Accom Thailand

November 27, 2008

สมาคมผู้ประกอบการกิจการฮัจย์ ยื่นหนังสือต่อ ก.วัฒฯ ช่วยเหลือ ชาวไทยมุสลิม และ ประเทศเพื่อนบ้าน


สมาคมผู้ประกอบการกิจการฮัจย์
ยื่นหนังสือต่อ ก.วัฒฯ
ช่วยเหลือชาวไทยมุสลิม
และ ประเทศเพื่อนบ้าน


สมาคมผู้ประกอบการกิจการฮัจย์ ยื่นหนังสือต่อ กระทรวงวัฒนธรรม ช่วยเหลือชาวไทย มุสลิม และประเทศเพื่อนบ้าน ที่จะเดินทางไปแสวงบุญ ที่ ประเทศ ซาอุดิอาระเบีย ที่ยังตกค้างอยู่กว่า 3 พันคน พร้อมยื่นข้อเสนอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการต่อไป


นายอนุรักษ์ วันแอเลาะ เลขาธิการ สมาคมผู้ประกอบการกิจการฮัจย์ พร้อมผู้ประกอบการ ฮัจย์ประมาณ 10 คน เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะ ประธานคณะกรรมการ ส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ขอให้ช่วยเหลือ การเดินทางไป แสวงบุญ ของชาวไทยมุสลิม ซึ่งจะเริ่มขึ้น ในวันที่ 7 ธันวาคมนี้


ซึ่งประเทศซาอุดิอาระเบีย กำหนดการเดินทางของ ผู้แสวงบุญจากทั่วโลก ซึ่งต้องเดินทางถึง ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ ในเวลา 24.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่สถานการณ์ในประเทศไทย ที่เกิดขึ้น ขณะนี้ ส่งผลให้ พี่น้องชาวไทยมุสลิม จำนวนกว่า 2,000 คน ไม่สามารถเดินทาง ไป ประกอบพิธีฮัจย์ ในปีนี้ได้

ทั้งนี้ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางออกโดยยื่นขอเสนอ 3 ข้อ คือ

1. ขอให้เปิดสนามบินใดสนามบินหนึ่งเพื่อให้เครื่องบินส่งผู้แสวงบุญไปประกอบพิธีฮัจย์ ซึ่งผู้ประกอบการพร้อมจะ อำนวยความสะดวก ผู้แสวงบุญ เดินทางไปขึ้นที่ สนามบินนั้นๆ

2. ขอให้สายการบินไทยที่บินที่อยู่ ต่างประเทศมารับผู้แสวงบุญไป ซาอุดิอาระเบีย โดยสามารถนำตั๋วเครื่องบินเดิม หรือปรับเปลี่ยน ออกเป็น ตั๋วเครื่องบินใหม่ ให้ และ

3. ขอให้ ทางการ ซาอุดิอาระเบีย เลื่อนเวลา ปิดรับผู้แสวงบุญ ออกไปอีก 1-2 วัน เพื่อช่วยเหลือผู้แสวงบุญ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

นายอนุรักษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับปีนี้ไทยได้รับการตอบรับจาก ทางการซาอุดิอาระเบีย ให้ผู้เดินทางไป ประกอบพิธีฮัจย์ทั้งสิ้น 15,000 คน ซึ่งได้ทยอยเดินทาง ไปแล้วกว่า 13,000 คน ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม และยังตกค้างอยู่ เนื่องจาก สถานการณ์การเมือง และการปิดสนามบิน นานาชาติสุวรรณภูมิ

นอกจากนี้ยังมีผู้แสวงบุญประเทศเพื่อนบ้านที่มาขอวีซ่า และขึ้นเครื่องที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ อีกว่า 1,000 คน ประกอบด้วย กัมพูชา เวียดนาม และพม่า โดยผู้แสวงบุญทุกคนได้จ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักไว้แล้วประมาณคนละ 40,000 บาท

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ : 27 พฤศจิกายน 2551 ผู้สื่อข่าว : ผู้สื่อข่าว : มาลี ไชโย Rewriter : พรภัสสร ปิ่นสกุล
http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255111270296&tb=N255111&showpic=1&position=6075&pn=Hotnews-255111270296.jpg


พิมพ์ ข่าวนี้ สมาคมผู้ประกอบการกิจการฮัจย์ ยื่นหนังสือต่อ ก.วัฒฯ ช่วยเหลือชาวไทยมุสลิม และ ประเทศเพื่อนบ้าน

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

กองทัพบก ระบุ รัฐบาล ต้องรับผิดชอบ เหตุการณ์ หลังปฏิเสธข้อเสนอยุบสภา


โฆษกกองทัพบก ระบุ
รัฐบาล ต้องรับผิดชอบเหตุการณ์
หลังปฏิเสธข้อเสนอยุบสภา


พันเอก สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ระบุ ข้อเสนอ ของ คณะกรรมการ ติดตามสถานการณ์ร่วม หรือ คตร. ทั้ง 4 แนวทาง เป็นแนวทาง ที่เหมาะสมที่สุด โดยความเห็นทั้งหมด เป็นมติของที่ประชุม ไม่ใช่ความเห็นจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เพียงผู้เดียว

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ในประชุม คตร. ได้มีคนเสนอให้ ทางทหารทำการ ปฏิวัติรัฐประหาร จริง แต่ผู้บัญชาการทหารบก ได้ยืนยันกลับไปว่า การยึดอำนาจ นั้น จะไม่ทำให้อะไรดีขึ้น มิหนำซ้ำ ยังจะทำให้สถานการณ์ ในบ้านเมืองรุนแรงมากขึ้น


ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอ จะต้องจัดประชุม คตร. ใหม่ เพื่อชี้แจงให้ ทุกคนได้ทราบว่า รัฐบาลไม่เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอ ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่อจากนี้ไป รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น


นอกจากนี้ ผบ.ทบ. ในฐานะ รองผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. ได้ประสานไปยังหน่วยงาน ด้านความมั่นคง ระดับภาค และระดับจังหวัดทุกจังหวัด ให้มีการติดตาม และป้องกันไม่ให้กลุ่มคน ที่มีความคิดเห็นต่างกัน มาเผชิญหน้าไปสู่ ความรุนแรง

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ : 27 พฤศจิกายน 2551 ผู้สื่อข่าว : เณริศา ชัยศุภมงคลลาภ Rewriter : เณริศา ชัยศุภมงคลลาภ
http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255111270316&tb=N255111&showpic=1&position=6076&pn=Hotnews-255111270316.jpg


พิมพ์ ข่าวนี้ โฆษกกองทัพบก ระบุ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เหตุการณ์หลังปฏิเสธ ข้อเสนอยุบสภา

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ทักษิณ ซ่องสุ่มกำลัง 2 ฝ่าย ‘ทหาร-เสื้อแดง’ รอวันแตกหัก – ชี้ ‘อนุพงษ์’ ไม่ปฏิวัติ กลัวเสียรู้ ‘แม้ว’


ทักษิณ ซ่องสุ่มกำลัง 2 ฝ่าย ‘ทหาร-เสื้อแดง’ รอวันแตกหัก –
ชี้ ‘อนุพงษ์’ ไม่ปฏิวัติ กลัวเสียรู้ ‘แม้ว’


ถอดรหัสแถลงการณ์ ‘ทักษิณ’ ส่งสัญญาณกลับมาใหญ่ ตั้งเป้า ‘นายกฯ’ เท่านั้น หวังคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ พุ่งเป้า ‘แก้กฎหมาย – เขียน รธน.ใหม่ – ล้มสารพัดคดีปัญหา’
551000015088101

ฟันธงวาทะร้อน – หมิ่นสถาบันฯ มุ่งปลุกกระแส ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยกำลังพล 2 ฝ่าย ชี้ฝ่ายทหารแกนหลังปฏิวัติยึดอำนาจ ขณะเดียวกัน ส่งสัญญาณให้ ขบวนการเสื้อแดง ยืนหยัดพิทักษ์ ‘ทักษิณ’ ไม่สนใจ ฝ่ายต่อต้าน แม้จะก่อสงครามประชาชน ก็ตาม ขณะเดียวกัน แย้มชื่อศัตรู เพียงอดีตทูต ตัวการถูกถอนวีซ่า หวังป่วน ก่อนเปิดศัตรูตัวจริง เมื่อขุมกำลังพร้อมรบ

เผยเหตุ ‘อนุพงษ์’ ตัดสินใจช้า ต่อการปฏิวัติ เพราะกลัวเสียรู้แม้ว!

เครื่องมือหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นอาวุธสำคัญและ เชี่ยวชาญที่สุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ด้านการตลาด ระดับพระกาฬ ก็คือ “วาทศิลป์” โดยเฉพาะ ในระยะหลัง ที่เครื่องมือดังกล่าว ถูกนำมาใช้บ่อยครั้ง และเมื่อเกิดปฏิกิริยาใดๆ ขึ้นต่อ ครอบครัวชินวัตร พ.ต.ท.ทักษิณ และพลพรรค ก็จะมาปรากฏตัว เพื่อโต้ตอบ อย่างทันควัน


โดยเฉพาะเมื่อ ครอบครัวชินวัตร ถูกถอนวีซ่า จึงปรากฏการณ์โต้กลับ ในทันที ตามรายงานข่าวเมื่อวันที่ 24 พ.ย.จาก เว็บไซต์ www.arabianbusiness.com หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ อาระเบียน บิวสิเนส ซึ่งตีพิมพ์ที่ เมืองดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้รายงาน บทสัมภาษณ์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนี้


“ประเทศอังกฤษ ที่ถอนวีซ่าเข้าประเทศของตนเอง และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยาว่า ประเทศอังกฤษ จะต้องรู้สึกเสียใจที่ถอนวีซ่า เพราะไม่เคารพค่านิยมประชาธิปไตยของตัวเอง อังกฤษต้องเข้าใจ คำว่าค่านิยมประชาธิปไตย ให้ดีกว่านี้ แต่โชคร้ายที่ทางอังกฤษ มัวแต่ยุ่ง เรื่องตัวเอง เลยลืมค่านิยมประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ขอปฏิญาณว่า จะกลับมาแก้ปัญหาประเทศไทย อีกครั้ง เพราะขณะนี้ประเทศไทย ตกต่ำลงมาก ไม่เหลือความมั่นใจอีกแล้ว ความไว้ใจ ระหว่างประชาคมนานาชาติ ก็ไม่มีเหลืออยู่เลย คนยากจนในชนบท กำลังลำบาก แต่มั่นใจว่า จะสามารถนำความมั่นใจ กลับสู่ประเทศไทยได้ หากได้เข้ามาบริหารประเทศไทย อีกครั้งหนึ่ง”

ดังนั้น เมื่อพิจารณาวาทะร้อนของอดีตนายกฯท่านนี้แล้วจะพบว่าล้วนอยู่ในเชิงหมิ่นเหม่และสร้างความงุนงงสงสัยต่อสังคมอย่างยิ่ง อาทิ การอ้างถึง “ผู้บารมีนอกรัฐธรรมนูญ” หรือเมื่อครั้งการโฟนอินใน “รายการความจริงวันนี้สัญจร” ณ สนามราชมังคลากีฬาสถานกับ ประโยค “ไม่มีใครที่จะเอาผม กลับประเทศไทยได้หรอก นอกจาก พระบารมี ที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของ พี่น้องประชาชน ทุกท่าน จริงไหมครับ” ซึ่ง ผู้คนในสังคม ล้วนต้องการ คำชี้แจงและ ไขเรื่องราวดังกล่าว ว่ามีการแฝงนัย และหวังบรรลุเป้าหมายใด แม้ว่าภาพที่ออกมานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะแสดงออกต่อ สาธารณะชน ว่า มีความจงรักภักดี และอ่อนน้อม ต่อสถาบันอย่างสูง มาโดยตลอดก็ตาม


‘วาทะร้อน’ คลุมเครือเพื่อดึงดูด


แหล่งข่าว อดีตนักเคลื่อนไหว งานด้านมวลชน ได้ประเมินว่า ทุกคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เมื่อพิจารณาอย่างแท้จริง จากตัวตนของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว จะพบว่ามีความเป็น ทุนนิยมอย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ที่ผู้ยึดมั่นในทางดังกล่าว จะแปรเปลี่ยน หรือล้มเลิกความตั้งใจ ในเป้าหมาย ที่วางไว้


“คนอย่าง อดีตนายกฯ ที่ผ่านมา ก็มีการพูดถึง สถาบันมาโดยตลอด แม้ว่าจะพูดด้วย ท่าทีที่อ่อนน้อมและ ดูเหมือน มีความจงรักภักดี ก็ตาม แต่เนื้อความ ในระยะหลัง ทั้งการโฟนอิน หรือให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวต่างประเทศที่ ดูไบ สร้างความสงสัยต่อสังคม อย่างมาก และด้วยความที่เป็น ทุนนิยม จึงทำให้มองได้ว่าเป็น ผู้ที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ต้องการเพียงบรรลุเป้าหมาย ที่ตั้งไว้โดยไม่สนใจว่า ใครจะได้หรือเสีย”

ดังนั้น แม้ภายนอก พ.ต.ท.ทักษิณ จะดูอ่อนน้อมก็ตาม แต่ก็เป็นการพยายาม ตี 2 หน้า มาโดยตลอด เพราะทุกความเคลื่อนไหว ไม่สามารถที่จะ เชื่อได้ เพราะกลไกลในมือ อย่างรัฐบาล และฝ่ายสนับสนุน กลุ่มต่างๆ ก็มีความเคลื่อนไหวอยู่โดยตลอด แม้ว่าจะเคยมีการประกาศ “วางมือ ทางการเมือง” ในช่วงหลัง การรัฐประหาร ก็ตาม

นอกจากนี้ แหล่งข่าวฯ ยังประเมินสถานการณ์ ที่เชื่อมโยงผ่านคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในหลายครั้งว่า มีความเป็นไปได้ เพื่อต้องการสร้าง ความสนใจ ต่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มวลชนในฝ่ายตน และสื่อต่างประเทศ ทั้งคำพูดที่ว่า

“ผมต้องพูดกับ คนที่ยังรักและ ศรัทธาผม ผมต้องพูดให้เขาฟัง และคราวหน้า คงจะต้องพูดให้ยาวขึ้น และคงต้องเปิดเผยชื่อ ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะเขา ไล่ผม แบบนี้แล้ว มันมากไปแล้ว”

รวมถึง การที่ จักรภพ เปิดเผยถึงเบื้องหลัง การถอนวีซ่า จากประเทศอังกฤษ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และภรรยา ในรายการ “ความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 3” ที่วัดสวนแก้วว่า

“การถอนวีซ่าเป็นการแหวกประเพณี นับ 100 ปี ของอังกฤษ เบื้องลึกเกิดจากการเจรจา ระหว่าง ไทยกับอังกฤษ โดยมี อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศ ของไทย คนหนึ่งรับปากจะดูผลประโยชน์ ที่ดินในจังหวัดภูเก็ต แลกเปลี่ยนกับ การสร้างความอัปยศ ให้ พ.ต.ท. ทักษิณ กรณี วีซ่าเราจะร่วมแก้ปัญหาได้ และขอให้มั่นใจว่า จะไม่ลามไปสู่ การเพิกถอนวีซ่า ในประเทศอื่น”

โดยจะพบว่าคำอธิบาย จาก จักรภพ นั้นเป็นเพียงคำอธิบาย ที่คลุมเครือและ ปราศจากหลักฐานข้อเท็จจริง รวมถึงการไม่ยอมเปิดเผย ถึงชื่อของ อดีตทูตผู้นั้น รวมถึงยังไม่ชี้ชัดถึง ผู้ที่ได้ผลประโยชน์ว่า เป็นผู้ใดที่ได้ประโยชน์ จากการถือครองที่ดิน บนเกาะภูเก็ต การอ้างอิงดังกล่าว จึงปราศจาก น้ำหนักอย่างมาก การพูดจึงเป็นเพียง สร้างความสนใจต่อประชาชนเท่านั้น เพื่อรอเปิดไพ่ตาย ในท้ายที่สุดเท่านั้น

รัฐบาล ส่ง นปช.ชน พธม.


ขณะที่ ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะใช้เครื่องมือ ที่มีอยู่ภายในประเทศ ในการเคลื่อนไหว ทางการเมือง ทั้ง รัฐบาลและ แนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

จริงอยู่ที่ รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีบทเรียนครั้งใหญ่ จากเหตุการณ์ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา การเดินเกมจึงค่อนข้างละมุนละม่อม ในเปลือกนอก ทว่า เครื่องมืออื่นๆ ก็ยังถูกใช้เพื่อตอบโต้กับ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ด้วยเครื่องมือชิ้นสำคัญ อย่าง นปช. ทั้งนี้ เพื่อประวิงเวลา ให้ดำรงสถานะ รัฐบาลให้ยาวนานที่สุด นั่นเอง

“รัฐบาลพยายามประวิงเวลา ในการบริหารงานให้นานที่สุด ด้วยการพยายามหลีกเลี่ยง การเผชิญหน้าทุกรูปแบบ ขณะที่ พันธมิตรเอง ก็พยายาม ปิดเกมเร็ว รัฐบาล เช่นกัน ดังนั้น นปช. จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือ ในการตอบโต้ พันธมิตรฯ นั่นเอง” ศิริโชค ระบุ

เมื่อ รัฐบาลอันเป็นเป้าหมายหลัก ของ พันธมิตรฯ ยังไม่แสดงท่าทีใดๆ อย่างชัดเจน ทุกอย่างจึงอยู่ใน ภาวะสุญญากาศ และไร้ทางออก ดังที่เป็นอยู่

จุดเชื้อ ‘สงครามประชาชน’


ศิริโชค ประเมินต่อว่า แม้ว่าหลายฝ่าย จะมองว่า จุดจบในแนวทางสันติวิธี ด้วยการเปิดโต๊ะเจรจา ประกาศยุบสภา – ลาออก นั้น ยังไม่มีทีท่า ว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งแนวทางหนึ่งอย่าง เช่น การรัฐประหาร จึงถูกจับตามองมากขึ้น เนื่องจากมีความพยายาม ในการเพิ่มอุณหภูมิร้อน ทางการเมือง จากการ โฟนอิน ครั้งล่าสุดนั่นเอง


จากการโฟนอิน ดังกล่าวทำให้เชื่อว่า มีความพยายาม ที่จะก่อให้เกิด ความวุ่นวาย โดยเจตนาใช้ 2 ปัจจัยสำคัญ ก็คือ


1. การชักจูงให้ประชาชนเลือกข้าง จนนำไปสู่ การปะทะกัน ระหว่างมวลชน สีเหลือง-สีแดง และเมื่อ เกิดความวุ่นวายขึ้น ก็จะนำไปสู่การยุติ สถานการณ์ ดังกล่าว จากฝ่ายความมั่นคง อย่างกองทัพ จึงจำเป็นต้องออกมา ห้ามทัพ ซึ่งก็ต้องจับตาดูว่า หากมีการรัฐประหารขึ้นจริง ทหารที่ ก่อการ จะเป็นทหาร ของฝ่ายใด เพราะเชื่อว่า มีการเตรียมปัจจัย ที่

2. ไว้แล้ว ก็คือการเตรียมระดม กำลังทหาร ในฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อทำการรัฐประหาร นั่นเอง

“การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั่นมีเจตนาชัดเจนว่า ต้องการให้ ประชาชนเลือกข้าง โดยเฉพาะ ข้างสีแดง เพื่อบีบบังคับให้เกิด สงครามประชาชน และ เมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ก็จะนำเข้าสู่ การรัฐประหาร และอาจมีการใช้กำลัง ของฝ่ายตนเข้าทำการ” ศิริโชค ระบุ

ทักษิณ ตั้งเป้า นายกฯ แก้ รธน.สางปัญหา


ขณะที่ แหล่งข่าวภายใน วิปรัฐบาล ก็ประเมินถึง เป้าหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ จากคำประกาศ ในรายงานข่าว ครั้งล่าสุด ที่ว่า

“ถ้าผมได้เข้ามาบริหารประเทศ จะนำความมั่นใจ กลับสู่ประเทศไทยได้ นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมผมต้องกลับไป เล่นการเมือง เราจะต้องหา กลไก ที่จะทำให้ ผมกลับได้ อย่างไรก็ตาม การจะกลับประเทศได้ ก็ต่อเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่า มีความจำเป็น และ ประชาชนต้องการ ผมคิดว่า ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับ ประชาชน ถ้าพวกเขารู้สึกว่าลำบากมาก และเรียกร้องให้ผมกลับ ผมจะกลับ

ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรู้สึกว่า ผมมีประโยชน์ ผมก็จะกลับไป และพระองค์อาจจะ ทรงอภัยโทษ ให้ผม แต่ถ้า พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่า ผมช่วยอะไรไม่ได้ และประชาชน ไม่ต้องการผม ผมจะอยู่ที่นี่ และทำธุรกิจต่อไป” อดีตนายกฯ กล่าว

จากวาทะข้างต้นจึงแสดงให้เห็น อย่างชัดเจนว่า เป้าหมายสุดท้ายของ อดีตนายกฯ ก็คือ การกลับคืนสู่ประเทศไทย และมิใช่ เพียงการกลับในฐานะ พลเมืองธรรมดา หากแต่เป็นตำแหน่ง ที่มีความสำคัญ ในงานบริหารราชการ ซึ่งก็คือ “ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี” นั่นเอง

และเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถกลับมา ดำรงตำแหน่งเดิมได้ การจัดการกับ ปัญหาทุกอย่าง รวมถึงคดีความทุกเรื่อง ก็สามารถทำได้ ในหลายรูปแบบ ทั้ง การยกเลิกคำสั่งประกาศ ของคปค. เพื่อล้มคดี ที่ทำโดย คณะกรรมการ ตรวจสอบ การกระทำที่ก่อให้เกิด ความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) การยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับ ปี 50 ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใช้แทน หรือ การออกพระราชบัญญัติ เพื่อนิรโทษกรรม เป็นต้น

‘อนุพงษ์’ หวั่นเข้าล็อค ‘ทักษิณ’


อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินความเป็นไปได้ของ การเกิดรัฐประหาร ในยุคของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้อำนวยการ กองรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจาก แหล่งข่าว วิปรัฐบาล ประเมินว่า การที่ พล.อ. อนุพงษ์ ในอดีต ครั้งยัง ดำรงตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 1 และเข้าร่วม การรัฐประหาร กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อ 19 ก.ย. 49 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ กองทัพ เอง ก็ยังมีความกังวลว่า การรัฐประหาร ไม่อาจเป็นทางออก ที่แท้จริงของประเทศ และอาจล้มเหลว เหมือนเช่นในอดีต

“เท่าที่ประเมิน ก็เชื่อว่า พล.อ.อนุพงษ์ ค่อนข้างมีความกังวลใจ ต่อการรัฐประหาร ซึ่งหากก่อการจริง สุดท้าย ก็อาจจะล้มเหลว เหมือนสมัย 19 ก.ย. 49 ที่ผ่านมา กองทัพจึงอยู่ใน กรมกอง และพยายาม ประคองสถานการณ์ เท่านั้น”

ดังนั้น เมื่อ คมช. ประสบความล้มเหลว จึงคาดว่า การหาทางแก้วิกฤตประเทศ ด้วยแนวทางดังกล่าว จึงเป็นเรื่องยากและ จบที่ “การเมือง แก้ด้วย การเมือง” ตามคำของ พล.อ. อนุพงษ์ นั่นเอง

นอกจากนี้ฝ่ายทหาร ก็ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ รักษากติกาของ ระบอบประชาธิปไตย เมื่อมีความผิด ก็ต้องรับผิด ไม่ใช่พยายาม ที่จะใช้ จำนวน ของ ฝ่ายสนับสนุน หรือพวก เสื้อแดง เป็นเครื่องมือ ในการแก้ไขปัญหา โดยให้คนกลุ่มนี้ออกมา ชนกับ ฝ่ายพันธมิตร เพื่อให้เกิดความรุนแรง จนถึง ขั้น ทหารต้องนำกำลังออกมา ปฎิวัติ เพราะหากเป็นเช่นนี้ เครือข่ายทักษิณ รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องใช้เหตุการณ์ ความรุนแรง ครั้งนี้ ประกาศให้ ชาวโลก ได้รับรู้ถึงความไม่ปลอดภัย ของตัวเอง

“ผบ.ทบ. เข้าใจอย่างละเอียด จึงพยายามที่จะใช้ วิธีการตามระบอบประชาธิปไตย จัดการกับ ปัญหาความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้น และไม่ให้ พันธมิตร ทำอะไรเลยเถิด ไปกว่านี้ โดยเลือกที่จะให้ มีการยุบสภาเกิดขึ้น เพื่อให้ทุกฝ่ายกลับไป เริ่มต้นใหม่”

โดยฝ่ายพันธมิตร ก็ต้องทำงานหนัก ที่จะสร้างความเข้าใจ กับประชาชน ในทุกระดับ ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ในการเลือก เครือข่ายทักษิณ และ ต้องหา วิธีการเปลี่ยนแปลงให้ประชาชน หันมาเลือกพรรค ที่พันธมิตรเชื่อว่าดีที่สุด ในขณะนี้ เพื่อให้ฝ่ายเครือข่ายทักษิณ แพ้ ตามกติกา ประชาธิปไตย

“นี่เป็นโจทย์ข้อใหญ่ ที่ พันธมิตรต้องแก้ และพรรคพลังประชาชนเอง ก็ต้องไปตามกติกา ที่ต้องรอคำตัดสิน ของศาลรัฐธรรมนูญ “

ภายหลัง พล.อ. อนุพงษ์ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ เรียกประชุม หัวหน้าส่วนราชการ ระดับกระทรวง ทบวง กรม หรือ เทียบเท่า นายกสมาคม ทุกสาขาอาชีพ รวมถึง อธิการบดีทุกมหาวิทยาลัย เสนอทางออก เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ตึงเครียด

ด้วยการยื่นข้อเสนอ 4 ประการ คือ

1. การใช้แนวทาง ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ตามหลักการ ในระบอบประชาธิปไตย
2. กองทัพจะไม่แก้ปัญหา โดยใช้ความรุนแรง
3. เรียกร้องให้ รัฐบาลตัดสินใจยุบสภา เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ และ
4. พันธมิตรฯ ต้องสลายการชุมนุม ในทันที

สถานการณ์ทางการเมือง ได้ทวี ดีกรีร้อนขึ้น หลังจาก การประกาศ ดับเครื่องชน ของ พันธมิตรฯ เพื่อยุติการทำงาน ของ รัฐบาล ประกอบกับ การปลุกระดมจาก ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเท่ากับว่า เป็นสถานการณ์ สร้างความเป็นห่วงต่อสังคม อย่างมาก และได้แต่ ภาวนาให้ รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เลือกแนวทางที่ ผู้บัญชาการทหารบก เสนอแนะ ซึ่งจะช่วยยุติ ความขัดแย้งของ สังคม ในขณะนี้ได้

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2551 08:31 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000140256


พิมพ์ ข่าวนี้ ทักษิณซ่องสุ่มกำลัง 2 ฝ่าย ‘ทหาร-เสื้อแดง’รอวันแตกหัก-ชี้’อนุพงษ์’ไม่ปฏิวัติกลัวเสียรู้ ‘แม้ว’

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“สัตว์นรก” ยังไม่เลิกราวี ยิงถล่มพันมิตรฯ ที่แยกมิสกวัน


“สัตว์นรก” ยังไม่เลิกราวี ยิงถล่ม พันมิตรฯ ที่ แยกมิสกวัน


สัตว์นรก ยังไม่เลิกลอบกัด กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปักหลักกันอยู่ โดยรอบทำเนียบรัญบาล ล่าสุด ซุ่มใช้ปืนยิงถล่มใส่ กลุ่มผู้ชุมนุมที่ แยกมิสกวัน อีกหลายสิบนัด จนรถขนผู้ต้องหา ของตำรวจ ที่จอดอยู่หลัง บช.น. ถูกกระสุนเสียหาย แต่โชคดี ที่ไม่มีใครถูกยิงเจ็บ

เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้ให้ดูรภ??กระสุนบนรถควบคุมผู้ต้ภ??หา

เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้ให้ดูรอยกระสุนบนรถควบคุมผู้ต้องหา

จากการตรวจสอบบริเวณดังกล่าวพบว่า รถควบคุมผู้ต้องหาของสถานีตำรวจใน จ.ชัยภูมิ ที่จอดอยู่ด้านหลังรั้ว บช.น. ถูกกระสุนปืนยิงจนกระจกแตก และมีรอยกระสุนปืนตามตัวถังรถหลายสิบนัด นอกจากนี้ ที่พื้นยังพบปลอกกระสุนปืนไม่ทราบชนิดตกอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวม ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อนำไปตรวจสอบต่อไป

ต่อมา ร.อ. สุประดิษฐ์ เปล่งฉวี สารวัตรทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ บริเวณใกล้เคียง เข้าพบ พล.ต.ต. เอกรัตน์ พร้อมแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ทางด้าน กลุ่มพันธมิตรฯ ได้โทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่า มีคนร้ายกลุ่มหนึ่งอยู่ ภายในอาคารของ กระทรวงศึกษาธิการ ใช้อาวุธปืน และระเบิด ยิงถล่มเข้าไปใน กลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณ ถนนพิษณุโลก

โดยเบื้องต้น ทางกลุ่มพันธมิตรฯ เข้าใจว่า เป็นการกระทำของ ตำรวจ ขอให้ทางทหารเข้าไปตรวจสอบ ภายในอาคารของ กระทรวงศึกษาฯ แต่ทาง ทหารไม่สามารถ เข้าตรวจสอบได้ เนื่องจากเป็น สถานที่ราชการและ อยู่ในที่มืด

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2551 05:47 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000140244


พิมพ์ ข่าวนี้ “สัตว์นรก” ยังไม่เลิกราวี ยิงถล่มพันมิตรฯ ที่แยกมิสกวัน

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Create a free website or blog at WordPress.com.