Accom Thailand

November 5, 2008

นักภาษาศาสตร์ ชำแหละ “โฟนอินแม้ว” เชื่อ เตรียมการอย่างดี เพื่อสื่อความหมาย ซ่อนนัย โดยไม่ถูกฟ้อง


นักภาษา ชำแหละ “โฟนอินแม้ว” ตรรกะ สุดเพี้ยน – โกหก อ้อนสาวก

รายการ รู้ทันประเทศไทย บนเวที พันธมิตรประชาชน

รายการ รู้ทันประเทศไทย บนเวที พันธมิตรประชาชน

นักภาษาศาสตร์ ชำแหละ “โฟนอินแม้ว” เชื่อ เตรียมการอย่างดี เพื่อสื่อความหมาย ซ่อนนัย โดยไม่ถูกฟ้อง ระบุใช้ ตรรกะสุดเพี้ยน โกหก บิดเบือน ความหมาย ของคำ มุ่งทำลาย กระบวนการทางศาล เรียกร้องความเห็นใจ ช่วยตัวเอง พ้นผิด ชี้ไม่ได้หวังพึ่ง พระบารมี จริง แต่พร้อมใช้ มวลชน ปะทะ เพื่อให้ตัวเองรอดคุก ชี้อ้าง “ราชประชาสมาสัย – เย็นศิร เพราะพระบริบาล” โดยไม่เข้าใจ ความหมาย

รายการ “รู้ทันประเทศไทย” บนเวที พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย หน้าทำเนียบรัฐบาล คืนวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้ดำเนินรายการ ได้สนทนาในแง่มุม ด้านภาษาศาสตร์ กับ ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หนีโทษจำคุก ในคดีที่ดินรัชดาฯ ไปอยู่ต่างประเทศ ได้โทรศัพท์เข้ามา ในรายการ”ความจริงวันนี้สัญจร” ของกลุ่ม นปช. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา


คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ รู้ทันประเทศไทย (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ รู้ทันประเทศไทย (256 K)
จาก manager multimedia


ดร.อนันต์ มองว่า มีส่วนที่ น่าตั้งข้อสังเกต หลายส่วน และมีส่วน ที่จำเป็น ต้องตีความว่า ที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูด หมายถึงอะไร หรือหมายถึง ใคร และ มีส่วนที่ ต้องตั้งสติ เพราะจะไปเชื่อ ตามเหตุผล ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดนั้นเลยไม่ได้

“การโทรศัพท์คุยกัน น่าจะเป็นเรื่อง คน 2 คน คุยกัน แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่า คุณทักษิณ อาจจะไม่ได้คุย อยู่กับ คุณวีระ หรือว่า คนที่ไปร่วม ชุมนุม ที่สนามกีฬาแห่งนั้น จริงๆ แล้ว ผมเข้าใจว่า คุณทักษิณ มีสคริปต์ และอ่านจากสคริปต์ ถ้าเราดูจาก วีทีอาร์ ก็จะเห็นว่า เสียงพูด ของ คุณทักษิณ ต่างจากปกติ ที่เคยพูดในรายการ นายกทักษิณ คุยกับประชาชน”


รายการ รู้ทันประเทศไทย [Flash Clip]

[blip.tv ?posts_id=1447479&dest=-1]


“แม้ว” เตี๊ยมคำพูดกันหลุด


ดร.อนันต์ ชี้ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ พยายามอ่าน ตามข้อความ ที่เตรียมมา ซึ่งการเตรียมข้อความ ที่จะพูด ทำให้ไม่หลุด ไม่พลาด และนำไปสู่การ ฟ้องร้อง ได้ยาก ซึ่งโดยปกติ การพูดตามธรรมชาติ จะควบคุมได้ยาก เว้นแต่จะมีการเตรียมร่าง มาก่อน เพื่อให้ สารนั้นพูดไปถึงผู้ฟัง โดย ไม่ผิดพลาด เพราะถ้าพูดไปเรื่อยๆ จะผิดพลาดได้ง่าย นอกจากนี้ การเตรียมคำพูด ทำให้กำหนดเวลาได้ และให้สื่อความหมาย ที่ซ่อนนัย ตามที่ ต้องการได้ อย่างดี ด้วยเหตุนี้ การโฟนอิน ของ พ.ต.ท. ทักษิณ วันนั้น จึงให้มีทั้งส่วน ที่คุยโทรศัพท์สดๆ และมีส่วน ที่เป็นเทป ทางทีวี

“ข้อความที่ คุณทักษิณ สื่อสารกับคนที่มาชุมนุม มีอยู่ 2 ช่วง ช่วงแรก เป็นการคุย กับคุณวีระ มุสิกพงศ์ ช่วงที่ 2 เป็นการพูดข้างเดียว มี วีทีอาร์ มาเปิด ซึ่งช่วงที่น่าสนใจคือ ช่วงต้นที่มีการพูดโต้ตอบ โดยมี คุณวีระ เป็นตัวกลาง เพราะบางจังหวะ คุณวีระ ก็คุยกับผู้ชุมนุม เป็นช่วงที่ใช้โทรศัพท์ และ มีหลายข้อความ ที่น่าสนใจ และทำให้ สันนิษฐานได้ว่า คุณทักษิณ มีสคริปต์” ดร.อนันต์ กล่าว


หลังจากนั้น นายเจิมศักดิ์ ได้เปิดเสียงสนทนา ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับ นายวีระ มุสิกพงศ์ ดังนี้


“ทักษิณ – … ผมยังไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่คิดถึง ผมยังไปไม่ได้ เพราะเขาสั่งให จำคุกผม 2 ปี พอผมไม่ไป อายุความ 10 ปี แสดงว่า เขาต้องการเอา ผม ไว้เมืองนอก 10 ปี ผมเลยถามว่า พี่น้องจะเก็บผมไว้ ต่างประเทศ นานขนาดนั้นไหมครับ ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่าวุ่นวาย กันหมด พอรู้ว่า ผมจะ โฟนอิน

วีระ – ครับ

ทักษิณ – เขากลัวว่า ผมจะพูดยุยง ให้แตกแยกกัน โถ…ผมไม่ใช่ หัวหน้าม็อบนะครับ (เสียงเฮ) ถึงจะโดน ยัดเยียดคุกให้ ก็ยังเป็น อดีตนายกฯ นะครับ (เสียงเฮ) ก็คงต้องห่วงบ้านเมือง ห่วงพี่น้องประชาชน และสำนึกต่อ ชาติบ้านเมือง เหมือนเดิมล่ะครับ”

บิดเบือน “เขา”สั่งจำคุก


ดร. อนันต์ ได้วิเคราะห์ข้อความ “เขาสั่งให้จำคุกผม 2 ปี พอผมไม่ไป อายุความ 10 ปี แสดงว่า เขาต้องการเอาผม ไว้เมืองนอก 10 ปี” ว่า สิ่งที่น่าสนใจ คือ พ.ต.ท. ทักษิณไม่ได้ระบุว่า “เขา” เป็นใคร การเลือกใช้ สรรพนาม “เขา” โดยไม่บอกว่า เป็น คณะผู้พิพากษา คณะผู้ก่อการปฏิวัติ หรือ แกนนำพันธมิตรฯ

ประเด็นที่น่าสนใจ “เขา” ในภาษาไทยเป็น เอกพจน์ หมายถึง คนๆ เดียวก็ได้ หรือจะหมายถึง หลายคนก็ได้ แต่ตามปกติ ถ้าหมายถึง หลายคน เราจะใส่ “พวก”เข้าไป เป็น “พวกเขา” แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้คำว่า “เขา” เฉยๆ เพื่อให้มัน กำกวม

พ.ต.ท. ทักษิณ ใช้คำว่า “เขาสั่งให้จำคุกผม” หมายถึง มีคนสั่งให้ ใครอีกคนหนึ่ง ทำการจำคุกเขา ความจริง พ.ต.ท. ทักษิณ ผ่านกระบวนการ ทางศาลอย่างถูกต้อง และมีโอกาส โต้แย้ง ข้อกล่าวหา ซึ่งอัยการ เป็นผู้ฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ มีโอกาสชี้แจง ในชั้นศาล เปิดโอกาส ให้ รับความยุติธรรม แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ไปปิดโอกาสตัวเอง

ไม่มาตามนัดศาล ในที่สุด คณะผู้พิพากษา มีคำตัดสิน


พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่ใช้คำว่า พิพากษา แต่ใช้คำว่า “สั่งจำคุก” เหมือนมีคนสั่งให้ จำคุกเขา และใช้คำที่ ดุเดือด คือคำว่า “ถึงจะโดน ยัดเยียดคุก” แสดงว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่รับผิดเลย ในข้อกล่าวหา คิดว่าตัวเองบริสุทธิ์ ทั้งที่โดยปกติ ผู้ต้องหา ไม่สามารถตัดสิน ได้ว่า ตัวเองไม่ผิด แม้แต้โจทก์ ก็ไม่สามารถ ตัดสินให้ผิดได้ คนที่ตัดสินคือ คณะผู้พิพากษา แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ใช้คำว่า ยัดเยียดคุก


“ดูประหนึ่งเป็นการกล่าวหา กระบวนการยุติธรรม กล่าวหา คนที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการยุติธรรม และ คุณทักษิณ ใช้คำว่า เขาสั่งจำคุก “เขา” นั้น ก็เท่ากับว่า ถ้าคุณทักษิณ หมายถึงบุคคล ก็เท่ากับบอกว่า บุคคลคนนั้น สั่งให้จำคุก คุณทักษิณ”


*** โมเม มีคน อยากให้อยู่ เมืองนอก 10 ปี ***


นายเจิมศักดิ์ ถามว่า ข้อความที่ว่า “พอผมไม่ไป อายุความ 10 ปี แสดงว่า เขาต้องการเอาผม ไว้เมืองนอก 10 ปี” เป็นการบิดเบือน หรือไม่ ดร. อนันต์ กล่าวว่า แน่นอนที่สุด คดีนี้ อายุความ 10 ปี นั้น พ.ต.ท. ทักษิณใช้คำว่า “เขาต้องการเอาผม ไว้เมืองนอก 10 ปี”


ต้องการ คือ ปรารถนา ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่มีใคร ปรารถนา เช่นนั้น


“ถ้าผมปรารถนาได้ ผมอยากให้ คุณทักษิณ กลับเข้ามา ผมไม่ได้อยากให้ คุณทักษิณ อยู่นอกประเทศไทย นานถึง 10 ปี”

“คุณทักษิณ คิดไปเองว่า มีคนๆ หนึ่ง ไม่ต้องการให้ คุณทักษิณ กลับเข้าประเทศ นานถึง 10 ปี แต่จริงๆ แล้ว ศาลตัดสินจำคุก คุณทักษิณ 2 ปี และ คุณทักษิณ เลือกที่จะอยู่ ต่างประเทศ โดยไม่กลับมาไทย ในระยะ10 ปี เอง จริงๆ แล้ว ไม่มีใครอยากให้อยู่ 10 ปี คุณทักษิณ เลือกเอง ทั้งๆที่จะ กลับมา ก่อน ก็ได้ ไม่มีใครห้าม”

ดร. อนันต์ กล่าวต่อว่า จริงๆ แล้ว เราอยากให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้ามาผ่าน กระบวนการยุติธรรม ตามหมายศาล ตั้งแต่ต้น แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ปิดโอกาส ตัวเอง แล้วจะโทษใครเล่า และแม้ ปิดโอกาสตัวเองแล้ว พ.ต.ท. ทักษิณ ยังมีทางเลือกคือ หนีไปเรื่อยๆ จนหมดอายุความ หรือ กลับมา ยอมรับโทษ ถ้ามายอมรับผิด สังคมยังให้อภัยได้ สำหรับคนที่สำนึก แต่ พ.ต.ท. ทักษิณไม่สำนึก แต่กลับใช้คำว่า ตัวเขาเองโดนยัดเยียดคุก ทั้งๆที่ ไม่มีใครยัดเยียด ตัวเขาต่างหาก ยัดเยียดคุก ให้ตัวเอง

*** ตรรกะ สุดเพี้ยน อดีตนายกฯ ติดคุกไม่ได้ ***


ส่วนข้อความที่ว่า ถึงจะโดนยัดเยียดคุก แต่ก็เป็น อดีตนายกฯ ที่ห่วงบ้าน ห่วงเมือง และห่วงประชาชน เหมือนเดิม นั้น ดร. อนันต์ กล่าวว่า การเป็น อดีตนายกฯ ที่ห่วงชาติบ้านเมือง เป็นคนละเรื่อง กับการเป็น ผู้ที่ถูกพิพากษาให้จำคุก จะเอามาเชื่อมโยงกันไม่ได้ แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็เอามาเชื่อมโยงกัน ราวกับว่า ใครก็ตาม ที่เป็น อดีตนายกฯ ที่ห่วงชาติบ้านเมือง ห่วงประชาชน ไม่สมควร ที่จะต้อง คำพิพากษา ให้จำคุก โดยที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่พูดที่มาที่ไปว่า อะไรเป็นต้นเหตุ ให้นำไปสู่ คำพิพากษา นั้น ตัดตอนพูด แต่ตอนจบ

แล้วผมเรียนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีโอกาสตลอดเวลา ในการเข้าสู่ กระบวนการยติธรรม คุณทักษิณใส่ใจกับ คำว่า กระบวนการยุติธรรม มาก แต่ กระบวนการยุติธรรม ของคุณทักษิณ ไม่เหมือนกับ กระบวนการยุติธรรม ในความรับรู้ ในความเข้าใจ ของคนไทย ทั่วไป

“อย่างที่ คุณทักษิณ เคยพูด เคยแถลงการณ์ มาตลอด กระบวนการยุติธรรมใดๆ ก็ตาม ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อ คุณทักษิณ เขาจะคิดว่า ไม่ยุติธรรม แต่ กระบวนการใดๆ ที่เป็นประโยชน์ ต่อคุณทักษิณ เขาจะบอกว่า ยุติธรรม หรือกระบวนการยุติธรรมใดๆ ที่เขาฟ้องผู้อื่น แล้วทำให้ ผู้อื่นต้องรับโทษ เขาก็จะบอกว่า ยุติธรรม” ดร.อนันต์ กล่าว

*** บิดความหมาย “ยุติธรรม”เรียกความเห็นใจ-โจมตีศาล ***


ต่อมา นายเจิมศักดิ์ ได้ถามถึงประเด็น ที่ พ.ต.ท. ทักษิณ พูดว่า กระบวนการยุติธรรม เป็นกระบวนการ ที่ยุติ ความเป็นธรรม ซึ่งพูดอย่างชัดเจน ถึง 2 ครั้ง ดังนี้


วีระ – แต่ที่มันมีปัญหาเนี่ย เพราะ คนที่นี่ เขาลงมติแล้วครับ ว่า กระบวนการยุติธรรม ที่เขาใช้กับท่านนั้น ใช้ไม่ได้เลย

ทักษิณ – ไม่ใช่ฮะ เขาใช้ กระบวนการ…ท่านวีระ ครับ

วีระ – ครับผม

ทักษิณ – เขาใช้กระบวนการ ยุติความเป็นธรรม ฮะ (เสียงเฮ)

วีระ – ฮ่า…….

ทักษิณ – พี่น้องครับ ท่านคิดไหมว่า อดีตนายกคนหนึ่งเนี่ย ที่เคยเป็นที่ยอมรับ ชนะการเลือกตั้ง 2 ครั้ง ล่าสุดได้ 377 จาก 500 เป็น ประวัติศาสตร์ แต่กลับถูก ลอบฆ่า โดนปฏิวัติ แต่การปฏิวัติเนี่ย ปกติเขาทำกัน ตอนรัฐบาลไม่ดี ไอ้นี้รัฐบาล ยังมีคะแนนนิยมสูงมาก มันฝืนความรู้สึก ประชาชน ส่วนใหญ่ ใช่ไหมครับ มันถึงได้ยุ่ง อย่างทุกวันนี้ ไงครับ เพราะดัน ปฏิวัติเอาตอนที่ ประชาชนยังชื่นชมรัฐบาลอยู่

วีระ – รวมความแล้ว ที่เขาพิจารณากัน ในวันนี้เนี่ย ฟังแล้วก็ คือว่า ความแตกแยกจริงๆ ของสังคมไทย ทุกวันนี้ มันเกิดเพราะ การปฏิวัติ เมื่อ 19 กันยายน 49

ทักษิณ – ใช่ครับ มันต้อง.. มันต้องการจัดการ กับคนๆ เดียว โดยเอา กระบวนการยุติธรรม ให้ยุติความเป็นธรรม

ดร.อนันต์ กล่าวว่า ถ้าเราดูช่วงต้น ที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูด วิธีคิด วิธีพูด จะเป็นแบบเดียวกัน คือ ตีความเข้าข้างตัวเอง และ เชื่อมโยง ตรรกะ แบบเพี้ยนๆ เช่นที่ว่า เป็นอดีตนายกฯ ที่ห่วงบ้านห่วงเมือง แล้วไม่ควรจะติดคุก กรณีนี้ ก็เช่นเดียวกัน เขาใช้ ตรรกะ ที่ผิดๆ ว่า เป็นอดีตนายกฯ ที่ได้รับเสียงข้างมาก ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้น เพราะฉะนั้น ไม่ควรใช้ กระบวนการ ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องคำพิพากษา เช่นนั้น

คำว่า ยุติธรรม นั้น มาจาก “ยุติ” กับ “ธรรม” ในภาษาสันสกฤต
ยุติ มีความหมายหนึ่งว่า ถูกต้อง
เพราะฉะนั้น ยุติธรรม หมายความว่า เป็นธรรมและถูกต้อง ซึ่งน่าจะเป็น ความหมาย ที่เอามาใช้ดั้งเดิม แม้ความหมาย ในปัจจุบัน “ยุติ” มีความหมาย ที่กลายออกไป จะหมายถึง สิ้นสุด เสร็จสิ้น


แต่คำว่า ยุติธรรม ไม่ได้แปลว่า “ธรรมสิ้นสุด” หรือว่า “ธรรมหมดสิ้น”


ถ้าไปเปิดดู เอกสารเก่า อย่างกฎหมายตราสามดวง จะมีคำว่า สิ่งนี้ยุติ สิ่งนี้เป็นธรรม ใช้คู่กัน หมายคำว่า คำ ตัดสินนี้ กรณีแบบนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ด้วย ชอบธรรมด้วย เพราะฉะนั้น ยุติธรรม คือ ธรรม อันถูกต้อง


แต่ไม่ได้แปลว่า ธรรมอันยุติ หรือ ยุติแห่งความเป็นธรรม ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ เลือกเอาคำว่า ยุติ ในความหมาย ที่กลายไปแล้ว และใช้ตามลำพัง คำเดียว เอามาประกอบกับคำว่า ยุติธรรม ใช้เพื่อที่ จะเรียกร้อง ความสงสาร เรียกร้องความเห็นใจ และในขณะเดียวกัน เป็นการใช้ภาษา เพื่อโจมตี กระบวนการยุติธรรม ของประเทศไทย เราด้วย


*** จับโกหก อ้างครอบครัวโดนรังแก ***


ทักษิณ – พี่น้องครับ ผม ทั้งครอบครัวครับ ถูกทำร้าย ไม่ว่าจะเป็นการ อายัดทรัพย์ ที่หากินมาได้ทั้งชีวิต ก่อนเข้าการเมือง ไม่ว่าจะเป็น การสั่งจำคุก ไม่ว่าจะเป็น การตั้งข้อหา ทั้งครอบครัว แม้กระทั่ง เลขาฯ ก็ยังไม่เว้น

วีระ – แต่ว่าท่านครับ

ทักษิณ – ครอบครัวต้องแตกกระสานซ่านเซ็น พ่ออยู่ทาง แม่อยู่ทาง ลูกอยู่ทาง แต่ความเดือดร้อนของ ผม และครอบครัว ถ้าเทียบกับ ประเทศ เสียหาย นี้ถือว่ายังเล็กน้อยครับ”

ดร. อนันต์ มองว่า ข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่า โดนอายัดทรัพย์ ที่หากินมาได้ ทั้งชีวิต ก่อนเข้าการเมืองนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ กำลังจะบอกว่า ทรัพย์สินทั้งหมดที่ถูกอายัด นั้น เขามีอยู่ก่อน และมีมูลค่ามากอยู่ ก่อนมาเล่นการเมือง แต่กรณีนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ อาจโกหกได้ เฉพาะ คนที่ใส่ เสื้อแดง

ทุกคนคงจำได้ว่า มูลค่าหุ้นของ บริษัทชินวัตร ก่อนที่เขาจะเป็น นายกฯ นั้น มีมูลค่าน้อยกว่า มูลค่าหุ้น ที่ขายให้ เทมาเส็กของสิงคโปร์ ตอนที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเช่นนั้นจะบอกว่า เป็นการอายัดทรัพย์ ที่หากินมาได้ตลอดทั้งชีวิต ก่อนเข้าสู่การเมืองได้อย่างไร

คุณทักษิณ พยายามเรียกร้อง คะแนนมากเหลือเกินว่า ถูกรังแก แม้กระทั่ง เลขาฯ ก็ยังถูกดำเนินคดี ซึ่งน่าจะหมายถึง คุณกาญจนภา หงษ์เหิน เลขาฯ ภรรยา คุณทักษิณ นี่ก็ไม่ใช่เลขาฯ คุณทักษิณ แล้วก็บอกว่า ครอบครัวกระสานซ่านเซ็น แม่อยู่ทาง พ่ออยู่ทาง ลูกอยู่ทาง ราวกับว่า คุณทักษิณอยู่ลอนดอน คุณหญิงพจมาน อยู่แอฟริกาใต้ คุณพานทองแท้ ไปอยู่เมืองจีน คุณพิณทองทา ต้องไปอยู่มอสโก แต่ใน ความเป็นจริง ก็ปรากฏว่า เห็นรูปที่สื่อมวลชน ลงอยู่บ่อยๆ ก็เห็นครอบครัว อยู่กันอบอุ่น กลางมหานครลอนดอน รูปนี้ยืนยันได้ อย่างดี ”

รูปนี้ยืนยันได้ ภ??่างดี

รูปนี้ยืนยันได้ อย่างดี



นายเจิมศักดิ์ กล่าวเสริมว่า เรื่องหุ้นที่ พ.ต.ท. ทักษิณ มีมาก่อน เข้าสู่การเมืองนั้น ช่วงที่ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นนายกฯ ได้ทำให้สูงขึ้น ก่อนขาย โดยใช้ นโยบายของรัฐเอื้อประโยชน์ ให้บริษัทของตัวเอง เพื่อให้ราคาหุ้นสูงขึ้นกว่าปกติ พอสูงได้ระดับ ก็แก้กฎหมาย เพื่อที่จะขายให้กับ ต่างชาติได้


*** เชื่อไม่หวังพึ่งพระบารมีจริง ***


ในช่วงสุดท้าย ได้มีการวิเคราะห์คำพูด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ กรณี จะพึ่งพระบารมี ในการเดินทางกลับ เข้ามาในประเทศ ดังรายละเอียด

วีระ – … ผมเชื่อว่า ถ้าเป็นการเรียกร้อง ของพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศ ซึ่งทำกันอย่างเรียบร้อย สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ แต่เป็นการเรียกร้อง ให้คนมีฝีมือ มาทำงานให้กับ ประเทศชาตินี่ ผมว่ามันเป็นไปได้ นะครับท่าน

ทักษิณ – ครับ แน่นอนครับ

วีระ – เป็นไปได้

ทักษิณ – แน่นอนครับ ท่านวีระครับ พี่น้องครับ ไม่มีใครนะฮะ ที่จะเอาผม กลับประเทศไทย ได้หรอกครับ นอกจาก พระบารมี ที่จะทรงมี พระเมตตา หรือไม่ ก็พลังของ พี่น้องประชาชน เท่านั้น จริงไหมครับ (เสียงเฮ)

วีระ – เมืองไทยเรา นะครับ ท่านครับ เมืองไทยเราเนี่ย มันมีศัพท์ อยู่คำหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะกินใจ ท่านพูดมาแบบนี้นี่ ทำให้ผมนึกถึง คำศัพท์คำนั้น คือเป็นความร่วมมือกัน ระหว่าง สถาบันสูงสุด อาศัยพระบารมีของท่าน บวกกับ พลังรากหญ้า คือ มวลมหาประชาชน เข้าด้วยกัน

ทักษิณ – โอ้โห

วีระ – คำนั้นเขาเรียกว่า ราชประชาสมาศรัย

ทักษิณ – โอ้โห

วีระ – ทางนี้หละครับ

ทักษิณ – ขนลุกเลยครับ คุณวีระครับ ผมฟังแล้ว ขนลุกนะครับ เหมือนที่บอกว่า เย็นศิระ เพราะพระบริบาล นี่หละครับ”

ดร.อนันต์ ได้วิเคราะห์ ข้อความที่ พ.ต.ท. ทักษิณพูดว่า ไม่มีใครเอาเขา กลับเข้ามา ในประเทศได้ นอกจาก พระบารมี หรือไม่ก็พลัง ของ พี่น้อง ประชาชน ว่า ข้อความนี้ ตีความได้กว้างขวาง ทีเดียว ถ้าตีความในแง่สื่อ กับคนที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการยุติธรรม พ.ต.ท. ทักษิณ กำลัง บอกว่า อัยการ ไม่ต้องขวนขวาย กระเสือกกระสน ขอส่งตัวเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ให้กลับมา ในกระบวนการนี้

ที่น่าสนใจ คือ พ.ต.ท. ทักษิณ คิดว่า ตนเองจะกลับไทยได้ มี 2 กรณี คือ พ.ต.ท. ทักษิณ ใช้คำว่า พระบารมี ซึ่งเราคงรู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณหมาย ถึงอะไร เขาใช้คำว่า ขอพึ่งพระบารมี ที่จะทรงมี พระเมตตา หรือไม่ก็ พลังของ พี่น้องประชาชน

“ผมคิดว่า คุณทักษิณ ไม่หมายจะพึ่ง พระบารมี คิดว่าเขาจะพึ่ง กรณีหลัง มากกว่า เพราะโดยปกติ ถ้าเราบอกว่า ทางเลือกมี 2 ทางเลือก คือ ทางเลือก ที่หนึ่ง หรือ ทางเลือก ที่สอง

โดยปกติ ทางเลือกที่ 1 คือทางเลือก ที่ควรใช้มากที่สุด ส่วนทางเลือก ที่ 2 มันมีอุปสรรค หรือผลกระทบ มากกว่า จึงเอาไว้เป็น ทางเลือก ที่ 2

แต่กรณีนี้เห็นชัดว่า คุณทักษิณ หวังพึ่ง พลังของประชาชน และถ้าเราดู บริบทดีๆ จะเห็นว่าเขาพูดใน บริบท ที่มีคนมาให้กำลังใจเขา ประมาณ แสน ในกรณีนี้ เขาหวังใช้ พลังของประชาชน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อช่วยให้เขา กลับเข้ามา ในประเทศได้ แม้ว่า คุณทักษิณ ไม่สามารถ พึ่ง พระเมตตา พระบารมี ได้ก็ตาม”

*** ชี้ขอนิรโทษ แปลก – ผิดประเพณี ***


ดร. อนันต์ กล่าวต่อว่า ในกรณีของ การขอพึ่ง พระเมตตา พระบารมี นั้น สังคม ก็จะตีความ ไปมากมายว่า พ.ต.ท. ทักษิณ จะทำอะไร ระหว่าง


1. ขอพระราชทานอภัยโทษ หรือ 2. จะขอนิรโทษกรรม


ในกรณีที่จะขอ พระราชทานอภัยโทษ การขอ พระราชทานอภัยโทษ นั้นจะเกิดขึ้น เมื่อคนๆ นั้น ต้องคำพิพากษา แล้วก็อยู่ใน กระบวนการ การลงโทษ ตามคำพิพากษาของศาล นั่นคือติดคุกไปแล้ว สำนึกในความผิด ที่ตัวเองมี ด้วยความสำนึกตรงนั้น จึงขอพึ่งพระ เมตตา ในพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งผู้ต้องโทษทุกคน สามารถขอพระเมตตาได้

แต่ในกรณีนี้ เป็นกรณี ที่แปลกมาก เพราะ คุณทักษิณ นอกจากไม่ยอมรับ ในกระบวนการ บังคับให้เป็นไป ตามคำพิพากษา ของศาลแล้ว คุณทักษิณ ยังปฏิเสธ กระบวนการยุติธรรม ทั้งกระบวนการ แม้กระทั่ง ที่จะมาให้การ ในชั้นศาล แล้วหนีคุกด้วย แต่จะ ขอพระเมตตา

“ส่วนกรณี การขอนิรโทษกรรม ก็แปลกและผิดประเพณี อย่างยิ่ง เพราะเราไม่มี ประเพณีนิรโทษกรรม ให้บุคคลคนเดียว และ ไม่มีกรณี นิรโทษกรรม ให้บุคคลที่ทำผิด กบิล ของ บ้านเมือง ในลักษณะ เช่นนี้”

ดร.อนันต์ กล่าวต่อว่า ข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า ด้วยพลังของ พี่น้องประชาชนนั้น แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมที่จะใช้ พลัง ของ ประชาชน ทำทุกหนทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ บริสุทธิ์และไม่ต้องโทษ ตามกระบวนการยุติธรรม ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิเสธ และกล่าวหาว่า ยุติ ความเป็นธรรม

*** เชื่อมุ่ง กดดันเบื้องสูง – พร้อมใช้ มวลชนปะทะ เพื่อประโยชน์ ตัวเอง ***


นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่า มีคนวิเคราะห์ว่า เป็นความพยายาม กดดันสถาบันสูงสุด ว่าถ้าไม่ให้ ก็จะเอา พี่น้องประชาชน มากดดัน ซึ่ง ดร. อนันต์ กล่าวตอบว่า “อาจารย์เจิมศักดิ์ พูด ในสิ่งที่ผม ไม่ยอมพูด” และว่า สิ่งที่น่าสนใจ คือในวันนั้น มีการตั้งโต๊ะ ล่ารายชื่อประชาชน ด้วย เราต้องมา คิดว่า เพื่อวัตถุประสงค์ใด ถ้าล่ารายชื่อ เพื่อร่วมกัน ถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษ ให้ผู้ต้องคำพิพากษา จำคุก ก็ผิดประเพณี เพราะ คนที่ ต้องคำพิพากษา และอยู่ในคุกแล้ว จึงจะถวายฎีกา ด้วยตนเอง ไม่ใช่ ใช้เสียงของประชาชน มาถวายฎีกา

“การใช้เสียง ของประชาชนนั้น ทำได้ แต่ไมใช่กรณี ที่ทำให้ผู้ต้องโทษแบบนี้ นับว่าผิดประเพณี แต่ถ้าเราติดตาม พฤติกรรม คุณทักษิณ ตลอด เราก็เห็นว่า คุณทักษิณ ชอบแหวกประเพณี ไม่ทำตามประเพณี ไม่รักษา กระบวนการ ตามกฎหมาย ทั้งที่ คุณทักษิณ ชอบพูดว่า ตนเอง เป็นคนรักษา กฎกติกา แต่ต้องเป็น กฎกติกา ที่คุณทักษิณ กำหนดเอง และเป็นประโยชน์ ต่อตัวเขา เท่านั้น”

ดร. อนันต์ กล่าวต่อว่า ถ้าจะถวายฎีกา ต้องมารับโทษ ระยะเวลาหนึ่ง จนเกิดสำนึกได้ และขอพึ่งพระบารมี คิดว่า สังคมไทย ให้อภัยได้ สำหรับ คนที่สำนึก และ ขออภัย แต่สำหรับโจร ที่ไม่สำนึก สงคมไทย ให้อภัยไม่ได้

แต่ถ้าใช้วิธีการเข้าชื่อ คำ ว่าด้วยพลังประชาชน นั้น สามารถ ตีความได้มากมาย อาจล่าชื่อ หรืออาจ ตีความสุดโต่ง คือ ใช้กำลัง พี่น้องประชาชน มาแลกเพื่อให้ พ.ต.ท. ทักษิณ กลับเข้าไทย โดยไม่ต้องถูกจำคุก โดยที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่สนใจกระบวนการ ขอเพียงแค่ใช้ พลังพี่น้องประชาชน แม้พี่น้องประชาชน ต้องไปปะทะกับอีกฝ่าย พ.ต.ท. ทักษิณ ก็คิดว่า มันก็คุ้ม เพื่อแลกกับตัวเอง

*** แอบอ้าง “ราชประชาสมาสัย” เพื่อส่วนตัว ***


ส่วนคำว่า “ราชประชาสมาสัย” นั้น ตีความว่า ทั้ง พ.ต.ท. ทักษิณ และ นายวีระ เตรียมกันมาอย่างดี มีการ เตรียมคำถาม เตรียมคำตอบ อย่างดี เมื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ บอกว่า หมายพึ่ง พระบารมี นายวีระ ก็ยกเอาคำว่า ราชประชาสมาสัย ขึ้นมา โดยที่ นายวีระ บอกว่า ในสังคมไทย มีศัพท์อยู่คำหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้ว ในภาษาไทย แต่เดิมไม่มีคำๆ นี้ แต่เป็นคำ ที่เพิ่งคิดขึ้น กันไม่นาน จำได้ว่าคิดขึ้น สมัยที่ เรารวมตัวกันต้าน พ.ต.ท. ทักษิณ ก่อน การปฏิวัติ แล้วเรียก ประชาสมาสัย เป็นการเรียก คนกลุ่มหนึ่ง ที่ไปรวมตัวกัน ไม่มีความหมาย เฉพาะ แต่กรณีนี้ นายวีระไปตีความเอาเองว่า “สมาสัย” เป็นการร่วมกัน ราช กับ ประชา คือ พระราชา ร่วมกับ ประชาชน

“คุณวีระ ต้องการแก้ปัญหาส่วนตัว ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยอาศัย “ราช” กับ “ประชา” มาแก้ไขปัญหา ให้กับบุคคลคนหนึ่ง ก็ตีความ แบบนี้ได้” ดร. อนันต์กล่าว

*** ตำหนิ การใช้อำนาจในหลวง กลับบอก “เย็นศิระ เพราะพระบริบาล” ***


ส่วนที่ พ.ต.ท. ทักษิณ บอกว่า รู้สึกขนลุก เหมือนที่บอกว่า เย็นศิระ เพราะพระบริบาล นั้น ดร. อนันต์ กล่าวว่า ไม่ได้เข้ากันเลย เย็นศิระ เพราะพระบริบาล หมายความว่า ประชาชนทั้งประเทศ รู้สึกอยู่เย็นเป็นสุข ภายใต้ร่มพระบารมี ในธรรมิกราชา

แต่ธรรมิกราชา ที่จะปกแผ่ เพื่ออำนวย ให้ประชาชน เย็นเศียรเกล้า นั้นหมายความว่า ธรรมิกราช ผู้นั้น ย่อมตัดสินคดี โดยยุติธรรม และ การตัดสินคดี โดยยุติธรรม ย่อมต้องลงโทษ คนที่กระทำความผิด แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ยังไม่รับผิด แล้วจะบอกว่า ตนนั้น จะ เย็นศิระ เพราะ พระบริบาล ได้อย่างใด

แต่ก่อนเก่า ในสมัยที่เราอยู่ ภายใต้ระบอบที่ อำนาจรวมศูนย์ พระมหากษัตริย์ เป็นผู้ครองอำนาจ ในการตัดสินคดี เป็นผู้ดัดคดีโดยธรรม แม้หลังจากที่ เราเปลี่ยนแปลง การปกครองแล้ว เป็นประชาธิปไตย เรายังเลือกใช้ ประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข การใช้อำนาจของ พระมหากษัตริย์ ทางตุลาการนั้น ใช้โดยผ่าน องค์กร คือ ศาล เพราะฉะนั้น คณะผู้พิพากษา จึงพิพากษาคดี ต่างๆ ตาม พระปรมาภิไธย

ดังนั้น เมื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ กล่าวตำหนิ กระบวนการยุติธรรม ว่า ยุติความเป็นธรรม เท่ากับ หมิ่นประมาท กระบวนการ ทั้งหมด ทั้งองค์กร แห่งอำนาจ เจ้าของอำนาจคือ ประชาชนอย่างเรา รวมไปถึง ผู้ใช้อำนาจตุลาการ ด้วย ต้องอย่าลืมว่า ประชาชนเป็น เจ้าของอำนาจ อำนาจตุลาการ คือหนึ่งใน อำนาจของประชาชน ทั้งสาม องค์กรแห่งอำนาจ คือ ศาล ผู้ใช้อำนาจ คือ พระมหากษัตริย์

*** บังอาจใช้ พราหมณ์ทำพิธี ***


นอกจากนี้ ในวันที่ 1 พ.ย. มีการทำ พิธีพราหมณ์ ที่ สนามราชมังคลา กีฬาสถาน ก่อนการปราศรัย ด้วย ซึ่ง ดร. อนันต์ กล่าวว่า ค่อนข้างตกใจ ที่มี การทำพิธีพราหมณ์ ขณะที่มีการเคลื่อนไหว ทางการเมือง และพราหมณ์ ที่เชิญมาทำพิธี เป็นพราหมณ์ในราชสำนัก เป็นเรื่องที่น่าตกใจ เพราะ โดยปกติ ตามธรรมเนียม แต่โบราณกาล การทำพิธีพราหมณ์ จะเกิดในพระราชพิธีเท่านั้น ไม่เคยมี ในเรื่องที่เกี่ยวกับ การเมือง เลย พิธีเกี่ยวกับ พราหมณ์ และเชื่อมโยง บริบททางการเมือง ไม่ใช่สามัญชน


ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2551 15:28 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000131302


พิมพ์ ข่าวนี้ นักภาษา ชำแหละ “โฟนอินแม้ว” ตรรกะส ุดเพี้ยน – โกหก อ้อนสาวก


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: