Accom Thailand

June 3, 2008

เกิดเหตุประท้วงปิดล้อมโรงกลั่นน้ำมันในฝรั่งเศส เพื่อประท้วงน้ำมันราคาแพง

กลุ่มคนขับรถบรรทุกและรถแท็กซี่ใน ฝรั่งเศสได้ปิดล้อมโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทโทเทล ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของฝรั่งเศส เพื่อประท้วงน้ำมันราคาแพง ขณะที่กลุ่มผู้ปลูกองุ่น เพื่อผลิตไวน์ก็ได้รวมตัวปิดล้อมโรงกลั่นอีกแห่ง หนึ่งเรียกร้องให้ยกเลิกภาษีน้ำมัน

ด้านสหภาพแรงงานผู้ขับรถบรรทุกเปิดเผยว่า รถบรรทุกราว 20 คันได้เดินทางมาชุมนุมปิดล้อมโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทโทเทล ซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ และคาดว่าจะมีรถแท็กซี่ประมาณ 300-500 คัน มาร่วมชุมนุมปิดล้อมโรงกลั่นน้ำมันด้วย

อย่างไรก็ตามสหภาพแรงงานกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้ร่วมกับกลุ่ม ชาวประมงก่อเหตุประท้วงและปิดล้อมโรงกลั่นแห่งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ขณะที่กลุ่มผู้ปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ราว 60 คน ได้ชุมนุมปิดล้อม คลังน้ำมันอีกแห่ง ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อช่วง เช้ามืดวานนี้ เพื่อเรียกร้องให้ทางการยกเลิกการเก็บภาษีเชื้อเพลิง

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ประกาศ แต่งตั้ง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

พระบรมราชโ�งการ

ประกาศ
แต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ปร.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ดำเนินการเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่ง ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวนสามคน

ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ได้ดำเนินการเลือกตุลาการ ในศาลปกครอง สูงสุด จำนวนสองคน และ

วุฒิสภาได้ดำเนินการ ให้ความเห็นชอบ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งมี ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์อย่างแท้จริง จำนวนสองคน และ

ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ทางด้านการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง จำนวนสองคน

ตามที่คณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาสรรหา และคัดเลือกให้เป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งบุคคล ทั้ง เก้าได้ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐ ธรรมนูญแล้ว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 204 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำแนะนำของวุฒิสภา ดังต่อไปนี้

1. นายชัช ชลวร เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ
2. นายจรัญ ภักดีธนากุล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
3. นายจรูญ อินทจาร เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
4. นายเฉลิมพล เอกอุรุ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
5. นายนุรักษ์ มาประณีต เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
6. นายบุญส่ง กุลบุปผา เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
7. นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
8. นายสุพจน์ ไข่มุกด์ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
9. นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 28 พฤษภาคม พุทธศักราช 2551

เป็นปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ประสพสุข บุญเดช
(นายประสพสุข บุญเดช)
ประธานวุฒิสภา

“วีระ” ร้อง ปปช.ไต่สวนนายกฯ-ประธานสภาฯ แก้ รธน.เพื่อตนเองและพวก

แกนนำเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น ร้อง ปปช.ไต่สวนนายกรัฐมนตรี และประธานสภาผู้แทนราษฎร กับพวก กระทำผิดกฎหมายอาญา กรณีเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง

นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น นำเอกสารหลักฐาน อาทิ สำเนารายชื่อ ส.ส.และ ส.ว.ที่เสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภาพถ่าย พร้อมวีซีดี และเอกสารจำนวนหนึ่ง มอบให้เจ้าหน้าที่สำนักปราบปรามการทุจริตภาคการเมือง 1 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.

พร้อมหนังสือร้องเรียนขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมพวกกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในฐานะที่บุคคลทั้งหมดเป็น ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อาจเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ตนเอง และพวกพ้อง เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

จึงขอให้ ปปช.ไต่สวนข้อเท็จจริง และส่งเรื่องให้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดำเนินคดีโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในการทำหน้าที่สำหรับนักการเมือง รวมทั้งเชื่อว่า การดำเนินการดังกล่าว อาจทำให้ยุติความวุ่นวายทางการเมืองได้

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ประพันธ์” ระบุ พ.ร.บ.ประชามติจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้

กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง ระบุ พ.ร.บ.ประชามติจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ในสมัยประชุมวิสามัญนี้ แต่ไม่มั่นใจว่าจะผ่าน 3 วาระรวดหรือไม่

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวว่า หลังจากที่ กกต. ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2551 ไปยังสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

ขั้นตอนต่อจากนี้ เชื่อว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรได้ใน การประชุมสภาสมัยวิสามัญ วันที่ 9 มิถุนายนนี้

จากนั้นจะเป็นหน้าที่ของสภาฯ ที่จะพิจารณา เพราะหมดหน้าที่ของ กกต.แล้ว สำหรับการทำประชามติ ในการยกร่างได้ออกแบบการทำประชามติไว้ 2 แบบ คือ

แบบบังคับ ที่ระบุว่า หากประชาชนมีมติเห็นชอบ ให้ดำเนินการก็จะต้องดำเนินการไปตามนั้น และ แบบขอคำปรึกษา หากประชาชนเสียงข้างมากเห็นอย่างไรก็ถือเป็นคำปรึกษาเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลจะทำตามหรือไม่ก็ได้ ส่วนประชาชนที่อยู่ในต่างประเทศ สามารถออกเสียงประชามติได้ ในกรณีที่เป็นการทำประชามติของประชาชนทั่วประเทศเท่านั้น และ

ตามร่างดังกล่าวผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ ขณะที่ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา คือ ห้ามไม่ให้ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจหน้าที่ กระทำการที่จะทำให้ การออกเสียงประชามติ ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม อย่างไรก็ตาม นายประพันธ์ ยอมรับ ไม่แน่ใจว่าการพิจารณาในชั้นของสภาผู้แทนราษฎร จะผ่าน 3 วาระ รวดหรือไม่

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กกต.ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติปี 2551 ให้สภาผู้แทนฯ

กกต.ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติปี 2551 ให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงยึดตามพระราชบัญญัติฯ ปี 2541

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้มอบให้ นายธนิศร์ ศรีประเทศ ผอ.สำนักบริหารการสนับสนุนโดยรัฐ และนายกฤช เอื้อวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมือง และการออกเสียงประชามติ นำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติปี 2551 มายื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร

โดยยื่นผ่าน นายธงชัย ดุลยสุข ผู้อำนวยการ สำนักการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนรับมอบแล้ว สำหรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มี 42 มาตรา

เนื้อหาส่วนใหญ่ของร่างพระราชบัญญัติ ยังคงยึดเนื้อหาของ พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติของปี 2541 เป็นหลัก และมีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วน เช่น

หากผู้มาออกเสียงประชามติไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ของผู้มีสิทธิออกเสียงให้ถือว่า เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบกับการจัดทำประชามติ การให้สิทธิ์คนไทยในต่างประเทศ มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ และ ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติจะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิ์การเลือกตั้ง รวมทั้งการกำหนดไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริต เพื่อมิให้การลงประชามติเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

ขณะที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ยืนยัน จะเร่งนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาในสมัยประชุมวิสามัญนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายนนี้ แต่คาดว่าไม่น่าจะผ่าน 3 วาระรวด เนื่องจากมีถึง 42 มาตรา และอาจจะมีผู้ขอแปรญัตติจำนวนมาก โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กลุ่มพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ ไม่เปิดถนนราชดำเนินนอก อ้างเพื่อความปลอดภัย

กลุ่มพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ ไม่เปิดถนนราชดำเนินนอก เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอให้กลุ่มผู้ชุมนุมจัดตั้งพรรคการเมืองโดยให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง

แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง และ นายพิภพ ธงไชย ออกแถลงการณ์ ถึงความจำเป็นที่ต้องปิดถนนด้านหลังเวที ในช่วงหลังเที่ยงวันนี้ เป็นต้นไป หลังจากทดลองเปิดการจราจรตั้งแต่ช่วงเช้า แล้วไม่มั่นใจในความปลอดภัย

โดยระบุว่าอาจมีกลุ่มคนใช้รถมาก่อกวน พร้อมขอให้รัฐบาลอย่านำประเด็นการกีดขวางเส้นทางจราจร รวมถึงการบริจาคสิ่งของช่วยเหลือพม่า หรือความเดือดร้อนของนักเรียน มาเป็นข้ออ้างโยนความผิดให้กลุ่มผู้ชุมนุม เพราะ รัฐบาลเป็นต้นเหตุของการชุมนุมทั้งหมด และ ยืนยัน

กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ต้องการปักหลักชุมนุมที่นี่ แต่พร้อมเคลื่อนที่ตลอดเวลาขึ้นอยู่สถานการณ์ ส่วนที่นักวิชาการ ขอให้ถอยคนละก้าวนั้น พร้อมรับฟัง แต่เห็นว่า หากยอมถอยเท่ากับว่า มีความผิดทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมย้ำจุดยืนการชุมนุม คือ

ต้องการให้อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และอย่า นำประเด็นการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญมาต่อรองให้สลาย การชุมนุม

ด้าน เครือข่ายประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง นำโดย นางสาวเธียรขวัญ พงศ์ปรีชา มายื่นหนังสือถึงนายกรีฐมนตรี โดยเนื้อหา ระบุว่า อย่าเห็นผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ควรมองว่า เป็นประชาชนที่ใช้สิทธิตาม ระบอบประชาธิปไตย อย่าเข้าสลายการชุมนุมโดยต้องเคารพในสิทธิตามรัฐธรรมนูญ อย่าใช้กองกำลังติดอาวุธ มาควบคุมการชุมนุม ให้ตำรวจที่ควบคุมการชุมนุมอย่าใช้อาวุธ อย่าใช้ถ้อยคำยั่วยุอันจะนำไปสู่ความรุนแรง

ทั้งนี้ประเทศไทยประสบกับ ความขัดแย้งการเมือง ที่นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดมา แล้วในอดีต เราไม่ควรต้องเสียเลือดเนื้ออีกต่อไป ดังนั้นการแก้ไขปัญหาทางการเมือง รัฐบาลจะแก้อย่างไรให้ยึดกติกาอย่าใช้ความรุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง อันจะนำมาซึ่งความสูญเสีญ

ขณะที่ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอให้กลุ่มผู้ชุมนุมจัดตั้งพรรคการเมืองโดยให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง แต่นายสนธิยังมีคดีติดตัวอีกหลายคดี พร้อมยืนยันว่าจะไม่พูดเรื่องกลุ่มพันธมิตรฯ อีก เพราะพูดเมื่อไรก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น

ส่วน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่การกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ ย้ายสถานที่การชุมนุม
ให้เปิดเส้นทางการจราจรอย่างถาวร ไม่ใช่เปิดเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนเท่านั้น เนื่องจาก ยังมีประชาชนอีกจำนวนมาก ที่ต้องใช้เส้นทางการจราจรดังกล่าว และไม่มีความจำเป็น ต้องเจรจาเพราะเป็นที่ทราบดีแล้วว่าประชาชน ข้าราชการ นักเรียน ต่างได้รับความเดือดร้อนทั้งสิ้น

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2551

Filed under: 1 — accomthailand @ 01:40

มีพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2551 ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551
พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่ทรงพระราชดำริว่า มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ สมควรที่จะเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2551 ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายสมัคร สุนทรเวช

นายกรัฐมนตรี

Blog at WordPress.com.