Accom Thailand

February 25, 2008

รมว.ยุติธรรมแถลงย้าย “สุนัย” เพื่อเหมาะสม

จาก ผู้จัดการออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2551 13:16 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000022901


อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

ข่าว “เสรีพิศุทธ์” ทิ้ง สตช.
ข่าว “จรัญ” ไม่กลัวถูกเด้งพ้นปลัด

somphong
รัฐมนตรียุติธรรมแถลง ย้าย “สุนัย” พ้นดีเอสไอ เพื่อความเหมาะสม ด้านการบริหารงาน พร้อมทั้งยืนยันไม่เคยคิด เด้ง “จรัญ” เป็นคิวเชือดรายต่อไป อ้างไม่เคยคิด ไม่กล้าสาบานโยกย้ายไม่เกี่ยวคดี “แม้ว”

วันนี้(25 ก.พ.) เมื่อเวลา 08.30 น.ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แถลงข่าวถึงกรณี ที่มีคำสั่งย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมกรมสอบสวนพิเศษ(ดีเอสไอ) ไปช่วยราชการในตำแหน่ง รักษาการ เลขาธิการสำนักงานป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดตั้งใหม่ แล้วตั้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองเลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) อดีตรองอธิบดีกรมดีเอสไอ กลับมาเป็นใหญ่ นั่งเก้าอี้อธิบดี กรมดีเอสไอ ว่า

เมื่อเข้ามารับตำแหน่งรมว.ยุติธรรม ในระยะต้นๆกลางเดือนกุมภาพันธ์ ได้หารือนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม หลายๆ อย่าง โดยปลัดกระทรวงยุติธรรมได้แจ้งให้ทราบว่า มีเรื่องด่วนที่ต้องดำเนินการ นั้นคือเรื่องเกี่ยวกับการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ซึ่งช่วงนั้นยังไม่มีการ แถลงนโยบายรัฐบาล จึงไม่อยากที่จะดำเนินการใดๆ เพราะคงทราบกันดีว่า รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดเจน หากยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาล ไม่ควรที่จะดำเนินการใดๆ นอกจากเรื่องนั้นเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เรื่องด่วนจริงๆ และจะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ตนไม่เซ็นคำสั่งอะไร นอกจากเซ็นสั่งรับทราบนายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า คำถามที่ตนขอฟันธงเลยคือ ทำไมถึงต้องมาทำกันในตอนนี้

เนื่องจากกฎหมายอันนี้มีพระราชบัญญัติออกมาผ่านคณะรัฐมนตรีผ่านไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช. จาก สนช. ลงพระราชกิจจานุเบกษาวันที่ 24 มกราคม และในกฎหมายกำหนดไว้ว่า ให้มีผลบังคับใช้ในวันถัดไป โดยในข้อที่ 1 กำหนดไว้ว่า ภายใน 30 วัน จะต้องมีสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการทุจริตภาครัฐ ป.ป.ท.ให้ได้ คำนวณตัวเลขจะครบใน วันที่ 24 กุมภาพันธ์ เราก็ยังไม่มี สำนักงานฯ ตัวเลขาฯ มีความจำเป็นที่ต้องมาคิดว่า ผู้ที่เหมาะสมเป็นใคร ก็เรียนด้วยความเคารพ ได้หยิบยกมาหลายท่าน และมาตรวจสอบดู

“ต้องเรียนว่า หลายๆ ท่านมาพูดว่า ผมเองล้างแค้นแทนน้อง เพราะ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ เป็นน้องแท้ๆ ผม ซึ่งไม่เคยมีอยู่ในจิตใจผมเลย ว่าผมจะต้องไปล้างแค้น แต่ว่าเป็นไร สิ่งเหล่านี้ต่างจิตต่างใจ ใครจะพูดยังไง ดูพฤติกรรมในข้างหน้าเป็นเรื่องหลัก” รมว.ยุติธรรม กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นได้พิจารณาดูท่านสุนัยเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด จากการที่ผมได้ตรวจสอบ ท่านเป็น อดีตผู้พิพากษา งานของการปราบปรามทุจริตภาครัฐ เป็นงานเกี่ยวกับเรื่องการไต่สวน เรื่องของระเบียบที่สำคัญๆ ต่างๆ วางคน วางงบประมาณ ซึ่งเป็นงานเริ่มต้น และท่านเป็นคน ที่เหมาะสมที่สุดในเรื่องนี้ เป็น ระดับอธิบดีเท่ากัน ไม่ได้มีการโยกย้าย โดยลดตำแหน่งท่าน ใดๆ ทั้งสิ้น ผมได้พิจารณาอย่างดีแล้ว เมื่อเซ็นคำสั่งไปแล้ว ยังได้สอบถาม ปลัดกระทรวงยุติธรรม ด้วยซ้ำไปว่า มันเป็นอย่างนี้ ท่านยังได้ตรวจสอบคำสั่ง ดูว่าคำสั่งมันผิดกฎหมายมาตรา 257 หรือเปล่าตามรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ท่านยังเป็นห่วง เพราะท่านเป็นคนร่าง รัฐธรรมนูญอันนี้ เมื่อตรวจเสร็จเรียบร้อย ท่านยังบอกว่า ถูกต้องครับ

รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังได้มาเรียนกับตนเรื่อง ท่านสุนัย ตนก็รู้สึกเสียใจตอนต้นๆ ว่าท่านสุนัยไม่อยากรับตำแหน่งนี้ หรืออย่างไร ตนถึงได้ขอร้องปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งท่านก็มาบอกว่า ท่านสุนัยโอเค ครับแล้ว

“อยากใช้คำพูดสั้นๆ ว่า หากผมพบท่านสุนัยครั้งแรก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าผมไปพบท่าน ผมจะไปกราบขอบพระคุณท่าน ที่ท่านรับตำแหน่งอันมีเกียรติอันนี้ เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญของ กระทรวงยุติธรรมอย่างยิ่ง นี้คือที่มาที่ไป ของการโยกย้าย ท่านสุนัย ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับ กระทรวง ไม่ได้คิดล้างแค้น” นายสมพงษ์ กล่าว

รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า ในประเด็นหลายอย่างที่ถูกมองว่า การโยกย้ายครั้งนี้เป็นการล้างแค้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับอดีต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่จะกลับมา มันเป็นไปไม่ได้ ท่านไปตรวจสอบให้แน่นอนว่า ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่องคดีต่างๆ ที่เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีมันไปถึงไหนแล้ว มันไปที่อัยการเรียบร้อยแล้ว ตนโชคดีที่คดีไปแล้ว ไม่อย่างนั้น ผมจะโดนข้อหานี้ด้วยซ้ำไป เพราะตนก็อยู่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มาเหมือนกัน ก็ต้องบอกว่า โชคดี เรื่องอื่นไม่เห็นมีอะไร คดีที่ค้างมาก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า จะอำนวยความสะดวกอดีตนายกฯ หรือไม่ ตนก็บอกว่าไม่ กฎหมายก็ต้องเป็นกฏหมาย คุณก็ว่ากันไปตามกฎหมาย กระผมเองจะไปบังคับบิดพริวในเรื่องของกฎหมายได้ยังไร รัฐมนตรีมีอำนาจมากขนาดนั้นเชียวหรือ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ทุกกระทรวง ทุกทบวง ใช้กฎหมายเดียวกัน นั้นก็หมายความว่า รัฐธรรมนูญเดียวกันทั้งนั้น ต้องให้ความยุติธรรมกับทุกๆ คน

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ถามตนว่าจะเอื้อประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ตนบอกว่า ตนไม่ให้ เรื่องปกติท่านต้องเข้ามาอยู่ใน กระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง และก็จะให้ความสำคัญ อำนวยความสะดวก สบายท่าน เหมือนกับอดีตนายกรัฐมนตรีทุกๆ คนที่ได้รับ ก็จะให้อย่างนั้น เพราะฉะนั้นตัดประเด็นไปเลย

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยนั้น นายสมพงษ์ กล่าวว่า อย่างที่ฝ่ายค้านออกมาพูด แต่อย่าไปพูดถึง ชื่อท่านเลย ท่านก็เป็นถึงอดีตผู้พิพากษา ท่านรู้ดีว่าดำเนินการอย่างไร แต่ท่านก็เป็นคนเก่ง เป็นคนรอบรู้ มุมมองไหนที่มีทั้งมุมมองทางบวกและทางลบ ทั้งคูณทั้งหาร ท่านมองได้รอบ ท่านรู้ เพราะฉะนั้นเวลาที่ท่านจะออกมา ในขณะที่ท่านเป็นฝ่ายค้าน ท่านก็ออกมาในทางลบของรัฐบาล อันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา วันไหนว่างๆ รอไปถามท่านบ้าง ทางบวกมีบ้างไหม ท่านรู้ท่านก็ออกได้ ท่านเป็นคนเก่ง

“ผมเคารพในการตำหนิติเตียนของท่าน ผมไม่ตอบโต้ท่าน พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีเงากระทรวงยุติธรรม ไหนๆ เอ่ยชื่อแล้ว ผมเคารพในการตำหนิของท่าน ท่านเป็นบุคลากร ที่ผมเคารพนับถือ อยู่ในสภาการอภิปรายของท่านเก่งกาจ มีเหตุและผล แต่มุมการมอง เรามองได้หลายทาง ในวันนี้ท่านมองในมุมนี้ ไม่เป็นไร แต่อีกวันท่านอาจมองอีกมุมก็ได้” รมว.ยุติธรรม กล่าว

นอกจากนั้น นายสมพงษ์ ยังกล่าวถึงเหตุผลที่แต่งตั้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ กลับมาเป็นใหญ่นั่งเก้าอี้ อธิบดีดีเอสไอ ว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีหน้าที่หลักๆ หรือมีความสำคัญอย่างไร นั้นคือการปราบปรามทุจริต ปราบปรามในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มีการสอบสวนสืบสวน จับกุม มีวิธีเทคนิคต่างๆ พ.ต.อ.ทวี เป็นอดีต รองผู้บังคับการกองปราบปราม มาก่อน และทำงานเกี่ยวกับ ปราบปราม สอบสวน สืบสวน ที่มา กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีความจำเป็นต้องใช้คนอย่างนี้ มีคนบอกว่า งานอะไรต่างๆ พ.ต.อ.ทวีไม่ได้ผ่านงานเหล่านี้ ไปดูเลยว่า พ.ต.อ.ทวี ผ่านอะไรมาบ้าง งานที่เขาทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นอย่างไร ตนไม่ได้ไปยกย่อง แต่ดูจากประสบการณ์ อดีตของเขาที่ผ่านมา

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนทำไมไม่แต่งแต่ รองอธิบดีดีเอสไออีก 2 ท่าน คือ นายพรชัย อัววัฒนาพร และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ทั้งๆ ที่รองท่านหนึ่งมีความอาวุโสกว่านั้น อีกท่านมีอายุราชการ 6 ปี และเป็นรองฯ ส่วน พ.ต.อ.ทวี มีอายุราชการ 5 ปีกว่า การที่ไม่เอารองที่อาวุโสกว่า ต้องขอเรียนว่า รองที่อาวุโสนั้นมีความเก่งกาจในเรื่องอื่น ท่านเก่งในเรื่องกฎหมายมาก ท่านจะมีประโยชน์ในช่องทางอื่นอย่างนี้ดีกว่า ไม่ใช่ว่าในขณะที่ รัฐบาลมีความต้องการ ให้การทำงานเกิดผล ในระยะเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปีในวันข้างหน้า มีความจำเป็นต้องใช้คน ในลักษณะอย่างนี้ ทุกคนคงทราบดีว่า 1 ปี 6 เดือนทีผ่านมา มันมีอะไรก้าวหน้าบ้าง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องทำ ทุกสิ่งทุกอย่าง

กระทรวงยุติธรรมต้องเอื้อความเป็นธรรมกับทุกหน่วยงาน แม้แต่ด้านเศรษฐกิจ คนที่จะมาลงทุนในประเทศไทย เราต้องเอื้อให้เขาว่า ที่มาทำสัญญากับเรา ต้องได้รับความยุติธรรม อันนี้ต้องให้ความมั่นใจกับเขา การมามองดูว่า คนหนึ่งอาวุโส อีกคนหนึ่งอาวุโสกว่า สำหรับกระทรวงยุติธรรม ต้องดูความเหมาะสมของคนที่จะมาอยู่ตรงนั้น ส่วนท่านรองอีกท่านที่บอกว่าอาวุโสกว่า คือ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ต้องเรียนว่า ท่านเก่งกาจในเรื่องอื่น มีอย่างอื่นที่ท่านต้องทำอีกเยอะ

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรมจะเป็นคิวต่อไปหรือไม่ นายสมพงษ์ กล่าวว่า บางทีพวกเรา สื่อมวลชนก็ดี บุคคลดีก็ดีที่มองคนละมุมกับทางรัฐบาล ก็ย่อมคิดต่างๆ นาๆ ไปทางนั้น ตนเรียนด้วยความเคารพว่า ตนไม่มีจิตใจและไม่เคยคิดเลยว่า จะไปปลดท่านปลัดฯ ไปโยกย้ายท่าน ทั้งนี้ให้ไปท่านถามท่านปลัดได้เลยว่า ตนคุยกับท่านยังไง ซึ่งผมขออภัยที่ผมไม่สามารถบอกกล่าวในที่นี่ได้ เพราะเป็นที่เข้าใจกันเราทำงาน

“ท่านปลัดเป็นคนเก่ง ต้องยอมรับว่าท่านเป็นคนเก่ง ผมต้องการที่จะช่วยกันทำงานให้กระทรวงนี้เจริญลุล่วงไปข้างหน้า แต่มันต้องเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เราต้องไปเป็นทางเดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้นคำตอบของผมเกี่ยวกับ ท่านปลัดฯ ผมตอบไปแล้ว ไม่มี” นายสมพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ทำไมตำแหน่งเลขาฯป.ป.ท.ไม่ให้เป็นนายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษขึ้นมาเป็น นายสมพงษ์ กล่าวว่า ท่านทำงานมาด้วยเหมือนกัน เป็นคนช่วยประสาน แต่ถ้ามองในเรื่องของบทบาทในการทำงาน ท่านสุนัยเหนือกว่าเยอะ แต่ไปพูดยังงี้มันก็ไม่ดี เอาเป็นว่าท่านสุนัยเหมาะสมกว่า พูดยังงี้จะดีกว่า ขอโทษขอถอนคำว่าเหนือกว่าเยอะ ท่านเหมาะสมกว่าจริงๆ

“ท่านสุนัยท่านเป็นผู้พิพากษามาก่อน งานที่เราจะทำนี่คืองานไต่สวน งานเกี่ยวกับกำลังพล เกี่ยวกับงบประมาณ งานระเบียบต่างๆเพื่อที่จะวางให้ข้าราชการที่กรมนี้ทำงานอย่างราบรื่น”นายสมพงษ์ กล่าว

รมว.ยุติธรรม กล่าวย้อนถึงโครงสร้างของป.ป.ท. ด้วยว่า คณะกรรมการป.ป.ท. ก็จะเหมือนกับ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ต้องผ่านสภาทั้ง 2 สภา ซึ่งภายใน 60 วันต้องมี ซึ่งตนไม่้เคยเรียนเลยว่า ต่อจากนี้ตนต้องดิ้นเป็นลิง เพราะต้องทำต้องสรรหา ต้องมีการเลือกตั้งประธาน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น ป.ป.ช.น้อย อีกทั้งภายใน 120 วันคดีเก่าๆ ที่อยู่ที่ป.ป.ช.จะต้องส่งคืนมาอยู่ที่ป.ป.ท. อีก 6 พัน กว่าสำนวน ดังนั้นถ้าหากว่าเราทำงานล่าช้าไป 1 วันอะไรมันจะเกิดขึ้น มันจะเกิดผลเสียหาย คดีอาจจะขาดอายุความ มันจะเป็นอย่างนั้น เราต้องเร่งรัดทำงาน นี่คือความจำเป็นที่จะต้องทำ

“ผมถูกกรอบของกฎหมายบังคับอยู่ตรงนี้ ผมต้องทำ แต่ผมไม่อยากจะตอบโต้ เพราะสื่อมวลชนโทรมาผมก็เข้าใจ ถ้าผมเป็นสื่อมวลชนผมก็จะถามแบบนี้ ท่านมาล้างแค้นตามข่าวนี้ไหม ซึ่งถ้ามันไปอยู่กระทรวงอื่นมันก็คงหมดเรื่อง ขอวิงวอนท่านที่เคารพให้ความเป็นธรรมกับผมด้วยในเรื่องนี้ กระทรวงอย่างผมเขาเรียกว่ากระทรวงไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด คือมันต้องเป็นกลาง”นายสมพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่าตำแหน่งของนายสุนัยต้องผ่านมติครม.หรือไม่ นายสมพงษ์ กล่าวว่า อันนี้เป็นอำนาจของ รัฐมนตรีว่าการ ในส่วนของกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดินมาตรา 46 ซึ่งเรียกว่าโยกย้ายไป รักษาการ ซึ่งเรื่องนี้ตนได้เรียนให้ปลัดฯ และเปิดดูกฎหมายกัน ทั้งนี้ในเรื่องนี้ตนคุยกับนายจรัญยาว เมื่อซักว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องมือที่มองไม่เห็น ที่นายสมัครออกมาพูดก่อนหน้านี้หรือไม่ นายสมพงษ์ ปฏิเสธว่า ไม่เคยคิดก้าวไกลขนาดนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นเพราะเรื่องของการบริหารจัดการภายในดีเอสหรือไม่ นายสมพงษ์ กล่าวว่า ตนได้ยินข่าว แต่ยังไม่ได้ดูลึกขนาดนั้น เมื่อถามต่อว่าที่ผ่านมานายสุนัยขัดแย้งกับตำรวจในดีเอสไอหรือไม่ นายสมพงษ์ กล่าวว่า ไม่รู้ อันนี้ยังไม่รู้ เดี๋ยวจะเข้าไปดูจะเรียกเข้ามาชี้แจงกันให้หมด รวมทั้งคดีค้างๆต่างๆก็จะนำมาดูให้หมดว่าเป็นยังไง

ทั้งนี้มีรายงานว่า จู่ๆนายสมพงษ์ก็กล่าวขึ้นมาลอยๆ ชื่นชมนายสุนัยว่า “ต้องยอมรับว่า นายสุนัยเป็นคนเก่ง เป็นคนดีในเรื่องนี้ แต่ในเรื่องเกี่ยวกับงานต่างๆ ผมไม่เคยเอามาพิจารณาเลย ไม่เคยเอามาดู และการพิจารณาครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ที่ผ่านมาของท่าน แต่รู้ว่าท่านทำประโยชน์ไว้เยอะ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนมีคำสั่งย้ายได้คุยกับ นายสุนัย หรือไม่ นายสมพงษ์ กล่าวว่า เข้ากระทรวงวันแรก และเจอท่านครั้งเดียว ท่านงานเยอะ เมื่อถามว่าได้คุยกับ นายสุนัย หรือยัง รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย เพราะตนมองว่า เป็นเรื่องของความเหมาะสมต่างๆ ว่าประวัติท่านเป็นยังไง ท่านทำงานอะไรมา ความเก่งกาจท่านเป็นยังไง

เมื่อถามว่าคิดว่า นายสุนัยจะเข้าใจหรือไม่ เพราะมันสอดรับกับการที่ นายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ร้องเรียนเข้ามา นายสมพงษ์ กล่าวว่า การโยกย้ายเที่ยวนี้ตน โดนกรอบของกฎหมายบังคับ ตนไม่คิดไม่ได้ถามเลยว่าใครไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามที่ท่านนายกได้พูดไว้ ดังนั้นอันนั้นไม่มี ไม่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ท่านสุนัยคงเข้าใจ เพราะตนได้อธิบายให้ ท่านปลัดกระทรวงฟัง

เมื่อถามว่าเป็นเพราะมีความต้องการให้ดีเอสมีการตรวจสอบแบบตำรวจใช่หรือไม่ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ความจริงในเรื่องนี้ จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะเป็นเรื่องของงาน สอบสวนคดีพิเศษ ที่อื่นต้องการที่จะมี แนวทางในการดำเนินการ คล้ายตำรวจอยู่เหมือนกัน เพราะบางทีต้องจู่โจมต้องไปจับ หรือ เรียกมาสอบสวน ฉะนั้นงานต่างๆอาทิงานที่ตำรวจทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็ต้องมาให้ กรมนี้ทำ กรมนี้ ก็มาสานงาน ตำรวจต่อไป

“ท่านปลัดกระทรวงยังปรารภ อย่างเรื่องคดี ตำรวจตชด.ตำรวจไปสอบสวนกันเอง ทำไมไม่ให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะเป็นกลางทำ รวมทั้งคดีแชร์รถตู้ ทำไมถึงต้องตำรวจ กับ ตำรวจ สอบสวนกันเอง ซึ่งเขาก็ทำได้ แต่ทำไมไม่ให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษทำ” นายสมพงษ์ กล่าว

เมื่อถูกซักว่า ท่านสาบานได้หรือไม่ นายสมพงษ์ กล่าวสวนขึ้นมาทันทีว่า “คุณจะให้ผมเป็นคุณสมัครหรือ” เมื่อถามย้ำว่าสาบานได้ไหม ว่าไม่ใช้การย้าย เพราะ นายสุนัยไปดูแลคดีตระกูลชินวัตร นายสมพงษ์ กล่าวว่า “ไม่ต้องสาบานครับ แต่จะไปกี่วัดให้บอกมา”

เมื่อถามว่าท้อใจบ้างหรือไม่ที่เข้าไปไม่เท่าไรก็เจอเรื่องแบบนี้ นายสมพงษ์ กล่าวว่า ก็มีความรู้สึก แต่ความจริงจะรู้สึกท้อใจมากกว่า หลังจากที่ได้ให้ข้อมูลข่าวสารกับท่านที่เคารพวันนี้แล้ว แล้วยังเกิดมียังงี้มาอีก อันนั้นตนจะท้อใจว่า ตนตั้งใจทำความดี

“จะสาบานยังไงทำได้หมด ไม่ติดขัดอะไรเลยทำได้ จิตใจผมบริสุทธิ์จริงๆ”รมว.ยุติธรรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการแถลงนายสมพงษ์ได้เดินมาหาผู้สื่อข่าวที่ท้าให้สาบานและบอกว่า “เดี๋ยวคุณไปวัดพระแก้วกับผมนะ”

Advertisements

“จรัญ” ไม่กลัวถูกเด้งพ้น ปลัดกระทรวงยุติธรรม

จาก ผู้จัดการออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2551 10:51 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000022949


อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

ข่าว “เสรีพิศุทธ์” ทิ้ง สตช.
แถลงย้าย “สุนัย” เพื่อเหมาะสม
Justice Permanent Secretary

“จรัญ” ลั่นไม่กลัวถูกเด้งพ้นปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุเป็นข้าราชการน้อมรับคำสั่ง แต่อย่าใช้วิธีสกปรกกลั่นแกล้งก็แล้วกัน ยืนยันรัฐมนตรีย้ายไม่ได้
ส่วนการโยก “สุนัย” มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ ต้องให้สังคมตรวจสอบ แฉถูกเรียกหารือหลังเซ็นคำสั่งเด้งพ้นดีเอสไอแล้ว


วันนี้ (25 ก.พ.) นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์รายการ “สภาท่าพระอาทิตย” ทางเอเอสทีวี ให้ความเห็นถึงข่าวจะถูกย้ายเป็นรายต่อไปว่า ไม่เป็นไร เรื่องการโยกย้ายข้าราชการประจำต้องน้อมรับอยู่แล้ว แต่ขออย่างเดียวอย่ามีการกลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสี หรือหาทางทำลายและหาช่องทางกฎหมายมาดำเนินการ ถ้าทำอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นการฉ้อฉล

รัฐมนตรี(ยุติธรรม) ย้ายผมไม่ได้ ต้องนายกฯ เท่านั้น ตามกฎหมายให้อำนาจนายกฯ ถ้าจะมีการย้ายไป ประจำสำนักนายกฯ ก็ทำได้” นายจรัญ กล่าวเมื่อถูกถามถึงข่าว จะถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ถามว่าถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอย้ายไป ประจำสำนักนายกฯ ทำได้หรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า ทำได้ถ้าทำถูกขั้นตอน อย่าทำสกปรก ต้องตรงไปตรงมา ข้าราชการรับได้ และทำได้ทุกตำแหน่ง

ส่วนกรณีการโยกย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายจรัญ กล่าวว่า โดยหลักการ ปลัดกระทรวง สามารถเสนอย้าย ได้ แต่กรณีของนายสุนัย มโนมัยอุดม นั้น สำนักเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) กำลังขาดบุคลากร ไปดำเนินการ อีกทั้งยังขึ้นตรงกับรัฐมนตรี ดังนั้น กรณีนี้จึงขึ้นกับอำนาจของรัฐมนตรียุติธรรมสั่งให้มารักษาราชการ

การที่รัฐมนตรียุติธรรมอ้างว่าได้หารือกับปลัดกระทรวงยุติธรรมก่อนการโยกย้ายอธิบดีดีเอสไอ นายจรัญ กล่าวว่า ได้คุยกันหลังจากที่รัฐมนตรีเซ็นคำสั่งโยกย้ายแล้ว และตนเองได้ขอตรวจสอบข้อกฎหมายก่อนว่าทำได้หรือไม่ เมื่อตรวจสอบแล้วไม่มีปัญหาเพราะ ป.ป.ท.เป็นหน่วยงานที่กำลังตั้งขึ้นใหม่ และอยู่ในอำนาจของรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว อีกทั้ง ป.ป.ส.ก็เช่นเดียวกัน เป็นหน่วยงานที่ขึ้นต่อรัฐมนตรีด้วย

ส่วนข้อสงสัยที่ว่าทำไมจึงดึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จากรองเลขาฯ ป.ป.ส.มารักษาการอธิบดีดีเอสไอ แทนที่จะให้รองอธิบดีอันดับหนึ่ง มาเป็นอธิบดีดีเอสไอ นายจรัญ กล่าวว่า อยู่ในวิสัยของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในการใช้ดุลพินิจ

ถามว่าคิดว่ามีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ต้องถามคนใช้อำนาจ ตนเองไปกล่าวหาไม่ได้ ว่ามีจริงหรือไม่ คิดว่าสังคมต้องช่วยกันตรวจสอบ

ถามว่าเกี่ยวกับคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวข้อง ได้เสนออัยการสั่งฟ้องไปแล้ว ส่วนคดีอื่นๆ ไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

นอกจากนี้ นายจรัญยังกล่าวถึงเรื่องที่ทำเรื่องขอย้ายกลับศาลยุติธรรมว่า คงจะมีการพิจารณาได้ภายในเดือนมีนาคมนี้ หลังจากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตุลาการ (กต.) ชุดใหม่แทนชุดเก่าที่หมดวาระไป

“เสรีพิศุทธ์” ย้ำไม่มีการปลด ผบ.ตร. รัฐบาลขิงแก่ ยังปลด “โกวิท” ไม่ได้

จาก ผู้จัดการออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2551 19:25 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000023323

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุ ยังไม่มีการปลดจากตำแหน่ง ผบ.ตร.ชี้ให้ดูที่ผลงาน รวมทั้งข้อกฎหมาย ยกตัวอย่างรัฐบาลขิงแก่ ยังปลด “โกวิท” ไม่ได้ ส่วน “ทักษิณ” จะมาเมื่อไหร่นั้น ยังไม่ได้รับการติดต่อ แต่หากมา ก็จะดูแลความปลอดภัยให้ ในฐานะเคยเป็นนายกฯมาก่อน
Seriphisuth
วันนี้ (25 ก.พ.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. กล่าวภายหลังการประชุม การบริหาร ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงแจ่มใส ถึงกระแสข่าวการว่าจะมีการปลด ออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร.ว่า จะมีการปลดได้อย่างไร ตนทำงานถึงขนาดนี้ ใครจะมาเปลี่ยน และที่ผ่านมา ไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้กับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีด้วย

“อย่างกรณีความที่ผ่านมา ในสมัยของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งย้าย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ยังทำไม่ได้ เพราะกฎหมายมีอยู่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย อยากให้ไปถามประชาชนว่า พอใจในการทำงานของผม หรือไม่ ผมขอยืนยันว่า ไม่ได้มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้ ผมยังคงทำหน้าที่ตามปกติ” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

ผบ.ตร.ยังกล่าวถึงกระแสข่าว กล่าวถึงกระแสข่าวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศ ในวันอันใกล้นี้ด้วย ว่า เรื่องนี้ตนยังไม่ทราบ ยังไม่มีการประสานมา แต่หากพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับมา ตำรวจต้องดูแล เป็นพิเศษ อาจจะยิ่งกว่า กรณีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยาด้วยซ้ำ เพราะท่านเป็นถึง อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตำรวจมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็ต้องดูแล ส่วนจะพิจารณาว่า สถานการณ์ขณะนี้เหมาะจะกลับมาหรือไม่ เรื่องนี้ ตนตอบแทนไม่ได้ เป็นเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องประเมินเอง หากคิดว่าสถานการณ์ขณะนี้เหมาะสม ก็กลับมาได้ หากจะเข้ามาแก้ไขปัญหา ก็ เป็นเรื่องที่ท่านต้องวิเคราะห์ หากไม่พร้อม ก็อาจไม่เข้ามา แต่ขณะนี้ ยังไม่ได้รับการติดต่อในเรื่องดังกล่าวเข้ามา


อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

ข่าว “เสรีพิศุทธ์” ทิ้ง สตช.

Tottenham 2-1 Chelsea in the Carling Cup Final – “วู้ดดี้” โขกนำชัยไก่ต่อเวลาจิกเชลซี 2-1 ซิวถ้วยคาร์ลิงคัพ

Filed under: ข่าวกีฬา,Football — accomthailand @ 23:08
Tags: ,

Tottenham came from a goal down to beat Chelsea at Wembley and win the Carling Cup after extra-time.

Jonathan Woodgate won it when Petr Cech disastrously punched the ball on to his head from Jermaine Jenas’s free-kick.
2-1 Extra Time (94 min.)
Pascal Chimbonda had hit the bar for Spurs, before Didier Drogba’s 20-yard free-kick gave Chelsea the lead with Paul Robinson badly out of position.

Spurs levelled when Wayne Bridge handled in the box and Dimitar Berbatov coolly rolled in the resulting penalty.

Spurs’ success is their fourth League Cup win and first since 1999, the last time they won a major trophy.

It also means their boss Juande Ramos has still never lost a cup final as a manager after five triumphs in Spain with Sevilla.

It ends Chelsea’s quadruple hopes in Avram Grant’s first season as Blues boss, though they are still in the hunt for the Premier League, Champions League and FA Cup.

Carling Cup Final at Wembley
Read more from BBC Sport

“วู้ดดี้” โขกนำชัยไก่ต่อเวลาจิกเชลซี 2-1 ซิวถ้วยคาร์ลิงคัพ

โจนาธาน วู้ดเกต รับบทพระเอกให้กับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ด้วยการโขกทำประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษช่วยให้เฉือนเอาชนะ เชลซี ไปอย่างสนุกตื่นเต้น 2-1 คว้าแชมป์คาร์ลิง คัพ มาครองได้สำเร็จ และถือเป็นถ้วยแชมป์ใบแรกของ ฮวนเด้ รามอส ในฐานะกุนซือไก่เดือยทองด้วย


ฟุตบอลคาร์ลิง คัพ รอบชิงชนะเลิศ วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551
ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 1 – 1 เชลซี (ต่อเวลาพิเศษ สเปอร์ส ชนะ 2-1)

Drogba beats Paul Robinson with a free-kick from 25 yards
1-1 Penalty (69 min)
อ่านต่อ จาก ผู้จัดการออนไลน์

ไม่เกรงกฎหมาย ก่อเหตุส่งยาหน้าบัลลังก์พิจารณาคดี

ญาติผู้ต้องขังคดีค้ายาเสพติด ไม่เกรงกฎหมาย ก่อเหตุส่งยาหน้าบัลลังก์พิจารณาคดี


ญาติผู้ต้องขังคดีค้ายาเสพติด ก่อเหตุอุกอาจลอบส่งยาเสพติดให้ผู้ต้องขังหน้าบัลลังก์พิจารณาคดี

ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 905 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ขณะที่มีการไต่สวนคำร้องให้ริบทรัพย์นายบรรจง สร้อยแก้ว ผู้ต้องขังคดีค้ายาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการขอให้ริบทรัพย์มูลค่ากว่า 10 ล้านบาทนั้น

นายสงกรานต์ ชัยวงศ์ ซึ่งเป็นญาติของนายบรรจง ได้ลักลอบส่งยาเสพติดหลายชนิดมูลค่ากว่าแสนบาท ให้นายบรรจงระหว่างที่ ศาลออกนั่งบัลลังก์ พิจารณาคดี โดยเจ้าหน้าที่ศาลพบพิรุธ ขณะที่ญาตินำกล่องสี่เหลี่ยมสีดำ คล้ายเทปบันทึกเสียงส่งให้ผู้ต้องขัง จึงนำมาตรวจสอบ พบในกล่องบรรจุยาเสพติด จำนวนมาก ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าว เป็นการกระทำที่อุกอาจละเมิดอำนาจศาล ศาลจึงแจ้งตำรวจ ให้ควบคุมตัว นายสงกรานต์ไปสอบสวนดำเนินคดี เบื้องต้นรับสารภาพว่ากระทำผิดจริง โดยถูกว่าจ้างให้มาส่งยาให้ นายบรรจง ที่ปฏิเสธว่าไม่รู้เห็น การกระทำดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ศาลนัดไต่สวนคดีนี้ทันที บ่ายวันนี้ เนื่องจากเป็นการกระทำผิดร้ายแรง

ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


คุกทันทีคนละ 6 เดือนแอบส่งยาบ้า-ไอซ์หน้าบัลลังก์!

banjongsongkran
ศาลสั่งจำคุกทันที 6 เดือน ทั้งคนส่งมอบยาเสพติดให้นักโทษในห้องพิจารณาคดี และตัวนักโทษ ฐานละเมิดอำนาจศาล พร้อมทั้งให้ดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกทาง

อ่านข่าวนี้ต่อ ที่ ผู้จัดการออนไลน์

สวนสัตว์เชียงใหม่ต้องสูญเสียพลายเอก

พลายเอก ช้างเอเชียงาเดียว ที่มีงายาวที่สุดในโลกตาย

สวนสัตว์เชียงใหม่ต้องสูญเสียพลายเอก ช้างเอเชียงาเดียวที่มีงายาวที่สุดในโลก ตายด้วยโรคชราด้วยอายุ 79 ปี นายธนภัทร พงษ์ภมร ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่เปิดเผยว่า สวนสัตว์เชียงใหม่สูญเสียพลายเอก ช้างงาเดียวที่ยาวที่สุดในโลก ช้างเอกของสวนสัตว์เชียงใหม่ขวัญใจของนักท่องเที่ยวและเด็ก ๆ โดย
พลายเอกอายุ 79 ปี เป็นช้างไทยจากป่าห้วยทาก ตำบลบ้านฮวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง ซึ่งกรมป่าไม้ได้มอบให้อยู่ในความดูแลของ สวนสัตว์เชียงใหม่ ตายแล้วด้วยโรคชรา หลังจากล้มป่วยลงเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยสัตวแพทย์ได้ให้การดูแล อย่างใกล้ชิด แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตพลายเอกไว้ได้

สวนสัตว์เชียงใหม่ได้นำซากของพลายเอกทำพิธีแบบล้านนา และจะทำการชันสูตรก่อนกลบฝังต่อไป ส่วนงาที่ยาวที่สุดในโลก จะเก็บไว้ เพื่อจัดแสดงให้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ระลึกถึงพลายเอกด้วย การสูญเสียพลายเอก ส่งผลให้สวนสัตว์เชียงใหม่ เหลือช้างเพียงเชือกเดียวคือ พังไชโย ซึ่งเป็นลูกของพลายเอก ล่าสุดสวนสัตว์เชียงใหม่ได้เสนอไปยังองค์การสวนสัตว์ เพื่อจัดหาช้างมาอยู่คู่กับ พังไชโย ทดแทน พลายเอก ด้วย
ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

“มิ่งขวัญ “อาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังพักรอดูอาการ อีก 1 วัน

แพทย์ระบุ “มิ่งขวัญ “อาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังพักรอดูอาการ อีก 1 วัน

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อาการดีขึ้นแล้ว หลังเป็นลมหมดสติระหว่างปาฐกถาพิเศษเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา แต่แพทย์ยังขอให้พัก รอดูอาการที่ โรงพยาบาลก่อน 1 วัน
Mingkwan in hospitalเมื่อเวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเข้ารับการรักษา พยาบาล ที่โรงพยาบาลตำรวจ

หลังจากเป็นลมหมดสติระหว่าง การปาฐกถา เรื่อง การตลาด ประเทศไทย ในเวที Post Forum 2008 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ และเกิดอาการหน้ามืดล้มลง และถูกโพเดียม กระแทกบริเวณใบหน้า

โดยพลตำรวจตรี นพ.สมยศ ดีมาก รองนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ และ โฆษก โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยอาการของนายมิ่งขวัญ ว่า สาเหตุของอาการเป็นลมเบื้องต้น น่าจะเกิดจาก ได้รับประทานยาหลายชนิด รับประทานอาหารน้อย และ น่าจะมีความเครียด จึงเกิดอาการเป็นลมหมดสติ ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จากการตรวจอาการในเบื้องต้นพบว่า อาการปลอดภัยดี

โดยในส่วนของสมองซึ่งถูก โพลเดียมล้มกระแทกหน้าผาก จากการตรวจสแกนด้วยคอมพิวเตอร์ พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่พบรอยแตกร้าว จึงคาดว่าจะออกจากโรงพยาบาลได้ภายในวันพรุ่งนี้ ขณะที่แพทย์ได้ให้ พักรอดูอาการที่โรงพยาบาล 24 ชั่วโมง เพื่อจะดูอาการให้มั่นใจก่อน

สำหรับตัวนายนายมิ่งขวัญ นั้นระหว่างที่นั่งรถเข็ญออกมาจากห้องเอ็กซเรย์ เพื่อขึ้นรถพยาบาล ไปยังห้องพักได้กล่าวสั้นๆว่า รู้สึกดีขึ้นแล้วไม่ต้องเป็นห่วง

ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
ภาพจาก http://www.suthichaiyoon.com/

Raul Castro named Cuban president – “ราอูล คาสโตร” เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของคิวบา

การครองอำนาจของฟิเดล คาสโตร ผู้นำคิวบานานเกือบ 50 ปีปิดฉากลงแล้ว โดยน้องชายเข้ารับตำแหน่ง ปธน.คนใหม่ สัญญาคงหลักการปฏิวัติคิวบา แต่จะค่อยๆปฏิรูปเศรษฐกิจ

นายราอูล คาสโตร น้องชายของประธานาธิบดี ฟิเดล คาสโตร ได้รับเลือกจากสมัชชาแห่งชาติ ให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ของ คิวบา ในการประชุมเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นการสิ้นสุดของปกครองที่ยาวนานถึง 49 ปี ของนายคาสโตร ซึ่งประกาศก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

นายราอูล วัย 76 ปีแถลงว่า เขาจะยังยึดมั่นหลักการของการปฏิวัติคิวบาต่อไป และ เขาจะขอคำปรึกษาในการตัดสินใจเรื่องสำคัญจากพี่ชาย ทั้งในเรื่องการต่างประเทศ กลาโหม และ การพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการเห็นชอบ จากที่ประชุม และเขาย้ำว่าพี่ชายของเขาเป็นผู้นำแห่งการปฏิวัติคิวบาที่ไม่อาจมีใครมาแทนที่ได้ นอกจากนี้ ราอูล ประกาศว่าพร้อมรับมือ กับ การรุกรานและการแทรกแซงจากสหรัฐและชาติพันธมิตร
Raul Castroนอกจากนี้การที่สมัชชาแห่งชาติเลือกนายโฮเซ่ ราโมน มาชาโด เวนทูรา ผู้ที่ร่วมต่อสู้เพื่อการปฏิวัติคิวบาเคียงคู่ กับฟิเดล คาสโตร เป็นรองประธานาธิบดีคนแรก เป็นการสัญญาณว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ อย่างฉับพลันในคิวบา

แต่ตลอดระยะเวลาที่ นายราอูลดำรงตำแหน่งรักษาการ ประธานาธิบดีนานกว่า 1 ปี นับตั้งแต่พี่ชาย รับการผ่าตัดลำไส้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 เขาได้ส่งสัญญาณว่าจะปฏิรูปเศรษฐกิจคิวบา อย่างจำกัดและค่อยเป็นค่อยไป

และเขากล่าวถึงประเด็นเศรษฐกิจ ต่อที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติว่า รัฐบาลมีภารกิจสำคัญ อันดับแรก ในการตอบสนองความต้องการพื้นฐานแก่ประชาชนโดยจะต้องสร้างความแข็งแกร่งแก่เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน แต่การเปลี่ยนแปลง จะต้องอาศัย เวลาและการวางแผน

ด้านประธานาธิบดีฮูโก้ ชาเวซของเวเนซุเอลา โทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายราอูล และ ยืนยันว่าพร้อมให้การสนับสนุน ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งได้ส่งข้อความแสดงความห่วงใยถึง นายฟิเดล คาสโตร ที่เขาเคยไปเยี่ยมหลายครั้งด้วย

ขณะที่คอนโดลีซซา ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ แถลง ก่อนเริ่มการประชุม สมัชชาแห่งชาติของคิวบาว่า การผลัดเปลี่ยนผู้นำในคิวบา นับเป็นช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ของคิวบา และ เรียกร้องให้รัฐบาลคิวบา เริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตยด้วยการปล่อยนักโทษการเมือง เคารพสิทธิมนุษยชน และ วางรากฐานสู่การจัดเลือกตั้ง อย่างเสรีและยุติธรรม


Raul Castro has been unanimously selected to succeed his brother Fidel as leader by Cuba’s National Assembly.

Raul CastroFidel Castro stepped down last week after nearly half a century in charge. Raul has in effect been president since Fidel had major surgery in July 2006. It is understood that he was the only nominee in a vote seen as a formality. The US said Raul Castro’s appointment offered potential for change but said its embargo would remain until there was a transition to democracy.”There is a possibility and potential for change in Cuba, but those changes will have to be born inside Cuba,” said Assistant Secretary of State Tom Shannon.

There had been speculation that Raul Castro, aged 76, would name one of Cuba’s younger generation of communist leaders as his number two.

But he instead opted for one of the original leaders of Cuba’s communist revolution, 78-year-old Politburo hardliner Machado Ventura as first vice-president.

What this means for the prospects for change remains unclear, the BBC’s Michael Voss in Havana says.

Economic challenge

In an address to the nation, following the behind-closed-doors vote, Raul Castro said the Cuban government would continue to consult Fidel Castro, 81, on major decisions of state – a move backed by the National Assembly deputies.

Raul Castro paid tribute to his older brother as he accepted the presidency and said that he was accepting the job on the understanding that Fidel Castro would remain as the “commander in chief of the revolution”, a title he was given during the 1959 uprising.

“The commander in chief of the Cuban revolution is unique, Fidel is Fidel, as we all know well, he is irreplaceable,” Raul Castro said.

Our correspondent says Raul Castro now has to steer the Caribbean island through un-charted waters in an unpredictable period of economic and political renewal.

Before Sunday’s session, Raul Castro had suggested implementing major economic reforms and “structural changes”.

Read full article from BBC


Another External Links : (open new window)

สภาคิวบาเลือก “ราอูล คาสโตร” เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ จาก ผู้จัดการออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2551 09:51 น.

Raul Castro chosen as Cuba’s new president from CNN


อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

คาสโตร ปิดฉากการปกครองคิวบา

เกาหลีเหนือ-เวียดนามยกย่อง “คาสโตร” ผู้นำคิวบาเป็นสหายร่วมอุดมการณ์และุมหามิตรตลอดกาล

“ทักษิณ” จะประกาศความชัดเจนเรื่องกลับไทยในวันที่ 26 ก.พ. – พชป. เตรียมแถลงข่าว พรุ่งนี้รับ ทักษิณกลับ 28 มี.ค.

รมว.ต่างประเทศ ระบุ “ทักษิณ” จะประกาศความชัดเจนเรื่องกลับไทยวันพรุ่งนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร จะประกาศความชัดเจน กลับประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ พร้อมยืนยัน ไม่ได้สั่งการให้คืนหนังสือเดินทางทางการทูตแก่ อดีตนายกรัฐมนตรี

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวยอมรับว่า การเดินทางไปประเทศจีน ได้มีโอกาสพบกับ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และตนเองได้รับการยืนยันว่า อดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสู้คดี ไม่เกิน 1 เดือนนี้ โดยจะประกาศความชัดเจนในวันที่ 26 กุมภาพันธ์

ส่วนเรื่องการคืนหนังสือเดินทางทางการทูตให้กับ พันตำรวจโททักษิณ นั้น ตนเองได้คืนไปแล้วตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดิน ยืนยันว่า ไม่ได้สั่งการหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เนื่องจากข้าราชการ ในกระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลยังไม่ได้ตัดสินให้มีความผิด จึงยังสามารถครอบครองหนังสือเดินทางได้ เหมือนกับอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคน นอกจากนี้ พันตำรวจโททักษิณ ยังยืนยันว่า หลังการเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว จะใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไป โดยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือพรรคพลังประชาชน

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ถือเป็นสิทธิที่สามารถดำเนินการได้

ด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยัน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ พันตำรวจโททักษิณ และไม่เคยเข้าไปดำเนินการให้เสียงานราชการ พร้อมยอมรับว่าประชาชนให้ความสนใจ เพราะเป็นเรื่องของอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้อยากให้มองว่าการเดินทางกลับเป็นเรื่องส่วนตัว พร้อมปฏิเสธการโยกย้ายข้าราชการไม่ได้เป็นการปูทางให้ พันตำรวจโททักษิณ เพราะการโยกย้ายถือเป็นเรื่องธรรมดา

ข่าว จาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


พชป. เตรียมแถลงข่าว พรุ่งนี้รับ ทักษิณกลับ 28 มี.ค.

นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นางสาวศันสนีย์ นาคพงษ์ ให้สัมภาษณ์สำนักงานรอยเตอร์ ว่าได้เดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่กรุงปักกิ่ง และทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศไทย วันที่ 28 มี.ค. นี้ว่า 2 – 3 วันที่ผ่านมาตนไม่ได้ติดต่อ กับ นส.ศันสนีย์ แต่ หากให้สัมภาณ์ เช่นนั้นก็คงเป็นไป ตามที่พูดและคงรู้ข้อมูลมากกว่าตน ซึ่งไม่ได้ทราบรายละเอียด เท่าไหร่ ก็วันนี้มีสื่อติดต่อมายังตน เพื่อขอสัมภาาณ์ นส.ศันสนีย์ ซึ่งตนก็ไม่ทราบรายละอียด แต่หากให้สัมภาษณ์ไปเช่นนั้นก็อาจะมีการแจ้งสถานที่ กำหนดการซึ่งคงมีการแถลงพรุ่งนี้

ข่าว จาก สำนักข่าวเนชั่น


ผบ.ตร.พร้อมดูแลความปลอดภัย”ทักษิณ”กลับไทย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศว่า ยังไม่ทราบ ยังไม่มีการประสานมา แต่หากพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับมา ตำรวจต้องดูแลเป็นพิเศษ อาจจะยิ่งกว่ากรณีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยาด้วยซ้ำ เพราะท่านเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตำรวจมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็ต้องดูแล ส่วนจะพิจารณาว่าสถานการณ์ขณะนี้เหมาะจะกลับบมาหรือไม่ เรื่องนี้ตอบแทนไม่ได้ เป็นเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องประเมินเอง หากคิดว่าสถานการณ์ขณะนี้เหมาะสมก็กลับมาได้ หากจะเข้ามาแก้ไขปัญหาก็เป็นเรื่องที่ท่านต้องวิเคราะห์ หากไม่พร้อมก็อาจไม่เข้ามา อย่างไรก็ตาม เตรียมพร้อมรออยู่แล้ว ส่วนจะมาวันไหนขณะนี้ไม่ทราบ

ข่าว จาก สำนักข่าวเนชั่น

เตือนคนไทยต้องการเดินทางไปเนปาล ช่วง ก.พ.-เม.ย.

กระทรวงต่างประเทศ ออกประกาศเตือนคนไทย ที่ต้องการเดินทางไปเนปาล ช่วง ก.พ.-เม.ย. ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีการประท้วงรุนแรง

นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงได้ออกประกาศเตือนคนไทยต้องการเดินทางไปเนปาล ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2551 ให้ติดตามสถานการณ์ ในเนปาลอย่างใกล้ชิด ซึ่งสามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ในเนปาลได้ที่ http://www.nepalnews.com เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มชาว Madhesi ซึ่งเป็นชนกลุ่มหนึ่ง อาศัยอยู่ในเขต Terai ทางตอนใต้ของเนปาล ได้ก่อการประท้วงด้วยการปิดเส้นทางคมนาคมทางบกในการเข้า-ออกพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด เพื่อเรียกร้องสิทธิต่างๆ โดยเฉพาะสิทธิในการปกครองตนเอง และได้ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ จนเกิดการปะทะกับตำรวจ

ทั้งนี้ การประท้วงดังกล่าว ส่งผลให้เส้นทางคมนาคมที่ใช้ขนส่งน้ำมัน ระหว่างอินเดียและเนปาลถูกปิด

ทำให้ประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งพื้นที่ Kathmandu Valley ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมาก นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต้องประสบปัญหา ด้านความปลอดภัย ในการเดินทางไปในพื้นที่ ที่มีการประท้วง และไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางโดยรถยนต์ในเขตพื้นที่เมืองหลวง และ เมืองอื่น ๆ ในเนปาล เนื่องมาจากน้ำมันขาดแคลน

ข่าว จาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

Next Page »

Blog at WordPress.com.