Accom Thailand

August 14, 2008

เคลื่อนไหวกดดัน หลักการในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน 76,000 ล้าน ของ ทักษิณ


“บริวารแม้ว” ตีรวนยึดทรัพย์ทักษิณ 76,000 ล้าน


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้�มคร�บครัวที่�ังกฤษ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมครอบครัวที่อังกฤษ


การเคลื่อนไหว กดดัน ป.ป.ช. คลัง แบงก์ชาติ และ แบงก์พาณิชย์ ให้เพิกถอน การอายัดทรัพย์ครอบครัว ชินวัตร-ดามาพงศ์ โดยบริวาร ของ ทักษิณ อ้างเหตุ คตส. ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งอายัดทรัพย์ ได้หมดวาระไปแล้ว ถือเป็นการเดินเกม เพื่อมุ่งหวังให้ สังคมเกิดความสับสน หลงกล สร้างภาพ “ทักษิณและครอบครัว” ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกรุกไล่ไม่จบสิ้น ทั้งที่ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ได้ให้อำนาจรองรับ การอายัด หรือ ยึดทรัพย์ คนโกงชาติไว้ อย่างแจ่มแจ้ง สิ้นสงสัย ในทุกกระบวนการ


เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคาร และ สถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน เป็นประธาน ได้เชิญผู้แทน จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) กรมบัญชีกลาง กรมสรรพกร และ ธนาคารแห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูล


กรณีที่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติอายัดทรัพย์สิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี และครอบครัว วงเงิน 76,000 ล้านบาท


ประธานคณะกรรมาธิการฯ อ้างเหตุผลว่า ในเมื่อ คตส. ซึ่งไปผู้ออกคำสั่ง ได้หมดวาระไปแล้ว เหตุใด จึงไม่ยอมเพิกถอน การอายัดทรัพย์ และ การฟ้องร้องยึดทรัพย์ ที่กำลังดำเนินอยู่ อาศัยอำนาจ หรือข้อกฎหมายใด เป็นการกระทำ ที่เกินกว่าอำนาจตามกฎหมาย หรือไม่


แผนสร้างความสับสนข้างต้น แท้จริงแล้ว เป็นเพียงหมากกลตื้นๆ ของ บริวารไข่แม้ว เพราะหากมองย้อนกลับไป พิจารณา ถึงความเป็นมา ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย จะพบว่า การดำเนินการ ในเรื่องนี้ มีอำนาจตามกฎหมาย อย่างแจ่มชัด มีการตรวจสอบ ที่รอบคอบรัดกุม และ ระมัดระวังอย่างยิ่ง ที่จะไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เช่นเดียวกับ ยุคยึดทรัพย์ คณะ รสช. ที่จบลงด้วยความว่างเปล่า


*** อำนาจ คตส. ยึด และอายัดทรัพย์


เหตุผลสำคัญในการ รัฐประหาร เมื่อ เดือน ก.ย. 2549 ประการหนึ่งก็คือ การตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น ของอดีตผู้นำประเทศ และ บริวาร โดยคณะรัฐประหาร ออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 แต่งตั้ง คณะกรรมการ ตรวจสอบการกระทำ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. เพื่อเข้ามาทำหน้านี้ โดยเฉพาะ


อำนาจของ คตส. นอกจากตรวจสอบ ไต่สวน การกระทำที่เข้าข่ายทุจริต สรุปคดีเสนออัยการสูงสุดเพื่อส่งฟ้องต่อศาล หรือใช้อำนาจของ คตส. สั่งฟ้องเองแล้ว ประกาศฉบับดังกล่าว ยังให้อำนาจ คตส. ยึดและอายัดทรัพย์เอาอีกด้วย


ในหลักการ และองค์ประกอบ ในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ระบุไว้ ดังนี้


หนึ่ง หลักการในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ก็เพื่อเป็นวิธีการชั่วคราวมิให้มีการยักย้ายทรัพย์สิน จำหน่ายหรือจ่ายโอนทรัพย์สินเท่านั้น ทั้งนี้ ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของมหาชนจากการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติของบุคคลที่ถูกกล่าวหาจาก คตส.


ความมุ่งหมายของ คตส. นั้น มิได้มุ่งหมายเพียงเพื่อ นำบุคคล ที่กระทำผิดกฎหมายอาญา มารับโทษของบ้านเมือง เท่านั้น หากแต่ยังมี ความมุ่งหมาย ที่จะต้องนำผลประโยชน์ ของประเทศชาติ ที่สูญเสียไป จากการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือร่ำรวยผิดปกติ หรือมี ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ผิดปกติ จากบุคคล ที่ถูกกล่าวหา กลับคืนมาด้วย


แต่โดยกระบวนการ ในการพิสูจน์ ความผิดทางอาญาของบุคคล เป็นกระบวนการ ที่ต้องอาศัย เวลาในการดำเนินการ หากรอให้ กระบวนการ ดำเนินการ จนเสร็จสิ้นแล้ว จึงมาดำเนินการ เอากับทรัพย์สิน ของบุคคลนั้น ท้ายที่สุด


รัฐ จะไม่สามารถ นำทรัพย์สิน ที่บุคคลนั้นได้ไปจาก การทุจริต หรือประพฤติมิชอบ กลับคืนมาได้ เพราะมีการยักย้าย จำหน่าย หรือ จ่ายโอน ทรัพย์สิน นั้นไปจนหมดสิ้น ประกาศของ คปค. ฉบับที่ 30 จึงได้ให้อำนาจ คตส. ในการที่จะยึด หรือ อายัดทรัพย์สิน ของบุคคล ที่ถูกตรวจสอบ จาก คตส. ได้ หากกรณีเข้าเงื่อนไขที่กำหนดไว้


สอง องค์ประกอบการ ในการยึด หรือ อายัดทรัพย์สิน ตามประกาศฉบับ ดังกล่าว เป็นไปตามข้อ 5 วรรคสอง ของ ประกาศดังกล่าว ซึ่งกำหนดว่า “ในกรณีที่เห็นว่า การดำเนินการ ในเรื่องที่ตรวจสอบ มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ และ มีพฤติการณ์ว่า บุคคลใด เกี่ยวข้อง กับ การทุจริต หรือ ประพฤติมิชอบ หรือ ร่ำรวยผิดปกติ หรือ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ


ให้คณะกรรมการตรวจสอบ มีอำนาจสั่งยึด หรือ อายัดทรัพย์สิน ที่เกี่ยวข้อง ของผู้นั้น คู่สมรส และ บุตร ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ของผู้นั้น ไว้ก่อนได้”


*** เข้าข่ายพฤติการณ์ทุจริต-ร่ำรวยผิดปกติ
ผลจาการตรวจสอบและ ไต่สวนในคดีต่างๆ ของ คตส. ได้ลุล่วงถึง ขั้นมีพยานหลักฐาน อันควรเชื่อได้ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ที่ถูกอายัดทรัพย์) กับพวกได้ ทุจริตประพฤติมิชอบ แล ะร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์สินโดยมิสมควร จากการใช้อำนาจหน้าที่ เอื้อประโยชน์ต่อกิจการ ของ บริษัทเอกชน เป็นเหตุให้ได้ประโยชน์ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยรวม ดังนี้


***พฤติการณ์ทุจริตประพฤติมิชอบ*** มีพยานหลักฐานถึงขั้นถูกกล่าวหา 5 คดี และเกิดความเสียหายต่อรัฐ ดังนี้


1) การทุจริตโครงการจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก มูลค่าสัญญา 772 ล้านบาท
2) การจัดซื้อกล้ายาง มูลค่าตามสัญญา 1,400 ล้านบาท (ซึ่งภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ถูกข้อกล่าวหาจากคดีนี้)
3) การทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 ประมาณ 1,500 ล้านบาท 4) โครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว ละ 2 ตัว ทำให้รัฐเสียหายประมาณ 37,790 ล้านบาท


***พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ*** มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ โดยมีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและภริยายังคงถือไว้ซึ่งหุ้นธุรกิจสัมปทานของบริษัทเอกชนตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นต้นมา แต่ได้ให้บุตร ญาติ หรือบุคคลใกล้ชิดเป็นผู้ถือหุ้นเอาไว้แทน และยังได้ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อกิจการของเอกชนหลายประการ ดังนี้


1) แก้ไขสัญญาข้อตกลงลดส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า เพื่อประโยชน์แก่เครือชินคอร์ป ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ตลอดอายุสัมปทานเป็นเงิน 71,667 ล้านบาท
2) แก้ไขสัญญาข้อตกลงปรับเกณฑ์ตัดส่วนแบ่งรายได้ให้บริษัททีโอทีฯ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่เครือชินคอร์ป ทำให้รัฐเสียหาย 700 ล้านบาท
3) ตราพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม และได้มีมติคณะรัฐมนตรีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อประโยชน์แก่ชินคอร์ป ทำให้รัฐวิสาหกิจของรัฐเสียหายประมาณ 30,667 ล้านบาท
4) ให้บริษัททีโอทีฯ เช่าและลงทุนระบบคลื่นความถี่ดาวเทียมของบริษัทเอกชนรายหนึ่งเป็นเหตุให้บริษัททีโอทีฯ รัฐวิสาหกิจของรัฐเสียหายเป็นจำนวนเงิน 700 ล้านบาท 5) สั่งการให้เอ็กซิมแบงก์ ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า เพื่อซื้อสินค้าจากบริษัทชินแซทเทิลไลท์ฯ วงเงิน 4,000 ล้านบาท


***การใช้อำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตนเอง มีทั้งที่อดีตผู้นำเกี่ยวข้องสั่งการเองโดยตรง หรือละเว้นไม่กำกับสั่งการดูแล มีความพยายามหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตรวจสอบตามกฎหมายทุกครั้ง เป็นผลประโยชน์อันมิควรได้ตกเป็นมูลค่าแฝงอยู่ในหุ้นของตนจนมีราคาสูงขึ้นอย่างผิดปกติตลอดเวลา***


ในท้ายที่สุด อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ได้ใช้อำนาจหน้าที่ผลักดันให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 โดยเพิ่มเติมให้บุคคลต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทด้านกิจการโทรคมนาคม จากเดิมไม่เกินร้อยละ 25 เป็นไม่เกินร้อยละ 50 พร้อมๆ กับการเจรจาเพื่อขายหุ้นที่มีชื่อครอบครัวและบริวารของตนเป็นเจ้าของอยู่ร้อยละ 49.2 ให้แก่กองทุนเทมาเส็ก


ซึ่งเมื่อพ.ร.บ.ดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้เมื่อวันเสาร์ที่ 21 ม.ค. 2549 ก็ได้ดำเนินการขายหุ้นให้กองทุนเทมาเส็ก ในวันจันทร์ที่ 23 ม.ค. 2549 ได้เงินจากการขายหุ้นทั้งหมด 73,271 ล้านบาท


คตส. ได้สรุปว่า ผลการดำเนินการตรวจสอบและไต่สวนมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า อดีตนายกรัฐมนตรี มีการทุจริตและประพฤติมิชอบ ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติและเนื่องจากพบว่าเงินบางส่วนได้ยักย้ายถ่ายโอนแล้ว เช่น เงินค่าขายหุ้นชินคอร์ป คงเหลือในบัญชีประมาณ 52,884 ล้านบาทเท่านั้น


***อาศัยอำนาจตามความในประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ก.ย. 2549 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ข้อ 5 วรรคสอง และข้อ 8 จึงมีมติให้อายัดเงินในบัญชีธนาคารหรือสถาบันการเงิน การอายัดทรัพย์ตามคำสั่งทั้งสองนี้ให้อายัดไว้จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง***


นั่นคือที่มาที่ไปของคำสั่งอายัดทรัพย์ และกำลังจะถูกยื่นฟ้องยึดทรัพย์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า


คำสั่งอายัดทรัพย์ของ และการตรวจสอบของคตส. กระทั่งนำคดีขึ้นสู่ศาล และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้องในหลายคดี เป็นเหตุให้ทนายความของครอบครัวชินวัตร ร้องต่อศาลฯ เพื่อโต้แย้งอำนาจของ คตส. ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้ส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความสถานะของ คตส. ตามคำร้อง


***ต่อมา เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ 9 เสียง เห็นว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ที่ตั้ง คตส. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าคณะคปค. เป็นผู้มีอำนาจและรัฏฐาธิปัตย์ ในขณะนั้น จึงมีอำนาจออกกฎหมายใช้บังคับใช้ และการต่ออายุ คตส. ก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้คตส.ทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่ถือเป็นองค์กรใหม่ และประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 ***


*** ป.ป.ช. ยืนยันฟ้องศาลยึดทรัพย์


เมื่อ คตส. หมดวาระการทำงานเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2551 ก็ได้ส่งมอบงานให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระหว่างนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ยกเลิกการอายัดทรัพย์สินที่ คตส.สั่งอายัดไว้


แต่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียงว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจยกเลิกคำสั่งอายัดทรัพย์สินของ คตส. ที่ดำเนินการตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเดินหน้าพิจารณาสำนวนคดีที่ คตส. ส่งมาให้ดำเนินการ ต่อ


จากนั้น ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด ได้ตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาความไม่สมบูรณ์ของสำนวนไต่สวนกรณี คตส. มีมติให้อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ในคดีแพ่ง ข้อหาเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของคนเองและพวกพ้อง ร่ำรวยผิดปกติ ต่อ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน จำนวน 76,000 ล้าน ตกเป็นของแผ่นดิน


เมื่อคดียึดหรืออายัดทรัพย์ ตกมาอยู่ในมือของคณะกรรมการ ป.ป.ช. การตีรวนสร้างเรื่องให้สังคมสับสนก็เกิดขึ้นอีก เช่นเดียวกับที่บริวารไข่แม้ว เคยเดินเกมลดทอนความน่าเชื่อถือ ความชอบธรรม และอำนาจของคตส. มาโดยตลอด


***แต่กรณีของ ป.ป.ช. ต่างจากกรณีของ คตส. ที่อิงอำนาจคณะรัฐประหาร เพราะ ป.ป.ช. เป็นองค์กรอิสระ มีกฎหมายรองรับ มีขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ถือปฏิบัติกันมายาวนานและชัดเจน


ก่อนนี้บริวารทักษิณ ได้นำประเด็น ป.ป.ช. มีที่มาไม่ถูกต้อง เพราะตั้งโดย คปค. เหมือนกับกรณีที่ คตส. แต่เรื่องดังกล่าวได้รับการยืนยันโดยป.ป.ช. ได้นำหนังสือตอบกลับจากสำนักงานราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ที่ รล. 0001.1/14292 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2551 ลงนามโดยนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ที่ขอให้ยกเลิกชั้นความลับหนังสือที่ราชเลขาธิการตอบกลับเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2549 โดยเฉพาะส่วนที่ระบุว่า


“ป.ป.ช.ที่ คปค.ได้มีประกาศฉบับที่ 19 แต่งตั้ง ถือได้ว่ามีผลสมบูรณ์บังคับใช้ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากขณะนั้น คปค.มีฐานะเป็น ‘รัฏฐาธิปัตย์’ มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ประกาศหรือคำสั่งของ คปค.ย่อมมีผลบังคับใช้ได้มาตั้งแต่ต้น”


นายศราวุฒิ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการคลังฯ ว่า ป.ป.ช. มีอำนาจที่จะดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 78 ที่ให้อำนาจ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติได้ ก่อนจะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อวินิจฉัยเป็นขั้นตอนสุดท้าย


การสวนกลับของ เลขาธิการ ป.ป.ช. ต่อข้อสงสัย ของประธานคณะกรรมาธิการการคลังฯ ในประเด็นที่ว่า ป.ป.ช. ใช้อำนาจเกินกว่า กฎหมาย กำหนด หรือไม่ จึงดูออกง่ายๆ ว่า ผู้ตั้งข้อสงสัยทำทีแสดงอาการ “แกล้งโง่” เพื่อสร้างความสับสน คลุมเครือให้สังคม สร้างเรื่อง ให้ดูเหมือนว่า อดีตนายฯ ไม่ได้รับความเป็นธรรม


อนึ่ง พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 78 ระบุว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินรายใดของผู้ถูกกล่าวหาเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการร่ำรวยผิดปกติและมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่า จะมีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สินดังกล่าว ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจออกคำสั่งยึดหรืออายัด ทรัพย์สินนั้นไว้ชั่วคราว ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิผู้ถูกกล่าวหาที่จะยื่นคำร้องขอผ่อนผันเพื่อขอรับทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์โดยมี หรือไม่มีประกันหรือหลักประกันก็ได้


“เมื่อมี การยึด หรือ อายัดทรัพย์สินชั่วคราว ตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. จัดให้มีการพิสูจน์ เกี่ยวกับ ทรัพย์สินโดยเร็ว ในกรณีที่ ผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถ แสดงหลักฐานได้ว่า ทรัพย์สินที่ถูกยึด หรืออายัดชั่วคราว มิได้เกี่ยวข้อง กับการร่ำรวยผิดปกติ ให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจยึด หรือ อายัดทรัพย์สิน นั้นไว้ต่อไป จนกว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีมติว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งปี นับแต่วันยึด หรือ อายัด หรือจนกว่า จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ยกฟ้องใน คดีนั้น แต่ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ ก็ให้คืนทรัพย์สินแก่ ผู้นั้น”

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 20 สิงหาคม 2551 22:31 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000096082


พิมพ์ ข่าวนี้ “บริวารแม้ว” ตีรวนยึดทรัพย์ทักษิณ 76,000 ล้าน


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: