Accom Thailand

May 6, 2008

ไต่สวนพยานในคดีทุจริต โครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย คลองด่าน

หัวหน้าพรรคชาติไทย และหัวหน้าพรรคประชาราช
ร่วมเป็นพยานในคดีทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน


ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนพยาน นายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ตกเป็นจำเลยในความผิด


ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต ข่มขู่ให้ผู้อื่นออกโฉนดที่ดิน 1,900 ไร่ ทับที่สาธารณประโยชน์ เพื่อก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ


โดยพยานปากสำคัญในวันนี้ อาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายบัญญัติ จันทน์เสนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น


นอกจากนี้ นายวัฒนา อัศวเหม จำเลยในคดียังเข้าร่วมการไต่สวนพยานในครั้งนี้ด้วย


อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม


ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

ผบ.ทบ. ระบุ แก้ไขปัญหาชายแดนใต้ถูกทางแล้ว แต่ต้องยุติเหตุร้ายรายวัน

ผู้บัญชาการทหารบก ระบุ การแก้ไขปัญหาความไม่สงบ.


ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เดินมาถูกทางแล้ว แต่จะต้องเร่งยุติเหตุร้ายรายวัน พร้อมสร้างเครือข่ายประชาชนให้มากขึ้น


พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ในภาพรวมสามารถปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาได้ดีแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานในพื้นที่ เพียงแต่ต้องมีความต่อเนื่อง ในการสร้างความเข้าใจกับประชาชน และปฏิบัติตามกฎหมายให้รอบคอบ และต้องเน้นการสร้างเครือข่ายประชาชนให้มากขึ้น


ขณะที่การทำงานในกรอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน.จะปฏิบัติให้สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี และสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.รวมทั้งเป็นการกระจายการทำงานของทุกส่วนราชการตามภารกิจหน้าที่


ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการสับเปลี่ยนกำลังในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ว่า จะเน้นการเหลื่อมกำลังลงไปฏิบัติงานระหว่างกำลังพลชุดเก่า และชุดใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดในการทำงาน


พร้อมได้เน้นย้ำการปฏิบัติของ เจ้าหน้าที่ ให้ยึดหลักเข้าใจ เข้าถึง และ พัฒนาใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแนวทางการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ภูธรภาค 3 จับพ่อค้าชาวกัมพูชา ละเมิดลิขสิทธิ์ มู‏ลค่ากว่า 90 ล้านบาท

ตำรวจภูธรภาค 3 จับพ่อค้าละเมิดลิขสิทธิ์
กระเป๋านอกยี่ห้อดัง เครื่องประดับ
รวม 3,527 ชิ้น มู‏ลค่ากว่า 90 ล้านบาท


วันนี้ (6 พ.ค.51) ที่บริเวณหน้า สนง.ตำรวจภูธรภาค 3 อ.เมือง นครราชสีมา พล.ต.ต.อำนวย มหาผล รอง ผบช.ภ.3 พร้อม พ.ต.อ.ภาณุ บูรณศิริ รอง ผบก.ศสส.ภ.3 และ พ.ต.อ.นิติพันธุ์ โรหิโตปการ ผกก.(สส) ศสส.ภ.3 ร่วมแถลงข่าว


จับกุมพ่อค้า แม่ค้ากระเป๋า และเครื่องประดับ ที่ปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ คือ นายอิน เมา อายุ 28 ปี ,นายซำโอน ซำ อายุ 25 ปี ,นางลาน เทียสม อายุ 20 ปี และนางซาลิ่ม ปุ๊ก อายุ 23 ปี ทั้งหมดเป็นชาวกัมพูชา อาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านโอเสม็ด ต.โอเสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา


พร้อมของกลางเป็นกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าถือ หมวก เข็มขัด ยี่ห้อหลุยส์ วิตอง ,กุดชี่ ,ชาแนล ,พราด้า ,บูเบอรี่ และโค้ช จำนวน 3,527 ชิ้น รวมมูลค่า 90 ล้านบาท


รอง ผบช.ภ.3 เปิดเผยว่า ตามนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ต้องการ กวาดล้างการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.นิติพันธุ์ โรหิโตปการ ผกก.(สส) ศสส.ภ.3 ประสานกับ เจ้าหน้าที่บริษัทสัตยะพล แอนด์ พาร์ทเนอร์ ที่ดูแลรักษาสิทธิเครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตรในประเทศไทย เข้าตรวจสอบผู้ต้องสงสัย ตามที่มีสายระบุ


จนสามารถล่อจับผู้ประกอบได้ 4 ราย ที่ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ใน ตลาดช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งความใน ข้อหา เสนอ จำหน่าย สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า และช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่ง ของที่ตนรู้ว่าได้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือหลีกเลี่ยง


ผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พร้อมระบุสินค้าทั้งหมด นำเข้ามาจากโรงงานผลิตแห่งหนึ่งในประเทศจีน ผ่านเส้นทางประเทศกัมพูชา ลักลอบเข้ามาตามแนวเขตชายแดน จ.สุรินทร์

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ข้อแนะนำในการเดินทางไป กรุงย่างกุ้ง เนื่องจากพายุไซโคลน Nargis


บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศอีกประการ คือการดูแลคุ้มครองชาวไทยในต่างประเทศ ทั้งในสภาวะปกติและสภาวะการณ์พิเศษ รวมทั้งแจ้งเตือนชาวไทย เกี่ยวกับการเดินทางไ ปยังประเทศที่มีสภาวะการณ์พิเศษ


ตามที่พายุโซโคลน Nargis ได้พัดเข้ากรุงย่างกุ้ง สหภาพพม่า ตั้งแต่เช้าวันที่ 3 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา กระทรวงการต่างประเทศได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้รับรายงานจาก นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ว่า


พายุดังกล่าวได้สร้างความเสียหายให้กับกรุงย่างกุ้งอย่างรุนแรง โดยระบบไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ในพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกตัดขาด ระบบสื่อสารได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด ต้นไม้โค่นเป็นจำนวนมาก ทำให้ถนนหลายสายถูกปิด และสนามบินต้องปิดทำการฯ สายการบินต่างๆ ไม่สามารถทำการบินได้


สถานเอกอัครราชทูตได้ตั้งศูนย์ประสานงานการให้ความช่วยเหลือ และ ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปเยี่ยมคนไทยที่เดินทาง ไปท่องเที่ยวอยู่ตามโรงแรม ต่างๆ พบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยกว่าร้อยคนปลอดภัยดี นอกจากคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวแล้ว ยังมีคนไทยที่พำนักอาศัยในกรุงย่างกุ้งอีกประมาณ 400 คน ซึ่งขณะนี้ไม่พบว่ามีผู้ได้รับอันตรายจากพายุดังกล่าว


โดยที่การสื่อสารโทรคมนาคมในกรุงย่างกุ้งถูกตัดขาดเกือบทั้งหมด ผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องติดต่อกับญาติ สามารถติดต่อไปยัง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 – 2354 – 6200 ต่อ 105 หรือ 116 หรือ 119 หรือ 120


อนึ่ง เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มอบเงินช่วยเหลือ สำหรับการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย จำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านเอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย


และนี่คืออีกบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ในการคุ้มครองดูแลคนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mfa.go.th

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

โจรบุกลักพระสมัยรัตนโกสินทร์ ในวัดเก่าแก่ จ.อยุธยา

คนร้ายบุกโจรกรรมพระพุทธรูปเนื้อสำริด สมัยรัตนโกสินทร์ 2 องค์


ในวัดเก่าแก่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เบื้องต้นตำรวจ เชื่อว่าน่าจะเป็นใบสั่ง จากนักสะสมของเก่า ในกรุงเทพมหานคร


วันนี้ เวลา 11.00 น. ตำรวจภูธรท่าช้าง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าตรวจสอบภายในห้องเก็บพระพุทธรูป หลังได้รับแจ้งจากพระอธิการศรีนคร ธรรมธีโล เจ้าอาวาส วัดคลองน้ำชา ตำบลท่าช้าง อำเภอนครหลวง ถูกกลุ่มคนร้ายตัดกุญแจห้องและ ขโมย พระพุทธรูปเนื้อสำริด สมัยรัตนโกสินทร์ ไป 2 องค์


ทั้งนี้ จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่า คนร้ายงัดประตูหลังกุฏิด้านทิศตะวันตกแล้วบุกเข้ามาในห้องเก็บพระ โดยคาดว่าน่าจะตัดกุญแจแล้วนำหลบหนีไปด้วย ส่วนในห้องเก็บพระ มีร่องรอยพระพุทธรูปปางสมาธิ เนื้อสำริด ขนาดหน้าตัก 24 นิ้ว และ พระพุทธรูปเชียงแสน นั่งในฐานคล้ายเรือสำเภา ขนาดหน้าตักกว้าง 9 นิ้ว ซึ่งทั้ง 2 องค์ เป็นพระสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อายุกว่า 200 ปี หลบหนีไป


นอกจากนี้ ยังพบว่ามีพระพุทธรูปอีก 1 องค์ ที่คนร้ายเตรียมนำหลบหนีไปด้วย แต่คาดว่าคนร้ายไม่สามารถยกไปได้


พลตำรวจตรีนเรศ นันทโชติ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระบุว่า กลุ่มคนร้าย น่าจะเป็นคนในพื้นที่ เพราะรู้ทางเข้าออก และที่เก็บพระพุทธรูป เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ตำรวจเฝ้าติดตามพฤติกรรม กลุ่มแก๊งลักพระ ในจังหวัดพระนครศรี อยุธยา จำนวน 7 – 8 คนแล้ว ส่วนกลุ่ม ลักพระพุทธรูปและวัตถุโบราณของ จังหวัดอ่างทอง 5-6 คน และ กลุ่มของจังหวัดพิจิตร 6 คน เพราะเชื่อว่า น่าจะรับใบสั่ง ให้โจรกรรมพระสมัยเก่า กำลังส่งข้อมูลให้ตำรวจในพื้นที่ช่วยตรวจสอบแล้ว


ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน มีพระพุทธรูป และวัตถุโบราณ ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถูกขโมยทั้งหมด 8 ครั้ง โดยส่วนใหญ่ เป็นเศียรพระพุทธรูป พระบูชา และวัตถุโบราณอื่นๆ


อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม


ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

1741 ให้ประชาชนรับฟังเรื่องที่จำเป็นเกี่ยวกับกฎหมาย

สำนักงานศาลยุติธรรม พัฒนา “ระบบบริการข้อมูลอัตโนมัติ ศาลยุติธรรม”


นำระบบ เลขหมายโทรศัพท์อัตโนมัติ 1741 ให้ประชาชนรับฟังเรื่องที่จำเป็นเกี่ยวกับกฎหมายกรณีต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง


นายสิทธิพล สิทธิมารพ ผู้ตรวจราชการปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า เนื่องจากประชาชนทั่วไป มีความจำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อราชการกับ ศาลต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร มักมีความกังวล ที่จะต้องไปศาล ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะที่เป็นผู้เสียหาย เป็น โจทก์ จำเลย ผู้ต้องหา


เนื่องจาก การดำเนินกระบวน พิจารณาในศาล จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย และต้องอาศัยผู้มีความรอบรู้ ชำนาญการดำเนินการ ให้เป็นส่วนใหญ่ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้ตระหนักถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน และเพื่อให้ประชานที่จำเป็นต้องไปติดต่อราชการกับศาลในฐานะต่าง ๆ ได้คลายความวิตกกังวล จึงได้พัฒนา


ระบบบริการข้อมูลอัตโนมัติ ศาลยุติธรรม ” โดยการนำระบบเลขหมายโทรศัพท์อัตโนมัติ 1741 อันเป็นระบบบริการ ข้อมูลอัตโนมัติ ที่สามารถอธิบายความรู้ ที่ประชาชน ประสงค์รับทราบ ก่อนไปศาล ในทุกกรณี เพื่อให้สามารถรับฟังเรื่องที่จำเป็นต้องทราบ ในกรณีต่าง ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถให้บริการ ได้ 2 ภาษา คือภาษาไทย และภาษาอังกฤษ รวมทั้งให้บริการด้วยข้อมูลเสียง หรือรับข้อมูลทางโทรสารก็ได้


สำหรับการให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ที่จะใช้บริการหมายเลข 1741 เพื่อรับฟังความรู้ต่าง ๆ ก่อนไปศาลจะเป็น มิติใหม่ในการเข้าถึง การให้บริการของศาลยุติธรรม ทั่วราชอาณาจักรได้ โดยสะดวก


ประชาชนสามารถเตรียมตัว เตรียมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ในการที่จะติดต่อราชการ กับศาลได้อย่างรวดเร็วครบถ้วน ถูกต้อง ไม่เสียเวลา ในการติดต่อราชการ อันอาจเป็นช่องทางให้ สูญเสียสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นอีกด้วย


ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ตร.จับกุม ผู้ต้องหาชาวรัสเซีย คนสำคัญของเอฟบีไอที่หลบหนีเข้าไทย

ตำรวจ จับกุมชาวรัสเซีย ผู้ต้องหาคนสำคัญของเอฟบีไอ
ซึ่งก่อภัยทางอินเทอร์เน็ต และหลบหนีเข้ามา
ในประเทศไทย โดยพบว่าเปิดธุรกิจบริษัทนำเที่ยวบังหน้า


พลตำรวจตรีปัญญา มาเม่น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยผลการจับกุมนาย มิคคาอิล โคมอฟ ผู้ต้องหาคนสำคัญที่ ตำรวจสากลสหรัฐอเมริกา หรือ เอฟบีไอ ต้องการตัว


เนื่องจากเผยแพร่ภาพลามกอนาจารเด็ก ลงบนเว็ปไซต์ เพื่อจำหน่าย และฟอกเงิน ซึ่งผู้ต้องหาหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ประมาณ 2 ปีแล้ว


โดยเปิดธุรกิจบริษัทนำเที่ยวบังหน้า ร่วมกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวรัสเซีย และ เคยถูกดำเนินคดีข้อหาปลอมแปลงบัตรเครดิตในประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2550 ด้วย


โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนจนสามารถจับกุมตัวนายมิคคาอิล ได้ที่บริเวณโครงการริมหาดจอมเทียนคอนโดมิเนียม อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จึงแจ้งข้อหา


” เป็นบุคคลตามหมายจับคนร้ายข้ามแดน ” และ จะส่งตัวให้อัยการพิเศษ ฝ่ายกิจการต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน กลับไปดำเนินคดี ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศาล พิพากษาจำคุก ป.ประตูน้ำ 6 เดือน กรณีกล่าวหา “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์”

ศาลพิพากษาจำคุก ป.ประตูน้ำ 6 เดือน จากกรณีกล่าวหา


พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่อนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์เงินสด 50,000 บาท


ศาลแขวงดุสิต พิพากษาจำคุก นายไพจิตร ธรรมโรจน์พินิจ หรือ ป.ประตูน้ำ ในคดีที่


พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายไพจิตร กรณีกล่าวหาโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บุกรุก ข่มขู่ รวมทั้งนำกำลัง เข้าตรวจค้นบ้านพักของ นายไพจิตร ภายในซอยวัฒนศิลป์ ย่านประตูน้ำ


พร้อมยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) และ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อไม่ให้เสนอแต่งตั้งโจทก์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง จเรตำรวจแห่งชาติ ขึ้นเป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


โดยศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐาน เห็นว่า จำเลยกระทำผิดจริง ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลย เป็นความผิด 2 กระทง กระทงละ 3 เดือน รวมโทษจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา


ซึ่งนายไพจิตร ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 50,000 บาท ขอประกันตัว ศาลพิจารณาแล้วให้ประกันตัว

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ฝ่ายค้าน มีมติยื่นถอดถอน 2 รมต.

วิปฝ่ายค้าน มีมติยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์
และ ยื่นถอดถอน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี


นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า จากการติดตามการบริหารงานของรัฐบาลในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามี 2 รัฐมนตรี มีพฤติกรรม สมควรถูกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ โดยรายแรก คือ


นายสุธา ชันแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ไม่มีการชี้แจง เรื่องวุฒิการศึกษาที่ชัดเจนว่า จบระดับปริญญาตรีหรือไม่ และ ฝ่ายค้านก็มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าไม่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่าจริง


ดังนั้น จะสามารถยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป


ส่วนอีกราย คือ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่พบว่ามีพฤติกรรมส่อว่า จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และส่อว่า จงใจใช้อำนาจหน้าที่กระทำการขัดต่อกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องของการแทรกแซงสื่อ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างคำร้อง เพื่อยื่นถอดถอนต่อประธานวุฒิสภาต่อไป


นายสาทิตย์ กล่าวถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่า ฝ่ายค้านยังยืนยันจุดยืนเดิม คือ ให้ชะลอการแก้ไขออกไปก่อน เพราะหากแก้ไขเพิ่มเติมในขณะนี้จะนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม


ซึ่งวันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคมนี้ จะจัดเวทีสัมมนาระดมความเห็นจากทุกฝ่าย โดยเชิญรัฐบาล และนักวิชาการ ร่วมการสัมมนา พร้อมกันนี้ยังขอความร่วมมือให้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมถ่ายทอดสดการสัมมนาดังกล่าวด้วย

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

การประชุมคณะรัฐมนตรี


กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์ เสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาการออกสลากการกุศลฉบับพิเศษ จำนวน 40 งวด เพื่อนำเงินส่วนหนึ่ง แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้


การประชุมคณะรัฐมนตรี ที่มี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน โดยมีวาระที่น่าสนใจ โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะเสนอชื่อ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม


ด้าน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอขอออกสลากการกุศลฉบับพิเศษ หรือ ล็อตเตอรี่ จำนวน 40 งวด งวดละ 8 ล้านฉบับ เป็นเงิน 12,800 ล้านบาท เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้


ด้านนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะรายงาน การมอบเงินช่วยเหลือประเทศพม่าหลังถูกพายุไซโคลนนาร์กีสพัดถล่ม ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ


พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรี จะรับทราบ การทบทวนข้อเรียกร้อง ของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย หลังจากที่คณะกรรมการค่าจ้าง ให้ปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำ เป็นวันละ 2-11 บาท

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Next Page »

Blog at WordPress.com.