Accom Thailand

September 11, 2008

“อี้ แทนคุณ” นำทีม 84 องค์กรเครือข่ายต้านคอรัปชั่น ถวายฎีกา “ไม่เอาสมัครเป็นนายกฯ”


“อี้ แทนคุณ” ร่วมเครือข่ายต้านคอรัปชั่น ถวายฎีกาไม่เอา “สมัคร”


“อี้ แทนคุณ” นำทีม 84 องค์กร เครือข่าย ต้านคอรัปชั่น ถวายฎีกา “ไม่เอาสมัครเป็นนายกฯ” วอนเจ้าตัวสำนึก ลดละเลิก อยากได้ตำแหน่ง ลั่น ไม่อยาก ได้ คนคดโกง เข้ามาทำชั่ว ในสภา
แทนคุณ จิตต์�ิสระ

แทนคุณ จิตต์อิสระ



หลังจากที่ พรรคพลังประชาชน มีมติ สนับสนุน ให้ “สมัคร สุนทรเวช” กลับเข้ามา รับหน้าที่ นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยจะมีการ เสนอชื่อ เข้าสภา ในวันพรุ่งนี้นั้น ส่งผลให้ 84 องค์กรเครือข่าย ต้านคอรัปชั่น ได้ตัดสินใจ รวมตัวกัน ถวายฎีกา ไม่เอา สมัคร เป็นนายกฯ โดยมี “อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ” ดารา และ พิธีกรชื่อดัง เป็นหนึ่งใน ตัวแทน ขององค์กรต่างๆ เข้าถวายฎีกาด้วย


ดาราพิธีกรชื่อดัง ได้เปิดเผยถึง เหตุที่จะต้องถวายฎีกาว่า เป็นเพราะ นายสมัคร ขาดจริยธรรม ทำความผิดไม่สมควร กลับมาเป็นนายกฯ วอนให้สำนึก ลดละเลิก อยากได้ตำแหน่ง ย้ำชัดอย่าเอา คนโกงกลับมาทำชั่ว ในสภาอีก


“ผมเป็นตัวแทน ในนาม 84 องค์กร เครือข่ายต้านคอรัปชั่น เพื่อช่วยทำให้ ปัญหาคลี่คลายและยุติ โดยองค์กรของเรา นั้น จะเน้นย้ำ ป้องกัน ไม่ให้ เกิดการคอรัปชั่น สร้างมาตรฐาน คุณธรรมต่อสังคม คนคดโกง ไม่ควรได้รับสิทธิพิเศษ ในการอยู่รอด ไม่งั้น ก็จะเป็นต้นแบบไม่ดี กับ เยาวชน คนที่ทุจริต ประพฤติไม่ดี ไม่เหมาะสม กลับมาเป็นผู้นำประเทศอีก บางคนอาจจะไม่กลัว เพราะมีสิทธิ มีอำนาจ และพร้อมจะกลับมา ทำชั่วในสภา ได้อีก”


“โดยส่วนตัว เราไม่ได้มีเรื่อง กับใคร ไม่ได้มีอะไรกับ คุณสมัคร วันนี้ไม่ว่าคนๆ นั้น จะเป็นใคร เราก็จะทำแบบนี้ ต้องทำให้ เป็นต้นแบบต่อไป ผมเองทำงาน เพื่อภาคประชาสังคม ประมาณ 7 – 8 ปีแล้ว และ เป็น ประธานกลุ่มธรรมะเยาวชน เน้นความพอเพียง เสียสละ ซื่อสัตย์ เราทำงาน เยาวชน มาเยอะ ถ้าพูด อย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง คนเขาจะไม่เชื่อถือ มันไม่ได้สำคัญ ที่ตัวเรา สำคัญ ที่ต้นแบบ คนที่เป็นตัวอย่าง ถ้าต้นแบบ สร้างมาไม่ดี ประเทศชาติ ก็จะพังพินาศ เราสอนให้เขา ซื่อสัตย์ อย่าโกง แต่ถ้าสิ่ง ที่สอน กับสิ่งที่ทำ ขัดแย้งกันสิ้นเชิง แล้ว องค์กร เราจะไปสอน เยาวชน ได้อย่างไร”


“นักการเมืองยุคนี้ เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไปสร้างเด็กรุ่นใหม่ ดีกว่า ไม่งั้น เกิดเด็กไปเห็นตัวอย่าง ที่ไม่ดี และยึดเอาไป ปฏิบัติตาม จะทำให้ ประเทศชาติ พินาศกว่าเดิม”


“นายก ไม่ใช่บุคคลธรรมดา เป็นคนสาธารณะ เรามีสิทธิ์ ที่จะเรียกร้อง ถ้าเห็นว่ามันไม่ถูกไม่ควร ตรงนี้ไม่ใช่เรื่อง ที่เกลียดใครมาก ชอบใครมาก หรือ แค้นใครมาก แต่เป็น การทำหน้าที่ ตามระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม บนความถูกต้อง เพื่อที่เขาจะได้ ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราต้องทำให้ เป็นมาตรฐานของ นักการเมือง ไม่ใช่มีอำนาจ ก็สามารถซื้อได้ทุกอย่าง”


“เด็กในวันนี้วันหนึ่ง ก็ต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ซักวันหนึ่ง ก็ต้องแก่เฒ่า จะได้อยู่อย่างสงบสุข ท่านเอง ก็สูงอายุขึ้นทุกวัน น่าจะได้อยู่ อย่างภาคภูมิใจ มีศักดิ์ศรี ที่ไม่ทำผิดไม่ละอายว่า เคยทำอะไรลงไป ขอให้มีความละอาย ในการทำชั่วกลัวบาป คนเราไม่ทำชั่ว ก็เพราะกลัว บาปกรรม เมื่อกลัวแล้ว จะได้ทำบาปน้อยลง ทุกวันนี้มีอำนาจเยอะ แต่อย่าลืมว่า อำนาจนั้น มาจากประชาชน ถ้าสำนึกจริยธรรม ไม่มี ก็ต้องให้ โอกาสเขาปรับตัว ทำดี คนก็ชื่นชม ศรัทธา แต่ถ้าทำชั่ว ก็ต้องเชิญออก”


“ขอยืนยันว่า เราไม่ได้ รักใครชอบใคร แต่ที่ต้องออกมา ทำตรงนี้ เพราะปัญหา มันจะไม่มีที่สิ้นสุด ไล่ไป ก็มาใหม่ ฉะนั้น เราต้องแก้ที่ต้นเหตุ และ ที่เลือกวันพรุ่งนี้ เพราะอาจมี การปะทะกัน ถ้าไม่ทำอะไร มัวแต่หลบอยู่เฉยๆ ดีกว่า เดี๋ยวก็แก้ปัญหาเองได้ มันไม่ได้ ต้องช่วยกัน อย่าผลักภาระ แล้วอยู่เฉยๆ ไม่เจ็บตัว ไม่ถูกใครว่า แล้วถ้าเราไม่ทำ ใครจะทำ ผลักกันไปเรื่อยๆ”


“ที่ผ่านมาทางองค์กร ได้ติดตามสถานการณ์ มาตลอด และ คิดว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ จะจบปัญหาได้ น่าจะคลี่คลาย ไปในทางที่ดี แต่ไม่กี่นาที ต่อมา เขาก็จะเสนอชื่อ เข้ามาอีก มันชัดเจนแล้วว่า พึ่งนักการเมืองไม่ได้ พึ่งระบบเดิมๆ ไม่ได้ การเมืองใหม่ ที่เราอยากเห็น คือ คนไทย มีส่วนร่วมมากที่สุด ใครก็ได้ ที่จะทำอะไร เพื่อเรียกร้อง ให้เกิดความถูกต้อง ไม่ทุจริตคอรัปชั่น ก็ทำเถอะครับ”


“การที่เขา ไม่อยากจะสำนึก ก็อยากให้ เห็นแก่ส่วนรวมว่า ตำแหน่ง บางตำแหน่งไม่เหมาะสม ก็ขอให้ละเลิก ความอยาก นั้นเสีย ถ้าเลิกไม่ได้ มันไม่สง่างาม ในเมื่อศาล ก็ตัดสินออกมาแล้วว่า คนนี้มีความผิดจริง ถึงแม้จะเป็น ความผิดเล็กๆ แต่มีผล ต่อภาพลักษณ์”


“ท่าน ก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ผมไม่ได้ก้าวร้าวอะไร แต่มันเป็นการทำงาน ที่ใหญ่ หลายองค์กร ผมเป็น ประชาสัมพันธ์ อบรม เด็กเยาวชน ได้รับความ อนุเคราะห์ จากผู้ใหญ่ อบรมบ่มสอน พวกเราสำนึก มา ตลอดว่า ถ้าเราไม่ร่วม เด็กเยาวชนทำเฉย พอชาติพัง ก็รับแต่ ซากปรักหักพัง ถูกโกงกิน จนหมดแล้ว จะไปเรียกร้องอะไร ตอนนี้ประชาธิปไตย ก้าวหน้า ไปมาก เราต้องลุกออกมา แสดงออก ในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่เอาคนโกงไม่เอาคนทุจริต”


แม้ว่าการเลือก “สมัคร” กลับมาอีกครั้ง จะเป็นไปได ้ตามหลักกฏหมาย แต่มันผิดหลัก จริยธรรม


“จริยธรรมสำคัญกว่านะ กฏหมาย มีช่องโหว่ โดนแบบนี้ กลับมาได้อีก การที่ ศาลตัดสินแบบนี้ คือการลงโทษ ที่สุดแล้ว สำหรับผู้นำประเทศ ไม่ควรจะ กลับมาอีก ควรจะคิดได้เองเลย ไม่ได้มีการเขียน บทลงโทษ แบบนี้ถือว่า รุนแรงแล้ว ควรที่จะรู้ตัวเองแล้ว บางตำแหน่ง ให้คนอื่นทำ ดีกว่าเหอะ ถ้ามีมลทินแล้ว ให้คนอื่นทำ ถ้าเอาผลประโยชน์ ของตัวเองเป็นที่ตั้ง อย่างเดียว ก็ออกไปเถอะ”


เผยการเมือง มาถึงทางตัน ถ้าพรรคร่วมรัฐบาล ยังเลือก สมัครเป็นนายกฯ ประชาชนจะหมดศรัทธา


“ถ้าพรรคร่วม ยังจะเลือกเขาเป็นนายกฯ ก็คงจะแล้วแต่ จิตสำนึก นะครับ มันถึงทางตันแล้ว วันที่ 25 ที่จะถึงนี้ ก็จะมีการตัดสินคดี เกิดขึ้นอีก คำตอบ ก็มีอยู่แล้ว ความศรัทธา ของพรรคต่างๆ ก็จะ็ลดลงไปด้วย ประชาชน กับพรรคการเมือง ต้องพึ่งพาอาศัยกัน นักการเมือง ไม่มีอุดมการณ์ ประชาชน ก็จะไม่ศรัทธา เมื่อไม่ศรัทธา ก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือ คิดว่าอนาคตอันใกล้ คนไทยคงได้เห็น นิสัยจริงๆ ของนักการเมือง แต่ละคน แต่ละพวก ว่าควรค่า ที่จะเชื่อใจหรือไม่”


“การที่นักการเมือง ออกมา วิพากษ์วิจารณ์ ศาล ก็เหมือนกัน ถือว่าเป็น เรื่องที่ไม่สมควร เราควรจะเคารพ ศาล คนที่ไม่เคารพ ศาล ไม่เคารพ กฏหมาย ก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่า เบื้องหลังมีใคร มีกฏหมายเตือนไว้ อย่าละเมิดอำนาจศาล ถ้าละเมิด ก็จะแย่ด้วยตัวเราเอง”


“วันนี้ประเทศชาติ มันแย่แล้ว เราออกมาทำตรงนี้ ไม่ได้คิดว่า โหนกระแส ไม่ได้รอจังหวะ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง พรุ่งนี้ คาดการณ์ว่า จะเกิด การแตกหัก ปะทะกัน ถ้าการกระทำ บางอย่าง ช่วยลดความเปลี่ยนแปลง ตึงเครียด ก็ต้องทำ ถ้าการกระทำ ด้วยวิธีใดๆ สามารถ ช่วยเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์รุนแรงได้ ถือเป็น บุญกุศล ที่ยิ่งใหญ่มาก”


“ฉะนั้นเราต้องหา วิถีทาง ที่ทำให้เขาเชื่อ ซึ่งการถวายฎีกา น่าจะเป็นทางรอดทางเดียว ในสังคมปัจจุบัน ที่กำลังหาที่พึ่ง”


โดยในวันนี้เวลา 13.00 น. จะมีการนัดรวมตัว 84 องค์กรต่อต้านคอรัปชั่น ที่บริเวณวัดพระแก้ว เพื่อทำพิธีสวดมนต์ และจะเดินทางไป ถวายฎีกาที่ สำนักราชเลขาธิการ เวลา 13.30 น.

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
12 กันยายน 2551 00:04 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000108100


พิมพ์ ข่าวนี้ “อี้ แทนคุณ” ร่วมเครือข่ายต้านคอรัปชั่น ถวายฎีกาไม่เอา “สมัคร”


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

“สนธิ” ชี้ 12 ก.ย. จะเป็นวันประวัติศาสตร์ ยอด จัญไร ของการเมืองระบอบเก่า

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ทุจริต,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,วิกฤติ,อาชญากรรม — accomthailand @ 23:26
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


“สนธิ”ย้ำ”หมัก”กลับมาคือสุดยอด
การเมืองจัญไร – ปลุก ปชช.ร่วมต้านวันนี้


“สนธิ” ชี้วันพรุ่งนี้ (12 ก.ย.) จะเป็นวันประวัติศาสตร์ของ สุดยอดจัญไร ของการเมืองระบอบเก่า ระบุ การเสนอชื่อ “สมัคร” กลับมาอีก เท่ากับ เป็นการท้ารบ คนไทย และเอาเท้าขยี้ คำตัดสินของศาล และพิสูจน์ให้เห็นว่า คนที่ชักใย เบื้องหลังคือ “ทักษิณ” พร้อมเรียกร้อง พี่น้องทั่วประเทศ เก็บข้าวของ มาสมทบกัน อีกครั้ง เพื่อยืนยัน ความชอบธรรม ในการต่อสู้ กับพวก แก๊งปกครอง
นายสนธิ ลิ้มทภ??กุล

นายสนธิ ลิ้มทองกุล



คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย


วันนี้(11 ก.ย.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวโดย เริ่มเล่าเรื่องส่วนตัว สมัยเรียนหนังสือว่า เคยเป็นนักกีฬา ทั้งเป็น นักวิ่ง 400 เมตร และ นักรักบี้ทีมชาติ ซึ่งในการวิ่ง 400 เมตรนั้น ในช่วงแรกเป็นช่วง ที่ต้องถนอมแรง วิ่งเกาะกลุ่ม จนกระทั่ง 30 เมตรสุดท้าย เป็นช่วงที่ต้องเร่งสปีด เพื่อชัยชนะ พร้อมทั้งเปรียบเทียบ กับการต่อสู้ในครั้งนี้ ที่เหลืออีกแค่อีกนิดเดียว ก็จะชนะแล้ว เราจะยอมแพ้ แค่นี้หรือ


“ผมเคยพูดว่า เรามาไกลเกินกว่า จะถอยหรือหยุด การเสนอชื่อ นายสมัคร กลับมาอีกครั้งเท่ากับ เอาเท้าลูบหน้า คนทั้งประเทศ และมี ความหมาย ต่อประวัติศาสตร์ ต่อบ้านเมือง มากที่สุด อีกไม่กี่เมตร ที่เหลือ ชาติจะอยู่รอด หรือไม่รอด อยู่ที่พวกเรา แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเราสู้ จนสุด ความสามารถ และสู้จนถึงที่สุดแล้ว แม้จะแพ ้ก็มี ความหมาย” นายสนธิ ระบุ และ ว่า แต่บ้านเมือง ไม่เหมือน การเล่นกีฬา เพราะ แพ้ไม่ได้ ถ้าแพ้ก็ไม่มีที่ยืน ให้คนดีในสังคม อีกต่อไป


นายสนธิ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ นอกจากเป็น วันประวัติศาสตร์แล้ว แต่ก็เป็นสุดยอดจัญไร ของการเมืองระบบเก่า เพราะการเสนอชื่อ นายสมัคร เท่ากับ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ดูเหมือนเอา เท้าขยี้ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ให้เหลือเลย แม้แต่นิดเดียว เพราะถ้าไม่เคารพศาล ก็คือแก๊งกุ้ย ที่มาปกครองบ้านเมือง และการส่ง นายสมัคร กลับมา เท่ากับ ต้องการรบกับคนไทย และ่จะไม่มีใครยอม กับ การตัดสินของ พรรคพลังประชาชน


“พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนที่อยู่เบื้องหลัง ทุกอย่างในครั้งนี้ ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่นเอง และ ตอกย้ำว่า การต่อสู้ของพวกเร าในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ชอบแล้ว” นายสนธิ กล่าว และ ว่า มีผู้พิพากษาอาวุโส ท่านหนึ่งถามว่า ฝ่ายรัฐบาล จะขนคน มาให้กำลังใจ และ มาทำร้าย จะทำ อย่างไร ก็ตอบว่าการต่อสู้ แบบอหิงสาสันติ แต่บางครั้งเพื่อชาติ ก็ต้องกล้าหาญ บางครั้ง ต้องทำสงคราม เพื่อยุติสงคราม


นายสนธิ กล่าวว่า พรุ่งนี้เป็น วันพิพากษา ถ้าสมัคร ขึ้นมา บ้านเมืองก็จะลุกเป็นไฟ แน่นอน ขอเรียกร้องให้ พี่น้องเก็บข้าวของ เข้ามาอีกครั้ง เพื่อแสดง มติให้เห็นว่า พรุ่งนี้เราจะรู้เช่นเห็นชาติ นักการเมือง สัตว์นรก พวกนี้ และ อย่าไปหวัง กับ พรรคร่วมรัฐบาล เพราะจะถูกยุบพรรคไป พร้อมกัน พวกนี้จึงต้อง ดื้อด้าน แต่ต่อไปจะเห็น กระบวนการ ที่เรียกว่า ตายยกแก๊ง

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
9 กันยายน 2551 23:20 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000108096


พิมพ์ ข่าวนี้ “สนธิ”ย้ำ”หมัก”กลับมาคือสุดยอดการเมืองจัญไร-ปลุก ปชช.ร่วมต้านวันนี้


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

เจิมศักดิ์ ย้ำว่า 6 พรรคร่วมรัฐบาล หมดความชอบธรรม ในการตั้งรัฐบาล

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ทุจริต,ธรรมาภิบาล,พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,วิกฤติ,อาชญากรรม — accomthailand @ 22:32
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


อดีตกุนซือ ทรท.หนุนการเมืองใหม่ ชี้ “หมัก” มา-พันธมิตรฯได้เปรียบ


อาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ย้ำถึงเวลา ต้องปฏิรูปการเมือง – อำนาจรัฐใหม่ ไม่ให้กระจุกตัว อยู่กับ ทุนสามานย์กลุ่มน้อย เรียกร้อง ช่วยกัน ออกแบบ การเมืองใหม่ ชี้ ถ้า “หอกหัก” กลับมาจริง เป็นผลดี เพราะทำให้ พันธมิตรฯ เหนือกว่าทันที “เจิมศักดิ์” เตือน เป้าหลอก เสนอ คนอื่น

เจิมศักดิ์ ปิ่นท�ง เชิญวิทยากร ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ มาร่วมรายการ

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เชิญวิทยากร ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ มาร่วมรายการ


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง รายการ “รู้ทันประเทศไทย”
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) รายการ “รู้ทันประเทศไทย”
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) รายการ “รู้ทันประเทศไทย”


การชุมนุมของ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงรายการ “รู้ทันประเทศไทย” ดำเนินรายการโดย นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เมื่อช่วงเย็น วันนี้ (11 ก.ย.) ได้เชิญวิทยากร มาร่วมรายการ คือ นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยเป็น ที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี


นายเจิมศักดิ์ ย้ำว่า 6 พรรคร่วมรัฐบาล หมดความชอบธรรม ในการตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกัน นายสมัคร สุนทรเวช ก็หมดความชอบธรรม ไปด้วย เหตุผล หลายประการ เช่นเดียวกัน ไม่ว่า จะเป็นการกระทำ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กรณี แถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา เรื่องปราสาทพระวิหาร การสร้างสถานการณ์ ประกาศภาวะฉุกเฉิน และ 3 พรรคร่วมรัฐบาล กำลังจะถูกยุบ


อย่างไรก็ตาม นายเจิมศักดิ์ เตือนว่า การที่พรรคร่วมรัฐบาล ทำท่าเสนอ นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง อาจเป็นเป้าลวง เพื่อต้องการ เสนอ คนอื่น เพื่อทำลาย ความชอบธรรม และ สลายการชุมนุม ของพันธมิตรฯ


นายณรงค์ กล่าวว่า ความขัดแย้ง ระหว่างประชาชน ที่นำโดย พันธมิตรฯ กับ ระบอบทักษิณ เป็นเรื่อง ที่ถูกต้อง และโดยส่วนตัว เห็นว่า ถ้า นายสมัคร กลับมา อีกรอบ ถือเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะกับ พันธมิตรฯ ทำให้มีเครือข่ายเติบโต กว้างขวาง ออกไป เนื่องจาก พื้นฐานของ คนไทย ให้ ความเคารพ ศาล และ คนทั่วไป จะเห็นด้วย กับพันธมิตรฯ มากขึ้น


นายณรงค์ กล่าวว่า การที่ นายสมัคร จะกลับเข้ามาเป็น นายกรัฐมนตรี นั้น จะขัดต่อ กระบวนการศาล ขัดต่อ กระบวนการยุติธรรม เพราะคนอื่น ที่มี ความผิด จะมองว่า ทำไมคนที่หมด ความชอบธรรม อย่าง นายสมัคร ยังเข้ามา ดำรงตำแหน่ง ได้อีก


อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ใช้ นายสมัคร เป็นเป้าหลอก มาตลอด ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า ในการโหวต เลือกนายกฯ พรุ่งนี้ อาจเลือก นายสมัคร ขึ้นมา แล้ว นายสมัคร ก็บอกว่า ตนไม่เอาแล้ว และก็เปิดช่อง ให้คนใน ระบอบทักษิณ ขึ้นมาแทน


“ระบบทุนนิยม สามานย์ ทั้งต้นตอ รากเหง้า ยังอยู่ จึงถือว่า ใครใน ระบอบทักษิณ ขึ้นมา ก็แก้อะไรไม่ได้ ซึ่งคุณทักษิณ ฉลาด ที่เอา นายสมัคร ขึ้นมาเป็นเป้าล่อ ในช่วงที่ผ่านมา เพราะพันธมิตรฯ ไปโจมตีสมัคร แทน ทักษิณ จึงถือว่า คุณทักษิณ ฉลาดมาก และ เวลา เราใช้คำว่า ระบอบ ทักษิณ ไม่ใช่ว่า หมด คุณทักษิณ หมดคุณสมัคร และ หมดพลังประชาชนแล้ว จะหมด ลักษณะของ ระบอบทักษิณ เพราะ ลักษณะการเมือง ยังเปิดช่อง ให้เกิด ทุนสามานย์ ตลอดเวลา” นายณรงค์ กล่าว


นายณรงค์ กล่าวถึง กระบวนการ ทำลายย่ำยี สถาบันศาล ของกลุ่มคนหนึ่ง ที่มีการจัด รายการวิทยุ โจมตี และ นำโลงศพไปเผา ว่า คิดว่า อำนาจ 3 อำนาจ ในสังคมไทย ที่สามารถหลบเลี่ยง ทุนนิยมสามานย์ได้ คือ ศาล


ส่วนอีกสองอำนาจ ถูกกดดัน ครอบงำมากเกินไป จนประชาชน ยอมรับนับถือไม่ได้ และถึงวันนี้ ตนคิดว่า อำนาจที่คนให้ ความเคารพ คือ อำนาจศาล ดังนั้น คนที่ไม่เคารพศาล ตนคิดว่า สมควรจะไปลงนรก


นักวิชาการผู้นี้ กล่าวว่า ถึงเวลา ต้องปฏิรูปการเมือง ได้แล้ว โดยให้มีตัวแทน จากสาขาอาชีพ เข้าไปเป็น ตัวแทนอย่างแท้จริง โดยการปฏิรูป ควรมีสองระดับ คือ พรรคการเมือง ที่ไม่ใช่เป็นแบบ นายจ้างกับลูกจ้าง ที่เป็นพรรค แบบนายทุน ที่หวังผลกำไร คืออำนาจรัฐ แล้วแสวง ผลประโยชน์


ต่อมาคือ ปฏิรูป อำนาจรัฐ ไม่ให้กระจุกตัว อยู่ที่คนกลุ่มน้อย พวกทุนสามานย์ โดยให้ชนชั้นกลาง และ ชนชั้นล่าง ร่วมมือกัน เหมือนที่ พันธมิตรฯ กำลังทำอยู่ ในขณะนี้ และถึงเวลาแล้ว ที่ต้องสร้างการเมืองใหม่ และต้องช่วยกัน ออกแบบให้ เหมาะสม กับคนไทย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
11 กันยายน 2551 22:32 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000108077


พิมพ์ ข่าวนี้ อดีตกุนซือ ทรท.หนุนการเมืองใหม่ ชี้ “หมัก” มา-พันธมิตรฯได้เปรียบ


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

คณะรัฐมนตรี รักษาการ และ 3 ส. อ่านให้ดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี สิ้นสถานภาพ และหมดสิทธิ ที่จะเป็นรัฐมนตรีได้อีก ตลอดวาระอายุของ สภาผู้แทนราษฎร ตามคำวินิจฉัย ของศาล รัฐธรรมนูญ


นาง ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ อดีตผูู้้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
ปัจจุบัน เป็น ผูู้้พิพากษาอาวุโสในศาลภาษีอากรกลาง เขียนบทความ ว่า


นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี สิ้นสถานภาพ และ
หมดสิทธิ ที่จะเป็นรัฐมนตรีได้อีก
ตลอดวาระอายุของ สภาผู้แทนราษฎร
ตามคำวินิจฉัย ของ ศาลรัฐธรรมนูญ


ผู้เขียนมีความประสงค์ ที่จะเสนอบทความ ทางวิชาการนี้ ต่อสาธารณชน เพื่อประโยชน์แก่ ทุกคน ที่จะนำไปพิจารณา และ ดำเนินการ ให้เกิด สันติสุข ในแผ่นดิน
นางยินดี วัชรพงศ์ ต่�สุวรรณ

นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ



ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัย โดยมีมติ เป็นเอกฉันท์ มีสาระสำคัญว่า นายสมัคร สุนทรเวชนายกรัฐมนตรี ได้กระทำการ อันต้องห้าม ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 267 มีผลให้ ความเป็นรัฐมนตรีของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง เฉพาะตัว ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) จึงเป็นเหตุให้ รัฐมนตรี ทั้งคณะ ต้องพ้น จากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 วรรคหนึ่ง


แต่ด้วยความเป็น รัฐมนตรี เป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรี ในคณะรัฐมนตรี ที่เหลือ จึงอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ต่อไป จนกว่า คณะรัฐมนตรี ที่ตั้งขึ้นใหม่ จะเข้ารับหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181


ทันที ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัย ก็ปรากฏข่าว ทางสื่อมวลชน ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่ง ได้มีมติ เป็นเอกฉันท์ ที่จะโหวตให้ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีอีก เพราะยังเป็น ส.ส.สัดส่วน กับมีข่าวอีกว่า พรรคการเมือง จะกอดคอกันไว้ เพื่อพิสูจน์ ให้ระบบตุลาการ เห็นว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้ ทำอะไร พวกเรา(พรรคการเมือง) ไม่ได้ การตัดสินเช่นนี้ น่าอายชาวโลก ว่า นายกไทย ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะ จัดรายการอาหาร (ข่าวมติชน, ไทยโพสต์, วิทยุ )


รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย หรือหลัก รัฐธรรมนูญ ในนานาอารยประเทศ นั้น เป็น กฎหมายแม่แบบ ของ การปกครองประเทศ ในระบอบ ประชาธิปไตย เท่านั้น
กฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงเป็น กฎหมาย ที่ไม่มีบทลงโทษ เพื่อใช้บังคับ กับบุคคล ที่อยู่ในฐานะเป็น ผู้ปกครองประเทศ

บุคคลที่เป็น ชนชั้นปกครอง หรืออยู่ในฐานะเป็น ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ของประชาชน นั้น เป็นบุคคล ที่ทุกประเทศ หรือ มนุษยชาติ ทั่วโลก ยอมรับ เป็นบุคคล ที่มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม และมีคุณสมบัติ ของผู้ดี ที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป เพราะเป็น ผู้ที่มี ความรับผิดชอบ ต่อการปกครอง ประเทศ ดูแล ความทุกข์ความสุข ของประชาชนเป็นที่ตั้ง


ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัย เพราะ นายสมัคร สุนทรเวช ได้กระทำการอัน ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ เพราะมีการกระทำ ที่เป็น การขัดกัน แห่ง ผลประโยชน์ ของความเป็น นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา264


ทำให้ผู้ที่ถูก ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยนั้น ไม่มีสถานภาพ ของความเป็นรัฐมนตรี และเป็นนายกรัฐมนตรี ได้อีกต่อไป และ สูญสิ้นไป ซึ่ง สถานภาพ ของ การดำรงตำแหน่ง ดังกล่าว กรณี จึงหาใช่เป็นเรื่องว่า เมื่อมีคำวินิจฉัย ของ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้ว และ นายสมัคร พ้นจากตำแหน่ง ไปแล้ว 1 วัน ถือเป็นการลงโทษ สิ้นสุดลงแล้ว


และ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ส่วนใหญ่ ก็จะเลือกให้เป็น นายกรัฐมนตรี ใหม่ ในทันที ที่สิ้นเสียง คำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ นั้น หาทำได้ไม่ เพราะ
คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่บทบังคับ ที่เป็นการลงโทษ (PUNISHMENT) แต่เป็น คำวินิจฉัย ที่มีผลต่อ สถานภาพของบุคคล (STATUS)

ผู้ที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นนักการเมือง จะต้องรู้ดีว่า การสิ้นสถานภาพ ของ รัฐมนตรี ซึ่งเป็น ผู้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ตามคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ
จะมีผลตลอดไป ในช่วงวาระของ การเป็นสมาชิก สภาผู้แทน ราษฎร และ วาระของ สภาผู้แทนราษฎร นั้น กำหนดไว้ คราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง (มาตรา 104) เว้นแต่ จะมีการยุบสภา

เนื่องจาก การเข้ามา ดำรงตำแหน่งของ รัฐมนตรี จะต้องอยู่ภายใต้ บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ ตลอดอายุของ สภาผู้แทนราษฎร คำวินิจฉัย ของ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีผลให้ สถานภาพ(STATUS) การเป็นรัฐมนตรี ของ นายสมัคร
สิ้นสุดลง ตลอด ระยะเวลาของ อายุ สภาผู้แทนราษฎร

โดยนายสมัคร ไม่อาจ กลับมาเข้ามาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี หรือ นายกรัฐมนตรีได้อีก ตลอดวาระอายุของ สภาผู้แทนราษฎร นั้น การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวาระหนึ่งๆ ซึ่งมีวาระ 4 ปีนั้น เปรียบเสมือน ประชาชนได้ปลูกธัญพืชเอาไว้รับประทาน ในฤดูกาลหนึ่ง หรือ CROP หนึ่ง ซึ่งมีเวลา 4 ปี


ถ้าธัญพืช นั้นเป็นเชื้อรา หรือ เน่าเสีย จะต้องถอนทิ้งไป ก็ต้องทิ้งไป ไม่สามารถที่จะเอา ธัญพืช นั้นเข้ามาในแปลงเพาะปลูก ได้อีก เพราะมิฉะนั้น ธัญพืช ทั้งแปลง จะเน่า และเป็นเชื้อรา ทั้งหมด ซึ่งจะต้องรื้อทิ้ง ทั้งแปลง


คำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้วินิจฉัยให้ รัฐมนตรีทั้งคณะ พ้นจากตำแหน่งไปด้วย ตามมาตรา 180 นั้น ก็เป็นผล มาจาก บทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ นั้นเอง


แม้มาตรา 182 บัญญัติให้ การกระทำ ที่ต้องห้ามไม่ให้รัฐมนตรีกระทำการตามมาตรา 267 เป็นการกระทำ ที่ให้ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลง เฉพาะตัว ก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 181ได้บัญญัติให้ คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ พ้นจากตำแหน่ง


เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของ นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา182 แสดงให้เห็น เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญอย่างแจ้งชัดว่า แม้จะเป็น เรื่องเฉพาะตัวของ นายสมัคร ในฐานะเป็นรัฐมนตรี ก็ตาม แต่เมื่อ นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะ ก็ต้องพ้น จากตำแหน่งไปด้วย ตามมาตรา 180 (1)


เมื่อรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ชัดแจ้ง เช่นนี้ จึงไม่อาจตีความ เป็นอย่างอื่นไปได้ สถานภาพของ ความเป็นรัฐมนตรีทั้งคณะ จึงสิ้นสภาพ การเป็น รัฐมนตรี ไปด้วย


บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญตามมาตรา 180 วรรคแรก (1) นี้ เป็นบทบัญญัติ เกี่ยวกับ ถึงความรับผิดชอบ ของคณะรัฐมนตรี ที่ต้องมีต่อ สาธารณชน (PUBLIC RESPONSIBILITY) ตามหลัก รัฐธรรมนูญ ที่เป็นสากล


การสิ้นสภาพ ของการเป็นรัฐมนตรีของ คณะรัฐมนตรี จึงเป็นการสิ้นสุด สถานภาพตลอดไป จนสิ้นอายุของ สภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 104 ด้วยเช่นกัน


นายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี จึงไม่อาจ กลับเข้ามาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี ได้อีก ในช่วงอาย ุของสภาผู้แทนราษฎรนี้ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ


การตีความของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่แสดงออก ต่อสาธารณชน โดยตีความว่า เมื่อ นายสมัคร พ้นจากตำแหน่งการเป็น นายกรัฐมนตรี ตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ถือเป็นการ เสร็จสิ้นแล้วโดยจะเลือกเข้ามา เป็นนายกรัฐมนตรีใหม่นั้น หรือ ตีความว่า คณะรัฐมนตรี ที่สิ้นสถานภาพ ตามคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปเพียงวัน หรือ สองวันแล้ว ก็สามารถกลับมาเป็น รัฐมนตรี ได้ใหม่นั้น เป็นการตีความ ที่มีเจตนา


จะไม่ใช้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในหมวด 12 เรื่อง การตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ ในส่วนการกระทำ ที่เป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ เพราะ สามารถใช้ อำนาจบริหาร หรือการออกเสียง ในสภา เข้ามาดำรงตำแหน่งได้อีก การตีความดังกล่าว จะมีผลทำให้ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในเรื่อง การตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ หมดสภาพบังคับใช้ และถ้าจะตีความเช่นนั้น บทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญใน หมวด 12 ก็ไม่จำเป็น ต้องบัญญัติ ไว้เลย ก็ได้


การพยายาม ดำเนินการใดๆ เพื่อให้ คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีประสิทธิภาพ ในการเป็นแม่แบบ การปกครองประเทศ ในระบอบ ประชาธิปไตย หรือ การดำเนินการใดๆ ที่จะแสดงให้เห็น ศักยภาพ การใช้อำนาจ ในทาง สภาผู้แทนราษฎร นั้น สามารถยกเลิก หรือแกล้งโง่ กับ คำวินิจฉัย ของ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่นำมาเป็นแม่แบบ การปกครองประเทศ ในระบอบประชาธิปไตย หรือ ไม่ให้มีผลบังคับใช้ โดยวิธีการ ทางสภา โดยอาศัย เสียงข้างมากแล้ว จึงเป็นกรณี ที่สภาผู้แทนราษฎร จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะเข้าข่าย การกระทำการ อันฝ่าฝืนต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ซึ่งบัญญัติว่า


“ บุคคลจะใช้สิทธิ และเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้าง การปกครองระบบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ตาม รัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตาม วิถีทาง ที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญนี้มิได้”


การกระทำ เพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศ ดังกล่าว ด้วยวิธีการ ตีความ คำวินิจฉัย ของ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ให้มีผล ที่จะปฏิบัติ ตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นวิธีการ ที่มิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ


ซึ่งอาจมี ผู้เสนอเรื่องให้ อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัย สั่งเลิกการกระทำ ดังกล่าวได้ และ สามารถ ดำเนินคดีอาญา ต่อผู้กระทำการ ดังกล่าวได้ และในกรณีเช่นนี้


ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ สั่งยุบพรรคการเมือง และ สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของ หัวหน้าพรรคการเมือง และ กรรมการบริหาร พรรคการเมือง ที่ถูกยุบ ได้เป็นระยะเวลา 5 ปี ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสอง วรรคสาม และ


ที่นอกเหนือไปจากนี้ ประชาชน มีสิทธิอันชอบ ตามรัฐธรรมนูญ ที่จะต่อต้าน โดยสันติวิธี จากการกระทำดังกล่าว ของพรรคการเมือง นั้นๆได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 69

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
11 กันยายน 2551 17:48 น
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000107884


พิมพ์ ข่าวนี้ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี สิ้นสถานภาพ และหมดสิทธิ ที่จะเป็นรัฐมนตรีได้ ตามรัฐธรรมนูญ


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“สมเกียรติ” เป็นตัวแทน แกนนำพันธมิตรฯ เยี่ยม กลุ่มนักรบศรีวิชัย ที่ยังไม่ได้ประกันตัว


“สมเกียรติ” ตัวแทน พธม.เยี่ยมให้กำลังใจนักรบศรีวิชัย

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่�ประชาธิปไตย

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


“สมเกียรติ” เป็นตัวแทน แกนนำพันธมิตรฯ เยี่ยม กลุ่มนักรบศรีวิชัย ที่ยังไม่ได้ประกันตัว พร้อมมอบเงินเป็นค่าใช้จ่าย 30,000 บาท เผย ขวัญกำลังใจยังดีและขอให้แกนนำสู้ต่อไป


วันนี้ (11 ก.ย.) เมื่อเวลา 12.30 น.ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางมายัง เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเข้าเยี่ยมกลุ่มนักรบศรีวิชัย ผู้ต้องหา คดีร่วมกันบุกรุก เข้าไปในอาคาร สำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่ง ประเทศไทย (NBT) จำนวน 71 คน ที่ยังไม่ได้รับการประกันตัวโดยใช้เวลาในการพูดคุยประมาณ 1 ชม.


นายสมเกียรติ กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยม ว่า ตนมาในฐานะตัวแทน แกนนำพันธมิตรฯ เนื่องจากมี ตนเพียงผู้เดียว ที่ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครอง จากสภาผู้แทนราษฎร จากกรณีถูกออกหมายจับ ในข้อหากบฏ และ การเดินทางมาเยี่ยม ครั้งนี้ เกิดจากมีข้อเรียกร้อง จากบรรดาญาติ ของผู้ต้องหา ที่ต้องการให้ แกนนำพันธมิตรฯ เดินทางไป สร้างขวัญกำลังใจ กับกลุ่มผู้ต้องหา ที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว


ซึ่งก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ทอดทิ้ง ซึ่งจากการพุดคุย ทุกคนมีขวัญกำลังใจที่ดี พร้อมที่จะต่อสู้ และรู้สึกอบอุ่น เพราะมีประชาชน ทั้งญาติและ ที่ไม่ใช่ญาติ มาเยี่ยมจำนวนมาก และ ในวันนี้ ทางพันธมิตรฯ ได้มอบเงิน จำนวน 30,000 บาท ฝากไว้กับ เจ้าหน้าที่เรือนจำ เพื่อเป็น ค่าใช้จ่ายประจำวัน แก่ผู้ต้องหา ที่เหลือ นอกจากนี้ ยังได้มอบเงิน ให้กับครอบครัว ของผู้ต้องหา ทั้ง 82 ครอบครัว ครอบครัวละ 5,000 บาท ด้วย


นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้การประกันตัว จะทำได้เป็นรอบๆ ไป เพราะศาลจะพิจารณาให้ เด็กสตรี และคนชราก่อน ส่วนผู้ต้องหา ที่เป็น ผู้ประกอบการ ร้านค้าต่างๆ จะต้องนำภาพถ่าย สถานประกอบการ แนบพร้อมเอกสาร การยื่นขอประกันตัว ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก ต้องใช้เวลา


อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มผู้ต้องหา ยังให้กำลังใจแกนนำทั้ง 5 คน ให้ต่อสู้ต่อไป สำหรับการเดินทางมา เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ครั้งนี้ นายทรงวุฒิ พัฒนกุล ผบ.เรือนจำพิเศษ ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ มาต้อนรับ และคอยอำนวยความสะดวก เป็นอย่างดี เพราะเข้าใจว่า เป็นคดี ทาง การเมือง

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
11 กันยายน 2551 15:23 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000107857


พิมพ์ ข่าวนี้ “สมเกียรติ” ตัวแทน พธม.เยี่ยมให้กำลังใจนักรบศรีวิชัย


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

6 พรรคร่วมรัฐบาล ปฏิเสธจัดตั้ง รัฐบาลแห่งชาติ จับมือตบหน้า ปชช.ซ้ำสอง“มาร์ค” ถอดใจ


“มาร์ค” ถอดใจ 6 พรรคร่วม สุมหัวตบหน้า ปชช.ซ้ำสอง

นาย�ภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


หน.ปชป. ปฏิเสธเสนอตัว แย่งชิงอำนาจ ยอมรับ รู้สึกหมดหวัง ชี้บ้านเมือง ติดหล่มต่อไป เหตุ 6 พรรค ร่วมรัฐบาล ปฏิเสธจัดตั้ง รัฐบาล แห่งชาติ กลับดื้อด้าน จับมือตบหน้า ปชช.ซ้ำสอง


วันนี้ (11 ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ อยู่ในช่วงที่ พรรคร่วมรัฐบาล กำลัง ตัดสินใจกันอยู่ เราจึงต้องรอฟัง เพราะไม่อยาก ให้เกิด ความรู้สึกว่า เป็นการแย่งชิงอะไร ขณะที่สิ่งที่ พรรคประชาธิปัตย์ ทำมาทั้งหมดนั้น ไม่ได้สนใจ เรื่องการ แย่งชิงอำนาจ เลย แต่เป็นการ เสนอความคิด ในการ หาทางออก ให้แก่ประเทศ


ทั้งนี้ ถ้าพรรคร่วมรัฐบาล ยังมีความคิด ที่จะทำงานร่วมกันต่อไป ความคิดดังกล่าว ก็ไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามีประเด็น ที่น่าจะต้องมาคุยกัน เราพร้อมที่จะ พูดคุย และ ถ้าพรรคร่วมรัฐบาล ตัดสินใจเดิน ต่อไป ต้องให้เหตุผล กับสังคมว่า เขามีทางออก สำหรับสังคม อย่างไร อีกทั้งต้อง รอดูว่า สภาฯ จะเลือกใคร เป็นนายกฯ และให้ผู้นั้น เป็นคนแสดงออก เพื่อคลี่คลายวิกฤตต่างๆ


ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวอีกว่า การที่ตนเสนอให้มี รัฐบาลพิเศษ ให้เป็นทางออกหนึ่ง เท่านั้น และ ไม่มีเหมือน รัฐบาลแห่งชาติ ในอดีต สิ่งที่ตนพูด หมายถึง รัฐบาลเปิดพื้นที่ให้ บุคคลอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคการเมือง ด้วย และ ต้องมีการประกาศ ให้ชัดว่า เงื่อนเวลา และ ภารกิจ คืออะไร ถ้าจะไม่มี ฝ่ายค้าน เพราะโดยหลัก ควรมีฝ่ายค้าน ถ้าไม่มีฝ่ายค้าน อายุของรัฐบาล ก็ต้องจำกัดมากๆ มีภารกิจที่ชัด และ ทำงาน ในสถานการณ์พิเศษ ซึ่งไม่เหมือนกับ ที่พูดกันทั่วไป


อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้เจาะจง ทางใดทางหนึ่งว่า จะต้องแก้ด้วย รัฐบาลพิเศษ แต่พูดได้เพียงว่า ต้องมีอะไร เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลง จากเดิม ทั้งคน ทัศนคติ หรือรูปแบบ คิดว่าน่าหนักใจ สำหรับบ้านเมือง แต่ถ้าจะ เปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนจุดไหน ไม่มีใครผูกขาดความคิด ที่ถูกต้องตรงนี้ และ ตนก็เปิดใจกว้าง ไม่เคยเรียกร้องว่า พรรคประชาธิปัตย์ และตัวของตน ต้องเป็นรัฐบาล แต่ความเปลี่ยนแปลง ต้องมี มิฉะนั้น บ้านเมือง จะเดิน ต่อไป ไม่ได้


เมื่อถามว่า ถ้า นายกรัฐมนตรี คนใหม่ มาจาก พรรคชาติไทย ไม่ใช่จาก พรรคพลังประชาชน จะช่วยแก้ปัญหา ได้หรือไม่ หรือ มีค่าเท่ากัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ที่ว่า รัฐบาลชุดใหม่ รู้ว่า ภารกิจของตัวเอง คืออะไร ถ้าคิดว่า บ้านเมืองปัจจุบัน เป็นเรื่องปกติ ตนคิดว่า คงน่าหนักใจ เพราะเท่ากับว่า สภาพบ้านเมืองติดหล่มอยู่ และ ความเดือดร้อนกระจายไป ทั้งความตึงเครียด ความขัดแย้ง และ ผลกระทบ ทางเศรษฐกิจ คงแก้ได้ยาก


แต่ถ้าเป็นรัฐบาล ที่ตระหนักในภาวะวิกฤต ที่เกิดขึ้นแล้ว เก็บเกี่ยวบทเรียนว่า ทำอย่างไร ไม่ให้เหมือนสัปดาห์ ที่แล้ว เดือนที่แล้ว หรือ 4-5 เดือน ที่ผ่านมา ถ้าสามารถหลุดพ้น จากตรงนั้นได้ ก็มีโอกาสที่จะแก้ไขได้


ผู้สื่อข่าวถามว่า นายสุเทพ ยอมรับว่า ได้มีการพูดคุยกับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน บางคน ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ส.ส. ทุกคน พูดคุยกัน เป็นปกติ ธรรมดา ซึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ มีความชัดเจน อยู่แล้ว ที่เห็นว่า ขณะนี้บ้านเมือง มีวิกฤต สภาฯ ต้องตั้งรัฐบาล ที่ผ่าทางตันแก้วิกฤต ให้ได้


ถ้าเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ สามารถมีส่วนร่วม ตรงนี้ได้ เราก็ยินดี โดยทุกอย่าง ต้องเป็นไปตาม กระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึง เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
11 กันยายน 2551 13:50 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000107771


พิมพ์ ข่าวนี้ “มาร์ค” ถอดใจ 6 พรรคร่วมสุมหัวตบหน้า ปชช.ซ้ำสอง


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เสนอให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยกเลิกประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน


“อนุพงษ์” เสนอยกเลิก พ.ร.บ.ฉุกเฉิน
ชี้ รบ.แห่งชาติ ทางออกสุดท้าย แก้วิกฤตชาติ

พล.�.�นุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก


ผบ.ทบ. เสนอ “สมชาย” ยกเลิก ประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะผลกระทบต่อ หลายสังคมหลายด้าน ระบุ ขณะนี้ทหาร ตร.คุมสถานการณ์ ได้แล้ว แนะ นักการเมือง ถึงเวลาต้อง เสียสละ เพื่อแก้วิกฤตบ้านเมือง ชี้ตั้ง รัฐบาล แห่งชาติ ทางออกสุดท้าย หากไม่สามารถ หาข้อยุติ ได้


วันนี้(11 ก.ย.) พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการ ทหารบก ให้สัมภาษณ์ ก่อนลงพื้นที่ภาคใต้ ถึงการยกเลิก ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน ตามพระราชกำหนด การบริหาร ราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ในฐานะ หัวหน้า ผู้รับผิดชอบกรณี ดังกล่าว ว่า ได้เสนอให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ นายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้ว


โดยระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร สามารถควบคุม สถานการณ์ได้แล้ว โดยการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ส่งผล กระทบ กับกิจกรรมต่างๆ ของสังคม อย่างไรก็ตาม เห็นว่าปัญหา ที่ทำให้เกิด ความวุ่นวายได้ ในขณะนี้ อยู่ที่ การจัดตั้ง รัฐบาล ในสภา มากกว่า


ผบ.ทบ กล่าวว่า หลังการยกเลิก การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทหาร กับตำรวจ สามารถใช้ กฎหมายปกติ มาบังคับใช้ และ ควบคุมสถานการณ์ได้ ตามปกติ ขณะที่ ทางตำรวจ ก็ร้องขอให้ ทหารเข้าไปเป็น ผู้ช่วยพนักงานปฏิบัติงาน ส่วนคณะทำงานฯ ก็จะถูกยุบไป


พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวถึง กรณีการสรรหาบุคคล เข้ามาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี แทน นายสมัคร สุนทรเวช ว่า ต้องสามารถ ลดความขัดแย้ง ของ สังคม และ ควบคุม ดูแลสถานการณ์ สร้างสังคม ให้ดีขึ้นได้ ส่วนการจัดตั้ง รัฐบาลแห่งชาติ คงจะเป็น ทางออกสุดท้าย หากไม่สามารถ หา ข้อยุติ กันได้ แต่ก็เป็นไป ได้ยาก ซึ่งคิดว่า ถึงเวลาแล้ว ที่นักการเมือง จะต้องเสียสละ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
11 กันยายน 2551 09:32 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000107607


พิมพ์ ข่าวนี้ “อนุพงษ์”เสนอยกเลิก พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ชี้รบ.แห่งชาติ ทางออกสุดท้ายแก้วิกฤตชาติ


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ประธาน TDRI “อัมมาร สยามวาลา” เลือก “หมัก” กลับมา จะสร้าง ความขัดแย้ง เพิ่ม แล้วจะเป็น “สภาไร้มาทยาท”


“อัมมาร” ชี้ หากสภาเลือก “หมัก” กลับเก้าอี้จะกลายเป็น“สภาไร้มารยาท”

 �ดีตร�งนายก ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

อดีตรองนายก ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม


อดีตรองนายก “ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม” แนะ สภาไม่ควรเร่งรีบ หานายก ควรคิดให้ดีก่อนว่า ใครที่จะเป็นนายกแล้ว สามารถแก้ไข ปัญหา บ้านเมืองได้ – ประธาน TDRI “อัมมาร สยามวาลา” ดักคอ ส.ส.ในสภา รวมตัวกันเลือก “หมัก” กลับมาเป็นนายก นอกจาก จะสร้างความขัดแย้ง เพิ่มแล้ว ยังทำให้ กลายเป็น “สภาไร้มาทยาท” ที่ละเมิดคำสั่งศาล ในทาง พฤตินัย


นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการตอบโจทย์ ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ดำเนินรายการ โดย กรุณา บัวคำศรี ว่าสถานการณ์ในวันนี้ แม้จะยังไม่เอื้อต่อ การสร้างความสงบในสังคม มากนัก เพราะแต่ละฝ่าย ยังคิดต่างกันอยู่มาก แต่การที่ ศาล รธน. ตัดสินให้ นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีนั้น ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่จะสามารถแก้ปัญหา ในบ้านเมืองได้ เพียงแต่ ทุกฝ่าย โดยเฉพาะสภา ต้องใจเย็น คิดพิจารณาให้ถ้วนถี่ ว่าควรจะเลือกใครเป็นนายก เพื่อให้ปัญหาบ้านเมือง มีทางออก


ทั้งนี้ประการแรก ที่ควรจะทำก็คือ สภาไม่ควร ที่จะรีบโหวต เลือกนายกรัฐมนตรี ในวันศุกร์ที่ 12 ก.ย.นี้ เพราะไม่จำเป็น ต้องเร่งรีบ ขนาดนั้น เนื่องจากกฎหมาย ให้เวลาถึง 1 เดือน ดังนั้นรัฐบาลควรใช้เวลาคิด ให้คุ้มค่าเสียก่อน เพราะการที่ไม่มีนายกอยู่ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อประเทศมากมาย ก็คล้ายกับ ตอนที่นากยกรัฐมนตรี ไปปฏิบัติภารกิจ ในต่างประเทศ ที่สามารถมี นายกรักษาการ ปฏิบัติหน้าที่แทนได้


นายไพบูลย์ เสนอว่า การแก้ไขปัญหา ในขณะนี้ ควรให้ทุกฝ่ายมาร่วมพูดคุยกัน โดยหาคนที่ เป็นที่ยอมรับของ ทุกฝ่าย มาเป็นคนกลาง ในการเจรจา ก็น่าจะทำให้สามารถ บรรลุข้อตกลงได้ อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะปัญหาที่มีอยู่ ทุกวันนี้ มีรายละเอียดปลีกย่อย ของปัญหา มีอยู่มากมาย ซึ่งหาก จะ คาดหวังให้ การแก้ปัญหาจบลง อย่างรวดเร็ว คงเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ ตนยังมองว่า การแก้ปัญหานั้น ควรหาหลาย ๆ วิธี มาผสมผสานกัน เพื่อให้ได้ทางออก ที่เป็นที่ยอมรับ ของทุกฝ่ายได้

ประธาน TDRI �ัมมาร สยามวาลา

ประธาน TDRI อัมมาร สยามวาลา


ด้าน ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา รักษาการ ประธานสถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่าตนเห็นด้วย เช่นกันว่า ไม่ควรจะ รีบเลือก นายกรัฐมนตรีในวันศุกร์ที่ 12 นี้ เพราะการทำเช่นนั้น ถือเป็นการเร่งรีบจนเกินไป ซึ่งสภาควรจะใช้เวลา พิจารณาให้ดีก่อน ที่จะเลือกตัว นายกคนใหม่


เมื่อผู้ดำเนินรายการ ถามว่า แล้วการที่ไม่มีนายกรัฐมนตรี นานเกินไป จะไม่ส่งผลเสีย ต่อการบริหารประเทศ อย่างที่พรรคพลังประชาชน กล่าวอ้าง หรือ นายอัมมาร ตอบว่า “บางทีไม่มีคนบริหาร ดีกว่า การมีคนบริหารที่ไม่มีใครยอมรับ”


นายอัมมาร กล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวแล้วตนคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรจะผิดมารยาทอย่างร้ายแรง ที่เลือกนายสมัคร กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถึงแม้สิ่งที่สภาฯ ทำ จะไม่ได้เป็นการหมิ่นศาล ตามหลักนิตินัย แต่โดย พฤตินัย แล้ว ก็เป็นการหมิ่นศาล อย่างร้ายแรง เพราะหากเลือก นายสมัคร กลับเข้ามาอีก ก็เท่ากับว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ไม่ได้เกิดขึ้น ศาล เหมือน ไม่มี ความศักดิ์สิทธิ์ เพราะแม้ว่า จะตัดสินไปแล้ว ว่าคนๆ นี้ ไม่มีคุณสมบัติ เป็นนายก แต่สภาผู้แทน ก็ยังไม่สนใจ ยังจะให้เป็น นายกรัฐมนตรี ต่อ ซึ่งเรื่องนี้ แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดมารยาท อย่างมาก


“มันไม่ใช่มารยาทของ คุณสมัคร แต่เป็นมารยาทของ สภาผู้แทนราษฎร ที่เลือก ท่านสมัคร และหาก สภาผู้แทนราษฎร เลือกท่าน จริง ผมก็ต้อง ยอมรับ เพราะผมเป็น ประชาชนธรรมดา คงไม่มีอำนาจ ไปทำอะไร แต่ผมก็จะ ตราหัวไว้ว่า เป็นสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่มีมารยาท” นายอัมมาร กล่าว


ส่วนทางออกที่ดีที่สุด สำหรับการแก้ปัญหาการเมือง ในขณะนี้ ตนมองว่า ควรยุบสภา เพราะสภาพของสภา ในปัจจุบัน มันไปไม่ไหวแล้ว เพราะ เสียงข้างมาก ที่ นายสมัคร และ พรรคพลังประชาชน มีอยู่ในสภา มันถูกต้องข้อสงสัยว่า ไม่ใช่แล้ว เพราะเสียงที่แท้จริง ของ ประชาชนส่วนใหญ่ เริ่มไม่เห็นด้วย ที่จะให้เป็น เสียงข้างมากแล้ว


ดังนั้นเมื่อ พรรคพลังประชาชนเอง ก็ยังมีความคิด อยากจะทำประชามติ เพื่อถามประชาชนว่า ยังต้องการรัฐบาลชุดนี้ อยู่หรือไม่ ดังนั้นก็ควรจะพูด อย่างตรงไปตรงมา ยุบสภาแล้ว เลือกตั้งใหม่ไปเลย จะดีกว่า

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
11 กันยายน 2551 03:45 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000107559


พิมพ์ ข่าวนี้ “อัมมาร” ชี้ หากสภาเลือก “หมัก” กลับเก้าอี้จะกลายเป็น“สภาไร้มารยาท”


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Create a free website or blog at WordPress.com.