Accom Thailand

June 21, 2008

“สนธิ” ย้ำรวมพลังศักดิ์สิทธิ์ล้างการเมืองชั่ว ชี้เล่ห์อภิปรายฟอกมาร

“สนธิ” ย้ำรวมพลังศักดิ์สิทธิ์ล้างการเมืองชั่ว ชี้เล่ห์อภิปรายฟอกมาร

Sonthi Limthongkhun

“สนธิ” ย้ำสงครามครั้งสุดท้าย ไม่มีวันถอย พร้อมรวมพลังอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อทวงประเทศไทย ของเราคืนมาแล้วมาสร้างสังคม การเมืองใหม่โดยทุกคนจากทุกอาชีพมีส่วนร่วม ไม่ใช่ผูกขาดโดยนักการเมืองตัวแทนที่ซื้อเสียง รู้ทันเล่ห์เปิดอภิปรายซักฟอกในสภาชี้แค่เกมหลอกต้มซื้อเวลาของ “รัฐบาลหุ่นเชิด” ระบอบทักษิณ

เมื่อเวลา 22.45 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีกล่าวกับผู้ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลนับแสนคน โดยเริ่มกล่าวยืนยันว่าอย่าไปเชื่อข่าวลือว่าจะถอย ไม่เป็นความจริง เพราะนี่คือสงครามครั้งสุดท้ายเราจะถอยได้อย่างไร

นายสนธิ ชี้ให้เห็นว่า การเมืองน้ำเน่าในวันนี้หลังจากที่ถูกประชาชนรวมพลังรุกไล่จนอุจาระเรี่ยราด จึงยอมให้เปิดสภาเพื่อให้มีการอภิปรายซักฟอกรัฐบาล และสาเหตุที่ต้องเปิดสภาก็เพราะถูกพรรคร่วมรัฐบาลบีบ นายสมัคร สุนทรเวช เปิดสภาอภิปรายจากนั้นก็มีการลงมติซึ่งรัฐบาลก็จะชนะอยู่ดี เป็นเกมตื้นๆ เพื่อลวงให้จบเกมในสภา

“เวลานี้เราไม่ได้มาไล่แค่สมัคร แต่ต้องสร้างอนาคตใหม่ให้ลูกหลาน ถ้าเรายอมแค่นี้ เราจะต้องออกมาไล่กันจนแก่ไม่สิ้นสุดอย่างนั้นหรือ เราต้องสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ให้ลูกหลานที่ต้องมีชีวิต มีกติกาที่มีเหตุผล และมีส่วนร่วม ไม่ใช่แบบตัวแทนอย่างเดียว เพราะทุกคนมีสิทธิ์เหมือนกันหมด” นายสนธิ ระบุ

นายสนธิ กล่าวว่า นักการเมืองที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง มาจากการซื้อเสียง ให้โห่ให้กับทุกพรรคการเมือง เราต้องการสร้างบ้าน สร้างเมืองใหม่

“เวลานี้ปัญหาของสมัครจบไปแล้ว เพราะสั่งการอะไรไม่ได้ และถ้าเราพูดถึงอาชีพนักการเมืองก็คืออาชีพทำมาหากินกับผลประโยชน์ของประเทศ ชาติ ซึ่งมันสมควรจะหมดยุคของนักการเมืองอาชีพประเภทนี้เสียที” นายสนธิ ระบุ และว่าหมดยุคการเมืองแบบตัวแทน ถ้ามีก็ต้องลดสัดส่วนลงเพราะนักการเมืองประเภทนี้ทุกคนต้องใช้เงินเข้ามา

นายสนธิ กล่าวว่า มีคนบอกว่าเป็นชัยชนะของตำรวจและประชาชน แต่เรามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อผลแพ้ชนะ แต่มาเพื่อความถูกต้องมาสู้กับรัฐบาลชั่ว เราเอาธรรมนำหน้า

“เพราะฉะนั้น เลิกพูดได้แล้วว่าประชาชนและตำรวจหรือพันธมิตรฯชนะ เพราะพันธมิตรฯมาประกาศสัจวาจาให้คนในทำเนียบฯหยุดทำชั่ว ว่านี่คือพลังอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเอาประเทศไทยของเราคืนมา” นายสนธิระบุ

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ จาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000073047


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“สมเกียรติ”แฉเส้นทางโกง!“แม้ว-ลิ่วล้อ”ย่ำยี“เขาพระวิหาร”!!

“สมเกียรติ”แฉเส้นทางโกง!“แม้ว-ลิ่วล้อ”ย่ำยี“เขาพระวิหาร”!!
21 มิถุนายน 2551 03:18 น.

“สม เกียรติ” แฉเส้นทางโกง หลัง “แม้ว-ลิ่วล้อ” เดินเกมแลก “ปราสาทพระวิหาร” กับ “บ่อแก๊สธรรมชาติ” ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ปูดซ้ำ “ทักษิณ” จับมือนักธุรกิจต่างชาติยื่น 4 หมื่นล้าน แลกกับ “เกาะกง” อัดยับถือเป็นพวกขายชาติ-เนรคุณแผ่นดิน

คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย

วันนี้ (21 มิ.ย.) นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชานเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรฯ เตรียมยื่นศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉินมติ ครม.ปราสาทพระวิหารว่า ถ้าศาลมีคำสั่งว่ามติ ครม.ดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกสถานเดียว เพราะรัฐบาลหุ่นเชิดใช้วิชามาร โดยเริ่มจากเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนตัว รมว.ต่างประเทศ จากนายสุรเกียรติ เสถียรไทย ไปเป็นนายกันตธีร์ ศุภมงคล หลังจากที่นายกันตธีร์ รับตำแหน่งเพียงไม่กี่วัน ได้ไปเยือนประเทศกัมพูชา แล้วเห็นชอบให้กัมพูชาดันเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก

“หลังจากนั้นอีก 1 ปี พันธมิตรฯ ได้ทำการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.49 จนเป็นเหตุให้มีการยุบสภาเมื่อวันที่ 22 ก.พ.49 แล้วเลือกตั้งเป็นโมฆะในวันที่ 2 เม.ย.49 จากนั้นจึงมีการตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้นมา ในระหว่างนั้นรัฐบาลชุดดังกล่าวไปเยือนประเทศเขมรวันที่ 10 ส.ค.49 แล้วมาออกรายการนายกฯ ทักษิณ พบประชาชน โดยระบุในตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยกับกัมพูชามีเขตทับซ้อนทางทะเล ซึ่งมีก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน จึงอ้างว่าประเทศกัมพูชา และเรา จึงผู้มาขอสัมปทาน ซึ่งก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ นั่นเอง ที่สำคัญหนังสือพิมพ์กัมพูชา รายงานข้อมูลออกมาว่า เขตทับซ้อนทางทะเลดังกล่าวนั้น เป็นบ่อแก๊สธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้กัมพูชากู้ยืมเงินดอกเบี้ยต่ำเพื่อสร้างถนน แล้วให้กลุ่มนักการเมืองเขมรเอาไปกินกัน”นายสมเกียตริ กล่าว

นายสมเกียตริ กล่าวอีกว่า ต่อมาอีกเพียง 1 เดือน คมช.เข้ามายึดอำนาจ รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จึงหมดอำนาจลงเรื่องบ่อแก๊ส แต่หลังการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนได้รับเสียงข้างมาก ทำให้ระบอบทักษิณ ฟื้นคืนชีพ จนกระทั่งวันที่ 22 ก.พ.51 นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้ทำการหารือ 2 ฝ่าย หรือทวิภาค คือ กฎหมายระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา โดยมีนายวีระชัย พลาศัย อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นผู้ดูแล จากนั้นวันที่ 3-4 มี.ค.51 นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ได้เยือนประเทศกัมพูชา โดยระบุว่าจะช่วยทำถนนสาย 68 วงเงิน 1,400 ล้านบาท จากช่องจอมสุรินทร์ไปเสียมเรียบ และทำถนนสาย 48 จากเกาะกงไปสะแลอามเปิน จากนั้นกัมพูชาก็จะอนุมัติให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่เกาะกง มูลค่า 1 แสนล้าน แล้วจะเอาไฟฟ้ามาขายให้กับประเทศไทย เพราะเมืองไทยต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้า

“พอนายสมัคร ทำงานได้ผลกลับมา วันที่ 5-6 เม.ย.51 พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไปตีกอล์ฟกับฮุนเซน ที่ประเทศกัมพูชา แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็สถาปนาตัวว่าเป็นตัวแทนกลุ่มนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก มาเจรจาขอเช่าเกาะกง 99 ปี เพื่อพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวแห่งใหม่ ซึ่งจะใช้เงินถึง 4 หมื่นล้านบาท เพื่อจะให้เทียบเท่ากับฮ่องกง หรือมาเก๊า หลังจากนั้นเพียง 1 วัน เพราะในวันที่ 8 เม.ย.51 รัฐบาลสมัคร ได้สั่งย้ายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาตินอกฤดูกาล โดยตั้ง พล.ท.สุรพล ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ”นายสมเกียตริ ระบุ

แกนนำพันธมิตรฯ เปิดเผยอีกว่า จากนั้นอีกเพียง 2 วัน คือ วันที่ 11 เม.ย.51 รัฐบาลได้สั่งปลดอธิบดีกรมสัญญาและกฎหมาย เนื่องจากไปเชิญเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยมาประท้วง เนื่องจากชาวกัมพูชาบุกรุกดเข้ามาสร้างบ้าน และร้านค้ากว่า 500 หลังคาเรือน แล้วก็บอกว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง จนกระทั่งในวันที่ 6 พ.ค.51 รัฐบาลได้ตั้งนายกฤษ ไกรจิตติ ขึ้นเป็นอธิบดีกรมสัญญาฯ ทำให้กัมพูชาออกมาแถลงข่าวว่า ทหารกัมพูชาไม่เคยลุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยใกล้เขาพระวิหาร

“ต่อมาอีกเพียง 1 วัน นายทหารชั้นผู้ใหญ่เห็นว่า มีการสร้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเท็จ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชา ดังนั้นฝ่ายทหารไทยจึงเห็นว่า 1.รัฐบาลควรประท้วงกัมพูชาอย่างเป็นทางการ 2.ให้ประณามการกระทำของกัมพูชา 3.รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเมื่อทหารออกโรงตอบโต้ ทำให้ทางฝ่ายกัมพูชาเสียงอ่อย โดย รมว.พาณิชย์ ออกมาระบุว่า ประเทศไทยเป็นฝ่ายที่พยายามโยงเอง กรณีพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหารกับผลประโยชน์ทางทะเลในอ่าวไทยขึ้น เจรจากับกัมพูชา โดยฝ่ายกัมพูชาไม่เห็นด้วย นั่นหมายความว่านายนพดล และนายสมัคร วางแผนเพื่อที่จะใช้ผลประโยชน์ทางทะเล เพราะเมื่อวันที่ 5-6 เม.ย.นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ บินไปตีกอล์ฟกับฮุนเซน”นายสมเกียตริ กล่าว

นายสมเกียตริ ยังเปิดเผยอีกว่า หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น อ้างแหล่งข่าวทางทหาร เปิดเผยว่า ความพยายามของประเทศไทยที่จะสกัดกั้นการเสนอชื่อเขาพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก นั้น อาจล้มเหลว เนื่องจากประเทศกัมพูชาได้ทำการล็อบบี้เสียงสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจได้ ถึง 21 ประเทศเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเท่ากับไทยแพ้ เพราะ รมว.ต่างประเทศ ขายแผ่นดิน ต่อมา 9 พ.ค.51 หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ซึ่งเดิมทีอยู่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ทนไม่ได้ ออกมาเปิดเผยว่า กำลังจับตาการเคลื่อนไหวของอดีตนักการเมืองคนสำคัญของประเทศไทย ที่ร่วมมือกับนักธุรกิจต่างชาติ ขอสัมปทานเข้าไปสำรวจแหล่งพลังงานในบริเวณรอยต่อของไทยกับกัมพูชา เพื่อลงทุนด้านพลังงานในพื้นที่ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเลระหว่าง 2 ประเทศ

“และหลังจากที่ทหารไทยออกโรง นายนพดล ได้ออกมาสั่งให้ทหารไทยกว่า 2 แสนนาย ให้หุบปาก อีก 4 วันต่อมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้คำแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนประเทศกัมพูชาให้ขึ้นทะเบียน เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว นั่นหมายถึงความเสียหายของชาติ ดังนั้นจะเห็นว่ามีการวางแผนมาตั้งแต่ปี 2548 จนกระทั่งถึงปี 2551 นี่คือการปล้นชาติ ขายแผ่นดิน แต่คนเหล่านั้นกลับเนรคุณแผ่นดิน”นายสมเกียรติ ระบุ
เพลงต้องห้ามในยุค 2505 แต่งและร้องโดย คำรณ สัมบุญณานนท์ถูกรัฐบาล สั่งห้ามเปิดออกอากาศ ณ ช่วงเวลานั้น

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ จาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072844


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“รสนา” ชี้ “แม้ว” คือสุริยะคราสทอดเงาดำเป็นปัญหาของชาติ

“รสนา” ชี้ “แม้ว” คือสุริยะคราสทอดเงาดำเป็นปัญหาของชาติ
21 มิถุนายน 2551 08:14 น.

“น.ส.รสนา โตสิตระกูล” เชื่อ “แม้ว” คือตัวปัญหาที่ต้องยอมเสียสละเข้าสู่กระบวนการศาลเพื่อให้บ้านเมืองสงบ แนะ รบ.ต้องรับฟังปัญหา ปชช.ไม่งั้นไปไม่รอดแน่ – “จตุพร” ยังปากดีวันนี้ไม่ใช่ชัยชนะของพันธมิตรฯ เพราะคืนนี้อาจจะเกิดอะไรขึ้นอีกก็ได้ – “ป๋าเหนาะ” ออกโรงป้อง รบ. ไม่ได้ทำผิด มีความชอบธรรมบริหารประเทศ ย้อนถามพันธมิตรฯ ถ้าไล่ “แม้ว” แล้วจะให้ไปอยู่ที่ไหน

วานนี้ (20 มิ.ย.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.สรรหา ให้สัมภาษณ์ในรายการตอบโจทย์ ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ถึงกรณีการเคลื่อนไหวไปปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันนี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ตนไม่อยากให้มองว่าพันธมิตรฯ ชนะ หรือว่ารัฐบาลแพ้ แต่สิ่งที่อยากให้คำนึงให้มากก็คือ ทำอย่างไรให้ชัยชนะเป็นของคนไทยทั้งประเทศ กล่าวคือประเทศได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

น.ส.รสนา โตสิตระกูล กล่าวต่อไปว่าปัญหาความขัดแย้งในตอนนี้ ตนมองว่ามีมูลเหตุสำคัญมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เปรียบเสมือนกับ สุริยะคราส ที่ทอดเงาบดบังแสงสว่างมาจนถึงจุดนี้ ทำให้ทุกวันนี้ปัญหาความขัดแย้งของคนสองฝ่ายยังคงมีอยู่โดยมาจากคน ๆ นี้ ดังนั้นตนมองว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ เสียสละสักนิด ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแต่โดยดี ปัญหาที่มีอยู่คงจะแก้ไขไปได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ปัญหาอื่น ๆ ที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขเพื่อให้คลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ไปได้ก็คือ เรื่องของการแก้ไข รธน. ซึ่งตนมองว่า ในเมื่อกระแสต่อต้านและข้อกังขาว่า แก้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ยังมีอยู่มาก ดังนั้นเรื่องนี้ควรหยุดเอาไว้เสีย ทอดระยะเวลาออกไปก่อน ตนเชื่อว่า หากทำเช่นนั้นจริง พันธมิตรฯ ก็คงหมดความชอบธรรมไปเอง

แต่สิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้คือรัฐบาลพูดว่า ยอมถอยสุดซอย แต่ตนมองว่า รัฐบาลอาจถอยไปสุดซอยจริง แต่เมื่อสุดซอยนี้แล้ว ก็เลี้ยวไปซอยอื่น เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาไปเรื่อย ๆ เช่น บอกว่า จะถอน รธน.ออกจากญัตติ แต่อีกด้าน ส.ส.ในพรรครัฐบาลก็ล่ารายชื่อส่งเข้าไปใหม่ เป็นต้น

ทั้งนี้ตนมองว่ารัฐบาลไม่พยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวอย่าง แท้จริง เห็นได้จากการชุมนุม 20 กว่าวันที่ผ่านมา ของพันธมิตรฯ ไม่เคยมีสักครั้ง ที่รัฐบาลจะไปพูดคุยกับพันธมิตรฯ อย่างจริงจัง ถึงต้นตอของปัญหา

อีกทั้งเมื่อพรรคฝ่ายค้านหรือ ส.ว.ขอยื่นอภิปรายรัฐบาล แทนที่รัฐบาลจะเข้ามาใช้เวทีนี้ พูดคุยชี้แจงกับประชาชน แต่รัฐบาลก็ปฏิเสธอีก ทำให้หมดช่องทางพูดคุย หมดรูระบายปัญหา ทุกอย่างจึงไม่ได้รับการผ่อนปรน ซึ่งเมื่อไม่มีเวทีที่จะพูดคุยกันการจะหาทางออกก็คงเป็นไปได้ยาก

น.ส.รสนา โตสิตระกูล กล่าวด้วยว่า สิ่งที่สำคัญมากในตอนนี้ก็คือรัฐบาลต้องฟังเสียงของ ผู้ชุมนุม ฟังเสียงของประชาชนด้วย เพราะหากรัฐบาลไม่รับฟังประชาชน ก็คงทำงานลำบาก เพราะการเมือง ที่ไม่ฟังเสียงประชาชน มักจะไปไม่รอด และเรื่องการชุมนุม เป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย แต่จุดสำคัญก็คือ รัฐบาลต้องใส่ใจ แก้ปัญหาการชุมนุม จึงจะเป็นการเมืองภาคประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ด้านนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันนี้ เป็นไปตามที่รัฐบาลคาดเอาไว้ ซึ่งรัฐบาลก็ได้กำหนดจุดยืนไว้แล้วว่า จะป้องกันทำเนียบรัฐบาล โดยไม่ใช้ความรุนแรงซึ่งก็เป็นไปตามนั้น เหตุการณ์วันนี้ไม่มีความรุนแรงจริง ๆ ซึ่งนี่ต้องถือเป็นจุดแข็งของรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง

แต่ก็ต้องบอกพันธมิตรฯ เอาไว้ด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ในวันนี้ ไม่ใช่ชัยชนะของพันธมิตรฯ เพราะไม่มีใครรู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น หรือคืนนี้ จะเกิดอะไรขึ้น ถึงแม้ว่ารัฐบาล จะยอมถอยให้พันธมิตรฯ แต่ก็ต้องรู้เอาไว้ด้วยว่า ความอดทนท่ามกลางความเบื่อหน่าย ก็มีจุดสิ้นสุดเหมือนกัน ถ้าพังรั้ว หรือปีนเข้ามา ในทำเนียบรัฐบาลรัฐบาลก็คงหมดความอดทน “คุณจะอยู่หน้าทำเนียบก็อยู่ต่อไป แต่อย่ารุกล้ำเข้ามานะ”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเช้าวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา พันธมิตรฯ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 14/2551 ตอกย้ำแนวทางสันติวิธี และไม่บุกรุกเข้าไปในบริเวณทำเนียบรัฐบาลเด็ดขาด ซึ่งหากมีใครบุกรุกเข้าไป จะถือว่าไม่ใช่กลุ่มพันธมิตรฯ แต่ประเด็นนี้ นายจตุพรไมได้กล่าวถึง

นายจตุพร กล่าวต่อไปว่า นายสมัคร สุนทรเวช คงจะทำการพูดคุย กับประชาชนในวันอาทิตย์นี้ ผ่านทางรายการสนทนาประสาสมัคร อย่างแน่นอน ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คืออะไร ส่วนเรื่องที่จะให้ไปพูดคุยกับพันธมิตรฯ นั้น ตนมองว่าคงเป็นเรื่องยาก เพราะพันธมิตรฯ พูดคุยกันคนละภาษา กับรัฐบาล ถึงจะพูดหรือเจรจาอย่างไร พันธมิตรฯ ก็คงไม่ยอม

ส่วนทางออกที่หลายฝ่ายแนะนำว่า ควรหาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง มาเป็นตัวกลาง ช่วยไกล่เกลี่ยก็คงทำไม่ได้อยู่ดี เพราะผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตอนนี้ ก็โดดเข้ามาร่วมวงกับ กลุ่มพันธมิตรฯ กันหมดแล้ว หรือต่อให้ใช้การแก้ปัญหาในสภา ต่อให้รัฐบาลยอมให้พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว. อภิปราย ตนก็เชื่อว่า พันธมิตรฯ ก็ไม่พอใจอยู่ดี เพราะพันธมิตรฯ มีธงเอาไว้แล้วว่าต้องการจะล้มล้างรัฐบาลนี้ให้ได้

ทั้งนี้ตนอยากจะบอกว่ารัฐบาล และตัวนายกรัฐมนตรีเอง ยอมถอยมาเยอะแล้ว ปัญหาทุกอย่าง ที่มีรัฐบาลก็พยายามแก้ทุกทาง ก็อยากให้ประชาชนได้เห็นใจรัฐบาลบ้าง

ด้านนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวว่า ในวันนี้ จะขอพูดในนามของ นายเสนาะ ไม่ใช่หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งตนจะขอกล่าวว่า ตนเป็นคนที่ ยึดถือความชอบธรรม และถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น เมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ตนก็ไม่เห็นว่า รัฐบาลมีความไม่ชอบธรรมตรงไหน และ หากเรื่องนี้จะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นตัวตั้งเรื่อง ก็ไม่มีวันจบ เพราะรัฐบาล ก็ไม่รู้ว่าจะไล่ ทักษิณ ไปไหน ในเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นจำเลยแผ่นดินอยู่แล้ว มอบตัวกับศาลแล้ว ตอนนี้จะทำอะไรก็ต้องอยู่ภายใต้อำนาจศาล แล้วอย่างนี้จะไล่เขาไปไหน

นายเสนาะกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ต้องถามด้วยว่า ถ้าไล่รัฐบาลได้แล้ว จะนำใครมาเป็นรัฐบาล หรือจะต้องปฏิวัติอีก โดยเมื่อมีการปฏิวัติ ก็บอกว่าเขาเป็นเผด็จการ แล้วตกลงจะเอาอย่างไรกันแน่ และ หากมีข้อมูลว่ารัฐบาล มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็ว่าไปอย่าง แต่ในเมื่อรัฐบาล ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องออกจากการปฏิบัติหน้าที่

แต่ตนก็อยากจะแนะนำ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีว่า ควรที่ออกมาพูดกับประชาชนให้รู้เรื่อง เพื่อให้เข้าใจว่าที่ผ่านมารัฐบาลทำงาน โดยไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นคนชักใย ร่วมถึงเรื่องเขาพระวิหาร ก็ควรนำข้อเท็จจริง ออกมาเปิดเผยทั้งหมด

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ จาก
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072826


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“หมัก” ไม่สนถูกล้อม จะเข้าทำเนียบฯ จันทร์นี้ ขู่จัดการพันธมิตรฯ อีก

“หมัก”ไม่สนถูกล้อมจะเข้าทำเนียบฯจันทร์นี้ขู่จัดการพันธมิตรฯอีก
21 มิถุนายน 2551 15:13 น.

” หมัก”ยังไม่ทุกข์ร้อนตื่นแต่เช้ามืดจ่ายกับข้าว เสร็จแล้วเดินลอยชายไปเยี่ยมตำรวจที่เจ็บเล็กน้อยที่โรงพยาบาลตำรวจ แถมยังเล่นจิตวิทยาเชิงสูงทำเป็นงุนงง”เหมือนไม่อยากให้เป็นข่าว” แต่เตรียมทุกอย่างมาให้สื่อถ่ายภาพพร้อมสรรพ ขณะเยี่ยมอาการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ แถมยังซุบซิบกับผบ.ตร.อยู่พักใหญ่ ยืนยันเข้าทำงานทำเนียบฯจันทร์นี้ พร้อมเปิดเผยมาตรการจัดการพันธมิตรฯล้อมทำเนียบพรุ่งนี้หวังเรียกแขกอีกรอบ

วันนี้(21 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณบ้านพักของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในซอยโอฬาร จากการสอบถามแม่บ้านเวลา 07.00 น. ทราบว่า นายสมัคร ได้ออกจากบ้านพักตั้งแต่เวลา 03.00 น. เพื่อจ่ายกับข้าวที่ตลาด อ.ต.ก. ถนนกำแพงเพชร และยังไม่กลับเข้ามา

จากนั้นเมื่อเวลา 11.30 น.นายสมัคร ได้เดินทางมายังโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเยี่ยมอาการของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในการ รักษาความปลอดภัยภายหลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกล้อม ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทั้งนี้นายสมัครนั่งรถยนต์ส่วนตัวมา โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมัครมีสีหน้าสดใส ลงจากรถพร้อมกับ นายไพศาล อัคคะสารกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมกับกล่องใส่อาหารจำนวนหลายชุด ทั้งของคาวหวาน และช่อดอกไม้ และผลไม้เพื่อเยี่ยมอาการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นนายสมัคร และ พล.ต.อ. พัชรวาท ได้ขึ้นลิฟ อาคารกาญาจนาภิเษก โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเยี่ยมอาการเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นายคือ ส.ต.ต.หญิง พรพิรุณ โตรำจร และ ส.ต.ต.หญิง พจนา แก้วเกษศรี ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่ห้อง 909 ชั้น 9 และ จ.ส.ต.คมสัน ศรีคำ และ จ.ส.ต.ศราวุธ เลิศพร ที่ห้อง 1106

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่เดินไปเยี่ยมอาการของเจ้าหน้าที่ทั้ง 4 นายสมัคร ได้หันมาถามกับผู้สื่อข่าวว่า “ใครบอกคุณว่าจะมาที่นี่” จากนั้นนายสมัคร ได้มอบช่อดอกไม้ อาหารและผลไม้ที่เดินทางไปซื้อมาจาก ตลาด อ.ต.ก. พร้อมทั้งมอบซองบรรจุเงินเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับ บาดเจ็บอีกด้วย โดยนายสมัคร ได้สอบถามถึงอาการ และให้กำลังใจ พร้อมขอให้หายเร็ว ภายหลังจากเยี่ยมอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บ นายสมัคร ได้ใช้เวลาส่วนตัวเพื่อหารือถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ กับพล.ต.อ.พัชรวาทนานกว่า 20 นาที

ต่อมาเวลา 13.00 น.นายสมัคร ได้เดินลงมาจากอาคารกาญจนาภิเษก โดยได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นมิตร และมีสีหน้ายิ้มแย้ม ว่า “ขอความกรุณาอย่าตาม เพราะผมจะไปกินข้าว”

ถามว่า ยังจะทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลต่อไปหรือไม่ นายสมัคร กล่าวสั้นๆว่า “ไม่ย้าย ทำงานตามปกติ ตามปกติๆ” ผู้สื่อข่าวถามว่าจะปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดล้อมทำเนียบฯต่อไปหรือไม่ นายสมัครได้แต่หัวเราะไม่ตอบคำถาม

เมื่อถามย้ำว่า เรื่องมาตรการดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างไร นายสมัคร บอกสั้นๆว่า “รอฟังพรุ่งนี้ตอนเช้าทางช่อง 11 08.30 น. ช่อง 11 วันนี้มันอันตรายไม่ต้องตามผมๆจะไปกินข้าว”

ด้านพล.ต.อ.พัชรวาท ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดด้านจราจรกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลว่า คงต้องเป็นไปแบบนั้นก่อน คงยังไม่ต้องใช้มาตรการอะไรเพิ่มเติม ผู้สื่อข่าวถามถึงการหารือกับนายสมัคร หลังการเยี่ยมไข้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า นายกฯก็คงเข้าทำงานตามปกติ ส่วนการเปิดทางให้เข้าประชุม ครม.นั้นจะมีการประชุมกันอีกครั้งว่าจะเปิดทางให้เข้าทางไหนอย่างไร แต่ขณะนี้ยังไม่ต้องประกาศอะไรเพิ่มเติมหรือเพิ่มกำลัง ซึ่งเราคิดว่าทุกอย่างก็ยังเรียบร้อยดี ส่วนการดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการ เคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรฯนั้นก็คงต้องหารือกันอีกครั้ง แต่สำหรับขวัญกำลังนั้นก็ยังดีอยู่ ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวมือที่สามที่อาจจะเข้ามาก่อเหตุวุ่นวาย พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่าเราก็ดูแลเหตุการณ์อยู่

พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072973

แผนที่ชุมนุมพันธมิตรฯ หน้าทำเนียบรัฐบาล 21 มิ.ย. 2551

แผนที่ชุมนุมพันธมิตรฯ หน้าทำเนียบรัฐบาล 21 มิ.ย. 2551
แผนที่ พันธมิตรฯ ชุมนุม ไทยคู่ฟ้า ที่ ทำเนียบรัฐบาล และบริเวณใกล้เคียง 26 สิงหาคม 2551

PTM-Map

แผนที่ แสดงจุดชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งได้เคลื่อนมาจากเชิงสะพานมัฆวาน และสามารถปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เวลาประมาณ 15.00 น.ของวันที่ 20 มิ.ย.โดยผู้ชุมนุมได้ใช้พื้นที่ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกมิสกวันไปจนถึงหน้าโรงพยาบาลมิชชันเป็นที่ชุมนุม พร้อมกับตั้งเวทีปราศรัยใกล้กับแยกนางเลิ้ง

ต่อมาในช่วงดึกของคืนวันที่ 20 มิ.ย. นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้น ปราศรัยบนเวทีว่า แกนนำทั้ง 5 คน มีความเห็นย้ายเวทีปราศรัยบริเวณแยกนางเลิ้งไปตั้งเวทีถาวรอยู่บริเวณสะพาน ชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันรัฐบาลให้ลาออก (ดูตามแผนที่)

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ จาก
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072914


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Blog at WordPress.com.