหน้าที่รัฐ ก็ทำ อย่าเข้ามายุ่งตรงนี้” ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2551 16:11 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083275
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“สนธิ” – คนไทยต้องหนุนกองทัพตรึงพระวิหาร-ใครสั่งถอยเอาท้ายปืนตีปาก

“สนธิ”ปลุกเร้าคนไทยหนุนกองทัพตรึงพระวิหาร-ใครสั่งถอยเอาท้ายปืนตีปาก

” สนธิ”แฉ”ฮุนเซน”เหิมสั่งทหารไทยลงจากเขาพระวิหารให้หมด พร้อมให้”อนุพงษ์”โทรกลับ แต่ ผบ.ทบ.ยืนหยัดไม่ทำตาม ปลุกเร้าคนไทยให้กำลังใจทหารเดินหน้ารักษาดินแดนเต็มอัตราศึก แนะหาก”หมัก”หรือลิ่วล้อหน้าเหลี่ยมสั่งถอย ให้เอาพานท้ายปืนตีปาก

คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย


เมื่อเวลาประมาณ 22.10 น. วันนี้(15ก.ค.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นปราศรัยที่เวทีสะพานมัฆวาน กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาว่า อาจเข้าสู่ภาวะวิกฤต จากกรณีที่ทางกัมพูชาจับตัวคนไทยไป 3 คน ที่เขาพระวิหาร


โดยระบุว่า ในวันนี้ พล.อ.เตีย บัญ รัฐมนตรีกลาโหมของกัมพูชา ได้โทรศัพท์มาหา พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรองผู้บัญชาทหารบก คนสนิทของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้ช่วยแจ้งกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้ถอนกำลังทหารไทยออกมา จากบริเวณชายแดน บริเวณพื้นที่ โดยรอบปราสาทพระวิหาร แต่ พล.อ.อนุพงษ์ไม่ยอม ตรงกันข้ามกลับสั่งเสริมกำลังเต็มที่


นายสนธิ กล่าวอีกว่าในตอนเย็นวันเดียวกัน สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้สั่งให้ พล.อ.เตียบัญโทรศัพท์บอก พล.อ.วิชิต ให้บอก พล.อ.อนุพงษ์ โทรหาสมเด็จฯ ฮุนเซนด้วย แล้วให้ถอนกำลังทหารไทยกลับไปเดี๋ยวนี้ แต่ พล.อ.อนุพงษ์ไม่โทรกลับ ขณะเดียวกันผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ที่ไม่เคยเห็นด้วยกับเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ที่เป็นเพื่อน ร่วมรุ่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับสั่งเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึก ขอให้ปรบมือให้กองกำลังสุรนารีด้วย


“เรื่องนี้ต้องชม พล.อ.อนุพงษ์ และถึงเวลาแล้วที่ทหารไทยต้องแสดงจุดยืนให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าไม่ถอยแม้ แต่ก้าวเดียว นอกจากไม่ถอยแล้วยังต้องเดินหน้าเต็มอัตราศึก เพราะเป็นพื้นที่ของเรา” นายสนธิระบุ พร้อมทั้งเล่าถึงอดีตที่นายสนธิเดินทางไปเขมรในยุคเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งพล.อ.เตียบัญยังใส่รองเท้าแตะกินข้าวด้วยกัน และฮุนเซนก็ไม่เหมือนในวันนี้ที่มีแต่ความโลภร่วมกันปล้นชาติกับ”ไอ้ เหลี่ยม”


นายสนธิ กล่าวว่า เวลานี้ถือว่าจะเป็นวิกฤตหรือเป็นโอกาสก็ได้ แต่ให้รู้ว่า ยืนอยู่ข้างทหาร เพราะทหารมีหน้าที่ 2 อย่าง คือ รักษาราชบัลลังก์ และ รักษาชาติ


ถ้านักการเมืองสั่งให้ทหารถอย ก็ให้ทหารเอาพานท้ายปืนตบปาก หรือถ้า นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหม สั่งให้ถอย ก็ให้ทหารเดินเข้าทำเนียบฯ แล้วเอาพานท้ายปืน ตบปาก ให้ฟันร่วง


“ขณะนี้เป็นช่วงพิสูจน์ความเป็นทหารไทย ต้องไม่ถอยแม้แต่นิ้วเดียว และถ้าไทยปิดพรมแดน 40 จุดเราไม่เดือดร้อน เราไม่ไช่คลั่งชาติ แต่เราถอยไม่ได้ เวลานี้ปรบมือให้กับกองกำลังสุรนารีด้วย เชื่อว่าทุกคนไม่ถอย ยกเว้นพรคพลังประชาชนและ ครม.ขายชาติชุดนี้เท่านั้น” แกนนำพันธมิตรฯผู้นี้ระบุ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 00:15 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083511
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ไทกร” จวก รัฐบาล ปล่อยเขมร วางกับระเบิดใน ดินแดนไทย จนทำให้ นายทหารพราน ของไทย ขาขาด

“ไทกร”จวกรัฐบาลทรราช ปล่อยเขมรวางระเบิดล้ำดินแดนไทย

นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำ�ีสานกู้ชาติ

นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำอีสานกู้ชาติ


แกนนำอีสานกู้ชาติ ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ จวกรัฐบาลทรราช ออกคำสั่งอัปยศเอาใจ”ฮุนเซ็น”สุดกลั้นแทนที่จะสั่งตรึงกำลังทหารพรานป้องกัน การบุกรุก กลับไล่กลับกรมกองเช้าวันนี้ แฉอีก กัมพูชาลอบวางกับดักระเบิดล่วงล้ำอธิปไตยดินแดนไทย จี้หุ่นเชิด อย่ามัวแต่เอาใจเจ้าของบ่อน-ซ่อน เร่งปิดชายแดนตอบโต้


วันนี้ (16 ก.ค.) เวลา 01.45 น.นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำอีสานกู้ชาติ ขึ้นเวทีปราศรัยว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ค.มีความสำคัญเกิดขึ้น 2 กรณี กรณีแรก คือ เหตุการณ์ 3 คนไทยบุกเข้าไปในเขตดินแดนราชอาณาจักรไทย แต่ถูกกองกำลังติดอาวุธ ชาวกัมพูชาจี้จับตัวไป บริเวณตลาดชุมชน ทางขึ้น ปราสาทพระวิหาร


จากนั้นนำชาย 3 คน ซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ 1 รูป ขึ้นไปบนโคปุระชั้นที่ 2 เพื่อเอาไปถ่ายรูปยืนยันว่า ทั้ง 3 คน เข้ามาในเขตอธิปไตยของกัมพูชา แต่ความเป็นจริง คนไทย 3 คน ข้ามไปในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นเขตแดนของไทย


นายไทกร กล่าวว่า ในอดีตหลายรัฐบาลได้พยายามปกป้องพื้นที่เขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณ จ.ศรีสะเกษ มาตั้งแต่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ประกาศให้พื้นที่ 1,300 ไร่บริเวณปราสาทพระวิหารและเขาพระวิหาร เป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในปี 2483 แต่หลังจากเกิดกรณีพิพาทระหว่างเจ้านโรดมสีหนุ ซึ่งขณะนั้นทรงสละราชสมบัติจากการเป็นกษัตริย์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีข้อพิพากเรื่องปราสาทพระวิหารกับรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์


จนในที่สุดรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ก็ประกาศให้เขาพระวิหารและบริเวณต่อเนื่องประมาณ 8 หมื่นไร่ 130 ตารางกิโลเมตร เป็นอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร และหนึ่งในนั้น ก็รวม ปราสาทพระวิหาร และทางขึ้นไปตัวปราสาทพระวิหารด้วย โดยประกาศเมื่อปี 2504 จากนั้นปี 2505 ศาลโลกตัดสินให้ ส่วนหนึ่งของปราสาทพระวิหาร เป็นของกัมพูชา รัฐบาลกัมพูชาได้กันเขตแนวเขต จากนั้น นำทหารมาดูแล ปราสาทพระวิหาร


นายไทกร กล่าวอีกว่า แม้ไทยจะสูญเสียพื้นที่ดังกล่าวไป แต่ก็ยังมี การสำรวจออกเขียนแผนผัง พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารอย่างต่อเนื่อง จนมาเสร็จสิ้นในรัฐบาลของ นายชวน หลีกภัย พื้นที่ 8 หมื่นไร่ จากยอดเขาปราสาทพระวิหารไปจนถึง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี รวมพื้นที่ทั้งหมด 130 ตารางกิโลเมตร


วันนี้ พื้นที่ทั้งหมดที่มีการถกเถียงกันว่า เป็นของกัมพูชาหรือของไทยนั้น อยู่ในแนวเทือกเขาพระวิหาร เขตที่ตัดให้กับ รัฐบาลกัมพูชาไปดูแลนั้น ไม่ได้รวมทางขึ้นเขาพระวิหาร ที่ทอดยาวมา


ดังนั้นในบริเวณนี้ จึงมีการปล่อยปะละเลยให้กองกำลังติดอาวุธชาวกัมพูชา และ คนต่างด้าวชาวกัมพูชา มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ บริเวณลานตาม ภาษาชาวบ้านเรียกขานว่า ด่านพระลานหิน จะเป็นลานหินกว้างก่อนจะขึ้นไปบันได เพื่อขึ้นไปสู่ปราสาทพระวิหาร ตรงนี้เขาเรียกว่า ห้วยตานี


เป็นห้วยที่น้ำไหลลงมาจากยอดเขาพระวิหาร ไหลลงมาเป็นร่องลงไปที่สระตราว หรือเรียกตามภาษาชาวบ้าน คือ สระน้ำที่ให้คนที่มาไหว้ หรือมาตั้งชุมชนบริเวณปราสาทพระวิหารในอดีตกาลได้ดื่นกิน ได้ใช้อุปโภคบริโภค สระตราวนี้ที่กัมพูชาพยายามที่จะรวมเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก


” วันนี้มีเหตุการณืสำคัญเกิดขึ้น นั่นคือการเหยีบกับระเบิดของทหารพรานหนึ่งท่าน บริเวณที่เหยียบห่างจากปราสาทพระวิหารเข้ามาทางทิศเหนือ 3 กิโลเมตร ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณผามออีแดงเข้ามา 1 กิโลเมตร บริเวณนี้อยู่เลียบทางขึ้นภูมะเขือ อยู่หลัง สระตราว หรือสระน้ำ ที่ขุดไว้ ให้พี่น้องประชาชนที่มากราบไหว้ ปราสาทพระวิหารได้ดื่มกิน


ถามว่าทำไมถึงไปเกิดตรงนั้น ทั้งๆที่พื้นที่ตรงนั้นมีการเคลียรวัตถุระเบิดออกไป โดยสหประชาชาติ ซึ่งมีอยู ่สองชาติสำคัญที่เข้ามาเก็บกู้ระเบิด หนึ่งคือไทย สองคือญี่ปุ่น หากมองภาพการเก็บกู้ระเบิดจะเห็นว่า แถบนั้น จะไม่มีกับระเบิดอันใดหลงเหลือ อยู่ในบริเวณที่เคลียร์กับระเบิด นั่นเลย เพราะจะมี การตีีตารางกัน ทุก 1 ตารางเมตร ใช้เสาปักขึงเชือกแล้วใช้วัตถุตรวจระเบิดเอ็กซเลย์พื้นที่


หากตรงไหนมีก็จะทำสัญลักษณ์ จากนั้นให้ช่างกู้ระเบิดค่อยแงะเอากับระเบิดนั้นไปทิ้ง ถ้าพื้นที่ใดยังไม่มีการเคลียร์ จะมีการติดป้ายเตือน เป็นสัญลักษณ์หัวกระโหลกไขว้่ สีแดง เห็นชัดเจน


มีข้อมูลสำคัญที่จะต้องบอกว่า นายทหารพรานที่เหยียบกับระเบิด ได้เข้าไปทำหน้าที่ตามคำสั่งลับของผู้บังคับบัญชาระดับสูง จาก กองกำลังสุรนารี ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการหทารบก ให้เข้าไปตรึงกำลัง และ


ผลักดันให้ ทหารกัมพูชาและชาวกัมพูชาบางส่วน ที่เข้ามาปักหลัก สร้างบ้านอยู่ ทางขึ้นเขาพระวิหารบริเวณที่อยู่ใกล้กับสระตราว นั่นหมายถึงการขยายเขตของคนกัมพูชาและกองกำลังติดอาวุธชาวกัมพูชา ได้รุกล้ำเข้ามาจนลึกถึง 3 กิโลเมตร


ในทางยุทธิวิธี ถ้าใครเป็นทหาร ลูกหลานทหารจะรู้ว่า เมื่อสร้างบ้านเรือนแล้ว สร้างจุดรักษาความปลอดภัย ต้องวางระเบิดไว้เป็นแนวเพื่อที่จะป้องกันการบุกรุก 100 เปอร์เซ็นต์คนไทยทั้งชาติ ระเบิดที่ นายทหารพรานเหยียบนั้น เป็นระเบิดที่ถูกวางขึ้นใหม่ บนแผ่นดินของไทย นั้นแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่กองทัพไทย และ รัฐบาลสมัคร ประเมินทัศนะคติและจุดประสงค์ของกัมพูชาผิดไป


ถ้าหากว่า คนกัมพูชาและกองกำลังติดอาวุธ ชาวกัมพูชา หรือ กระทั่งสมเด็จ ฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่อยู่ในกรุงพนมเปญ สำนึกได้ว่า บริเวณนี้ที่ภูเขาพระวิหารทั้งหมดเป็นแผ่นดินของไทย เป็นแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว กัมพูชาคงไม่ดำเนินการวางกับระเบิด เพื่อเป็นแนวป้องกันไม่ให้ใครก็ตามเข้ามาผลักดัน เข้ามาทำร้ายคนกัมพูชา และกองกำลังติดอาวุธชาวกัมพูชา ที่ยึดครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่”


นายไทกร กล่าวด้วยว่า หลังการเหยียบกับระเบิด กลับมีคำสั่งจากรัฐบาล ที่แย่ที่สุด ไม่รู้จะเอาอะไร มาเปรียบเทียบกับ รัฐบาลชุดนี้

โดยการออกคำสั่งเป็นทางลับ ขอให้ ทหารพรานชุดที่ไป ตรึงกำลังป้องกันการบุกรุกเข้ามายึดครองพื้นที่ ของ กองกำลังติดอาวุธชาวกัมพูชา ให้ปักหลักค้างคืนเพียงแค่ 1 วัน

พรุ่งนี้เช้าให้ถอนกำลังออกมา นี่แสดงว่า รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ได้เห็น ความรู้สึกของคนไทยในสายตาเลย สนใจ แต่ความรู้สึกของสมเด็จ ฮุน เซ็น

“จะไปกลัวทำไมถ้าเกิดข้อพิพากขึ้น เมื่อเป็นเรื่องดินแดน ศักดิ์ศรีของคนในชาติ ถ้าจะปิดชายแดนกัน ก็จะมีแต่เจ้าของบ่อน เจ้าของซ่องที่ไปเปิดในกัมพูชาที่เดือดร้อน


นี่แสดงว่า เจ้าของบ่อนการพนัน เจ้าของซ่องในกัมพูชา มันถือหุ้นใหญ่ในพรรคพลังประชาชน ถึงกลัวนักกลัวหนา กลัวว่า หากเกิดการปะทะกันแล้ว


กอ.รมน.(กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) จะเสนอรัฐบาลปิดชายแดนไทย-กัมพูชาทุกจุด นี่ย่อมสะท้อนให้เห็นชัดแล้วว่า


สิ่งที่รัฐบาลทำทุกวันนี้ ศักดิ์ศรี ในความเป็นราชอาณาจักรไทย ไม่อยู่ในสายตาของรัฐบาลนายสมัครเลย” แกนนำอีสานกู้ชาติ กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 03:22 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083531
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

วันอาสาฬหบูชา และ วันเข้าพรรษา ปี ๒๕๕๑

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
วันอาสาฬหบูชา และ วันเข้าพรรษา


ประเทศไทย มีพระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาติพระพุทธศาสนา ถือว่ามีความสำคัญ ต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ของคนไทยให้นำหลักธรรมทางศาสนา มาเป็นแนวทาง ในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง


ในเดือนกรกฎาคมนี้มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ๒ วันด้วยกัน คือ วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ซึ่งในปี ๒๕๕๑ นี้ วันอาสาฬหบูชาตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กรกฎาคม วันเข้าพรรษาตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม


วันอาสาฬหบูชา หรือ อาสาฬหปุรณมีบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหมาส คือ เดือน ๘ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘) เป็นวันสำคัญที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรก โปรดฤาษี โกณฑัญญะ ที่เรียกว่า “ธรรมจักกัปปวัตนสูตร” ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อจบพระธรรมเทศนา ฤาษีโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน เป็นพยานการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบว่า โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานว่า “อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญญะ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ” แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ด้วยเหตุนี้ ฤาษี โกณฑัญญะจึงได้นามว่า อัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่นั้นมาฤาษีอัญญาโกณฑัญญะได้ทูลขอบวช พระพุทธองค์ทรงประทานการบวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา จึงนับว่าพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพระสงฆ์องค์แรก และเป็นวันแรกที่มีองค์พระรัตนตรัยเกิดขึ้นครบบริบูรณ์ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ดังนั้น วันอาสาฬหบูชา จึงเป็นวันที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ๓ เหตุการณ์ คือ เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา เป็นวันแรกที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก และเป็นวันแรกที่มีพระรัตนตรัย ครบ ๓ ประการ


นอกจากนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกที่ประกาศให้มีพิธีอาสาฬหบูชาเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๑ โดยพระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) ครั้งยังดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา ได้เสนอคณะสังฆมนตรี ให้เพิ่มวันศาสนพิธีทำพุทธบูชาขึ้นอีกหนึ่งวัน คือ วันธรรมจักร หรือ วันอาสาฬหบูชา คณะสังฆมนตรีมีมติเห็นชอบ โดยให้ถือว่า วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพระพุทธศาสนา และทางรัฐบาลก็ได้เห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ มาจนกระทั่งปัจจุบัน


วัน อาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้แสดงหลักธรรม ๒ ประการ อันเป็นปฐมเทศนาที่พระพุทธเจ้าได้แสดงครั้งแรก เพื่อโปรดฤาษีปัญจวัคคีย์ ที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและอริยสัจ ๔ โดยมีสาระสำคัญ คือ


๑. ทรงแสดงข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินชีวิต ที่ผิดพลาดไปจากข้อปฏิบัติหรือ การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง มี ๒ อย่าง คือ


- การทำตนให้หมกมุ่นและลุ่มหลงอยู่กับความสุขในเรื่องรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส (กามสุขัลลิกานุโยค)


- การทรมานตนให้ลำบาก เช่น การอดอาหาร การนั่ง หรือนอนบนหนาม (อัตตกิลมถานุโยค)


๒. ทรงแสดงว่าข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตทั้ง ๒ อย่างนั้นไม่เป็นประโยชน์ นักบวช ไม่ควรประพฤติ ไม่ควรเกี่ยวข้อง เพื่อให้ฤาษีปัญจวัคคีย์ ละความยึดถือข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตเช่นนั้น เสีย แล้วตรัสสอนให้ปฏิบัติทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ คือ เห็นชอบ (สัมมาทิฎฐิ) ดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) เจรจาชอบ (สัมมาวาจา) ประพฤติชอบ (สัมมากัมมันตะ) เลี้ยงชีพชอบ (สัมมาอาชีวะ) เพียรชอบ (สัมมาวายามะ) ระลึกชอบ (สัมมาสติ) ตั้งใจมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ)


และ หลังจากที่ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรแล้ว ทรงแสดงความจริง ๔ ประการ ประกอบด้วย ทุกข์ สภาพที่ทนได้ยากที่เป็นไปทางกายและจิต อันเกิดขึ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย สมุทัย เหตุที่ให้เกิดทุกข์ คือความปรารถนา ความดิ้นรนอยากได้ นิโรธ ความดับทุกข์ เป็นสภาวะที่หมดสิ้นจากกิเลสไม่เดือดร้อน มรรค ข้อปฏิบัติฝึกอบรมในทางสายกลาง อันเป็นเหตุให้ถึงดับทุกข์


แนวทาง การปฏิบัติตนสำหรับพุทธศาสนิกชนเนื่องในวันอาสาฬหบูชานั้น ควรให้ทาน โดยการถวายภัตตาหารเพล แด่พระภิกษุสามเณร และบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน พร้อมทั้งรักษาศีล เจริญภาวนา และเวียนเทียนเพื่อบูชาพระรัตนตรัยด้วยอามิสบูชาและปฏิบัติบูชา


วันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนา ที่สำคัญอีกวันหนึ่ง คือ วันเข้าพรรษา ตามหลักการคือ การที่พระภิกษุหยุดการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่ออยู่จำพรรษาในวัดใดวัดหนึ่ง ที่สะดวก เป็นเวลา ๓ เดือน ปวารณาออกพรรษาแล้วจึงออกเดินทางไปเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าต่อไป


สาระสำคัญ ของวันเข้าพรรษา คือ การที่พระพุทธเจ้ากำหนดให้พระภิกษุเริ่มอยู่จำพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ โดยไม่เดินทางไปค้างแรม ณ สถานที่ใดเป็นเวลา ๓ เดือน ทำให้พระภิกษุ ที่อยู่ร่วมกันจำนวนมากได้ศึกษาเข้าใจพระพุทธศาสนาได้อย่างถูก ต้อง เพราะได้อยู่กับอุปัชฌาย์และอาจารย์ ส่งผลให้การปฏิบัติธรรมเป็นไปในทางที่ถูกต้อง ถือได้ว่าเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงพฤติกรรม ลด ละ เลิกอบายมุขของคนในสังคมไทย เช่น การงดเหล้า บุหรี่ จนทำให้เกิดโครงการต่างๆ เช่น โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา ซึ่งสอดคล้องกับหลักวิรัติ ๓ คือ การงดเว้นจากบาปและความชั่วต่างๆ จัดเป็นมงคลธรรมข้อหนึ่งจำแนกออกเป็น ๓ ประการ คือ


- สัมปัตตวิรัติ ได้แก่ การงดเว้นจากความชั่ว เพราะมีหิริความหายชั่วและโอตตัปปะ ความกลัวบาป นั่นคือ เมื่อมีเหตุการณ์ที่เป็นใจให้เราทำผิดหรือทุจริตคอร์รัปชั่น เราสามารถห้ามใจตัวเองได้เพราะรู้สึกอายตัวเอง หรือเพราะกลัวเสียหน้า กลัวเสียเกียรติ เป็นต้น


- สมาทานวิรัติ ได้แก่ การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ด้วยการสมาทานศีล ๕ หรือศีล ๘ จากพระสงฆ์โดยเพียรระมัดระวังไม่ทำให้ศีลขาดหรือด่างพร้อย แม้มีสิ่งยั่วยวนภายนอกก็ไม่หวั่นไหวหรือ เอนเอียง


- สมุจเฉกวิรัติ ได้แก่ การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาด ข้อนี้เป็นคุณธรรมของพระอริยเจ้า ถึงกระนั้น สมุจเฉกวิรัติอาจนำมาประยุกต์ใช้กับบุคคลทั่วไปนั่น คือ ผู้งดเว้นบาป ความชั่วละอบายมุขต่าง ๆ ในระหว่างพรรษากาลได้แล้ว แม้ออกพรรษาแล้วก็ไม่กลับไปกระทำหรือข้องแวะบาปเหล่านั้นอีก เช่น กรณี ผู้งดเว้นจากการดื่มสุราและ สิ่งเสพติดระหว่างพรรษา แล้วก็งดเว้นได้ตลอดไป


นอกจากนี้ วันเข้าพรรษาก่อให้เกิดประเพณีที่สำคัญ ๒ ประเพณีด้วยกัน คือ ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝนและประเพณีแห่เทียนพรรษา


ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน


มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่ง นางวิสาขามหาอุบาสิกา ใช้ให้หญิงรับใช้ไป พระวิหารเชตวัน เพื่อนิมนต์พระภิกษุ ไปฉันภัตตาหาร ที่บ้านในวันฝนตกหนัก เมื่อหญิงรับใช้ไปถึงวัดเห็นพระภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนอยู่ เกิดเข้าใจผิดว่าเป็นพวกชีเปลือย จึงกลับมาบอกนางวิสาขาว่า ในวัดไม่มีพระภิกษุเลย มีแต่พวกชีเปลือยกำลังอาบน้ำฝนอยู่ นางรู้ได้ทันทีว่า ไม่ใช่พวกชีเปลือยอย่างที่หญิงรับใช้เข้าใจ แต่เป็นพระภิกษุ


ดังนั้น หลังจากพระพุทธเจ้าและพระสาวกฉันภัตตาหารแล้ว นางวิสาขา จึงเข้าไปกราบทูลขอพรพระพุทธเจ้าเพื่อถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระภิกษุ และภิกษุณีเป็นประจำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเกิดเป็นประเพณีที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้


สำหรับผู้ที่ทำบุญ ถวายผ้าอาบน้ำฝนจะได้รับอานิสงฆ์ เหมือนการถวายผ้าชนิด อื่นๆ ตามนัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ ทำให้เป็นผู้มีผิวพรรณผ่องใส สวยงาม ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีความสะอาดผ่องใสทั้งกายและใจ


ประเพณีแห่เทียนพรรษา


เกิดขึ้นจากสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้เหมือนปัจจุบัน เมื่อพระภิกษุจำพรรษารวมกันมากๆ และต้องปฏิบัติกิจวัตร เช่น การทำวัตรสวดมนต์ การศึกษาพระปริยัติธรรม กิจกรรมเหล่านี้ต้องการแสงสว่าง โดยเฉพาะแสงสว่างจากเทียนที่พระสงฆ์จุดบูชาพระรัตนตรัย ปัจจุบันแม้สภาพสังคมเปลี่ยนไป แต่ประเพณีแห่เทียนพรรษายังคงมีอยู่โดยมีจุด มุ่งหมายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับผู้ที่ถวายเทียนพรรษา จะได้รับอานิสงส์ตามนัยพระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีความสง่างามและมีดวงตาแจ่มใส


แนวทางการปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน เนื่องในวันเข้าพรรษาจะปฏิบัติเช่นเดียวกับ วันสำคัญทางศาสนาวันอื่นๆ คือ การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนาด้วยการไหว้พระ สวดมนต์ ปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนา


เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนพาครอบครัวไปบำเพ็ญกุศล ปฏิบัติธรรมและพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ทำบุญตักบาตร รักษาศีล ไหว้พระสวดมนต์ เจริญภาวนาและแห่เทียนพรรษา นอกจากนี้ ระยะเวลา ๓ เดือนในช่วงของเทศกาลเข้าพรรษา ถือเป็นระยะเวลา ที่ยาวนานพอสมควร ที่พุทธศาสนิกชนจะตั้งใจทำความดีทั้งต่อตนเองและ ผู้อื่นด้วยการลด ละ เลิก อบายมุขทุกชนิด เพื่อให้สังคมของเราเกิดความสงบสุขร่มเย็น และสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
http://thainews.prd.go.th/arsarnha_puja/arsarnha-2.html


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

รัฐธรรมนูญ 2550 กำลังทำงาน สร้างการเมืองสุจริต รักษาประโยชน์ส่วนรวม โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

รัฐธรรมนูญ 2550 กำลังทำงาน
สร้างการเมืองสุจริต รักษาประโยชน์ส่วนรวม
โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง


“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนเช่นนี้ เป็นการจงใจกระทำ
ขัดต่อ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 เป็นการกระทำมิชอบ น่าจะต้องถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ด้วย”

1. ศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง)นายยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กรณีทุจริตเลือกตั้ง


เท่ากับว่า เข้าข่ายตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรค 2 เป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จะต้องดำเนินการยุบพรรคพลังประชาชนต่อไป


2. ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าแถลงการณ์ร่วมกรณีปราสาทพระวิหาร ที่คณะรัฐมนตรีไปทำร่วมกับกัมพูชานั้น เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน


เท่ากับว่า รัฐมนตรีทั้งคณะได้กระทำขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ


3. ศาลฎีกา ยังได้รับคดีที่ คตส.ดำเนินการไต่สวนชี้มูลความผิดและฟ้องร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และพวก เข้าสู่การพิจารณาแล้วหลายคดี โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเป็นบรรทัดฐานแล้วว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ คตส. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะได้รับการรับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญ 2549 และมาตรา 309 ในรัฐธรรมนูญ 2550 !


น่าสลดใจอย่างยิ่ง… แทนที่นายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชาชน และผู้อยู่เบื้องหลัง จะเกิดสำนึกหรือละอายในความผิดของตน โดยหันกลับไปมอง พฤติกรรมการกระทำผิดของตน พยายามปรับปรุงแก้ไขตัวเอง และแสดงความรับผิดชอบ ในการกระทำของตนเอง


แต่กลับปรากฏว่า เหล่าบรรดาผู้กระทำผิด หันไปกล่าวโทษ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ.2550 หาว่า รัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดปัญหายุ่งยาก จะต้องเร่งรัด ใช้อำนาจรัฐในมือ ดำเนินการ แก้ไขเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญ โดยด่วนที่สุด

ทั้งๆ ที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2550 ก่อนหน้าที่ จะมีการเลือกตั้ง และ พรรคพลังประชาชน ก็ลงสมัครรับเลือกตั้ง
ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อตนเองกำลังจะได้รับผลกระทบจากการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ กลับจะใช้อำนาจ แก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตน และพรรคพวก ไม่ต้องรับผิดจากการกระทำ ของตนเอง

ล่าสุด คิดอุกอาจ ถึงขนาดจะดัน เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยจะให้ผ่าน 3 วาระรวด !


ไม่น่าเชื่อว่า ประเทศชาติจะมี นักการเมือง ที่เหิมเกริมขนาดนี้ ลุแก่อำนาจ ถึงเพียงนี้


รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นการบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ขึ้นมาจากฐานเดิมของ รัฐธรรมนูญ 2540 โดยอาศัยหลักว่า
“ของดีคงไว้ ข้อบกพร่องแก้ไข และ ให้สิทธิประโยชน์ แก่ประชาชนมากขึ้น” เพราะรัฐธรรมนูญ 2540 นั้น แม้จะมีส่วนดีอยู่ไม่น้อย แต่ก็ถูก ระบอบทักษิณใช้อำนาจบิดเบือนกลไก บิดผันเจตนารมณ์ บั่นเซาะ ทำลายเนื้อใน จนเหลือแต่เปลือกนอก เสมือนว่า “รัฐธรรมนูญตายแล้ว” ตั้งแต่ช่วงปลายของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพิ่งประกาศใช้บังคับยังไม่ถึง 1 ปี สิทธิและผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญ ยังไม่ทันได้คลอดออกมาสู่ ประชาชนอย่างเต็มที่ เต็มเม็ดเต็มหน่วย เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ ที่เพิ่งยกเครื่องใหม่ ก็ยังทำงานไม่เต็มสูบ ไม่เต็มกำลัง เพิ่งจะอุ่นเครื่องเท่านั้น


ไม่ปรากฏว่า ประเทศชาติจะมีปัญหาจากการใช้บังคับรัฐธรรมนูญ 2550 คงมีแต่เพียง นักการเมือง และ พรรคการเมือง
ที่ทุจริต กระทำผิดรัฐธรรมนูญ จนต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น

ขณะนี้ ผู้ที่กำลังจะเป็นจะตาย หรือจะได้รับผลกระทบจากการใช้บังคับรัฐธรรมนูญ ก็มีแต่เพียง นักการเมืองทุจริต เป็นคนกลุ่มหนึ่ง ผู้จงใจกระทำผิด รัฐธรรมนูญ เท่านั้น


แต่สำหรับประชาชนชาวไทยทั้งหลาย หากเรามีการใช้บังคับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างตรงไปตรงมา ครบถ้วน เราจะได้การเมือง ที่ดีกว่าแบบที่เป็นอยู่


ประชาชน จะได้รับสิทธิ และ ผลประโยชน์ที่ รัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยถ้วนทั่ว ทั้งยังจะช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อน ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้ อย่างมีประสิทธิผล


พิจารณาโดยใจเป็นธรรม จะเห็นว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
มาตรา 237 ก็ดี มาตรา 190 ก็ดี ซึ่งสถาบันตุลาการ ได้ใช้เป็นพื้นฐาน ในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ตามอำนาจหน้าที่นั้น ล้วนแต่เป็นบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมทั้งสิ้น

1. มาตรา 237 วรรค 2 มีไว้ เพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง และ การทุจริตการเลือกตั้ง อย่างเด็ดขาด เอาจริงเอาจัง โดยไม่ไว้หน้า หากกรรมการบริหารพรรคทุจริตเลือกตั้ง จนได้รับใบแดง ก็ต้องดำเนินการเสนอให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคการเมืองนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด


ประการสำคัญ บทบัญญัติดังกล่าว เป็นข้อเสนอจากประชาชน ให้เพิ่มเติมเข้ามาภายหลังจากที่ สสร. ได้ออกไปรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนทั่วประเทศ ผมจึงได้ร่วมกับ สสร.ทำการแปรญัตติเพิ่มเติม เข้าไปตามเจตนารมณ์ ของประชาชน


2. มาตรา 190 มีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครอง ผลประโยชน์สาธารณะ มิให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจรัฐ ไปทำข้อตกลงสำคัญๆ กับต่างชาติ ซึ่งจะมีผลกระทบ ต่อประเทศชาติส่วนรวม ก็จะต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริง(เบื้องต้น) ต่อสังคม และนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา อันเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย เสียก่อนที่จะไปแถลงการณ์ หรือให้สัตยาบัน เพื่อป้องกัน มิให้ฝ่ายการเมืองในรัฐบาลแอบมุบมิบ นำผลประโยชน์ของชาติ ไปแลกเปลี่ยน หรือต่อรองเพื่อผลประโยชน์ ส่วนตัว ของกลุ่มการเมืองพวกพ้อง และผู้มีพระคุณทางการเมือง ของตนเอง


ประการสำคัญ บทบัญญัติดังกล่าว เป็นข้อเสนอจาก องค์กรภาคประชาสังคม และได้ปรึกษากรมสนธิสัญญาฯ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อป้องกันปัญหาที่ ระบอบทักษิณเคยใช้อำนาจรัฐ ไปแสวงหาผลประโยชน์ ส่วนตัวจากการทำสัญญาระหว่างประเทศ ทำเอฟทีเอ เอื้อประโยชน์ แก่ธุรกิจพวกพ้อง แต่ส่งผลกระทบ เป็นภาระต่อ เกษตรกรรายย่อยและประชาชนทั่วไป


3.มาตรา 309 ได้ช่วยมิให้บรรดาคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณและพวก ถูกล้มคดี หรือตัดตอนออกไปจากกระบวนการยุติธรรมของศาล โดยที่ผู้ถูกกล่าวหา ยังคงมีสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เพราะผู้ถูกกล่าวหาสามารถนำข้อเท็จจริง เอกสาร พยานหลักฐานของตน มาเปิดเผย นำเสนอ เพื่อต่อสู้คดี พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ในชั้นศาลได้ ตามปกติ เฉกเช่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั่วไป


ถ้ามั่นใจว่าตนเองบริสุทธิ์ ก็ไม่จำเป็นต้องไปวิ่งเต้น เสนอสินบน หรือพยายามล้มคดี ตัดตอนคดี ด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ


ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ขณะนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำลังทำงาน


โดยเฉพาะ การปฏิรูปการเมือง การปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งมุ่งจะลดการผูกขาด การใชอํานาจรัฐ การใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม การดําเนินการทางการเมืองของนักการเมืองที่ขาดความโปรงใส ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ตลอดจนคุ้มครองการใชสิทธิ เสรีภาพ และผลประโยชน์ของประชาชน


ผู้มีอำนาจรัฐที่หน้ามืดตามมัว ปราศจากสำนึกความรับผิดชอบ กระทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด แต่กลับลากชะตากรรมของประเทศชาติ เข้าไปร่วมแบกรับกรรมชั่ว ของนักการเมืองทุจริต ดิ้นรนทางการเมือง พยายามรักษาอำนาจของตัวไว้ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อส่วนรวม ดื้อรั้นที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป เพียงเพื่อจะใช้อำนาจรัฐเพื่อช่วยเหลือตนเอง และตอบสนองผู้มีพระคุณทางการเมือง ของตนเองต่อไป โดยไม่นำพาต่อคุณธรรม จริยธรรม และสำนึกความรับผิดชอบต่อประเทศชาติส่วนรวม


ยิ่งเมื่อศาลตัดสินแล้ว พิพากษาชี้ขาดออกมาแล้ว หาก ส.ส.พรรครัฐบาล ยังจะลุแก่อำนาจ เร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป เพียงเพื่อฟอกความผิดของตัว ช่วยเหลือตัวไม่ต้องรับผิด การแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นนี้ น่าจะขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 122 เพราะเป็นการใช้อำนาจกระทำการเพื่อประโยชน์ส่วนตน เพื่อพรรคการเมืองของตน พรรคพวกของตน ที่อาจจะถูกยุบพรรคและดำเนินคดี


ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ “ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต-เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย” และ “โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์” อันเป็นหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว.


การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนเช่นนี้ เป็นการจงใจกระทำขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 เป็นการกระทำมิชอบ น่าจะต้องถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ด้วย


ยิ่งดิ้น ยิ่งรัดแน่น ยิ่งดื้อด้าน บ้านเมืองยิ่งเสียหาย


รัฐบาลชุดนี้ หมดความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจรัฐต่อไปแล้ว !

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2551 17:43 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000083293
พิมพ์ ข่าวนี้
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง
พระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใย ต่อปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นอย่างยิ่ง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“อภิรักษ์” เผยข้อมูลเจ้าหน้าที่รับสินบนบริษัทญี่ปุ่นโครงการอุโมงค์ กทม.ฉาว ถึงมือบ่ายนี้

Filed under: 1 — accomthailand @ 07:26

“อภิรักษ์” หอบข้อมูลเด็ดมัด “หมัก” เอี่ยวสินบนยุ่นยื่น ป.ป.ช.

ภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่ากทม.

อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่ากทม.


“อภิรักษ์” เผยข้อมูลเจ้าหน้าที่รับสินบนบริษัทญี่ปุ่นโครงการอุโมงค์ กทม.ฉาวถึงมือบ่ายนี้ พร้อมประสานสถานทูตยุ่นขอข้อมูลเพิ่มเติม รวบรวมยื่น ป.ป.ช.โดยไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ ยินดีส่งข้อมูล “สมัคร” ต่อสภา


วันนี้ (15 ก.ค.) นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีการประมูลโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ
คลองแสนแสบ-ลาดพร้าว ของ กทม. หรือ กรณีสินบนข้ามชาติ 125 ล้านบาทว่า


ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานอะไร แต่คาดว่าในช่วงบ่ายนี้ (15 ก.ค.) จะได้ข้อมูลทั้งหมด เพราะครบกำหนดที่ นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. จะส่งรายละเอียดมายังตน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการประสานขอข้อมูลกับทางสถานทูตญี่ปุน เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว


หลังจากที่ได้รับขข้อมูลแล้วก็ได้ดำเนินการส่งให้ ป.ป.ช. และเป็นข้อมูลที่ทาง ป.ป.ช.ได้ประสานขอมา ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่แล้ว หากรับทราบส่งต่อ ป.ป.ช. ทั้งนี้ ข้อมูลที่เราได้คือข้อมูลเฉพาะส่วนโครงการ


ส่วนข้อมูลที่ได้มีการเปิดเผยที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการประสานขอข้อมูลกับสถานทูตญี่ปุ่น ซึ่งก็เป็นสิทธิของเขา ว่าจะเปิดเผยข้อมูลมากน้อย เพียงใด


ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นทราบรายชื่อข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับกรณีสินบนหรือยัง นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ยังไม่มี ยังไม่ได้รับรายงานจากปลัด กทม. ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รายชื่อวันนี้ เมื่อถามว่า กทม.จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ โดยเฉพาะหรือไม่ นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ทาง ป.ป.ช.ได้ประสานงานเพื่อรับเรื่องในการตรวจสอบ และเป็นหน่วยงานที่สามารถประสานข้อมูลด้วยกันทุกฝ่าย รวมทั้งญี่ปุ่นด้วย ดังนั้น เราจะส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ ป.ป.ช.


ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อมูลที่ได้รับจากญี่ปุ่นยังไม่ใช่ข้อสรุปใช่หรือไม่ นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่เป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้ ซึ่งต้องดูว่าสถานทูตมีข้อมูลอะไรบ้าง


เมื่อถามว่า ล่าสุดทางรัฐสภา ได้ขอให้นายอภิรักษ์มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องกับสินบนหรือไม่อย่างไร นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2551 11:54 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083131
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“อภิสิทธิ์” จี้ “รัฐบาลหุ่นเชิด” ลาออกทั้งคณะ พร้อมประกาศให้แถลงการณ์ร่วมเขมรขึ้นทะเบียน “เขาพระวิหาร” เป็นมรดกโลกตกเป็นโมฆะ

Filed under: 1 — accomthailand @ 07:14

“มาร์ค” ยก “อนุสัญญาเวียนนา” ตอกหน้า รบ.โจร จี้ลาออกทั้งคณะ

ภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


“อภิสิทธิ์” จี้ “รัฐบาลหุ่นเชิด” ลาออกทั้งคณะ พร้อมประกาศให้แถลงการณ์ร่วมเขมรขึ้นทะเบียน “เขาพระวิหาร” เป็นมรดกโลกตกเป็นโมฆะ เหตุเพราะรัฐบาลละเมิดกฎหมาย พร้อมยก “อนุสัญญากรุงเวียนนา” ข้อ 46 ระบุชัดให้ยึดรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ


วานนี้ (14 ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าในการหาทางแก้ไขประเด็นปมปัญหาของปราสาทพระวิหารว่า วันนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ต้องเลิกคิดถึงเรื่องการที่จะปกป้องตัวเอง แต่ต้องคิดถึงการปกป้องประโยชน์ของประเทศชาติ โดยเฉพาะแถลงการณ์ร่วมฯ ซึ่งนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ไปลงนามโดยความเห็นชอบของรัฐบาลไทย ซึ่งวันนี้ไม่ถือว่าไม่ผูกพัน และใช้ไม่ได้ เพราะตามมติของศาลรัฐธรรมนูญนั้น คือผลที่เป็นเรื่องภายในของประเทศ แต่ว่าถ้ายังมีการนำไปอ้างอิงในระดับระหว่างประเทศอีก ความเสียหายที่จะตามมาจะมีมากมายมหาศาล แม้แต่คนในรัฐบาลก็ไม่กล้าปฏิเสธ รวมไปถึงคนที่ทำงานด้านมรดกโลก เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และคนในกระทรวงต่างประเทศบางส่วน


“สิ่งที่ผมได้เรียกร้องรัฐบาลไปนั้น ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ทำเลย คือ จะทำอย่างไรให้ทั่วโลกยอมรับว่าแถลงการณ์ร่วมนี้ใช้ไม่ได้ ซึ่งตามอนุสัญญากรุงเวียนนาข้อ 46 มีการกำหนดแนวทางอยู่ว่า โดยปกติแล้ว รัฐต่างๆ เวลาไปลงนามในหนังสือสัญญาใดๆ ไม่สามารถอ้างเหตุของการทำผิดกฎหมายภายในประเทศไปลบล้างข้อผูกมัดได้ ส่วนเงื่อนไขของการยกเว้น คือ 1.การละเมิดกฎหมายดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว


นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า 2.การละเมิดกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดที่เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งตรงนี้ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะทำความชัดเจนมาแล้วระดับหนึ่ง แต่ตนคิดว่า ตรงนี้รัฐบาลต้องกลับไปคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้แถลงการณ์ร่วมไม่เป็นผล โดยเป็นไปตามเลื่อนไขของอนุสัญญากรุงเวียนนา และตนเห็นว่ากระบวนการที่ฝ่ายค้านยื่นถอดถอน ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มน้ำหนักให้เห็นว่าแถลงการณ์ร่วมนี้ใช้ไม่ได้ เพราะรัฐไปละเมิดกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างชัดเจน


“พรรคกำลังเดินหน้าตรวจสอบนายกฯ ต่อไป ก็เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งขณะนี้เรื่องที่เกี่ยวกับการถอดถอนนายสมัคร ก็จะดำเนินการต่อไป โดยอาจจะใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพราะเอกสารที่ได้ขอไปยังไม่ได้กลับมาส่วนหนึ่ง และยังมีเอกสารเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักชี้ให้เห็นถึงการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และนอกจากการแจ้งให้เรื่องของแถลงการณ์ร่วมใช้ไม่ได้ในระดับสากลแล้ว รัฐบาลต้องเร่งหาทางออกในเรื่องที่จะปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการมรดกโลก หรือไม่กรรมการทั้ง 7 ชาติ ก็ต้องเชิญตัวแทนของประเทศไทยเข้าไปชี้แจงเรื่องที่กัมพูชาจะต้องส่งแผนที่ ที่จัดทำขึ้นฝ่ายเดียวไปให้กรรมการมรดกโลกภายใน ก.พ.2552” นายอภิสิทธิ์ ระบุ


ส่วนการกระทบกระทั่งซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างที่มีการทำงานเรื่อง นี้นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ล้วนแต่เป็นปัญหาทั้งสิ้น ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงก็เริ่มขยับแล้ว แต่ตนได้เรียกร้องมาตลอดว่า รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะทำเรื่องนี้อย่างนุ่มนวล และใช้แนวทางทางการทูตเป็นสำคัญ ตนถึงได้บอกว่าใครกันแน่ที่จงใจให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ เพราะฝ่ายค้านเสนอแนะนายกฯ มาเป็นสัปดาห์แล้วว่า ต้องรีบใช้วิธีการทางการทูตแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่กลับเพิกเฉย เพียงเพื่อต้องการปกป้องตัวเองเท่านั้น


เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่กระทรวงต่างประเทศพยายามย้ำว่าได้ส่งไปยังคณะกรรมการมรดกโลก และทำหนังสือถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ที่พรรคเห็นอย่างเดียวก็คือ กรรมการมรดกโลกได้เขียนไว้ในข้อมติว่าไม่เอาตรงนั้นมาพิจารณา แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องที่จะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ที่สำคัญก็คือ ในส่วนของกัมพูชาต้องพยายามให้แสดงท่าทีออกมาโดยยอมรับแล้วว่าคำแถลงการณ์ ร่วมนั้นไม่ได้ผูกมัดไทยอีกต่อไปแล้ว ถ้าตรงนี้ออกมาตนคิดว่าจะเป็นความชัดเจน และสบายใจว่าความเสียหายจากแถลงการณ์ร่วมจะไม่มีอีกต่อไป


ส่วนที่ระบุว่าจะต้องมีการละเมิดอย่างชัดแจ้งตามอนุสัญญากรุงเวียนนา นั้น หมายความว่ารัฐบาลต้องออกมารับผิดชอบใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเอาตามที่ปรากฏในอนุสัญญา ซึ่งความผิดที่ชัดแจ้งก็คือ ความผิดที่รัฐบาล หรือรัฐใดก็ตามที่กระทำตามปกติ และโดยสุจริต ย่อมต้องรู้ว่าเป็นการละเมิด ฉะนั้นต้องขอฝากเป็นการบ้านให้รัฐบาลกลับไปคิด เมื่อถามอีกว่า แสดงว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจจะไม่มีผลในเวทีสากลใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในเวทีสากลมีการวินิจฉัยว่าละเมิดกฎหมายภายในประเทศยังไม่เพียงพอ ต้องพิสูจน์ต่อไปว่าเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญ และมีการจงใจละเมิด


ต่อข้อถามที่ว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาล ตนจะรับผิดชอบโดยการลาออกทั้งคณะตั้งแต่มีมติของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนคิดว่าการแสดงออกอย่างนั้น ย่อมมีความชัดเจนมากขึ้นว่าแถลงการณ์ร่วมเป็นแถลงการณ์ที่มีปัญหา และขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยจะทำให้ผู้ที่ออกมติดังกล่าว สนับสนุนให้มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วม ก็จะเป็นน้ำหนักขึ้นมา


เมื่อถามว่า หากทำตามอนุสัญญากรุงเวียนนาที่กำหนดไว้ แล้วขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นตนยังไม่เห็นความพยายามของไทยที่จะไปแจ้งฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเราต้องไปพูดกับกรรมการมรดกโลก เพราะกรรมการมรดกโลกได้แจกเอกสารนี้ไปแล้ว ก็เลยต้องไปบอกว่าเอกสารนี้ไม่ให้ใช้ แต่ว่าการที่จะมีการใช้เอกสารนี้ไปในเรื่องอื่นหรือไม่ ตรงนี้เรายังไม่ได้มีการไปดำเนินการบอกกับประเทศต่างๆ ซึ่งประเทศต่างๆ ก็ย่อมที่จะมีความสงสัยว่าข้อตกลงนี้ยังผูกมัดอยู่หรือไม่


ส่วนกรณีที่จะให้กรรมการ 7 ประเทศเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นฝั่งไทยหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งประสาน คือ ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกรรมการชุดนี้ และต้องเร่งถามด้วยว่ามติที่มอบหมายให้ฝ่ายกัมพูชาไปทำแผนที่ที่เป็นราย ละเอียดนั้น ฝ่ายไทยจะมีบทบาทเข้าไปดูแลความถูกต้องของแผนที่ได้อย่างไร ซึ่งความจริงแล้ว สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องเร่งชี้แจงให้ประชาชนทราบ คือ แผนผังที่ใช้ในที่ประชุม ซึ่งเป็นที่มา และอ้างอิงในมติที่บอกให้ไปทำแผนที่นั้น รวมทั้งรายละเอียดของแผนผังมีอะไรด้วย เพราะนายปองพล อดิเรกสาร ก็ยังบอกว่าไม่มีแผนผังอันนั้นอยู่ในมือ


เมื่อถามถึงฝ่ายมั่นคงที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกคนคงมีความเป็นห่วง และสิ่งที่อยากย้ำก็คือ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้นำ และใช้แนวทางทางการทูตนำ เพราะความเสี่ยงต่อการที่จะเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างประเทศก็จะลดน้อยลง โดยในของส่วนฝ่ายความมั่นคงก็ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศพยายามบอกว่า การเข้าร่วมของคณะกรรมการร่วมไทย-กัมพูชา เป็นการเปิดช่องทางให้ประเทศไทยมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ว่ากัมพูชามี การกระทำอะไรที่รุกล้ำอธิปไตยของไทยหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอให้มาพูดกันให้ชัดเจน แต่อย่าพูดชัดเจนเฉพาะกับคนไทย ต้องพูดให้ชัดเจนกับคณะกรรมการมรดกโลก และกัมพูชาด้วยว่า ไทยเข้าไปก็มีสิทธิที่จะทำอย่างนั้นอย่างนี้


“ไม่ใช่มาบอกกับฝ่ายไทยว่าจะเข้าไปรักษาสิทธิ แต่พอถึงเวลา ทางโน้นก็บอกว่าไม่รู้เรื่องด้วย อย่าลืมว่ามติที่นำมาพูดกันเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ในส่วนของการทำแผนที่ไม่มีการพูดถึงการมีส่วนร่วมของฝ่ายไทย แต่ให้กัมพูชาทำฝ่ายเดียว และการที่เชิญไทยเข้าร่วมนั้น เป็นคนละข้อกัน คือ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่จะเข้ามาดูนโยบายในภาพรวมของการบริหารจัดการใน พื้นที่ ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าการบริหารจัดการพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใดบ้าง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2551 08:02 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083042
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“พล.ท.สุจิตร” แม่ทัพภาค 2 สั่งตรึงกำลังทหารคุมเข้มชายแดนเขาพระวิหาร

แม่ทัพ 2 สั่งตรึงกำลังทหารเข้มชายแดน “เขาวิหาร” -
มั่นใจเขมรปล่อยตัว 3 คนไทยปลอดภัย

พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา มทภ.2

พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา มทภ.2


ศูนย์ ข่าวนครราชสีมา – “พล.ท.สุจิตร” แม่ทัพภาค 2 สั่งตรึงกำลังทหารคุมเข้มชายแดนเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ มั่นใจกัมพูชาปล่อยตัวคนไทย 3 คน กลับ ด้วยความปลอดภัย พร้อมประสานฝ่ายปกครอง และ ตำรวจเข้ามาดูแล ความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุม ระบุ หากบานปลายรุนแรง ทหาร ในพื้นที่ พร้อมปฏิบัติ ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ทันที


วันนี้ (15 ก.ค.) เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ให้สัมภาษณ์ กรณีคนไทย กลุ่มธรรมยาตรา กอบกู้รักษาแผ่นดินไทย เขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา ถูกทางการฝ่ายกัมพูชาจับตัวไปจำนวน 3 คน เมื่อเช้าวันนี้ (15 ก.ค.) ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ว่า


ล่าสุด ทาง นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้เจรจากับ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระวิหารแล้ว โดยคนไทย ที่ถูกจับตัวไปจากการ ตรวจสอบ เป็นพระภิกษุสงฆ์ 1 รูป และ เป็นผู้ปฏิบัติธรรมชาย-หญิง 2 คน ขณะนี้ปลอดภัยดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจของ จ.พระวิหาร เป็นผู้ควบคุมตัว ไว้


ในส่วนของทหาร ได้เจรจากับ ผู้บัญชาการหน่วยทหารภูมิภาคที่ 4 กัมพูชา ไปแล้ว โดยฝ่ายทหารทางกัมพูชา แจ้งกลับมาว่า ผู้ที่ควบคุมตัวคนไทยไว้ ไม่ใช่ทหารของ หน่วยทหารภูมิภาคที่ 4 ของ กัมพูชาแต่อย่างใด แต่รับปากที่จะไปเจรจากับทางฝ่ายตำรวจ ที่ควบคุมตัวให้ คาดว่ากัมพูชา จะปล่อยตัวคนไทยทั้ง 3 คน กลับมาอย่างปลอดภัยภายในวันนี้แน่นอน


พล.ท.สุจิตร กล่าวว่า เหตุการณ์ ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (14 ก.ค.) ซึ่งกลุ่มธรรมยาตราฯได้นั่งสมาธิอยู่บริเวณผามออีแดง แต่มีส่วนหนึ่งลักลอบปีนแนวรั้วลวดหนามที่ทางทหารทำไว้เข้าไป ซึ่งทางทหารไทยเราเข้าไปพูดคุยทางธรรมยาตราฯ แจ้งว่าต้องการมานั่งปฏิบัติธรรมในจุดระหว่างรั้วลวดหนามกับรั้วประตูเหล็ก ทางเข้าสู่เขาพระวิหารดังกล่าวจึงอนุญาต แต่ในช่วงเช้าปรากฏว่ามีผู้ปฏิบัติธรรมจำนวน 3 คนได้เล็ดลอดข้ามรั้วประตูเหล็กเข้าไปชุมนุมในฝั่งเชิงเขาพระวิหาร ที่ชาวกัมพูชาตั้งชุมชนอยู่และถูกควบคุมตัวไว้


ภายหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทางพล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบก.กกล.สุรนารี) และผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษได้ร่วมกันเดินทางลงพื้นที่เข้าประสานงาน เพื่อขอรับตัวคนไทยทั้ง 3 คนกลับคืนมา คาดว่าการประสานงานไม่มีปัญหาแต่คงต้องใช้ระยะเวลาและขั้นตอนดำเนินการอยู่ บ้าง


ในส่วนของฝ่ายทหาร กองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี ได้ประสานกับทางผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา ซึ่งดูแลพื้นที่ชายแดนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางทหารกัมพูชาพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการเจรากับฝ่ายตำรวจที่ควบคุม ตัวคนไทย 3 คนไว้


“รั้วลวดหนามที่ทหารฝ่ายไทยทำไว้นั้น เนื่องจากหลังมีการชุมนุมของประชาชนที่แสดงออกถึงความรักชาติในพื้นที่ผามอ อีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเพื่อไม่ต้องการให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย คือ ไทยและกัมพูชาเผชิญหน้ากัน เพราะที่ผ่านมาเคยให้เข้าไปในพื้นที่ใกล้กัน ทางฝ่ายไทยก็ได้ไปแสดงออกถึงความรักชาติ ขณะเดียวกันทางฝ่ายกัมพูชาก็เริ่มแสดงออกเช่นกัน หากปล่อยให้อยู่ใกล้กันจนเกินไปอาจจะเกิดการกระทบกระทั่งและมีปัญหาใน พื้นที่ชายแดนเกิดขึ้นได้จึงทำแนวรั้วลวดหนามไว้ และทางฝ่ายทหารสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่กลับมีการลักลอบออกไปนอกรั้วจึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น” พล.ท.สุจิตร กล่าว


หลังเกิดเหตุการณ์ควบคุมตัวคนไทย 3 คนไว้ทางกองทัพจะมีการส่งทหารเข้าไปตรึงกำลังตามแนวชายแดนเพิ่มเติมหรือไม่ นั้น พล.ท.สุจิตร กล่าวว่า ขณะนี้กำลังทหารในพื้นที่มีเพียงพออยู่แล้ว และยังคงตรึงกำลังอยู่ตามแนวชายแดนดังกล่าว แต่จะต้องเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งในส่วนของกลุ่มผู้ชุมนุม ทุกวันหยุดจะมีประชาชนเดินทางมาชุมนุมเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก ในเรื่องนี้ได้ประสานงานไปยังฝ่ายปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัดและตำรวจภูธร ในพื้นที่ให้เข้ามาช่วยกันดูแลประชาชน เพราะทางฝ่ายทหารจะได้ดูแลในพื้นที่ชายแดน ส่วนการชุมนุมของประชาชนก็จะมอบหมายให้ทางจังหวัดฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ ตำรวจมาช่วยดูแล


หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงหรือเกิดการปะทะกันขึ้นทางฝ่ายทหารได้เตรียม การเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง พล.ท.สุจิตร กล่าวว่า การดำเนินการของฝ่ายทหารไม่มีปัญหา สามารถดำเนินการได้ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย หรือสั่งการได้ทันที และขอยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ทหารไทยยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทหารฝ่ายกัมพูชา ยังพูดคุยกันได้ดี


พล.ท.สุจิตร กล่าวอีกว่า หลัง เกิดเหตุการณ์ชาวกัมพูชาจับคนไทยไป ทาง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้สั่งกำชับว่า ให้ดำเนินการให้ดีที่สุดและได้รายงานให้ท่านทราบไปแล้ว


ส่วนการทำแนวรั้วตามแนวชายแดนด้านเขาพระวิหารตามข้อเสนอของผู้ บัญชาการทหารสูงสุดนั้น คงจะต้องมีการนัดเจราจากันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเป็นแนวรั้วในพื้นที่ทับซ้อนก็จะต้องตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาระหว่างไทย กับกัมพูชา ต้องมาพูดคุยกันว่าจะทำอะไรได้มากน้อยเพียงใดในพื้นที่นี้ เพราะแผนที่ประเทศไทยกับ กัมพูชายึดถือกันคนละฉบับ ก็ต้องคุยกันทั้งสองฝ่าย คาดว่าคงจะมีทางออกที่ดี แต่ต้องเจราจากันก่อน เชื่อว่า ถ้าได้คุยกันน่าจะมีทางออกได้


อย่างไรก็ตาม ฝากเตือนประชาชนและผู้ชุมนุมว่า ขอให้ระมัดระวังในการเข้าไปใกล้เขตพื้นที่เขาพระวิหาร ให้เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในพื้นที่ และสอบถามก่อนจะดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อทหารจะได้ชี้แจงให้เข้าใจว่าคนไทยสามารถเข้าไปได้มากน้อยเพียงใด เพื่อง่ายต่อการดูแลความปลอดภัย และดูแลการปฏิบัติในพื้นที่ชายแดนที่มีข้อกำหนด และขอให้ทุกคนปฏิบัติตามด้วย


“สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องการดูแลแนวเขตชายแดนและอธิปไตย ขอยืนยันว่า ทหารของเราพร้อมเสมอ ที่จะปฏิบัติ ไม่ให้มีปัญหาต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น ทุกอย่าง มีทางออก แต่จะต้อง เริ่มประชุมหารือร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งกัมพูชาและไทย เพื่อหาทางออกร่วมกัน” พล.อ.สุจิตร กล่าวในที่สุด


มีรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ที่ผ่านมา ผู้บังคับการกองร้อยทหารพรานที่ 2301 ได้เหยียบ กับระเบิด ระหว่างนำกำลัง ประชิดชายแดน กัมพูชา ทำให้ได้รับบาดเจ็บขาขาด อาการสาหัส

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2551 14:35 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083243
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารพรานเหยียบกับระเบิดสาหัส 1 นาย

กัมพูชาปล่อยตัว 3 คนไทย – ทหารพรานเหยียบกับระเบิดสาหัส 1 นาย

ทพ.วิลัย �ารมย์ ร�งผบ.ร้�ยปฏิบัติการก�งร้�ยทหารพรานที่ 2301 เหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาขาด ถูกนำตัวส่งรพ.กันทรลักษ์ �.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ บ่ายวันนี้ (15 ก.ค.)

ทพ.วิลัย อารมย์ รองผบ.ร้อยปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 2301 เหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาขาด ส่งรพ. กันทรลักษ์ อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ บ่ายวันนี้ (15 ก.ค.)


ศรีสะเกษ – ฝ่ายกัมพูชาปล่อยตัว 3 คนไทย แต่ยังควบคุมตัวไว้ในวัด ฝั่งชุมชนกัมพูชา เผย ทหารพราน ที่ตรึงกำลัง ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อคุ้มครอง ทีมเจรจา เหยียบกับระเบิด ทำให้ “ทพ.วิลัย อารมย์” รองผบ.ร้อย ทหารพราน 2301 ขาขวาขาดบาดเจ็บสาหัส


วันนี้ (15 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าเหตุการณ์ ทหารตำรวจ ฝ่ายกัมพูชา จับกุมชาวไทย กลุ่มธรรมยาตรากอบกู้รักษาแผ่นดินไทย กรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา ไป จำนวน 3 คน ขณะเข้านั่งปฏิบัติธรรมประท้วง อยู่บริเวณประตูเหล็กทางเข้าสู่เขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อเช้าที่ผ่านมา ( 15 ก.ค.) นั้น


ล่าสุด จากการเดินทางเข้าเจรจา กับทางการฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่เกิดเหตุ ของ นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบ.กกล.สุรนารี) จ.สรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 มีรายงานว่า


ทางฝ่ายกัมพูชาได้ยินยอมปล่อยชาวไทยทั้ง 3 คน กลับมาแล้วอย่างปลอดภัย ในเวลาประมาณ 12.30 น. ท่ามกลางฝ่ายไทย ระดมทหาร ตรึงกำลัง ตามแนวชายแดนบริเวณเชิงเขาพระวิหาร ประมาณ 200-300 นาย


นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ยืนยันว่า คน ไทยทั้ง 3 คน คือ
นายวิชาญ ทับซ้อน อายุ 65 ปี
นางชนิกาญน์ เก่งนอก อายุ 45 ปี และ
พระคำพอง


ได้รับการปล่อยตัวจากฝ่ายกัมพูชากลับมาแล้ว อย่างปลอดภัย โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และ ทางการกัมพูชาไม่ได้ดำเนินคดีกับ ชาวไทยดังกล่าว เพียงแต่ เมื่อมี บุคคลแปลกปลอมเข้าไป เขาก็นำตัวไปสอบสวนควบคุมไว้ ซึ่งไม่มีการกระทำใดๆ ที่รุนแรงแต่อย่างใด


ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.ที่ผ่านมา ทหารไทยที่นำกำลังเข้าตรึงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณเชิงเขาพระวิหาร จากกรณีฝ่ายกัมพูชาควบคุมตัวไทยไป 3 คน และเพื่อคุ้มครองชุดทีมเจรจาของไทย ได้เหยียบกับระเบิด ที่บริเวณ ภูมะเขือ ทางด้านทิศตะวันตกของ ประสาทพระวิหาร ห่างจากประตูเหล็กทางเข้าเขาพระวิหารไป 1 กิโลเมตร


ทำให้ ทพ.วิลัย อารมย์ รองผบ.ร้อย ชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 2301 ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาขาด


อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายเพิ่มเติมว่า จนถึงขณะนี้ เวลา 15.30 น. บรรดานักข่าวที่เฝ้ารอทำข่าว อยู่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ติดแนวชายแดนเชิงเขาพระวิหาร ยังไม่พบว่ามีการนำตัว 3 คนไทย กลับเข้ามายังเขตประเทศไทยแต่อย่างใด


คาดว่า เจ้าหน้าที่ทหารคงควบคุมตัวไว้สอบสวนภายในวัด ฝั่งที่ชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งชุมชนบ้านเรือนร้านค้าอาศัยอยู่ ก่อนจะ ทำการปล่อยตัว มายังฝั่งประเทศไทย ต่อไป


ล่าสุด กองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) จ.สุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 ได้นำเฮลิคอปเตอร์ ไปรับตัว ทพ.วิลัย อารมย์ ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ออกจากพื้นที่ และนำตัวเข้ารักษาพยาบาลที่ โรงพยาบาลกันทรลักษ์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ แล้ว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2551 22:23 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083282
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ระบุ 3 คนไทย กลุ่มธรรมยาตราฯ ที่ถูกกัมพูชา จับตัวไป ยังไม่กลับ เข้ามายังเขตแดนไทย

“3 คนไทย” พร้อม
“ผบ.กกล.สุรนารี”- ยังติดอยู่ที่ วัดกัมพูชา ใกล้ ปราสาทพระวิหาร


ศรีสะเกษ – ระบุ 3 คนไทย กลุ่มธรรมยาตราฯ ที่ถูกกัมพูชา จับตัวไป พร้อม “ผบ.กกล.สุรนารี” ยังไม่กลับ เข้ามายังเขตแดนไทย เผย ยังคงอยู่ใน วัดกัมพูชา บริเวณปราสาทโคปุระ ชั้นที่ 1 ปราสาทเขาพระวิหาร โดยไม่มีใครยืนยันสาเหตุที่แท้จริงได้
ภาพขณะทหาร-ตำรวจกัมพูชา เข้าควบคุมตัวชาวไทย 3 คน ที่บริเวณหน้าประตูเหล็กเข้าสู่เขาพระวิหาร ฝั่งทางขึ้นปราสาทพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ เช้าวันนี้ (15 ก.ค.)

ภาพขณะทหาร-ตำรวจกัมพูชา เข้าควบคุมตัวชาวไทย 3 คน ที่บริเวณหน้าประตูเหล็กเข้าสู่เขาพระวิหาร ฝั่งทางขึ้นปราสาทพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชาศรีสะเกษ เช้าวันนี้ 15 ก.ค.



ท่ามกลางการตรึงกำลังตามแนวชายแดนเชิงเขาพระวิหารทั้ง 2 ฝ่าย อย่างหนาแน่น ลือสะพัดฝ่ายไทย เตรียมผลักดันรื้อถอน ชุมนุมชาวกัมพูชา ออกจากเชิงเขาพระวิหาร คืนนี้


ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีฝ่ายกัมพูชา จับกุมตัวชาวไทย 3 คน กลุ่มธรรมยาตราฯ
นายวิชาญ ทับซ้อน อายุ 65 ปี
นางชนิกาญน์ เก่งนอก อายุ 45 ปี และ
พระคำพอง


ไปจากบริเวณประตูเหล็กทางเข้าสู่เขาพระวิหารชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เช้าวันนี้ (15 ก.ค.) นั้น


ล่าสุด เมื่อเวลา 21.10 น.คนไทยทั้ง 3 คน ยังไม่ถูกปล่อยตัวกลับเข้ามายังเขตแดนไทยตามที่ นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ออกมาให้สัมภาษณ์ กับสื่อมวลชน หลังกลับจากการเจรจากับ ทางการ กัมพูชา เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น.แต่อย่างใด โดยยังไม่มีใครสามารถยืนบยันสาเหตุที่แท้จริงได้


รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้คนไทยทั้ง 3 คน รวมทั้ง พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบ.กกล.สุรนารี) และ พระวิจิตร ญาณโสภโณ เลขาธิการพุทธศาสนา เพื่อมวลมนุษยชาติ หนึ่งในแกนนำกลุ่มธรรมยาตราฯ ที่ถูกเชิญเข้าไปร่วมเจรจากับ ฝ่ายกัมพูชา ในภายหลัง ยังคงอยู่ภายในวัดกัมพูชา บริเวณปราสาทโคปุระ ชั้นที่ 1 ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ทิศตะวันตก ของตัวปราสาท


ส่วนทางด้านล่างเชิงเขาพระวิหาร บริเวณประตูทางขึ้นสู่ปราสาทเขาพระวิหาร ได้มีการตรึงกำลังของตำรวจ-ทหารทั้ง 2 ฝ่าย ตามแนวชายแดนบริเวณเป็นจำนวนมาก โดยด้านหลังประตูเหล็กฝั่งทางขึ้นสู่ปราสาทพระวิหาร ฝ่ายกัมพูชาได้ส่งกำลังตำรวจ-ทหาร จากกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 795, กองร้อยที่ 1, กองร้อยที่ 2 และกองร้อยที่ 6 ของภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชารวมประมาณ 1 กองพันเข้าตรึงพื้นที่ดังกล่าว


ส่วน ด้านหน้าประตูเหล็กฝั่งประเทศไทย มีกำลังตำรวจ สภ.กันทรลักษ์, สภ.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ และ ทหารพราน เข้าตรึงกำลังพร้อมอาวุธครบมือ ประมาณ 200-300 คน โดยไม่อนุญาตให้ ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้ง กองทัพสื่อมวลชน เดินทางเข้าใกล้ บริเวณเชิงเขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่อย่างใด


มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ในการเดินเข้าไปเจรจากับฝ่ายกัมพูชาอยู่ขณะนี้ ของ พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผบ.กกล.สุรนารี ได้มีทหารไทยประมาณ 20-30 คน ติดตาม ผ่านประตูเหล็ก เข้าไปอยู่บริเวณชุมนุมร้านค้า ชาวกัมพูชา เชิงเขาพระวิหาร ท่ามกลางกระแสข่าวออกมาตลอดเวลา ฝ่ายไทย จะเข้าผลักดันรื้อถอน ชุมชนชาวกัมพูชา ให้ออกไปจาก เชิงเขาพระวิหารในคืนนี้ (15 ก.ค.)


ด้าน นายสมาน ศรีงาม ประธานสภาประชาธิปไตยแห่งชาติ เปิดเผยล่าสุด ว่า จากการโทรศัพท์สอบถาม 1 ใน 3 คน ของกลุ่มธรรมยาตราฯ ที่ถูกกัมพูชาควบคุมตัวไป เมื่อเวลา 20.00 น. ทราบว่า


ขณะนี้ทั้ง 3 คน รวมทั้ง พระวิจิตร ได้อยู่กับ ผบ.กกล.สุรนารี ที่วัดกัมพูชา ดังกล่าวจริง โดยยังไม่เดินทาง เข้ามายังเขตแดนไทย แต่อย่างใด


นอกจากนี้ ทราบว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชา ได้ดำเนินการทำประวัติ ทั้งให้ถอดเสื้อถ่ายรูป ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิง ที่เป็นนักปฏิบัติธรรม และ ให้ลงลายมือชื่อรับรองเอกสาร แจ้งข้อกล่าวหาหลบหนีเข้าเมือง อย่างผิดกฎหมาย ทั้ง 3 คน พร้อมทำการบันทึกภาพวิดีโอด้วย


ซึ่งเรื่องนี้ ผบ.กกล.สุรนารี พยายามต่อรองให้ ฝ่ายกัมพูชาส่งมอบเอกสารหลักฐานดังกล่าวให้ ฝ่ายไทยทั้งหมด เพื่อทำลายทิ้ง เพราะไม่ต้องการให้เป็น เอกสารหลักฐานที่จะเป็นปัญหา ในภายภาคหน้า เกี่ยวกับ เรื่องเขตแดน และ อธิปไตย ซึ่งในที่สุดฝ่ายกัมพูชาก็ ยินยอม

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2551 21:13 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083481
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Next Page »

Blog at WordPress.com.