Accom Thailand

July 18, 2008

6 มาตรการเด็ดขาด ยึดพระวิหาร ไม่มี พื้นที่ทับซ้อน ถ้ายึดสันปันน้ำที่เป็นสากลพื้นที่ปราสาทพระวิหารก็ย่อมเป็นของไทยทั้งหมด

“สนธิ” จี้ใช้ 6 มาตรการเด็ดขาดยึดพระวิหาร-ยันไม่มี พท.ทับซ้อน


“สนธิ” จี้รัฐบาลใช้ 6 มาตรการเด็ดขาดยึดปราสาทพระวิหาร-รักษาเกาะกูด ย้ำเพื่ออธิปไตยและ ดินแดน หากต้องทำสงคราม และเสียเลือดเนื้อ ก็ต้องยอมเสียสละ ระบุนาทีนี้ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนอีกต่อไป เพราะเป็นของเราทั้งหมด หากยึดสันปันน้ำที่เป็นสากล


ขณะเดียวกัน ต้องเอารัฐบาลขายชาติชุดนี้ เข้าคุก ส่วน “สมัคร-นพดล” ต้องประหารชีวิตสถานเดียว

คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย

วันที่ 18 ก.ค. เมื่อเวลาประมาณ 22.30 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นปราศรัยบนเวทีที่สะพานมัฆวานฯ ว่า กรณีเขาพระวิหารนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำต่อไปนี้ คือ
นายสนธิ ลิ้มท�งกุล จี้ใช้ 6 มาตรการเด็ดขาด

นายสนธิ ลิ้มทองกุล จี้ใช้ 6 มาตรการเด็ดขาด



1. ต้องปฏิเสธมติ คณะรัฐมนตรี ที่ไปยอมรับแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาให้เป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ผ่านรัฐสภา และได้รับการรับรองจาก ตุลาการรัฐธรรมนูญ


2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยื่นใบลาออกจาก องค์การยูเนสโก และ ชี้ให้เห็นว่าเป็นการพิจารณาตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม และเมื่อลาออกแล้ว ทั้ง 7 ประเทศ ที่จะเข้ามาบริหารพื้นที่ ก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาใช้ทางขึ้นจากฝั่งไทย ขึ้นไปฟื้นฟูปราสาทพระวิหาร


3. จ้างทนายความเพื่อรื้อฟื้นคดีปราสาทพระวิหาร โดยอ้างหลักฐานที่ไทยเคย อ้างสิทธิ์เหนือปราสาทพระวิหารตั้งแต่ปี 2505 หากจำเป็น ต้องจ้างทนายความจากตะวันตก ก็ต้องทำ


4. จากนั้นให้ใช้กำลังยึดปราสาทพระวิหาร ถ้าจำเป็นต้องรบก็ต้องรบ หากจำเป็นต้องเสียเลือดเนื้อเพื่อชาติบ้านเมืองก็ต้องยอม


5. ให้ทูตไทยที่ประจำอยู่ทุกประเทศทั่วโลกชี้แจงกับรัฐบาลที่ประจำอยู่


6. สั่งปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา 42 จุด และสิ่งที่เกิดขึ้น จะทำให้นายฮุนเซนจะโกรธโวยวาย เพราะไม่มีอะไรมาเทียบไทยได้ และ หากฝ่ายกัมพูชายังเกเร เราก็จะส่งเอฟ 16 โจมตี ขณะที่เรือรบจะลาดตระเวนเต็มพิกัด
Cambodian soldiers are deployed in the Preah Vihaer temple compound, 245km (152 miles) north of Phnom Penh July 16, 2008. Thailand and Cambodia moved on Wednesday to ratchet down tensions on their border where hundreds of troops face each other over a disputed ancient temple. Senior Thai and Cambodian officials were trying to negotiate an end to the stand-off, triggered by Thai protests against the the listing of the 900-year-old Preah Vihear temple as a World Heritage site earlier this month, Thailand\'s Supreme Commander, Boonsrang Niumpradit, told Reuters.  REUTERS/Chor Sokunthea (CAMBODIA)

Cambodian soldiers are deployed in the Preah Vihaer temple compound, 245km (152 miles) north of Phnom Penh July 16, 2008. Thailand and Cambodia moved on Wednesday to ratchet down tensions on their border where hundreds of troops face each other over a disputed ancient temple. Senior Thai and Cambodian officials were trying to negotiate an end to the stand-off, triggered by Thai protests against the the listing of the 900-year-old Preah Vihear temple as a World Heritage site earlier this month, Thailand's Supreme Commander, Boonsrang Niumpradit, told Reuters. REUTERS/Chor Sokunthea (CAMBODIA)



นายสนธิ กล่าวว่า ถ้าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทางสหประชาชาติ ก็จะเข้ามาไกล่เกลี่ย แต่เราไม่ต้องการ ต้องการให้มีการพิจารณาคดีในศาลโลกขึ้นมาใหม่ ตามข้อมูลใหม่ ขณะที่เรายึดปราสาทพระวิหารได้ทั้งหมด และว่า


วันนี้เทคโนโลยีดาวเทียม สามารถพิสูจน์สันปันน้ำ ซึ่งเป็นสากลว่าเป็น ของไทย ร้อยเปอร์เซ็นต์ และเราไม่ยอมรับแผนที่ ที่ฝ่ายกัมพูชา อ้างแผนที่ฝรั่งเศสเพียงฝ่ายเดียว


“ต้องเอา ครม.ทั้งชุด และ นายสมัคร สุนทรเวช และนายนพดล ปัทมะ ขึ้นศาล และโทษตามมาตรา 119 นายสมัครและนายนพดล มีโทษถึงประหาร ส่วนที่เหลือต้องมีโทษตลอดชีวิต เพื่อให้ทั่วโลกเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำนั้นเป็นโมฆะ สิ่งดังกล่าวไม่ใช่ความฝัน แต่ต้องทำให้เป็นจริงให้ได้” นายสนธิ ระบุ และว่าเป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์คือการปกป้องแผ่นดิน และต้องดึงกลับมาให้ได้


นายสนธิ กล่าวว่า วันนี้ไม่ต้องพุดกันถึงพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร เพราะมีแต่พื้นที่ของประเทศ เพราะถ้ายึด สันปันน้ำที่เป็นสากล พื้นที่ปราสาทพระวิหาร ก็ย่อมเป็นของไทยทั้งหมด รวมทั้งเกาะกูดที่เราครอบครองมานานนับร้อยปี ก็ต้องเป็นของเรา


“ถ้าเขมรยุยงให้เผาสถานทูตไทยก็หมายความว่าบุกรุกอธิปไตยของไทย เราก็ต้องมีสิทธิส่งเอฟ 16 บุกไปถล่ม ทำไมเราต้องปล่อยให้รัฐบาลเฮงซวยฮุนเซนมาย่ำยี แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะเรามีรัฐบาลชาติชั่วขายชาติ”


นายสนธิ ระบุ และว่า 55 วัน 55 คืนที่พันธมิตรฯ ชุมนุมมาอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่ทำให้พี่น้องทั่วประเทศร่วมกันเปลี่ยนแปลงสังคม และยอมตายเพื่อชาติบ้านเมือง


“อย่าถามว่าจะสู้ไปถึงไหน แต่ต้องถามประชาชน เพราะระหว่างการชุมนุมมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้นทีละข้อๆ ซึ่งถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ ต่อให้ต้องชุมนุมอีก 10 ก็สู้ไม่ถอย” นายสนธิ ระบุ และกล่าวถึง


อาเพศในบ้านเมืองและสิ่งอัปมงคลในบ้านเมือง ทั้งกรณีตัวเงินตัวทองผสมพันธุ์กันในทำเนียบรัฐบาล และการล้มลงของต้นราชพฤกษ์ในทำเนียบ ซึ่งเหมือนกำลังจะบอกว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังจะพ้นไปแล้ว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 19 กรกฎาคม 2551 00:06 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084837
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงต่อสื่อมวลชนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณติดกับปราสาท พระวิหาร

Filed under: กัมพูชา, ข่าวการเมือง, ข่าวประชาสัมพันธ์, ข่าวรอบโลก, ข่าวสังคม, ข่าวเมืองไทย, ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation, ความขัดแย้ง, ความมั่นคง, ความรุนแรง, คอร์รัปชั่น, คำพิพากษา, คำสั่งศาล, คุณธรรม, จริยธรรม, ชุมนุมประท้วง, ตรวจสอบ, ท่องเที่ยว, ธรรมาภิบาล, ประวัติศาสตร์ไทย, ปราสาทพระวิหาร, ผู้นำทางการเมือง, มรดกโลก, วัฒนธรรมขอมโบราณ, วิกฤติ, องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 19:57
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

กระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงต่อสื่อมวลชน
เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา


เมื่อ วันที่ 18 กรกฎาคม 2551 นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษก กระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณติดกับปราสาท พระวิหาร


เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า


วันนี้ (18 กรกฎาคม 2551) กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญนายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย มาพบเพื่อมอบหนังสือที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามถึงสมเด็จอัคคมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตอบหนังสือที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชามีมาถึงฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2551


หนังสือของนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความตั้งใจของรัฐบาลไทยที่จะแก้ไข สถานการณ์ ในบริเวณพื้นที่ที่ติดกับปราสาทพระวิหาร โดยสันติวิธีและเป็นธรรม


โดยมอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยพิเศษ ที่จังหวัดสระแก้ว ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 เพื่อหารืออย่างฉันมิตรกับฝ่ายกัมพูชา และย้ำว่าทั้งสองประเทศ ควรใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะป้องกันไม่ ให้เหตุการณ์ลุกลาม


นายธฤต จรุงวัฒน์ �ธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

Spokeman MfA นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ


นายกรัฐมนตรีไทยยืนยันว่าพื้นที่ บริเวณวัดแก้วสิขเรศวรที่กล่าวถึงใน หนังสือของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา อยู่ในดินแดนของไทย


การที่ได้มีชาวกัมพูชาขึ้นไปสร้างวัด สิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมทั้งที่อยู่อาศัย กับทั้งมีทหารอยู่ในพื้นที่นั้น ถือว่าได้ละเมิดอธิปไตยและดินแดนของไทย ซึ่งเรื่องนี้ รัฐบาลไทยได้ทำการประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรมาแล้ว 4 ครั้งตั้งแต่ปี 2547 2548 2550 และครั้งหลังสุดเมื่อเดือนเมษายน 2551


ฝ่ายไทยเห็นว่าการที่กัมพูชาเพิ่มกำลังทหารจาก 200 นายเป็นกว่า 1,000 นายได้ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น


นายกรัฐมนตรีของไทยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจและควรเร่ง รัดให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) หารือโดยเร็วเพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวระหว่างทั้งสองประเทศ อันจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีก และ


ในระหว่างที่ JBC ดำเนินการอยู่ ฝ่ายไทยพร้อมที่จะเจรจาหารือถึงมาตรการชั่วคราวต่างๆ ที่จะใช้ไปก่อน เพื่อหยุดยั้งปัญหาใดๆ ที่อาจจะมีขึ้น


หลังการมอบหนังสือให้เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยแล้ว กระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกอาเซียนประจำ ประเทศไทยอีก 8 ประเทศ มาพบ เพื่อแจ้งท่าทีไทยและ


มอบสำเนาหนังสือลงวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.2008 จากนายกรัฐมนตรีกัมพูชาถึงนายกรัฐมนตรีไทย หนังสือลงวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.2008 จากนายกรัฐมนตรีไทยถึงนายกรัฐมนตรีกัมพูชา


พร้อมด้วยเอกสารแนบคือสำเนา หนังสือประท้วง 4 ฉบับ ตลอดจนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2543 นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เวียนเอกสารดังกล่าวให้แก่ สถานเอกอัครราชทูตของ ประเทศอื่นๆ ในประเทศไทยด้วย


นายธฤตฯ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การประท้วงทั้ง 4 ครั้งของไทยนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของบันทึกความเข้าใจฯ ปี 2543 ซึ่งข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจฯ ระบุว่า


ระหว่างที่การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างทั้งสองประเทศยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งสองฝ่ายจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ชายแดน


บนพื้นฐานของข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจ ฝ่ายไทยทำการประท้วงต่อกัมพูชาเมื่อ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ประท้วงการขยายตัว ของชุมชนกัมพูชาซึ่งผลกระทบต่อ สภาพแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ ชายแดน และก่อปัญหาขยะมูลฝอยและปัญหาน้ำเสียซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนไทยใน บริเวณที่อยู่ต่ำกว่า รวมทั้งการก่อสร้างอาคารที่ทำการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกัมพูชาในพื้นที่ดัง กล่าว


ต่อมา วันที่ 8 มีนาคม 2548 ได้ยื่นหนังสือประท้วงกัมพูชาเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ของกัมพูชาในการก่อสร้างและปรับปรุงถนนจากบ้านโกมุย อำเภอจอมกสาน จังหวัดพระวิหาร ถึงปราสาทพระวิหาร


ต่อมา วันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ได้ยื่นหนังสือประท้วง คัดค้านเอกสารเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารในบัญชี มรดกโลกของกัมพูชา และต่อการออกพระราชกฤษฎีกากัมพูชากำหนดเขตอนุรักษ์ปราสาทพระวิหาร ซึ่งล้ำดินแดนไทย และ


วันที่ 10 เมษายน 2551 ได้ยื่นหนังสือประท้วงกัมพูชา ที่ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และละเมิดข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจฯ ปี 2543 โดยย้ำคำประท้วงที่ผ่านมาทั้งสามครั้ง


รวมทั้งขอให้ถอนกำลังทหารและตำรวจ ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อน กันของกัมพูชา และ ไทย ออกทันที อย่างไรก็ดี กัมพูชาไม่เคยตอบสนองคำประท้วงของไทย


ขณะนี้ สถานการณ์ทั่วไปยังเป็นปกติ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ตามเว็บไซต็กระทรวงการต่างประเทศ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
http://www.mfa.go.th/web/2662.php?id=25755
อ่านข่าวนี้ จาก กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

The Thai Prime Minister calls on both sides to exercise restraint on situation along the Thai-Cambodian Border

Ministry of Foreign Affairs

Ministry of Foreign Affairs

Situation along the Thai-Cambodian Border in the Area Immediately Adjacent to the Temple of Preah Vihear
July 18, 2008

On 18 July 2008, the Ministry of Foreign Affairs invited H.E. Mr. Ung Sean, Cambodian Ambassador to Thailand to hand over the letter from H.E. Mr. Samak Sundaravej, Prime Minister of Thailand, to H.E. Samdech Akka Moha Sena Padei Techo Hun Sen, Prime Minister of Cambodia, in reply to the latter’s Note of 17 July 2008.

นายธฤต จรุงวัฒน์ �ธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

Spokeman MfA นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

In his Note, Prime Minister Samak reiterates the Royal Thai Government’s resolve to seek a just and peaceful solution to the situation in the area immediately adjacent to the Temple of Preah Vihear. In this regard, he has instructed the Supreme Commander of the Royal Thai Armed Forces to lead a Thai delegation to the Special Session of the Thai-Cambodian General Border Committee (GBC) to be held in Sa Kaeo Province on 21 July 2008 with a view to discussing issues surrounding the situation with the Cambodian side in the spirit of friendship and cooperation. He also affirmed that the two countries should use every effort to prevent the escalation of the situation.

The Thai Prime Minister also stresses that the area of Keo Sikha Kiri Svara Pagoda (known as Preah Vihear Pagoda) mentioned in the Cambodian Prime Minister’s Note is within the Thai territory. The establishment of the Cambodian community, including construction of a temple and houses, and the stationing of the Cambodian military personnel in the area constitute a continued violation of Thailand’s sovereignty and territorial integrity. The Royal Thai Government has issued four written protests to the Cambodian side regarding this matter in 2004, 2005, 2007 and April 2008 respectively.

Meanwhile, the deployment by Cambodia of more than 1,000 troops, in addition to around 200 troops stationed there earlier, has caused the situation to deteriorate. The Thai Prime Minister calls on both sides to exercise restraint and hopes that the Thai-Cambodian Joint Boundary Commission will accelerate its work to survey and demarcate the entire stretch of the Thai-Cambodian border so that similar problems would not arise in the future. In addition, pending completion of the JBC’s work in this area, the Thai side is ready to jointly explore with Cambodia possible interim measures.

Later on the same day, the Ministry of Foreign Affairs invited the other eight ASEAN Ambassadors to the Ministry to keep them informed of the situation and hand over copies of the Note dated 17 July 2008 from the Cambodian Prime Minister to the Thai Prime Minister, the Note dated 18 July 2008 from the Thai Prime Minister to his Cambodian counterpart, including the attached copies of the four Aide-Memoires which Thailand sent to protest Cambodia, as well as copies of the Memorandum of Understanding (MOU) between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Kingdom of Cambodia on the Survey and Demarcation of Land Boundary dated 4 June 2000. The Ministry of Foreign Affairs has also circulated all of the afore-mentioned documents to other foreign missions in Bangkok.

Director-General Tharit further explained that the four protests by Thailand to Cambodia were made on the basis of Article 5 of the 2000 MOU, under which both sides agree not to carry out any work resulting in changes of environment of the frontier zone, pending the survey and demarcation of the common land boundary. However, to date, no action whatsoever has been undertaken by Cambodia to address Thailand’s concerns, protests and requests.

The four protests were made, respectively, on 25 November 2004 to protest against the expansion of the Cambodian community and the building of Cambodian local authorities’ offices in such area; on 8 March 2005 to protest against the Cambodia’s activities to construct and improve the road from Komui Village, Chom Ksan District, Preah Vihear Province, to the Temple of Preah Vihear; on 17 May 2007 to object to Cambodia’s nomination file for the inscription of the Temple of Preah Vihear on the World Heritage List and to Cambodia’s Décret Royal on Délimitation du site protégé du temple de Preah Vihear, which encroached into the Thai territory; and on 10 April 2008 to reiterate all of the three preceding protests and request Cambodia’s immediate withdrawal of its military and police forces stationed in the areas under overlapping territorial claims between Thailand and Cambodia.

The overall situation at present remains stable.

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ตามเว็บไซต็กระทรวงการต่างประเทศ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
http://www.mfa.go.th/web/2642.php?id=25758
อ่านข่าวนี้ จาก กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

สมัคร มอบบุญสร้าง เจรจาเขมร ส่วนเวบไซต์ สถานทูตสหรัฐ แนะเลี่ยงเดินทางพรมแดนไทย-กัมพูชา

Filed under: กัมพูชา, ข่าวการเมือง, ข่าวประชาสัมพันธ์, ข่าวรอบโลก, ข่าวสังคม, ข่าวเมืองไทย, ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation, ความขัดแย้ง, ความมั่นคง, ความรุนแรง, คอร์รัปชั่น, คำพิพากษา, คำสั่งศาล, คุณธรรม, จริยธรรม, ชุมนุมประท้วง, ตรวจสอบ, ท่องเที่ยว, ธรรมาภิบาล, ประวัติศาสตร์ไทย, ปราสาทพระวิหาร, มรดกโลก, วัฒนธรรมขอมโบราณ, สหรัฐอเมริกา, องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 17:11
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

สมัคร มอบบุญสร้าง เจรจาเขมร
สหรัฐแนะเลี่ยงเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา


นายกฯเรียกผบ.เหล่าทัพประชุม มอบหมายให้พล.อ.บุญสร้าง ไปประชุมคณะกรรมการชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา 21 ก.ค.นี้ ที่สระแก้ว ส่วนการถอดทหารต้องรอเจรจาก่อน สหรัฐแนะเลี่ยงเดินทางพรมแดนไทย-กัมพูชา


เมื่อเวลา 14.00 น. วัน18 ก.ค. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน การประชุม คณะกรรมการ กิจการชายแดนทั่วไป ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมการไปประชุมคณะกรรมการชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่จะมีขึ้นวันจันทร์ ที่ 21 ก.ค. ที่ จ.สระแก้ว


พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. เดินทางถึงในเวลา 14.10 น. จากนั้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ผบ.ทอ. พล.ร.อ. สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. พล.ต.อ. พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ทยอยเดินทางเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง


ภายหลังการประชุมพล.ท.นิพัทธ์ ทองเล็ก เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ พล.อ.บุญสร้าง เป็นผู้นำฝ่ายไทย ไปประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์นี้ ( 21 ก.ค.) ที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง กรณีเขาพระวิหาร ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน และคนกัมพูชาเข้ามาอยู่ในฝั่งไทย


“สำหรับผมเองในฐานะเลขานุการคณะกรรมการชุดนี้ ได้แจ้งให้พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทราบแล้ว คิดว่าผู้นำสองประเทศน่าจะคุยกันได้ทุกเรื่อง” พล.ท.นิพัทธ์ กล่าวและว่า


เมื่อผู้นำทั้ง 2 ประเทศได้เจอกันเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดจากันทุกเรื่อง ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับกัมพูชาไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะผบ.ทบ.ได้ร่วมชี้แจงสถานการณ์อย่างชัดเจน ซึ่งระบุว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมาทั้งหมดทำได้ด้วยความร่วมมือระหว่าง2 ประเทศอย่างไร ทุกอย่างเป็นที่เข้าใจกันดี


เมื่อถามว่า นายกฯได้ชี้แจงเกี่ยวกับสาส์นที่นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาส่งมา เพื่อขอให้ทหารไทยถอนกำลังออกจากพื้นที่ชายแดนหรือไม่ พล.ท..นิพัทธ์ กล่าวว่า ได้มีการพูดจากับนายทหารชั้นผู้ใหญ่แล้วที่จะเดินทางไปประชุมในครั้ง โดยจะนำไปพูดจากับกัมพูชา


เมื่อถามย้ำว่า จะถอนทหารในพื้นที่หรือไม่ พล.ท.นิพัทธ์ กล่าวว่า เรื่องทั้งหมดจะนำไปพูดจาในเวทีที่ประชุมคณะกรรมการจีบีซี ซึ่งหลังจากการประชุมจะมีการแถลงข่าวร่วมที่ อ.อรัญประเทศ อีกครั้ง อย่างไรก็ตามนายกฯได้มอบหมายว่า ในการพุดจากันว่าทุกอย่างต้องดำรงอยู่บนความสัมพันธ์ที่ดีของทั้ง 2 ประเทศ เป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือและจะต้องทำให้ได้


เมื่อถามว่า การที่นายกฯไม่ไปร่วมประชุมแต่มอบให้ผบ.สส.เป็นตัวแทนไปร่วมประชุมจะเป็นการ ไม่ให้เกียรติ พล.อ.เตีย บัน หรือไม่ พล.ท.นิพัทธ์ กล่าวว่า พล.อ.เตีย บันมีความยินดีมาก และเข้าใจดีว่า ผบ.สส.คือบุคคลที่เข้าใจในเรื่องราวต่างๆและรู้จักกันมานาน ทั้งนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจกัน เพราะการประชุมในลักษณะอาจมีการมอบหมายให้ระดับรองลงไปทำงานแทนได้


ทางด้าน พล.ท. สุรพล เผื่อนอัยการ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ แนวโน้มในการเจรจาจะไม่มีการเผชิญหน้ากัน ซึ่งหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา อาจจะมีแนวโน้มที่ร่วมกัน


สหรัฐแนะเลี่ยงเดินทางพรมแดนไทย-กัมพูชา


สถานทูตสหรัฐออกแถลงการณ์ทางเวบไซต์ วันนี้ (18 ก.ค.) เตือนให้ชาวอเมริกันที่อาศัยและกำลังท่องเที่ยวอยู่ในประเทศไทย ตระหนักถึงความตึงเครียดบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ของปราสาทพระวิหาร หลังจากทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในช่วง 4 วันที่ผ่านมา เนื่องจากความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร บริเวณรอบปราสาทเขาพระวิหาร ทำให้ต้องปิดบริการแก่นักท่องเที่ยว และนำไปสู่การจับกุมชาวไทย 3 คนที่ล่วงล้ำข้ามพรมแดน


แถลงการณ์ยัง เตือนให้พลเมืองชาวอเมริกัน หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง เพราะบริเวณนี้เคยมีการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงชาวไทยและคนในพื้นที่ อีกทั้งยังมีทหารไทยอย่างน้อย 1 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดอีกด้วย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ komchadluek 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
http://www.komchadluek.net/2008/07/18/x_main_a001_211972.php?newsid=211972
อ่านข่าวนี้ จาก komchadluek
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กัมพูชาระบุ ทหารไทย-กัมพูชาหวิดปะทะกันเมื่อคืนนี้

Filed under: กัมพูชา, ข่าวการเมือง, ข่าวประชาสัมพันธ์, ข่าวสังคม, ข่าวเมืองไทย, ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation, ความขัดแย้ง, ความมั่นคง, คอร์รัปชั่น, คำพิพากษา, คำสั่งศาล, คุณธรรม, จริยธรรม, ชุมนุมประท้วง, ตรวจสอบ, ธรรมาภิบาล, ประวัติศาสตร์ไทย, ปราสาทพระวิหาร, มรดกโลก, วัฒนธรรมขอมโบราณ, วิกฤติ, องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 09:35
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,
Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com

ทหารไทย-กัมพูชาหวิดปะทะกัน


ทหารไทย-กัมพูชาหวิดปะทะกัน
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 10:54:00
ปราสาทพระวิหาร

ปราสาทพระวิหาร


กัมพูชาระบุ ทหารไทยและกัมพูชา ที่ตรึง กำลังกันอยู่บริเวณ ใกล้ปราสาท พระวิหาร หวิดปะทะกัน เมื่อคืนนี้


พล ตรี เจีย เคียว ผู้บัญชาการกองทัพบก จังหวัด พระวิหาร บอกว่า ทหารไทย กว่า 400 นาย และ ทหารกัมพูชา 800 นาย ที่ตรึงกำลัง อยู่บริเวณ พรมแดน ทางขึ้น ปราสาทพระวิหาร เกือบปะทะกัน เมื่อคืนนี้


เหตุการณ์ตึงเครียด เกิดขึ้น เมื่อทหารไทย เข้าขัดขวาง ทหารกัมพูชา 50 นาย ที่เข้าไป ในบริเวณปราสาท เพื่อคุ้มกัน พระสงฆ์ กัมพูชา 61 รูป แม่ชี 13 รูป ที่เข้ามา ในบริเวณ ฝั่งตะวันตก ของตัวปราสาท เพื่อประกอบพิธี วันเข้าพรรษา ทำให้ ทหารทั้งสองฝ่าย เล็งปืนใส่กัน นาน 10 นาที ก่อนที่ ทหารกัมพูชา ถอนกำลังออกไป


และหลังจาก ผู้บัญชาการกองทัพ ของ ทั้งสองฝ่ายได้หารือกัน นานเกือบชั่วโมง ก็สามารถคลี่คลาย สถานการณ์ ไปได้ โดยฝ่ายกัมพูชา ยินยอม ที่จะอยู่ ด้านนอกปราสาท ตลอดทั้งคืน ที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยง การปะทะกัน


โดยพลตรี เจีย บอกว่าฝ่ายกัมพูชาพยายามใช้ความอดทน ที่จะไม่เปิดฉากยิงฝ่ายไทยก่อน และสถานการณ์ในเช้าวันนี้ คลายความตึงเครียดขึ้น เมื่อทหารกัมพูชา กลับเข้าไปในปราสาทและ ได้พูดคุยกับคนไทยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม


เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการ เล็งปืนเข้าใส่กันเป็นครั้งแรก ของทหารไทยและกัมพูชา นับตั้งแต่ทั้งสองฝ่าย เริ่มเผชิญหน้ากันที่บริเวณพรมแดน จากกรณีพิพาทปราสาท พระวิหารเมื่อ 4 วันก่อน


ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมของ ทั้งสองฝ่าย จะประชุมหารือกันใน วันจันทร์นี้ เพื่อหาทางคลี่คลายความขัดแย้ง และ หลีกเลี่ยง ไม่ให้ต้องใช้กำลังทางทหาร โดยนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ได้ส่งจดหมายถึง นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เมื่อวานนี้


ระบุว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ กำลังเลวร้ายลง นับตั้งแต่ทหารไทย รุกล้ำเข้ามาใน ดินแดนกัมพูชาตั้งแต่เมื่อวันอังคาร พร้อมกับ ขอให้ไทยถอนกำลังทหารกลับไป

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ Suthichaiyoon.com 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 10:54:00
http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=3848
อ่านข่าวนี้ จาก Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com


จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้มาจากไหน? แนวโน้มเรื่องนี้จะเป็นเรื่องโจ๊ก

Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com

โฉมหน้าบุรุษปริศนา… กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้

หัวหน้ากลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ ข�งประเทศไทย

หัวหน้ากลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ ของประเทศไทย


ฮือฮากันทั้งประเทศเมื่อสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) เป็นแม่ข่ายออกอากาศเทปบันทึกภาพ คำแถลงของบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็น “หัวหน้ากลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ ของประเทศไทย” ประกาศเจตนารมณ์หยุดยิง และ หยุดปฏิบัติการก่อความไม่สงบทุกชนิด ในพื้นที่สามจังหวัด ชายแดนภาคใต้ เมื่อเที่ยงวันเมื่อวานนี้ (17 ก.ค.)


รายละเอียดของเทปบันทึกภาพดังกล่าวมีบุคคลอยู่ 3 คน คือ ชายสูงวัยสวมเสื้อกั๊กสีเขียวทหาร ถูกระบุว่าเป็น หัวหน้ากลุ่ม ใต้ดินรวมภาคใต้ ของประเทศไทย ทำหน้าที่ แถลงเป็นภาษามาเลย์กลาง


จากนั้นผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น โฆษกของกลุ่มซึ่งเป็น ชายสูงวัยอีกคนหนึ่ง สวมเสื้อกั๊กสีเขียวทหาร เช่นกัน ได้อ่านคำแถลงเป็นภาษาไทย
โฆษกข�งกลุ่ม�่านคำแถลงเป็นภาษาไทย

โฆษกของกลุ่มอ่านคำแถลงเป็นภาษาไทย

โดยมีชายวัยกลางคน สวมแว่นตาดำ และเสื้อกั๊ก ลายพรางทหาร เป็นผู้ถือไมโครโฟน ฉากหลัง ของทั้งสามคน เป็นธงสีเขียว และ แดง สลับกัน


คำถามที่ค้างคาใจคนไทยทั้งประเทศก็คือ บุคคลทั้งสามเป็นใคร? และ กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้มาจากไหน? เหตุใดจึงหาญกล้าแอ่นอก ออกมารับผิดชอบ เหตุการณ์ความไม่สงบ ที่เกิดขึ้นมาตลอด หลายปี ใน สามจังหวัดชายแดน แถมยังสั่งทุกกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ต้อง “หยุดยิง” เสียด้วย


แต่คำถามดังกล่าวไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจาก พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ในฐานะผู้ประสานงาน ให้เกิดการแถลงหยุดยิงในครั้งนี้ จึงเป็นความรับผิดชอบของ “สื่อมวลชน” ที่ต้องไขความจริงกันต่อไป


ข้อมูลที่ประมวลได้จากผู้รับผิดชอบในฝ่ายความมั่นคง และผู้ทรงคุณวุฒิที่ติดตามสถานการณ์มาตลอด มีดังนี้


พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวช่วงเย็นของไทยทีวีสีช่อง 3 โดยระบุตอนหนึ่งว่า ชายสูงวัยที่อ้างตัวว่าเป็น หัวหน้ากลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทยนั้น แท้ที่จริงคือ นายมะรีเป็ง คาน หัวหน้ากลุ่มติดอาวุธ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่เคยเคลื่อนไหวในอดีต แต่ได้หยุดการเคลื่อนไหวอย่างเด็ดขาดมาตั้งแต่ปี 2530 หรือ เมื่อ 21 ปีที่แล้ว!


อย่างไรก็ดี พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน นายมะรีเป็ง อาศัยอยู่แห่งหนตำบลใด พำนักอยู่ในประเทศไทย หรือไม่ แต่ยืนยันว่า ไม่ได้ มีส่วนกับเหตุการณ์ความรุนแรง ในปัจจุบันแล้ว ส่วนชายในภาพอีก 2 คน พล.อ.อนุพงษ์ บอกว่ายังตรวจสอบไม่ได้ว่าเป็นใคร


พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม อดีตรองผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 ปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ ฟันธงว่า ผู้ประกาศถ้อยแถลงยุติความรุนแรง ในโทรทัศน์คือ หะยีสะมะแอ มะรือโบ หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธกลุ่มพูโล


พล.ต.ต.จำรูญ แสดงทัศนะว่า การแสดงจุดยืนของกล่มพูโลในครั้งนี้ อาจยังไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ดีกรีความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้สงบลง อย่างเฉียบพลัน เพราะยังไม่มีคำยืนยันของกลุ่มหัวแข็งที่สุดในพื้นที่อย่าง “บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต” ว่าจะเอาด้วยหรือไม่อย่างไรกับ “กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย”


ที่สำคัญวันนี้ กลุ่มบีอาร์เอ็น ได้แตกตัวขยายเครือข่ายชุดปฏิบัติการ กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในสามจังหวัด ชายแดนภาคใต้ เป็นกลุ่มปฏิบัติการทางทหาร ในระดับหมู่บ้าน และกลุ่มนักรบหลัก หรือคอมมานโด ที่ดูแล ระดับอำเภอ โดย “นักรบรุ่นใหม่” เหล่านี้ เลือกใช้วิธีรุนแรง และ เดินสวนทางแนวคิดกลุ่มเก่า อย่างสิ้นเชิง


“ที่น่าเป็นห่วงก็คือ คำประกาศในนามกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย จะสามารถควบคุมขบวนการที่แตกหน่อแตกกอมากมาย ในปัจจุบัน ได้หรือไม่ ซึ่งเวลา และ สถานการณ์ เท่านั้นจะเป็นเครื่องตัดสิน” เป็นคำถามจาก พล.ต.ต.จำรูญ


ขณะที่ ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย แสดงความเห็นไว้ในเวบไซต์ของโต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศราว่า คนที่ออกมาแถลงข่าว น่าจะเป็น นายลุกมาน อิสกานดา ซึ่งเป็นโฆษกขบวนการพูโลเก่า โดยกลุ่มนี้ที่ผ่านมา เคยเป็นกลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง การจัดทำเวบไซต์ของขบวน การพูโล และพยายามสร้างบทบาททางการเมืองผ่านโลกไซเบอร์เพื่อหวังผลในการเจรจาต่อรอง กับรัฐบาลไทย เป็นเหมือนพวกนายหน้าค้าสงคราม


ไชยยงค์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การก่อเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ตลอดมา ฝ่ายความมั่นคงของรัฐพุ่งเป้าว่ากลุ่มที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่ “กลุ่มพูโล” หรือ “เบอร์ซาตู” แต่เป็นกลุ่ม “บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต” และการก่อเหตุร้ายที่ผ่านมากลุ่มบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต ก็ไม่เคยประกาศ หรือ แสดงออกมาว่าต้องการเรียกร้องหรือมีเงื่อนไข หรือต้องการต่อรองอะไรกับทางรัฐบาลไทยแต่อย่างใด


ส่วนกลุ่มของนายลุกมาน และกลุ่มขบวนการเก่าๆ นั้น ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อนๆ ก็เคยไปเจรจามาหลายครั้ง รวมทั้ง การจัดทำ ข้อตกลงสันติภาพ ที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ก็เป็นกลุ่มเดียวกันนี้ด้วย


“หน่วยงานความมั่นคงของรัฐจะให้น้ำหนักผู้ก่อเหตุรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาไป ที่กลุ่มของ นายสะแปอิง บาซอ และ นายมะแซ อุเซ็ง มากกว่า ซึ่งหากได้กลุ่มคนเหล่านั้นออกมาพูด น่าจะมีน้ำหนักมากกว่ากลุ่มของนายลุกมาน


ที่สำคัญคือคำถามที่ว่า ทำไมนายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.กลาโหม หรือ ผบ.ทบ. ไม่เป็นคนออกมาแถลง หรือให้ข้อมูล ในเรื่องนี้เอง ทั้งที่ เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง แต่กลับเป็นการเปิดเผยจาก พล.อ.เชษฐา ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีตำแหน่งและไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับปัญหาภาคใต้เลย” เป็นคำถาม และ ข้อสังเกตจากนักหนังสือพิมพ์ชื่อดังในพื้นที่


น่าสนใจว่า แม้ข้อมูลทั้ง 3 ชุดจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่จุดร่วมของข้อสันนิษฐานทั้งสามข้อก็คือ แนวโน้มเรื่องนี้จะเป็นเรื่องโจ๊ก และ ไม่น่าส่งผลใดๆ กับสถานการณ์ในภาคใต้ แม้แต่น้อย!

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ Suthichaiyoon.com 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 02:02:00
http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=3841
อ่านข่าวนี้ จาก Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com


จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ปมพิรุธ “คำแถลงหยุดยิง”กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ ของประเทศไทย

Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com

10 ปมพิรุธ”คำแถลงหยุดยิง”


กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ ของประเทศไทย เปิดตัวออกอากาศทางโทรทัศน์ พร้อมกันทุกช่อง เมื่อช่วงเที่ยงวานนี้ (17 ก.ค.) พร้อมด้วยปมประเด็นต่างๆ ที่หลายคนสงสัยคำแถลงหยุดยิง และหยุดปฏิบัติก่อการร้าย ใน 3 จังหวัดภาคใต้ คือ
กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ข�งประเทศไทย เปิดตัว��ก�ากาศทางโทรทัศน์

กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย เปิดตัวออกอากาศทางโทรทัศน์



1.เหตุใดกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ จึงไม่มีข้อเรียกร้องใดๆ กับรัฐบาลไทย ทั้งๆ ที่การเจรจาต่อรอง ย่อมจะต้องมีเงื่อนไข และข้อเรียกร้องของฝ่ายตน


2.ทำไมกระบวนการเจรจาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จถึงขั้นหยุดยิง จึงไม่มีหน่วยงานความมั่นคงของไทยรับรู้เลยแม้แต่น้อย


3.บุคคลที่ปรากฏในเทปบันทึกภาพ แทบไม่มีใครชี้ชัดได้ว่าเป็นใคร โดยเฉพาะหากเป็นจริงตามที่ประกาศว่า เคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 100 ปี ก็น่าจะมีคนรู้จักบุคคลที่อยู่ในระดับแกนนำบ้าง


4.ชื่อกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน


5.ชื่อกลุ่มเป็นภาษาไทย ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้สำหรับกลุ่มขบวนการที่มีอุดมการณ์ต่อต้านรัฐไทย สังเกตจากกลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆ อาทิเช่น พูโล หรือบีอาร์เอ็น ก็ล้วนมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ และภาษามาเลย์ทั้งสิ้น


6.ธงของกลุ่มที่ติดอยู่เบื้องหลังเป็นฉากของการแถลงข่าว ไม่มีหน่วยงานใดเคยเห็นมาก่อนว่าเป็นธงสัญลักษณ์ของกลุ่มใด และแถบสีบนธงก็คล้ายกับนำเอาแถบสีของธงกลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆ ในภาคใต้มารวมกันไว้


7.ข้อความที่เขียนบนธงเป็นภาษาอาหรับ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดนหรือขยายฐานมวลชน ซึ่งส่วนใหญ่พูดภาษามลายู


8.ห้องที่ใช้แถลง คล้ายเป็นห้องที่ตกแต่งขึ้นให้มีลักษณะเหมือนเป็นฐานบัญชาการ แต่ไม่ใช่ฐานบัญชาการจริงๆ


9.ผู้แถลงทั้งที่เป็นภาษามาเลย์และภาษาไทย ใช้วิธีอ่านข้อความที่อยู่หลังกล้อง


10.คำแถลงสั่งการให้ทุกกลุ่มหยุดยิง ระบุเวลาเที่ยงวันของวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 คือ


เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าวันอังคารที่ 15 ก.ค. และวันพุธที่ 16 กรกฎาคม ยังคงเกิดเหตุรุนแรง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างต่อเนื่อง


โดยเฉพาะวันที่ 16 ก.ค. ที่เกิดเหตุระเบิดหน่วยราชการถึง 3 แห่งในอำเภอเมือง จ.ยะลา และ


เหตุการณ์ร้ายซุ่มดักยิงทหารไทย ที่ยะลา ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเวลา 15.00 น.ของวันที่ 17 ก.ค. เพียง 3 ชั่วโมง หลังจาก อ่านคำแถลงออกอากาศทาง ช่อง 5

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ Suthichaiyoon.com 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 02:01:00
http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=3840
อ่านข่าวนี้ จาก Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com


จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

พระบรมราชินีนาถ ทรงอ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา”

พระสุรเสียงพระราชินี ยก
“พระมหาโมคคัลลานะ” กำจัดคนชั่ว


“สนธิ ลิ้มทองกุล” อัญเชิญพระสุรเสียงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงอ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา” ตอน “ความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัย” ที่มีนัยถึงการกำจัดคนชั่ว เปรียบพันธมิตรฯ เสมือนพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย คอยกำจัดคนชั่วแทนพระพุทธเจ้า
พระบรมราชินีนาถ ทรง�่านหนังสื�ธรรมะ พระ�านนท์ พุทธ�นุชา ต�น ความ�ัศจรรย์แห่งธรรมวินัย

พระบรมราชินีนาถ ทรงอ่านหนังสือธรรมะ พระอานนท์ พุทธอนุชา ตอน ความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัย



ภายหลังจากได้มีการอัญเชิญพระสุรเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญพระราชกุศล อ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา” เนื่องในวโรกาสทรงครองอิสริยยศ สมเด็จพระราชินี ปีที่ 54 วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ตอน “มหามิตร” มาเปิดเผยไปเมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 17 ก.ค.51 ล่าสุดเมื่อเวลา 00.10 น.ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เพื่ออัญเชิญพระสุรเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงอ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา” ตอน “ความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัย” กล่าวถึงการลงอุโบสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความยาวประมาณ 3 นาที


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงที่พระมหาสมณเจ้า ไม่แสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์ให้แก่พระสงฆ์ที่มาประชุมพร้อมกัน ณ อุโบสถาคาร จนพระอานนท์พุทธอนุชากราบทูลถามถึงสองครั้ง พระมหามุนีจึงตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ในชุมนุมนี้ภิกษุผู้ไม่บริสุทธิ์มีอยู่ อานนท์มิใช่ฐานะที่ตถาคตจะแสดงปาฏิโมกข์ในท่ามกลางบริษัทอันไม่บริสุทธิ์” ตรัสอย่างนี้แล้วก็ประทับเฉยต่อไป

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ ตน ความัศจรรย์แห่งธรรมวินัย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ ตอน ความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัย


จนพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย นั่งเข้าฌานตรวจดูว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์อันเป็นที่รังเกียจของสมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อได้เห็นแล้วจึงกล่าวขึ้นท่ามกลางสงฆ์ว่า “ดูก่อนภิกษุ ท่านออกไปเสียเถิด สมเด็จพระบรมศาสดาเห็นท่านแล้ว” แม้พระมหาเถระจะกล่าวอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง ภิกษุรูปนั้นก็ไม่ยอมออกไปจากชุมนุมสงฆ์ พระมหาโมคคัลลานะจึงลุกขึ้นแล้วดึงแขนภิกษุรูปนั้นออกไป


จากนั้น นายสนธิ กล่าวว่า ธรรมะข้อนี้มีนัยสำคัญมากที่สุด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสมัยก่อนพุทธกาลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ.2551 เหมือนกัน การที่พระพุทธเจ้าไม่แสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์ ก็เพราะในบรรดาพระสงฆ์ที่นั่งมีภิกษุองค์ที่ไม่บริสุทธิ์ เปรียบเสมือนสังคมซึ่งมีคนไม่ดีอยู่ เพราะฉะนั้นการที่สังคมมีคนไม่ดีอยู่ มีคนชั่วอยู่เพียงคนเดียว ย่อมก่อให้เกิดปัญหา ต้องรอจนกว่าเราต้องกำจัด เอาคนไม่ดีหรือคนชั่วออกไป สังคมถึงจะเดินหน้าต่อไปได้


“สังคมไทยมีคนชั่ว คนไม่ดีอยู่มาก เราต้องกำจัดเอาออกไป การที่พระพุทธเจ้าไม่แสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์ ก็เพราะมีภิกษุสงฆ์ที่ไม่บริสุทธิ์เพียงรูปเดียว จนพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายต้องเข้ามาคลี่คลายปัญหา ด้วยการดึงแขนภิกษุสงฆ์รูปนั้นออกไป”


นายสนธิ กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงทราบดีอยู่แล้วว่า ภิกษุรูปนั้นเป็นใคร แต่พระองค์ทรงนิ่งเงียบถึง 3 ครั้ง เพราะให้โอกาสภักษุรูปนั้นกลับตัวกลับใจ แต่ภิกษุรูปนั้นไม่เข้าใจ และคิดว่าการนิ่งเฉยของพระองค์ คือความเมตตาแล้วมองไม่เห็นความชั่วของตัวเอง นอกจานี้พระพุทธเจ้าก็ไม่อยู่ในสถานะที่จะดำเนินการด้วยพระองค์เอง หน้าที่ในการกำจัดภิกษุที่ไม่บริสุทธิ์จึงตกอยู่กับพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย มีฤทธิ์เดชมาก


ดังนั้น เมื่อมองมาในสังคมไทยที่ไม่สามารถเดินหน้าไปได้ก็เพราะมีคนชั่วอยู่มาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงนิ่งเฉย พระองค์ไม่ได้อยู่ในสถานะที่มาบอกว่า คนนี้ดี คนนี้ชั่ว หน้าที่นี้จะต้องตกอยู่กับพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้มีฤทธิ์


ซึ่งวันนี้ผู้มีฤทธิ์ก็นั่งกันอยู่ที่นี่แล้ว และนอกจากนี้ที่นี่แล้ว ทหารก็เป็นผู้มีฤทธิ์เช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ทำไมถึงมีผู้มีฤทธิ์เพียงกลุ่มเดียว ที่กระทำตนเป็นพระมหาโมคคัลลานะ ต้องมีพระมหาโมคคัลลานะ อีกองค์เข้ามากำจัดคนชั่วออกไปเช่นกัน เราต้องกำจัดคนชั่ว แม้นมีเพียงคนเดียวก็ต้องเอาออกไป

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 18 กรกฎาคม 2551 02:05 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084456
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.