Accom Thailand

July 16, 2008

Demining team kicked off near Preah Vihear Temple area – การเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
Demining team kicked off near Preah Vihear Temple area
July 16, 2008


Demining team kicked off

Demining team kicked off


1. ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ทหารพรานของไทย เหยียบกับระเบิดในการปฏิบัติการในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 เป็นเหตุให้ฝ่ายไทยมีความกังวลว่า
จะมีกับระเบิดหลงเหลืออยู่ ในบริเวณดังกล่าวและจะเป็นอันตรายทั้งต่อพลเรือนและทหาร อีกทั้งไทยยังมีข้อผูกพันตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ที่จะต้องทำลายหรือดำเนินการให้แน่ใจว่า มีการทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจ หรือการควบคุมของไทย โดยเร็วที่สุดให้เสร็จภายใน 10 ปีหลังจากวันที่อนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับไทย ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2552 กองบัญชาการกองทัพไทย จึงได้ส่งหน่วยเก็บกู้ระเบิด ไปเก็บกู้ทุ่นระเบิดในบริเวณที่ตรวจสอบแล้วเป็นดินแดนของไทย


1. On 15 July 2008, a Thai paramilitary ranger stepped on a landmine, resulting in a loss of his right leg, during an operation along the Thai-Cambodian border near the Preah Vihear Temple on 15 July 2008. The incident has caused concern to the Thai authorities as more landmines could remain in the area, posing danger to both civilians and military personnel.
Demining team kicked off 16-7-08

Demining team kicked off 16-7-08

In addition, Thailand also has an obligation under the 1997 Ottawa Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-Personnel Mines and on their Destruction to destroy all anti-personnel mines in mined areas under its jurisdiction or control, as soon as possible but not later than 10 years after the entry into force for Thailand, which will be in 2009. In this regard, the Royal Thai Armed Forces Headquarters has dispatched a demining team into the area, which is confirmed to be within the Thai territory, to clear remaining landmines.


2. ขณะนี้ กองทัพไทยได้ประสานกับฝ่ายกัมพูชา และทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันว่าจะเรียกประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ซึ่งเป็นกลไก ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของทั้งสองฝ่ายหรือผู้แทนเป็นประธานร่วมและมีการประชุมกันเป็นปกติ ให้มาประชุมกันเป็นสมัยพิเศษ ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ที่จังหวัดสระแก้ว เร็วขึ้นจากเดิมที่เคยกำหนดไว้ในเดือนสิงหาคม 2551 เพื่อทั้งสองฝ่ายจะได้พูดคุยประเด็นต่างๆ กันฉันเพื่อนบ้านที่ดี


2. The Royal Thai Armed Forces and its Cambodian counterpart have agreed to convene a special session of the General Border Committee (GBC) on 21 July 2008 in Sa Kaew Province, so that both sides can discuss issues together in a spirit of neighbourliness. The GBC – a bilateral mechanism which is co-chaired by the Thai and Cambodia Ministers of Defence, or their representatives, and meets on a regular basis, was initially scheduled to hold its next session in August 2008.


3. ระหว่างนี้ กองทัพของทั้งสองฝ่ายมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด


3. In the meantime, the armed forces of both sides are in close contact.

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ตามเว็บไซต็กระทรวงการต่างประเทศ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
http://www.mfa.go.th/web/2662.php?id=25744
http://www.mfa.go.th/web/2642.php?id=25745
อ่านข่าวนี้ จาก กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กัมพูชาเพิ่มทหารประชิดชายแดน – มทภ.2 สั่งกำลังพลเตรียมพร้อม!

มทภ.2 สั่งกำลังพลเตรียมพร้อม!
พบกัมพูชาเพิ่มทหารประชิดชายแดนอื้อ

พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา มทภ.2

พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา มทภ.2


ศูนย์ ข่าวนครราชสีมา- “พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา” แม่ทัพภาค 2 สั่งกำลังพล เตรียมพร้อม รับสถานการณ์หลังทราบข่าวทหารกัมพูชาเพิ่มกำลังจำนวน มากเข้าประชิดชายแดน ระบุทหารพรานเหยียบกับระเบิดอาการปลอดภัย ต้นสังกัดให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ส่วนคนไทย 3 คนที่ถูกฝ่ายกัมพูชาจับกุมอยู่ในการควบคุมดูแลของกองกำลังสุรนารี วอน ปชช.ผู้รักชาติ อย่าเพิ่งขึ้นไปเชิงเขาพระวิหารในช่วงนี้ ชี้เป็นการเพิ่มภาระ ให้ทหารไทยจากการปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดน


วันนี้ (16 ก.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ได้เรียกประชุม นายทหารระดับผู้บังคับการกองกำลังพลในสังกัด โดยได้มีการสั่งการ ในที่ประชุมให้กำลังพลในสังกัดเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดน บริเวณมอดินแดง ด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลังได้รับรายงาน จากหน่วยข่าวกรอง ว่ากองกำลังทหารกัมพูชามีการเพิ่มกำลังตาม แนวชายแดนด้านนี้จำนวนมาก
เจ้า หน้าที่ตั้งด่านสกัด �ยู่ที่บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียม ทางขึ้น�ุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร �.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ห้ามทุกคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวขึ้นไปยังเขาพระวิหารเด็ดขาดวันนี้ ( 16 ก.ค.)

เจ้าหน้าที่ตั้งด่านสกัด อยู่ที่บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียม ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ห้ามทุกคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวขึ้นไปยังเขาพระวิหารเด็ดขาดวันนี้ ( 16 ก.ค.)



รวมทั้งจากการสอบสวนคนไทย 3 คน ที่ปีนลวดหนามและประตูเหล็ก ทางเข้าเขาพระวิหารเข้าไปยังเขตพื้นที่พิพาท ใกล้ชุมชนบ้านเรือน ร้านค้า ของชาวกัมพูชาเชิงประสาทพระวิหาร และถูกตำรวจกัมพูชาควบคุมตัว ซึ่งได้ถูกปล่อยตัว เมื่อวานนี้ (15 ก.ค.) และทางทหารกองกำลังสุรนารีได้ควบคุมตัวไว้ เพื่อทำการสอบสวนดำเนินการในการทำความเข้าใจ โดยไม่มีการคุมขังหรือกักขังแต่อย่างใด


ต่อมาเวลา 09.30 น. พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ได้ให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าว ภายหลังประชุมนายทหารระดับผู้บังคับการกองกำลังพล ในสังกัดว่า ทหารพรานวิลัย อารมย์ รองผบ.ร้อยชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานรที่ 2301 ฐานปฏิบัติการน้ำตกภูละออ กรมทหารพรานที่ 23 เหยียบกับ ระเบิดในขณะ ลาดตระเวนตามแนวชายแดนเขาพระวิหาร ได้รับบาดเจ็บสาหัสขาขาด ขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว และ เข้ารักษาอยู่ในโรงพยาบาลค่ายสรรสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี


ขอเรียนว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการปฏิบัติภาระหน้าที่ของทหารเรา ในการลาดตระเวณ ในพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่อันตราย โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่เขาพระวิหารนั้น มีการวาง กับระเบิด ทิ้งไว้จำนวนมากมาเป็นเวลานาน ไม่ใช่การวางในปัจจุบันแต่อย่างใด ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเก็บกู้กับระเบิด โดยชุดเก็บกู้จากหลายภาคส่วน แต่ในบางพื้นที่บริเวณนี้ ยังมีกับระเบิดหลงเหลืออยู่


“การเหยียบกับระเบิดจากการปฏิบัติงานของ ทหารพราน วิลัยนั้น ทางหน่วยต้นสังกัด ได้ดำเนินการทั้งในเรื่องการส่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาล ติดต่อแจ้งญาติพี่น้อง รวมทั้งดูแลในเรื่องของสิทธิของกำลังพล ซึ่งทางกองทัพ ได้ให้ทางหน่วยทหารในพื้นที่ไปเยี่ยมดูแล และส่งผู้บังคับบัญชา ไปเยี่ยมให้กำลังใจตลอด ทั้งนี้เรื่องขวัญกำลังใจกำลังพลนั้น มีการช่วยเหลือตามสิทธิกำลังพลในทางราชการอยู่แล้ว รวมทั้งการดูแลครอบครัวของกำลังพลด้วย ทหารเราไม่ทอดทิ้งกันอยู่แล้ว” พล.ท.สุจิตร กล่าว


กรณีมีรายงานว่า กองกำลังทหารฝ่ายกัมพูชา มีการเพิ่มกำลังพลจำนวนมากเข้ามาประชิดชายแดน และลาดตระเวณตามแนวชายแดน ฝ่ายไทยได้มีการสั่งทหารเข้าตรึงกำลังเพิ่มหรือไม่อย่างไรนั้น พล.ท.สุจิตร กล่าวว่า การปฏิบัติภาระหน้าที่ ทหารของเรา เรื่องการป้องกันชายแดนดูแลพื้นที่ชายแดน เราต้องมีการดำเนินการเป็นไป ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งระยะนี้กำลังพลของเราที่มีอยู่ มีเพียงพอกับการดูแลอยู่ ยังไม่มีปัญหาอื่นใด


เมื่อถามว่า ต่อไปหากมีคนไทยข้ามไปยังเขาพระวิหารอีกเช่นเดียวกับกรณี 3 คนไทยที่ถูกฝ่ายกัมพูชาควบคุมตัวไป จะดำเนินการอย่างไร พล.ท.สุจิตร กล่าวว่า ในเรื่องพื้นที่ ตรงนี้ ต่างคนต่างก็มีความเข้าใจว่า เป็นพื้นที่ของตัวเอง เราก็ต้องมี การดูแลและพูดจากันว่าเราก็มีสิทธิ์ เขาก็มีสิทธิ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาและยังตกลงกันไม่ได้ และเป็นพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจน ในส่วนของทหารเรา ดำเนินการตามภาระหน้าที่ของทหารดูแลพื้นที่ในการปฏิบัติงาน ให้เป็นไปตามขั้นตอน โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติอยู่แล้วว่า ขั้นตอนใดเป็นการปฏิบัติระดับพื้นที่ ขั้นตอน ใดยกระดับขึ้นไปเป็นระดับของ หน่วยเหนือ และ ระดับของรัฐบาล


ส่วนคนไทยทั้ง 3 คนขณะนี้ทางกองกำลังสุรนารีควบคุมตัวไว้สอบสวน คงไม่มีปัญหาอะไร และคงจะรายงานให้ทราบต่อไป


พล.ท.สุจิตร กล่าวต่อว่า ประชาชนหรือกลุ่มวลชนในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เราให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และส่วนราชการอื่นๆ รวมทั้งตำรวจภูธรได้ช่วยกันดูแล ชี้แจงว่า ในช่วงนี้เรามีการปฏิบัติงานของฝ่ายทหาร ยังไม่อยากให้ขึ้นไป (เชิงเขาพระวิหาร) เพื่อที่จะได้ไม่เป็นภาระ ที่เราจะต้องมาพะวักพะวกในการดูแลประชาชนที่ขึ้นไป จำนวนมากๆ


การที่ประชาชนขึ้นไปแสดงออกถึงความรักชาติ แต่บางครั้ง เมื่อเราจำกัดขอบเขตแล้ว การแสดงออกถึงความรักชาติโดยเข้าไปใน พื้นที่ ที่ไม่ปลอดภัยบางครั้งก็จะเกิดปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างเช่นที่ผ่านมา และในห้วงจากนี้ไป ถ้ามีการขึ้นไปจำนวนมากๆ อีกก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ของเรา ต้องมาดูแลมวลชนของเรา ซึ่งนอกจาก จะดูแลการปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน ตามภาระหน้าที่ของทหารแล้ว ก็จะมาเพิ่มภาระในส่วนการดูแลประชาชนที่ขึ้นไปนี้อีก


“ผม อยากขอให้อยู่ในขอบเขต ที่เราขอร้องและชี้แจง ในการดำเนินการให้เป็นไปตามที่ ฝ่ายทหารเราต้องการ


แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่การเพิ่มลวดหนาม เป็นสองชั้นหรือเพิ่มแนวให้ กว้างขึ้น เพราะคิดว่า เราพูดจา ความเข้าใจกันได้ เนื่องจาก คนที่ไปทุกคนมีความรักชาติ รักประเทศ แต่ก็ขอให้ มีความเข้าใจในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารเราด้วย” พล.ท.สุจิตร กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 14:44 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083699
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ผบ.กกล.สุรนารี กล่าวว่า สถานการณ์ ที่บริเวณเขาพระวิหาร ในขณะนี้นั้น จะต้องรอคำสั่ง จากผู้บัญชาการทหารบก

“ผบ.กกล.สุรนารี” ระบุ
3 คนไทย อยู่ในความดูแลของทหาร -
กรณีเขาวิหาร รอคำสั่ง “ผบ.ทบ.”

พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผบ.กกล.สุรนารี

พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผบ.กกล.สุรนารี


ศรีสะเกษ – “พระวิจิตร” แกนนำกลุ่มธรรมยาตราฯ เดินทางออกมาจาก วัดกัมพูชา ที่ปราสาทเขาพระวิหารแล้ว เผย 3 คนไทย ที่ถูกกัมพูชาจับกุมไป ต้องการปฏิบัติธรรม อยู่ร่วมกับพระกัมพูชา ในวัดดังกล่าว ด้าน ผบ.กองกำลังสุรนารี ระบุ 3 คนไทยถูกปล่อยตัวจาก ฝ่ายกัมพูชาแล้ว


ขณะนี้อยู่ในความดูแลของทหารไทยทุกคน ปลอดภัยดี ส่วนการดำเนินการกับ สถานการณ์เชิงเขาพระวิหาร ที่ตรึงกำลังกันอยู่ ในขณะนี้ ต้องรอคำสั่ง จาก “ผบ.ทบ.” เท่านั้น


วันนี้ (16 ก.ค.) เมื่อเวลา 09.15 น.ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พระวิจิตร ญาณโสภโณ แกนนำกลุ่มธรรมยาตรากอบกู้รักษาแผ่นดินไทย กรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะ ที่เข้าไปพร้อม พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบ.กกล.สุรนารี) เมื่อบ่ายวานนี้ (15 ก.ค.)


และค้างคืนอยู่ร่วมกับ 3 คนไทย ที่ถูกฝ่ายกัมพูชาไปในวัดกัมพูชา บริเวณปราสาทโคปุระ ชั้นที่ 1 ปราสาทเขาพระวิหาร ตลอดคืน ที่ผ่านมานั้น ได้เดินทางออกมาจาก วัดกัมพูชาแล้ว โดยมีทหารพรานไทย นำขึ้นรถยนต์มาส่ง ที่บริเวณศูนย์บริหาร นักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ เขาพระวิหาร


พระวิจิตร ญาณโสภโณ แกนนำกลุ่มธรรมยาตราฯ กล่าวว่า การที่ทาง พล.ต.กนก เนตระคะเวสนะ ผบ.กกล.สุรนารี อยู่ร่วมกับ คณะคนไทย ที่ถูกฝ่ายกัมพูชา จับตัวไป ที่บริเวณวัดกัมพูชานั้น


เนื่องจากว่ากลุ่มคนไทยที่ถูกจับกุมตัวทั้ง 3 คน และ ฝ่ายกัมพูชาได้ปล่อยออกมาแล้วนั้น ต้องการปฏิบัติธรรม ร่วมกับ พระชาวกัมพูชา อีกจำนวน 5 รูป อยู่ที่วัดกัมพูชาดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อปฏิบัติธรรม ให้เกิดความสันติสุข ในบริเวณปราสาทพระวิหารต่อไป


“ขอยืนยันว่าขณะนี้ฝ่ายกัมพูชาได้ปล่อยตัวคนไทย ทั้งหมดออกมาแล้ว แต่ได้กลับคืนเข้าไปใหม่อีก


ขณะที่ ทหารพรานของไทยประมาณ 150 นาย ก็ยังคงตรึงกำลังอยู่ที่ บริเวณตลาดร้านค้า ชาวกัมพูชาเชิงบันได ทางขึ้นตัว ปราสาทพระวิหาร โดยได้มีการพูดคุยอยู่กับ ทหารฝ่ายกัมพูชาอย่างปกติ ไม่มีท่าทีความเคลื่อนไหว ในทางการใช้กำลังรุนแรงแต่อย่างใด แต่ทหารทุกคน ต่างติดอาวุธครบมือ ทั้ง 2 ฝ่าย” พระวิจิตร กล่าว


ด้าน พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผบ.กกล.สุรนารี กล่าวว่า ขณะนี้ เหตุการณ์บริเวณเชิงเขาพระวิหาร ยังคงปกติ และ คนไทยที่ถูกฝ่ายกัมพูชา ควบคุมตัวไปได้ถูกปล่อยตัวออกมาเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้ทุกคนปลอดภัย อยู่ในความดูแลของทหารไทย


ส่วน การดำเนินการอย่างไรต่อไป กับสถานการณ์ ที่บริเวณเขาพระวิหาร ในขณะนี้นั้น จะต้องรอคำสั่ง จากผู้บัญชาการทหารบก ว่า จะมีคำสั่งอย่างใด ต่อไป


ซึ่งขณะนี้เราไม่สามารถถอนกำลังทหารได้ เพราะนั่นหมายถึงเรายอมถอย” พล.ต.กนก กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 11:13 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083604
พิมพ์ ข่าวนี้

อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“นักวิชาการ” อัดเละ “รัฐ” โง่ลำเอียงเขมร ชี้ต้องเชิญยูเนสโกดู พท.จริง วอนทหารกั้นรั้ว

Filed under: กัมพูชา, ข่าวการเมือง, ข่าวประชาสัมพันธ์, ข่าวสังคม, ข่าวเมืองไทย, ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation, ความขัดแย้ง, ความมั่นคง, คอร์รัปชั่น, คำพิพากษา, คำสั่งศาล, คุณธรรม, จริยธรรม, ชุมนุมประท้วง, ตรวจสอบ, ธรรมาภิบาล, ประวัติศาสตร์ไทย, ปราสาทพระวิหาร, มรดกโลก, วัฒนธรรมขอมโบราณ, วิกฤติ — accomthailand @ 06:22
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

“นักวิชาการ” อัดเละ “รัฐ” โง่ลำเอียงเขมร
ชี้ต้องเชิญยูเนสโกดู พท.จริง วอนทหารกั้นรั้ว


นักวิชาการยันออกมาเรียกร้องไม่ใช่กระแสคลั่งชาติ พร้อมต้องการกระชากหน้ากากยูเนสโก และคนในรัฐบาลชุดนี้ ที่มีใจลำเอียงไปทางฝั่งเขมร จวก “โง่” และทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง เรียกร้องทหารนำรั้วลวดหนาม ที่ได้รื้อออกกลับไปตั้งไว้ที่เดิม เชิญ คกก.ยูเนสโก มาดูเขตแดนที่ถูกต้อง จี้รัฐบาลต้องระงับแถลงการณ์ร่วมด่วนที่สุด พร้อมเร่งเจรจาผลักดันคนเขมรอพยพออกไปจากพื้นที่โดยเร็ว

ภาคประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยต่างถื�ป้ายคัดค้าน

ภาคประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยต่างถือป้ายคัดค้าน


วันนี้ (16 ก.ค.) ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีการสัมมนาเรื่อง “ปราสาทพระวิหาร วาระแห่งชาติ” โดยนายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า การที่มีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้นั้น ไม่ใช่เพื่อต้องการให้เกิดกระแสการคลั่งชาติ แต่ต้องการกระชากหน้ากากยูเนสโก และกระชากหน้ากากของใครบางคนในรัฐบาลชุดนี้ ที่มีจิตใจลำเอียงไปอยู่ในฝั่งกัมพูชา จึงอยากให้ประชาชนรู้ถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้ โดยมีบทสรุปที่สำคัญคือในเรื่องนี้ง่ายๆ คือ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนั้นโง่ และการมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง

ภาคประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยต่างถื�ป้ายคัดค้าน

ภาคประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยต่างถือป้ายคัดค้าน


นาย เทพมนตรี กล่าวอีกว่า เมื่อศาลโลกตัดสินแล้ว แต่เกิดความทับซ้อนของพื้นดิน จึงควรให้ศาลโลกพิจารณาชี้ชัดอีกครั้งว่าในทางปฏิบัติกับพื้นที่ทับซ้อนควร จะเป็นแบบใด จึงอยากให้ผบ.ส.ส.เปิดเผยเอกสารการสัมมนาที่มีขึ้นที่ วปอ.เพื่อกระชากหน้ากากจากบางคนที่จิตใจลำเอียงอยู่ข้างกัมพูชา และเปิดเผยแผนที่ในปี ค.ศ.1907 แต่ทางฝรั่งเศสกลับเลือกใช้แผนที่ในปี ค.ศ.1908 มาเป็นเอกสารแนบท้ายสนธิสัญญาประกอบการพิจารณาของศาลโลก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไทยสามารถทวงคืนปราสาทพระวิหารได้ หากยึดตามแผนที่ค.ศ. 1907 ที่แนบท้ายสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส เนื่องจากมีการระบุการปักปันเขตแดนในแผนที่นี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว


นายเทพมนตรี ยังเปิดเผยเอกสารลับด่วนมาก ที่ 11467/2505 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2505 เรื่อง การปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก ในคดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเสนอนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการปักปันเขตแดนที่ชัดเจนหลังศาลโลกมีมติ และเอกสารด่วนมาก ที่ มท.8176/ 2505 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2505 ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตอบกลับถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น โดยแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดทำป้ายเขตแดนตามที่เสนอ และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติตามที่เสนอ และให้เพิ่มทำรั้วลวดหนามด้วย ทั้งนี้ จึงอยากเรียกร้องให้ทหารนำลวดหนามที่รื้อออกตรงเชิงบันได ไปปักปันไว้ที่เดิม แบบเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรีในอดีต และให้เชิญคณะกรรมการของยูเนสโก 21 ประเทศ มาชี้เขตแดนให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงในอดีต

ภาคประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยต่างถื�ป้ายคัดค้าน

ภาคประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยต่างถือป้ายคัดค้าน


นาย เทพมนตรี เปิดเผยอีกด้วยว่า ในปี พ.ศ.2544 มีเอกสารที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ว่า มีกัมพูชาเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตแดนประเทศไทยแล้ว ประมาณ 500 ครอบครัว แต่ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้


“ที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่า มีข้าราชการของไทยในกระทรวงต่างประเทศ ได้ทำการฉ้อฉล เพราะรู้แผนการการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารมาโดยตลอด โดยในวันที่ 6 พ.ค.2551 ที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปกัมพูชาเพื่อหาทางออกในเรื่องแผนที่ทับซ้อน และมีการตกลงร่วมกันโดยมีข้อความส่วนหนึ่งว่า “จะมีการผ่อนปรนพื้นที่บริเวณพัฒนาปราสาทบริเวณพื้นที่ร่วม” จึงนำมาซึ่งการลงนามในวันที่ 22 พ.ค.ทีผ่านมา และเป็นไปตามข้อเสนอแนะของยูเนสโก ที่เสนอให้ 7 ประเทศเข้าพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบโดยรอบปราสาทร่วมกัน” นายเทพมนตรี กล่าว


ด้าน ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร คณะรัฐศาสตร์ มธ.กล่าวว่า ไทยจะต้องระงับแถลงการณ์ร่วมกัมพูชา จนกว่าจะมีคำตัดสินชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ และต้องไม่ให้ผู้แทนทั้ง 7 ประเทศ เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกร่วม นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องยืนยันต่อคำตัดสินของศาลโลก ว่า ไทยยอมรับอธิปไตยเหนือปราสาทของกัมพูชา แต่พื้นที่โดยรอบยังอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และต้องเจรจากับกัมพูชาให้อพยพชาวกัมพูชาที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ของไทยออกไป เพราะถือเป็นการละเมิดอธิปไตยไทย ไม่เช่นนั้นไทยก็ผลักดันออกไปแทน หรือนำทหารเข้ามาคุ้มครองเพื่อเพิ่มแรงกดดันและอำนาจต่อรองในเวทีโลก

ภาคประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยต่างถื�ป้ายคัดค้าน

ภาคประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยต่างถือป้ายคัดค้าน


แถลงการณ์กลุ่มนักวิชาการ อันเป็นผลมาจากการสัมมนา “ปราสาทพระวิหาร : วาระแห่งชาติ”


วันพุธที่ 16 กรกฎาคม 2551 ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)


1. เราไม่ยอมรับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ละเราไม่ยอมรับการขึ้นทะเบียนร่วมในแนวทางใดๆ ก็ตามที่ไม่คำนึงถึงมิติด้านแขตแดน


2.เราเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกแถลงการณ์ร่วมโดยเด็ดขาดและโดยเร็วที่ สุด หากรัฐบาลไม่ยอมเลิกเราในฐานะภาคประชาชนจะไม่ยินยอมให้ความร่วมมือกับ กัมพูชาในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกและจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อคัดค้าน


3.เราเรียกร้องให้วุฒิสภาสอบสวน ICOMOS และคณะกรรมการมรดกโลกของไทย ในกรณีการผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ


4.นักวิชาการของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ดังรายนามข้างล่างนี้ ได้ร่วมกันเพื่อติดตามและดำเนินการใดๆ ในประเด็นปราสาทพระวิหาร เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติในนาม “คณะกรรมการติดตามประเด็นวาระแห่งชาติ เรื่องปราสาทพระวิหาร”


1. รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน


2. ผศ.ดร.สมพจน์ กรรณนุช ผู้ช่วยอธิการบดี (ปฏิบัติงานด้านกิจการนักศึกษา)


3.รศ.ดร.พานิตชนัต ศิริพานิช ประธานสภาคณาจารย์


4.รศ.ดร.ราเชนทร์ ชินทยารังสรรค์ คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ


5.รศ.ดร.นิสดารก์ เวชยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม


6.ผศ.ดร.กัลยาณี คูณมี อาจารย์ประจำ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์


7.ผศ.ดร.ณัฐฐา วินิจนัยภาค ที่ปรึกษาด้านงานนิด้าสัมพันธ์

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 13:48 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083733
พิมพ์ ข่าวนี้
นักวิชาการ สับ รัฐบาล เพ็ดทูลเบื้องสูง-
หลอกลวง ปชช. จัดฉากรู้เห็นเขมร

อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

นักวิชาการจวกรัฐบาลโกหกประชาชนจัดฉากหลอกคนทั้งประเทศ และบิดเบือนข้อมูล

Filed under: กัมพูชา, ข่าวการเมือง, ข่าวประชาสัมพันธ์, ข่าวสังคม, ข่าวเมืองไทย, ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation, ความขัดแย้ง, ความมั่นคง, คอร์รัปชั่น, คำพิพากษา, คำสั่งศาล, คุณธรรม, จริยธรรม, ชุมนุมประท้วง, ตรวจสอบ, ธรรมาภิบาล, ประวัติศาสตร์ไทย, ปราสาทพระวิหาร, มรดกโลก, วัฒนธรรมขอมโบราณ, วิกฤติ, องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 05:57
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

นักวิชาการ สับ รัฐบาล เพ็ดทูลเบื้องสูง-
หลอกลวง ปชช. จัดฉากรู้เห็นเขมร

ปราสาทพระวิหาร

ปราสาทพระวิหาร

นักวิชาการจวกเละรัฐบาลโกหกประชาชน รู้เห็นเป็นใจกับกัมพูชาให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารตั้งแต่ต้น แต่จัดฉากหลอกคนทั้งประเทศ และบิดเบือนข้อมูล เปิดเอกสารกระทรวงบัวแก้ว ส่งถึงราชเลขาธิการ วันที่ 20 มิ.ย.แต่แนบแผนพัฒนาพื้นที่ร่วมปี 2010 และต้นร่างทะเบียนมรดกโลกเรียบร้อย “สมปอง” ยันร่างคำทักท้วงถึงศาลโลกกับมือ แต่บัวแก้วกลับบิดเบือนเอาไปพูดกับประชาชน ว่า ไทยเสียดินแดนให้เขมร เสนอเปิดเวทีไต่สวนสาธารณะให้ทั้ง 2 ฝ่าย ได้ให้ข้อมูลต่อประชาชนเพื่อความกระจ่าง

วันนี้ (16 ก.ค.) เมื่อเวลา 14.30 น.ที่ชั้น 9 สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กลุ่มนักวิชาการในนามกลุ่มประชาชนชาวไทย ผู้เป็นตัวแทนประเทศไทย ประกอบด้วย ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัยเชี่ยวชาญระดับ 9 สถาบันไทยคดีศึกษา มธ.นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการประวัติศาสตร์ และอดีตคณะกรรมการพัฒนานครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยในฐานะผู้ช่วยอดีต รมว.ต่างประเทศ ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ร่วมกันแถลงข่าว “วาระแห่งชาติ ปราสาทเขาพระวิหาร” โดย นายเทพมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้กระทำผิดร้ายแรง โดยทำเอกสารส่งถึงราชเลขาธิการ ลงนามโดย นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งหนังสือดังกล่าวลงวันที่ 20 มิถุนายน 2551 ซึ่งในวันดังกล่าวคณะกรรมการมรดกโลก ยังไม่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่เอกสารที่กระทรวงต่างประเทศส่งถึงราชเลขาธิการนั้น กลับมีแผนพัฒนาพื้นที่ร่วมมรดกโลก ค.ศ.2010 รายงานขึ้นไปด้วย และมีแผนผังที่ระบุว่าทางการกัมพูชาจะพัฒนาพื้นที่ในส่วนของไทย พร้อมเสนอต้นร่างทะเบียนมรดกโลก ซึ่งระบุถึงละติจูด ลองจิจูด กำหนดเขตพื้นที่ของไทยและกัมพูชาในบริเวณปราสาทพระวิหาร แสดงให้เห็นว่า กระทรวงการต่างประเทศรู้ได้อย่างไร ว่า ปราสาทพระวิหารจะได้เป็นมรดกโลกถึงนำแผนผังนี้ไปทูลเกล้าฯ เบื้องสูง แสดงว่ากระทรวงการต่างประเทศรู้เรื่องตั้งแต่ต้นแล้วแต่มาจัดฉากหลอกลวงคนไทย


นอกจากนี้ เอกสารที่ส่งถึงราชเลขาธิการยังมีจุดน่าสังเกต คือ กระทรวงการต่างประเทศได้ระบุชัดเจนว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะได้เดินทางไปหารือกับฝ่ายกัมพูชาที่กรุงปารีส โดยมียูเนสโกร่วมอยู่ด้วย เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2551 เพื่อหาข้อยุติเรื่องปราสาทพระวิหาร ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้จัดทำร่างคำแถลงการณ์ร่วม โดยวงเล็บไว้ชัดเจนว่า Jiont communiqué แสดงว่า นายกฤต รู้อยู่แล้วว่าข้อตกลงที่นายนภดลไปลงนามร่วมกับกัมพูชานั้นเป็นแถลงการณ์ ร่วม แต่กลับมาบอกว่าไม่ใช่


นายเทพมนตรี กล่าวต่อไปอีกว่า เนื้อหาในเอกสารส่งถึงราชเลขาธิการ ระบุว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 พ.ค.2551 ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการต่อร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว แสดงว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะได้รับทราบเรื่องดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.แล้ว แต่ไม่มีใครออกมาเปิดเผย เอกสารดังกล่าวยังระบุต่อไปว่าสถานะล่าสุดนั้น ฝ่ายกัมพูชาได้ส่งแผนที่ประกอบคำขอจดทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารเฉพาะตัว ปราสาทมาให้ฝ่ายไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีขอบเขตของปราสาทพระวิหารบริเวณช่องบันไดหักล้ำ เข้ามาในพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ์ ประมาณ 38.215 ตารางวา ฝ่ายไทยจึงได้แก้ไขกลับไปและต่อมาทางกัมพูชาได้แก้ไข และส่งแผนที่ฉบับแก้ไขแล้วให้แก่ฝ่ายไทย กระทรวงการต่างประเทศจึงได้เสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วมและแผนที่ต่อสภาความมั่น คง เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2551 และนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551


“แต่ข้อบังคับของคณะกรรมการมรดกโลกระบุไว้ว่า เอกสารที่เป็นข้อตกลงของรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องส่งคณะกรรมการมรดกโลกก่อนการพิจารณาขึ้นทะเบียน 6 สัปดาห์ ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลกนั้น เป็นเอกสารที่ลงนามเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2551 ไม่ใช่แถลงการณ์ร่วมที่ผ่านที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2551 ซึ่ง มติ ครม.เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.เป็นเพียงการจัดฉาก เป็นเรื่องตลกที่ไทยมี รมว.ต่างประเทศที่ป๊อกแป๊ก เสนอเรื่องไปหลอกลวงสำนักราชเลขาธิการ” นายเทพมนตรี กล่าว


นายเทพมนตรี กล่าวอีกว่า การชี้ประเด็นนี้นักวิชาการไม่ได้ต้องการคัดง้างเรื่องมรดกโลก แต่ทนไม่ไหวที่รัฐบาลไทยมาจัดฉากหลอกลวงคนไทย แล้วออกมาพูดแม้กระทั่งว่า ไทยได้ยกแผ่นดินให้กัมพูชาไปแล้วตั้งแต่ครั้งศาลโลกพิพากษา โดยรัฐบาลปกปิดไม่พูดเรื่องพื้นที่ทับซ้อนที่ต้องบริหารจัดการร่วมกัน ที่สำคัญมีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ การที่นายนพดลไปลงนามหารือที่ปารีสในวันที่ 23 พ.ค.2551 เรื่องนี้มีการวางแผนให้กัมพูชาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไว้ก่อนที่ จะมีการตัดสินจริงเสียอีก เพราะนายนพดลได้พบกับผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศที่วางแผนจัดตั้งองค์กร ANTV ที่ประกอบด้วย นักวิชาการจากประเทศสหรัฐอเมริกา เบลเยียม ฝรั่งเศส และ อินเดีย เพื่อจะดึงไทย จีน และ ญี่ปุ่น มาร่วมวางแผนบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อน เป็นการวางหมากไว้ก่อนที่คณะกรรมการมรดกโลกจะประกาศขึ้นทะเบียนเปราสาทพระ วิหารเป็นมรดกโลกและให้มี 7 ประเทศดังกล่าว ร่วมเป็นคณะบริหารจัดการร่วม เป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับเอกสารการหารือของกระทรวงการต่างประเทศกับ กัมพูชา รวมถึงหนังสือที่ส่งถึงสำนักราชเลขาธิการ ที่สะท้อนให้เห็นว่า มีการวางแผน และเพ็ดทูลเบื้องสูง


“กลุ่มนักวิชาการ อยากขอให้รัฐบาลเปิดเวทีไต่สวนสาธารณะสำหรับพิจารณาเรื่องนี้ โดยเฉพาะซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องชายแดน เนื่องจากทางกลุ่มนักวิชาการอยากให้เคลียร์ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่ ปี 2505 จนถึงปัจจุบันว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อให้มีความชัดเจนต่อสาธารณชน และอยากให้ทั้ง รัฐบาล และภาคประชาชน ได้มีโอกาสชี้แจงทั้งสองฝ่าย โดยที่ไม่ใช่เป็นการชี้แจงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เท่านั้น เพราะจะสร้างความสับสนต่อการรับรู้ของประชาชน นอกจากนี้ หากทางรัฐบาลคิดว่ามีองค์กรกลาง ที่จะจัดเวทีดังกล่าวให้ ก็ขอให้เสนอมา ทางนักวิชาการยินดีที่จะไปแน่นอน อีกทั้งตนได้พบแผนที่ปักปันเขตแดนที่จัดทำโดยประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ.2450 ซึ่งแผนที่ดังกล่าว ฝรั่งเศสไม่ได้ใช้ในการต่อสู้ที่ศาลโลกคดีปราสาทพระวิหาร และแผนที่ฉบับนี้ชัดเจนว่ายึดสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน ก็ต้องดูว่าเมื่อเรามีหลักฐานใหม่เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง” นายเทพมนตรีกล่าว


ด้าน นายสมปอง กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎร โดย นายกฤต และ พล.ท.แดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร เข้าชี้แจงกรณีที่รัฐบาลสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็น มรดกโลก โดยอ้างถึงหนังสือจาก พ.อ.ถนัด คอมันตร์ รมว.ต่างประเทศ สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ส่งถึงนายอู ถั่น รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ พ.ศ.2505 โดยหนังสือนี้บิดเบือนข้อเท็จจริงที่ นายกฤต นำมาแถลงให้สาธารณชนรับรู้ ตนทราบเรื่องนี้ดี เพราะเป็นผู้ร่างหนังสือฉบับดังกล่าวเสนอให้กับ พ.อ.ถนัด เอง ดังนั้น จึงขอวิงวอนให้ประชาชนพิจารณาจากข้อเท็จจริง และขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่าบิดเบือนข้อมูล เนื่องจากมีบุคคลบางคนพยามยามหยิบยกหนังสือของ พ.อ.ถนัด ที่ส่งถึงเลขาธิการยูเอ็น ในปี 2505 มาพูดเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้พูดถึงเนื้อความในหนังสือที่ระบุว่า ข้าพเจ้าขอแจ้งให้ท่านทราบด้วยว่า การตัดสินใจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระ วิหารนั้น รัฐบาลไทยปรารถนาจะตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจน เพื่อสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่ประเทศไทยมี หรือพึงมีในอนาคตในการเรียกคืนปราสาทพระวิหาร โดยใช้วิถีทางที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือในอนาคต และขอยืนยันการคัดค้านคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งวินิจฉัยให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ข้าพเจ้าจึงขอเรียนมาเพื่อทราบ พร้อมทั้งขอให้ท่านส่งเวียนหนังสือฉบับนี้ไปยังประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ ทุกประเทศ


“การที่รัฐบาลมาบอกว่า ไทยได้ยกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาไปแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะในสมัยนั้นไทยได้สละการคุ้มครองเหนืออธิปไตยให้กัมพูชาตามคำพิพากษาของ ศาลโลก โดยในวันที่ 3 ก.ค.พ.ศ.2505 คณะรัฐมนตรีมีมติให้สร้างรั้วลวดหนามกั้นบริเวณปราสาทพระวิหารเท่านั้น แต่ทำไมขณะนี้รัฐบาลไทยจึงไม่ย้อนกลับไปดูความเห็นแย้งในการตัดสินของศาลโลก ที่จะเป็นช่องทางในการเรียกคืนปราสาทพระวิหาร โดยในขณะนั้นการต่อสู้ในศาลโลก มีผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศรายงานผลการจัดทำแผนที่ปราสาทพระวิหารต่อศาลโลก พบว่า พื้นที่ที่อยู่ในสันปันน้ำบริเวณหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนของไทย


อย่างไรก็ตาม ศาลโลกจะไม่เข้ามายุ่งเรื่องปัญหาดินแดนที่ไทยและกัมพูชา ควรเจรจาร่วมกัน แต่การที่ นายกฤต นำหนังสือของ พ.อ.ถนัด ไปชี้แจงว่า ไทยได้สละอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารไปแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นการสำคัญผิด ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมคนไทยด้วยกันเองจึงพยายามนำข้อมูลมาบิดเบือน หลอกลวงประชาชน และทำไมต้องชี้แจงข้อมูลที่เข้าข้างกัมพูชาทุกอย่างด้วย” นายสมปอง กล่าว


นายสมปอง กล่าวอีกว่า ตนเสนอว่า ไทยควรประกาศจุดยืนคัดค้านมติของคณะกรรมการมรดกโลกที่ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหารเพียงฝ่ายเดียว ดังนี้


1.ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนพื้นที่ ซึ่งยังมีข้อพิพาทที่ยังมิได้ระงับ แม้ว่าคำพิพากษาของศาลโลกถึงที่สุด ไทยก็ไม่เห็นด้วยได้คัดค้านและตั้งข้อสงวนไว้โดยไม่มีกำหนด


2.ปราสาทพระวิหารเฉพาะตัวปราสาทไม่เข้าหลักเกณฑ์หรือสอดคล้องกับข้อหนึ่งข้อ ใดในหลักการ 6 ข้อของคณะกรรมการมรดกโลก รวมทั้งขาดความสมบูรณ์ในข้อที่ 1 ซึ่งนำไปประกอบการพิจารณา


3.ไม่สมควรสร้างกรณียกเว้น ทั้งๆ ที่ยังมีข้อพิพาทและขาดบูรณภาพ


4.ไทยสั่งระงับแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเป็นโมฆะ เนื่องจากผู้ลงนามไม่มีอำนาจหน้าที่ในการลงนาม โดยมิได้รับอนุมัติจากสภาและประชามติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 5.คณะกรรมการมรดกโลกไม่อาจบังคับไทยให้ปฏิบัติตามมติได้ เว้นแต่จะพิจารณาแก้ไขให้มีการขึ้นทะเบียนร่วมกันทั้งสองประเทศ ให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งจะไม่เสียหายต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดและอาจกระทำสำเร็จได้ด้วยดี


จาก นั้นกลุ่มนักวิชาการฯ ได้เปิดดีวีดีที่นักวิชาการเข้าพบ ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ อดีตคณะกรรมการมรดกโลกไทย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร และไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลไทย ที่ไปสนับสนุนการขึ้นทะเบียนของกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 19:44 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083933
พิมพ์ ข่าวนี้
“นักวิชาการ” อัดเละ “รัฐ” โง่ลำเอียงเขมร ชี้ต้องเชิญยูเนสโกดู พท.จริง วอนทหารกั้นรั้ว
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ห้าม ”วีระ” มอบเงินปลอบขวัญ ทหารพรานคนกล้าหลังถูกระเบิดขาดขาด

ผอ.รพ.สรรพสิทธิ์ประสงค์
ห้าม ”วีระ” มอบเงินปลอบขวัญ ทหารพรานคนกล้า


ศูนย์ ข่าวขอนแก่น – ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ จ.อุบลฯ ไม่อนุญาตให้ “วีระ สมความคิด” เข้าเยี่ยม และมอบเงินให้กับ นายทหารพรานคนกล้า หลังถูกระเบิดขาดขาด ซ้ำไม่ยอมให้ญาติรับมอบเงินแทน อ้างเกินเวลาเยี่ยม

ทหาร พรานวิลัย �ารมณ์ ถูกกับระเบิดขาขาดขณะวางกำลังรักษาเขตชายแดนไทย-กัมพูชาที่เชิงเขาพระวิหาร ถูกส่งตัวมารักษาที่ ร.พ.สรรสิทธิ์ประสงค์ �ุบลราชธานี เมื่�กลางดึกคืนที่ผ่านมา

ทหาร พรานวิลัย อารมณ์ ถูกกับระเบิดขาขาดขณะวางกำลังรักษาเขตชายแดนไทย-กัมพูชาที่เชิงเขาพระวิหาร ถูกส่งตัวมารักษาที่ ร.พ.สรรสิทธิ์ประสงค์ อุบลราชธานี เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.20 น. ที่ผ่านมา นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ในฐานะตัวแทน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ จ.อุบลราชานี


เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจ ทหารพรานวิลัย อารมณ์ ที่ถูกกับระเบิดขาขาดขณะวางกำลังรักษาเขตชายแดนไทย-กัมพูชาที่เชิงเขาพระ วิหาร และถูกส่งตัวมารักษาเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา


นอกจากนี้นายวีระยังเป็นตัวแทน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะมอบเงินปลอบขวัญ จำนวน 60,000 บาท ให้กับ นายทหารกล้า ผู้นี้อีกด้วย


อย่างไรก็ตามล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 21.10 น. นายวีระ ได้แจ้งว่าไม่สามารถเข้าเยี่ยม และมอบเงินเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทหาร พรานวิลัยได้ เนื่องจากทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ ไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม โดยอ้างเหตุผลว่าเกินเวลาเยี่ยม เพราะตามระเบียบญาติผู้ป่วยจะเข้าเยี่ยมได้ไม่เกิน 20.00 น.เท่านั้น แม้นายวีระจะขอให้ญาติทหารพรานผู้นี้ออกมารับมอบเงินปลอบใจแทน ทางโรงพยาบาลก็ไม่อนุญาต


นายวีระ กล่าวด้วยความรู้สึกผิดหวังว่า ไม่เข้าใจว่า ทำไมทางผู้อำนวยการโรงพยาบาล ไม่ยอมให้มีการรับมอบเงินช่วยเหลือ ทั้งที่ตนเดินทางมานั่งรอ ที่หน้าห้องผู้ป่วย ตั้งแต่ 2 ทุ่ม แม้แต่ญาติผู้ป่วยเองก็ไม่สามารถ มารับมอบเงินแทนได้


การมอบเงินช่วยเหลือครั้งนี้แม้เป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่ก็เป็นน้ำใจจากพี่น้องพันธมิตรฯ ที่ชื่นชมความกล้าหาญของทหารกล้า ซึ่งหาได้ยากยิ่งใน สถานการณ์ปัจจุบัน


รายงานข่าวเพิ่มเติมแจ้งว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นางนิตยา อารมณ์ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 149 หมู่ที่ 3 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ภรรยาของทหารพรานวิลัย อารมณ์ ที่ถูกกับระเบิดขาขาด ขณะวางกำลัง รักษาเขตชายแดนไทย-กัมพูชาที่เชิงเขาปราสาท พระวิหาร ได้เดินทางมาเยี่ยมพร้อมกับ บุตรชาย 2 คน และเพื่อนบ้านจำนวนหนึ่ง


หลังเข้าเยี่ยม นางนิตยา เล่าถึงอาการของสามีว่า แพทย์ได้ตัดขาสามีออกไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรักษาบาดแผลไม่ให้ลุกลาม โดยสามีกำลังใจดีมาก ไม่แสดงออกถึงความเจ็บปวดบาดแผล และไม่เสียใจที่ต้องสูญเสียขาครั้งนี้ เพราะเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่รักษา อธิปไตยของประเทศ พร้อมปลอบใจครอบครัวไม่ต้องเสียใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย


นางนิตยา กล่าวต่อว่า สามียังมีความหวัง หลังรักษาบาดแผลจนหายขาด จะขอปฏิบัติหน้าที่ทหารต่อไป และฝากบอกประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง สำหรับ ตนเองและบุตร ก็ไม่ได้เสียใจ เพราะสามีทำเพื่อประเทศชาต

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 22:50 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084002
พิมพ์ ข่าวนี้
ทหารพรานเหยียบกับระเบิดสาหัส 1 นาย
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กัมพูชา ส่งตัวราษฎรชาวสุรินทร์ 2 คนให้กับ ฝ่ายไทย หลังเข้าไปหาของป่าในเทือกเขาพนมดงรัก

ทหารกัมพูชาปล่อย 2 คนไทยชาวสุรินทร์ -
หลังจับกุมไว้นาน 5 วัน


สุรินทร์ – กัมพูชา ส่งตัวราษฎรชาวสุรินทร์ 2 คนให้กับ ฝ่ายไทย หลังเข้าไปหาของป่าในเทือกเขาพนมดงรัก พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาพลัดหลงล้ำแดนเข้าไปในเขตประเทศกัมพูชาจนถูกจับกุม ควบคุมตัวไว้สอบสวนรวม 5 วัน ก่อนส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ประสานงานไทย-กัมพูชาดำเนินการส่งตัวกลับที่บริเวณ ด่านโอร์เสม็ด
ทหารกัมพูชาปล่�ย 2 คนไทยชาวสุรินทร์ - หลังจับกุมไว้นาน 5 วัน

ทหารกัมพูชาปล่อย 2 คนไทยชาวสุรินทร์ - หลังจับกุมไว้นาน 5 วัน



ช่วงค่ำวันนี้ (16ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.20 น. ที่บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองโอร์เสม็ด ต.โอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ใกล้กับผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา ช่องจอม-โอร์เสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์


พ.อ.นิเวศน์ ฉายากุล หัวหน้าชุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ 2 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 และ นายกฤษณุ เหลืองพิบูลย์กิจ ปลัดอำเภอกาบเชิง จ.สุรินทร์ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดประสานชายแดนฝ่ายไทย เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันอำเภอกาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้ร่วมประชุมเจรจากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชา ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ประเทศกัมพูชา มี นายวาส ปาละนิน ประธานช่องโอร์เสม็ดและรองปลัดจังหวัดอุดรมีชัย กัมพูชา เป็นหัวหน้าเจรจา


ทั้งนี้เพื่อเจรจาขอรับตัวราษฎรไทย 2 คือ นายเชี่ยวชาญ ต้องถือดี อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 272/10 ม.9 บ.ทลอกกลอง ต.โคกสะอาด อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ และ นายดุล สำราญใจ อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 ม.14 บ.ช้างมอบ ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ที่เข้าไปล่าสัตว์ป่า เขตเทือกเขาพนมดงรัก บริเวณช่องปราสาท ตาควาย ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และได้พลัดหลงล้ำชายแดนเข้าไปในเขตประเทศกัมพูชา ประมาณ 2 กิโลเมตร
เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเข้ารับตัวชาวสุรินทร์ 2 คน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเข้ารับตัวชาวสุรินทร์ 2 คน



ถูกเจ้าหน้าที่ทหารประจำชายแดน ที่ 402 ภูมิภาคทหารที่ 4 ประจำฐานปฎิบัติการปะองค์ อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย กัมพูชา จับกุมตัวไว้ เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยชาวไทยทั้ง 2 คน ที่มีอาวุธปืนแก๊ป คนละกระบอกและ ถูกทหารกัมพูชาควบคุมตัวไว้สอบปากคำรวม 5 วัน


จนกระทั่งในวันนี้ ( 16 ก.ค.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชา ได้นำตัวราษฎรไทยทั้ง 2 คน มาส่งมอบ ให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยด้วยความร่วมมือที่ดีต่อกัน


นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ไทยและกัมพูชา ยังได้หารือกันถึงความร่วมมือด้านต่างๆ ในระดับท้องถิ่นระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา แม้มีความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมา อย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีปัญหาหลายอย่างที่มีความเข้าใจที่คาดเคลื่อนไม่ตรงกัน เช่น ขั้นตอนการดำเนินการจับกุมชาวกัมพูชาของฝ่ายไทยที่ได้มีการดำเนินคดีด้วย


ซึ่งแตกต่างจากฝ่ายกัมพูชาที่เมื่อจับกุมชาวไทยมักจะมีการเจรจาให้ปล่อยตัว มากกว่าการถูกดำเนินคดี ,การแจ้งประสานกันมีความล่าช้า จนเป็นปัญหาเกิดขึ้นในการใช้ความเหลือราษฎรของทั้ง 2 ประเทศที่ถูกจับกุมดังนั้นทั้ง 2 ฝ่าย จึงได้ฝากกรณีปัญหาดังกล่าวไปยังหน่วยเหนือของแต่ละประเทศเพื่อหาทางแก้ไจ ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป
ชาวสุรินทร์ 2 คน ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุม

ชาวสุรินทร์ 2 คน ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุม



อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ รัฐบาลกัมพูชาได้ฝากขอบคุณ เจ้าหน้าที่ไทยประจำด่าน ผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชา ตลอดทั้งการอำนวยความสะดวกช่วยเหลือในด้านการรักษาพยาบาล กรณีประชาชนชาวกัมพูชาเจ็บป่วย เดินทางเข้ามารักษาตัวยังโรงพยาบาลกาบเชิงด้วยดีมาตลอด


ด้านนายดุล สำราญใจ อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 หมู่ 14 บ้านช้างมอบ ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เล่าว่า ตนพร้อมด้วยนายเชี่ยวชาญ เข้าไปล่าหมูป่า ตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก ในช่วงกลางคืน และได้เดินหลงทางเข้าไปในเขตประเทศกัมพูชา ขณะที่จะเดินทางกลับซึ่งเป็นช่วงเช้าวันที่ 12 ก.ค. ก็ถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาควบคุมตัวไปสอบปากคำ ขณะที่ถูกควบคุมตัวก็ได้รับการดูแลจากฝ่ายกัมพูชาเป็นอย่างดี จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ไทยได้ติดต่อขอรับตัวกลับดังกล่าว


ขณะที่ พ.อ.นิเวศน์ ฉายากุล หัวหน้าชุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ 2 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กัมพูชาทุกฝ่ายที่ให้การดูแลชาวไทยทั้ง 2 คน ที่พลัดหลงเข้าไปในเขตประเทศกัมพูชาขณะเข้าไปล่าหมู่ป่า


ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ไทยทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ได้กำชับให้ประชาชนที่มีบ้านเรือนใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ระมัดระวังในการเข้าไปในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา แต่ยอมรับว่าชาวบ้านมีวิถีชีวิตการหาของป่าเลี้ยงชีพ ซึ่งเราต้องสร้างสำนึกที่ถูกต้องกันต่อไป


“ส่วนปัญหาที่ทางกัมพูชาร้องขอให้ฝ่ายไทยแก้ไขปัญหากรณีต่างๆ นั้น จะรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานอื่นๆ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป” พ.อ.นิเวศน์ กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 23:11 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084015
พิมพ์ ข่าวนี้
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ทหารไทยเสริมกำลังพร้อมอาวุธหนัก – ยืนยันว่า ทุกคนปลอดภัยดี บริเวณโคปุระชั้นที่ 1 ปราสาทเขาพระวิหาร

ทหารไทยเสริมกำลังพร้อมอาวุธหนักต่อเนื่อง-
ธรรมยาตราฯ ร้องคืนตัว 3 คนโดยเร็ว

นายสมาน ศรีงาม แกนนำกลุ่มธรรมยาตราฯ

นายสมาน ศรีงาม แกนนำกลุ่มธรรมยาตราฯ


ศรีสะเกษ – แกนนำธรรมยาตราฯ ไม่มั่นใจความปลอดคนไทย 3 คน ที่ยังอยู่ในวัดกัมพูชา ทางขึ้นตัวปราสาทพระวิหาร เรียกร้องทหาร คืนตัวให้โดยเร็ว


ด้าน ผบ.กกล.สุรนารี ขอเวลาอีก 2 วัน เผยช่วงเย็นนี้ ฝ่ายไทยเคลื่อนกำลังทหาร พล.ร.6 พร้อมอาวุธหนัก เข้าเสริมกำลังชายแดน เชิงเขาพระวิหารเพิ่มต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ ฝ่ายกัมพูชา


ช่วงค่ำวันนี้ (16 ก.ค.) เวลา 20.00 น. นายสมาน ศรีงาม แกนนำกลุ่มธรรมยาตรา กอบกู้รักษาแผ่นดินไทย กรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา เปิดเผยถึงกรณีสมาชิกกลุ่มธรรมยาตราฯ 3 คน คือ


พระคำพอง ฐิติธรรมโม นางชนิกานต์ เก่งนอก และ นายวิชาญ ทับซ้อน ถูกฝ่ายกัมพูชา จับกุมไปเมื่อวันที่ 15 ก.ค.และ
พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผบ.กกล.สุรนารี

พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผบ.กกล.สุรนารี



วันนี้ (16 ก.ค.) ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบ.กกล.สุรนารี) ออกมายืนยันทั้ง 3 คน ปลอดภัยดี ขณะนี้อยู่ในความดูแลของทหารไทย ส่วน


นายสมาน ศรีงาม แกนนำกลุ่มธรรมยาตรา ว่า ตราบใดที่ยังไม่เห็นคนของเรากลับออกมา ก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะปลอดภัย แม้จะถูกปล่อยตัวจาก ฝ่ายกัมพูชาแล้ว ตามที่มีรายงานข่าวก็ตาม


ล่าสุด ตนได้โทรศัพท์สอบถาม พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผบ.กกล.สุรนารี และ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 (ผบ.พล.ร.6) ได้ให้คำตอบว่า


ทางฝ่ายทหาร ขอยืมตัวทั้ง 3 คน อีกประมาณ 2 วันนี้ แล้วจะส่งคืนให้ โดยไม่ได้บอกเหตุผล แต่ยืนยันว่า ทุกคนอยู่อย่างสบายและปลอดภัยดี ภายในวัดกัมพูชา บริเวณปราสาทโคปุระชั้นที่ 1 ปราสาทเขาพระวิหาร


จากนั้นตนได้โทรศัพท์สอบถาม พวกเรา 3 คน ดังกล่าว ก็ได้รับคำตอบว่า อยู่ภายในวัดกัมพูชาทั้ง 3 คนอย่างสงบ และไม่ได้บอกเหตุผลเช่นกัน แต่ฝากบอกว่าตอนนี้ไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน ตนจึงได้นำเสื้อผ้าฝากทหารนำเข้าไปให้ ซึ่งพยายามขอขึ้นไปพบพวกเราทั้ง 3 คน พร้อม พล.ต.กนก แต่ทหารไม่ยอมให้ขึ้นไปแต่อย่างใด


อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันว่า ไม่ว่ากรณีใดๆ ขอเรียกร้องให้ทหารไทยนำตัวทั้ง 3 คนกลับออกมาโดยเร็ว และ หลังจากที่ทั้ง 3 คน กลับออกมาแล้ว


ตนจะพาไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ข้อหามีชาวต่างชาติ (กัมพูชา) รุกล้ำอธิปไตย และ กักขังหน่วงเหนี่ยวคนไทย พร้อมขอย้ำว่า พวกเรา แค่ต้องการให้ ทหารไทยผลักดันชาวกัมพูชาออกจากเขตแดนไทยที่ เชิงเขาพระ วิหารโดยเร็ว


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงเย็นวันนี้ (16 ก.ค.) พบว่า มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารพร้อมอาวุธหนัก จากกองพลทหารราบที่ 6 จ.ยโสธร ผ่านตัวเมือง อ.กันทรลักษ์ มุ่งหน้าไปยังอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อย่างต่อเนื่อง คาดว่า เป็นเสริมกำลังบริเวณชายแดนเชิงเขาพระวิหารเพิ่มเติม เพื่อกดดันต่อรองกับทางฝ่ายกัมพูชา


ส่วนฝ่ายกัมพูชาเองได้มีการเคลื่อนไหวทางกำลังทหารอย่างต่อเนื่อง เช่นกัน ซึ่งมองลงไปจากผามออีแดง ฝั่งไทยสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวต่างๆ ในพื้นที่เขมรต่ำได้อย่างชัดเจน


มีรถทหารวิ่งตามถนนลูกรังเข้ามาบริเวณชายแดน เป็นระยะๆ ซึ่งช่วงค่ำวันนี้ (16 ก.ค.) ทหารฝ่ายกัมพูชาได้ก่อไฟหุงข้าว ทำอาหาร ควันไฟฟุ้งกระจายขึ้นมาตามบริเวณหน้าผามออีแดงเป็นจำนวนมาก

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2551 21:46 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000083981
พิมพ์ ข่าวนี้
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.