Accom Thailand

July 26, 2008

“ธีรยุทธ” ชี้ พปช. รุกหนัก – ใช้อามิสสินจ้าง – ส่อ เกิดสงครามกลางเมือง

“ธีรยุทธ” ชี้ พปช.รุกหนัก – ใช้อามิสสินจ้าง – ส่อเกิดสงครามกลางเมือง
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”


“ธีรยุทธ” เผยวิกฤตชาติ ส่อบานปลาย เหตุ “พลังแม้ว” รุกหนัก มุ่งแก้ รธน. พร้อมรุกเข้า ครอบงำ กองทัพ จนเกิดแรงต้าน จากพันธมิตรฯ และ กลุ่มจารีตนิยม ทำการเมือง ถึงจุดตีบตัน กลไกสภา ล้มเหลว วาจาผู้นำก้าวร้าว เติมไฟความรุนแรง ความขัดแย้ง ขยายวงร้าวลึก
ธีรยุทธ วิกฤตชาติส่�บานปลาย

ธีรยุทธ วิกฤตชาติส่อบานปลาย



กลุ่มโกงกิน ใช้อามิสสินจ้าง มาซ้ำเติม แนะทางออก ต้องสร้าง ประชาธิปไตยแบบสมดุล หนุนศาล ลงโทษนักการเมืองโกง พร้อมชี้ พันธมิตรฯ เป็น พลังทางคุณธรรม และ ต่อต้านอำนาจบาตรใหญ่ แต่ควรปรับกลยุทธ์ ให้มีทั้งรุก ทั้งผ่อน เคลื่อนไหวทางความคิด สลับกับแนวทางมวลชน


วันนี้ (26 ก.ค.) นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ‘ทบทวนทิศทางประเทศไทย’ เนื่องใน วาระ 35 ปี 14 ตุลา วันสืบสานประชาธิปไตย ณ อาคารสนามกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชน กทม.


นายธีรยุทธ เห็นว่า สังคมไทยมีวิกฤต เนื่องมาจาก ปัญหาการคอร์รัปชัน ที่มีมากเป็นประวัติการณ์ มีการครอบงำ องค์กรตรวจสอบ และ ขัดขวาง กระบวนการยุติธรรม ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนเกิดการยึดอำนาจ วันที่ 19 ก.ย.49


ต่อมา เมื่อ พรรคพลังประชาชน มาเป็นรัฐบาล ก็พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อรื้อ ผลงาน คมช. จนเกิดการประท้วง ของ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย อีกหน และ ขยายตัวกว้างไป ตามจังหวัด และ ภูมิภาคต่างๆ


ขณะเดียวกัน พันธมิตรฯ ได้ยกระดับการต่อสู้ จากการเป็นกลุ่มต่อต้าน เป็นขบวนการทางการเมือง ที่มีเป้าหมายไม่เพียงให้ลงโทษ นักการเมือง โกงกิน แต่ ต้องการ ปรับโครงสร้างการเมืองใหม่


นายธีรยุทธ ชี้ว่า สถานการณ์ขณะนี้ การเมืองไทยได้มาถึงจุดตีบตัน เมื่อความชอบธรรมของ สถาบันทางปกครอง ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รัฐสภา ไม่ได้รับศรัทธาว่า จะนำพาประเทศชาติได้


เพราะแทนที่ จะแก้ไขวิกฤต กลับ จุดชวนวิกฤต ด้วยการ ดึงดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะอำนาจตุลาการ รับภาระหนัก จนเกิด อาการล้า เนื่องจากมีการ ยื่นฟ้อง ศาล อย่างมากมาย ซึ่งศาลจะต้องเร่ง พิจารณาคดีคอร์รัปชัน ของ นักการเมือง ที่เป็นต้นตอ ของ วิกฤตอย่างเร่งด่วน ให้ทันกาล


ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลกลับกระตุ้น สนับสนุนความรุนแรง ก้าวร้าว สร้างศัตรูไปทั่ว สถานการณ์เหล่านี้ ทำให้ประเทศไทย อยู่บนขอบเหว แห่งอนาธิปไตย และ ความรุนแรงใหญ่กว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา หรือ พฤษภาทมิฬ เพราะความขัดแย้ง ขวายวงกว้าง และลงลึก ระดับมวลชน


จะเกิดการใช้ความรุนแรง อย่างไร้เหตุผล โดยเฉพาะ เมื่อกลุ่มโกงกินบ้านเมืองใช้ อามิสสินจ้าง มาซ้ำเติม ปัญหาจะมากกว่า การบาดเจ็บล้มตาย ขยายเป็น บาดแผลของ ประวัติศาสตร์ และ สังคม ซึ่งจะ ลึกซึ้ง กลายเป็นการแบ่งข้าง แบ่งพวก แบ่งภาค ถาวรยาวนาน


มีความเจ็บปวด ความเคียดแค้น ล้างแค้น ระหว่างกัน ซึ่งมีโอกาสลุกลาม เป็น สงครามกลางเมือง ซึ่งแม้แต่การรัฐประหาร ก็อาจจะควบคุม สถานการณ์ไว้ไม่อยู่


นายธีรยุทธ ชี้ว่า วิกฤตการเมืองปัจจุบัน เลวร้ายที่สุด เนื่องจากเกิดขึ้น เพราะการประจวบเหมาะ ของหลายรากเหง้า ที่รุมเร้าในช่วงนี้พอดี คือ


รากเหง้าความคิด โลกาภิวัตน์นิยม ขัดแย้งกับ ความคิดชาตินิยม สถาบันนิยม ชุมชนนิยม เช่น เกิดการถกเถียงกัน เรื่องการเปิดเสรีทางการเงิน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ


รากเหง้าอำนาจทุน ผนวกอำนาจการเมือง อย่างสามานย์ เกิดกลุ่มทุนที่ร่ำรวยใหญ่โต กว่าในอดีต ผันอำนาจเงิน เข้าสู่การเมือง กลายเป็น ทุนสามานย์ ที่หวัง ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ ยาวนาน


นอกจากนี้ วิกฤตการเมืองไทยยังมี รากเหง้าจาก คอร์รัปชันในประเทศ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้คนจำนวนมาก หมดความอดทนอดกลั้น


ขณะที่ชนชั้นนำใน วงการการเมือง การปกครองไทย แก้ปัญหา แบบผัดผ่อนหมักหมม ไม่ทัน การเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะพยายาม ตัด ประชาชน ออกจาก การมีอำนาจการเมือง มาตลอด


แม้ประชาชนจะมีบทบาทใน รัฐธรรมนูญ 2540 แต่กลไกตรวจสอบนักการเมือง ก็ไม่ทันกาล เมื่อเกิด ระบอบทักษิณ นำไปสู่การรัฐประหาร 2549 แต่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ แก้ปัญหาแบบผัดผ่อน จนในที่สุด พปช. เข้ามามีอำนาจ และมี กลุ่มต่อต้านทักษิณ ขึ้นมาอีกในปัจจุบัน


นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า วิกฤติการเมืองยังมี รากเหง้าจาก ปัญหาคนไทย ไม่อยู่กับปัญญาความรู้ แต่อยู่กับ ศรัทธาปลอมๆ บางคน ยึดมั่น ประชาธิปไตย แต่เป็น ประชาธิปไตยเลือกตั้ง ที่มีแต่การซื้อเสียง และ ผลลัพธ์ ก็คือ ชาวบ้านไม่ได้อะไร แต่ กลุ่มทุนการเมือง เป็นผู้เสวยประโยชน์ ระบอบประชาธิปไตย แบบ ทุนสามานย์รุ่งเรือง


บางคนก็อ้างว่ายึดมั่นใน อุดมการณ์ ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ แต่ไม่ได้ใช้ปัญญา ที่จะทำให้ สถาบันหลักของชาติ ก้าวหน้า เกิดประโยชน์ที่ สถาพร ต่อบ้านเมือง และ ประชาชนจริงๆ


นายธีรยุทธได้ตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการทบทวนทิศทางสังคมไทย 4 คำถาม คือ


1. คำถามว่า การปกครองเผด็จการ หรือ ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ยังใช้ได้หรือไม่ ซึ่งประเทศไทย ควรได้ข้อสรุป จากเหตุการณ์ ช่วง 14 ตุลา การยึดอำนาจของ รสช.เมื่อปี 34 และ 19 กันยายน 2549 แล้วว่า รูปแบบดังกล่าวแก้ไขปัญหาไม่ได้


2. แนวคิดประชาธิปไตยสมดุล คือให้มี ประชาธิปไตยเลือกตั้ง แต่ต้องมี การตรวจสอบถ่วงดุล แต่การเกิด ระบอบทักษิณ ซึ่งองค์กรอิสระ รวมทั้งข้าราชการ กองทัพ ถูกครอบงำ กระบวนการยุติธรรม และ ศาล ทำงานไม่เต็มที่ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาว่า ประชาธิปไตยสมดุล นั้นสมดุลจริงหรือไม่ ทำงานได้จริงหรือไม่ แก้ปัญหาคอร์รัปชัน ได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่มีประชาชน และพลังส่วนอื่นๆ คอยประคับประคอง


3. ประเทศไทย ควรใช้ ระบอบ ประชาธิปไตยประชานิยม ตามแนว ทรท. หรือ พปช. หรือไม่ แนวนี้จะเน้น เสรีนิยมสุดขั้ว สลายอำนาจ ดั้งเดิมของข้าราชการ ศาล กองทัพ องค์กรตรวจสอบต่างๆ เพื่อให้ ทุนการเมือง จัดแจงผลประโยชน์ให้ กลุ่มตนเองเต็มที่ ชาวบ้าน อาจได้ผลประโยชน์ จากประชานิยม ได้ความฉับไว ในการแก้ปัญหา แต่แลกมา ด้วยการคอร์รัปชัน ทับซ้อนผลประโยชน์กว้างขวาง แนวทาง ประชานิยม มีฐานหนักแน่นใน หมู่รากหญ้า จึงจะยังคงมี บทบาทสูงในการเมืองไทยต่อไป ทั้งในทาง รัฐสภาและ การเคลื่อนไหวรากหญ้า


4. ประเทศไทยควร ปฏิรูป “การเมืองใหม่” ตามแนวของ พันธมิตรฯ หรือไม่ แนวคิดนี้ มุ่งแก้ ปัญหาคอร์รัปชัน นำพาประเทศไปสู่วิถี ความเจริญ “แบบเอเชีย” โดยอาศัยความมุ่งมั่น ของ “คนดี” ในบ้านเมือง โดยไม่สนใจ ประชาธิปไตยเลือกตั้ง มากนัก โดยอาจใช้การผสมผสาน ระหว่าง การสรรหา การเลือกจากอาชีพ กับการเลือกตั้งทั่วไป เนื่องจาก นับวันการเมืองไทย จะยิ่ง ไม่มีทางเลือก มีโอกาส ที่คนจะหันไป สนับสนุนแนวทางนี้มากขึ้น


อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีข้ออ่อน คือเป็น การสวนทางประชาธิปไตย ที่ต่อสู้กันมานาน และ จากประสบการณ ์ของการปฏิวัติทั่วโลก คนดี มักมีความคิดสุดขั้ว และอยู่ในกรอบจำกัด


ในระยะยาวคนดีก็เสื่อมได้ เพราะอำนาจ และ ผลประโยชน์ ประเทศ จึงมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ถ้าจะเดินไปในเส้นทางนี้


นายธีรยุทธ ได้มองอนาคตว่า ความรุนแรงในสังคมไทยจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ


1. ความรุนแรงย่อยๆ ระหว่างมวลชน 2 ฝ่าย จะเกิดถี่มากขึ้น และ มีโอกาสขยายตัว ตามสถานการณ์โดยรวม ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า


2. พปช. จะรุกหนักในเรื่อง การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะขยายการต่อต้านกว้างขึ้นอีก


3. หาก พปช. รุกหนัก ในการขยายอำนาจ เข้าครอบงำกองทัพ จะทำให้พลังจารีตนิยม ตื่นตัว เพิ่มความแหลมคม ของความขัดแย้ง


4. หากเกิดประเด็น คอร์รัปชั่นของรัฐบาล ความขัดแย้ง จะขยายตัวทันที ช่วงเวลาภายใน 1-2 ปี ข้างหน้า จึงเป็นช่วงเวลา ที่สุ่มเสี่ยงมาก ต่อ การเกิด สถานการณ์ความรุนแรง ที่ควบคุมไม่ได้ แล ะอาจตามมาด้วย การรัฐประหารที่เป็น เผด็จการเต็มรูป


นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า ตุลาการภิวัตน์ อาจส่งผล เป็นรูปเป็นร่างได้บ้าง ในช่วงปลายปี 2551 ซึ่งเมื่อถึงช่วงนั้น มีโอกาคลี่คลายวิกฤติ แต่ก้ำกึ่ง เพราะคนอาจ มองว่าบรรลุผลน้อยเกินไป และหันไป มุ่งแก้ปัญหาอย่างสุดขั้ว


ส่วนการต่อสู้ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นั้น นายธีรยุทธ มองว่า ได้ยกระดับ มาเป็นการต่อสู้ เพื่อเปลี่ยนความคิด และ โครงสร้างอำนาจการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาวมาก จึงควรปรับวิธี การต่อสู้ของตน


คือมีทั้งการเคลื่อนไหว ทางความคิด สลับกับ การเคลื่อนไหวมวลชน ทั้งผ่อน สลับกับ รุก และ เนื่องจาก พันธมิตร เริ่มต้น จากการ เรียกร้อง ลงโทษ นักการเมือง โกงกินบ้านเมือง เป็นพลังทาง คุณธรรม และ พลังต่อต้าน การใช้อำนาจบาตรใหญ่ ให้สังคม


จึงยิ่งต้องจำแนกวิธีการต่อสู้ ให้ชัดเจนว่า เป็นแนวสันติวิธี หลีกเลี่ยงการดึงดัน ที่อาจ ดูคล้าย แนวอำนาจนิยม ไม่ควรเป็นการรุกไป ข้างหน้า ตลอด จนดูคล้าย การตะลุมบอน กับ ฝ่ายโกงกินบ้านเมือง ซึ่งจะทำให้คน แยกแยะ และ เลือกฝ่ายสนับสนุน ได้ลำบาก


ที่สำคัญในการเสนอ ความคิดใหม่ ทางการเมือง ไม่ควรสวนทาง ประชาธิปไตย ควรเคารพ ประวัติศาสตร ประชาธิปไตย ที่ต่อสู้กันมานาน ควรหาวิธี เปิดกว้างขวาง สร้างเวที ความคิด สำหรับทุกฝ่าย ซึ่งต้องมีเวลา ขั้นตอน จังหวะก้าว ที่เหมาะสม


ในช่วงอย่างน้อย 1 ปีข้างหน้าคนไทยต้องเจริญสติ มองการแก้ปัญหาทีละเปลาะๆ ผู้เขียนเชื่อว่าทางเลือกที่มั่นคง ถาวร และ ดีที่สุด สำหรับ ระยะยาว ของประเทศ คือการสร้าง ประชาธิปไตย สมดุล ทั้งยังเป็นหนทางที่เสี่ยงน้อยที่สุด


สังคมควรสนับสนุน การทำงานของศาล ในการลงโทษนักการเมือง ที่คอร์รัปชั่น และ สร้างกรอบวินัย ทางจริยธรรม ให้กับนักการเมือง นักวิชาการ สื่อ คนชั้นกลาง และ สังคม ทั่วไป ยังควรต้องขยายพื้นที่ ของ การถกเถียงวิจารณ์ ที่เป็นเหตุเป็นผล และ ขยายองค์ความรู้ ในด้าน ประชาธิปไตย สมดุล มากขึ้น


ทบทวนทิศทางประเทศไทย
ธีรยุทธ บุญมี


(1) วิกฤติการเมืองไทยขยายตัว


1. วิกฤติการเมืองไทยเกิดจากการคอร์รัปชั่นเป็นประวัติการณ์ มีการครอบงำองค์กรตรวจสอบ และขัดขวาง กระบวน การ ยุติธรรม ในยุครัฐบาลทักษิณ เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ขึ้น แต่ พปช. ดึงดันแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อรื้อล้าง ผลงานการตรวจสอบของ คมช. จึงเกิดการชุมนุมประท้วง ของพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย อีกหน และขยายตัว กว้างไป ตามจังหวัด และ ภูมิภาคต่างๆ


2. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยกระดับการต่อสู้จากกลุ่มต่อต้าน (protest group) เป็นขบวนการทางการเมือง (political movement) ซึ่งหมายถึงการเป็นกลุ่มการเมืองที่มีพื้นฐาน เครือข่าย และกำลังสนับสนุน ซึ่งเป็นชาวบ้าน และ พลังจารีตนิยม มีสื่อเผยแพร่ความคิด ที่สำคัญคือ ASTV จนเป็นขบวนการ ที่ตั้งอยู่ได้โดยตนเอง และ เคลื่อนไหวได้ยืดเยื้อยาวนาน มีเป้าหมาย ไม่เพียงเพื่อลงโทษ นักการเมืองโกงกิน แต่เพื่อปรับโครงสร้าง อำนาจการเมืองใหม่


สองส่วนนี้ทำให้ปัญหาการเมืองไทย ทวีความยุ่งยาก คลี่คลายลำบากยิ่ง ประเทศไทย ถึงทางตันของการแก้ปัญหา ปัญหายุ่งยากขึ้น แต่ หนทาง แล ะวิถีทางแก้ปัญหา กลับตีบตัน เพราะ


1. สังคมไทยเผชิญภาวะที่สุดแห่งวิกฤติศรัทธา เนื่องจากความชอบธรรม ของสถาบันการปกครองต่างๆ ลดลงต่ำสุด เป็นประวัติการณ์ เช่น ภาคการเมือง รัฐสภา ไม่ได้รับศรัทธาว่า จะนำพาประเทศชาติได้ เพราะแทนที่ จะดับชนวน กลับจุดชนวนวิกฤติ ด้วยการ ดึงดันแก้รัฐธรรมนูญ สื่อ สถาบันวิชาการก็มีศรัทธาต่ำลง กองทัพ อดีตบุคคลชั้นนำก็ไม่ได้รับศรัทธาว่าจะมีบทบาทแก้ปัญหาได้


2. สังคมไทยขาดเครื่องมือแก้ปัญหา จมอยู่ในภาวะอับจนไร้ทางออก เครื่องมือ และวิธีการแก้ปัญหา ของสังคมไทยลดน้อยลง เช่น การแก้ปัญหาโดย เวทีรัฐสภาไม่ได้ผล การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่ได้ผล การแก้ปัญหา โดยการเสนอเหตุผล ทางวิชาการ ถกเถียง ทางสื่อสาธารณะ และภาคสังคมไม่ได้ผล วิธีการแก้ปัญหา โดยการรัฐประหาร ก็ไม่ได้ผล


3. อำนาจตุลาการรับภาระหนักมากจนอาจเกิดอาการล้า อาจพา ประเทศฟันฝ่าวิกฤติไม่ทัน หัวใจของ ตุลาการภิวัตน์ มีสองอย่าง คือ การเปิดช่องทางให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมมากขึ้น และ การปรับกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถทำหน้าที่ ในภาวะ การเปลี่ยนแปลง ที่รวดเร็วได้ การยื่นฟ้องต่อศาล อย่างมากมาย จากทุกฝ่ายเป็น ปรากฏการณ์ปกติ เช่น ในยุคสงครามเวียดนาม ของสหรัฐ หรือ ในประเทศยุโรปตะวันออก เปลี่ยนการปกครองใหม่ เมื่อแยกตัวจากโซเวียต


ในที่สุดจะมีวิธีการกลั่นกรองเกิดขึ้นเอง อย่างไรก็ตาม สภาพปัจจุบัน เหมือนกับทุกๆ ฝ่ายผลักภาระ มาให้ศาล จนจะเกิดแรงกดดัน ต่อสถานภาพ ความน่าเชื่อถือ ของศาลขึ้นได้ ศาลควรเร่งพิจารณา คดีคอร์รัปชั่นของนักการเมือง ซึ่งเป็นต้นตอ ของวิกฤติ อย่างเร่งด่วน ให้ทันกาล เพราะการคลี่คลาย วิกฤติของ บ้านเมือง ก็เป็นภาระของ สถาบันศาล เช่นเดียวกับ สถาบันอื่น ๆ ทั้งยังจะช่วย ธำรงศรัทธา ของสังคม ต่อศาลได้ดี ส่วนคดีความ ที่เกี่ยวข้อง กับรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นขัดแย้ง 2 ฝ่าย ว่ากฎหมาย เขียนมา ยุติธรรม หรือไม่ ศาล ก็ควรคำนึง ถึงปัจจัยรอบด้าน อย่างถี่ถ้วน เพื่อเกิดความเป็นธรรมมากที่สุด


4. รัฐบาลกลับกระตุ้นสนับสนุน ความรุนแรง จากคำพูดก้าวร้าว สร้างศัตรูไปทั่ว นายกฯ สมัคร ไม่ควรเติมไฟ ความรุนแรง ด้วยคำพูด เช่น “ให้คนของผมลุกขึ้นมาฆ่าบ้าง เพราะว่าถูกฆ่ามาเยอะแล้ว” เพราะกลุ่มสนับสนุนทักษิณ มีจำนวนมาก ที่เป็นกลุ่มก๊วน ที่มีอำนาจอิทธิพล มีผลประโยชน์ในท้องถิ่น จึงพร้อม จะออกมา ใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว ซึ่งยิ่งจะทำให้สังคม ถลำสู่ ความรุนแรง ไร้ความเป็นพี่น้อง ความมีมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น


ประเทศไทยอยู่ ขอบเหวแห่งอนาธิปไตย และ ความรุนแรง ระวังเกิดบาดแผล ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ลึกซึ้งยิ่งกว่า 6 ตุลา ผลจาก สภาวะ ดังกล่าว จะทำให้เกิด มิติต่างๆ ดังนี้ขึ้นในประเทศไทย


1. จะเกิด การเขย่าทางความคิด และนำไปสู่ การปฏิรูปความคิดครั้งใหญ่ ในสังคมไทย วิกฤติการเมืองไทย ยกระดับจากประเด็น ตัวทักษิณ ไปเป็นการเคลื่อนไหว เพื่อเปลี่ยนความคิด และโครงสร้างการเมือง


พปช. ต้องการเปลี่ยนอำนาจ องค์กรตรวจสอบต่างๆ ให้มีการ ลดอำนาจสถาบันตุลาการ


ส่วนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เสนอความคิดการเมืองใหม่


นพ.ประเวศ วะสี เสนอแนวคิด การปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่ โดยประชาชน


ภาวะเช่นนี้จะทำให้ ทุกกลุ่ม ทุกสถาบันอำนาจ ในสังคมไทย ต้องทบทวน ความคิด ของตน ตั้งคำถามใหม่ และ หาคำตอบที่ชัดเจนขึ้น สำหรับ บทบาทตัวเอง และ ทิศทาง การเมืองไทย


2. เมื่อเกิดวิกฤติรากหญ้า และประชาชนถูกกีดกัน ออกไปจาก สมการการแก้ปัญหามาโดยตลอด ปัญหา ถูกแก้โดย ระดับสถาบัน หรือชนชั้นนำ ของประเทศ และ มุ่งแก้โครงสร้าง อำนาจระดับบน ของสังคม โดยที่ ชาวบ้านถูกทอดทิ้ง ไม่เคยได้รับ การถ่ายโอน อำนาจ ให้ตัดสินปัญหา ของตัวเอง และท้องถิ่น อย่างจริงจัง


การเคารพ และส่งเสริมความต่าง ทางอัตลักษณ์ และวัฒนธรรม ก็ทำได้ ไม่ดีพอ วิกฤติปัจจุบัน กำลังดึงรากหญ้า ให้มามีส่วนร่วม ทั้งในทางที่ถูกและที่ผิดๆ ซึ่งปมปัญหานี้ จะขยายตัว และ อาจเป็นปัญหา ที่ ร้ายแรง ที่สุด ของบ้านเราได้ ถ้าไม่แก้ไขจริงจัง


3. สังคมไทยอาจ เผชิญความรุนแรงขนาดใหญ่กว่า เหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา หรือ พฤษภา วิกฤติทักษิณ ที่ยืดเยื้อ มากว่า 3 ปี ทำให้ความขัดแย้งกว้าง และ ลึกขึ้น กลายเป็นระดับมวลชนทั่วประเทศ และ ลึกลงสู่ความเชื่อ ในระดับ การดำรงอยู่ ของ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สถาบันยุติธรรม ศักดิ์ศรี ของตัวตน หรือภูมิภาคนิยม ฯลฯ


ความขัดแย้งใน ระดับอุดมการณ์นี้ จะทำให้คนมองโลก ที่ซับซ้อนเป็นมิติเดียว เช่น เรา-เขา ดี-ชั่ว รักชาติ-ขายชาติ รักพวกพ้อง อย่างสุดขั้ว มีโอกาส เกิดภาวะอนาธิปไตย ที่ไม่มีใครฟังใคร ใช้ความรุนแรงอย่างไร้เหตุผล


โดยเฉพาะเมื่อ กลุ่มโกงกินบ้านเมือง ใช้อามิสสินจ้าง มาซ้ำเติม ขณะนี้ ความรุนแรงย่อยๆ ระหว่างมวลชน ได้เกิดขึ้นแล้ว หลายจังหวัด และ มีโอกาสขยายเป็น ความรุนแรงยืดเยื้อ ในวงกว้างขึ้น อาจถึงขั้นจลาจล


ซึ่งรัฐบาลสมัคร ทุกองค์กร ทุกสถาบันของประเทศ จะต้องตระหนักว่า ปัญหามากเกินกว่า ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย แต่จะขยาย เป็น บาดแผล ของประวัติศาสตร์ และสังคม ซึ่งจะลึกซึ้งกลายเป็น การแบ่งข้าง แบ่งพวก แบ่งภาค ถาวรยาวนาน มีความเจ็บปวด ความเคียดแค้น ล้างแค้น ระหว่างกัน ซึ่งมีโอกาสลุกลาม เป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งแม้แต่ การรัฐประหาร ก็อาจจะควบคุม สถานการณ์ ไว้ไม่อยู่


(2) 6 รากเหง้าของปัญหา วิกฤติการเมืองปัจจุบันเลวร้าย ที่สุด เนื่องจากเกิดขึ้นเพราะ การประจวบเหมาะ ของหลายรากเหง้า ที่รุมเร้า ในช่วงนี้พอดี คือ


1. รากเหง้าความคิดโลกาภิวัตน์นิยมขัดแย้งกับความคิดชาตินิยม สถาบันนิยม ชุมชนนิยม ทำให้ทุกประเทศ มีการถกเถียงว่า


ควรเปิด เสรีการเงิน หรือไม่ ควรแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือไม่


ควรเปิดกว้างด้านวัฒนธรรม ข่าวสาร อินเทอร์เน็ตแค่ไหน


ห้างค้าส่ง-ปลีกขนาดยักษ์ ทำลายชุมชนหรือไม่ หลายประเทศแก้ปัญหาได้ดี แต่ประเทศไทย ปัญหารุนแรง เพราะนักการเมืองไทย โกงกินมาก จึงเกิดกังวลใจว่า พวกเขา จะแสวงประโยชน์ ท่ามกลางการสูญเสีย อำนาจอธิปไตย และ ผลประโยชน์ของชาติ


2. รากเหง้าอำนาจทุนผนวกอำนาจการเมืองอย่างสามานย์ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาทุนการเงินโลกเคลื่อนไหวเข้าออกประเทศต่างๆ เพื่อลงทุนในกิจการที่กำไรดี เช่น โทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ฯลฯ ทำให้เกิดวิฤกติเศรษฐกิจ และทำให้เกิดกลุ่มทุนที่ร่ำรวยใหญ่โตกว่าในอดีต ในประเทศไทยกลุ่มทุนดังกล่าวได้ผันอำนาจเงินเข้าสู่การเมือง กลายเป็นทุนสามานย์ที่หวังครองอำนาจเบ็ดเสร็จยาวนาน


3. คอร์รัปชั่นในประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้คนจำนวนมากหมดความอดทนอดกลั้น ทุนการเมืองสามานย์ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นโดยตรงและโดยนโยบาย การทับซ้อนผลประโยชน์ การฉกฉวยประโยชน์จากนโยบาย โครงการ และทรัพยากรทุกด้านของรัฐอย่างขนานใหญ่ และไร้ความละอาย


4. ชนชั้นนำในวงการการเมืองการปกครองไทย แก้ปัญหาแบบผัดผ่อน หมักหมม ไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะพยายามตัดประชาชนออกจากการมีอำนาจการเมืองมาตลอด ซึ่งสรุปภาพกว้างๆ ได้ดังนี้


ชนชั้นนำใช้วิธีปกครองแบบเผด็จการทหารมายาวนาน จนนักศึกษา ประชาชนไม่สามารถอดทนต่อไป ต้องใช้ความจริงจังเด็ดขาด จนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ขึ้น ซึ่งชนชั้นนำ ก็ใช้รูปแบบของประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นเครื่องมือ ผัดผ่อนปัญหา หมักหมมปัญหาใหม่ คือ


การซื้อเสียง การคอร์รัปชั่น ของ นักการเมือง ต่อมานับสิบปี เมื่อเปิดเป็น ประชาธิปไตย เต็มใบใน ปี พ.ศ. 2532 ก็พิสูจน์ว่า แนวทาง หมักหมมปัญหา ไม่ได้ผล


เกิด บุฟเฟ่ต์คาบิเนต จนต้องมี รัฐประหารของ รสช. ในปี 2534 แต่ก็รอมชอมกันเอง จนไม่แก้ปัญหาอะไร อีก ในที่สุดภาคประชาชน ก็ต้องออกมาใช้ วิธีการเด็ดขาด คือเกิด เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 2540


รัฐธรรมนูญสีเขียว สร้างกลไก ตรวจสอบ นักการเมือง ได้ไม่ทันกาล เพราะได้เกิด วิกฤติระบอบทักษิณ นำไปสู่ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และ รัฐบาลสุรยุทธ์ ซึ่งก็ใช้วิธี แก้ปัญหาแบบผัดผ่อน เช่นเคย ในที่สุด พปช. กลับคืนสู่อำนาจ และ ขัดแย้ง กับ กลุ่มต่อต้านทักษิณ ในปัจจุบันอีก


5. ปัญหาคนไทยไม่อยู่ กับปัญญาความรู้ แต่อยู่กับ ศรัทธาปลอมๆ เพราะ ไม่เคยมีอำนาจจริงจัง ไม่เคยแก้ปัญหาตัวเอง และของ ประเทศด้วย หลักเหตุผล คนไทย จึงสอพลอ อุดมการณ์มานาน เช่น


ยึดมั่นประชาธิปไตยเลือกตั้ง ที่มีแต่การซื้อเสียง และ ผลลัพธ์ก็คือชาวบ้านไม่ได้อะไร แต่กลุ่มทุนการเมือง เป็นผู้เสวยประโยชน์ ระบอบประชาธิปไตยแบบทุนสามานย์รุ่งเรือง บางส่วน ก็ยึดมั่นในอุดมการณ์ ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ แบบปลอมๆ คือไม่ได้เน้น การยึดมั่นแบบใช้ปัญญา ที่จะทำให้ สถาบันหลักของชาติก้าวหน้า เกิดประโยชน์ ที่สถาพร ต่อบ้านเมือง และ ประชาชนจริงๆ


เมื่อมีวิกฤติ ทุกหนก็เกิดการขัดแย้ง ทางความคิดปลอมๆ ซึ่งไม่ได้เกิดจากแก่นสารทางปัญญา จึงคลี่คลายไม่ได้


6. ปัญหาความกังวลและความไม่มั่นคงของสังคมไทย เนื่องจากประเทศไทยปัจจุบันอยู่ในการเปลี่ยนผ่านทั้งในด้านความคิด ความตื่นตัว ของประชาชน จนเกิด แรงกดดัน ต่อองค์กร สถาบันต่างๆ ของประเทศ


ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่าน โดยธรรมชาติ ก็เกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น การเปลี่ยนรุ่น บุคคลในสถาบันต่างๆ ทำให้เกิดความวิตกกังวล ต่อความไม่แน่นอน ในอนาคต ที่ส่งผลให้ความขัดแย้ง ในสังคมไทย ยิ่งมีความเข้มข้นสูง


(3) 4 คำถามท้าทาย การทบทวนทิศทาง ประเทศไทย ภาวะดังกล่าว เป็นการตั้ง คำถาม ที่แหลมคม และท้าทาย สังคมไทย ทั้งหมด ใน 4 คำถามใหญ่คือ


1. คำถามว่าการปกครองเผด็จการ หรือระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ยังใช้ได้หรือไม่ เพราะมีคนส่วนน้อย ที่ยังรำลึกถึง การใช้ อำนาจเด็ดขาด แก้ปัญหา แต่ประเทศไทย ควรได้ข้อสรุปจาก เหตุการณ์ 14 ตุลาคม การปฏิวัติ รสช. และ เหตุการณ์พฤษภาคม การปฏิวัติ 19 กันยายน และ รัฐบาลสุรยุทธ์ ได้แล้วว่า ทั้งสองรูปแบบการปกครอง แก้ไขปัญหาไม่ได้และ เกิดผลเสียกับประเทศ


2. ประเทศไทยได้เลือก เส้นทางการปกครองแบบประชาธิปไตยมา ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในปี 2540 มีความพยายาม แก้ไข ข้อบกพร่อง ในเรื่องการซื้อเสียง และ การคอร์รัปชั่น ด้วยแนวคิดประชาธิปไตยสมดุล คือให้มี


ประชาธิปไตยเลือกตั้ง แต่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล ที่ดีด้วย กล่าวคือ ตรวจสอบถ่วงดุล แต่ไม่แทรกแซงอำนาจบริหาร เป็นการตรวจสอบ การใช้อำนาจถูกตามกฎหมาย (legality) อยู่ในกระบวนการ ใช้อำนาจที่ถูกต้อง (procedural propriety) ตามหลักสมเหตุสมผล (rationality) ตามหลัก ความเป็นธรรม (fairness) หรือไม่


แต่การเกิดระบอบทักษิณ ซึ่งองค์กรอิสระ รวมทั้งข้าราชการ กองทัพ ถูกครอบงำ กระบวนการยุติธรรม และ ศาล ทำงานไม่เต็มที่ ทำให้เกิด คำถามใหญ่ขึ้นมาว่า ประชาธิปไตยสมดุลนั้น สมดุล จริงหรือไม่ ทำงาน ได้จริงหรือไม่ แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ จริงหรือไม่? ถ้าไม่มี ประชาชน และพลังส่วนอื่นๆ คอยประคับประคอง?


ในอีกมุมหนึ่งคนสนับสนุนแนวทางนี้ แม้จะเป็นวงกว้าง แต่ไม่เป็นขบวนการการเมือง หรือเป็นแม้แต่กลุ่ม วิธีการของพวกเขา คือ การถกเถียงให ้ความเห็นด้วยเหตุและผล ซึ่งอาจใช้ได้ดี ในประเทศตะวันตก แต่ได้ผลน้อยในประเทศไทย นอกจากนี้ยิ่งบ้านเมือง มีวิกฤติแหลมคม คนไทย มักหันเข้าหา อำนาจเป็นเครื่องมือ หรือวิธีการหลักของ การแก้ปัญหา


3. ประเทศไทยควรใช้ระบอบประชาธิปไตยประชานิยมตามแนว ทรท. หรือ พปช. หรือไม่ แนวนี้จะเน้นเสรีนิยมสุดขั้ว คือการ ปลดล็อก หรือสลายอำนาจดั้งเดิม ของข้าราชการ ศาล กองทัพ องค์กรตรวจสอบ ต่างๆ เพื่อให้ทุนการเมือง จัดแจงผลประโยชน์ ให้ กลุ่มตนเอง เต็มที่ ชาวบ้านอาจได้ผลประโยชน์ จากประชานิยม ได้ความฉับไว ในการแก้ปัญหา แต่แลกมาด้วย การคอร์รัปชั่น ทับซ้อนผลประโยชน์กว้างขวาง? แนวทางประชานิยมมีฐานหนักแน่นในหมู่รากหญ้า จึงจะยังคงมีบทบาทสูงในการเมืองไทยต่อไป ทั้งในทางรัฐสภาและการเคลื่อนไหวรากหญ้า


4. ประเทศไทยควรปฏิรูป “การเมืองใหม่” ตามแนวของพันธมิตรหรือไม่? แนวคิดนี้มุ่งแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น นำพาประเทศไป สู่วิถี ความเจริญ “แบบเอเชีย” โดยอาศัยความมุ่งมั่น หรือเจตนารมณ์ของ “คนดี” ในบ้านเมือง โดยไม่สนใจ ประชาธิปไตยเลือกตั้ง มากนัก โดยอาจใช้การผสมผสานระหว่างการสรรหา การเลือกจากอาชีพ กับการเลือกตั้งทั่วไป


(นพ.ประเวศ ก็ได้เสนอการปฏิวัติประชาธิปไตย โดยประชาชน เป็นการกระจาย อำนาจสู่รากหญ้า ชุมชน การมีส่วนร่วม เสรีภาพสื่อ การตรวจสอบ และ การเมืองภาคประชาชน แต่ไม่เสนอชัดเจนว่า อำนาจของประชาชน โดยการเลือกตั้ง มีฐานะเช่นไร)


เนื่องจากนับวันการเมืองไทย จะยิ่งไม่มีทางเลือก มีโอกาสที่คนจะหันไปสนับสนุน แนวทางนี้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มี ข้ออ่อนคือ เป็นการสวนทาง ประชาธิปไตย ที่ต่อสู้กันมานาน และ จากประสบการณ์ของ การปฏิวัติทั่วโลก คนดีมักมีความคิดสุดขั้ว และอยู่ในกรอบจำกัด


ในระยะยาวคนดี ก็เสื่อมได้เพราะ อำนาจและผลประโยชน์ ประเทศ จึงมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ถ้าจะเดินไปในเส้นทางนี้


(4) อนาคต


1. ความรุนแรงในสังคมไทย จะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ


หนึ่ง ความรุนแรงย่อยๆ ระหว่างมวลชน 2 ฝ่ายจะเกิดถี่มากขึ้น และมีโอกาสขยายตัวตามสถานการณ์โดยรวมในช่วง 6 เดือนข้างหน้า


สอง พปช. จะรุกหนักใ นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะ ขยายการต่อต้านกว้างขึ้นอีก


สาม หาก พปช. รุกหนักในการขยายอำนาจเข้าครอบงำกองทัพ จะทำให้พลังจารีตนิยมตื่นตัว เพิ่มความแหลมคมของความขัดแย้ง


สี่ หากเกิดประเด็นคอร์รัปชั่น ของรัฐบาล ความขัดแย้ง จะขยายตัวทันที ช่วงเวลาภายใน 1-2 ปีข้างหน้า จึงเป็นช่วงเวลา ที่สุ่มเสี่ยงมาก ต่อการเกิดสถานการณ์ความรุนแรง ที่ควบคุมไม่ได้ และ อาจตามมาด้วย การรัฐประหารที่เป็น เผด็จการเต็มรูป ส่วน กลุ่มสนับสนุนทักษิณ มีโอกาสน้อยมาก ที่จะบรรลุเป้าหมาย กลุ่มพันธมิตร ก็มีโอกาสน้อยกว่า 50% ที่จะ บรรลุเป้าหมายของตน


2. ตุลาการภิวัตน์ ซึ่งอาจส่งผลเป็นรูปเป็นร่างได้บ้างในช่วงปลายปี 2551 ซึ่งเมื่อถึงช่วงนั้นมีโอกาสก้ำกึ่งที่จะคลี่คลายวิกฤติ เพราะคนอาจมองว่าบรรลุผลน้อยเกินไป และหันไปมุ่งแก้ปัญหาอย่างสุดขั้ว


3. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งยกระดับมาเป็นการต่อสู้ เพื่อเปลี่ยนความคิด และโครงสร้าง อำนาจการเมือง ซึ่งเป็นเรื่อง ระยะยาวมาก


จึงควรปรับวิธี การต่อสู้ของตน คือมีทั้ง การเคลื่อนไหวทางความคิด สลับกับ การเคลื่อนไหวมวลชน ทั้งผ่อน สลับกับรุก และ เนื่องจาก พันธมิตร เริ่มต้นจาก การเรียกร้อง ลงโทษ นักการเมืองโกงกินบ้านเมือง เป็น พลังทางคุณธรรม และ พลังต่อต้าน การใช้ อำนาจบาตรใหญ่ ให้สังคม


จึงยิ่งต้องจำแนก วิธีการต่อสู้ให้ชัดเจน ว่าเป็นแนวสันติวิธี หลีกเลี่ยง การดึงดันที่ อาจดูคล้าย แนวอำนาจนิยม ไม่ควรเป็น การรุก ไปข้างหน้าตลอด จนดูคล้าย การตะลุมบอน กับฝ่ายโกงกินบ้านเมือง ซึ่งจะทำให้ คนแยกแยะ และเลือกฝ่ายสนับสนุนได้ลำบาก


ที่สำคัญในการเสนอ ความคิดใหม่ทางการเมือง ไม่ควร สวนทางประชาธิปไตย ควรเคารพประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย ที่ต่อสู้กันมานาน ควรหาวิธี เปิดกว้างขวาง สร้างเวทีความคิด สำหรับทุกฝ่าย ซึ่งต้องมีเวลา ขั้นตอน จังหวะก้าว ที่เหมาะสม


ในช่วงอย่างน้อย 1 ปี ข้างหน้า คนไทยต้องเจริญสติ มองการแก้ปัญหา ทีละเปลาะๆ ผู้เขียนเชื่อว่า ทางเลือกที่มั่นคง ถาวร และ ดีที่สุด สำหรับระยะยาว ของประเทศ คือการสร้าง ประชาธิปไตยสมดุล ทั้งยังเป็น หนทางที่เสี่ยงน้อยที่สุด สังคมควรสนับสนุน การทำงานของ ศาล ในการลงโทษนักการเมือง ที่คอร์รัปชั่น และสร้างกรอบ วินัยทางจริยธรรมใ ห้กับนักการเมือง นักวิชาการ สื่อ คนชั้นกลาง และ สังคม ทั่วไป


ยังควรต้องขยายพื้นที่ ของการ ถกเถียงวิจารณ์ ที่เป็นเหตุเป็นผล และ ขยาย องค์ความรู้ใน ด้านประชาธิปไตยสมดุล มากขึ้น

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 26 กรกฎาคม 2551 21:57 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000088012
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: