Accom Thailand

July 19, 2008

กัมพูชา ร้องสหประชาชาติ ไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชา ตามแผนที่ ในสนธิสัญญา สยาม-ฝรั่งเศสใน ค.ศ.1904

ผู้แทนกัมพูชาประจำยูเอ็น ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชา
ตามแผนที่ในสนธิสัญญา สยาม-ฝรั่งเศสใน ค.ศ.1904
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”


เอเอฟพี/ผู้จัดการออนไลน์ – กัมพูชารุกทีละคืบ ร้องสหประชาชาติ

ทหารไทยเสริมกำลังเข้าไปยังบริเวณเขาพระวิหารในวันนี้ 19 ก.ค. (ภาพจากรภ??เตภ??์)

ทหารไทยเสริมกำลังเข้าไปยังบริเวณเขาพระวิหารในวันนี้ 19 ก.ค. (ภาพจากรอยเตอร์)

ระบุไทยส่งทหารเข้าพื้นที่เขาพระวิหาร เพราะเขมรขึ้นปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ยกแผนที่ในสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1904 อ้าง แถมเชิญ จนท.ทูต มะกัน-จีน-ฝรั่งเศส-เวียดนาม ดูพื้นที่ให้ ช่วยกดดันให้ไทย ยอมถอนกำลังออกจากบริเวณเขาพระวิหาร “วิเชียรโชติ” โยนบาปพันธมิตรฯ ทำให้เกิดปัญหา

กองทัพทหารไทยกว่า 600 นาย และ กองทัพทหารกัมพูชามากกว่า 1,000 นายประจำการณ์อยู่รอบๆ วัดพุทธเชิงเขาพระวิหาร อันเป็นจุดที่ มีข้อพิพาททางดินแดน ระหว่างเพื่อนบ้านทั้งสอง โดยความตึงเครียดนั้นเกิดขึ้นเป็นวันที่ 5 แล้ว


ในวันนี้ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กได้รายงานต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีว่า
รัฐบาลกัมพูชาได้ร้องเรียนต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กรณีข้อพิพาททางดินแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาแล้ว ทั้งนี้กัมพูชาต้องการให้ยูเอ็นเข้ามาจัดการกรณีนี้

ทหารไทย (ยืน) กับทหารกัมพูชา (นั่ง) บริเวณเขตแดนที่มีข้ภ??ิพาท (ภาพจากรภ??เตภ??์)

ทหารไทย (ยืน) กับทหารกัมพูชา (นั่ง) บริเวณเขตแดนที่มีข้อพิพาท (ภาพจากรอยเตอร์)



ขณะที่ทางรัฐบาลไทยต้องการศึกษา คำร้องของกัมพูชา ก่อนที่จะทำหนังสือแจ้ง ไปยังสหประชาชาติ


นอกจากนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวโทษ กลุ่มพันะมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด้วยว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา


“เรื่องปัญหาพื้นที่ทับซ้อนนั้น เป็นหน้าที่ของทหาร และ กระทรวงการต่างประเทศ จะเจรจา ซึ่งมีการตอบรับ จากฝ่ายกัมพูชาแล้ว แต่การกดดันของ กลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสั่นคลอน จนทำให้ กัมพูชา ไปขอความช่วยเหลือ จากองค์การสหประชาชาติในครั้งนี้


ซึ่งเมื่อกลายเป็นความบาดหมางระหว่างประเทศเช่นนี้ ทำให้ภาพพจน์ของประเทศไทยเสียหายอย่างหนัก ในสายตานานาชาติ จึงขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง หยุดความพยายามเคลื่อนไหว นอกกระบวนการ ที่ทำให้เกิดความเสียหาย แก่ประเทศ”


ทั้งนี้ การส่งหนังสือถึงสหประชาชาติ ดังกล่าวของกัมพูชา เกิดขึ้น ก่อนการนัดเจรจากัน ระหว่างตัวแทนของทั้งสองฝ่าย ที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ในวันจันทร์ (21 ก.ค.) จะถึงนี้


ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชา จะส่ง พล.อ.เตีย บัญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา มาเจรจา ส่วนฝ่ายไทยนั้น นายสมัครได้มอบหมายให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นตัวแทน


นอกจากนี้ ทางรัฐบาลกัมพูชา ยังได้เชิญตัวแทนจาก สถานทูตสหรัฐฯ จีน ฝรั่งเศส และ เวียดนาม เพื่อมาดูบริเวณเขตแดน ที่เกิดข้อพิพาทระหว่าง ไทย กับ กัมพูชาด้วย อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของ ทั้งสี่ชาติ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ กับผู้สื่อข่าว


“พวกเขามาที่นี่ เพราะว่า พวกเขาไม่ต้องการจะเห็น การเผชิญหน้าระหว่าง กองทัพของ ทั้งสองประเทศ การต่อสู้กัน ของทั้งสองประเทศ ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร” พ.อ.เสา โสกา ผู้บังคับการสารวัตรทหารกัมพูชากล่าว


ด้าน พ.อ.เสรย ดิค ผู้บังคับการกองกำลังกัมพูชา ซึ่งรับผิดชอบภารกิจระบุว่า เขาได้รับคำสั่งว่า ให้ทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน โดย พ.อ.เสรย กล่าวว่า ตนเองได้พูดคุยกับ พ.อ.ชยันต์ หวยสูงเนิน รอง ผบ.กองกำลังสุรนารี แล้วว่า


กองกำลังที่อยู่แนวหน้าควรเก็บอาวุธ ขณะที่ทหารกัมพูชา ยังถูกสั่งห้ามไม่ให้ดื่มของมึนเมา เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะใดๆ บริเวณวัด อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่าเขตแดน ที่มีข้อพิพาทนั้น เป็นของกัมพูชา รวมถึงตัวปราสาทพระวิหาร โดยอ้างถึง สนธิสัญญา สยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904


กัมพูชา อ้างการขึ้นทะเบียน “มรดกโลก” กระตุ้น ไทย ยึดเขาพระวิหาร


ขณะเดียวกัน รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า กัมพูชาได้นำเรื่อง ปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดน บริเวณเขาพระวิหาร แจ้งต่อ คณะมนตรีความมั่นคง แห่ง สหประชาชาติ แล้ว


โดยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่นในนครนิวยอร์ก ผู้แทนกัมพูชาประจำยูเอ็นได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชา ตามแผนที่ในสนธิสัญญา สยาม-ฝรั่งเศสใน ค.ศ.1904 ที่เก็บไว้ ณ ศาลโลก


พร้อมกับระบุว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นในสังคมไทย ทำให้ทหารไทย บุกขึ้นไปยึดพื้นที่ของกัมพูชา ในเวลาต่อมา


อย่างไรก็ตาม การแจ้งเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการส่งหนังสือแจ้งเพื่อทราบ โดยไม่ได้ร้องขอให้คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นดำเนินการใดๆ


วานนี้ (18 ก.ค.) กระทรวงการต่างประเทศ โดยนายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า กระทรวงการต่างประเทศได้มอบหนังสือที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามถึงสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อตอบหนังสือที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชามีมาถึงฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2551 ให้แก่นายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย


โดยหนังสือดังกล่าวยืนยันว่า พื้นที่บริเวณวัดแก้วศิขเรศวรที่กล่าวถึงในหนังสือของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา อยู่ในดินแดนของไทย การที่ได้มี ชาวกัมพูชา ขึ้นไปสร้างวัด สิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมทั้งที่อยู่อาศัย กับทั้งมีทหารอยู่ในพื้นที่นั้น ถือว่าได้ละเมิดอธิปไตย และ ดินแดนของไทย ซึ่งเรื่องนี้ รัฐบาลไทยได้ทำการประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรมาแล้ว


4 ครั้งตั้งแต่ปี 2547 2548 2550 และครั้งหลังสุดเมื่อเดือนเมษายน 2551

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 19 กรกฎาคม 2551 22:21 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084985
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: