Accom Thailand

September 30, 2008

สุนันท์ ศรีจันทรา – ฝ่าเปลวไฟ – ครม.ชุดคนส่ายหน้า


30 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


ฝ่าเปลวไฟ – สุนันท์ ศรีจันทรา
ครม.ชุดคนส่ายหน้า


รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ 1 คลอดออกมา ท่ามกลางการถูก วิจารณ์อย่างรุนแรง เพราะเป็นรัฐบาล ที่มีภาพของ ความอัปลักษณ์ และ ไม่ได้สร้าง ความคาดหวังใดๆ จากประชาชน โดยเฉพาะ ครม. ด้านเศรษฐกิจ


ทีมงานเศรษฐกิจ ควรเป็นจุดแข็ง หรือ จุดขายของ รัฐบาลชุดใหม่ เพราะประเทศกำลังเผชิญ เฮอริเคน ลูกใหญ่จาก สหรัฐ จำเป็นต้องระดม ผู้ที่มี ความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ เพื่อรับมือ ผลกระทบจาก ภายนอกประเทศ และ นำประเทศให้ รอดพ้นจาก วิกฤติเศรษฐกิจ


แต่ ครม. เศรษฐกิจ กลับเป็น จุดที่อ่อนด้อย


ตั้งแต่หัวหน้าทีม หรือตั้งแต่ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกตั้งให้เป็น หัวหน้าทีม และ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง


ดร. โอฬาร จบชีวิตความเป็น โหรเศรษฐกิจ ไปแล้ว ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 เพราะ ทำนายและ คาดหมาย แนวโน้มเงินบาท ผิดอย่างมหันต์ โดยยืนยันว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย จะไม่มีวัน ลดค่าเงินบาท เมื่อมีการประกาศ ลอยตัวค่าเงินบาท ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540


ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทในเครือ รวมทั้ง บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด จึงได้รับผลกระทบ อย่างหนัก เพราะไม่มี การประกันความเสี่ยง อัตราแลกเปลี่ยน ไว้ ต้องเกิดผลเสียหาย จากการขาดทุน อัตราแลกเปลี่ยน จำนวนมาก ทำให้ ดร. โอฬาร ได้รับแรงกดดัน จนต้องลาออก จาก ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ และ เข้าไปรับใช้ ดูแลธุรกิจ ของ ตระกูล ชินวัตร


ส่วน ดร. สุชาติ ถือเป็น รัฐมนตรีคลัง มือใหม่หัดขับ ซึ่งเจ้าตัว ก็รู้ขีดความสามารถ ของตัวเองอยู่ จึงระดม ทีมที่ปรึกษา เข้ามาช่วย เสริมบารมี ชุดใหญ่ รวมทั้ง ดร. วีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง ด้วย แต่แม้จะมี ดร. โกร่ง มาเป็นพี่เลี้ยง แต่ไม่ได้ช่วยให้ ภาคธุรกิจ มีความคาดหวัง กับ กระทรวงการคลัง เท่าใด
เพราะ เฮอริเคน จากสหรัฐ หรือวิกฤตการณ์ สถาบันการเงินสหรัฐ หนักหน่วงรุนแรง จนอาจทำให้ เศรษฐกิจปั่นป่วน ระเนระนาด ไปทั่วโลก และ ระดับความสามารถ ของ ครม. เศรษฐกิจ ชุดนี้ ต้องบอกว่า ฝีมือยังห่างไกล เกินกว่า จะรับมือ กับ ปัญหา ที่กำลังพุ่งเข้าใส่ ประเทศไทย


ครม.เศรษฐกิจ มีฐานะเพียง ไม้ประดับ และคงแก้ปัญหา อะไรไม่ได้มาก เพราะนอกจาก ระดับความสามารถ มีขีดจำกัดแล้ว ระยะเวลาการทำงาน ยังสั้น จนอาจทำให้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ หลายคน ทำงานในลักษณะ ประคับประคองตัว เพื่อไม่ต้อง เปลืองตัวมากนัก ไม่ว่า ดร. โอฬาร หรือ แม้ ดร. โกร่ง


จะมี รัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่แสดงบทบาทเต็มตัว อยู่เพียงคนเดียว คือ ดร.สุชาติ เพราะส้มหล่นใส่เท้าทั้งที ต้องทุ่มเทกัน อย่างสุดฤทธิ์ แต่คงแก้ ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ได้มากนัก


เสียงสะท้อนจาก ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ หรือ นักลงทุน ดูเหมือน จะไม่ให้เครดิต ทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลสมชาย แต่อย่างใด และ อาจเป็นครั้งแรก เสียด้วยซ้ำที่ ภาคธุรกิจเอกชน แสดงทัศนะคติ ออกมาในเชิงลบ กับ รัฐบาลสมชาย ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เนื่องจาก ภาคธุรกิจ จะเกรงอกเกรงใจ ไว้หน้ารัฐบาล


แต่ ครม. รัฐบาลสมชาย อัปลักษณ์ จนภาคธุรกิจ รักษามารยาท ต่อไปไม่ไหว ออกมาวิจารณ์ตรงๆ ไม่ได้พูดเชียร์ หรือ สรรเสริญเยินยอ ทีมงาน เศรษฐกิจ ชุดใหม่ เหมือนประเพณี ที่เคยปฏิบัติ กันมาก


นักธุรกิจส่วนใหญ่ แทบไม่มีความ คาดหวัง มาตรการช่วยเหลือ หรือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จาก รัฐบาลนายสมชาย แต่อย่างใด โดยมองว่า เป็นเพียง รัฐบาลขัดตาทัพ เข้ามา บริหารประเทศ ชั่วคราว และ ในวาระสั้นๆ ไม่ได้มุ่งมั่น การแก้วิกฤติเศรษฐกิจ เป็น นโยบายสำคัญ อันดับแรก


ส่วน ครม.เศรษฐกิจ ก็เป็น ครม.เศรษฐกิจ ชุดที่ ใครๆ ก็ส่ายหน้า เพราะ ทั้งชื่อ ทั้งชั้น ทั้งประสบการณ์ ความสามารถ ไม่สามารถ เรียกความมั่นใจ จาก นักลงทุนได้ แม้แต่ นักลงทุน ในประเทศ ก็ตาม จึงอย่าหวังว่า จะสร้าง ความเชื่อมั่น จาก ต่างชาติ


ดร. โอฬาร ดร. โกร่ง เก่าคร่ำครึ เกินไป ที่จะหยิบขึ้นมา ปัดฝุ่นใช้งาน แล้ว และ ดร. สุชาติ ก็เป็นขุนคลังป้ายแดง ที่ยังไม่เคยเห็น ผลงานใดๆ ครม. เศรษฐกิจชุดนี้ จึงไม่มีจุดขายใดๆ


นักธุรกิจ และ นักลงทุน จึงไม่ตั้งความคาดหวังใดจาก ทีมเศรษฐกิจ และ ถ้าเป็นไปได้ ก็หวังว่า ทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลสมชาย จะไม่มีนโยบาย หรือ มาตรการใหม่ๆ ออกมามากมาย แต่เพียงแค่ทำงาน ประคับประคอง สถานการณ์ไป เท่านั้น


เพราะกลัวกันจริง กลัวนโยบายใหม่ๆ ของ ครม.เศรษฐกิจ จะซ้ำเติมให้ เศรษฐกิจ เลวร้าย ซ้ำเติม ภาคธุรกิจเอกชน ให้ย่ำแย่ หนักไปกว่าเดิม

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 30 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=30/Sep/2551&news_id=164646&cat_id=600


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ ฝ่าเปลวไฟ สุนันท์ ศรีจันทรา ครม.ชุดคนส่ายหน้า


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“กระทิงแดง” อัดฉีด 100 ล้าน ได้แบงค์ วงแคลช เป็น พรีเซนเตอร์ ฟื้นตลาด


30 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


เศรษฐกิจ
“กระทิงแดง” อัดฉีด 100 ล้าน ฟื้นตลาด


นาย สานิต หวังวิชา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจ เครื่องดื่มชูกำลัง ภายใต้แบรนด์ “กระทิงแดง” เปิดเผยว่า ในช่วง 3 เดือนสุดท้าย ของปีนี้


บริษัท มีแผนใช้งบ การตลาด 100 ล้านบาท จากงบทั้งปี 300 ล้านบาท เพื่อทำ กิจกรรมการตลาด และ เปิดตัว หนังโฆษณาชุดใหม่ โดยได้แบงค์ วงแคลช เป็น พรีเซนเตอร์ และ จัดคอนเสิร์ต ร็อคเที่ยงวัน ถึง เที่ยงคืน ทั่วประเทศ 4-5 ครั้ง ภายใต้ชื่อ “กระทิงแดงไทยแลนด์ร็อค” เพื่อขยายฐาน ลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น อายุเฉลี่ย 25 ปี จากเดิมที่ กลุ่มเป้าหมายหลัก มีอายุ 30 ปี ซึ่งการจัดคอนเสิร์ต แต่ละครั้ง มีผู้เข้าร่วมงาน ไม่ต่ำกว่า 10,000 คน


การทำ กิจกรรมการตลาด ในรูปแบบ ดังกล่าวครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรก ของปีนี้ ที่หันมารุก กิจกรรมการตลาด ด้านมิวสิกมาร์เก็ตติ้ง เนื่องจาก ต้องการ สร้าง ความแตกต่าง จากคู่แข่ง และ สร้างสีสันให้ ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง เพราะตั้งแต่ต้นปีใช้ สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง เป็นกลยุทธ์หลัก ซึ่งภายหลัง ทำกิจกรรม การตลาด อย่างต่อเนื่อง คาดสิ้นปี มีรายได้เติบโต ตามเป้าหมาย 10% จากปีก่อน มีรายได้ 2,000 ล้าน บาท


ปัจจุบัน ตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง มีมูลค่า 15,000 ล้านบาท คาดปีนี้มี อัตราเติบโต 1% เนื่องจาก ตลาดอิ่มตัว ตามปัจจัยลบเศรษฐกิจ การควบคุม การโฆษณา และ กิจกรรม ทางการตลาด ซึ่ง เครื่องดื่มชูกำลัง ภายใต้แบรนด์ กระทิงแดง มีส่วนแบ่งตลาด 14.5% หากนับรวมแบรนด์ ลูกทุ่ง มีส่วนแบ่ง 15.5%


“ตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ปีนี้ อิ่มตัวมา 3 ปีแล้ว เนื่องจาก ภาครัฐควบคุมโฆษณา และ โปรโมชั่น ทำให้ผู้ประกอบการ ทำตลาดยาก และ จาก ปัจจัยลบ ที่เกิดขึ้น หากไม่มีผู้ประกอบการ รายใดเข้ามาทำตลาด คาดว่าภาพรวม อาจเติบโต ติดลบได้ แต่ ตลาดยัง แข่งขันกันรุนแรง” นายสานิต กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 30 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=30/Sep/2551&news_id=164645&cat_id=600


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ “กระทิงแดง” อัดฉีด 100 ล้าน ฟื้นตลาด


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Bailout plan rejected – supporters scramble ช็อก!! ส.ส.มะกันโหวต ล้มแผนกู้ 7แสนล้าน – ฉุดหุ้น ดิ่ง 600 จุด – น้ำมัน ดิ่งกว่า$10 หลังแผนกู้แก้วิกฤตศก. ไม่ผ่านสภาสหรัฐฯ/ U.S. bailout rejected; fear seizes markets

Bailout plan rejected – supporters scramble
House leaders trade partisan words after historic financial rescue goes down in defeat.
By Chris Isidore, CNNMoney.com senior writer
Last Updated: September 29, 2008: 5:54 PM ET

NEW YORK (CNNMoney.com) — The fate of the government’s $700 billion financial bailout plan was thrown into doubt Monday as the House rejected the controversial measure.

The next steps were unclear. The abrupt defeat left the Bush administration and congressional leaders scrambling to figure out whether to renegotiate the bill and introduce it again as soon as Thursday or to try other options.

Stock markets reacted violently. Investors who had been counting on the rescue plan’s passage sent the Dow Jones industrial average down well over 700 points. The stock gauge closed 778 points lower – nearly 7%. (Full coverage)

The measure, which is designed to get battered lending markets working normally again, needed 218 votes for passage. But it came up 13 votes short of that target, with a final vote of 228 to 205 against. Two-thirds of Democrats and one-third of Republicans voted for the measure.

President Bush, who earlier in the day said he was confident the bill would pass, said he was “very disappointed” by the House vote. Treasury Secretary Henry Paulson, speaking at the White House, said he will continue to “use all the tools available to protect” the economy.

Republican leaders, who had pushed their reluctant members to vote for the bill, pointed the finger at a speech by Speaker Nancy Pelosi, D-Calif.

Pelosi, speaking earlier on the House floor, had blamed the nation’s economic problems on “failed Bush economic policies.”

House minority leader John Boehner, R-Ohio, said after the vote that passage would have been possible if it had not been for Pelosi’s “partisan speech.”

Rep. Barney Frank, D-Mass., one of the main congressional negotiators, dismissed the GOP claim that Pelosi’s speech was responsible for Republicans voting against the bill. “Because somebody hurt their feelings, they decided to hurt the country,” Frank said. “That’s not plausible.”
‘Our time has run out’

The four-hour debate that preceded Monday’s vote included impassioned pleas for and against the measure from Democrats and Republicans alike. Party leaders told members that the only way to protect the economy from a spreading credit crunch was to vote for the difficult-to-swallow measure.

“Our time has run out,” said Rep. Spencer Bachus, R-Ala., the ranking Republican on the House Financial Services Committee. “We’re going make a decision. There are no other choices, no other alternatives.”

Added Frank: “Today is the decision day. If we defeat this bill today, it will be a very bad day for the financial sector of the American economy.”

Boehner told his members, many of whom objected to the measure, that they had to accept something he and many of them found distasteful.

“If I didn’t think we were on the brink of an economic disaster, it would be the easiest thing to say no to this,” Boehner said. But he said lawmakers needed to do what was in the best interest of the country.

One lawmaker who voted against the bill, Rep. John Culberson, R-Texas, said the measure would leave a huge burden on taxpayers. “This legislation is giving us a choice between bankrupting our children and bankrupting a few of these big financial institutions on Wall Street that made bad decisions,” he said. Culberson voted against the bill.

Other conservative Republicans who voted “no” argued the bill would be a blow against economic freedom.

Thaddeus McCotter, R-Mich., said the bill posed a choice between the loss of prosperity in the short term or economic freedom in the long term. He said once the federal government enters the financial marketplace, it will not leave. “The choice is stark,” he said.

Some Democrats voted against the bill for not doing enough to help taxpayers facing foreclosure or unemployment and accused proponents of moving too fast.

“Like the Iraq war and Patriot Act, this bill is fueled by fear and haste,” said Lloyd Doggett, D-Texas.
The runup to the vote

The debate followed a weekend of marathon negotiations between lawmakers and administration officials to hammer out legislation.

Leading House Republicans signed on to the proposal on Sunday after expressing earlier reservations.

The core of the bill is based on Paulson’s request for the authority to purchase troubled assets from financial institutions, so banks can resume lending and the credit markets, now virtually frozen, can begin to operate more normally.

Democrats and Republicans – concerned about the potential cost – added several conditions and restrictions to protect taxpayers on the downside and give them a chance at some of the potential upside if the companies benefit from the plan.

The turmoil in Washington comes amid great upheaval in the nation’s financial system.

Banks and Wall Street firms, worried about both their own needs for cash and the condition of other institutions, essentially stopped loaning money to one another in recent weeks. That choked off the money being made available on Main Street in the form of mortgage loans, business loans and other consumer borrowing.

The crisis stems from problems in mortgage-backed securities, which saw their value plunge as home prices have gone into their worst slide since the Great Depression and foreclosures have soared to record levels.

In turn, the market for trillion of dollars worth of those securities held by major firms evaporated, sending them down to fire-sale prices and raising the risk of widespread failures among the nation’s major financial firms.

On Monday, the Federal Deposit Insurance Corp., which insures deposits at failed banks, arranged for the sale of the banking assets of Wachovia (WB, Fortune 500), the nation’s No. 4 bank holding company, to Citigroup (C, Fortune 500) for $2.2 billion in stock.

That follows three weeks of other shocks: the Treasury Department’s seizure of mortgage finance firms Fannie Mae (FNM, Fortune 500) and Freddie Mac (FRE, Fortune 500); Wall Street firm Lehman Brothers’ bankruptcy filing; rival Merrill Lynch (MER, Fortune 500) purchase by Bank of America (BAC, Fortune 500).

In addition, the Fed bailed out insurance giant American International Group (AIG, Fortune 500), loaning it $85 billion in return for a nearly 80% stake. Washington Mutual (WM, Fortune 500), the nation’s largest savings and loan, became the largest bank failure in history.

After months of attempts by regulators to fix the problems, the bailout was seen by many as the most comprehensive effort yet. Proponents vowed late Monday to keep trying.

Sen. Judd Gregg, R-N.H., a lead negotiator in the bailout bill negotiations said, “If we don’t act promptly and effectively, then many people are going to lose their jobs.” To top of page
First Published: September 29, 2008: 7:56 AM ET
http://money.cnn.com/2008/09/29/news/economy/bailout/index.htm?eref=rss_topstories
http://cnnmoney.printthis.clickability.com/pt/cpt?action=cpt&title=Bailout+plan+rejected+-+Sep.+29%2C+2008&expire=-1&urlID=31325990&fb=Y&url=http%3A%2F%2Fmoney.cnn.com%2F2008%2F09%2F29%2Fnews%2Feconomy%2Fbailout%2Findex.htm%3Feref%3Drss_topstories&partnerID=2200


U.S. bailout rejected; fear seizes markets
Mon Sep 29, 2008 6:01pm EDT

By Kevin Drawbaugh and Eddie Evans

WASHINGTON/NEW YORK (Reuters) – U.S. lawmakers rejected a $700 billion bailout plan for the financial industry in a shock vote that sent global markets sliding as European authorities scrambled to prop up a slew of banks.

The Dow Jones industrial average .DJI> posted its biggest point loss ever while the tech-heavy Nasdaq .IXIC> plummeted 9 percent — its biggest daily loss since the dotcom bubble burst in 2000. Latin American stocks tumbled 13 percent, their biggest decline in more than a decade.

Even before the vote, Asian and European markets had plummeted on fears the crisis was spreading, while U.S. regional lender Wachovia became the latest big bank to succumb to the crisis.

And global money markets were frozen even as central banks poured hundreds of billions of dollars into the financial system to persuade financial firms to stop hoarding cash.

“There’s a monster amount of fear out there. This is global contagion. It’s no longer just the United States,” said Joe Saluzzi, co-manager of trading at Themis Trading in Chatham, New Jersey.

The House of Representatives voted 228-to-205 against a compromise bailout plan that would have allowed the Treasury Department to buy up toxic assets from struggling banks. House Republicans, in particular, balked at spending so much taxpayer money just before the November 4 U.S. elections.

“I can’t believe they weren’t able to come together and come up with a solution. Complete disaster was predicted if it didn’t pass,” said Stephen Berte, senior equity trader at Standard Life in Boston. “I can’t see what the upside is right now.”

Investors rushed to assets considered a safe haven. Government bond prices and gold jumped, and oil fell below $99 per barrel on the view that world demand will contract as the financial crisis puts the brakes on economic activity.

U.S. BAILOUT PROSPECTS UNCERTAIN

In Washington, the failure of the bailout bill — after more than a week of intensive closed-door negotiation intended to hammer out a compromise plan — brought new uncertainty about the response of the U.S. government to the worst financial crisis since the Great Depression.

U.S. President George W. Bush was set to huddle with economic advisers to consider the administration’s next move after the White House failed to win support for the bailout plan from Bush’s fellow Republicans.

“There’s no question the economy is facing a difficult crisis that needs to be addressed,” White House spokesman Tony Fratto told reporters.

The bailout plan was announced by the Bush administration a little over a week ago. Republican House members voted against it by a more than 2-to-1 margin. A majority of Democrats voted in favor.

Both parties blamed each other for the failure of the closely watched bill after hours of closed-door negotiations intended to add provisions to protect taxpayers and head off criticism that Washington was riding to the rescue of bankers many Americans blame for triggering the housing crisis.

“What happened today cannot stand. We must move forward,” House Speaker Nancy Pelosi told reporters. “We are here to protect the taxpayer as we work to stabilize the markets”

U.S. presidential candidates Republican John McCain and Democrat Barack Obama had offered qualified support for the bailout proposal which now dominates the election with just over a month before the vote.

Obama said he believed lawmakers would regroup to pass a financial rescue plan. “I’m confident we’re going to get there,” Obama said as he campaigned in Colorado. “It’s going to be a little rocky.”

The Senate returns on Wednesday and the House on Thursday.

The high-stakes political showdown on the bailout proposal came after Wachovia Corp agreed to sell most of its assets to Citigroup Inc in a deal brokered by regulators.

GLOBAL CONTAGION

Investors said there were ample signs that a financial crisis that started with risky lending to the overheated U.S. property market had gone rapidly global.

“The crisis is going to affect everybody. It’s a very difficult situation and it’s going to affect economies everywhere,” Mexican billionaire Carlos Slim said.

Earlier, the governments of Belgium, the Netherlands and Luxembourg moved to partly nationalize Belgian-Dutch group Fortis NV, and German lender Hypo Real Estate Holding AG secured a credit line from the German government.

British mortgage lender Bradford & Bingley Plc was brought under the government’s wing ID:nLT461913, shares of French bank Dexia tumbled on a report that it might need emergency capital, and bank rescue deals also emerged in Iceland, Russia and Denmark.

“The contagion is spreading to mainland Europe and everyone’s asking, ‘Who’s next?'” said Mark Sartori, head of European sales trading at Fox-Pitt, Kelton in London.

Earlier, European shares had dropped to a three-and-a-half year closing low, with bank shares weighing heavily.

“Investors are fearful, frenetic, especially when it comes to banking shares. They want to get out now and see the after effects from afar,” said Frank Geilfuss, head analyst at Bankhaus Loebbecke.

The world’s central banks, led by the U.S. Federal Reserve, announced a $330 billion expansion of currency swap arrangements, which allows them to increase the amount of money they can provide in their home markets, effectively throwing more money at the crisis.

The Wachovia deal is the latest in a series of events that has transformed the American financial landscape and wiped out hundreds of billions of dollars of shareholder wealth.

The changes include the government takeover of mortgage finance companies Fannie Mae and Freddie Mac, the bankruptcy of Lehman Brothers Holdings Inc, the failure of giant savings and loan Washington Mutual, and Bank of America Corp’s purchase of Merrill Lynch & Co Inc.

(Additional reporting by Patrick Rucker in Washington, Philip Blenkinsop in Brussels, Reed Stephenson in Amsterdam, Jan Dahinten in Singapore, Andrew Callus in London, Krista Hughes in Frankfurt and Chris Aspin in Mexico City; writing by Kevin Krolicki; editing by Jeffrey Benkoe and John Wallace)

© Thomson Reuters 2008.
http://www.reuters.com/articlePrint?articleId=USTRE48S7TB20080929


ส.ส.มะกันโหวตล้มแผนกู้7แสนล้าน
30 กันยายน 2551 03:13 น.

สภา ผู้แทนราษฎรสหรัฐฯเมื่อวันจันทร์(29) โหวตล้มแผนซื้อหนี้เสียจากธนาคารมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อกอบกู้ช่วยชีวิตระบบการเงินวอลล์สตรีท โยนความพยายามสยบวิกฤตทางการเงินของอเมริกาเข้าสู่ความยุ่งเหยิง

ผลคะแนนโหวต 228-205 เสียง ทำให้ร่างกฏหมายฉบับนี้ตกไป หลังจาก ส.ส.รีพับลิกันส่วนมากเพิกเฉยต่อคำร้องขอของผู้นำของเขาเองและโหวตต่อต้าน ขณะที่ ส.ส.ส่วนใหญ่ของเดโมแครตกลับโหวตเห็นชอบกับแผนดังกล่าว

ในการอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนก่อนสภาผู้แทนฯจะลงมติ ได้มีการตำหนิรัฐบาลของประธานาธิบดีบุช ที่ออกมาขู่ว่าระบบการเงินของอเมริกาอาจล่มสลายหากสภาไม่ผ่านร่างกฎหมายนี้

ไมค์ เพนซ์ ส.ส.จากอินดีแอนา เตือนว่าแผนซื้อหนี้เสียจากธนาคารสวนทางกับหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ “เสรีภาพทางเศรษฐกิจหมายความได้ทั้งเสรีภาพที่ประสบความสำเร็จและเสรีภาพอัน ล้มเหลว” เพนซ์พาดพิงถึงกรณีการใช้อำนาจและทรัพย์สมบัติของรัฐบาลเข้าแทรกแซงตลาดเสรี ด้วยการซื้อหนี้เสีย

พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000115594


น้ำมัน ดิ่งกว่า$10 หลังแผนกู้แก้วิกฤตศก. ไม่ผ่านสภาสหรัฐฯ
30 กันยายน 2551 05:21 น.

ราคา น้ำมันดิ่งลงเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์หรือกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันจันทร์(29) หลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ปฏิเสธแผนกอบกู้ภาคเงิน 700 ล้านดอลลาร์ที่เสนอโดยรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช

สัญญาล่วงหน้าน้ำมันชนิดไลต์สวีตครูด ของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ดิ่งลง 10.52 ดอลลาร์ปิดที่ 96.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังร่วงลงไปต่ำสุดระหว่างวันที่ 95.04 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติร่วงแรงที่สุดในรอบวันเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่วันที่ 23 เมษายนปี 2003

ทั้งนี้น้ำมันชนิดไลต์สวีตครูด ตกลงมา 11.8 เปอร์เซนต์จากวันอังคารที่แล้ว(16) ซึ่งมันทะยานขึ้นไปในช่วงของการสิ้นสุดสัญญาซื้อขายเดือนตุลาคม ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ของตลาดลอนดอนวันจันทร์(29) งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ดิ่งลง 9.56 ดอลลาร์ ปิดที่ 93.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000115602


ช็อก!! ส.ส.มะกันโหวต ล้มแผนกู้ 7แสนล้าน – ฉุดหุ้น ดิ่ง 600 จุด
30 กันยายน 2551 03:12 น.

เอ เอฟพี – สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯเมื่อวันจันทร์(29) โหวตล้มแผนซื้อหนี้เสียจากธนาคารมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อกอบกู้ช่วยชีวิตระบบการเงินวอลล์สตรีท โยนความพยายามสยบวิกฤตทางการเงินของอเมริกาเข้าสู่ความยุ่งเหยิง

ผลคะแนนโหวต 228-205 เสียง ทำให้ร่างกฏหมายฉบับนี้ตกไป หลังจาก ส.ส.รีพับลิกันส่วนมากเพิกเฉยต่อคำร้องขอของผู้นำของเขาเองและโหวตต่อต้าน ขณะที่ ส.ส.ส่วนใหญ่ของเดโมแครตกลับโหวตเห็นชอบกับแผนดังกล่าว

หุ้นในตลาดวอลล์สตรีท ร่วงลงมา 700 จุด ขณะที่ร่างกฎหมายส่อแววว่าอาจถูกปฏิเสธ และจากนั้นได้ฟื้นตัวกลับมาราว 200 จุดหลังจากการลงมติสิ้นสุดลง ก่อนปิดตลาดลดลง 603 จุดหรือ 5.42 เปอร์เซ็นต์

ด้านดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ ร่วงลง 6.92 เปอร์เซนต์หรือ 777.68 จุด ปิดที่ 10,365.45 จุด นับเป็นการร่วงภายในวันเดียวแรงที่สุดตลอดกาล หลังเคยดิ่ง 684 จุดเมื่อวันที่ 17 กันยายน ขานรับเหตุโจมตี 9/11

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าก้าวย่างของวิกฤตนี้จะเป็นไปในทิศทางใด หรือแกนนำพรรคเดโมแครตกับรีพับลิกันจะสามารถเปลี่ยนมุมมองของ ส.ส.ผ่านการลงมติครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีก เนื่องจากเป็นวันเริ่มต้นเทศกาลสำคัญชาวยิวซึ่งเริ่มต้นช่วงพระอาทิตย์ตกใน วันจันทร์(29) หมายถึงว่า ส.ส.จำนวนมาก เตรียมเดินทางกลับไปยังถิ่นฐานของพวกเขา

ก่อนหน้านี้สภานิติบัญญัติสหรัฐฯ บรรลุร่างกฎหมายที่จัดสรรเงิน 250,000 ล้านดอลลาร์ให้รัฐบาล เพื่อซื้อหนี้เสียจากกองทุนเงินบำนาญ รัฐบาลท้องถิ่น และธนาคารเล็กๆ ที่ให้บริการแก่ครอบครัวรายได้ต่ำ และยังให้อำนาจประธานาธิบดีอนุมัติเงินได้อีก 100,000 ล้านดอลลาร์

ร่างกฎหมายนี้ได้ให้อำนาจรัฐสภามีสิทธิยับยั้งการซื้อเกินวงเงิน กำหนด และกำหนดเพดานการซื้อสูงสุดไว้ที่ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ใช้แผนนี้ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการ ซึ่งรวมทั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด รัฐมนตรีคลัง และคณะกรรมการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ

ในการอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนก่อนสภาผู้แทนฯจะลงมติ ได้มีการตำหนิรัฐบาลของประธานาธิบดีบุช ที่ออกมาขู่ว่าระบบการเงินของอเมริกาอาจล่มสลายหากสภาไม่ผ่านร่างกฎหมายนี้

ไมค์ เพนซ์ ส.ส.จากอินดีแอนา เตือนว่าแผนซื้อหนี้เสียจากธนาคารสวนทางกับหลักการของรัฐบาลสหรัฐฯ “เสรีภาพทางเศรษฐกิจหมายความได้ทั้งเสรีภาพที่ประสบความสำเร็จและเสรีภาพอัน ล้มเหลว” เพนซ์พาดพิงถึงกรณีการใช้อำนาจและทรัพย์สินของรัฐบาลเข้าแทรกแซงตลาดเสรี ด้วยการซื้อหนี้เสีย

ด้าน ลีนน์ วูลซีย์ ส.ส.จากเดโมแครต หนึ่งในผู้โหวตต้าน แสดงความข้องใจว่าทำไมผู้เสียภาษีต้องถูกร้องขอให้จ่ายเงินสำหรับความไร้ ความรับผิดชอบของบริษัทการเงินชั้นนำของอเมริกา “ทำไมวอลล์สตรีทไม่จ่ายเงินสำหรับความยุ่งเหยิงที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง”

พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000115592

ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ธปท. ยืนยัน แบงก์ไทย ไม่ล่ม แต่จับตา การเคลื่อนย้ายทุน ใกล้ชิด


30 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


เศรษฐกิจ
แบงก์ บีบรัฐ บล็อกต่างชาติ กู้เงิน หวั่นสภาพคล่องหด วิกฤติ ธปท. จับตา ทุนเคลื่อนย้าย


สมาคมแบงก์ กังวลต่างชาติ ออกบาทบอนด์ ดูดสภาพคล่อง ในประเทศ หดหาย วอนรัฐ หาทางกั๊ก ไว้ใช้ลงทุน ขุนคลัง อ้างแค่มา รับฟัง ยังไม่ รับปาก “ประสาร” การเงินยุโรป เข้าขั้นวิกฤติ ขณะที่ ธปท. ยืนยัน แบงก์ไทย ไม่ล่ม แต่จับตา การเคลื่อนย้ายทุน ใกล้ชิด


นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวภายหลัง หารือ ร่วมกับ นาย สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ว่า สมาคมธนาคารไทย ได้เสนอให้ กระทรวงการคลัง ทบทวน การอนุญาตให้ นักลงทุนต่างชาติ ระดมทุน ด้วยการออกพันธบัตร สกุลเงินบาทใน ประเทศไทย (บาทบอนด์) เนื่องจากเกรงว่า จะกระทบต่อ สภาพคล่อง การเงิน ใน ประเทศ ในอนาคต เพราะที่ผ่านมา ถือว่า ภาครัฐ ไม่ได้มีความเข้มงวด ในเรื่องนี้ มากนัก


นอกจากนั้น ยังต้องการให้ กระทรวงการคลัง ให้ความสำคัญ กับ การลงทุนนอกประเทศ ของ นักลงทุนไทย ด้วย ซึ่งขณะนี้ มีความน่าเป็นห่วง อย่างมาก เพราะอาจมีผลต่อ สภาพคล่องการเงิน ในระบบเช่นกัน ซึ่งสังเกตได้จากการ ดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะนี้ เริ่มพลิกจาก การเกินดุล มาเป็น การขาดดุล


“อยากให้ ช่วยดูแล การที่ต่างชาติ มาระดมทุน ในประเทศด้วย การออก บาทบอนด์ อย่าให้ทำ ได้ง่ายมากนัก วันนี้สภาพคล่อง หดหาย ไปจาก ตลาดมาก มีเพียง ไม่กี่ประเทศ รวมทั้ง ประเทศไทย ที่มี สภาพคล่อง ซึ่งน่า จะเก็บไว้ แทนการ ปล่อย ออกมา ถึงตอนนั้น เวลาจะลงทุน ก็ไม่มีเงิน” นายอภิศักดิ์ ระบุ


ขณะเดียวกัน ทางสมาคม ยังมีข้อเสนอ อีก 4 เรื่อง ฝากให้กระทรวงการคลัง พิจารณา ได้แก่
1. การเร่งรัด การลงทุนภาครัฐ ที่ต้องการให้ เร่งดำเนินการ โดยเร็ว
2. ขอให้ รัฐบาล ยกเว้นภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวกับ การปรับโครงสร้าง เป็นการถาวร
3. ขอให้รัฐ สนับสนุน วงเงินกู้อัตราดอกเบี้ย ผ่อนปรนพิเศษ (ซอฟต์โลน) เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือ ภาคธุรกิจใน 3-4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ
4. ให้มีการ ผลักดัน กฎหมายหลักประกัน เหมือนกับ ประเทศที่พัฒนา แล้วใช้กัน
ซึ่งจะเป็น การเปิดโอกาสให้ ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ ธุรกิจขนาดกลาง และ ขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) นำ สินค้าคงคลัง หรือ วัตถุดิบ มาใช้ เป็น หลักประกัน ในการ ขอกู้เงิน ได้


ด้านนาย สุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลจะนำ ข้อเสนอ ทั้งหมดไปพิจารณา ดำเนินการ ใน อนาคต หลังจากที่ รัฐบาลมีการแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา เรียบร้อย แล้ว แต่ในขณะนี้ ยังไม่ได้ตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น


นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในขณะนี้ ยังไม่รับปาก เรื่องที่ว่า จะชะลอ การอนุมัติให้ ต่างชาติ ออก บาทบอนด์ ในไทย หรือ ไม่ เพราะขณะนี้ ยังไม่มีข้อมูล จึงต้องไป พิจารณาสภาวะ ทั้งในระยะสั้น และ ระยะยาว


นาย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (kbank) กังวลว่า ตลาดการเงินใน ยุโรป จะประสบปัญหาเดียว กับ สหรัฐอเมริกา ซึ่งโอกาสเป็นไปได้สูง ว่า ปัญหา จะหนักกว่า เนื่องจาก ขณะนี้ยังมีความพยายาม ในการปกปิดความเสียหาย ที่เกิดขึ้นอยู่ และ ยังไม่ได้รับ การแก้ไข ซึ่งปัญหา อาจกระทบต่อการส่งออก ของ โลก และ ไทย รวมถึง การท่องเที่ยวไทย ในปีหน้า ซึ่งต้องติดตาม อย่างใกล้ชิด เช่นกัน


ด้าน นาย บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพ สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ผลกระทบจาก วิกฤติทาง การเงิน ของ สหรัฐ ส่งผลกระทบ ต่อ ธนาคารพาณิชย์ไทย น้อยมาก เนื่องจาก ธนาคารพาณิชย์ไทย มีการลงทุนใน ทรัพย์สินต่างประเทศ น้อย เพียง 1.3 % ของ สินทรัพย์รวม ขณะที่ สภาพคล่อง ในระบบ สถาบันการเงิน ของไทย ยังไม่มีสัญญาณ ที่น่าเป็นห่วง และ ยังไม่มีการตึงตัว


อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอน ของเศรษฐกิจโลก จะยังเป็นปัจจัยลบ ต่อเศรษฐกิจไทย ในครึ่งปีหลัง และ ปีหน้า สิ่งที่ ธปท. จะต้องติดตาม มี 3 ประเด็น คือ การเคลื่อนย้าย เงินทุน ระหว่างประเทศ, สภาพคล่อง ในระบบ และ ผลกระทบต่อการส่งออก และ เศรษฐกิจ ภาพรวม

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 30 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=30/Sep/2551&news_id=164637&cat_id=600


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ แบงก์บีบรัฐ บล็อกต่างชาติ กู้เงิน หวั่นสภาพคล่องหด วิกฤติ ธปท. จับตา ทุนเคลื่อนย้าย


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ภูเก็ตสแควร์” บุกคอมมูนิตี้มอลล์ ต่างชาติ


30 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


เศรษฐกิจ
“ภูเก็ตสแควร์” บุกคอมมูนิตี้มอลล์ ต่างชาติ


“ภูเก็ตสแควร์” เล็งยึดฐานธุรกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ ด้านอสังหาริมทรัพย์ สยายปีก “คอมมูนิตี้มอลล์” ลุยตลาด ต่างประเทศ หลังศึกษา ตลาดจีน เกาหลี และ เวียดนามล่าสุดทุ่มงบ 250 ล้าน ประเดิม คอมมูนิตี้มอลล์ กลางโครงการหรู “มิลเลเนียมมอลล์” หวังโกยรายได้จาก ค่าเช่า ปีละ 50 ล้านบาท


นายประวิช จรรยาสิทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ภูเก็ตสแควร์ จำกัด ผู้บริหาร ศูนย์การค้า จังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต เปิดเผยว่า บริษัทมี แผน ขยายธุรกิจศูนย์การค้า ในรูปแบบ คอมมูนิตี้มอลล์ ไปยังตลาดต่างประเทศ ในอีก 2-3 ปี โดยกำลังศึกษา ความเป็นไปได้ ดูทำเล ใน ประเทศจีน เวียดนาม และ เกาหลี ส่วนรูปแบบ การทำธุรกิจ อาศัยช่องทาง การลงทุนผ่าน เครือข่าย ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นกลุ่ม ผู้ประกอบการ อสังหาริมทรัพย์ ที่ขยายธุรกิจใน ภาคพื้นเอเชีย ทั้ง โครงการคอนโดมิเนียม โรงแรม และ อาคารสำนักงาน


สำหรับแผน ดำเนินธุรกิจ ในไทยนั้น บริษัทเตรียมงบ 250 ล้านบาท พัฒนาโครงการ คอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรก ภายใต้ชื่อ “มิลเลเนียมมอลล์” ตั้งอยู่ ภายใน โครงการมิลเลเนียม เรสซิเด้นซ์ แอท สุขุมวิท (สุขุมวิท 20) คอนโดมิเนียมหรู ระดับราคา ตั้งแต่ 14-70 ล้านบาท รวม 604 ยูนิต มูลค่า โครงการกว่า 10,000 ล้านบาท โดย มิลเลเนียมมอลล์ ประกอบด้วย อาคาร 6 ชั้น พื้นที่รวม กว่า 9,000 ตร.ม. แบ่งเป็นพื้นที่ ค้าปลีก 3 ชั้น ค่าเช่า เฉลี่ย 1,000 – 1,500 บาท ต่อ ตร.ม. ต่อเดือน และ พื้นที่สำนักงาน 3 ชั้น ค่าเช่า เฉลี่ย 800 – 900 บาท ต่อ ตร.ม. ต่อเดือน คาด มีรายได้จาก การปล่อย พื้นที่เช่า ปีละไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท และ คุ้มทุน ภายใน 5 ปี


“บริษัท มั่นใจว่า จะประสบความสำเร็จ เป็นที่ น่าพอใจ เนื่องจาก รูปแบบ คอมมูนิตี้มอลล์ มีความแตกต่างจาก คู่แข่ง เน้นเจาะ กลุ่มเป้าหมาย ที่ทำงาน ภายใน สำนักงาน และ ผู้พักอาศัย ในคอนโดมิเนียม ของโครงการ ดังกล่าว ซึ่งเป็นกลุ่ม ที่มีกำลังซื้อ ขณะที่ ทำเลโดยรอบ เป็นพื้นที่ มิลเลเนียม มอลล์ สุขุมวิท 20 ที่มีศักยภาพ ทางการตลาด และ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีกำลังซื้อสูง ทั้งผู้พักอาศัย ของ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงแรม ระดับ 5 ดาว และ อาคารสำนักงาน เกรดเอ” นายประวิช กล่าว


นอกจากนี้อยู่ระหว่าง พิจารณา ทำเล ในกรุงเทพฯ และ จังหวัดท่องเที่ยว เช่น สมุย เชียงใหม่ เพื่อขยาย การลงทุน โดยเฉพาะ คอมมูนิตี้มอลล์ เพราะใช้งบ ลงทุนน้อยกว่า ศูนย์การค้าขนาดใหญ่


ด้านผลประกอบการ ของ จังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต สิ้นปีนี้ คาดมีรายได้ 500 ล้านบาท จากปีก่อน กว่า 400 ล้านบาท เนื่องจาก ขายพื้นที่เช่า เพิ่มขึ้น

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 30 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=30/Sep/2551&news_id=164643&cat_id=600


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ “ภูเก็ตสแควร์”บุกคอมมูนิตี้มอลล์ต่างชาติ


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ไชยา” ได้ฤกษ์ หลัง รัฐบาล แถลงนโยบาย ต่อสภา 8 ต.ค. ลุยระบายข้าว พร้อมเสนอ ปลด แบล็กลิสต์ โรงสี


30 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


เศรษฐกิจ
ไชยาเอาแน่ ชงครม. ปลดแบล็กลิสต์ โรงสี


“ไชยา” ได้ฤกษ์ หลัง รัฐบาล แถลงนโยบาย ต่อสภา 8 ต.ค. ลุยระบายข้าว ตั้งเงื่อนไข ต้องส่งออก ทั้งหมด ชง ครม. ตั้งกรรมการฯ พร้อมเสนอ ปลด แบล็กลิสต์ โรงสี


นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังรัฐบาลแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา วันที่ 8 ต.ค. นี้ กระทรวงพาณิชย์ จะประกาศ ระบายข้าว ภายใต้ เงื่อนไข ให้ส่งออก ทั้งหมด และ กำหนดราคาขายไม่ต่ำกว่า ราคาที่รับจำนำ ไว้ โดยข้าวเก่า ราคาเฉลี่ย ตันละ 7,000 บาท ข้าวใหม่ (นาปรัง 2551) ตันละ 14,000 บาท โดยวิธีการ เช่นนี้ จะไม่กระทบต่อ ราคาตลาด


ทั้งนี้ ในการประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างไม่เป็นทางการ สัปดาห์ที่ผ่านมา นาย สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง มีความเป็นห่วง จำนวนเงิน ที่จะนำมาใช้ เปิดรับจำนำ ข้าวเปลือกนาปี ในฤดูการผลิต 2551/52 ที่กำหนด เปิดรับจำนำ วันที่ 16 ต.ค.51 ถึง 28 ก.พ.52 จำนวน 8 ล้านตัน ซึ่งต้องใช้ งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ประกอบกับ ยังมี สต็อกข้าว ค้าง ตั้งแต่ปี 47-50 ประมาณ 2.1 ล้านตัน และ ข้าว จาก โครงการ รับจำนำ นาปรังปี 51 อีก 4.5 ล้านตัน รวมทั้งสิ้น 6.6 ล้านตัน โดยการประชุม ครม. วันที่ 30 ก.ย.นี้ จะหารือกับ นายกรัฐมนตรี และ ขอความเห็นชอบ ให้ตั้ง คณะกรรมการ กำหนดราคา ระบายข้าว ขึ้น

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 30 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=30/Sep/2551&news_id=164640&cat_id=600


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ ไชยา เอาแน่ ชงครม. ปลดแบล็กลิสต์ โรงสี


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ล้างแก๊งห้อย เหี้ยน จาก ที่ปรึกษา “บิ๊กคลองหลอด” – ‘ณัฐวุฒิ’ ขึ้น โฆษก


30 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


การเมือง – ข่าว
ล้างแก๊งห้อย – ‘ณัฐวุฒิ’ ขึ้น โฆษก


พลังประชาชน ยุค “เพื่อนยุทธ – เมียแดง” ยิ่งใหญ่ ล้างแก๊งห้อย เหี้ยน ไล่น้องเนวินจาก ที่ปรึกษา “บิ๊กคลองหลอด” มหาดไทย ระอุ โกวิท รวบอำนาจ คุมงานใหญ่ งบอื้อ ผู้เดียว


รัฐบาล สร้างสมานฉันท์ยี่เก ตั้ง “ณัฐวุฒิ” ผงาดขึ้นโฆษกฯ อ้างไปไกลเหมือน ยุค “ป๋าเปรม” หวังใช้โต้ ฝ่ายตรงข้าม ปกป้อง “สมชาย” ภายใน พรรค ก็ ร้าวหนัก เตรียมเสนอปลด “กุเทพ” พ้นไมค์


การแต่งตั้ง คณะรัฐมนตรีของ นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งมี กลุ่มแก๊ง ที่พลาดหวัง และ สมหวัง เริ่มส่อให้เห็นถึง ความแตกแยก ใน พรรค พลังประชาชน (พปช.) มากขึ้น และ ยิ่งมีตำแหน่ง เลขานุการ และ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ที่ยังรอคิว จัดแบ่ง กันอีก ก็ยิ่งทำให้ ความบาดหมาง เริ่มถ่าง กว้างมากขึ้น


โดยในการประชุม รัฐมนตรี ของ พปช. นอกจาก นาย สมชาย จะกำชับในเรื่อง การดูแล ปัญหาความเดือดร้อน ของ ประชาชน เรื่องน้ำท่วม และ การแถลงนโยบายรัฐบาล ต่อรัฐสภาในวันที่ 8-9 ต.ค. แล้ว นาย สุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้เสนอให้ จัด สัมมนา นอกสถานที่ เพื่อละลาย พฤติกรรม ความไม่เข้าใจกัน ของ ส.ส. และ เพื่อลดปัญหา ความขัดแย้ง ภายในพรรค


นาย สมชาย กล่าวในเรื่องนี้ว่า ไม่เป็นไร เราพวกเดียวกัน เดี๋ยวคุยกันได้ หลังแถลง นโยบาย รัฐบาล ต่อ รัฐสภา เรียบร้อยแล้ว พรรค จะจัดงาน สัมมนา นอกสถานที่ เพื่อพูดคุย และ ทำกิจกรรม ร่วมกัน แต่จะเป็นที่ใดนั้น กำลังพิจารณา


นาย สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า นายกฯ ได้กำชับเรื่อง สภาล่ม โดยให้ ส.ส. มาประชุมใน วันประชุมสภา และ ให้หามาตรการ ที่จะประสาน กับ วิปรัฐบาล และ ประธานสภาฯ เพื่อให้เข้าใจใน ทิศทางเดียวกัน ต่อไป รวมถึง รัฐมนตรี ด้วย และ ในการ ประชุมพรรค ก็ให้มีการจัดเวร รัฐมนตรี เข้าประชุม หรือให้มา อย่างพร้อมเพรียง


“กลุ่มเพื่อนเนวิน ไม่ได้เป็นต้นเหตุ ของ สภาล่ม แต่ มันมี เหตุ และ ปัจจัย ที่ทำให้ ไม่สามารถ มาร่วมประชุม ได้ แต่ เชื่อว่า ต่อไปคงประสาน ให้ เข้ามา ประชุมได้ และ สุดท้าย นายกฯ ได้กำชับ รัฐมนตรี ว่าไม่อยากเห็นภาพ สภาล่ม อีก” นายสงคราม กล่าว


นาย ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่า แกนนำพรรค และ ส.ส. กำลังพูดคุย ปรับความเข้าใจ กันอยู่ ถือเป็นเรื่องปกติ ที่จะมี ส.ส. ถูกใจ – ไม่ถูกใจ บ้าง ต้องช่วยกัน ประคับประคอง เพราะอยู่พรรคเดียวกัน และจะไม่ให้เกิด ความขัดแย้ง ขึ้นอีก


ต่อมาใน ช่วงเย็น นาย ไพจิต กล่าวว่า ได้โทรศัพท์สายตรง เพื่อเคลียร์ กับ ร.ท. กุเทพ แล้ว ซึ่ง ร.ท. กุเทพ พร้อมชี้แจง ในวันที่ 30 ก.ย. หาก สมาชิก ติดใจ ซึ่งรู้สึกเห็นใจ ร.ท. กุเทพ เพราะ ส.ส. รุ่นเดียวกัน ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี หมดแล้ว แต่ ร.ท. กุเทพ ยังไม่เคยเป็น รัฐมนตรี เลย แต่ ก็ต้อง ทำใจ ยอมรับ และต้อง รอบคอบ


สำหรับการแต่งตั้ง เลขาฯ และ ที่ปรึกษา รัฐมนตรี ที่มีกระแสข่าว ว่า นาย ยงยุทธ ติยะไพรัช และ นาง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยา นายกฯ และ อดีตกรรมการบริหาร พรรคไทยรักไทย อยู่เบื้องหลัง นั้น นาย ไพจิตระบุว่า ไม่ต้องการพูดถึง เนื่องจาก ทั้ง 2 คน ถูกตัดสิทธิ ทางการเมือง ไปแล้ว และ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นเรื่อง กรรมการบริหารพรรค พิจารณา ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้ ไม่ได้คำนึงว่า ใครใกล้ชิดใคร


ในขณะที่ นาย สุขุมพงศ์ ระบุว่า การเสนอรายชื่อ เลขาฯ จะนำเข้าสู่ การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ใน วันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยเป็นเรื่องที่ รัฐมนตรี แต่ละคน เป็นผู้พิจารณาเองว่า จะแต่งตั้ง บุคคลใด ส่วนที่วิจารณ์ว่า กลุ่ม นายยงยุทธ จะยึดเก้าอี้ จำนวนมาก นั้น ได้ให้ รัฐมนตรี ไปดูแล แล้ว ว่าจะนำใคร มาช่วยงานได้ โดยต้อง ทำงานเป็น ทุ่มเทเข้าขา กันได้ ไม่มีเรื่องของ โควตา และไม่ใช่ว่า สักแต่ไป แต่งตั้ง


สำหรับ ร.ท. กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค ออกมาระบุว่า พรรค ไม่มีเอกภาพ แล้ว นาย สุขุมพงศ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่ความคิด ของ ร.ท. กุเทพ เพราะก่อนนี้ ก็ทำหน้าที่ ได้ดี แต่หลังจาก แต่งตั้ง ครม. แล้ว ไม่ทราบว่า ท่านคิดอย่างนั้น เพราะอะไร อาจต้องคุยกัน และ น่าจะ ทำความเข้าใจ กันได้


เช่นเดียวกับ นายไพจิต ที่กล่าวว่า เป็นความเห็นส่วนตัว ที่ไม่ได้ทำให้ พรรคเสียหาย พรรคยังเป็น หนึ่งเดียว ไม่มีปัญหาถึงขั้น พรรคร้าง แต่ เปลี่ยนแปลง ตามภารกิจ ซึ่งเรื่องนี้ ควรหารือกัน ในพรรค


นาย ศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวเช่นกันว่า อยากให้มี การปลด ร.ท.กุเทพ เนื่องจากพูดใน ฐานะ โฆษก ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะ เป็นความเห็น ของ ร.ท. กุเทพ โดยยังไม่ใช่ มติพรรค ทำให้เกิด ความเสียหาย ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็มี แกนนำพรรค หลาย คน เคยออกมา ต่อว่า สมัยที่ เอาเรื่องไป พูดนอกพรรค ดังนั้นใน การประชุมพรรค วันที่ 30 ก.ย. ก็จะคุยกันว่า นาย สมชาย จะมีความคิดเห็น อย่างไร เพราะทุกปัญหา ควรแก้ไข ภายในพรรคก่อน เพื่อให้ ตกผลึก


ในขณะที่ ร.ท. กุเทพ กล่าวว่า ไม่ได้ยึดติดกับ ตำแหน่ง และ ที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่ ดีที่สุดแล้ว ขอให้ขึ้นกับ ที่ประชุม คณะกรรมการบริหารพรรค ว่าจะปลด ออกจากตำแหน่ง หรือไม่ เพราะ พรรค กำลังจะถูกยุบ ส่วน นาย ศักดา จะยื่นถอดออกจากตำแหน่ง ก็ไม่มีปัญหา เพราะกลุ่มต่างๆ ในพรรค ต่างก็มีโฆษก ของกลุ่ม อยู่แล้ว


“ไม่ยึดติดกับตำแหน่ง เพราะได้ทำงาน ช่วยเหลือพรรค ตั้งแต่เมื่อ ครั้งอยู่ที่ พรรคไทยรักไทย จนส่งพรรคพวก ถึงฝั่งแล้ว” ร.ท.กุเทพกล่าว


รายงานข่าว แจ้งว่า ในการประชุม ครม.วันที่ 30 ก.ย. นี้ นาย สมชาย จะเสนอรายชื่อ นาย ชูศักดิ์ เป็น เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ เสนอรายชื่อ ทีมโฆษกรัฐบาล ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรองโฆษกฯ เป็นโฆษกฯ แทน พล.ต.ท. วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ และ แต่งตั้ง น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม และ น.ส.วิรินทิรา นาทองบ่อจรัส เป็นทีม รองโฆษกฯ


“นายกฯ ใช้เทคนิค ตั้งโฆษกฯ เหมือนสมัย พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เป็น นายกฯ ซึ่งสมัยนั้น พล.อ. เปรม ได้ตั้ง นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็น โฆษกฯ ช่วยตอบโต้ ประเด็นการเมือง ให้ นายกฯ ซึ่งที่ผ่านมา พล.ต.ท. วิเชียรโชติ แสดงบทบาทปกป้อง หรือ แก้ข้อกล่าวหาให้ นายกฯ และ รัฐบาล น้อยเกินไป แต่จะยังคงให้ไป ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง อื่นแทน โดยจะวางงานให้ เหมาะสม กับ บุคลิก” รายงานข่าว ระบุ


สำหรับการเดินทาง เข้าทำงานของ รัฐมนตรี ในกระทรวงต่างๆ นั้น ที่ กระทรวงกลาโหม นาย สมชาย ได้เข้าสักการบูชา ศาลหลักเมือง ก่อนเดินทาง เข้ากระทรวง ใน เวลา 08.49 น. ด้วยการ ก้าวเท้าขวา ก่อนไป สักการะ ศาลเจ้าพ่อหอกลอง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่ กระทรวง หลังจากนั้น นาย สมชาย ได้พบปะ สมาชิกสภากลาโหม และ มอบของที่ระลึก ให้กับ สมาชิกสภากลาโหม ที่ เกษียณายุราชการ ประจำปี 2551 ทั้งนี้ นาย สมชาย ได้ขอให้ กองทัพช่วยกันทำงาน พัฒนากระทรวง และ กองทัพ ให้มีความเข้มแข็ง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี สมกับ ความไว้วางใจ ของ ประชาชน


พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวสั้นๆ ว่า รมว. กลาโหม ไม่ได้มอบนโยบายอะไร และ ทหารเอง ก็ยังไม่ได้เสนอแนะ อะไร เช่นเดียวกับ พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่ระบุว่า นายกฯ ไม่ได้สอบถามเรื่องใด เป็นพิเศษ และ ไม่ได้เสนออะไร ต่อ นายกฯ


ส่วน พล.อ. บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวภายหลัง เป็น ประธาน ในพิธีอำลา นายทหาร ที่เกษียณอายุราชการ ถึง การเมือง ที่อาจ แทรกแซง ทหาร ภายหลัง ผบ. เหล่าทัพ เกษียณอายุ ว่า ตอนที่ ผบ. เหล่าทัพ ชุดนี้อยู่ ก็กลัวว่า จะไปยุ่งกับ การเมือง แต่เมื่อ เห็นว่า ผบ.ชุดนี้ ใช้ได้ และไม่ยุ่ง กับ การเมือง ก็กลัวว่า รายการต่อไป จะยุ่งอีก แต่คงจะไม่ เพราะทหารยุคใหม่ เขาไม่ชอบ ไปยุ่ง กับ การเมือง เพราะ อาชีพทหาร หนักอยู่แล้ว ควรทำอาชีพตัวเอง ให้ดี หากไปยุ่งการเมือง จะทำให้ บ้านเมือง ไม่เจริญ


“ฝากท่านไม่ได้ ท่านเป็น นายกฯ ท่านเป็น ผู้ใหญ่ ท่านรู้ว่า สิ่งไหนควร หรือ ไม่ควร ผู้ที่เป็น นักบริหาร ท่านจะทราบว่า หากตัวเอง ไม่เก่ง และ ไม่รู้รายละเอียด มาก ต้องอาศัย คนที่อยู่ใน อาชีพนั้น โดยเฉพาะ คนที่เป็นผู้ใหญ่” พล.อ. บุญสร้าง กล่าวตอบเรื่อง มีอะไรจะฝาก นายกฯ หรือ ไม่


นาย สุขุมพงศ์ กล่าวถึง การแบ่งงานใน ตำแหน่ง ของ รมต. ประจำ สำนักนายกฯ ว่า เป็นหน้าที่ของ นายกฯ พิจารณา และ คงมอบงานเดิม ของ นาย ชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต รมต. ประจำ สำนักนายกฯ ให้ ส่วนที่เกี่ยวกับ สื่ออาจมอบให้ดู แต่ละส่วน หรือ มอบให้ คนเดียว ดูแล ซึ่งก็ขึ้นกับ นโยบาย ของ นายกฯ


ที่ กระทรวงมหาดไทย นาย ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย (มท.2) ได้ถือฤกษ์ 09.90 น. เข้า กระทรวง โดยมี ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา ร่วมต้อนรับ อย่างคึกคัก และ ได้มีการหารือแบ่งงาน กับ พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย ซึ่ง นายปรีชา ต้องการดูแล งาน ของ นาย สุพล ฟองงาม อดีต รมช.มหาดไทย แต่ก็ไม่สามารถ ตกลงกันได้


ในช่วงเย็น พล.ต.อ. โกวิท ได้ลงนามคำสั่ง แบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ ให้ รมช.ทั้ง 2 คน โดย พล.ต.อ. โกวิท ดูแลงาน


1. สำนักงานรัฐมนตรี
2. กรมการปกครอง
3. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
4. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
5. การประปาส่วนภูมิภาค
6. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
7. งานนโยบาย และ งานบริหาร ส่วนบุคคล
8. เรื่องที่ต้องเสนอ นายกฯ และ ครม.


ส่วน นายปรีชา ดูแลงานคือ
กรมการพัฒนาชุมชน
กรมป้องกัน และ บรรเทาสาธารณภัย
กรุงเทพมหานคร
การไฟฟ้านครหลวง


ส่วน นาย ประสงค์ โฆษิตานนท์ รมช.มหาดไทย จาก พรรคเพื่อแผ่นดิน ดูแลงาน
กรมที่ดิน
กรมโยธาธิการ และ ผังเมือง
การประปานครหลวง
และ องค์การตลาด


การแบ่งงาน ดังกล่าว ทำให้ นาย ปรีชา และ ส.ส. อีสานพัฒนา ไม่พอใจ เพราะงาน ที่รับผิดชอบ ไม่มีความสำคัญ โดยเฉพาะ เรื่องงบประมาณ ที่ดูแลก็มีน้อย รวมทั้งไม่ตรง กับ สมาชิก ในกลุ่ม ที่เป็น ส.ส.อีสาน แต่ต้องมาดูแล กทม. ทำให้มี ส.ส. บางคน โทรศัพท์ไปรายงานให้ นาย ยงยุทธ ทราบ


รายงานข่าว แจ้งว่า พล.ต.อ.โกวิท ยังจะนำ รายชื่อแต่งตั้ง ข้าราชการการเมือง เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 30 ก.ย. นี้ คือ
1. นาย นิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ผู้อำนวยการ พรรคเพื่อไทย สายตรง นายยงยุทธ คนสนิท นางเยาวภา เป็นเลขานุการ รมว.มหาดไทย
2. นาย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองหัวหน้า พรรคเพื่อไทย สายตรง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย
3. นาย บัวสอน ประชามอญ อดีต ส.ส. เชียงราย ซึ่งอยู่กับ นาย ยงยุทธ มาตั้งแต่ พรรคเอกภาพ เมื่อปี 2539 เป็น ผู้ช่วยเลขานุการฯ รมช. มหาดไทย (นายปรีชา)
4.นาย จตุพัฒน์ บารมี หลานชาย นาย วัฒนา อัศวเหม เป็น ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย (นายประสงค์)


รายงาน ระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้ การแต่งตั้ง ตำแหน่งทางการเมืองใน มหาดไทย กลุ่มของ นาย เนวิน ชิดชอบ เคยมี บทบาทสูง ได้หลุดจาก ตำแหน่ง ตั้งแต่ นายศุภชัย ใจสมุทร ที่หลุดจาก เลขานุการ รมว.มหาดไทย และ นาย ยงยุทธ ก็กำลังเสนอ ให้ พล.ต.อ. โกวิท ปลด นาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ พ้นจากตำแหน่ง ที่ปรึกษาทางการเมือง อย่างไม่เป็นทางการ ออกด้วย


สำหรับ รายชื่อ ตำแหน่งการเมือง ที่จะนำเข้าที่ประชุม ครม. นั้น ยังมีหลายตำแหน่ง มีปัญหาไม่ลงตัว ซึ่งกลุ่ม อีสานพัฒนา ของ นาย ปรีชา ได้ พยายาม ส่งคนของตัวเอง เข้าไปรับตำแหน่ง จำนวนมาก โดยได้เคลื่อนไหว ขอเสียงสนับสนุน จาก กลุ่ม ส.ส. อีสาน หลายสิบคน ที่แยกตัว ออกมา จากกลุ่ม เนวิน เพื่อนำตัวเลข ส.ส. มาต่อรอง กับ แกนนำพรรค ซึ่งเรื่องนี้ แกนนำพรรค หลายคน เมื่อทราบข่าว ก็ไม่พอใจ


ด้าน กระทรวงสาธารณสุข ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางมา พร้อมด้วย นายวัน อยู่บำรุง บุตรชาย และ ได้มอบนโยบาย แก่ผู้บริหารระดับสูง โดยกล่าวว่า ภูมิใจ และ ประทับใจ ที่ได้เข้ามา ทำหน้าที่ แม้มีเสียงวิจารณ์ว่า อย่าเอา นักเลง มาคุมหมอ ตรงนี้ อย่าเข้าใจผิด เพราะ ไม่ใช่นักเลงธรรมดา แต่เป็น หัวหน้านักเลง เนื่องจากเป็น ตำรวจ จับ คนร้ายมาก่อน และ การเป็นนักเลง ดีกว่าเป็น อันธพาล เพราะ รู้จักแพ้ รู้จักชนะ


โดย ร.ต.อ. เฉลิม ได้มอบนโยบาย 12 ข้อ ในการทำงาน ด้วย และ ยังกล่าวถึง นายวัน ด้วยว่า ไม่ทันเข้ากระทรวง ก็ถูก กระแนะกระแหน แล้วว่า จะเอา ลูกวัน เข้าทำงานเป็น เลขาฯ แต่ ลูกชาย บอกเองว่า เขาไม่ทำงานใน กระทรวง นะ เพราะเดี๋ยว ถูกว่า และ ก็ว่าดีไม่ต้องมาอยู่ เพราะ เดี๋ยวถูก มองว่า ทำงานเพื่อเป็น มรดกครอบครัว ส่วนเรื่อง ซีแอลยา นั้น จะไม่มีการยกเลิก หรือ เปลี่ยนแปลง


“ผมขอไม่ให้สัมภาษณ์ เรื่องการเมือง เวลาอยู่ที่นี่ และทุกสัปดาห์ จะให้สัมภาษณ์ เพียง 1 ครั้ง” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว


นาย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกฯ และ รมว. กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดินทางมาร่วม ประชุม สมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) สมัยที่ 63 กล่าวว่า ได้ตัดสินใจ ไม่ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงด้วย ตนเอง แต่มอบหมายให้ นาย ดอน ปรมัตถ์วินัย เอกอัครราชทูต และ ผู้แทนถาวรไทย ประจำ สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ขึ้นกล่าวแทน และ ยังจะไม่เจรจา ทวิภาคี กับ ประเทศต่างๆ ที่มีการประสาน เพื่อขอนัดหมายมา ก่อนหน้านี้ กว่า 20 ประเทศ ที่อยากรู้เกี่ยวกับ สถานการณ์ประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่อง การค้า การลงทุน


“ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ครม. ทุกคนเห็นจำเป็น ต้องเดินทางมา และ อนุญาตแล้ว แต่เมื่อมาถึง ก็ตระหนัก ดีว่าต้อง ระมัดระวัง เกี่ยวกับ บทบาทของ รัฐธรรมนูญ และได้หารือกับ นักกฎหมาย สำคัญๆ หลายคน จึงตัดสินใจว่า จะไม่ขึ้น กล่าวถ้อยแถลง แม้เนื้อหา จะไม่ เกี่ยวข้อง กับ นโยบาย” นาย สมพงษ์ ระบุ


นาย ไทกร พลสุวรรณ หนึ่งในแกนนำ กลุ่มอีสานกู้ชาติ พร้อมคณะ ได้เดินทางมายื่นหนังสือให้ นาย ศรีเมือง เจริญศิริ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ตรวจสอบวุฒิการศึกษาของ นาย สันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม และ นาย สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ รมช. พาณิชย์ และ จะมา ติดตามความคืบหน้า อีก 1 สัปดาห์


ที่กระทรวงคมนาคม นาย สันติ ได้เดินทางเข้าทำงาน วันแรก โดยกระทรวงได้มีการติดประวัติของ รัฐมนตรี ทั้ง 3 คน ซึ่งพบว่า ประวัติการศึกษา ของ นาย สันติ เปลี่ยนแปลงไป โดยระบุจบ ปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีการเกษตร วิทยาลัยบัญฑิตสกลนคร จบ ปริญญาโท ที่ คณะศิลปศาสตร มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง


ทั้งๆ ที่ ก่อนหน้านี้ บอกว่า จบปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเจ้าหน้าที่ ชี้แจงว่า เป็นความผิดพลาด ของเจ้าหน้าที่เอง ที่ได้คัดลอก มาจาก อินเทอร์เน็ต และได้แก้ไขป้าย ตอนรับตำแหน่งใหม่ แล้ว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 30 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=30/Sep/2551&news_id=164651&cat_id=501


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ ล้างแก๊งห้อย – ‘ณัฐวุฒิ’ ขึ้น โฆษก


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

แคดเบอรี เสียวนมจีน เรียกเก็บ ช็อกโกแลต 11 ชนิด ที่ผลิตในโรงงานที่ กรุงปักกิ่ง


30 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


ต่างประเทศ
แคดเบอรีเสียวนมจีน เรียกเก็บช็อกโกแลต


ผู้ผลิตช็อกโกแลต เจ้าดังจาก อังกฤษ เจอหางเลข นมปนเมลามีนจีน สั่งเรียกคืน ช็อกโกแลต ที่ผลิตใน กรุงปักกิ่งจาก ตลาดฮ่องกง, ไต้หวัน และ ออสเตรเลีย หลังผลตรวจสอบพบ เหตุน่าสงสัย ด้านความปลอดภัย


บริษัท แคดเบอรี เป็นผู้ผลิตอาหาร ประเภท ช็อกโกแลต และ ขนม จากตะวันตก รายล่าสุด ที่ประกาศเรียกเก็บ ช็อกโกแลต 11 ชนิด ที่ผลิต ใน โรงงานที่ กรุงปักกิ่ง ซึ่งรวมถึง ช็อกโกแลต นม แดรีมิลค์ จากการวางจำหน่าย ในจีน และในตลาด ส่งออกทั้ง ฮ่องกง, ไต้หวัน และ ออสเตรเลีย โดย สำนักงานแคดเบอรี ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก


แถลงเมื่อ วันจันทร์ ว่า มาตรการนี้ ทำเพื่อป้องกันไว้ก่อน ระหว่างที่ บริษัท รอสินค้าล็อตใหม่ ผลิตป้อนตลาด หลังจากที่ ผลตรวจ สายภายใน ของ บริษัทฯ พบความน่าสงสัยว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดย โรงงานปักกิ่ง อาจมีการปนเปื้อน แม้ว่า สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลจีน ได้ตรวจสอบ ซับพลายเออร์ 3 ราย ที่จัดส่งนมให้ บริษัทฯ และ ไม่พบ เมลามีนปนเปื้อน ก็ตาม


เมลามีน เป็นสารเคมี ราคาถูก ที่ใช้ใน อุตสาหกรรมพลาสติก และ ปุ๋ย ถูกใช้เติมใน นม เพื่อโกง ปริมาณโปรตีน ระหว่าง การตรวจสอบ คุณภาพนม ที่วัดจาก ระดับไนโตรเจน แต่สารนี้ทำให้ เกิดโรค นิ่วในไต และ โรคแทรกซ้อน ในทารก จนมี เด็กเสียชีวิตแล้ว 4 ราย ในจีน และล้มป่วย มากกว่า 54,000 ราย ใน จำนวน 104 คนป่วย ขั้นรุนแรง นอกจากนี้ที่ ฮ่องกง พบเด็ก 5 ราย และ ที่ มาเก๊า พบเด็ก1 คนที่เริ่ม แสดงอาการเป็น นิ่วในไต หลัง ดื่มนม ปนเปื้อน ที่นำเข้า จาก จีน


ข่าวการเรียกคืน สินค้า ที่อาจปนเปื้อนนี้ ทำให้ราคาหุ้นของ แคดเบอรี ในตลาดหุ้นลอนดอน ร่วง 0.9% มาอยู่ ที่ 577 เพนนี ในการ ซื้อขาย ช่วงเช้า แต่ บริษัทยืนยันว่า ธุรกิจของตน ในจีนนั้นเป็น เพียงส่วนน้อย โดยคิดเป็นไม่ถึง 5% ของ รายได้รวมของ บริษัทฯ


หนึ่งปีก่อนหน้านี้ แคดเบอรี เคยโดนปรับเงิน 1 ล้านปอนด์ ฐานวางจำหน่าย ช็อกโกแลต ที่ไม่ปลอดภัยใน อังกฤษ และ ไอร์แลนด์ ระหว่างที่เกิด ปัญหา เชื้อแบคทีเรีย ซัลโมเนลลา ระบาด ทำให้มีผู้ป่วยด้วย โรคทางเดินอาหาร หลายราย


ขณะเดียวกัน บริษัทผู้ผลิตอาหาร ชื่อดังจาก สหรัฐอีก 2 ราย กำลังสอบสวน คำกล่าวอ้างของ ทางการ อินโดนีเซีย ที่บอกว่า ได้ตรวจพบ เมลามีน ปริมาณสูง ในสินค้าของ บริษัท ที่ผลิตในจีน ทั้งช็อกโกแลต เอ็มแอนด์เอ็มส์, โอริโอ และ สนิกเกอร์


หลายสิบประเทศ ทั่วโลก ได้ใช้มาตรการ ทั้งตรวจสอบ คุมเข้ม และห้ามนำเข้า ผลิตภัณฑ์นม จากจีน ตั้งแต่มีข่าวนี้ ขณะที่ สหภาพยุโรป ถึงกับ สั่งห้าม นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารเด็ก ที่มี นมจีน เป็นส่วนประกอบ ทุกชนิด


ที่ ฮ่องกง ศูนย์ความปลอดภัย ด้านอาหาร ได้ขอร้องไปยังประชาชน งดทานช็อกโกแลต ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และขอให้ ร้านค้าหยุดขายสินค้า เหล่านี้


นอกเหนือจาก แคดเบอรี บริษัทอาหารจาก ตะวันตก ที่มีโรงงานผลิต ในจีน อีก 2 บริษัท คือ เนสท์เล่ และ ดาโนเน จาก ฝรั่งเศส ยืนยันว่า สินค้า ทุกชนิด ของตน ผ่านการตรวจสอบ จากทางการจีน แล้ว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 30 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=30/Sep/2551&news_id=164632&cat_id=800


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ แคดเบอรี เสียวนมจีน เรียกเก็บ ช็อกโกแลต


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

มือถือจีน ทะลักเข้าไทย ทำป่วน ลูกค้าบ่น โหลดเพลงไม่เข้า ดีแทค เร่งแก้ปัญหา


30 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


เศรษฐกิจ
มือถือจีน ทะลักเข้าไทย ไม่หยุด ดีแทค มึนเครื่องไม่รองรับ บริการ ‘ธนา’ ชี้ ตลาดมือ 2 ซบ


โอเปอเรเตอร์ ปวดหัว มือถือจีน ทะลักทำป่วน ลูกค้าบ่น โหลดเพลงไม่เข้า ดีแทค เร่งแก้ปัญหา พร้อมรับผลดำเนินการ หลุดเป้า เหลือโต 5% แต่พอใจ เพราะเงินสด ยังคล่องมือ และ จำนวนลูกค้าใหม่ ยังเพิ่มขึ้น ด้าน “ทอเร่” ระบุ เริ่มให้บริการ 3 จี ไตรมาส 2 ปี 52 ประเดิม 3 จังหวัด


นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า ในขณะนี้ ผู้ให้บริการ โทรศัพท์มือถือ เกือบทุกราย กำลังประสบปัญหา ในการให้บริการ กับ ลูกค้า เพราะมี ลูกค้าจำนวนหนึ่ง ที่ใช้ โทรศัพท์มือถือ ของ ประเทศจีน ไม่สามารถใช้ บริการบางคอนเทนต์ ที่ผู้ให้บริการ จัดเตรียมไว้ให้ได้ อาทิ การดาวน์โหลด เสียงเรียกเข้า หรือ การดาวน์โหลดเพลง ซึ่งทำให้ ลูกค้ากลุ่มนี้ ทำการต่อว่า เข้ามายัง บริษัท เป็นจำนวนมาก


ทั้งนี้ ในส่วนของ ดีแทค เองเห็นว่า เรื่องการทะลัก เข้ามาของ โทรศัพท์มือถือ ราคาถูก จาก ประเทศจีน เป็นกระแสใหม่ แต่ก็เชื่อว่า พฤติกรรม ของ ลูกค้าคนไทย จะให้ความนิยม ใช้โทรศัพท์มือถือ จากจีน มากขึ้น เนื่องจาก มีราคาถูก และมีฟังก์ชั่น การใช้งาน ที่หลากหลาย ดังนั้น ดีแทค ก็จะ พยายามเรียนรู้ และศึกษาโทรศัพท์มือถือ จากจีน ให้ลึกซึ้งขึ้น เพื่อหาทาง แก้ปัญหาให้กับ ลูกค้า และ ทำให้ลูกค้า สามารถใช้บริการ ของ บริษัท ได้อย่างครบถ้วน มากที่สุด


“ได้รับรายงาน มาว่า ในช่วง 1-2 เดือน ที่ผ่านมา มือถือจาก ประเทศจีน เข้ามา ตีตลาดไทย รุนแรงมาก ส่งผลให้ แบรนด์ยักษ์ใหญ่ หลายเจ้า เสียส่วนแบ่ง การตลาดไป ซึ่งตรงนี้ แม้ว่าจะไม่กระทบ ในเรื่องรายได้ของ ดีแทค โดยตรง แต่ก็ กระทบกับ บริการที่ จัดเตรียมไว้ ดังนั้น ดีแทค จึงต้องเรียนรู้ และ หาทางแก้ปัญหาให้กับ ลูกค้ามากที่สุด” นายธนากล่าว


อย่างไรก็ดี ในมุมมอง ของตน เห็นว่า การทะลักเข้ามา ของ โทรศัพท์มือถือ ของ จีน จะทำให้ อินเตอร์แบรนด์ หลายเจ้า ต้องทำงานหนัก มากขึ้น เพื่อรักษา ส่วนแบ่งตลาด ขณะเดียวกัน ธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือ จะลำบากขึ้น เพราะ พฤติกรรม ผู้บริโภคเปลี่ยนไป หันเปลี่ยนเครื่องใหม่ แทน การซื้อ เครื่องมือสอง


นายธนายังกล่าวถึงผลการดำเนินการของดีแทคว่า ในปีนี้คงไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีปัจจัยลบหลายอย่างเข้ามากระทบ ทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ทำให้บริษัทปรับลดเป้าหมายของรายได้ในปีนี้ เหลือโตเพียง 5% จากเดิมตั้งไว้ว่าจะเติบโตระหว่าง 5-10%


อย่างไรก็ดี แม้จะไม่เติบโตได้ ตามเป้าหมาย แต่บริษัท ก็พอใจกับ รายได้ ที่มี เพราะก่อนหน้านี้ ดีแทค ได้มีการปรับ องค์กรใหม่ ทำให้ช่วยให้ บริษัท ประหยัดค่าใช้จ่าย ได้ส่วนหนึ่ง พร้อมกันนี้ ก็ยังมีเงินพิเศษ ที่เกิดจาก การยอมความของ บริษัท ดิจิตอลโฟน อีกประมาณ 3 พันล้านบาท ที่ช่วยทำให้ กระแสเงินสดของ บริษัทดีขึ้น ขณะเดียวกัน ในเรื่องของ จำนวนลูกค้า ก็ยังเป็นไป ตามเป้าหมาย โดยเฉลี่ย ในแต่ละเดือน ดีแทค จะมีลูกค้าใหม่ เพิ่มขึ้น 150,000 – 200,000 ราย โดยมั่นใจว่า สิ้นปีจะมี ยอดลูกค้าใหม ่เพิ่มขึ้นตามเป้า 2-3 ล้านราย และ รักษาส่วนแบ่ง การตลาด ไว้ได้


ด้าน นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ดีแทค กล่าวถึง การเปิดให้ บริการ 3 จี ของ ดีแทคว่า ในขณะนี้ อยู่ระหว่าง ทดลอง การใช้งาน แต่คาดว่า จะเริ่มเปิดให้บริการ ในเชิงพาณิชย์ได ภายใน ไตรมาส 2 ปี 2552 ซึ่ง ตามแผนการ ดีแทค จะเปิด ให้บริการ ใน 3 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี และ ภูเก็ตก่อน จากนั้น จะค่อยๆ ขยายตามความต้องการ ของลูกค้า โดยได้ เตรียมเงิน ลงทุนไว้ 5 พันล้าน บาท

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 30 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=30/Sep/2551&news_id=164636&cat_id=600


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ มือถือจีน ทะลักเข้าไทย ไม่หยุด ดีแทค มึน เครื่องไม่รองรับ บริการ ‘ธนา’ ชี้ ตลาดมือ 2 ซบ


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“เจบิค” พับ เงินกู้ รถไฟฟ้าสีแดง


30 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


เศรษฐกิจ
“เจบิค” พับเงินกู้ รถไฟฟ้าสีแดง บีบ ไล่รื้อชุมชน


นาย ยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ รถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการ (บอร์ด) ร.ฟ.ท. ที่มี นาย ชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม


เป็น ประธาน เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ร.ฟ.ท. ต้องถอนเรื่อง การพิจารณา การประกวดราคา โครงการก่อสร้าง รถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วง บางซื่อ – รังสิต ออก เนื่องจาก ไม่สามารถรับ เงื่อนไข ของ ธนาคารเพื่อความร่วมมือ ระหว่างประเทศ แห่ง ญี่ปุ่น (เจบิค) ได้


โดย เจบิค จะให้ ร.ฟ.ท. กู้เงิน ต่อเมื่อ ทำการ รื้อย้ายชุมชน ในเขตพื้นที่ก่อสร้าง ให้เสร็จเรียบร้อย ภายใน 1 ปี และ ต้องจ่าย ค่าชดเชย และ จัดหา ที่อยู่อาศัยใหม่ ที่เหมาะสม รวมทั้ง ติดตามด้วยว่า ผู้ถูกรื้อย้าย มีสภาพความเป็นอยู่ ดีพอหรือไม่ ซึ่ง ร.ฟ.ท. เห็นว่าเป็นไปได้ยาก ที่จะดำเนินการ ตามเงื่อนไข ดังกล่าว


ทั้งนี้ ตลอดแนว เส้นทางช่วง บางซื่อ-รังสิต ต้องรื้อย้าย ชุมชนกว่า 1,000 หลังคาเรือน ใช้งบประมาณ 105 ล้านบาท และ ส่วนใหญ่ เป็น ผู้บุกรุก ที่ยากต่อ การขับไล่ จึงเป็นไปได้สูงว่า ร.ฟ.ท. จะรื้อย้าย ไม่เสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งสุดท้ายหาก เจบิค ไม่ยอมให้กู้ จะกลายเป็น การเสียเปล่า ไปทันที และ อาจถูกตรวจสอบ จาก สำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เรื่อง ความไม่โปร่งใส ด้วย


ด้าน นาย สันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม กล่าวภายหลังเข้าทำงานเป็น วันแรก ว่า จะสานต่อ นโยบายเดิมจาก รัฐบาล ชุดก่อน โดยเฉพาะ เร่งรัด โครงการ รถไฟฟ้า 9 เส้นทาง การก่อสร้าง สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 การจัดซื้อ รถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน เป็นต้น

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 30 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=30/Sep/2551&news_id=164639&cat_id=600


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ “เจบิค” พับ เงินกู้ รถไฟฟ้าสีแดง บีบ ไล่รื้อ ชุมชน


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Next Page »

Blog at WordPress.com.