Accom Thailand

November 27, 2008

ทักษิณ ซ่องสุ่มกำลัง 2 ฝ่าย ‘ทหาร-เสื้อแดง’ รอวันแตกหัก – ชี้ ‘อนุพงษ์’ ไม่ปฏิวัติ กลัวเสียรู้ ‘แม้ว’


ทักษิณ ซ่องสุ่มกำลัง 2 ฝ่าย ‘ทหาร-เสื้อแดง’ รอวันแตกหัก –
ชี้ ‘อนุพงษ์’ ไม่ปฏิวัติ กลัวเสียรู้ ‘แม้ว’


ถอดรหัสแถลงการณ์ ‘ทักษิณ’ ส่งสัญญาณกลับมาใหญ่ ตั้งเป้า ‘นายกฯ’ เท่านั้น หวังคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ พุ่งเป้า ‘แก้กฎหมาย – เขียน รธน.ใหม่ – ล้มสารพัดคดีปัญหา’
551000015088101

ฟันธงวาทะร้อน – หมิ่นสถาบันฯ มุ่งปลุกกระแส ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยกำลังพล 2 ฝ่าย ชี้ฝ่ายทหารแกนหลังปฏิวัติยึดอำนาจ ขณะเดียวกัน ส่งสัญญาณให้ ขบวนการเสื้อแดง ยืนหยัดพิทักษ์ ‘ทักษิณ’ ไม่สนใจ ฝ่ายต่อต้าน แม้จะก่อสงครามประชาชน ก็ตาม ขณะเดียวกัน แย้มชื่อศัตรู เพียงอดีตทูต ตัวการถูกถอนวีซ่า หวังป่วน ก่อนเปิดศัตรูตัวจริง เมื่อขุมกำลังพร้อมรบ

เผยเหตุ ‘อนุพงษ์’ ตัดสินใจช้า ต่อการปฏิวัติ เพราะกลัวเสียรู้แม้ว!

เครื่องมือหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นอาวุธสำคัญและ เชี่ยวชาญที่สุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ด้านการตลาด ระดับพระกาฬ ก็คือ “วาทศิลป์” โดยเฉพาะ ในระยะหลัง ที่เครื่องมือดังกล่าว ถูกนำมาใช้บ่อยครั้ง และเมื่อเกิดปฏิกิริยาใดๆ ขึ้นต่อ ครอบครัวชินวัตร พ.ต.ท.ทักษิณ และพลพรรค ก็จะมาปรากฏตัว เพื่อโต้ตอบ อย่างทันควัน


โดยเฉพาะเมื่อ ครอบครัวชินวัตร ถูกถอนวีซ่า จึงปรากฏการณ์โต้กลับ ในทันที ตามรายงานข่าวเมื่อวันที่ 24 พ.ย.จาก เว็บไซต์ www.arabianbusiness.com หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ อาระเบียน บิวสิเนส ซึ่งตีพิมพ์ที่ เมืองดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้รายงาน บทสัมภาษณ์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนี้


“ประเทศอังกฤษ ที่ถอนวีซ่าเข้าประเทศของตนเอง และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยาว่า ประเทศอังกฤษ จะต้องรู้สึกเสียใจที่ถอนวีซ่า เพราะไม่เคารพค่านิยมประชาธิปไตยของตัวเอง อังกฤษต้องเข้าใจ คำว่าค่านิยมประชาธิปไตย ให้ดีกว่านี้ แต่โชคร้ายที่ทางอังกฤษ มัวแต่ยุ่ง เรื่องตัวเอง เลยลืมค่านิยมประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ขอปฏิญาณว่า จะกลับมาแก้ปัญหาประเทศไทย อีกครั้ง เพราะขณะนี้ประเทศไทย ตกต่ำลงมาก ไม่เหลือความมั่นใจอีกแล้ว ความไว้ใจ ระหว่างประชาคมนานาชาติ ก็ไม่มีเหลืออยู่เลย คนยากจนในชนบท กำลังลำบาก แต่มั่นใจว่า จะสามารถนำความมั่นใจ กลับสู่ประเทศไทยได้ หากได้เข้ามาบริหารประเทศไทย อีกครั้งหนึ่ง”

ดังนั้น เมื่อพิจารณาวาทะร้อนของอดีตนายกฯท่านนี้แล้วจะพบว่าล้วนอยู่ในเชิงหมิ่นเหม่และสร้างความงุนงงสงสัยต่อสังคมอย่างยิ่ง อาทิ การอ้างถึง “ผู้บารมีนอกรัฐธรรมนูญ” หรือเมื่อครั้งการโฟนอินใน “รายการความจริงวันนี้สัญจร” ณ สนามราชมังคลากีฬาสถานกับ ประโยค “ไม่มีใครที่จะเอาผม กลับประเทศไทยได้หรอก นอกจาก พระบารมี ที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของ พี่น้องประชาชน ทุกท่าน จริงไหมครับ” ซึ่ง ผู้คนในสังคม ล้วนต้องการ คำชี้แจงและ ไขเรื่องราวดังกล่าว ว่ามีการแฝงนัย และหวังบรรลุเป้าหมายใด แม้ว่าภาพที่ออกมานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะแสดงออกต่อ สาธารณะชน ว่า มีความจงรักภักดี และอ่อนน้อม ต่อสถาบันอย่างสูง มาโดยตลอดก็ตาม


‘วาทะร้อน’ คลุมเครือเพื่อดึงดูด


แหล่งข่าว อดีตนักเคลื่อนไหว งานด้านมวลชน ได้ประเมินว่า ทุกคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เมื่อพิจารณาอย่างแท้จริง จากตัวตนของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว จะพบว่ามีความเป็น ทุนนิยมอย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ที่ผู้ยึดมั่นในทางดังกล่าว จะแปรเปลี่ยน หรือล้มเลิกความตั้งใจ ในเป้าหมาย ที่วางไว้


“คนอย่าง อดีตนายกฯ ที่ผ่านมา ก็มีการพูดถึง สถาบันมาโดยตลอด แม้ว่าจะพูดด้วย ท่าทีที่อ่อนน้อมและ ดูเหมือน มีความจงรักภักดี ก็ตาม แต่เนื้อความ ในระยะหลัง ทั้งการโฟนอิน หรือให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวต่างประเทศที่ ดูไบ สร้างความสงสัยต่อสังคม อย่างมาก และด้วยความที่เป็น ทุนนิยม จึงทำให้มองได้ว่าเป็น ผู้ที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ต้องการเพียงบรรลุเป้าหมาย ที่ตั้งไว้โดยไม่สนใจว่า ใครจะได้หรือเสีย”

ดังนั้น แม้ภายนอก พ.ต.ท.ทักษิณ จะดูอ่อนน้อมก็ตาม แต่ก็เป็นการพยายาม ตี 2 หน้า มาโดยตลอด เพราะทุกความเคลื่อนไหว ไม่สามารถที่จะ เชื่อได้ เพราะกลไกลในมือ อย่างรัฐบาล และฝ่ายสนับสนุน กลุ่มต่างๆ ก็มีความเคลื่อนไหวอยู่โดยตลอด แม้ว่าจะเคยมีการประกาศ “วางมือ ทางการเมือง” ในช่วงหลัง การรัฐประหาร ก็ตาม

นอกจากนี้ แหล่งข่าวฯ ยังประเมินสถานการณ์ ที่เชื่อมโยงผ่านคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในหลายครั้งว่า มีความเป็นไปได้ เพื่อต้องการสร้าง ความสนใจ ต่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มวลชนในฝ่ายตน และสื่อต่างประเทศ ทั้งคำพูดที่ว่า

“ผมต้องพูดกับ คนที่ยังรักและ ศรัทธาผม ผมต้องพูดให้เขาฟัง และคราวหน้า คงจะต้องพูดให้ยาวขึ้น และคงต้องเปิดเผยชื่อ ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะเขา ไล่ผม แบบนี้แล้ว มันมากไปแล้ว”

รวมถึง การที่ จักรภพ เปิดเผยถึงเบื้องหลัง การถอนวีซ่า จากประเทศอังกฤษ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และภรรยา ในรายการ “ความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 3” ที่วัดสวนแก้วว่า

“การถอนวีซ่าเป็นการแหวกประเพณี นับ 100 ปี ของอังกฤษ เบื้องลึกเกิดจากการเจรจา ระหว่าง ไทยกับอังกฤษ โดยมี อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศ ของไทย คนหนึ่งรับปากจะดูผลประโยชน์ ที่ดินในจังหวัดภูเก็ต แลกเปลี่ยนกับ การสร้างความอัปยศ ให้ พ.ต.ท. ทักษิณ กรณี วีซ่าเราจะร่วมแก้ปัญหาได้ และขอให้มั่นใจว่า จะไม่ลามไปสู่ การเพิกถอนวีซ่า ในประเทศอื่น”

โดยจะพบว่าคำอธิบาย จาก จักรภพ นั้นเป็นเพียงคำอธิบาย ที่คลุมเครือและ ปราศจากหลักฐานข้อเท็จจริง รวมถึงการไม่ยอมเปิดเผย ถึงชื่อของ อดีตทูตผู้นั้น รวมถึงยังไม่ชี้ชัดถึง ผู้ที่ได้ผลประโยชน์ว่า เป็นผู้ใดที่ได้ประโยชน์ จากการถือครองที่ดิน บนเกาะภูเก็ต การอ้างอิงดังกล่าว จึงปราศจาก น้ำหนักอย่างมาก การพูดจึงเป็นเพียง สร้างความสนใจต่อประชาชนเท่านั้น เพื่อรอเปิดไพ่ตาย ในท้ายที่สุดเท่านั้น

รัฐบาล ส่ง นปช.ชน พธม.


ขณะที่ ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะใช้เครื่องมือ ที่มีอยู่ภายในประเทศ ในการเคลื่อนไหว ทางการเมือง ทั้ง รัฐบาลและ แนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

จริงอยู่ที่ รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีบทเรียนครั้งใหญ่ จากเหตุการณ์ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา การเดินเกมจึงค่อนข้างละมุนละม่อม ในเปลือกนอก ทว่า เครื่องมืออื่นๆ ก็ยังถูกใช้เพื่อตอบโต้กับ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ด้วยเครื่องมือชิ้นสำคัญ อย่าง นปช. ทั้งนี้ เพื่อประวิงเวลา ให้ดำรงสถานะ รัฐบาลให้ยาวนานที่สุด นั่นเอง

“รัฐบาลพยายามประวิงเวลา ในการบริหารงานให้นานที่สุด ด้วยการพยายามหลีกเลี่ยง การเผชิญหน้าทุกรูปแบบ ขณะที่ พันธมิตรเอง ก็พยายาม ปิดเกมเร็ว รัฐบาล เช่นกัน ดังนั้น นปช. จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือ ในการตอบโต้ พันธมิตรฯ นั่นเอง” ศิริโชค ระบุ

เมื่อ รัฐบาลอันเป็นเป้าหมายหลัก ของ พันธมิตรฯ ยังไม่แสดงท่าทีใดๆ อย่างชัดเจน ทุกอย่างจึงอยู่ใน ภาวะสุญญากาศ และไร้ทางออก ดังที่เป็นอยู่

จุดเชื้อ ‘สงครามประชาชน’


ศิริโชค ประเมินต่อว่า แม้ว่าหลายฝ่าย จะมองว่า จุดจบในแนวทางสันติวิธี ด้วยการเปิดโต๊ะเจรจา ประกาศยุบสภา – ลาออก นั้น ยังไม่มีทีท่า ว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งแนวทางหนึ่งอย่าง เช่น การรัฐประหาร จึงถูกจับตามองมากขึ้น เนื่องจากมีความพยายาม ในการเพิ่มอุณหภูมิร้อน ทางการเมือง จากการ โฟนอิน ครั้งล่าสุดนั่นเอง


จากการโฟนอิน ดังกล่าวทำให้เชื่อว่า มีความพยายาม ที่จะก่อให้เกิด ความวุ่นวาย โดยเจตนาใช้ 2 ปัจจัยสำคัญ ก็คือ


1. การชักจูงให้ประชาชนเลือกข้าง จนนำไปสู่ การปะทะกัน ระหว่างมวลชน สีเหลือง-สีแดง และเมื่อ เกิดความวุ่นวายขึ้น ก็จะนำไปสู่การยุติ สถานการณ์ ดังกล่าว จากฝ่ายความมั่นคง อย่างกองทัพ จึงจำเป็นต้องออกมา ห้ามทัพ ซึ่งก็ต้องจับตาดูว่า หากมีการรัฐประหารขึ้นจริง ทหารที่ ก่อการ จะเป็นทหาร ของฝ่ายใด เพราะเชื่อว่า มีการเตรียมปัจจัย ที่

2. ไว้แล้ว ก็คือการเตรียมระดม กำลังทหาร ในฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อทำการรัฐประหาร นั่นเอง

“การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั่นมีเจตนาชัดเจนว่า ต้องการให้ ประชาชนเลือกข้าง โดยเฉพาะ ข้างสีแดง เพื่อบีบบังคับให้เกิด สงครามประชาชน และ เมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ก็จะนำเข้าสู่ การรัฐประหาร และอาจมีการใช้กำลัง ของฝ่ายตนเข้าทำการ” ศิริโชค ระบุ

ทักษิณ ตั้งเป้า นายกฯ แก้ รธน.สางปัญหา


ขณะที่ แหล่งข่าวภายใน วิปรัฐบาล ก็ประเมินถึง เป้าหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ จากคำประกาศ ในรายงานข่าว ครั้งล่าสุด ที่ว่า

“ถ้าผมได้เข้ามาบริหารประเทศ จะนำความมั่นใจ กลับสู่ประเทศไทยได้ นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมผมต้องกลับไป เล่นการเมือง เราจะต้องหา กลไก ที่จะทำให้ ผมกลับได้ อย่างไรก็ตาม การจะกลับประเทศได้ ก็ต่อเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่า มีความจำเป็น และ ประชาชนต้องการ ผมคิดว่า ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับ ประชาชน ถ้าพวกเขารู้สึกว่าลำบากมาก และเรียกร้องให้ผมกลับ ผมจะกลับ

ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรู้สึกว่า ผมมีประโยชน์ ผมก็จะกลับไป และพระองค์อาจจะ ทรงอภัยโทษ ให้ผม แต่ถ้า พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่า ผมช่วยอะไรไม่ได้ และประชาชน ไม่ต้องการผม ผมจะอยู่ที่นี่ และทำธุรกิจต่อไป” อดีตนายกฯ กล่าว

จากวาทะข้างต้นจึงแสดงให้เห็น อย่างชัดเจนว่า เป้าหมายสุดท้ายของ อดีตนายกฯ ก็คือ การกลับคืนสู่ประเทศไทย และมิใช่ เพียงการกลับในฐานะ พลเมืองธรรมดา หากแต่เป็นตำแหน่ง ที่มีความสำคัญ ในงานบริหารราชการ ซึ่งก็คือ “ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี” นั่นเอง

และเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถกลับมา ดำรงตำแหน่งเดิมได้ การจัดการกับ ปัญหาทุกอย่าง รวมถึงคดีความทุกเรื่อง ก็สามารถทำได้ ในหลายรูปแบบ ทั้ง การยกเลิกคำสั่งประกาศ ของคปค. เพื่อล้มคดี ที่ทำโดย คณะกรรมการ ตรวจสอบ การกระทำที่ก่อให้เกิด ความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) การยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับ ปี 50 ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใช้แทน หรือ การออกพระราชบัญญัติ เพื่อนิรโทษกรรม เป็นต้น

‘อนุพงษ์’ หวั่นเข้าล็อค ‘ทักษิณ’


อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินความเป็นไปได้ของ การเกิดรัฐประหาร ในยุคของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้อำนวยการ กองรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจาก แหล่งข่าว วิปรัฐบาล ประเมินว่า การที่ พล.อ. อนุพงษ์ ในอดีต ครั้งยัง ดำรงตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 1 และเข้าร่วม การรัฐประหาร กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อ 19 ก.ย. 49 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ กองทัพ เอง ก็ยังมีความกังวลว่า การรัฐประหาร ไม่อาจเป็นทางออก ที่แท้จริงของประเทศ และอาจล้มเหลว เหมือนเช่นในอดีต

“เท่าที่ประเมิน ก็เชื่อว่า พล.อ.อนุพงษ์ ค่อนข้างมีความกังวลใจ ต่อการรัฐประหาร ซึ่งหากก่อการจริง สุดท้าย ก็อาจจะล้มเหลว เหมือนสมัย 19 ก.ย. 49 ที่ผ่านมา กองทัพจึงอยู่ใน กรมกอง และพยายาม ประคองสถานการณ์ เท่านั้น”

ดังนั้น เมื่อ คมช. ประสบความล้มเหลว จึงคาดว่า การหาทางแก้วิกฤตประเทศ ด้วยแนวทางดังกล่าว จึงเป็นเรื่องยากและ จบที่ “การเมือง แก้ด้วย การเมือง” ตามคำของ พล.อ. อนุพงษ์ นั่นเอง

นอกจากนี้ฝ่ายทหาร ก็ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ รักษากติกาของ ระบอบประชาธิปไตย เมื่อมีความผิด ก็ต้องรับผิด ไม่ใช่พยายาม ที่จะใช้ จำนวน ของ ฝ่ายสนับสนุน หรือพวก เสื้อแดง เป็นเครื่องมือ ในการแก้ไขปัญหา โดยให้คนกลุ่มนี้ออกมา ชนกับ ฝ่ายพันธมิตร เพื่อให้เกิดความรุนแรง จนถึง ขั้น ทหารต้องนำกำลังออกมา ปฎิวัติ เพราะหากเป็นเช่นนี้ เครือข่ายทักษิณ รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องใช้เหตุการณ์ ความรุนแรง ครั้งนี้ ประกาศให้ ชาวโลก ได้รับรู้ถึงความไม่ปลอดภัย ของตัวเอง

“ผบ.ทบ. เข้าใจอย่างละเอียด จึงพยายามที่จะใช้ วิธีการตามระบอบประชาธิปไตย จัดการกับ ปัญหาความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้น และไม่ให้ พันธมิตร ทำอะไรเลยเถิด ไปกว่านี้ โดยเลือกที่จะให้ มีการยุบสภาเกิดขึ้น เพื่อให้ทุกฝ่ายกลับไป เริ่มต้นใหม่”

โดยฝ่ายพันธมิตร ก็ต้องทำงานหนัก ที่จะสร้างความเข้าใจ กับประชาชน ในทุกระดับ ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ในการเลือก เครือข่ายทักษิณ และ ต้องหา วิธีการเปลี่ยนแปลงให้ประชาชน หันมาเลือกพรรค ที่พันธมิตรเชื่อว่าดีที่สุด ในขณะนี้ เพื่อให้ฝ่ายเครือข่ายทักษิณ แพ้ ตามกติกา ประชาธิปไตย

“นี่เป็นโจทย์ข้อใหญ่ ที่ พันธมิตรต้องแก้ และพรรคพลังประชาชนเอง ก็ต้องไปตามกติกา ที่ต้องรอคำตัดสิน ของศาลรัฐธรรมนูญ “

ภายหลัง พล.อ. อนุพงษ์ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ เรียกประชุม หัวหน้าส่วนราชการ ระดับกระทรวง ทบวง กรม หรือ เทียบเท่า นายกสมาคม ทุกสาขาอาชีพ รวมถึง อธิการบดีทุกมหาวิทยาลัย เสนอทางออก เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ตึงเครียด

ด้วยการยื่นข้อเสนอ 4 ประการ คือ

1. การใช้แนวทาง ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ตามหลักการ ในระบอบประชาธิปไตย
2. กองทัพจะไม่แก้ปัญหา โดยใช้ความรุนแรง
3. เรียกร้องให้ รัฐบาลตัดสินใจยุบสภา เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ และ
4. พันธมิตรฯ ต้องสลายการชุมนุม ในทันที

สถานการณ์ทางการเมือง ได้ทวี ดีกรีร้อนขึ้น หลังจาก การประกาศ ดับเครื่องชน ของ พันธมิตรฯ เพื่อยุติการทำงาน ของ รัฐบาล ประกอบกับ การปลุกระดมจาก ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเท่ากับว่า เป็นสถานการณ์ สร้างความเป็นห่วงต่อสังคม อย่างมาก และได้แต่ ภาวนาให้ รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เลือกแนวทางที่ ผู้บัญชาการทหารบก เสนอแนะ ซึ่งจะช่วยยุติ ความขัดแย้งของ สังคม ในขณะนี้ได้

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2551 08:31 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000140256


พิมพ์ ข่าวนี้ ทักษิณซ่องสุ่มกำลัง 2 ฝ่าย ‘ทหาร-เสื้อแดง’รอวันแตกหัก-ชี้’อนุพงษ์’ไม่ปฏิวัติกลัวเสียรู้ ‘แม้ว’

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: