Accom Thailand

September 9, 2008

นายสนธิ เปิดโปง แผนของ ระบอบทักษิณ หันมาสนับสนุน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ทุจริต,ธรรมาภิบาล,พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,วิกฤติ,อาชญากรรม — accomthailand @ 23:20
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


“สนธิ”เตือน ส.ส.อุ้ม“หมัก”หยามคนทั้งชาติ-แฉ”แม้ว”เชิด”เสธฯหนั่น”นอมินีตัวใหม่


“สนธิ” ชี้ พปช. ทำผิดซ้ำซาก คำตัดสินของศาล รธน. ตอกย้ำเป็น รัฐบาลเถื่อน เตือนถ้า “หมัก” กลับมาอีก เท่ากับ การเหยียบหน้าคนทั้งชาติ เปิดโปงแผน “แม้ว” ลวงพรางเชิด “เสธ.หนั่น” เป็นนอมินี เปลี่ยนขั้ว รักษาอำนาจ

สนธิ ลิ้มท�งกุล

สนธิ ลิ้มทองกุล


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย

คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย


วันนี้ (9 ก.ย.) เวลา 22.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นปราศรัย บนเวทีหน้าทำเนียบรัฐบาล ชี้แจง คำพูด ที่เคยระบุว่า จะบวชตลอดชีวิต หากบ้านเมืองสงบ ว่า คำว่าสงบนั้น หมายถึง ต้องสงบจริงๆ มีภราดรภาพ มีเสรีภาพ ซึ่ง เชื่อว่ายังอีกนาน


นายสนธิ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วันนี้ ไม่จำเป้นต้องเอาหลัก วิทยาศาสตร์ มาอธิบาย เพราะ หลักศาสนา ของเรา ก็อธิบายได้ นั่นคือ หลักอนิจจัง ตามพระพุทธศาสนา ของเรานั่นเอง เช่น เมื่อวานนี้ นายสมัคร สุนทรเวช เป็น นายกรัฐมนตรี แต่วันนี้ ไม่ใช่แล้ว แต่คนพวกนี้ ยังไม่เข็ด และ ถ้าสภายังเลือก นายสมัคร กลับมาเป็น นายกรัฐมนตรี อีกครั้ง ก็ต้องถึงคราว พินาศฉิบหายจริงๆ พร้อมเห็นด้วยกับ คำพูดที่ว่า ไม่เคยมี การเมืองยุคไหน ที่ เลวทรามบัดซบที่สุด เท่ากับยุคนี้


นายสนธิ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มาจากการโกงการเลือกตั้ง เพราะศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ตัดสินกรณี นายยงยุทธ ติยะไพรัช ทุจริตการเลือกตั้ง และต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสินให้ยุบพรรค นอกจากนี้ รัฐบาลของนายสมัคร ยังทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา


“รัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมไปตั้งแต่กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่า ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กรณี ไปลงนามใน แถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา ยกเขาพระวิหารให้ กัมพูชา” นายสนธิ ระบุ และว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ความผิดแล้ว ไม่ยอมรับผิดแล้ว เราจะไปยอมรับ รัฐบาลเถื่อน ดังนั้น ผู้บัญชาการทหารบก ปลัดกระทรวงต่างๆ ต้องไม่ยอมรับ รัฐบาลชุดนี้ อย่างเด็ดขาด


จากนั้น นายสนธิ ได้พูดถึง คนประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า กลางกลวง คนพวกนี้ มักพูดว่าเมื่อไหร่ นายสมัครจะไปซักที พันธมิตรฯ จะได้เลิกชุมนุม รำคาญ เต็มทีแล้ว ถ้าเจอแบบนี้ นอกจาก จะตบกะโหลก ซักที แล้วยังต้องถามว่า ไม่ชอบพันธมิตรฯ ตรงไหน เพราะเราต่อสู้ เพื่อความถูกต้อง ต่อต้าน การฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ให้มี การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ไม่ชอบเราตรงไหน


“พวกกลางกลวงแบบนี้ น่ากลัวกว่า พวกที่อยู่ตรงข้าม เพราะคนเหล่านั้น ย่อมเข้าใจได้ เพราะเป็น พวกเหี้ย แต่ พวกกลางกลวง แบบนี้ ไม่รู้ อยู่ตรงไหน กันแน่” นายสนธิ ระบุ และว่า เราไม่ยอมรับ การโกงการเลือกตั้ง ของ พรรคพลังประชาชน ถ้าเราถอย ก็เท่ากับไม่ยอมรับ จิตวิญญาณ ของตัวเอง วันนี้ ไม่มีซ้ายไม่มีขวา ไม่มี อนุรักษ์นิยม หรือก้าวหน้า มีแต่ความถูกหรือผิด มีแต่ความดีความชั่ว เท่านั้น


นอกจากนี้ นายสนธิ ยังได้เปิดโปง แผนชั่วของ ระบอบทักษิณ ที่กำลังเดินหมาก การเมืองใหม่ เพื่อรักษาอำนาจ ของตัวเอง ให้คงอยู่ต่อไป โดยคราวนี้ หันมาสนับสนุนอยู่ เบื้องหลัง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ถ้ามีการยุบสภา ก็จะให้ทุนสนับสนุน ไปตั้ง พรรคการเมืองใหม่ แล้วไปจับขั้ว กับ พรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกัน จะมีการสนับสนุน ให้ ส.ส. จากพรรคพลังประชาชน เดิม ไปเป็นฝ่ายค้าน โดยมีเป้าหมาย เพื่อลวงให้ พันธมิตรฯ สลายการชุมนุม


“เวลานี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวที่สนามบินน้ำแล้ว เชื่อว่า อีกไม่นาน คือ ไม่เกิน 35 วัน ถึง 60 วัน ก็จะมีการยุบพรรค พลังประชาชน และ การเคลื่อนไหว ทางการเมือง แบบนี้ เพื่อสกัดการเมืองใหม่เท่านั้น” นายสนธิ กล่าว และ ว่า วันนี้อย่าไปใส่ใจ นายสมัคร เพราะเป็นแค่ หมากตัวหนึ่ง เท่านั้น เพราะคนที่อยู่เบื้องหลัง นายสมัคร คือ พ.ต.ท.ทักษิณ และ ถ้านายสมัคร กลับมาจริง ก็เหมือนกับ การเอาเท้าเหยียบหน้าประชาชน ดังนั้น เราต้องไม่ยอม ไม่ใช่ไม่ยอม นายสมัครคนเดียว แต่ไม่เอา พรรคพลังประชาชน ทั้งพรรค

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
9 กันยายน 2551 23:20 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000107054


พิมพ์ ข่าวนี้ “สนธิ”เตือน ส.ส.อุ้ม“หมัก”หยามคนทั้งชาติ-แฉ”แม้ว”เชิด”เสธฯหนั่น”นอมินีตัวใหม่


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

อดีต สนช. ปราม “พลังแม้ว” โหวตให้ “หมัก” กลับมาเป็นนายกฯ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ แน่

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ทุจริต,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,ปราสาทพระวิหาร,วิกฤติ,อาชญากรรม — accomthailand @ 23:15
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


“ประพันธ์” ย้ำ “หมัก” ทำผิด รธน.จี้ถอดถอนพ้นสภาพ ส.ส.


อดีต สนช.ปราม “พลังแม้ว” โหวตให้ “หมัก” กลับมาเป็นนายกฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแน่ พร้อมชี้เมื่อศาล รธน.ตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง จะต้องถูกยื่นถอดถอนพ้นสภาพ ส.ส.ตามมาตรา 270 เหตุกระทำผิดรัฐธรรมนูญ กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป

ประพันธ์ คูณมี

ประพันธ์ คูณมี


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายประพันธ์ คูณมี ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายประพันธ์ คูณมี ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายประพันธ์ คูณมี ปราศรัย


วันนี้ (9 ก.ย.) เมื่อเวลา 20.45 น. นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขึ้นกล่าวปราศรัย บนเวที พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ในทำเนียบรัฐบาล กล่าวถึง กรณีสภาผู้แทนราษฎร เตรียมประชุม เพื่อโหวตให้ นายสมัคร กลับมาเป็น นายกฯ อีกนั้น เป็นเรื่อง ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ หลักของประชาธิปไตย


ในเมื่อ นายสมัคร กระทำผิด เช่นนี้ และ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ความผิดไปแล้ว ชัดแจ้ง ดังนั้น คำวินิจฉัย ของ ศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมผูกพัน ทุกองค์กร รวมถึง สภาผู้แทนราษฎรด้วย


“ด้วยเหตุนี้ นายสมัคร จึงตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่ต้อง ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ตามมาตรา 270 เพราะกระทำผิด ต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ซึ่งศาลวินิจฉัยแล้ว นอกจากนี้ ยังถือว่า เป็นการกระทำผิด จริยธรรม ร้ายแรง อีกด้วย ทั้งหมด ยังไม่ได้นับ รวมความผิดเดิม ก่อนหน้านี้” นายประพันธ์ กล่าว


นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น วันนี้จึงเกิด สุญญากาศ แล้ว ไม่มีรัฐบาล สภา ไม่มีความชอบธรรม แล้ว ประเด็นนี้ สำคัญตรงที่ว่า เมื่อ สมัคร และ ครม. ทำผิดรัฐธรรมนูญ ความเป็น ส.ส.ของเขา จึงต้องถูกถอดถอนด้วย เพราะเขาทำผิดรัฐธรรมนูญ และส่อว่า จงใจทำผิดกฎหมาย


ถ้าหาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่เข้าชื่อกัน ตามมาตรา 106 หรือ มาตรา 91 เพื่อให้ถอดถอน นายสมัคร ก็แสดงว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ละเมิด กฎหมายรัฐธรรมนูญ เหยียบย่ำ หลักการประชาธิปไตย


นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า แสดงว่า ส.ส. ทั้งสภา ก็ร่วมกับ นายสมัคร จงใจ กระทำผิดรัฐธรรมนูญ เท่ากับ เป็นการปล้น อำนาจอธิปไตย ของประชาชน ปฏิวัติล้มล้างรัฐธรรมนูญ ไม่ต่างกันเลย เมื่อพวกคุณ กระทำเช่นนี้ เท่ากับว่า อยู่ในฐานะ กบฏล้มล้างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่พวกเรา เป็นกบฏ ด้วยเหตุดังนี้ ประชาชน จึงมีสิทธิจะต่อต้าน โดยสันติวิธี ตามมาตรา 69 แห่งรัฐธรรมนูญ ที่จะต่อต้าน การได้มา ซึ่งอำนาจโดยไม่ชอบ ตามวิถีทาง แห่ง รัฐธรรมนูญ


“ด้วยเหตุนี้ การที่จะไปประชุมกัน สุมหัวกัน โหวตให้ นายสมัคร กลับคืนมา แสดงว่า สภา ก็เป็นสภาโจร ไม่มีความชอบธรรม ที่จะทำ แต่ ถ้าหากทำ เช่นนี้เท่ากับว่า เป็น กบฏ และ ทำลาย หลักการประชาธิปไตย เหยียบย่ำ รัฐธรรมนูญ ข่มขืนจิตใจ ประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย และ ถ้าหากไปทำ เช่นนั้นจริง ประชาชนทั้งประเทศ มีสิทธิลุกฮือ ขึ้นมา ล้มล้างการปกครอง ที่ไม่ชอบธรรมได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย นี่คือ ประเด็น ที่สำคัญที่สุดว่า ไม่มีสิทธิ ที่จะไปโหวตให้ นายสมัคร กลับมาได้” นายประพันธ์ กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
9 กันยายน 2551 23:15 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000107051


พิมพ์ ข่าวนี้ “ประพันธ์” ย้ำ “หมัก” ทำผิด รธน.จี้ถอดถอนพ้นสภาพ ส.ส.


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

คำวินิจฉัย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติ 9-0 ให้ความเป็น รัฐมนตรีของ นายสมัคร ที่ดำรงตำแหน่ง นายกฯ เป็นการสิ้นสุดลง เฉพาะตัว


“หมัก” บรรลัย! ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ชี้พ้นสภาพผู้นำ


มติ ศาลรธน. เอกฉันท์ 9 เสียง เชือด “หมัก” พ้นเก้าอี้นายกฯ – รมว.กห. ระบุ “รับจ้าง” เป็นพิธีกร ชิมไปบ่นไป เข้าข่ายเป็น “ลูกจ้าง” แถมยังมี พฤติการณ์เสมือนเป็น หุ้นส่วนบริษัท ที่ได้รับประโยชน์ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ขณะเดียวกัน ยังส่อพิรุธ ทำหลักฐานย้อนหลัง หวังตบตา ให้พ้นความผิด จึงให้พ้นจากตำแหน่ง พร้อมชี้ ครม. ยังสามารถรักษาการต่อไป จนกว่าจะมี ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง ตุลาการศาล รธน.มีคำวินิฉัยให้ “สมัคร” พ้นสภาพความเป็นนายกฯพร้อม ครม.ทั้งคณะ
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) ตุลาการศาล รธน.มีคำวินิฉัยให้ “สมัคร” พ้นสภาพความเป็นนายกฯพร้อม ครม.ทั้งคณะ
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) ตุลาการศาล รธน.มีคำวินิฉัยให้ “สมัคร” พ้นสภาพความเป็นนายกฯพร้อม ครม.ทั้งคณะ


วันนี้ ( 9 ก.ย.) คณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีกำหนด นัดอ่านคำวินิจฉัย ในคำร้อง ที่ประธานวุฒิสภา ส่งความเห็นของ สมาชิกวุฒิสภา และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ความสิ้นสุด การเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ประกอบ มาตรา 182 ( 7) ของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม อันเนื่องจาก เป็นพิธีกรรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” ในเวลา 14.00 น.


ซึ่งปรากฏว่า บรรยากาศ ภายในบริเวณ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปอย่างคึกคัก ตั้งแต่ช่วงเช้า โดย คณะตุลาการฯ ได้มีการประชุม และ แถลงด้วย วาจา ก่อนลงมติ ท่ามกลาง กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 100 กว่านาย ที่มาคอยดูแล รักษาความเรียบร้อย บริเวณ โดยรอบ ขณะที่ สื่อมวลชน ทั้งไทย และ ต่างประเทศ กว่า 200 คน ต่างไปเฝ้ารอ ทำข่าว

กลุ่มผู้ร้�ง

กลุ่มผู้ร้อง


อย่างไรก็ตาม เมื่อใกล้ถึงเวลา นัดอ่านคำวินิจฉัย คู่กรณี นำโดยผู้ร้องคือ นาย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา พ.อ.สันธิรัตน์ มหัทธนชาติ เลขา อนุสืบสวนสอบสวน ข้อเท็จจริง กรณีดังกล่าว ของ กกต. ที่ได้รับมอบอำนาจ และ นาย ธนา เบญจาธิกุล ทนายความ ผู้รับมอบจาก นายสมัคร เดินทาง รอฟังคำวินิจฉัย


ขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุม ที่สนับสนุน นายสมัคร จำนวน 30 คน เดินทางมาชุมนุม หน้าสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ โดยถือป้าย ระบุข้อความ ให้กำลังใจ นายสมัคร และ ตะโกน ให้กำลังใจ นายสมัคร อย่างต่อเนื่อง และเริ่มมี ฝนตกลงมาอย่างหนัก ลมกระโชกแรง แต่กลุ่มผู้ชุมนุม ก็ยัง ปักหลักอยู่ แต่ได้กระจายกัน หลบฝนอยู่ใต้อาคารพาณิชย์ ฝั่งตรงข้าม ศาลรัฐธรรมนูญ

นาย ธนา เบญจาธิกุล ทนายความ

นาย ธนา เบญจาธิกุล ทนายความ


แต่เมื่อถึง เวลานัด 14.00 น. ปรากฏว่า ทางเจ้าหน้าที่ศาลฯ ยังไม่ยอมให้ ผู้ที่เดินทางมารับฟัง คำพิพากษา เข้าสู่ห้องพิจารณาคดี และ นาย ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลื่อนการอ่าน คำวินิจฉัย ไปเป็นเวลา 15.30 น. โดยปฏิเสธ ที่จะบอกถึงเหตุผล ที่เลื่อนเวลาออกไป และ ปฏิเสธข่าว ที่ระบุว่า การเลื่อนเวลา อ่านคำวินิจฉัย เพราะรอ นายสมัคร ที่กำลังเดินทาง กลับมาจาก ประชุมครม.สัญจร ที่ จ.อุดรธานี มารับฟังคำวินิจฉัย ด้วยตัวเอง


เมื่อถึงเวลา 15.30 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดย นาย ชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัย โดยสาระ สำคัญ ระบุว่า หลังจากที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาคำร้อง คำชี้แจง การแก้ข้อกล่าวหา เอกสารประกอบ พยานหลักฐานอื่น ทีเกี่ยวข้อง และ คำเบิกความ จากพยานบุคคลแล้ว เห็นว่า คดี มีพยานหลักฐานเพียงพอ ที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยมีการกำหนด ประเด็นที่ พิจารณาวินิจฉัย ว่า
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ



ความเป็นรัฐมนตรีของ ผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) ประกอบมาตรา 267 เพราะเหตุ ผู้ถูกร้อง ดำรงตำแหน่งใด ใน บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็น บริษัท ที่ดำเนินธุรกิจ ที่มุ่งหาผลประโยชน์ กำไร หรือ รายได้ มาแบ่งปันกัน หรือ เป็นลูกจ้าง ของบริษัท ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า


ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 บัญญัติ ห้ามนายกฯ และ รัฐมนตรี เป็นลูกจ้างของ บุคคลใด เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ ของนายกฯ และ รัฐมนตรี เป็นไป โดยชอบ ป้องกันมิให้ เกิดการกระทำ ที่เกิดการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ อันจะก่อให้เกิด สถานะ การขาดจริยธรรม ซึ่งยาก ในการตัดสินใจ ทำให้ ต้องเลือก อย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่าง ประโยชน์ส่วนตัว กับ ประโยชน์สาธารณะ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่ง คำนึงถึง ประโยชน์ส่วนตัว มากกว่า ประโยชน์ สาธารณะ


ฐานขัดกัน ระหว่าง ประโยชน์ส่วนตัว กับการใช้อำนาจ ในตำแหน่งหน้าที่ จึงขัดกันในลักษณะ ที่ประโยชน์ส่วนตัว จะได้มาจาก การเสียไปซึ่ง ประโยชน์สาธารณะ


“การทำให้ เจตนารมณ์ ของ รัฐธรรมนูญดังกล่าว บรรลุผล จึงไม่ใช่แปลความคำว่า ลูกจ้าง ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 เพียงหมายถึง ลูกจ้าง ตามความหมาย แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และ พาณิชย์ ตาม กฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือ ตามกฎหมาย ภาษีอากร เท่านั้น เพราะ กฎหมาย แต่ละฉบับ ย่อมมีเจตนารมณ์ ที่แตกต่างกัน ไปตามเหตุผล และ การบัญญัติ กฎหมายนั้นๆ


ทั้งกฎหมายดังกล่าว ก็ยังมีศักดิ์ ต่ำกว่า รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ในการปกครองประเทศ และ ยังมี เจตนารมณ์ เพื่อป้องกัน การกระทำ ที่เป็นการกระทำ ขัดกัน แห่งผลประโยชน์ แตกต่างจาก กฎหมายดังกล่าว อีกด้วย”


นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมาย กำหนดหลักเกณฑ์ การปกครองประเทศ เนื่องจากตั้งรับรอง สถานะ ของ สถาบัน และ สิทธิ และ เสรีภาพ ของประชาชน กำหนดพื้นฐาน การดำเนินการของรัฐ เพื่อให้รัฐได้ใช้ เป็นหลักใช้ ปรับกับ สภาวะการ หรือ เหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ตามเจตนารมณ์ ดังนั้นคำว่า ลูกจ้าง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 จึงมีความหมาย กว้างกว่า คำนิยามของ กฎหมายอื่น โดยต้องแปล ตาม ความหมาย ทั่วไป ซึ่งตาม พจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมาย ของคำว่า ลูกจ้าง ว่า


หมายถึง ผู้รับจ้าง ทำการงาน ผู้ซึ่งตกลง ทำงาน ให้นายจ้าง โดยได้รับค่าจ้าง ไม่ว่า จะเรียกชื่ออย่างไร โดยมิคำนึง ถึงว่า จะมีการทำ สัญญาจ้าง เป็นลายลักษณ์อักษร หรือไม่ หรือ ได้รับค่าตอบแทนเป็น ค่าจ้าง สินจ้าง หรือ ค่าตอบแทน ในลักษณะ ที่เป็นทรัพย์สิน อย่างอื่น หากมี การตกลง เป็น ผู้รับจ้าง ทำการงานแล้ว ย่อมอยู่ใน ความหมายของคำว่า ลูกจ้าง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ทั้งสิ้น


มิเช่นนั้น ผู้เป็น ลูกจ้าง หรือ ผู้ที่รับจ้าง รับค่าจ้าง เป็นรายเดือน ในลักษณะ สัญญาจ้างแรงงาน เมื่อได้รับแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี ก็สามารถทำงาน ต่อไปได้ โดยเปลี่ยนค่าตอบแทน จากค่าจ้างรายเดือน มาเป็น สินจ้าง ตามการทำงาน ที่ทำ เช่น แพทย์ เปลี่ยนจาก เงินเดือน มาเป็น ค่ารักษา ตามจำนวน คนไข้ ที่ปรึกษากฎหมาย ก็เปลี่ยน จากเงินเดือน มาเป็น ค่าปรึกษา หรือ ค่าทำความเห็น มาเป็นรายครั้ง ซึ่งก็ยังผูกพันกัน ในเชิงผลประโยชน์ กันอยู่ ระหว่าง เจ้าของกิจการ กับ ผู้ที่รับทำงานให้ เห็นได้ชัดเจนว่า กฎหมาย ย่อมไม่มีเจตนารมณ์ ให้หา ช่องทางหลีกเลี่ยง ให้ทำ ได้โดยง่าย


ข้อเท็จจริง ได้จากการไต่สวน นายสมัคร หลังจาก ผู้ถูกร้อง เข้ารับตำแหน่ง นายกฯ แล้วยังเป็น พิธีกรในรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ ” ยกโขยง หกโมงเช้า” ให้กับ บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เมื่อพิเคราะห์ ถึงลักษณะ กิจการงาน ที่ บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด ได้กระทำ ร่วมกันกับ ผู้ถูกร้อง มาโดย ตลอด เป็นเวลาหลายปี โดยบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เพื่อมุ่งค้าหากำไร ไม่ใช่เพื่อ การกุศลสาธารณะ และ นายสมัคร ได้รับค่าตอบแทน อย่าง สมฐานะ และ ภารกิจ เมื่อได้กระทำ ในระหว่างที่ ดำรงตำแหน่งเป็น นายกฯ จึงเป็นการกระทำ และ นิติสัมพันธ์ ที่อยู่ ในขอบข่ายที่ มาตรา 267 ประสงค์จะ ป้องปราม เพื่อไม่ให้เกิด ผลประโยชน์ทับซ้อน กับ ภาคธุรกิจเอกชน แล้ว


ทั้งยัง ปรากฏจาก คำ ให้สัมภาษณ์ ของ ผู้ถูกร้อง ในหนังสือสกุลไทย ฉบับที่ 47 ประจำ วันอังคารที่ 23 ต.ค. 44 หน้า 37 อีกด้วยว่า การทำหน้าที่ พิธีกรกิตติมศักดิ์ รายการโทรทัศน์ ชิมไปบ่นไป ที่ ออกอากาศ ทุกวันเสาร์ เวลา 10.30 น. – 11.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ผลิตรายการโดย บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัดนั้น นายสมัคร ได้รับ เงินเดือน จากบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เดือนละ 8 หมื่นบาท


สำหรับหนังสือ ของ นายศักดิ์ชัย ที่มีถึง นาย สมัคร ลงวันที่ 15 ธ.ค. 50 ปรึกษาว่า จะดำเนินการอย่างไร ในการเป็น พิธีกรรับเชิญ ในรายการ ชิมไปบ่นไป และ หนังสือของ นายสมัคร มีถึง นาย ศักดิ์ชัย ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2550 แจ้งว่า “ จะทำให้เปล่าๆ โดยไม่้รับเงินค่าตอบแทน เป็น ค่าน้ำมันรถ เหมือนอย่างเคย “ นั้น


นายสมัคร ไม่เคยแสดงหนังสือ ทั้ง 2 ฉบับนี้ มาก่อน จนถูก กกต. เรียกให้ชี้แจง โดย นายสมัคร ชี้แจงเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 51 และ ยังคงยืนยัน เสมือนว่า ก่อนเดือนธ.ค. 50 ได้รับค่าตอบแทน เป็นค่าน้ำมันรถ เท่านั้น ซึ่งขัดแย้ง กับ คำเบิกความของ นางดาริกา รุ่งโรจน์ พนักงานบัญชี ของ เฟซ มีเดีย จำกัด และ หลักฐานทางภาษีอากร ที่ว่า ก่อนหน้านั้นว่า นายสมัคร ได้รับค่าจ้างแสดง ไม่ใช่ ค่าน้ำมันรถ อันเป็นข้อพิรุธ ส่อแสดงว่า เป็นการทำหลักฐาน ย้อนหลัง เพื่อปกปิดข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ ค่าตอบแทนของ นายสมัคร


อีกทั้ง นายสมัครเอง เบิกความว่า ไม่ได้รับค่าน้ำมันรถ และ ค่าใช้จ่าย น่าจะเป็นการนำเงินไปให้ คนขับรถ มากกว่า ก็ขัดแย้ง กับ คำชี้แจง ของ นายสมัคร เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 51 ที่ให้การว่า การที่ได้รับเชิญ ไปในรายการ “ชิมไปบ่นไป” น่าจะได้รับ ค่าพาหนะ โดย ค่าพาหนะจะได้รับ เฉพาะ เมื่อได้ไปออก รายการเท่านั้น ถ้าไม่ไป ออกรายการ ตามที่เชิญมา ก็ไม่ได้รับค่าพาหนะ จึงรับฟัง เป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่ได้


“พยานหลักฐานทั้งหมด มีน้ำหนัก ให้รับฟังได้ว่า นายสมัคร ทำหน้าที่พิธีกร ในรายการ “ชิมไปบ่นไป” หลังจาก เข้าดำรงตำแหน่ง นายกฯ แล้ว โดยยังคงได้รับ ค่าตอบแทน ที่มีลักษณะเป็น ทรัพย์สินจาก บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด


ดังนั้นการที่เป็น พิธีกร ให้แก่บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด จึงเป็น การรับจ้าง การทำงาน ตามความหมายของ คำว่า “ลูกจ้าง” ตามนัย แห่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 267 แล้ว เป็นการกระทำ อันต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ความเป็นรัฐมนตรีของ นายสมัคร จึงสิ้นสุดลง เฉพาะตัว ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) “


อย่างไรก็ตาม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 คน เห็นว่า นายสมัคร เป็นลูกจ้างของ บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการกระทำ อันต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 จึงไม่จำเป็น ต้องวินิจฉัยในปัญหาว่า นายสมัคร ดำรงตำแหน่งใด ในบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด หรือ ไม่อีก


ส่วน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อีก 3 คน เห็นว่า การเป็นพิธีกร การใช้ชื่อรายการ “ชิมไปบ่นไป” และใช้รูป ใบหน้าของ นายสมัคร ในรายการ ของ บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการตกลงเข้ากัน เพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์ จะแบ่งปันกำไร อันพึงได้แก่กิจการ ที่ทำ ในลักษณะ ที่เป็น หุ้นส่วน ร่วมกัน ดังนั้น การกระทำของ ผู้ถูกร้อง ให้แก่ บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด จึงเป็น การดำรงตำแหน่งใน ห้างหุ้นส่วน โดยมุ่งหาผลกำไร หรือ รายได้ มาแบ่งปันกัน และ ไม่จำต้อง วินิจฉัย ในปัญหาว่า นายสมัคร เป็นลูกจ้าง บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการกระทำ อันต้องห้าม ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 267 หรือไม่อีก


อาศัยเหตุผลข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติ เอกฉันท์ จึงวินิจฉัยว่า นายสมัคร กระทำการ อันต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มีผลให้ ความเป็น รัฐมนตรี สิ้นสุดลง เฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) และ เมื่อ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ดังกล่าวแล้ว


จึงเป็นเหตุให้ คณะรัฐมนตรี ทั้งคณะ พ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคหนึ่ง(1) แต่ด้วยความเป็น รัฐมนตรีของ นายสมัคร ที่ดำรงตำแหน่ง นายกฯ เป็นการสิ้นสุดลง เฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรี ในคณะรัฐมนตรี ที่เหลือ จึงอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่า คณะรัฐมนตรี ที่ตั้งขึ้นใหม่ จะเข้ารับหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181


รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 เสียง ที่เห็นว่า การรับจ้าง เข้าข่ายเป็นลูกจ้าง ตามนัยมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญ นั้น ประกอบด้วย


นาย ชัช ชลวร
นาย วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
นาย จรูญ อินทจาร
นายจรัญ ภักดีธนากุล
นาย เฉลิมพล เอกอุรุ
นาย อุดมศักดิ์ นิติมนตรี


ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 เสียง ที่เห็นว่าพฤติการณ์ของ นายสมัคร เข้าข่าย การเป็นหุ้นส่วน กับ บริษัท เฟชมีเดีย จำกัด ประกอบด้วย


นายบุญส่ง กุลบุปผา
นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และ
นาย นุรักษ์ มาประณีต


สำหรับบรรยากาศที่ ทำเนียบรัฐบาล ทันทีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย ผู้ชุมนุมพันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ได้ส่งเสียงโห่ร้อง แสดงความยินดี อย่างกึกก้อง ขณะที่ บริเวณสะพานมัฆวาน กลุ่มนิสิตนักศึกษาเยาวชนพันธมิตรฯ (Young PAD) ที่มาชุมนุม ขับไล่ นายสมัคร ได้โห่ร้อง แสดงความยินดี เช่นกัน หลังจากนั้น “หรั่ง ร็อคเคสตร้า” ได้ขึ้นเวที นำร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี ตามด้วยเพลงเราสู้


หลังจากนั้น ตัวแทนนักศึกษา ได้ขึ้นเวที กล่าวปราศรัยว่า ถ้า ส.ส.พรรคพลังประชาชน ยังลงมติเลือก นายสมัคร กลับมาเป็น นายกฯ อีกครั้ง ทางกลุ่ม นิสิตนักศึกษา ก็จะยังปักหลัก ชุมนุมขับไล่ อยู่ที่นี่ต่อไป


หลังจากนั้นได้มี การเปิดวีดีโอ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งได้รับความสนใจ อย่างมาก ตามด้วยคำ ให้สัมภาษณ์ สื่อต่างประเทศ ของ นายสมัคร ในช่วงเข้ารับตำแหน่ง นายกฯ ใหม่ๆ ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ไม่มีคนตาย ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่มีคนตาย ที่สนามหลวง เพียงแค่คนเดียว


ด้าน ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี และ เลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า ผู้เชี่ยวชาญ เรื่องกฎหมายมหาชน ได้ให้ สัมภาษณ์ กับ สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำตัดสิน เช่นนี้ออกมา นายสมัคร ก็ไม่ควรจะกลับมา ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อีก เพราะเป็นเรื่อง ที่ขัดต่อคุณธรรม และ จริยธรรม ทางการเมือง ที่ทั่วโลกยึดถือปฏิบัติ


“มันคงอธิบายให้ โลกทั้งโลก ฟังไม่ได้ว่า นายกรัฐมนตรี กระทำการ ขัดในเรื่อง ประโยชน์ส่วนบุคคล กับ ประโยชน์ส่วนรวม ในคำวินิจฉัย บางส่วน ยังระบุด้วยว่า เชื่อได้ว่า มีการทำพยานหลักฐานขึ้นใหม่ จึงเป็นเรื่องจริยธรรม ที่ลึกซึ้ง” นายบวรศักดิ์กล่าว


นาย บวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ชุดนี้ถือว่ามีลักษณะ ค่อนข้าง ยึดเจตนารมณ์ ตามกรอบรธน. เช่น การวินิจฉัยคำว่า ลูกจ้าง ถ้าว่ากัน ตามความเข้าใจ ของนักกฎหมายทั่วไป ก็ตีความ ตามกฎหมายแพ่ง ตามกฎหมายแรงงาน


แต่ ศาลรัฐธรรมนูญ ชุดนี้ ก็ตีความว่า ทำให้เอกชน มีอำนาจเหนือหน้าที่ หรืออย่าง แถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา กรณี ปราสาท พระวิหาร ก็ตีความกว้างว่า คือรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า สนธิสัญญา ที่ต้องขอ ความเห็นชอบ จากสภานั้น คือ สัญญา ที่มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย แต่ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ ก็มองว่า อาณาเขตไทย ไม่ใช่ต้องได้มา หรือเสีย ตรงๆ แต่ อาจทำให้ อาณาเขตไทยมีปัญหา ก็เข้า มาตรานี้ ซึ่งเป็นสิ่ง ที่ไม่เสียหาย แต่เป็นสิ่ง ที่ดี สังคมไทย จะได้ไม่ต้อง มาถกเถียงกันอีก


หรืออย่างเรื่อง เมื่อมีคำวินิจฉัยให้ นายกฯ ขาดคุณสมบัติ การดำรงตำแหน่งแล้ว จะรักษาการต่อ ได้หรือไม่ รัฐธรรมนูญ ก็เขียนไม่ชัด ซึ่งอาจทำให้ เข้าใจว่า นายกฯ พ้นตำแหน่ง ครม. พ้นตำแหน่ง ก็รักษาการต่อได้ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็บอกชัดเจนว่า ครม.รักษาการต่อได้ ยกเว้นนายกฯ


พปช. ด้านดัน “หมัก” นั่งต่อ คาดพรุ่งนี้ เสนอชื่อเข้าสภาฯ


ด้าน นายกานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้า พรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวกับ ผู้สื่อข่าว ว่า ทางพรรค พลังประชาชน จะสนับสนุนให้ นายสมัคร มาเป็น นายกรัฐมนตรี อีกครั้ง เว้นแต่ นายสมัคร จะถอดใจ ไม่ยอมรับตำแหน่งเอง


อย่างไรก็ตามทางพรรค ได้เตรียมชื่อของ นายกฯ สำรอง ไว้แล้ว ซึ่งทางพรรค จะเรียกประชุมด่วน เพื่อหารือ ในเรื่องดังกล่าว รวมถึงการเสนอชื่อ นายกฯ คนใหม่ คาดว่าวันพรุ่งนี้ (10 ก.ย.) จะนำเสนอเป็นวาระด่วน เข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้


“รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 มีหลายมาตรา ที่ทำให้ การบริหารประเทศ เดินต่อไปไม่ได้ ซึ่งคดีนี้ หยุมหยิม เกินไป เพราะทำรายการ เพียงเล็กน้อย ก็ยังทำไม่ได้ จึงควรมี การพิจารณาแก้ไข” นายกานต์ กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
9 กันยายน 2551 18:02 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000106895


พิมพ์ ข่าวนี้ “หมัก” บรรลัย! ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ชี้พ้นสภาพผู้นำ


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

สั่งฟ้อง “จักรภพ เพ็ญแข” คดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ “เพรียวพันธ์” แจงเอง


“เจ๊เพ็ญ” ตายพร้อมหมัก! บอร์ด ตร.สั่งฟ้องหมิ่นเบื้องสูง


ที่ประชุมบอร์ด ตร. เห็นด้วยสั่งฟ้อง “จักรภพ เพ็ญแข” คดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ “เพรียวพันธ์” แจงเอง พยานหลักฐาน เพียงพอ พร้อมเสนอ ผบ.ตร. พิจารณา ก่อนส่งให้ อัยการสั่งฟ้องต่อไป


วันนี้ (9 ก.ย.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการพิจารณา คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ กรณี นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากกรณี นายจักรภพ กล่าวปาฐกถา ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ


โดยมี พล.ต.ต.สมเดช ขาวขำ รองผบช.ก. พล.ต.ต.ดิเรก มโนลีหกุล รอง ผบช.ส. เป็นตัวแทนหน่วย เข้าประชุม ขณะที่ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รอง ผบ.ตร. ซึ่งเป็นคณะกรรมการ ติดภารกิจ ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาในการประชุม กว่า 1 ชั่วโมง


พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวว่า มติที่ประชุม เห็นชอบ ตามที่คณะกรรมการ ของกองบัญชาการตรวจสอบสวนกลาง เสนอขึ้นมา แต่คงเปิดเผย รายละเอียด ไม่ได้ ซึ่งเมื่อเสนอมา อย่างไร ก็เห็นด้วยหมด ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในประเด็นใด ซึ่งหลังจากนี้ ในวันพรุ่งนี้ (10 ก.ย.) ก็จะนำสำนวน พร้อมความเห็น เสนอให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พิจารณา ก่อนส่งให้ อัยการต่อไป


“พยานหลักฐาน ที่มี ถือว่าเพียงพอ แต่ก็ขึ้นกับ ดุลพินิจของศาล ถามว่า ตำรวจมั่นใจ หรือไม่ คงตอบไม่ได้ บางอย่าง เราคิดว่าพอ แต่เมื่อถึงชั้น ศาล ท่านอาจคิดว่า ไม่พอก็ได้ ซึ่งพรุ่งนี้ จะเสนอท่าน ผบ.ตร.แล้ว” รอง ผบ.ตร.กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการ คดีหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ของกองบัญชาการ ตำรวจสอบสวนกลาง ได้ประชุม ครั้งสุดท้าย และ สรุปมีความเห็น สั่งฟ้องนายจักรภพ ว่า มีความผิด ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ว่า


“ผู้ใด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือ ผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์” ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี และได้ส่งเรื่อง ไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาท ตั้งแต่เมื่อประมาณวันที่ 18-19 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาระดับ ตร. กระทั่ง วันนี้ มีผลสรุป เห็นด้วย ตามที่ บช.ก. เสนอ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
9 กันยายน 2551 15:58 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000106894


พิมพ์ ข่าวนี้ “เจ๊เพ็ญ” ตายพร้อมหมัก! บอร์ด ตร.สั่งฟ้องหมิ่นเบื้องสูง


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร<i

คุก 3 ปี อดีตรองปลัด กระทรวงเกษตรฯ ทุจริตรับเงินบริษัทรับเหมา!


อุทธรณ์กลับ คุก 3 ปี อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรฯทุจริตรับเงินบริษัทรับเหมา!

นายปราโมทย์ รักษาราษฎร์ �ายุ 64 ปี �ดีตร�งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายปราโมทย์ รักษาราษฎร์ อายุ 64 ปี อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี “ปราโมทย์ รักษาราษฎร์” อดีตรอง ปลัด ก.เกษตร ฯ ทุจริต รับเงิน บริษัทรับเหมา ประมูล ก่อสร้าง โรงเรือน เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จ.ตรัง ชี้ พยานโจทก์ ระบุชัดเส้นทาง การเงิน สั่งจ่าย ค่าก่อสร้าง ผ่านบัญชีจำเลยกว่าสิบล้านบาท ญาติหอบหลักทรัพย์กว่า 1.4 ล้าน ยื่นประกัน ศาลตีราคา ปล่อยตัวชั่วคราว ระหว่างฎีกา 1 ล้าน


วันนี้ (9 ก.ย.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายปราโมทย์ รักษาราษฎร์ อายุ 64 ปี อดีตรองปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เป็นจำเลย ในความผิดฐาน เป็น เจ้าพนักงาน เข้ามีส่วน ได้เสีย ในกิจการที่ตนมีหน้าที่ จัดการดู และ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157


โจทก์ฟ้อง เมื่อวันที่ 20 ม.ค.47 ระบุความผิด จำเลยสรุปว่า ขณะ จำเลย ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อปี 2539 จำเลย เป็นผู้เสนอโครงการก่อสร้าง โรงเรือนอนุบาลผลิต แม่พันธุ์ และ สาธิตการผลิต พืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ศูนย์ พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง ที่ 8 จังหวัดตรัง โดยอ้างถึงเหตุผล และความจำเป็น ที่จะต้อง จ้างเหมาก่อสร้าง


ต่อมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้อนุมัติ ให้ดำเนินการ และ แต่งตั้ง จำเลย เป็นประธานคณะกรรมการตรวจ การว่าจ้าง และ เป็น ประธาน คณะกรรมการ กำหนดราคากลาง จ้างเหมาก่อสร้าง โดยการประกวดราคา ค่าจ้างเหมาก่อสร้าง โครงการดังกล่าว มีบริษัท เข้ายื่นซองประกวดราคา 3 บริษัท คือ บริษัท สหธนาสิน จำกัด , บริษัท ยูบิคิว จำกัด และ บริษัท โกลบอลเทค จำกัด


ซึ่งต่อมาวันที่ 27 ก.ย.39 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ทำสัญญาจ้าง ให้ บจก.โกลบอลเทค ผู้ชนะประมูลก่อสร้างใน วงเงิน 49,200,000 บาท ซึ่งระหว่างเดือน ส.ค.39 – ธ.ค.40 วันเวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยได้เข้าไปมี ส่วนได้ส่วนเสีย ในการที่


บจก. ยูบิคิว ซื้อแคชเชียร์เช็ค ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด ( มหาชน) สาขาแคลาย มูลค่า 16,200,000 บาท ฝากเข้าใน บัญชีเดินสะพัด ธนาคารไทยพาณิชย์ ของจำเลย นอกจากนี้ บจก. โกลบอลเทค ยังโอนเงิน เข้าบัญชีเดียวกัน ให้จำเลยด้วย จำนวน 5 ครั้ง และ โอนเงินเข้าบัญชี ออมทรัพย์ ของจำเลย อีก 6 ครั้ง เป็นเงิน หลายสิบล้านบาท การกระทำของ จำเลยเป็นการกระทำความผิด ป.อาญา มาตรา 152 และ 157 ซึ่งปี 2545 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติเป็นเอกฉันท์ ชี้มูลว่า จำเลย มีความผิดทางอาญา


โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พ.ย.47 เห็นว่าพยานที่ โจทก์นำสืบ แสดงให้เห็นเพียงกระแสเงิน ที่เข้าออก ผ่านจากบัญชีของ บริษัท ยูบิคิว เข้าบัญชี ของ จำเลย แต่ไม่มีพยานหลักฐาน แสดงให้เห็นข้อพิรุธว่า จำเลยได้รับเงิน หรือประโยชน์ จากบริษัทอย่างไร จึงพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์ ยื่นอุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาหารือ แล้วเห็นว่า คดีมีประเด็น ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิด หรือ ไม่ ฝ่ายโจทก์ มี นายมนต์ชัย รัตนเสถียร ผู้บริหารฝ่ายกำกับ และ ตรวจสอบ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เบิกความว่า ได้ตรวจสอบ การเคลื่อนไหว ทางบัญชี ที่กรมส่งเสริมการเกษตร จ่ายเงิน ค่าก่อสร้าง ให้กับ บจก.โกลบอลเทค ซึ่งได้รับ การประมูล พบว่ามีการโอนเงิน เข้าบัญชี ของจำเลย ผ่านบัญชี นางศิริ บริบูรณ์ หลายครั้งหลายหน จำนวนเงินหลายสิบล้านบาท จึงถือว่า จำเลย ซึ่งมีหน้าที่ จัดการดูแล กิจการ ของ กรมส่งเสริมการเกษตร มีพฤติการณ์ เข้าไป มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์ สำหรับตนเอง หรือ ผู้อื่น


พยานหลักฐานจำเลย ยังไม่พอฟัง ที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ การกระทำของจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานรัฐ จึงเป็นการกระทำโดยมิชอบ ตาม ป.อาญามาตรา 152 และ 157 ที่ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง มานั้น ศาลอุทธรณ์ ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ โดย จำเลย กระทำผิด กรรมเดียว แต่ผิดกฎหมาย หลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อาญา มาตรา152 ซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุก 3 ปี


ต่อมาญาตินายปราโมทย์ ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์ เป็นโฉนดที่ดิน ย่าน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เนื้อที่ 3 ไร่ ราคาประเมิน 1,419,000 บาท พร้อมเงินสดอีก 10,000 บาท ขอประกันตัว ระหว่างฎีกา ศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ ปล่อยตัวชั่วคราว ระหว่างฎีกา โดยตีราคาประกัน 1 ล้านบาท

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
9 กันยายน 2551 15:58 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000106880


พิมพ์ ข่าวนี้ อุทธรณ์กลับ คุก 3 ปี อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรฯทุจริตรับเงินบริษัทรับเหมา!


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กกต. นัดลงมติ กรณี ปธ.สภาฯ ถือหุ้นใน บริษัทที่ได้รับสัมปทาน จากรัฐบาล


“ชัย” คอพาดเขียง! กกต.นัดลงมติถือหุ้นสัมปทานรัฐบ่ายนี้


กกต. นัดลงมติ กรณี ปธ.สภาฯ ถือหุ้นใน บริษัทที่ได้รับสัมปทาน จากรัฐบาล ตามคำร้องของ พรรค ปชป. ในวันนี้ ก่อนเสนอความเห็นให้ ศาล รธน. ชี้ขาดต่อไป ด้าน “สุเมธ” ไม่ติดใจ สำนวนพร้อมสบัดปากกา ลงมติได้ทันที


วันนี้ (9 ก.ย.) นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า การประชุม กกต. วันนี้ได้มีการ บรรจุวาระ พิจารณา สำนวนคดีที่
นายชัย ชิดช�บ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถือหุ้นในบริษัท ที่ได้รับสัมปทาน จากรัฐบาล เข้าสู่การพิจารณาของ กกต.แล้ว


โดยยืนยันว่า จะสามารถลงมติได้ ในวันนี้ว่าจะส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาหรือไม่ แต่หากพิจารณาไม่ทัน ก็อาจเป็น วันพรุ่งนี้ เพราะวาระแรก ส่วนใหญ่เป็นการพิจารณา เรื่องของท้องถิ่น ซึ่งอาจใช้เวลานาน


สำหรับคดีนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร้องต่อ กกต. ให้พิจารณา หลังจากที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ยื่นให้ตรวจสอบ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นใน บริษัท ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล ก่อนหน้านี้ โดยจะชี้ให้เห็นว่า ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 265 (2)


ด้าน นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า หากไม่มี กกต. คนใดติดใจสำนวน จะสามารถลงมติได้ทันที ส่วนตัวไม่ติดใจ ประเด็นใด


หลังจากให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชนแล้ว นายสุเมธ ให้ความสนใจ สอบถามสื่อมวลชนว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยกรณี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จัดรายการชิมไปบ่นไป แล้วหรือยัง

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
9 กันยายน 2551 13:21 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000106724


พิมพ์ ข่าวนี้ “ชัย” คอพาดเขียง! กกต.นัดลงมติถือหุ้นสัมปทานรัฐบ่ายนี้


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษรอลงอาญาเป็น 2 ปี ในคดี ซุกหุ้น 1 น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ หมิ่นศาล


อุทธรณ์เพิ่มโทษรอลงอาญา “ประสงค์ สุ่นสิริ” คดีหมิ่นตุลาการซุกหุ้น 1


ศาลอุทธรณ์ เพิ่มโทษรอลงอาญา เพิ่มอีก 1 ปี น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ-อดีต บก.แนวหน้า เขียนบทความ วิจารณ์ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก คดีซุกหุ้น 1
น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ �ดีตค�ลัมน์นิสต์หนังสื�พิมพ์แนวหน้า

น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ อดีตคอลัมน์นิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า



วันนี้ (9 ก.ย.) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้อง พิจารณาคดี 905 ศาลอาญา ศาลออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ในคดี ที่
พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีอาญา 10 โจทก์,

นายกระมล ทองธรรมชาติ,
นายผัน จันทรปาน,
นายศักดิ์ เตชาชาญ,
นายปรีชา เฉลิมวณิชย์,
นายอนันต์ เกตุวงศ์,
นายสุจินดา ยงสุนทร และ
นายจุมพล ณ สงขลา
เป็นโจทก์ร่วมที่ 1-7 ซึ่งเป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่ายเสียงข้างมาก


ยื่นฟ้อง
น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ อดีตคอลัมน์นิสต์ หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำเลยที่ 1,
นายจีระพงศ์ เต็มเปี่ยม บรรณาธิการ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.แนวหน้า ที่ 2,
บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด ที่ 3,
นางผานิต พูนศิริวงศ์ ที่ 4 และ
นายวารินทร์ พูนศิริวงศ์ ที่ 5 ซึ่งเป็น กรรมการ ผู้มีอำนาจ ในบริษัท
ในความผิดร่วมกัน ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่น โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร, ร่วมกันดูหมิ่นศาล หรือ ผู้พิพากษา ในการพิจารณา พิพากษาคดี


ฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.45 ระบุ ความผิดจำเลย สรุปว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 44 เวลากลางวันกลางคืน ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้า ร่วมกัน ดูหมิ่น และ หมิ่นประมาท ใส่ความผู้เสียหาย ซึ่งเป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 เสียง ที่ วินิจฉัยชี้ขาด คดีที่ คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญว่า


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะ ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จงใจ ยื่นบัญชี แสดงรายการทรัพย์สิน ด้วย ข้อความ อันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อเท็จจริง ที่ควรแจ้งให้ทราบว่า ไม่มีความผิด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 โดยการลง โฆษณา พิมพ์ บทความ


ใน นสพ.แนวหน้า ฉบับลง วันที่ 28 ส.ค.44 หน้า 3 คอลัมน์ของ จำเลยที่ 1 มีการลงบทความ วิพากษ์วิจารณ์ การทำงานของ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อความ ดังกล่าว ทำให้โจทก์ ร่วมทั้งเจ็ด ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสีย ชื่อเสียง


ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.47 พิพากษาจำคุก จำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันดูหมิ่นศาล หรือ ผู้พิพากษา ในการพิจารณา พิพากษาคดี เป็นเวลา 1 ปี ปรับ 7,000 บาท แต่โทษจำคุกใ ห้รอการลงโทษ เป็นเวลา 1 ปี ส่วนจำเลย ที่ 3-5 ให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ และ จำเลย อุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์ ประชุมปรึกษาหารือ แล้วเห็นว่า ตามที่ จำเลยที่ 1-2 ยื่นอุทธรณ์ ว่า จำเลย ไม่ได้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 198 เพราะ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ผู้พิพากษา ตามเจตนารมณ์ นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า


แม้ที่มาของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีความแตกต่าง ในการสรรหา แต่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ ชี้ขาดในคดีของ ศาลรัฐธรรมนูญ และ มีผลผูกพัน ศาลยุติธรรม จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่ผู้พิพากษา ดังนั้นจึงถือว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็น ผู้พิพากษา ตามเจตนารมณ์ มาตรา 198 อุทธรณ์ข้อแรก ของ จำเลย ฟังไม่ขึ้น


ส่วนที่ จำเลยอุทธรณ์ว่า มิได้กระทำ การหมิ่นประมาท เห็นว่า จำเลยร่วมกัน เสนอบทความ ซึ่งมีถ้อยคำ ที่ถือว่า เป็นการกล่าวหา ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก ให้ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และ เผยแพร่ ทางเอกสาร จึงครบองค์ประกอบ ความผิด ฐานหมิ่นประมาท แล้ว


ข้ออ้างว่า จำเลย ติชม ด้วยความเป็นธรรม เห็นว่า บทความดังกล่าว ระบุถ้อยคำ กล่าวหา ตุลาการเสียงข้างมาก ปฏิบัติ หรือ ละเว้น การปฏิบัต หน้าที่ โดยมิชอบ ในการตัดสิน ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี


ซึ่งถ้าหาก เป็นเช่นนั้นจริง คดีมีโทษ จำคุกสูงสุด ไม่เกิน 10 ปี การกล่าวหาของ จำเลย จึงเป็นการกล่าวหา เกินกว่า ติชม ด้วยความเป็นธรรม หรือ โดยสุจริต ที่จะเข้าข้อยกเว้น ไม่ถือเป็นความผิด


พิพากษาว่า จำเลยทั้ง 2 ทำความผิด กรรมเดียว ผิดต่อกฎหมาย หลายบท ในการดูหมิ่นผู้พิพากษา และ หมิ่นประมาท จึงให้ลงโทษ บทหนัก ฐานร่วมกัน ดูหมิ่นผู้พิพากษา โดยกำหนดโทษจำคุกจำเลย ทั้งสอง คนละ 1 ปี และ ปรับ 7,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา มาชอบแล้ว


แต่กรณีที่ศาลให้ รอการลงโทษ จำเลย คนละ1 ปี เห็นว่าจำเลย ยังประกอบอาชีพ สื่อมวลชนอยู่ จึงควรปราม ไม่ให้กระทำซ้ำอีก จึงให้เพิ่มระยะ เวลา รอการลงโทษจากเดิม 1 ปี เป็น 2 ปี

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
9 กันยายน 2551 11:31 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000106692


พิมพ์ ข่าวนี้ อุทธรณ์เพิ่มโทษรอลงอาญา “ประสงค์ สุ่นสิริ” คดีหมิ่นตุลาการซุกหุ้น 1


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“พิภพ” ย้ำ เราทำ การเมืองใหม่ เพื่อไม่ให้ การเมืองเก่า มีอำนาจ ฉ้อฉน ประเทศชาติ ได้อีก


“พิภพ” ย้ำการเมืองใหม่ ต้องปลอด “สมัคร-ทักษิณ”


“พิภพ” หนุนการเมืองใหม่ เกิดมิติทางกฎหมาย เปิดช่อง ชงเรื่องศาล รธน. พิจารณา รัฐบาลหุ่นเชิดอยู่ หรือ เป็นการหมดสภาพ ตั้งแต่ พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบแล้ว ย้ำการต่อสู้ ของพันธมิตรฯ กำลังทำการเมือง ภาคประชาชน ให้เป็นจริง เกิดการเมือง แบบมีส่วนร่วม และ ก้าวสู่ การเมืองใหม่ ที่ปลอดจาก “สมัคร-ทักษิณ-พลังประชาชน”

พิภพ ธงไชย

พิภพ ธงไชย


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K)นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย


วันที่ 8 ก.ย. เวลาประมาณ 22.20 น. นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปราศรัย บนเวที หน้าทำเนียบรัฐบาล ว่า วันนี้มีนักธุรกิจ มาคุยกับผม ถึงการต่อสู้ ของพันธมิตรฯ ที่ดำเนินมากว่า 100 วันแล้ว ซึ่งนอกจาก ชื่นชม การต่อสู้ของเราแล้ว ยังช่วยเราคิด ด้วยว่า ไม่เคยเชื่อเลยว่า เรื่องการเมืองใหม่ จะติดใจประชาชน และ นักวิชาการขนาดนี้


ซึ่งร้อยกว่าวัน ที่ผ่านมา ถือว่าเราได้ฉีก การเมืองเก่า ออกเป็นชิ้นละเอียด และเขายังเห็นว่า หมดวาระของ นายสมัคร สุนทรเวช แล้ว ดังนั้น จะกลับไปสู่ การเมืองเก่า ไม่ได้ ถึงแม้นักวิชาการ บางคน จะตะขิดตะขวงใจ เรื่องการเมืองใหม่ เรื่องสัดส่วน 70/30 แต่เรา ก็พูดชัดเจนว่า เป็นเพียงตุ๊กตา ที่ให้ช่วยกันคิด เท่านั้น ว่าการเมืองใหม่ ที่เป็น ตัวแทนของประชาชน ที่แท้จริง จะมาจากไหนบ้าง


โดยตอนนี้ หลายคนคิดแล้วว่า เราจะก้าวข้าม นายสมัคร ไปยังไง เพราะสมัคร เป็นผลไม้ ที่กำลังหลุดจาก ขั้วตกดินแล้ว เขารู้ว่า ถ้าสมัคร ลาออกไป หรือ พรรคพลังประชาชน ออกไป แล้วกลับไปสภาฯ ซาวเสียง เลือกตั้งใหม่ หากพรรคนี้ เข้ามาอีก ซึ่งเขาทำได้ แต่ก็เป็น การเมืองเก่า วนเวียน เราก็ต้อง ต่อต้าน ต่อไป


แกนนำกล่าวว่า นี่ถือเป็น จุดแข็งของเรา เพราะเราสู้ เพื่อความถูกต้อง เราอาจไม่ติด ที่ชื่อ พรรคพลังประชาชน แต่ที่เราติด คือ นักการเมือง ในพรรค ที่เอาแต่ หากินหาประโยชน์ ใส่ตัว ที่สำคัญคือ เขายังคิดที่จะช่วย ทักษิณไม่ให้เข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม เพราะอยู่ดีๆ การที่ เขายกขบวน นปก. มาพุ่งใส่เรา ก็เพราะต้องการ ถือโอกาส ประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขอลี้ภัย ทางการเมือง ซึ่งนี่คือ ความแยบยล ของ นายสมัคร ที่รับใช้ ทักษิณ โดยไม่คำนึง ถึงความเสียหาย ของประเทศ


ซึ่งวันนี้เราชี้ว่า นายสมัคร หมดสภาพความเป็น นายกรัฐมนตรี และไม่อยู่ในฐานะ รัฐบาล แล้ว กลายเป็น รัฐบาลเถื่อน ที่ไม่มีกฏหมาย รองรับ ซึ่งในอนาคต จะเป็นเหตุ อีรุงตุนัง ถ้ามีคนเอาเรื่อง กฎหมาย โดยการส่งให้ ศาลรัฐธรรมูญ พิจารณาว่า การบริหารงาน ของ รัฐบาลนี้ ถือเป็นโมฆะ ตั้งแต่ พันธมิตรฯ เข้ามายึด ทำเนียบ


นอกจากนี้ การที่รัฐบาลนี้ เข้ามาด้วยการ ซื้อสิทธิขายเสียง โดยยืนยันจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีมติให้ ยุบพรรค แล้วส่งให้ ศาลรัฐธรรนูญ ตีความนั้น พ้นสภาพการเป็น รัฐบาลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ เปล่า เพราะรัฐธรรมนูญ ระบุชัดเจนว่า อำนาจรัฐ ต้องไม่ได้มาจาก การซื้อสิทธิขายเสียง


นายพิภพ กล่าวว่า สิ่งที่เราช่วยทั้งหมด ทำให้เกิด มิติใหม่ ทางกฎหมาย ในการพิจารณา ถึงความอยู่ หรือ ความเป็นรัฐบาล ไม่ใช่แค่ การยุบสภา หรือ การลาออก หรือโดนคดีที่ขัด กับกฏหมาย เท่านั้น แต่กำลังพูดถึง เรื่องการผิดรัฐธรรมนูญ ว่ารัฐบาลนี้ หมดสภาพไป ตั้งแต่วันไหน ทั้งจากการ ที่ รัฐบาลไม่ได้รับ ความไว้วางใจ จากประชาชน จนต้อง ออกมาขับไล่ ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าเราทำสำเร็จ รัฐบาล ลาออกแล้ว มีการพิจารณา ภายหลังว่า ทันที ที่พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบรัฐบาล จนบริหารประเทศ ไม่ได้ ถือว่า หมดสภาพแล้ว ตั้งแต่วันนั้น


“สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือเกิดมิติใหม่ ทำให้รัฐบาล ต้องระวังตัว มากขึ้น จะทำประโยชน เอาแต่ตัว หรือทุจริต ไม่ได้ และ ถ้าเลือกตั้ง เข้ามาแล้ว ต้องฟังเสียง ประชาชนส่วนใหญ่ ด้วยว่า พอใจในการบริหาร หรือ เปล่า ซึ่งเขาต้องฟัง ถ้าไม่ฟัง ถือว่า ขัดมาตรา 67


ดังนั้น สิ่งที่เราทำ เป็นเรื่องที่ เราคุมรัฐบาล ไม่ให้ใช่อำนาจ เกินกว่าเหตุ นอกเหนือ การเมืองใหม่ ที่สำคัญ ทำให้สังคมรู้ว่า การเมืองเก่า ทำให้ประเทศเรา ไปไม่ได้” นายพิภพกล่าว


แกนนำกล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีการพูดถึง การเมือง แบบผู้แทน ไม่พอ จึงต้องเพิ่มแบบมีส่วนร่วม ซึ่งต่อมา ถือเป็นท้าทาย ที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ต้องแบ่งการเมือง ออกเป็น 2 ภาค ซึ่งนอกจาก เน้นแบบ มีส่วนร่วมแล้ว มีการระบุว่า การเมืองต้องมี 2 ระบบ คือ การเมืองในสภา และ ภาคประชาชน ซึ่งเราพันธมิตรฯ กำลังทำการเมือง ภาคประชาชน ให้เป็นจริง


สำหรับนายสมัครนั้น เป็นนักการเมือง รุ่นเก่าที่ตามไม่ทัน กับการเมือง ที่เปลี่ยนไป และ การเมือง ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลา 2516 ไม่ได้เกิด จาก การทำงานของ นักการเมืองเก่า แต่เกิดจาก ประชาชนเคลื่อนไหว ซึ่งจาก ประชาชน เท่านั่น จึงจะเกิด การเปลี่ยนแปลง


วันนี้ เราใช้รัฐธรรนูญ ฉบับ 2550 โดยใช้ การเมืองภาคพลเมือง ขับไล่รัฐบาล ฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งจากตรงนี้ เราจะไปทำ การเมืองใหม่ ให้พ้นไป จากการเมืองเก่า และเราจะสร้าง การเมือง ที่พ้นจาก ทักษิณ และ สมัคร รวมถึง พรรคพลังประชาชน เพื่อไม่ให้กลับมา มีอำนาจ ฉ้อฉน ประเทศชาติ ได้อีก


เพราะถ้าการเมืองเก่า เข้ามา เราก็จะออกมา ต่อต้านอีก เราไม่ได้เกลียด สมัคร หรือ เกลียด ทักษิณ และ พรรคพลังประชาชน เป็นการ ส่วนตัว แต่เป็นเพราะพวกเขา ยังทำการเมืองเก่า ด้วยการ ทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งหัวใจสำคัญ ที่เราจะปล่อยไปไม่ได้


การเมืองใหม่ ประชาชน ต้องมีอำนาจ มากขึ้น และ สามารถตรวจสอบ การเมือง ในสภาอย่างได้ผล และสำเร็จ ทำให้เกิดการเมือง แบบมีส่วนร่วม อย่างแท้จริง

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
9 กันยายน 2551 00:45 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000106563


พิมพ์ ข่าวนี้ “พิภพ” ย้ำการเมืองใหม่ ต้องปลอด “สมัคร-ทักษิณ”


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

เปลวสีเงิน – หรือว่า”สุญญากาศอำนาจ”จะเกิด?

9 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


เปลวสีเงิน – หรือว่า “สุญญากาศอำนาจ”จะเกิด?


ในการเจิมรถ เจิมบ้านเจิมอาคาร-ร้านค้าเพื่อเอาชัย กระทั่งการเจิมหน้าผาก โอมมมม..เพี้ยง ที่เห็นทั่วไป โอมมม..ก็คือการขานนามพระนารายณ์ พร้อมประจักษ์เจิม ๙ ไว้ ณ อุณาโลมนั้น

ครับ..วันนี้-อังคารที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ ตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีชวด ถึงจะเป็นวันที่ ๙ เดือน ๙ ไม่เข้าเงื่อนไข “กระทิงวัน” อย่างในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นวันที่ ๙ เดือน ๙ แรม ๙ ค่ำ

แต่วันที่ ๙ เดือน ๙ ปีนี้ ตามดาราศาสตร์ก็เป็นอย่างที่คุยกันไปวันก่อน คือดาวเกตุ-ดาว “วิญญาณธาตุ” อันมี ๙ เป็นสัญลักษณ์ ถึงเวลาสำแดงเดชในประเภทฉับพลัน มิคาด-มิฝัน

ก็พลันแปรเปลี่ยน!

ฉะนั้น บ่าย ๒ โมงวันนี้ ชะตา-อนาคต บนความเป็นนายกรัฐมนตรีของ “นายสมัคร สุนทรเวช” จะเป็นอย่างไร “อยู่-หรือ-ไป” ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ทางให้บ่ายนี้

ดาวเกตุ-๙ นั้น เมื่อถอดรหัสสัญลักษณ์ออกมาแล้วจะทราบว่า หมายถึงความวิปริตผิดอาเพศ เป็นดาวร่วมญาติกับราหู-๘ ฉะนั้น ถ้าเกตุ-๙ เข้าไปสัมพันธ์นัวเนียอยู่กับราหู-๘

ราหู-อสูรที่ชั่วร้าย เมื่อรวมหัวมั่วสุมอยู่กับเกตุ จะกำแหงเดชศักดา จะเหยียบธรรม จะย่ำมนุษย์ เห็นชั่วเป็นชอบ-เห็นผีปอบเป็นพระ แล้วใช้มนต์ดำ และอำนาจอสูรชั่วร้าย

ยกโขยงตั้งแต่ ๖ โมงเช้ายัน ๖ โมงเย็น ทำลายบ้าน-กินเมือง!

คงจำกันได้กระมังที่ ใครไม่รู้ แอบไปบูชาพระราหูที่วัดไตรมิตรฯ ๓-๔ เดือนก่อน นัยว่าเวลานี้ “พระราหู” กำลังทับลัคนาเกิด ณ ราศีมังกร ถ้าเป็นตามนั้น เมื่อแหงนดูดาวบนฟ้าแล้ว

ดาวเกตุ-๙ ที่สถิตอยู่ ณ ราศีกรกฎ ธาตุน้ำขณะนี้ ทำหน้าที่เล็งดาวราหู-๘ ธาตุดินพอดิบพอดี ครานี้ ผิดกับกรณีทั่วไป เพราะจะกลายเป็นหัวหน้าอสูรได้กำลังหนุนจากเหล่าสมุนครบแก๊ง

ถึงเป็น-ถึงตายในวันนี้ แต่ตามจักราศีบ่งว่า เหมือนโจรตั้งวงร่ำสุราย้อมใจ สถานการณ์ “ยังไม่จบ”!

อสูรมีฤทธิ์ครับ เพราะได้พรพระศิวะ จะไม่ตายด้วยน้ำมือเหล่าวงศ์เทวัญ แต่ว่า ต้องตายด้วยน้ำมือเหล่ามนุษย์สามัญ นั่นหมายถึงว่า ถึงตายตอนนี้-วันนี้ ก็จะยังฟื้นขึ้นมาได้

จะยังมียกใหม่ และคงต้องรบรากัน “ขนานใหญ่” ในยกต่อไป ให้สาสมความเป็นอสูรดื้อด้าน-มารเลือดบ้า และบอกได้คำเดียวว่า ด้วย “ประชาทัณฑ์มนุษย์” เท่านั้น

เจ้ามารร้ายตัวนี้ จึงจะ “สิ้นฤทธิ์-ปลิดชีวี” ตามที่พระศิวะบัญชา!?

ท่านคงทราบแล้วนะครับ ในคดี “ชิมไป-บ่นไป” ที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นพิธีกร

ทั้งที่เป็นนายกฯ เรื่องนี้ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.พร้อมด้วยคณะ ส.ว.ไปยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถึงการสิ้นสุดความเป็นนายกฯ
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ ที่ห้ามนายกฯ ไปมีตำแหน่งใดๆ ในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย

ตามมาตรา ๒๖๗ นี้ ก็จะทำให้สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี (หรือรัฐมนตรีก็เถอะ) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๒ (๗)
เมื่อวาน นายสมัครไปให้การปากสุดท้ายเองที่ศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่าที่ทำไปไม่ได้เรียกร้องค่าตอบแทน และไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่อย่างใด
แต่ก่อนหน้านี้ เจ้าของบริษัทสปอนเซอร์รายหนึ่งมาให้การว่า เหมาจ่ายเป็นรายเดือน มีอยู่ ๒ รายการ รายการละ ๕ หมื่น/เดือน อีกรายการ ๖ หมื่น หรือ ๘ หมื่นต่อ เดือนนี่แหละ ผมจำไม่ชัด

นายสมัครให้การในประเด็นนี้ว่า “ทางบริษัทได้จ่ายค่าน้ำมันและค่ากับข้าวให้กับคนขับรถ”!?

อืมมม..จะเป็น “เงินซุกคนรถ” เหมือนลูกพี่ที่ “ซุกหุ้นคนใช้” หรือเปล่า ก็ติดตามกันดูนะครับ บ่าย ๒ โมงนี้ ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะวินิจฉัยแล้วหละว่า จะสิ้นสุด หรือไม่สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี?

ผลจากนายสมัครพ้นสภาพนายกฯ-ถ้ามี ก็จะทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งหมด “พ้นสภาพ” ไปด้วยทันที!!

ในกรณีอย่างนี้ ก็เหมือนกรณี “นายไชยา สะสมทรัพย์” คือสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี
แต่ไม่พ้นสภาพ ส.ส.เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุ และทั้งกฎหมายก็ไม่ได้กำหนดบทลงโทษอื่นใด
นอกจากว่า “ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง” เท่านั้น

ด้วยการใช้กฎหมายที่ไม่ใช้จิตสำนึกควบคู่ของผู้ใช้เช่นนี้ เราจึงเห็นว่า ในการปรับ ครม.ต่อมา นายสมัครก็คัดเลือกให้นายไชยากลับเข้ามาเป็นรัฐมนตรีอีก!

เย้ยศาลรัฐธรรมนูญ ตบหน้าประชาชน หรือตบหน้าตัวเอง เป็นอย่างนั้นหรือไม่ ก็คิดกันเอา!?

บ่ายนี้ก็เช่นกัน ถ้าศาลวินิจฉัยให้นายสมัครสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี นายสมัครก็จะหลุดจากเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” ทันที
แต่สถานภาพ ส.ส.พรรคพลังประชาชนยังอยู่!

ความโกลาหลในสังคมจะสู่จุดเดือดอีกครั้ง ก็ตรงที่ ถ้าในที่ประชุมสภาผู้แทนไม่แคร์ความรู้สึกประชาชน ด้วยการ…
เลือก “ส.ส.สมัคร สุนทรเวช” กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนอย่างที่นายสมัครเลือกนายไชยากลับมาเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์!?
นี่แหละ..เลือดจะนองพื้นหรือไม่ ก็อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงที่มี “สปิริต-จิตสำนึก” กันขนาดไหน!?

แต่ถึงพ้นด่านนี้ไป วันที่ ๒๕ กันยายน นายสมัครจะเจอด่าน “ศาลอุทธรณ์” ในคดีหมิ่นประมาทนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ที่ศาลชั้นตั้นลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญาไว้แล้ว ๒๔ เดือน

ด่านนี้ เห็นทีจะถึงคราว “เข้าคุกจริงๆ” กระมัง? ส่วนพรุ่งนี้ ศาลท่านจะอ่านคำวินิจฉัยตอนบ่าย ถ้าผมดลใจใครได้ ก็อยากจะดลใจนาย
สมัครว่า ตื่นเช้าขึ้นมาวันที่ ๙ กันยายนนี้ ประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปก่อน จะถือว่าเป็นการ “ทำบุญสะเดาะเคราะห์” ให้ตัวเองได้มากทีเดียว

ทำไมผมจึงขอร้องเช่นนี้?
คำตอบคือว่า ถ้า..ถ้านะครับ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าสิ้นสภาพ ก็หมายความว่า ทั้งนายกฯ ทั้งรัฐมนตรีอีก ๓๕ ท่าน จะพ้นสภาพไปทั้งหมด นั่นก็คือ…
ประเทศไทยจะเกิด “ปรากฏการณ์ใหม่” ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
“สุญญากาศ” ทางการเมืองครับ!

ประเทศไทยจะ “ว่างเว้นรัฐบาล” ไม่มีองค์กรอำนาจที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารบ้านเมือง ซึ่งผิดกับทุกครั้งที่จะมี “รัฐบาลรักษาการ” คอยทำหน้าที่บริหารไปจนกว่าจะมี “รัฐบาลใหม่” เข้ามา

แต่ครั้งนี้ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าสิ้นสุด นายสมัครก็จะรักษาการในตำแหน่งนายกฯ ไม่ได้
รัฐมนตรีทั้งหมด ก็รักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ได้เช่นกัน เพราะความเป็นรัฐมนตรี “สิ้นสุด” ตามกันไปนั่นเอง!
เมื่อประเทศเหลือ ๒ สถาบันอำนาจหลัก คืออำนาจนิติบัญญัติ กับอำนาจตุลาการ แล้วในช่วงสุญญากาศอำนาจบริหารนี้ ราชการงานเมืองทั้งหมดที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนบัญญัติกฎหมาย

จะทำอย่างไรกัน?
ขั้นตอนสรรหานายกรัฐมนตรีใหม่ ก็ภายใน ๑ เดือน แล้วกว่านายกฯ ใหม่จะฟอร์มรัฐบาล จะเข้าถวายสัตย์ฯ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อมีผลสมบูรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่บริหาร

ภายใน ๒-๓ เดือนเป็นอย่างช้า ด้วยเงื่อนไขเวลาเช่นนี้ ในเดือนตุลาคม โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายน ที่มีงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ “สมเด็จพระพี่นางฯ”

ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้ประเทศชาติ “ไร้รัฐบาล”!?

สรุป ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องคิด-ใคร่ครวญกันก็คือ:-
๑.ปัญหา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะปล่อยไปเรื่อยๆ เพราะไม่มี “หัวหน้าบริหาร” สั่งการไม่ได้?
๒.ปัญหา “สุญญากาศ” ในบ้านเมือง เพราะขาดองค์กรอำนาจบริหารฉับพลัน จะแก้ไขวิธีไหน จึงจะทำให้ประเทศไม่ว่างเว้นรัฐบาล เพราะการปล่อยให้ประเทศ “ว่างรัฐบาล” ผลเสียหายจะเกิดขึ้นมหาศาลกว่าที่คิด?
๓.ถ้าไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ นอกจาก “รอ” รัฐบาลใหม่ ระหว่างรอนี้ จะใช้อำนาจอะไรมาขับเคลื่อน “กลไกรัฐ” ในงานบริหารราชการแผ่นดิน?
๔.ถ้า ๖ พรรคร่วมรัฐบาลเดิม เป็นฝ่าย “จัดตั้งรัฐบาลใหม่” และเลือกนายสมัครกลับมาเป็นนายกฯ อีก สังคมจะยอมรับได้หรือไม่?

ก็มีอีกหลายเรื่อง-หลายคำถามครับ ผมอยากให้ช่วยกันคิดหาทางออกไว้ เพราะจะปล่อยให้ประเทศถึง “ทางตัน” เสียก่อน แล้วค่อยเถลือกไถลเหมือน “ปลาในที่ดอน” ก็เกรงว่าเกล็ดจะแห้ง-แข็งตายกันไปทั้งประเทศเท่านั้น

นายสมัครนั้น จิตหนึ่งผมก็ชิงชัง อีกจิตหนึ่งผมก็เวทนา ก็ขนาดว่าอายุปาเข้าไปตั้ง ๗๒-๗๓ชั่วระยะเวลา๗วันต้องสบถ-สาบาน ทั้งในสภา และทั้งในศาล แช่งชัก ก่นด่าตัวเองเยี่ยงคนเสียสติ-บ้าใบ้ ด้วยกลัวคนไม่เชื่อในคำที่พูด คนพูดคำ-สาบานคำ คือคนแบบไหน และที่ต้องเข้าใจด้วย “สภา-ศาล” คือสถาบันที่รับมอบพระราชอำนาจมาปฏิบัติแทนพระองค์ สาบานด้วยการ “แช่งตัวเอง” ในสถานที่เช่นนี้ มีผลอย่างไรฟ้า-ดิน จะมีคำตอบให้..ในอีกไม่ช้าแล้ว.

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 9 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=9/Sep/2551&news_id=163695&cat_id=200


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ หรือว่า”สุญญากาศอำนาจ”จะเกิด?


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Create a free website or blog at WordPress.com.