Accom Thailand

July 17, 2008

ศ. อดุล วิเชียรเจริญ – เขตกันชน “พระวิหาร” เสี่ยงรุกดินแดนไทย

Filed under: กัมพูชา, ข่าวการเมือง, ข่าวประชาสัมพันธ์, ข่าวสังคม, ข่าวเมืองไทย, ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation, ความขัดแย้ง, ความมั่นคง, คอร์รัปชั่น, คำพิพากษา, คำสั่งศาล, คุณธรรม, จริยธรรม, ชุมนุมประท้วง, ตรวจสอบ, ธรรมาภิบาล, ประวัติศาสตร์ไทย, ปราสาทพระวิหาร, มรดกโลก, วัฒนธรรมขอมโบราณ, วิกฤติ, องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 22:58
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

“อดุลย์” แฉซ้ำ เขตกันชน “พระวิหาร” เสี่ยงรุกดินแดนไทย


อดีต ประธาน กก.มรดกโลก ออกบทความ แฉซ้ำ “เขตกันชน” มรดกโลกปราสาทพระวิหาร เสี่ยงรุกดินแดนไทย อัดรัฐบาล-ผู้แทนเจรจาฝ่ายไทย ไม่รักษาประโยชน์ประเทศ ลั่น รบ.ต้องประกาศจุดยืน


นายอดุล วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลก ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “ข้อมูลพื้นฐาน” เกี่ยวกับประเด็น การขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยในบทความระบุว่า


ขณะนี้สังคมไทยยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการขึ้นเป็นมรดกโลก ประสาทพระวิหาร อยู่ 3 ประเด็น คือ


1.ข้อกฎหมาย โดยคณะกรรมการมรดกโลกนานาชาติ ไม่ใช่เป็นองค์กรภายในยูเนสโก แต่ทั้งสององค์การ ต่างเป็นองค์การระหว่างประเทศ และ เรื่องมรดกโลก ก็เป็นอำนาจหน้าที่เฉพาะของ คณะกรรมการมรดกโลก เพียงแต่อนุสัญญา กำหนดให้ ยูเนสโก จัดเจ้าหน้าที่ ไปทำหน้าที่ ฝ่ายเลขานุการของ คณะกรรมการมรดกโลก


อย่างไรก็ดี มีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศเข้าแทรกแซง และ มีอิทธิพลต่อการวินิจฉัยของ องค์การ มีอยู่เสมอ แม้กระทั่งทำผิดข้อบัญญัติ อย่างชัดแจ้ง


เช่น กรณีจอร์แดนขอขึ้นทะเบียน Old City of Jerusalem and Its Walls เป็นมรดกโลก ทั้งที่ จอร์แดน มิใช่ผู้ถือครองดินแดน ซึ่งทรัพย์สินนี้ตั้งอยู่


นอกจากนี้งานปฏิบัติของยูเนสโกด้านวัฒนธรรม นางฟรังซัวส์ ริวีแยร์ ผช.ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรม ไม่ควรซ้ำซ้อนก้าวก่ายงานด้าน อสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่ในขอบข่ายงาน ของคณะ กรรมการมรดกโลก เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร ที่ทำอย่างน่าเกลียด ในการลงนาม เป็นประจักษ์พยาน ใน แถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา


2.ความเป็นจริงและลักษณะ ของการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว โดย ฝ่ายที่สนับสนุนกัมพูชาอ้างว่า การขึ้นทะเบียนดังกล่าว ไม่กระทบอธิปไตยเหนือดินแดนของไทย และ


อ้างว่า กัมพูชามีสถานภาพการถือครองตัวปราสาทเหมือนกับที่เป็นมาตั้งแต่ปี 2505 ที่ไทยมอบการถือครองให้ตามคำพิพากษาศาลระหว่างประเทศ โดยไม่บ่งชี้ว่า ไทยได้ปฏิเสธคำพิพากษาดังกล่าว เพราะผิดข้อกฎหมาย และ ไม่ยุติธรรม


แต่ต้องจำยอม มอบการถือครองตามพันธะกรณีของไทย ในฐานะรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ


นอกจากนี้การอ้างว่า การขึ้นทะเบียนตัวปราสาททำให้ ไทยอยู่ในฐานะดีขึ้น จากเดิม ที่กัมพูชาเคยเสนอ ให้มีเขต และ เขตพื้นที่คุ้มครอง และพัฒนานอกตัวปราสาทในดินแดนไทยนั้น เป็นการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง


เพราะร่างข้อมติดังกล่าวต้องผ่านที่ประชุมอีกครั้งในวาระรับรองรายงานการ ประชุมวันสุดท้าย ทั้งนี้ยังมีการหลีกเลี่ยงไม่คำนึงถึงข้อบัญญัติข้อ 103 และ 104 ของคณะกรรมการมรดกโลก ที่กำหนดให้ต้องมีเขตกันชน และทำแผนจัดการ


ซึ่งกรณีนี้กัมพูชาจำเป็นต้องมีเขตกันชน รอบตัวปราสาทด้านทิศตะวันตก และ เหนือ เข้ามาในดินแดนไทย อย่างหลีกเลี่ยงมาได้


นอกจากนี้ เมื่อปราสาท มีสภาพทรุดโทรมหนัก ตั้งบนพื้นที่ลาดชัน พังทลายง่าย การขึ้นทะเบียนปราสาท จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่กันชนเพียงพอ ซึ่งกัมพูชา จะต้องจัดทำเสนอ คณะกรรมการมรดกโลกให้เห็นชอบ ในการประชุมปี 2010 และ


อันที่จริง การเสนอขึ้นทะเบียน ต้องมีเขตกันชน และ แผนจัดการพื้นที่รอบตัวปราสาท แนบไปพร้อมคำขอ ก่อนที่จะรับ เข้าพิจารณา แต่การเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งไทยมีส่วนร่วมด้วย ก็เข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือกัมพูชา ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเสียชั้นหนึ่งก่อน และ ให้ทำแผนจัดการบริเวณพื้นที่เขตกันชนตามมา ซึ่งทิศตะวันตก และ ทิศเหนือ ของตัวปราสาทเป็นเขตอำนาจอธิปไตยไทย และร่างมติข้อ 15 ที่นำมาแถลงกันก็ปรากฏความชัดเจน


3.ความพิลึกของกลไก กรณีปราสาทพระวิหาร ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยกรณีให้ กัมพูชา จัดประชุมคณะกรรมการร่วม 7 ประเทศ เพื่อคุ้มครอง และพัฒนา แหล่งมรดกนี้


ที่ผ่านมา ไม่เคยมีมรดกโลกแห่งใดใช้กลไกนี้ เมื่อใช้กลไกดังกล่าว จึงทำให้อีก 6 ชาติ ที่จะมาเป็นคณะกรรมการร่วม เข้ามาแทรกแซงปกป้อง กัมพูชา และ กดดันไทย ในการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งจะต้องตกเป็นเขตกันชน


นายอดุล ยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้คือ ร่างมติ เพราะไม่รู้ว่า มติที่ออกมาอย่างเป็นทางการ จะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ เพราะร่างมติ ข้อ 14 ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการร่วม 7 ประเทศ


นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการมรดกโลก ประจำประเทศไทย ชี้แจงว่า ในที่ประชุมไม่มีการพูดเรื่องนี้ ทำให้ตนสงสัยว่า พอมีข้อนี้ขึ้นมาแล้ว ทำไมผู้แทนฝ่ายไทยไม่ท้วง เพราะกระทบสิทธิประโยชน์ของ ประเทศ


ส่วนร่างมติข้อ 15 ที่กำหนดว่าให้กัมพูชาทำแผนจัดการและเขตกันชน อันนี้กระทบดินแดนไทยชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญ จึงวินิจฉัยแถลงการณ์ร่วม เข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190


แต่รัฐบาลไทยก็พยายามปกปิดเบี่ยงเบนประเด็น ทั้งนี้แผนที่ ที่นำเสนอตอนแรกที่ว่าไม่เสียดินแดนนั้น ที่จริงไม่ใช่ เพราะฉบับนั้นไม่มีเขตกันชน ส่วนขณะนี้ รัฐบาลต้องเตรียมตัวทันที และ ต้องประกาศจุดยืนของรัฐว่า


การทำเขตกันชนจะยินยอม หรือเห็นด้วย เฉพาะเท่าที่ไทยเห็นสมควรเท่านั้น ไม่ใช่ยอมตามที่คณะกรรมการร่วม 7 ประเทศ เป็นผู้กำหนดขอบเขต เท่าใดก็ได้ เพราะเขตกันชนจะกินพื้นที่เข้ามายังฝั่งไทย และต้องประกาศว่า รอบบริเวณเขตกันชน จะไม่ยอมให้มีการก่อสร้างและพัฒนาใดๆ เพราะเป็นพื้นที่ของไทย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 18 กรกฎาคม 2551 00:53 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084451
พิมพ์ ข่าวนี้
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ฮุน เซน”บีบ “สมัคร” ถกด่วน ผบ.เหล่าทัพไทย ถอนทหารพ้นพระวิหาร

Filed under: กัมพูชา, ข่าวการเมือง, ข่าวประชาสัมพันธ์, ข่าวสังคม, ข่าวเมืองไทย, ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation, ความขัดแย้ง, ความมั่นคง, ความรุนแรง, คอร์รัปชั่น, คำพิพากษา, คำสั่งศาล, คุณธรรม, จริยธรรม, ชุมนุมประท้วง, ตรวจสอบ, ธรรมาภิบาล, ประวัติศาสตร์ไทย, ปราสาทพระวิหาร, ผู้นำทางการเมือง, มรดกโลก, วัฒนธรรมขอมโบราณ, วิกฤติ, องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 22:35
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,
Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com

“ฮุน เซน” บีบ ไทยถอนทหาร พ้นพระวิหาร
“สมัคร”ถกด่วน ผบ.เหล่าทัพวันที่ 18 ก.ค. นี้


นายกฯ ฮุน เซน ข�งกัมพูชา

นายกฯ ฮุน เซน ของกัมพูชา

นายกฯ “ฮุน เซน” ของกัมพูชา ส่งจดหมาย ถึง “สมัคร” จี้ไทย ถอนทหารออกจากพื้นที่ “ปราสาทพระวิหาร” ชี้เหตุเผชิญหน้าระหว่างกัน ถือเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างมาก สำหรับความสัมพันธ์ ของทั้ง 2 ฝ่าย แต่ยังหวังเจรจากันได้ ชาวกัมพูชาเริ่มผวา อพยพออกจากพื้นที่ ขณะที่นายกฯ ไทย ถก ด่วน ผบ.เหล่าทัพ วันพรุ่งนี้ ก่อนเปิดเจรจาร่วมกันที่สระแก้ว โดยล่าสุด กัมพูชาส่งทหาร 1,000 นายประชิดพระวิหาร

ด้านกลุ่มพันธมิตร ฝ่าแผงกั้น ปะทะชาวบ้าน บาดเจ็บไปหลายคน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ทางการกัมพูชาได้ส่งกำลังทหาร 800-1,000 นาย เข้าตรึงแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เชิงพนม อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ฝั่งตรงข้ามด่านช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ


เจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่ ที่ด่านช่องสะงำ กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางฝั่งกัมพูชามีการเคลื่อนไหวเคลื่อนกำลัง ตรึงชายแดน นำกำลังจากกองพลที่ 4 ภาคที่ 2 พร้อมรถยีเอ็มซี รถบรรทุกประมาณ 10 คัน วางกำลังตรึงที่เชิงพนม ทางลงไป อัลลองเวง แถวด้านล่างผาตาม็อก ส่งผลให้ชาวกัมพูชาผ่านเข้า-ออก ทางช่องด่านสะงำกันอย่างบางตา แต่ทั้ง 2 ประเทศ ก็ยังคงมีการค้าขายกันปกติธรรมดา


นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ของกัมพูชาเอง มีการสร้างกระแสข่าวว่า คนไทยจะเข้ามาทำร้าย ชาวเขมร ที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทย ส่งผลให้ชาวกัมพูชาเกิดความเกรงกลัว ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะชน 2 ชาติ ไปมาหาสู่กันตั้งแต่บรรพบุรุษ ยิ่งคนตามแนวชายแดนรู้กันดี


ทั้งนี้ นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุในจดหมาย ที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีไทยว่า เหตุขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย และกัมพูชา กำลังเลวร้ายลง พร้อมเรียกร้องให้ ไทยถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าว ในทันที


ผู้นำกัมพูชา ยังชี้ว่า เหตุเผชิญหน้าระหว่าง 2 ประเทศ ในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ถือเป็นสิ่งที่ “เลวร้ายอย่างมาก” สำหรับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่าย แต่ยังหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ผ่านทางการเจรจา


“สถานการณ์กำลังเลวร้ายลง เพราะไทยเพิ่มกำลังทหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึง การที่มีคนไทยมาประท้วงด้วย” นายฮุน เซน ระบุ


สำนักข่าวเอพีรายงานว่า กัมพูชาและไทย ยังคงเพิ่มกำลังทหารเข้าประจำการบริเวณพื้นที่ขัดแย้ง ใกล้ที่ตั้งปราสาทพระวิหาร อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการตกลง ที่จะเปิดเจรจากันในวันจันทร์นี้ (21 ก.ค.) เพื่อบรรเทาความตึงเครียด แล้วก็ตาม


พลจัตวาเจี่ย แก้ว เผยว่า ขณะนี้ไทยมีกำลังทหารมากกว่า 400 นายประจำการใกล้กับปราสาทพระวิหาร เพิ่มจาก 200 นาย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (16 ก.ค.) ส่วนกัมพูชา มีทหารประจำการ ในพื้นที่ราว 800 นาย เพิ่มจาก 380 นาย เมื่อวันก่อนหน้านี้


นายทหารรายนี้ เตือนด้วยว่า สถานการณ์อาจเลวร้ายลง หากฝั่งไทยส่งทหารเข้ามาประจำการเพิ่มขึ้น แต่ยืนยันว่า ฝ่ายตนจะพยายามอดทนถึงที่สุด พร้อมยอมรับทหารไทยมีอาวุธที่ดีกว่า แต่ชี้ว่า ทหารกัมพูชาอยู่ในที่มั่นที่ดีกว่า บนยอดเขา


ทหารกัมพูชา ยังได้ดำเนินการล้อมลวดหนาม ในทุกเส้นทางที่อาจเข้ามา ยังฝั่ง กัมพูชาได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวไทยข้ามฝั่งเข้ามาอีก หลังมีชาวไทย 3 คนลักลอบผ่านแดนเข้าไปก่อนหน้านี้


ขณะที่ฝ่ายทหารไทย ก็ดำเนินการถอดชนวนกับระเบิด ในบริเวณพื้นที่ โดยรอบปราสาทพระวิหาร หลังก่อนหน้านี้ มีทหารได้รับบาดเจ็บ 1 นาย เพราะเหยียบกับระเบิด


เหตุเผชิญหน้าดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา กัมพูชาอ้างว่าทหารไทยได้ข้ามเขตเข้าไปในฝั่งกัมพูชา แต่ฝ่ายไทยยืนยันว่าอยู่ในเขตดินแดนของตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่า การประท้วงใดๆ ก็ตาม ที่เกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าว จะเป็นไปอย่างเรียบร้อย


“สมัคร-ฮุนเซน” ถกจันทร์นี้ที่สระแก้ว


สถานการณ์ตึงเครียดเกิดขึ้นหลังเมื่อคืนวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา นายเขียว กัณหะฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงข่าวสารกัมพูชา เผยว่า รัฐบาลกรุงพนมเปญบรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลไทย ในการเปิดเจรจาระดับรัฐมนตรีกลาโหมขึ้น ในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค. เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้น และว่า กัมพูชาไม่ต้องการใช้กำลังทางทหาร จนกว่าจะโดนโจมตีก่อน และว่าสถานการณ์ขณะนี้นิ่งแล้ว


นายเขียว ระบุด้วยว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้มีการหารือกันถึงเรื่องดังกล่าว และเห็นพ้องที่จะให้เปิดเจรจากันขึ้น ที่บริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว


นายธฤต จรุงวัฒน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทย ยืนยันว่า จะมีการเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้น พร้อมระบุว่า กองกำลังฝ่ายไทย ตั้งมั่นอยู่บนยอดเขาที่ความ 1,722 ฟุตเหนือน้ำทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ในอาณาเขตของไทย ไม่ได้อยู่ในเขตแดนกัมพูชา


ชาวกัมพูชาเริ่มอพยพพ้นพื้นที่ที่อ้่างว่า ทับซ้อน


บรรดาหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของกัมพูชา รวมถึง เกาะสันติภาพ และกัมพูชา เดลี่ ต่างพากันลงภาพ ทหารไทยยืนอยู่ที่จุดผ่านแดนกัมพูชา ซึ่งมีตัวอักษรภาษา เขมร เขียนกำกับเอาไว้อยู่อย่างชัดเจน ขึ้นหน้า 1


นอกจากนี้ยังรายงานด้วยว่า ชาวเขมรได้เริ่มอพยพออกจากพื้นที่ที่อ้างว่า ทับซ้อน ที่มี ปัญหาอยู่แล้ว เพราะเป็นห่วงว่าจะไม่ปลอดภัย โดยกัมพูชา เดลี่ได้สัมภาษณ์ นายกุ่ย โสภา ชาวเขมรวัย 49 ปี ที่กล่าวว่าอพยพครอบครัวออกจากพื้นที่ ดังกล่าว เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย เนื่องจากทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาได้เพิ่มกำลังทหารขึ้นตลอดเวลา ขณะที่ รายงานระบุว่ามีชาวกัมพูชา อาศัยอยู่ รอบๆ ปราสาทพระวิหาร 900 คน


อย่างไรก็ดี ยังมีพระ และแม่ชีกัมพูชาจำนวนหนึ่ง ที่อยู่ในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ได้เปิดเทปเสียงสวดมนต์ภาษาเขมร ผ่านทางเครื่องขยายเสียงด้วย


“สมัคร” ถกด่วน ผบ.เหล่าทัพ วันที่ 18 ก.ค. นี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 ก.ค. เวลา 15.00 น.นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม ได้เรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพประชุม ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมการไปประชุมคณะกรรมการชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค.ที่ จ.สระแก้ว


ทั้งนี้มีรายงานข่าว พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา พร้อมที่เจรจากับนายสมัคร อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเจรจาด้วยตัวเองหรือไม่ โดยอาจจะมอบหมายให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไปประชุมแทนก็ได้


ทอ.พร้อม 24 ชม.อพยพคนไทยพ้นกัมพูชา


พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวว่า กองทัพอากาศ (ทอ.) ได้เตรียมพร้อมกำลังไว้ที่จังหวัดนครราชสีมา และอุบลราชธานี หากเกิดเหตุก็ได้เตรียมเครื่องบินให้ความช่วยเหลือได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะใช้เวลาบินไปรับชาวไทยในกัมพูชากลับประเทศได้ภายใน 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ทุกคนได้เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานไว้หมดแล้ว


“โดยได้นำประสบการณ์ จากการอพยพชาวไทยกลับประเทศ ในช่วงที่มีการปฏิวัติใน กัมพูชา และในช่วงที่มีการเผาสถานทูต


เบื้องต้นหน่วยงานด้านความมั่นคงและ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้หารือกันตลอดเวลา ในการแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้บานปลายนำไปสู่ความรุนแรง”
สมัคร บริภาษไ�้บ้า 3 ตัว บุกเขมร

สมัคร บริภาษไอ้บ้า 3 ตัว บุกเขมร



“สมัคร” บริภาษไอ้บ้า 3 ตัวบุกเขมร


วันเดียวกัน นายสมัคร กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาว่า วันนี้เรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ทุกฝ่ายก็เห็นชอบหมด แต่พรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย แล้ว วันนี้ก็ยังมีการปลุกระดมกันอยู่ มีไอ้บ้า 3 ตัว โผล่เข้าไปจะให้เขาจับ


จะให้มีเรื่องเหมือนกับไอ้ที่มันยึดตามถนน จะให้มีเสียงปืน แล้วให้ตำรวจฟาดหัวไอ้พวกปลุกระดม เพื่อจะได้จุดชนวนหาเรื่องให้ทหารออกมาปฏิวัติ ไอ้พวกนี้ไม่ดูเลยว่า ใครเป็นรัฐมนตรีกลาโหม


“จะเอาให้ได้ บุกเข้าไปเพื่อจะให้เป็นชนวน สำเร็จไหมครับ เกือบสำเร็จแล้ว ทหารก็ไปจ่อกันแล้ว ทหารกับทหารไปเผชิญหน้ากันแล้ว มันบ้าอะไรกันครับ มีคนอยากให้ทำอย่างนี้


ดังนั้นเก่งจริงสื่อรายงานเลยที่ผมพูดนี่ ผู้คนในบ้านเมืองจะได้รู้ว่าบ้านเมืองนี้มันเป็นยังไง” นายสมัคร กล่าว


พันธมิตรเคลื่อนขบวนบุกเขาวิหาร
เขาพระวิหาร

เขาพระวิหาร



เครือข่ายพันธมิตรประชาชนประชาธิปไตย นำโดยนายวีระ สมความคิด ได้เคลื่อนขบวนรถกว่า 100 คัน เพื่อเดินทางไปที่ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เพื่อเข้าไปกดดันให้รัฐบาล และทหารออกมาปกป้องอธิปไตย โดยนัดรวมพลกันที่ถนนทางขึ้นเขาพระวิหารบริเวณศาลหลักเมือง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ


ขณะที่รถขบวนพันธมิตรเคลื่อนขบวนมาตามถนนหมายเลข 221 กันทรลักษ์ – เขาพระวิหาร ได้ประมาณ 20 กม.ได้มีชาวบ้านจากตำบลบึงมะลู อ.กันทรลักษ์ กว่า 100 คน รวมตัวกันนำแผงเหล็กมาปิดกั้น เพื่อไม่ให้ขบวนรถผ่านไปได้ จากนั้นแกนนำพันธมิตรได้เข้าไปเจรจาขอเปิดเส้นทางการจราจร จนชาวบ้านยอมเปิดเส้นทางการจราจรให้หนึ่งเส้นทาง พร้อมกันตะโกนด่าต่างๆ นานาจากนั้นขบวนรถ ได้ขับเคลื่อนมาได้อีก 10 กม.ก็เจอด่านสกัดอีกครั้ง โดยชาวบ้านจาก ต.เสาธงชัย 150 คนนำแผงเหล็กมาปิดกั้น มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 50 นาย ตั้งแถวหน้าเพื่อป้องกันการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย


จากนั้นนายวีระ สมความคิด ได้เข้าไปเจรจากับชาวบ้าน เพื่อขอเปิดช่องทางจราจร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เปิดช่องทางให้ เนื่องจากให้เหตุผลว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นการเจรจาระดับผู้นำของทั้งสองประเทศ จึงได้ขอร้องให้ขบวนพันธมิตรมาชุมนุมรอที่โรงเรียนภูมิซรอนวิทยา ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์


พันธมิตรปะทะชาวบ้าน บาดเจ็บ
พันธมิตรปะทะชาวบ้านบาดเจ็บ

พันธมิตรปะทะชาวบ้านบาดเจ็บ



ขณะที่เมื่อเวลา 17.00 น. กลุ่มพันธมิตร ได้เดินขบวนออกจากโรงเรียนภูมิซรอนวิทยา มุ่งหน้าไปที่ปราสาทพระวิหาร แต่ขณะที่เดินเท้าออกมา ได้มีประชาชนชาว ต.เสาธงชัย 200 คน ได้นำเต็นท์มาปิดขวางถนน ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทพระวิหาร ประมาณ 3 กม. จากนั้นแกนนำพันธมิตร ได้สั่งให้กลุ่มชายฉกรรจ์ พังแนวกั้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมากั้นไว้ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ประมาณ 200 นาย คอยคุ้มกันอยู่ในบริเวณดังกล่าว


ระหว่างที่กลุ่มพันธมิตรกำลังฝ่าแผงกั้น ได้มีชาวบ้านใช้ไม้ขว้างปาไปเข้าใส่กลุ่มพันธมิตร ทำให้กลุ่มพันธมิตรต้องใช้ไม้ธงชาติ นำมาเป็นอาวุธเพื่อป้องกันตัว จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น จนถึงขั้นตอบโต้กัน และเกิดปะทะกัน จนทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บหลายราย


ขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องระดมกำลังเข้าห้ามปราม และทำหน้าที่ควบคุมฝูงชน เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกัน จนทั้งสองฝ่ายต่างยอมสลายตัวไป ส่วนกลุ่มพันธมิตร สามารถฝ่าแนวกั้น และเดินต่อไปได้ จนขณะนี้ถึงหน้าอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำลวดหนาม และไม้มาทำเป็นแผงกั้น เพื่อไม่ให้กลุ่มพันธมิตรเข้าไปภายในอุทยานได้

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ Suthichaiyoon.com 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 07:30:00
http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=3843
อ่านข่าวนี้ จาก Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com


จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“สนธิ” นำจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัยเนื่องในวันอาสาฬหบูชา

มหามงคล พระสุรเสียงพระราชินี ยก “มหามิตร” ทำดี-ปกป้องคนดี


“สนธิ” นำจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัยเนื่องในวันอาสาฬหบูชา พร้อมนำพี่น้องประชาชนจุดเทียนชัยตั้งจิตอธิษฐานถวายพระพร แด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เปิดเทปมหามงคล พระสุรเสียงสมเด็จพระราชินีทรงอ่านหนังสือธรรมะ เรื่อง “มหามิตร” ที่มีนัยการทำความดีเพื่อปกป้องคนดีที่สมควรบูชา-จงรักภักดี
เนื่งในวโรกาสทรงครงิสริยยศ สมเด็จพระราชินี ปีที่ 54 วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ตน มหามิตร

เนื่องในวโรกาสทรงครองอิสริยยศ สมเด็จพระราชินี ปีที่ 54 วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ตอน มหามิตร



วันนี้ (17 ก.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่มาร่วมชุมนุมในวันอาสาฬหบูชา โดยเป็นตัวแทนจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย


นายสนธิ กล่าวว่า เนื่องในวันพิเศษครั้งนี้ จะมีการเปิดดีวีดีพระสุรเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงตรัสถึงเรื่อง “มหามิตร” ซึ่งเข้ากับเหตุการณ์บ้านเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ และว่า จากนั้นในช่วงที่ล่วงเข้าวันใหม่ ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษาจ ะเปิดดีวีดีอีกแผ่นหนึ่ง ซึ่งบันทึกพระสุรเสียงของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงตรัสถึงเรื่อง “ความมหัศจรรย์ของพระธรรมวินัย” ซึ่งพระองค์ไม่ทรงเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน
เปิดเทปมหามงคล พระสุรเสียงสมเด็จพระราชินีทรง่านหนังสืธรรมะ เรื่ง

เปิดเทปมหามงคล พระสุรเสียงสมเด็จพระราชินีทรงอ่านหนังสือธรรมะ เรื่อง



นายสนธิ ได้อธิบายถึงความสำคัญของวันอาสาฬหบูชาว่า วันนี้ถือว่าเป็นวันที่มีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีทั้งพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ครบถ้วน โดยเป็นวันที่พระพุทธองค์ได้เทศนาให้ปัญจวัคคี โดยพระโกณทัญญะได้บรรลุโสดาบันและขอบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์รูปแรกในพระพุทธ ศาสนา


นายสนธิ ยังได้เปรียบเทียบคำพูดของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่พูดถึงเรื่องอริยสัจ 4 เรื่องทุกข์และทางดับทุกข์ ว่า ถ้าหากนายสมัครรู้ว่าทุกข์ของประชาชนคืออะไรก็จะดับทุกข์ได้ง่าย ไม่ใช่ไปโทษรัฐธรรมนูญว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์แล้วจะดับทุกข์ด้วยการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ


จากนั้นได้เปิดเทปบันทึกพระสุรเสียงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล อ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา” เนื่องในวโรกาสทรงครองอิสริยยศ สมเด็จพระราชินี ปีที่ 54 วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ตอน “มหามิตร” ที่กล่าวถึงพระอานนท์ที่ทรงปกป้องพระพุทธเจ้าอย่างยอมตายถวายชีวิต เพื่อไม่ให้ภัยมากล้ำกลายได้ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์กรณีพระเทวทัตร่วมมือกับพระอชาติศัตรูจะทำร้ายพระ พุทธเจ้า โดยกรอกเหล้าช้างนาราคีรีให้ตกมันเข้าทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่ด้วยพระบุญญาบารมีก็ไม่อาจทำร้ายพระพุทธองค์ได้


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าถึงความภักดีของพระอานนท์ที่มีต่อพระพุทธเจ้า หลายครั้งที่พระพุทธองค์ทรงอาพาธ พระอานนท์ก็ทรงถวายการรักษาด้วยความห่วงใย และพระอานนท์ยังเป็นตัวอย่างในเรื่องของความประหยัดและนำไปใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ซึ่งพระอานนท์เป็นผู้ออกแบบจีวรของพระสงฆ์ที่เหมาะสมในทุกยุคสมัย


ทั้งนี้ เทปบันทึกพระสุรเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีความยาวประมาณ 17 นาที


จากนั้น นายสนธิ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเข้าใจพระธรรม ทรงใส่บาตรทุกเช้า และทรงสนทนาธรรมกับพระเถระหลายท่าน


นายสนธิ กล่าวว่า นัยเรื่องมหามิตร อยู่ที่พระอานนท์ที่ทรงปกป้องไม่ใช่ในฐานะพระอนุชาโดยสายเลือด แต่ทรงปกป้องความดีของพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งเปรียบเทียบเหมือนกับพี่น้องประชาชนที่ตอบแทนคนดี เสียสละเพื่อมิตร เพื่อคนที่เรารัก เราจงรักภักดีพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินีนาถ ที่ทรงทำคุณแก่แผ่นดินไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และว่าคนดีเท่านั้นที่เห็นความดีด้วยกัน ขณะที่รัฐบาลนี้ที่มีแต่คนชั่วมักมองไม่เห็นความดี


“พันธมิตรฯ มีร้อยพ่อพันแม่ มาทำความดีเพื่อถวายแด่พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชินี” นายสนธิ ระบุพร้อมทั้งร่วมจุดเทียนและสงบนิ่งตั้งจิตอธิษฐานขอให้สิ่งดีๆ ขอส่วนบุญส่วนกุศลให้ทุกคนรุ่งเรืองถึงบรรพบุรุษถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ล่วงหน้า


บันทึก เทปพระสุรเสียงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล อ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา” เนื่องในวโรกาสทรงครองอิสริยยศ สมเด็จพระราชินี ปีที่ 54 วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ตอน “มหามิตร”


“พูดถึงความจงรักภักดี และความเคารพรักในพระผู้มีพระภาค พระอานนท์มีอยู่อย่างสุดพรรณนา ยอมสละแม้แต่ชีวิตของท่านเพื่อพุทธองค์ได้ อย่างเช่นครั้งหนึ่ง พระเทวทัตร่วมกับพระเจ้าอชาติศัตรู วางแผนสังหารพระจอมมุนี โดยการปล่อยนาราคีรี ซึ่งกำลังตกมันและมอมเหล้าเสีย 16 หม้อ ช้างนาราคีรียิ่งคะนองมากขึ้น วันนั้นเวลาเช้า พระพุทธองค์มีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ เข้าสู่นครราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต ในขณะที่พระองค์กำลังรับอาหารจากสตรีผู้หนึ่งอยู่นั้น เสียงลั่นของช้างนาราคีรีดังขึ้น ประชาชนที่คอยดักถวายอาหารแด่พระผู้มีพระภาค แตกกระจายวิ่งเอาตัวรอด ทิ้งภาชนะอาหารเกลื่อนกลาด พระพุทธองค์เหลียวมาทางซึ่งช้างใหญ่กำลังวิ่งมา ด้วยอาการสงบ พระอานนท์พุทธอนุชา เดินล้ำมายืนอยู่เบื้องหน้าของพระผู้มีพระภาค ด้วยคิดจะป้องกันชีวิตพระศาสดาด้วยชีวิตของท่านเอง


“หลีกไปอานนท์ อย่าป้องกันเราเลย” พระศาสดาตรัสอย่างปกติ


“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ” พระอานนท์ทูล


“ชีวิตของพระองค์มีค่ายิ่งนัก พระองค์อยู่เพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก เป็นประทีปของโลก เป็นที่พึ่งของโลก ประดุจโพธิ์และไทร เป็นที่พึ่งของหมู่นก เสมือนน้ำเป็นที่พึ่งของหมู่ปลา เสมือนป่าเป็นที่พึ่งอาศัยของจตุบททวิบาท พระองค์อย่าเสี่ยงกับอันตรายครั้งนี้เลย ชีวิตของข้าพระองค์มีค่าน้อย ขอให้ข้าพระองค์ได้สละสิ่งซึ่งมีค่าน้อยเพื่อรักษาสิ่งซึ่งมีค่ามาก เหมือนสละกระเบื้องเพื่อรักษาไว้ซึ่งแก้วมณี เถิดพระเจ้าข้า”


“อย่าเลยอานนท์ บารมีเราได้สร้างมาดีแล้ว ไม่มีใครสามารถปลงตถาคตลงจากชีวิตได้ ไม่ว่าสัตว์ดิรัจฉาน หรือมนุษย์ หรือเทวดา มาร พรหมใดๆ”


ขณะนั้น นาราคีรีวิ่งมาจวนจะถึงองค์พระจอมมุนีอยู่แล้ว เสียงร้องกรีดของสตรีดังขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน ทุกคนอกสั่นขวัญหนี นึกว่าครั้งนี้เป็นวาระสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นพระศาสดาผู้บริสุทธิ์ดุจดวง ตะวัน พระพุทธองค์ผู้ทรงแผ่เมตตา ซึ่งทรงอบรมมาเป็นเวลายืดยาวนานหลายแสนชาติ ซ่านออกจากพระหฤทัย กระทบเข้ากับใจอันคลุกด้วยความมึนเมาของช้างนาราคีรี ช้างใหญ่หยุดชะงักเสมือนกระทบกับเหล็กท่อนใหญ่ ใจซึ่งเร่าร้อน กระวนกระวายเพราะโมหะของมัน สงบเย็นลง เหมือนไฟน้อยกระทบกับอุทกธารา พลันก็ดับวูบลง มันหมอบลงแทบพระมงคลบาทของพระบรมศาสนา พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์อันวิจิตร ลูบศีรษะของพญาช้าง พร้อมด้วยตรัสว่า “นาราคีรีเอยเจ้าถือกำเนิดเป็นดิรัจฉานในชาตินี้ เพราะกรรมอันไม่ดีของเจ้าในชาติก่อนแต่งให้ เธออย่าประกอบกรรมหนัก คือทำร้ายพระพุทธเจ้าเช่นเราอีกเลย เพราะจะมีผลเป็นทุกข์แก่เธอตลอดกาลนาน” ช้างนาราคีรีสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วใช้งวงเคล้าเคลียพระชงค์ของพระผู้มี พระภาค เหมือนสารภาพผิด ความมึนเมาและตกมันปราศนากาลไปสิ้น นี่แหละพุทธานุภาพ ประชาชนเห็นเป็นอัศจรรย์ พากันเข้ามาสักการบูชาสมเด็จพระศาสดา ด้วยดอกไม้และของหอมเป็นจำนวนมาก


ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงประชวรด้วยพระโรคลมในพระอุทร พระอานนท์เป็นห่วงยิ่งนัก จึงได้ปรุงยาคู ต้มจนเหลวด้วยมือของท่านเอง แล้วน้อมนำเข้าไปถวาย เพราะพระพุทธองค์เคยตรัสว่า ยาคู เป็นยาไล่ลมในท้อง ในลำไส้ได้ดี พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “อานนท์เธอได้ยาคูมาจากไหน” “ข้าพระองค์ปรุงเอง พระเจ้าข้า” “อานนท์ทำไมเธอจึงทำอย่างนี้ เธอทำสิ่งที่ไม่สมควร ไม่ใช่กิจของสมณะ เธอทราบไม่ใช่หรือว่าสมณะไม่ควรปรุงอาหารเอง ทำไมเธอจึงมักมากถึงปานนี้ เอาไปเทเสียอานนท์ เราไม่รับยาคูของเธอดอก” พระอานนท์คงก้มหน้านิ่ง ท่านมิได้ปริปากโต้แย้งเลยแม้แต่น้อย


ครั้งหนึ่ง พระกายของพระผู้มีพระภาค หมักหมมสิ่งเป็นโทษ เป็นเหตุให้ทรงอึดอัด มีพุทธประสงค์จะเสวยยาระบาย พระอานนท์ทราบแล้วจึงไปหาหมอชีวกโกมารภัจจ์ แจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ หมอเรียนท่านว่า ขอให้ท่านกราบทูลให้พระองค์ทรงพักผ่อนเพื่อให้พระกายชุ่มชื่นสัก 2-3 วัน พระอานนท์ก็กระทำตามนั้น ได้เวลาแล้วท่านก็ไปหาหมออีก หมอชีวกได้ปรุงยาระบายพิเศษอบด้วยก้านอุบลสามก้าน ถวายให้พระผู้มีพระภาคสูดดมมิใช่เสวย ปรากฏว่าทรงระบายได้ถึง 3-4 ครั้ง


ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่นิโคธาราม นครกบิฬพัสดุ์ พระองค์เพิ่งทรงฟื้นจากไข้หนักไม่นาน ท้าวมหานามเข้าเฝ้าและทูลถามปัญหาหนักๆ เช่น ปัญหาว่า ญาณเกิดก่อนสมาธิ หรือสมาธิเกิดก่อนญาณ ท่านอานนท์เห็นว่าจะเป็นการลำบากแก่ผู้มีพระภาค จึงจับพระหัตถ์ท้าวมหานามนำเสด็จออกไปข้างนอกและแก้ปัญหานั้นเสียเอง


อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์พระทับ ณ นครเวสาลี ทรงประชวรหนัก และทรงใช้ความเพียรขับไล่อาพาธนั้นจนหาย


พระอานนท์ทูลความในใจของท่านแด่พระผู้มีพระภาคว่า “พระองค์ผู้ทรงเจริญ! เมื่อพระองค์ทรงประชวรอยู่นั้น ข้าพระองค์กลุ้มใจเป็นที่สุด กายของข้าพระองค์เหมือนงอมระงมไปด้วยความรู้สึกเหมือนว่า ทิศหลายทั้งมืดมน แต่ข้าพระองค์ก็เบาใจอยู่หน่อยหนึ่ง ว่าพระองค์คงจักไม่ปรินิพพาน จนกว่าจะได้ประชุมสงฆ์แล้วตรัสพระพุทธพจน์อย่างใดอย่างหนึ่ง”


พระอานนท์นี้เอง เป็นผู้ออกแบบจีวรของพระสงฆ์ ซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าดำรงชีวิตอยู่มาจนบัดนี้ นับว่าเป็นแบบเครื่องแต่งกายเก่าแก่ที่สุดในโลก เข้าได้ทุกการทุกงาน และทันสมัยอยู่เสมอ


ครั้งหนึ่งพระอานนท์ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปสู่ทักขิณาคีรีชนบท พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นคันนาของชาวมคธเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีคันนาสั้นๆ คั่นในระหว่าง แล้วตรัสถามพระอานนท์ว่า “อานนท์! เธอจะทำจีวรแบบนาของชาวมคธนี้ได้หรือไม่” “ลองทำดูก่อน พระเจ้าข้า” ท่านทูลตอบ ต่อมา ท่านได้ทำการตัดเย็บจีวรแบบคันนาของชาวมคธนั้น แล้วนำขึ้นทูลให้พระผู้มีพระภาคทรงพิจารณา พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตรแล้วเห็นชอบด้วย รับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายใช้จีวรที่ตัดและเย็บแบบที่ท่านอานนท์ออกแบบนั้น พร้อมกันนั้นได้ตรัสชมเชยท่านอานนท์ท่ามกลางสงฆ์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป็นคนฉลาดมีปัญญา สามารถเข้าใจในคำที่เราพูดแต่โดยย่อได้โดยทั่วถึง”


พูดถึงเรื่องประหยัด หรือใช้สิ่งของให้คุ้มค่า พระอานนท์เป็นผู้ประหยัดและฉลาดในเรื่องนี้มาก ดังครั้งหนึ่งหลังพุทธปรินิพพาน ท่านเดินทางโดยทางเรือไปสู่นครโกสัมพี เพื่อประกาศลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ พระหัวดื้อตามรับสั่งของพระผู้มีพระภาค ขึ้นจากเรือแล้วท่านเข้าอาศัยพัก ณ อุทยานของพระเจ้าอุเทนราชาแห่งนครนั้น ขณะนั้นพระเจ้าอุเทนและพระมเหสีประทับอยู่ ณ พระราชอุทยาน พระมเหสีทรงทราบว่าพระอานนท์มาก็ทรงโสมนัส ทูลลาพระสวามีไปเยี่ยมพระอานนท์ สนทนาพอเป็นสัมโมทนียกถาแล้ว พระอานนท์แสดงธรรมเป็นที่เสื่อมใสจับจิตยิ่งนัก พระนางได้ถวายจีวรจำนวน 500 ผืน ในเวลาต่อมาแด่อานนท์ พระเจ้าอุเทนทรงทราบเรื่องนี้แทนที่จะทรงพิโรธแด่พระมเหสีกลับทรงตำหนิท่าน อานนท์ว่า รับจีวรไปทำไมมากมายหลายร้อยผืน จะไปตั้งร้านขายจีวรหรืออย่างไร เมื่อมีโอกาสได้พบพระอานนท์ พระองค์จึงเรียนถามว่า


“พระคุณเจ้า ทราบว่าภรรยาของข้าพเจ้าถวายจีวรพระคุณเจ้า 500 ผืน พระคุณเจ้ารับไว้ทั้งหมดรึ”

“ขอถวายพระพร อาตมาภาพรับไว้ทั้งหมด”

“พระคุณเจ้ารับไว้ทำไมมากมายนัก”

“เพื่อแบ่งถวายภิกษุทั้งหลายผู้มีจีวรเก่าคร่ำคร่า”

“จะเอาจีวรเก่าคร่ำคร่าไปทำอะไร”

“เอาไปทำเพดาน”

“จะเอาผ้าเพดานเก่าไปทำอะไร”

“เอาไปทำผ้าปูที่นอน”

“จะเอาผ้าปูที่นอนเก่าไปทำอะไร”

“เอาไปทำผ้าปูพื้น”

“จะเอาผ้าปูพื้นเก่าไปทำอะไร”

“เอาไปทำผ้าเช็ดเท้า”

“จะเอาผ้าเช็ดเท้าเก่าไปทำอะไรเล่า”

“เอาไปทำผ้าเช็ดธุลี”

“จะเอาผ้าเช็ดธุลีเก่าไปทำอะไร”

“เอาไปโขลกขยำกับโคลนแล้วฉาบทาฝา”


พระเจ้าอุเทนทรงเลื่อมใสว่า สมณะศากยบุตรเป็นผู้ประหยัด ใช้ของไม่ให้เสียเปล่า จึงถวายจีวรแก่พระอานนท์อีก 500 ผืน


พระอานนท์นอกจากเป็นผู้กตัญญูต่อผู้ใหญ่แล้วยังสำนึกแม้ในอุปการะของ ผู้น้อยด้วย ศิษย์ของท่านเองที่กระทำดีต่อท่านเป็นพิเศษ ท่านก็อนุเคราะห์เป็นพิเศษ เช่น คราวหนึ่งท่านได้จีวรมาเป็นจำนวนร้อยๆ ผืน ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลถวาย ท่านระลึกถึงศิษย์รูปหนึ่งของท่านซึ่งทำอุปการะปฏิบัติต่อท่านดี มีการถวายน้ำล้างหน้า ไม้ชำระฟัน ปัดกวาดเสนาสนะ ที่อาศัย เวจจกุฎี เรือนไฟ นวดมือนวดเท้า เป็นต้น แปลว่าศิษย์ผู้นี้ปฏิบัติดีต่อท่านมากกว่าศิษย์อื่นๆ และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ท่านจึงมอบจีวรที่ได้มาทั้งหมดแด่ศิษย์รูปดังกล่าวนี้ เนื่องจากพระภิกษุรูปนี้เป็นพระดีจริงๆ จึงนำจีวรที่อุปัชฌายะมอบให้ไปแจกภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะเดียวกันจนหมดสิ้น ดูเหมือนจะเป็นความประสงค์ของพระอานนท์ที่จะให้เป็นเช่นนั้นด้วย


ภิกษุทั้งหลายได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลว่า “พระเจ้าข้า อคติหรือความเห็นแก่หน้ายังมีแก่พระโสดาบันหรือ” “มีเรื่องอะไรรึภิกษุ” เมื่อพระภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย การทำเพราะเห็นแก่หน้าคืออคติ หามีแต่อานนท์ไม่ แต่ที่อานนท์ทำเช่นนั้น ก็เพราะระลึกถึงอุปการะของศิษย์ผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อ เธออย่างที่สุด ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าอุปการะผู้อื่นแม้แต่น้อย อันบัณฑิตพึงระลึกถึงและหาทางตอบแทนในโอกาสอันควร”

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2551 21:08 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084409
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

เขมรส่ง กองพลเขมรแดงเก่า ขึ้นเขาพระวิหาร

Filed under: กัมพูชา, ข่าวการเมือง, ข่าวประชาสัมพันธ์, ข่าวรอบโลก, ข่าวสังคม, ข่าวเมืองไทย, ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation, ความขัดแย้ง, ความมั่นคง, ความรุนแรง, คอร์รัปชั่น, คำพิพากษา, คำสั่งศาล, คุณธรรม, จริยธรรม, ชุมนุมประท้วง, ตรวจสอบ, ธรรมาภิบาล, ประวัติศาสตร์ไทย, ปราสาทพระวิหาร, มรดกโลก, วัฒนธรรมขอมโบราณ, วิกฤติ, องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 16:31
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

เขมรส่งกองพลเขมรแดงเก่าขึ้นเขาพระวิหาร

คลิกที่ไอคอนด้านบนเพื่อ ชม และ ฟัง ในรูปแบบ MULTIMEDIA
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”

Reuters)

ภาพถ่ายวันที่ 16 ก.ค.2551 ทหารกัมพูชายืนเฝ้าระแวดระวังอยู่ใกล้ๆ ที่บริเวณวัดแห่งหนึ่งใกล้ปราสาทพระวิหาร ขณะที่เฝ้ารอผลการเจรจาให้ฝ่ายกัมพูชาปล่อยตัวสมาชิกกลุ่มธรรมายาตราจำนวน 3 คนที่ถูกจับตัสก่อนหน้านั้น (ภาพ: Reuters)


ผู้จัดการออนไลน์– กัมพูชาได้เคลื่อนกำลังทหารกองพลน้อยที่ 43 กับกำลังผสมกองพลน้อยที่ 795 เข้าประจำการบนเขาพระวิหาร ทำให้กำลังพลที่นั่นเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 600 เมื่อวันพฤหัสบดี (17 ก.ค.) นี้ ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายเพิ่มทวี


กำลังพลจำนวนไม่น้อยเป็นอดีตทหารฝ่ายกัมพูชาประชาธิปไตย (Democratic Kampuchea) หรือ “เขมรแดง” ที่เข้าร่วมกับกองทัพรัฐบาล หลังสงครามกลางเมืองสงบลง เป็นที่เข้าใจกันว่า ทหารเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ และ จำนวนไม่น้อย เคยประจำที่ ปราสาทพระวิหาร มานานนับสิบปี
Reuters)

กัมพูชาเสริมทหารเข้าเขตพิพาทด้านเขาพระวิหารเรื่อยๆ ตามรายงานที่อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับผู้บัญชาการ จำนวนทหารเมื่อวันพฤหัสบดีนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 600 คน ขณะที่ฝ่ายไทยมีอยู่อย่างน้อย 400 คน (ภาพ: Reuters)


เจ้าหน้าที่กัมพูชา กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ว่า การเสริมกำลังดังกล่าวก็เพื่อยันกับกองกำลังของฝ่ายไทยราว 400 คน ซึ่งขณะนี้ยังคง “อยู่ในดินแดนกัมพูชา”


“เราเสริมกำลังเพิ่มเข้าปราสาทพระวิหาร เมื่อวาน เพื่อหยุดยั้งทหารไทยไม่ให้ล้ำเข้ามาในเขตปราสาท” พ.อ.แกมอูน (Kem Oun) รองผู้บัญชาการกองพลน้อย 43 กล่าวกับผู้สื่อข่าวของนิตยสารข่าวรายปักษ์พนมเปญโพสต์ในวันพฤหัสบดีนี้


“ตอนนี้พวกเขาอยู่ในดินแดนของเรา อยู่ในวัดของเรา และละเมิดอธิปไตยของเรา แม้ในท่ามกลางการป้องปรามของทหารฝ่ายเราก็ตาม” นายทหารเขมรคนเดียวกัน กล่าว


“แต่ทหารเราได้รับคำสั่งให้อดทนและหลีกเลี่ยงการปะทะ นอกเสียจากพวกเขา (ไทย) จะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน” พ.อ.อูน กล่าว และยังเปิดเผยอีกว่า ผู้บัญชาการทหารของฝ่ายไทยได้นัดพบกับฝ่ายกัมพูชาในบ่ายวันเดียวกัน


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด กระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้ออกคำแถลงยืนยาว่าทหารไทยตั้งอยู่ในดินแดนของไทย


แต่ พ.อ.ฮิม จัน (Him Chan) รองผู้บังคับการกรมตำรวจชายแดนที่ 795 กล่าวกับพนมเปญโพสต์ ว่า ทหารไทยยังอยู่ในวัดที่สร้างอยู่ บนเนินลาด ห่างจากเขตปราสาทพระวิหารราว 200 เมตร ทหารไทยนอนกันที่นั่นในคืนวันพุธ นอนอยู่ใกล้ๆ กับทหารกัมพูชา “เพื่อแสดงความก้าวร้าวรุกราน และ ก่อปัญหา”

Cambodian soldiers are deployed in the Preah Vihaer temple compound, 245km (152 miles) north of Phnom Penh July 16, 2008. Thailand and Cambodia moved on Wednesday to ratchet down tensions on their border where hundreds of troops face each other over a disputed ancient temple. Senior Thai and Cambodian officials were trying to negotiate an end to the stand-off, triggered by Thai protests against the the listing of the 900-year-old Preah Vihear temple as a World Heritage site earlier this month, Thailand\'s Supreme Commander, Boonsrang Niumpradit, told Reuters.  REUTERS/Chor Sokunthea (CAMBODIA)

Cambodian soldiers are deployed in the Preah Vihaer temple compound, 245km (152 miles) north of Phnom Penh July 16, 2008. Thailand and Cambodia moved on Wednesday to ratchet down tensions on their border where hundreds of troops face each other over a disputed ancient temple. Senior Thai and Cambodian officials were trying to negotiate an end to the stand-off, triggered by Thai protests against the the listing of the 900-year-old Preah Vihear temple as a World Heritage site earlier this month, Thailand's Supreme Commander, Boonsrang Niumpradit, told Reuters. REUTERS/Chor Sokunthea (CAMBODIA)



“เราได้พยายามผลักดันให้พวกเขาออกไปจากที่นั่น แต่พวกเขาไม่ยอมไป.. ที่นั่นเป็นดินแดนกัมพูชา” พ.อ.จัน กล่าว


ฝ่ายกัมพูชาได้ยอมรับหลักการที่จะเปิดการเจรจากับไทยในวันจันทร์ (21 ก.ค.) นี้ ในความพยายามหาทางเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหาร แต่ทหารกัมพูชาที่ประจำการบนปราสาทพระวิหารกล่าวว่า สถานการณ์ได้เลวร้ายลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


สรุน เมา (Srun Mao) อดีตทหารเขมรแดงที่ประจำการร่วมอยู่ในกองพลน้อย 795 เอามือแตะๆ ที่ปืนกลกึ่งอัตโนมัติ AK-47 และบอกกับนักข่าวว่า ไม่ได้ใช้มันมาสัก 10 ปีแล้ว จนกระทั่งสนิมเริ่มจับ


“แต่ผมพร้อมแล้วและอยากจะใช้มันเร็วๆ” อดีตทหารเขมรแดง กล่าว


หลังจาก นายพลตาม็อค (Ta Mok) ผู้บัญชาการทหารคนสุดท้ายของกองกำลังฝ่ายเขมรแดง ถูกฝ่ายรัฐบาลจับกุมที่เมืองอันลองแวง (Anlong Veng) ใกล้กับชายแดนไทยในปี 2546 กองกำลังหลายร้อยคนได้เข้าร่วมกับกองทัพรัฐบาลกัมพูชา และส่วนใหญ่ยังคงประจำ ในพื้นที่ชายแดน ติดกับไทย


ผู้สื่อข่าวของพนมเปญโพสต์ กล่าวว่า เมื่อวันพฤหัสบดีนี้ ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ขายได้พากันอพยพ ออกจากพื้นที่ในขณะที่ทหารกัมพูชา กับ ทหารไทย กำลังเผชิญหน้ากันเป็นวันที่สาม


ผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า สองฝ่ายยังคงเสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่เรื่อยๆ “ชาวบ้านพากันอพยพออกจาก พื้นที่เพราะพวกเขากลัว” นายแก้ว วรรณนาค (Keo Vannak) ราษฎรที่เมืองสะเอม (Sa Em) เมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้เขาพระวิหารมากที่สุด กล่าวกับพนมเปญโพสต ในวันพฤหัสบดี เช่นเดียวกัน


ราษฎรได้อพยพออกจากเขตเขาพระวิหารเข้าสู่เมืองแห่งนี้ โดยรถบรรทุกที่เต็มไปด้วยสัมภาระ


“ผมเกรงว่าจะมีการปะทะ ซึ่งจะทำลายข้าวของของผมทุกสิ่งทุกอย่าง” นายวรรณนาค กล่าวขณะยืนอยู่ข้างๆ รถปิกอัพที่เต็มไปด้วย สิ่งของเครื่องใช้ ในครัวเรือน


นายศรีลาภ (Srey Leap) ซึ่งทำงานอยู่ที่ปราสาทพระวิหาร กล่าวว่า กำลังจะกลับบ้านที่ จ.เสียมราฐ.. “ผมอยู่ที่นั่นไม่ได้จนกว่า จะมีความมั่นคง ปลอดภัย และ ความขัดแย้ง ยุติลง”


ฝ่ายกัมพูชา กล่าวหาว่า ทหารไทยได้ล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชา ตั้งแต่วันที่มีการจับกุมชาวไทยจำนวน 3 คน ฐาน “เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย”


กัมพูชา กล่าวหาว่า ปัจจุบันทหารไทยราว 400 คน ยังคงอยู่ในดินแดนกัมพูชาขณะที่ไทยกล่าวว่าทหารไทยตั้งอยู่ในดินแดนไทย และกำลังทำการเก็บกู้กับระเบิด พนมเปญโพสต์กล่าว


วันพุธที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายผดุงความสงบ ขณะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่กล่าวว่าอาจจะมีการเสริมกำลังเข้าพื้นที่อีก นิตยสารข่าวฉบับเดียวกันกล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2551 16:31 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000084275
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ผบ. ทบ. ยัน กองทัพไม่เคยเปิดเจรจากลุ่มใต้ดิน ลั่น! รับไม่ได้ที่ออกมาแถลงการณ์

“อนุพงษ์” ลั่น! กองทัพ
ไม่เคยเจรจายอมรับ “กลุ่มใต้ดิน” โผล่ช่อง 5

พล.�.�นุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.


ผบ. ทบ.ยัน กองทัพไม่เคยเปิดเจรจากลุ่มใต้ดิน ลั่น!รับไม่ได้ที่ออกมาแถลงการณ์ ชี้เป็นผู้กระทำความผิดต้องดำเนินการตามกม. ย้ำไม่มีผล และไม่ถือเป็นการกระทำของทางราชการ พร้อมเผยชื่อคนแถลง “มาร์ดี เพ็งคาน” หน.กลุ่มอิสลามลังกาสุกะ เคยเคลื่อนไหวใน พท.ปี 27-30 แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มอื่นๆ จนต้องยุติการเคลื่อนไหว ตั้งแต่ปี 30 เผยนายกฯทราบเรื่องแล้ว


วันนี้ (17 ก.ค.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการกองทัพบก (ผบ.ทบ.) ยืนยันว่า กองทัพไม่เคยเปิดการเจรจา กับกลุ่มที่ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะถือว่ากลุ่มคนดังกล่าว เป็นกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งตามกฎหมายเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถเข้าไปเปิดการเจรจาได้ อีกทั้งยังต้องนำบุคคลเหล่านี้ มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามกฎหมาย


นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ยังยืนยันว่า กองทัพไม่อาจรับได้กับการออกมาแถลงการณ์ยุติการก่อความไม่สงบของกลุ่มบุคคล ที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย ที่มีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 5 และถือว่าการดำเนินการดังกล่าวที่ผ่าน พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร นั้น


ไม่ได้ถือว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทางราชการ และจะไม่มีผลต่อทางราชการแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อสอบถามไปทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 นั้น ได้รับทราบว่า ในตอนแรก พล.อ.เชษฐา ต้องการขอเข้ามาพูดคุย เรื่องปัญหาความไม่สงบเท่านั้น ไม่ได้เปิดเผยว่า จะมีการเผยแพร่เทป การออกแถลงการณ์ ของกลุ่มดังกล่าว แต่อย่างใด


ผบ.ทบ.กล่าวต่อว่า ส่วนบุคคลที่ออกมาแถลงการณ์ดังกล่าวนั้น ในเบื้องต้นจากการตรวจสอบ พบว่า คือ นายมาร์ดี เพ็งคาน หัวหน้ากลุ่ม อิสลามลังกาสุกะ ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ระหว่างปี 2527-2530


แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มอื่นๆ จนต้องยุติการเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2530 ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนั้น ขณะนี้ตนเองได้เรียนให้นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบแล้ว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2551 19:19 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084375
พิมพ์ ข่าวนี้
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ส่อเค้าพิลึก แถลงยุติก่อเหตุรุนแรงในชายแดนใต้ สายตรงกระเหี้ยนกระหือรือ รายงาน “หมัก”

ทะแม่ง! โจรใต้หยุดยิง “เชษฐา” โม้คนเดียว
ผบ.ทบ.-แม่ทัพ 4 ใบ้กิน

พล.�.เชษฐา ฐานะจาโร �ดีต รมว.กลาโหม และ �ดีต ผบ.ทบ.

พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต รมว.กลาโหม และ อดีต ผบ.ทบ.


โจรใต้ แถลงยุติก่อเหตุรุนแรงในชายแดนใต้ฝ่ายเดียว ส่อเค้าพิลึกกึกกือ มี “เชษฐา” นายทหารนอกราชการคุยโม้อยู่คนเดียว และสายตรงกระเหี้ยนกระหือรือ รายงาน “หมัก” ทันที


ขณะที่ ผบ.ทบ. ผบ.สส. รวมทั้งแม่ทัพภาค 4 ต่าง ใบ้กิน ไม่รู้เรื่องและ ปิดปากเงียบ


วันนี้ (17 ก.ค.) พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต รมว.กลาโหม และอดีต ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ว่า จากคำแถลงการณ์ของ “กลุ่มรวมใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย” ที่ยุติก่อความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.เป็นต้นไป น่าจะรู้ได้ว่าเขาต้องการอย่างไร


สรุปว่าเขามีเจตนารมณ์โดยแท้จริง ที่อยากจะยุติการปฏิบัติการ และอยากจะเห็น ความสงบสุขเกิดขึ้นในจังหวัดภาคใต้ ทั้งนี้ ยังกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือว่าเขามีพระเจ้าอยู่หัวองค์เดียวกับพวกเรา


ซึ่งคิดว่าเมื่อเป็นเจตนารมณ์เขา เราก็ควรตอบรับด้วยความยินดีอย่างยิ่ง และขอให้ควบคุมการบังคับบัญชากันให้ดี จริงๆ แล้วเราจะรอผลการพิสูจน์จากนี้เป็นต้นไปตามที่ได้ประกาศ เรามีทีมงานทำมาตลอด แต่เข้มข้นประมาณปีเศษ


เมื่อถามว่า เป็นตังวจริงหรือไม่ พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า เป็นตัวจริงเขายืนยัน และเรามีตัวกลางเชื่อถือได้ ยืนยันกันหนักแน่น ซึ่งเรามีความมั่นใจในตรงนั้น เพราะเขาคงจะเบื่อเต็มทีแล้วจะไม่อยากเห็นการสูญเสียเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเขายืนยันว่าเขาเป็นหัวหน้าต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย ส่วนคนที่ออกมาแถลงเป็นหัวหน้ากลุ่มรวมทุกกลุ่มใน 11 กลุ่ม แต่ชื่ออะไรขอปิดไว้ก่อน


เมื่อถามว่า รวมถึงกลุ่มบีอาร์เอ็น พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า เขาอยู่ตรงไหนไม่รู้ แต่เป็นตัวแทน กลุ่มทั้งหมดที่เรียกว่ากลุ่มใต้ดินรวม ที่ปฏิบัติการในพื้นที่ ภาคใต้ เมื่อถามว่า ไม่คิดว่าเขาหลอก พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า มาถึงขั้นนี้แล้วจะหลอกหรือไม่ คิดว่าได้ทำเต็มที่ที่สุด ได้แค่นี้ตนขอรับผิดชอบคนเดียว ถ้าหน้าแตกขอหน้าแตกคนเดียว

พล.�.เชษฐา ฐานะจาโร �ดีต รมว.กลาโหม และ �ดีต ผบ.ทบ.

พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต รมว.กลาโหม และ อดีต ผบ.ทบ.


เมื่อถามว่า ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเป็นช่วงนี้ พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับจังหวะและเขาต้องการแสดงเจตนารมณ์ช่วงนี้ ซึ่งการกระทำดังกล่าว ทำในนามส่วนตัว ที่อยู่ในฐานะกึ่งข้าราชการและมีความรับ ผิดชอบมาก่อน ซึ่งพยายามทำมาตลอด แต่ไม่สำเร็จรู้สึกเสียหน้า อายและเสียใจที่แก้ไขไม่ได้ ซึ่งขั้นตอนจากนี้ไป ขอยืนยันตอบรับความปรารถนาดี ของหัวหน้ากลุ่มรวมใต้ดินฯ และจะนำเรื่องนี้ไปถึงนายกรัฐมนตรี โดยผ่าน ผบ.ทบ.ในฐานะเป็นรอง ผอ.รมน.ซึ่งเป็นเรื่องลับ จึงไม่มีการแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ การพูดคุยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งจากแถลงการณ์ไม่มีเลย


เมื่อถามว่า เหตุใดไม่ทำในนามรัฐบาล พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า ทำในนามรัฐบาลติดต่อไม่ได้ เราต้องติดต่อผ่านตัวกลางอีกหลายช่วง เมื่อถามว่า มาเลเซียมีส่วนร่วมหรือไม่ พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า มี ยืนยันว่ามีหมดรวมทั้งประเทศที่เป็นกลาง ไม่ว่าจะสหภาพยุโรป แต่ไม่ถึงตะวันออกกลาง แต่มีเกี่ยวข้องนิดหน่อย เราติดต่อไปหลายที่หลายจุด


เมื่อถามว่า การดำเนินการรายงานในกองทัพบกทราบหรือไม่ พล.อ.เชษฐา กล่าว่า รู้กันอยู่ในที แต่ตนต้องออกมารับผิดชอบ เพราะหากทำอะไรแล้วไม่ดีและเสียหาย ทางราชการจะเสียหายได้ ทั้งนี้ การดำเนินการครั้งนี้ไม่มีการช่วยเหลือจากกองทัพบก ซึ่งคนที่จะช่วยมีแต่ไม่อยากให้ผู้ดำรงตำแหน่งต้องมาเดือดร้อนด้วย


เมื่อถามว่า ต้องใช้เวลาพิสูจน์นานเพียงใด พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า จากนี้ไป 30 วัน ถ้าหยุดยิง หยุดการปฏิบัติการทั้งหมด หากมีการก่อเหตุก็จะย้ำไป และต่อว่า ดูว่าสามารถควบคุมได้จริงหรือไม่ คิดว่าดีที่สุดแล้ว แต่จะบอกร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วยืนยันไม่ได้ แต่กล้ารับผิดชอบตัวเองก็กลัวถูกหลอก แต่คิดว่าดีที่สุดที่เขาแสดงความปรารถนาออกมา ซึ่งจะให้บอกตัวจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ตนก็ไม่ยืนยัน


เมื่อถามว่า ไม่รอ 30 วันก่อนแล้วมาแถลง พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า ที่เขาประกาศไปต้องบอกลูกน้องผ่านทางทีวี ตนเป็นห่วงว่าเขาสามารถติดต่อลูกน้องได้มากแค่ไหน ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ถือว่าแปลก เพราะการติดต่อเครื่องมือเขาไม่ทันสมัย แต่เมื่อออกทางทีวีเป็นภาษามาเลเซียส่วนหนึ่งก็เข้าถึงคนที่อยู่ในมาเลย์ และภาษาไทย ซึ่งการออกที่วีอยากให้ทั่วถึง ยืนยันว่าการกระทำไม่ใช่การยกระดับ เพราะการกระทำไม่เกี่ยวกับราชการ ตนไม่มีระดับจึงไม่มีปัญหา การกระทำคงไม่ได้ยกระดับไปสู่โอไอซี


พล.อ.เชษฐา กล่าวอีกว่า ทางโอไอซีนั้นไม่เกี่ยวกัน แค่กลุ่มที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ที่มีเจตนารมณ์อย่างแท้จริง ส่วนผลจะออกมาอย่างไรต้องดูกันต่อไป ซึ่งกลุ่มดังกล่าวเข้าออกนอกประเทศเป็นธรรมดา คนที่เป็นผู้นำพูดภาษาไทยไม่ได้ ทั้งนี้ หาก 30 วันไม่มีเหตุการณ์ก็สามารถควบคุมเหตุการณ์อย่างที่ประกาศไว้ได้ ส่วนจะมีการแถลงการณ์ร่วมกันหรือไม่นั้น ต้องดำเนินการไปตามทีละขั้นตอน หากเจตนารมณ์เขาจริง การทำงานก็ง่าย แต่การดำเนินการไม่มีนัยและไม่ง่ายเกินไป ตนทำงานมาติดต่อเขาตลอดทั้งผ่านตัวกลางและใต้ดิน ซึ่งตัวกลางคือทุกประเทศที่เข้ามาเกี่ยวข้อง สหภาพยุโรปและอเมริกาก็สนใจหากมีความสงบ และอยากเห็นความสงบเหมือนไทย


พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า ปัญหาภาคใต้เริ่มดีขึ้น เทียบสมัยก่อนอาจยิ่งกว่านี้ แต่เห็นเจตนาดีของรัฐบาลที่ไม่ต้องการเห็นคนใดคนหนึ่งไปทำสิ่งไม่ถูกต้อง เมื่อคิดอย่างนี้คิดว่าเขาสามารถกลับใจได้ ส่วนผู้ที่มีคดีอาญาต้องว่ากันทีหลัง ตนไม่เกี่ยวเป็นหน้าที่รัฐบาล ส่วนคดีอีกเรื่องว่าจะทำอย่างไร เขามีเจตนาดีตนจึงรับไว้ การกระทำไม่มีการต่อรองอะไร แต่หากยังเกิดเหตุรุนแรงใน 30 วัน ตนต้องกดดันว่ามีเหตุผลอะไร ซึ่งแถลงการณ์เขายืนยันว่าหากเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐสามารถดำเนินการ ได้เลย ทั้งนี้ ตนตัดสินใจมานานที่จะออกมแถลงข่าว เพราะไม่แน่ใจว่าจะเป็นตัวจริงร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่


เมื่อถามว่า คนที่มาแถลงเป็นมือหนึ่งของกลุ่มขบวนการหรือไม่ พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า เป็นเบอร์หนึ่งของกลุ่มที่มารวมกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่สามารถเรียกเขาว่าหัว หน้าได้ การแถลงเป็นความคิดที่เขาต้องการให้ลูกน้องรู้ เป็นความต้องการของเขา เมื่อถามว่า เหตุการณ์มีมานานแต่วันนี้จบลงง่ายเกินไปหรือไม่ พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า ความจริงไม่ง่าย เราคงไม่รู้ว่าทำกันมาอย่างไร ซึ่งจากวันนี้จะดูสถานการณ์ภาคใต้ไปเรื่อยๆ


เมื่อถามว่า หัวหน้าขบวนการอยู่ในความดูแลของใคร พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า เขาปลอดภัยและอยู่ในที่ปลอดภัย เราไม่อยู่ว่าเขาอยู่ที่ไหน เมื่อถามว่า เหตุใด สะแปอิง บาซอ ไม่เป็นหัวหน้า พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า ของอย่างนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ ทั้งหมดรวมอยู่ในนี้แล้ว เขาเป็นหัวหน้ากลุ่ม เขาประกาศตัวเขาเอง และคนที่พูดภาษาไทยเป็นผู้นำทางทหาร หากเป็นหัวหน้าจริงเขาต้องสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ คงต้องให้เวลาสักระยะ


เมื่อถามว่า หากเกิดเหตุใน 30 วันนี้ ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า จะให้ทำอย่างไร เมื่อไม่ใช่ เราบอกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว แต่ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย หากหลอกก็คงไม่หลอกตนคนเดียว


ด้าน พล.ท.กิตติทัศน์ บำเหน็จพันธุ์ เจ้ากรมทหารสื่อสาร และในฐานะผู้อำนวย ททบ.5 กล่าวว่า การที่ พล.อ.เชษฐา มาใช้สถานีโทรทัศน์ ททบ.5 ในการแถลงและเผยแพร่ภาพการแถลงยุติก่อเหตุในพื้นที่ภาคใต้ เพราะท่านติดต่อมาที่ ททบ.5 และการอนุญาตให้ใช้ ททบ.5 เพราะตนทำหน้าที่ของสื่อที่เสนอข้อมูลข่าวสาร ซึ่งหากเป็นเรื่องดีก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ อย่างไรก็ดี ได้สอบถามไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ท่านก็บอกว่าอย่าไปยุ่ง แต่ถ้าเขาจะใช้ ททบ.5 ก็ปล่อยเขาไป เพราะเราทำหน้าที่ของสถานีสื่อโทรทัศน์ช่องหนึ่ง


ขณะที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องรอดูผลว่าเป็นอย่างไร และเขาจะหยุดจริงหรือไม่ จากนั้นค่อยว่ากันอีกครั้ง ซึ่งการรอดูผลเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งนี้ ตนไม่มีรายละเอียดอะไรมากมายเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกองอำนวยการรักษา ความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และกองทัพบก ต้องถาม ผบ.ทบ. ส่วนที่หลายคนมองว่าเป็นการจัดฉากหรือไม่นั้น อย่าไปคิดอย่างนั้น เพราะถ้าการก่อเหตุหยุดจริงก็ถือเป็นเรื่องที่ดี


พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เป็นเรื่องทางยุทธศาสตร์ที่ต้องคุยกับทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงกลาโหมยังไม่ได้ตรวจสอบอะไร เพราะ พล.อ.เชษฐาเพิ่งแถลง แต่ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ที่พยายามช่วยเหลือ ทั้งนี้ คาดว่า 1-2 คงจะมีรีแอ็กชันจากกระทรวงกลาโหม ส่วนวิธีการดูง่ายๆ คือ ดูเหตุการณ์ต่อไปว่าจะเกิดเหตุหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันสื่อมวลชนพยามโทรศัพท์ติดต่อไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่ พล.อ.เชษฐา นำเทปที่ผู้ก่อการร้ายประกาศว่าจะยุติก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ได้รับสายแต่อย่างใด แม้ว่าสื่อมวลชนหลายแขนงจะพยายามติดต่อไปหลายครั้งก็ตาม รวมไปถึง พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ไม่ได้รับสายสื่อมวลชนที่พยายามโทร.ติดต่อเช่นกัน


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวไม่ทราบเรื่องมาก่อน แต่อาจมีคณะรัฐมนตรีบางคนทราบเรื่อง เชื่อว่าคงเป็นการทำงานในทางลับ และ พล.อ.เชษฐา อาจได้รับมอบหมายไปช่วยเป็นกรณีพิเศษ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวต้องสอบถาม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก


ด้านนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า การออกมาแถลงเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี ถ้าหยุดก่อความไม่สงบได้จริง ก็จะทำให้พื้นที่ภาคใต้ดีขึ้น ส่วนจะจริงไม่จริง พิสูจน์ไม่ยาก 2-3 วัน ก็เห็นผลว่าจะมีการยิงกันอีกหรือไม่


เมื่อถามว่าบทบาทของ พล.อ.เชษฐา ในเรื่องนี้เกี่ยวกับนัยทางการเมืองหรือการปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ นายสมพงษ์ กล่าวว่า พรรครวมใจไทยชาติพัฒนามีโควต้าอยู่แล้ว ส่วนจะมีโควต้าพิเศษอีกหรือไม่ เป็นเอกสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณา


ทั้งนี้ สำหรับงานของกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ก็เดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะงานยุติธรรมชุมชน และคุ้มครองสิทธิฯ เป็นเรื่องการพัฒนา ช่วยเหลือ ไม่ใช่งานปราบปราม

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2551 16:55 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084287
พิมพ์ ข่าวนี้
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“กลุ่มใต้ดินภาคใต้” ประกาศหยุดยิง ผ่านทีวีทหารช่อง 5

ช่อง 5 แพร่ภาพ “กลุ่มใต้ดินภาคใต้” ประกาศหยุดยิง

ช่�ง 5 แพร่ภาพ “กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ”

ช่อง 5 แพร่ภาพ “กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ”


ช่อง 5 แพร่ภาพ “กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ” ประกาศหยุดก่อเหตุความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนของไทย “เชษฐา” โอ่เป็นผลงานเจรจา ยันไร้เงื่อนไข


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ ประกาศยุติการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


เมื่อเวลา 12.00 น.ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ได้แพร่ภาพการประกาศยุติการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยหัวหน้าขบวนการที่เรียกว่า กลุ่มใต้รวมภาคใต้ของประเทศไทย โดยประกาศเป็นภาษยาวี ก่อนที่จะแปลเป็นไทย เนื้อหาสรุปได้ว่า ทางกลุ่มได้ยุติการก่อความรุนแรงทุกชนิดในภาคใต้ของไทย ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2551 เวลา 12.00 น.


หน่วยต่อสู้ทุกกลุ่มของเรา ทั้งฝ่ายทหาร และฝ่ายการเมือง จะสนับสนุนการเกิดสันติภาพในภาคใต้ของประเทศไทย นับจากนี้เป็นต้นไป เนื่องจากปัญหาการขัดแย้งนี้เริ่มขึ้นในปี ค.ค.1909 หรือ พ.ศ. 2452 ซึ่งใกล้จะครบ 100 ปีแล้ว เพราะฉะนั้น พวกเราจึงตัดสินใจที่จะหยุดข้อพิพาทนี้ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราหวังว่า จะนำความสุขกลับคืนมาสู่ประเทศไทย เพื่อให้ประชาชาชนได้มีความกินดีอยู่ดี


พวกเราขอให้หน่วยทหารทุกหน่วย ทุกกองของเรา ตลอดจนหน่วยทางการเมืองยึดมั่นในคำสั่งการประกาศหยุดยิง นั้นหมายถึงให้มีการหยุดและเพิกถอนคำสั่งในการปฏิบัติการต่างๆ ทุกชนิด การปะทะกันทางอาวุธ และการก่อความไม่สงบอื่นๆ ในทันที


ข้าพเจ้าในฐานะโฆษกและผู้นำของกลุ่มใต้ดินรวมขอให้ทุกหน่วยหยุด ปฏิบัติการก่อความไม่สง ต่างๆ โดยทันทีและโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยต่อสู้ที่ยังไม่ได้รับทราบคำสั่งนี้มา ก่อน จากการประกาศแถลงการณ์ถึงการตัดสินใจของพวกเราในวันนี้ หากบุคคลหรือกลุ่มใดก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มใต้ดินรวมของเราได้กระทำ การใดๆ ขัดขืนต่อคำสั่ง ประกาศการหยุดยิงของเรา ไม่ว่าจะเป็นการก่อความไม่สงบต่างๆ การลักพาตัว หรือการปะทะต่อสู้ต่างๆ พวกเราถือว่าพวกนี้เป็นพวกอาชญากรที่จะถูกตามจับและหากจำเป็นก็จะถูกกำจัด


พวกเราพร้อมยินดีที่จะอยู่ใต้ร่มพระยุคลบาทของพระเจ้าอยู่หัวและสนับ สนุนความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยภายใต้กฎของรัฐบาลไทย พวกเราต้องการเข้าสู่สถานการณ์ที่สงบสุขและมีสันติภาพ


พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รัก เราควรตระหนักถึงการหยุดยิงนี้ว่าเป็นการประทานพรจากพระเจ้าสำหรับประชาชน ทางภาคใต้และประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ เพื่อที่แสดงออกถึงความกตัญญูและความผูกพันที่มีต่อประเทศที่เรารัก ผู้นำทางศาสนา และผู้นำทางด้านการเมืองของเราในทุกระดับ จะจัดการชุมนุมและการเฉลิมฉลอง เพื่อให้พี่น้องเห็นถึงผลดีของการหยุดยิงนี้


พวกเราสนับสนุนให้ประชาชนทุกศาสนาในภาคใต้ โดยเฉพาะชาวพุทธและชาวมุสลิมได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข พวกเราปรารถนา ให้ประเทศเพื่อนบ้านได้เข้ามาร่วมในการให้คำปรึกษาการแก้ไขปัญหาการขัดแย้ง นี้ด้วย


พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รัก ความต้องการสูงสุดของข้าพเจ้าและกลุ่มคือการยุติการนองเลือดและการสูญเสีย ชีวิตของประชาชนในภาคใต้ของประเทศไทยตลอดไป เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข


ข้าพเจ้าของย้ำให้ประชาชนชาวไทยทราบอีกครั้งว่า หน่วยกำลังของกลุ่มใต้ดินทุกหน่วยจะหยุดปฏิบัติการ ก่อความไม่สงบทุกชนิดนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รัก พวกเราทุกคนมีพระเจ้าองค์เดียวที่พวกเราต่างเชื่อถือ และพวกเราทุกคนต่างรักและเคารพต่อพระเจ้าอยู่หัวองค์เดียวกัน ขอให้พระเจ้าคุ้มครองพระเจ้าอยู่หัวของเรา และประชาชนของเรา พวกเราปรารถนาให้มีความสงบสุขและสันติภาพ เกิดขึ้นนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และตลอดไป” คำแถลงระบุ


ทั้งนี้ การประกาศหยุดยิงดังกล่าว พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อ้างว่า เป็นผลงานจากการติดต่อของตน โดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งกลุ่มใต้ดินรวมฯ ดังกล่าวมีตัวแทนมาจากกลุ่มพูโล และอาร์เคเค ประกาศหยุดยิงดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งในเรื่องการแบ่งแยกดินแดน หรือการตั้งเขตปกครองตนเอง

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2551 12:25 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084176
พิมพ์ ข่าวนี้
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

แถลงยุติความรุนแรงชายแดนใต้ สงสัยเป็นตัวจริงที่มีอำนาจสั่งการหรือไม่

ส.ส.ใต้ ปชป.มึน! ชาวบ้านไม่รู้จัก
แกนนำ โผล่จอทีวีแถลงยุติศึกไฟใต้

ผู้นำ\"กลุ่มใต้ดินในภาคใต้ข�งประเทศไทย\"แถลงประกาศหยุดยิงทางช่�ง 11 เมื่� 12.00 น. วันนี้

ผู้นำกลุ่มใต้ดินในภาคใต้ของประเทศไทย แถลงประกาศหยุดยิงทางช่อง 11 เมื่อ 12.00 น. วันนี้


ส. ส.นราฯ ปชป.เผยชาวบ้านไม่รู้จักแกนนำ ที่แถลงยุติความรุนแรงชายแดนใต้ สงสัยเป็นตัวจริงที่มีอำนาจสั่งการหรือไม่ หากเป็นเรื่องจริง ถือว่ารัฐบาลเสียหน้า “เชษฐา” เป็นแค่ ส.ส.เท่านั้น หวั่นมีเงื่อนไขสัญญาแอบแฝงโดยที่ รบ.ไม่รู้ จี้ “หมัก” ประกาศด้วยตัวเอง


วันนี้ (17 ก.ค.) นายเจ๊ะอามิง โต๊ะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ประกาศ ยุติความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่วันนี้ว่า ขณะนี้ตนอยู่ในพื้นที่ และฟังคำแถลงดังกล่าวพร้อมกับชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านที่ได้ยินต่างมึนและช็อกว่า คนที่ออกมาปรากฏตัวทั้ง 3 คนเป็นใคร เป็นตัวจริงที่เป็นแกนนำมีอำนาจสั่งการหรือไม่ เพราะไม่มีใครรู้จักบุคคลเหล่านั้น และการใช้ภาษาก็เป็นภาษามลายูกลางที่เป็นภาษาของมาเลเซีย


ทั้งนี้ ประชาชนในภาคใต้ยังสงสัยว่า พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจชาติพัฒนา ดำเนินการเรื่องนี้ในฐานะอะไร รัฐบาลรับทราบหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากบุคคลทั้ง 3 คน เป็นหัวหน้าจริงในระดับสั่งการ ไม่เป็นการหลอกลวง ก็เชื่อว่า สถานการณ์คงคลี่คลายได้ ทางตนก็ต้องขอชื่นชม พล.อ.เชษฐา เพราะถือเป็นพื้นฐานที่ดี เนื่องจากประชาชนต้องการความสงบ


“ถ้าเป็นจริงก็ต้องชื่นชม แต่เรื่องนี้รัฐบาลต้องเข้าไปดูแล เพราะไม่รู้ว่าท่านเชษฐาทำในฐานะอะไร ถ้าพูดทางการเมืองต้องถือว่ารัฐบาลเสียหน้า เพราะ พล.อ.เชษฐา เป็นคนนอก เป็นเพียงส.ส.คนหนึ่ง หากไปทำสัญญาอะไรแล้วรัฐบาลไม่รับรู้ ถ้ามีการทวงสัญญาก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะจะยิ่งเป็นเงื่อนไข และอาจเป็นการยกระดับกลุ่มผู้ก่อการ ดังนั้น เรื่องนี้ท่านนายกฯควรต้องเป็นผู้ประกาศด้วยตัวเอง เพื่อความชัดเจน และชาวบ้านจะได้ไม่สับสน” นายเจ๊ะอามิง กล่าว


นายเจ๊ะอามิง กล่าวต่อว่า จะรอดูสถานการณ์ใน 2-3 วันนี้ ก่อนว่า หลังจากการประกาศออกมาแล้ว สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นอย่างไร ปัญหาจะยุติ หรือเบาบางลงหรือไม่


เพราะตามคำแถลงได้ระบุในทำนองว่า ถ้ามีการก่อการก็ไม่ใช่กลุ่มที่มาแถลง เป็นการตอบแบบไม่มั่นใจ และทำให้มีคำถามตามมาว่า ถ้าไม่ใช่กลุ่มนี้แล้วจะเป็นใคร

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2551 15:54 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084251
พิมพ์ ข่าวนี้
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“กองกำลังสุรนารี” 2 กองร้อยตั้งฐานปฏิบัติการชั่วคราวบน “เขาพระวิหาร”

Filed under: กัมพูชา, ข่าวการเมือง, ข่าวประชาสัมพันธ์, ข่าวสังคม, ข่าวเมืองไทย, ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation, ความขัดแย้ง, ความมั่นคง, คอร์รัปชั่น, คำพิพากษา, คำสั่งศาล, คุณธรรม, จริยธรรม, ชุมนุมประท้วง, ตรวจสอบ, ธรรมาภิบาล, ประวัติศาสตร์ไทย, ปราสาทพระวิหาร, มรดกโลก, วัฒนธรรมขอมโบราณ, วิกฤติ, องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 08:36
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

“ทหารไทย” องอาจ! บุก “พระวิหาร”
ตั้งฐานทัพบีบ “เขมร” เปิดเจรจา


“กองกำลังสุรนารี” เยี่ยมยุทธ์ ส่งทหาร 2 กองร้อยตั้งฐานปฏิบัติการชั่วคราวบน “เขาพระวิหาร” หวังบีบ “ทางการกัมพูชา” ให้เปิดเจรจารื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง ย้ำชัด “เขมร” ไม่มีสิทธิจับกุม “เจ้าหน้าที่ไทย” เหตุเพราะการเหยียบ “พื้นที่ทับซ้อน” ไม่ถือว่าเป็นการรุกล้ำ อธิปไตยของใคร
AFP)

ภาพถ่ายวันที่ 15 ก.ค. ทหารกัมพูชาที่ประจำการบนปราสาทพระวิหาร ก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รัฐมนตรีกัมพูชากล่าวว่าทหารไทยนับร้อยคนได้ข้ามเข้าไปในเขตแดนกัมพูชาและ ถูกกักตัวเอาไว้เพื่อเจรจา (ภาพ: AFP)



วานนี้ (16 ก.ค.) รายงานข่าวแจ้งความคืบหน้ากรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้ปล่อยคนไทยทั้ง 3 คนกลับมาแล้วอย่างปลอดภัย ภายหลังจากที่ นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผบ.กกล.สุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ ไปเจรจา กับทางกัมพูชา เพื่อให้ปล่อยตัวคนไทยทั้ง 3 คน โดย


นายเสนีย์ ออกมายืนยันภายหลังว่า คนไทยทั้ง 3 คนได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และทางการกัมพูชาไม่ได้ดำเนินคดีแต่อย่างใด


ทั้งนี้ ตลอดทั้งวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา คนไทยทั้ง 3 คน รวมทั้ง พล.ต.กนก และ พระวิจิตร ที่ถูกเชิญเข้าไปร่วมเจรจา กับ ฝ่ายกัมพูชาในภายหลัง ยังคงอยู่ภายในวัดกัมพูชา บริเวณปราสาทโคปุระชั้นที่ 1 ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ทิศตะวันตกของ ตัวปราสาท


อย่างไรก็ตาม ในการเข้าไปเจรจาของเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ได้มีทหารจาก กองกำลังสุรนารีจำนวนร้อยกว่านาย เข้าไปในบริเวณ พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรด้วย จนถึงวันที่ 16 ก.ค. กองกำลังดังกล่าว ก็ยังไม่เดินทางกลับมา


ด้าน สำนักข่าวเอเอฟพี ในกรุงพนมเปญ ได้อ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลกัมพูชาว่า ไม่พอใจที่ทหารนับร้อยคนของฝั่งไทยเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อน พร้อมระบุว่า การที่ทหารไทยลุกล้ำเขตแดน เข้ามาครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่กัมพูชาได้ควบคุมตัวทหารไทยเอาไว้หมดแล้ว


ขณะที่ แหล่งข่าวจากกองทัพบก เปิดเผยว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าวของกองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี ซึ่งส่งกำลังทหารจำนวน 2 กองร้อย จำนวนประมาณ 140 นาย เข้าไปในพื้นที่ทับซ้อนนั้น ไม่ได้เป็นการรุกล้ำอธิปไตยของกัมพูชา และ ทางการกัมพูชาไม่มีสิทธิ์ ที่จะ จับกุม เจ้าหน้าที่ไทย


ฉะนั้น ข่าวที่รัฐบาลกัมพูชานำเสนอในขณะนี้ ถือเป็นการหวังผลทางด้านจิตวิทยามากกว่า เพราะมาตรการ ที่เราไม่ถอนกำลังทหารกลับ ก็เพื่อเป็นการกดดัน ให้เปิดเจรจา และให้ถอนสิ่งปลูกสร้าง ที่เข้ามาอยู่ในบริเวณพื้นที่ทับซ้อน และยังไม่ได้ข้อนยุติ ในเรื่องปักปันเขตแดน ซึ่งเรามีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่มีการใช้กำลัง หรือเข้าไปกระทำการใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง อย่างเด็ดขาด


“ทหารที่เข้าไปในพื้นที่ทับซ้อนนั้น จะจัดตั้งเป็นฐาน กองร้อยปฏิบัติการชั่วคราว โดยจะเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของกัมพูชา เพื่อเจรจาในเบื้องต้น และผลักดันให้นำปัญหาเข้าสู่คณะกรรมการทีบีซี อย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะได้ผลักดันชุมชนชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ทับซ้อน


อีกทั้งยังเป็นมาตรการเสริมเพื่อไม่ให้ม็อบฝ่ายไทยเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เพราะอาจเกิดการกระทบกระทั่ง และอาจได้รับอันตรายได้ ที่สำคัญคือ ในเมื่อเขายังเอาคนเข้ามาอยู่ได้ เราก็สามารถให้คนของเราเข้าไปอยู่ได้เหมือนกัน” แหล่งข่าว ระบุ


ขณะเดียวกัน รายงานข่าวจากกองทัพบกแจ้งว่า วานนี้ (16 ก.ค.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงนามในคำสั่ง ให้มี การเคลื่อนกำลัง ตรึงไว้ชายแดน โดยเฉพาะกำลังจากกองพลรบพิเศษที่ 1 จว.ลพบุรี กรมทหารปืนใหญ่ และกองพลทหารราบที่ 3 โดยให้ พล.ท. สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้บัญชาการพื้นที่รับผิดชอบ


ทั้งนี้ กำลังทหารที่เคลื่อนที่เข้าไปประชิดชายแดน ขณะนี้กำลังรวบรวมกำลังในพื้นที่รวมพล หากมีสถานการณ์รุนแรง ก็สามารถใช้กำลังทหารได้ทันที อย่างไรก็ตาม การเสริมกำลังทหารครั้งนี้ เนื่องจากทางการกัมพูชาได้มีการเสริมกำลังในฝั่งกัมพูชาก่อน และเพื่อเป็นการถ่วงดุลกำลัง และ เตรียมพร้อม รับสถานการณ์จึงสั่งให้กำลังเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว แต่สองฝ่ายยืนยันในเจตนา ที่ไม่ต้องการให้กำลัง ของ สองประเทศเกิดการปะทะกัน แต่อย่างใด

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2551 07:58 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000084012
พิมพ์ ข่าวนี้
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.