Accom Thailand

July 17, 2008

ศ. อดุล วิเชียรเจริญ – เขตกันชน “พระวิหาร” เสี่ยงรุกดินแดนไทย

Filed under: กัมพูชา,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,ปราสาทพระวิหาร,มรดกโลก,วัฒนธรรมขอมโบราณ,วิกฤติ,องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 22:58
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

“อดุลย์” แฉซ้ำ เขตกันชน “พระวิหาร” เสี่ยงรุกดินแดนไทย


อดีต ประธาน กก.มรดกโลก ออกบทความ แฉซ้ำ “เขตกันชน” มรดกโลกปราสาทพระวิหาร เสี่ยงรุกดินแดนไทย อัดรัฐบาล-ผู้แทนเจรจาฝ่ายไทย ไม่รักษาประโยชน์ประเทศ ลั่น รบ.ต้องประกาศจุดยืน


นายอดุล วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลก ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “ข้อมูลพื้นฐาน” เกี่ยวกับประเด็น การขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยในบทความระบุว่า


ขณะนี้สังคมไทยยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการขึ้นเป็นมรดกโลก ประสาทพระวิหาร อยู่ 3 ประเด็น คือ


1.ข้อกฎหมาย โดยคณะกรรมการมรดกโลกนานาชาติ ไม่ใช่เป็นองค์กรภายในยูเนสโก แต่ทั้งสององค์การ ต่างเป็นองค์การระหว่างประเทศ และ เรื่องมรดกโลก ก็เป็นอำนาจหน้าที่เฉพาะของ คณะกรรมการมรดกโลก เพียงแต่อนุสัญญา กำหนดให้ ยูเนสโก จัดเจ้าหน้าที่ ไปทำหน้าที่ ฝ่ายเลขานุการของ คณะกรรมการมรดกโลก


อย่างไรก็ดี มีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศเข้าแทรกแซง และ มีอิทธิพลต่อการวินิจฉัยของ องค์การ มีอยู่เสมอ แม้กระทั่งทำผิดข้อบัญญัติ อย่างชัดแจ้ง


เช่น กรณีจอร์แดนขอขึ้นทะเบียน Old City of Jerusalem and Its Walls เป็นมรดกโลก ทั้งที่ จอร์แดน มิใช่ผู้ถือครองดินแดน ซึ่งทรัพย์สินนี้ตั้งอยู่


นอกจากนี้งานปฏิบัติของยูเนสโกด้านวัฒนธรรม นางฟรังซัวส์ ริวีแยร์ ผช.ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรม ไม่ควรซ้ำซ้อนก้าวก่ายงานด้าน อสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่ในขอบข่ายงาน ของคณะ กรรมการมรดกโลก เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร ที่ทำอย่างน่าเกลียด ในการลงนาม เป็นประจักษ์พยาน ใน แถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา


2.ความเป็นจริงและลักษณะ ของการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว โดย ฝ่ายที่สนับสนุนกัมพูชาอ้างว่า การขึ้นทะเบียนดังกล่าว ไม่กระทบอธิปไตยเหนือดินแดนของไทย และ


อ้างว่า กัมพูชามีสถานภาพการถือครองตัวปราสาทเหมือนกับที่เป็นมาตั้งแต่ปี 2505 ที่ไทยมอบการถือครองให้ตามคำพิพากษาศาลระหว่างประเทศ โดยไม่บ่งชี้ว่า ไทยได้ปฏิเสธคำพิพากษาดังกล่าว เพราะผิดข้อกฎหมาย และ ไม่ยุติธรรม


แต่ต้องจำยอม มอบการถือครองตามพันธะกรณีของไทย ในฐานะรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ


นอกจากนี้การอ้างว่า การขึ้นทะเบียนตัวปราสาททำให้ ไทยอยู่ในฐานะดีขึ้น จากเดิม ที่กัมพูชาเคยเสนอ ให้มีเขต และ เขตพื้นที่คุ้มครอง และพัฒนานอกตัวปราสาทในดินแดนไทยนั้น เป็นการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง


เพราะร่างข้อมติดังกล่าวต้องผ่านที่ประชุมอีกครั้งในวาระรับรองรายงานการ ประชุมวันสุดท้าย ทั้งนี้ยังมีการหลีกเลี่ยงไม่คำนึงถึงข้อบัญญัติข้อ 103 และ 104 ของคณะกรรมการมรดกโลก ที่กำหนดให้ต้องมีเขตกันชน และทำแผนจัดการ


ซึ่งกรณีนี้กัมพูชาจำเป็นต้องมีเขตกันชน รอบตัวปราสาทด้านทิศตะวันตก และ เหนือ เข้ามาในดินแดนไทย อย่างหลีกเลี่ยงมาได้


นอกจากนี้ เมื่อปราสาท มีสภาพทรุดโทรมหนัก ตั้งบนพื้นที่ลาดชัน พังทลายง่าย การขึ้นทะเบียนปราสาท จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่กันชนเพียงพอ ซึ่งกัมพูชา จะต้องจัดทำเสนอ คณะกรรมการมรดกโลกให้เห็นชอบ ในการประชุมปี 2010 และ


อันที่จริง การเสนอขึ้นทะเบียน ต้องมีเขตกันชน และ แผนจัดการพื้นที่รอบตัวปราสาท แนบไปพร้อมคำขอ ก่อนที่จะรับ เข้าพิจารณา แต่การเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งไทยมีส่วนร่วมด้วย ก็เข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือกัมพูชา ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเสียชั้นหนึ่งก่อน และ ให้ทำแผนจัดการบริเวณพื้นที่เขตกันชนตามมา ซึ่งทิศตะวันตก และ ทิศเหนือ ของตัวปราสาทเป็นเขตอำนาจอธิปไตยไทย และร่างมติข้อ 15 ที่นำมาแถลงกันก็ปรากฏความชัดเจน


3.ความพิลึกของกลไก กรณีปราสาทพระวิหาร ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยกรณีให้ กัมพูชา จัดประชุมคณะกรรมการร่วม 7 ประเทศ เพื่อคุ้มครอง และพัฒนา แหล่งมรดกนี้


ที่ผ่านมา ไม่เคยมีมรดกโลกแห่งใดใช้กลไกนี้ เมื่อใช้กลไกดังกล่าว จึงทำให้อีก 6 ชาติ ที่จะมาเป็นคณะกรรมการร่วม เข้ามาแทรกแซงปกป้อง กัมพูชา และ กดดันไทย ในการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งจะต้องตกเป็นเขตกันชน


นายอดุล ยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้คือ ร่างมติ เพราะไม่รู้ว่า มติที่ออกมาอย่างเป็นทางการ จะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ เพราะร่างมติ ข้อ 14 ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการร่วม 7 ประเทศ


นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการมรดกโลก ประจำประเทศไทย ชี้แจงว่า ในที่ประชุมไม่มีการพูดเรื่องนี้ ทำให้ตนสงสัยว่า พอมีข้อนี้ขึ้นมาแล้ว ทำไมผู้แทนฝ่ายไทยไม่ท้วง เพราะกระทบสิทธิประโยชน์ของ ประเทศ


ส่วนร่างมติข้อ 15 ที่กำหนดว่าให้กัมพูชาทำแผนจัดการและเขตกันชน อันนี้กระทบดินแดนไทยชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญ จึงวินิจฉัยแถลงการณ์ร่วม เข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190


แต่รัฐบาลไทยก็พยายามปกปิดเบี่ยงเบนประเด็น ทั้งนี้แผนที่ ที่นำเสนอตอนแรกที่ว่าไม่เสียดินแดนนั้น ที่จริงไม่ใช่ เพราะฉบับนั้นไม่มีเขตกันชน ส่วนขณะนี้ รัฐบาลต้องเตรียมตัวทันที และ ต้องประกาศจุดยืนของรัฐว่า


การทำเขตกันชนจะยินยอม หรือเห็นด้วย เฉพาะเท่าที่ไทยเห็นสมควรเท่านั้น ไม่ใช่ยอมตามที่คณะกรรมการร่วม 7 ประเทศ เป็นผู้กำหนดขอบเขต เท่าใดก็ได้ เพราะเขตกันชนจะกินพื้นที่เข้ามายังฝั่งไทย และต้องประกาศว่า รอบบริเวณเขตกันชน จะไม่ยอมให้มีการก่อสร้างและพัฒนาใดๆ เพราะเป็นพื้นที่ของไทย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 18 กรกฎาคม 2551 00:53 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084451
พิมพ์ ข่าวนี้
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: