Accom Thailand

December 24, 2008

“ดร.ปณิธาน” รับเก้าอี้โฆษกฯ ยันไม่หนักใจ “กลุ่มต้าน รบ.”


“ปณิธาน” ยืดอก รับเก้าอี้โฆษกฯ ยันทำตามหน้าที่
ไม่หนักใจ “กลุ่มต้าน รบ.”

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร �าจารย์ประจำภาควิชา  ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ   คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


“ปณิธาน” รอ ครม.ไฟเขียว พร้อมยืดอก รับตำแหน่ง “โฆษกรัฐบาล” ยันปฏิบัติภารกิจ ชั่วคราว – หากเสร็จสิ้น พร้อมกลับไป เป็น อาจารย์สอนหนังสือ ตามเดิม ลั่นไม่รู้สึกหนักใจกับ “กลุ่มต้าน รบ.” แย้มอาจได้สานงาน ด้านวิชาการ-ต่างประเทศ แต่ต้องรอคำสั่ง จาก “นายกฯ” ว่า จะให้ทำงาน ด้านใด


วันนี้ (24 ธ.ค.) รศ. ดร. ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำ ภาควิชา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ได้ให้ สัมภาษณ์ถึง กรณีที่ รัฐบาลได้ทาบทามให้ เข้าดำรงตำแหน่ง โฆษกรัฐบาล ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอน การตรวจสอบ กระบวนการ และ รายละเอียด ที่ รัฐบาลจะ ขออนุมติ จากมติ ครม.

ซึ่งทางต้นสังกัด คือ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ก็ต้องการให้ตนอยู่ ช่วยงานสอนต่อไป ซึ่งเมื่อปฏิบัติภาระงาน เสร็จสิ้น ก็ต้องกลับไป สอนหนังสือ ต่อ

“การเข้ามารับตำแหน่ง โฆษกรัฐบาล คงจะเป็น การปฏิบัติราชการชั่วคราว เท่านั้น เพื่อรอให้ รัฐบาลสรรหาบุคคล ที่เหมาะสม มาทำงานต่อ และผม ก็จะไปช่วยงาน รองเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ด้านวิชาการ ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะเป็นงาน ด้านต่างประเทศ หรืองานทางภาคใต้ คงต้อง รอคำสั่ง จากนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และไม่รู้สึกหนักใจ ที่คนบางกลุ่มจะต่อต้าน เพราะที่เข้าร่วมงาน กับรัฐบาลชุดนี้ แต่ขอยืนยันว่า ผมทำงาน ตามหน้าที่” นายปณิธาน กล่าว

นายปณิธาน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ตนคงต้องดู พระราชกฤษฎีกา ก่อน เพราะตามระเบียบของ ข้าราชการ อาจจะเป็น ลักษณะในการไป ช่วยราชการ หรือโยกย้ายการทำงาน แต่ถ้าหากเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ตนก็จะกลับไปเป็น อาจารย์สอนหนังสือ ที่จุฬาฯ ตามเดิม


ทั้งนี้ คงขึ้นอยู่กับการพิจารณา ของ ครม. และตน จะเริ่มทำงานได้ ภายหลังจาก ที่มี มติ ครม. แต่งตั้งให้เป็น โฆษกรัฐบาล

astv_mgr_logo178x40ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
24 ธันวาคม 2551 22:06 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000151363


พิมพ์ ข่าวนี้ “ปณิธาน” ยืดอกรับเก้าอี้โฆษกฯ ยันทำตามหน้าที่-ไม่หนักใจ “กลุ่มต้าน รบ.”

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

“ดร.ปณิธาน” นั่งรองเลขาฯ ควบโฆษกฯ – มาร์ค แบ่งงาน รองนายกฯ และ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ


มาร์คให้ สุเทพคุมความมั่นคง
“ดร.ปณิธาน” นั่งรองเลขาฯ ควบโฆษกฯ


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ความคืบหน้า ในการแบ่งงาน รองนายกฯ และ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ว่า ในส่วนของ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ มีงาน ที่เคยกำกับดูแลอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นไป ตามเดิม อาจจะมีเพิ่มเติมไปบ้าง ส่วน นายกอร์ปศักดิ์ จะดูเรื่อง เศรษฐกิจ เป็นหลัก นายสุเทพ จะดูเรื่อง ความมั่นคง


สำหรับ รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกฯ นายวีระชัย วีระเมธีกุล จะดู ด้านเศรษฐกิจ กับการบริหารจัดการ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย จะดู เรื่องสื่อ และกฎหมาย ส่วนเรื่องการเมือง ทุกคนต้องช่วยกันดูแล
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร �าจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


เมื่อถามว่า นายปณิธาน วัฒนายากร ตอบรับเป็น โฆษกรัฐบาล หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มาเป็น รองเลขาธิการนายกฯ แต่จะ ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ โฆษกฯ ไปก่อน ในระหว่างที่ ยังไม่มีโฆษกฯ เมื่อถามว่า กว่าจะมีโฆษกฯ อีกนานหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะดูตามความเหมาะสม ต่อไป และ จะต้องมี รองโฆษกฯ ด้วย


“มาร์ค” ยัน อัดฉีด งบปี 52 เพิ่ม


นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึง ความห่วงใยกรณีที่ รัฐบาลจะอัดฉีด เงินงบประมาณ ประจำปี 2552 เบิ้ลจากเดิม ไปอีก ซึ่งเกรงว่า จะเป็นการแหกวินัย การเงินการคลัง ไปว่า ได้ดูตัวเลขกันอยู่ จะไม่ให้ มีการเกินเรื่อง กรอบเกี่ยวกับการก่อหนี้ กู้เงิน ฉะนั้น ไม่ผิดวินัยการเงินการคลัง แน่นอน

ส่วนการใช้เงินจาก ธนาคารของภาครัฐ ออกมานั้น ยังไม่ใช่ ข้อยุติ เราจะดูความเป็นไปได้ ซึ่งเวลานี้ มีความห่วงใยว่า ถ้าเดินตามกรอบ ของ งบประมาณ กลางปี ปกติ กว่าเงินจะลงไป ถึงประชาชน อาจจะเป็น เดือนมี.ค. หรือ เม.ย. ซึ่งอาจจะล่าช้าเกินไป ทั้งนี้ตนคิดว่า มีหลายวิธี ที่จะแก้ไข ปัญหานี้ การคิดที่จะใช้เงินจาก ธนาคารรัฐ เป็นเพียงแนวคิดหนึ่ง เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม คิดว่าเงินที่ว่านี้ ควรจะถึงมือประชาชน เร็วที่สุด เพราะกำลังซื้อของประชาชน ได้รับผลกระทบมาก เกษตรกร ได้รับผลกระทบ เรื่องพืชผล และเราจะเห็นภาพ ปัญหาแรงงาน เพิ่มขึ้นตลอดเวลา และการส่งออก เดือนพฤศจิกายน ติดลบ

สาวกรี๊ดมาร์คเชียร์ทีมไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 18.30 น. วานนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปชม การแข่งขันฟุตบอล ซูซูกิคัพ รอบชิงชนะเลิศ นัดแรก ระหว่าง ทีมชาติไทย กับ ทีมชาติเวียดนาม ที่สนาม ราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ที่เริ่มเตะ ในเวลา 19.00 น.

โดยนายอภิสิทธิ์ ได้สวมเสื้อทีมชาติไทย ทีมเหย้า (เจ้าบ้าน) ยี่ห้อไนกี้ สีเหลือง หมายเลข 27 เพื่อเป็นกำลังใจให้ ทีมชาติไทย โดยก่อน การแข่งขัน นายอภิสิทธิ์ ได้เดินลงไปจับมือกับ นักฟุตบอล และสต๊าฟโค้ช ทั้งสองทีม ท่ามกลางเสียงปรบมือ และเสียงกรี๊ด ของแฟนบอลสุภาพสตรี ในสนาม จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นไปนั่งบน อัฒจันทร์วีไอพีโซนมีหลังคา เพื่อร่วมเชียร์ทีมชาติ กับผู้ชมในสนามด้วย

“ปณิธาน”รับเป็นโฆษกรัฐบาล


นายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำ ภาควิชา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่ รัฐบาล ทาบทาม ให้มาดำรงตำแหน่ง โฆษกรัฐบาล ว่า

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอน การตรวจสอบกระบวน และรายละเอียด ที่รัฐบาล จะขออนุมติ จากมติ ครม. ซึ่งทางต้นสังกัด คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็ต้องการให ้ตนอยู่ช่วยงาน สอนต่อไป ซึ่งเมื่อปฎิบัติภาระงานเสร็จ ก็ต้องกลับมาสอนต่อ

นายปณิธาน กล่าวด้วยว่า การเข้ามารับตำแหน่ง โฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี คงจะเป็น การปฏิบัติราชการชั่วคราว เท่านั้น เพื่อรอให้ รัฐบาล สรรหา บุคคลที่เหมาะสม มาทำงานต่อ และตนก็จะไปช่วยงาน รองเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ด้านวิชาการ ซึ่งยังไม่สามารถ บอกได้ว่าจะเป็น งาน ด้านการต่างประเทศ หรือ งานทางภาคใต้ ต้องรอคำสั่ง จากนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง และไม่รู้สึกหนักใจ ที่คนบางกลุ่ม จะต่อต้าน ที่มาร่วมงานกับ รัฐบาลชุดนี้ เพราะทำงานตามหน้าที่

นายปณิธาน กล่าวว่า จะต้องดูพระราชกฤษฏีกา เพราะตามระเบียบ ของข้าราชการ อาจะเป็นลักษณะ ในการไปช่วยราชการ หรือโยกย้าย การทำงาน หากเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะกลับไปเป็นอาจารย์ จุฬาฯ ตามเดิม อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับ การพิจารณาของ ครม. และจะเริ่มทำงานได้ ภายหลังจากที่ มีมติครม. แต่งตั้ง

“วีระชัย”ขอพิสูจน์ด้วยผลงาน


นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรี ประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง การแบ่งงานระหว่าง รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกฯ ว่า น่าจะได้รับมอบหมาย ให้ดูแล การประสานงาน ด้านเศรษฐกิจ กับต่างประเทศ ซึ่งอาจเกี่ยวกับ ประเทศจีน ที่ผ่านมาได้คุย กับทูตจีน ทราบว่า จะมีทูตคนใหม่ ซึ่งตนคงจะ ประสานงานตรงนี้ ต่อไป และน่าจะประสานงาน เรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้ กำลังจัดเตรียมทีมงาน ซึ่งจะมีทั้งบุคคล จากภาคธุรกิจ ภาคราชการ บางส่วน ที่จะเข้ามาร่วมงาน

ส่วนที่มีความกังวล เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น นายวีระชัย กล่าวว่า คงต้องไปดูผลงาน ในอดีตว่า ตนเคยทำประโยชน์ ให้คนใดคนหนึ่ง คนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือไม่ แต่คิดว่าสำคัญที่สุด นั่นคือ สิ่งที่จะพูด ไม่สำคัญเท่ากับ สิ่งที่จะทำ เมื่อตนเข้ามา อยู่ในตำแหน่งนี้ ก็พร้อมที่จะ ได้รับการตรวจสอบ

“จะไม่เอื้อให้ใคร ไม่ว่าจะคนใด หรือกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง สิ่งที่ผมเคยทำงานมา ในอดีตอยากให้ไปลองถาม ข้าราชการที่ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการคลัง กระทรวงต่างประเทศ ได้ว่า มีหรือไม่ ผมไม่คิดว่า ผมดีสมบูรณ์แบบ แต่ก็พร้อมทำงาน ส่วนคำวิพากษ์วิจารณ์ ผมก็พร้อมน้อมรับ”

เมื่อถามว่า หากทำงานได้ดี จะสมัครเป็น สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ นายวีระชัย กล่าวว่า “ลึกๆ แล้วผมมีสัญญาใจกับ ท่านเลขาธิการ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนายกฯ ก็คงจะ ทราบแล้ว ทั้งนี้ผมขอพิสูจน์ การทำงาน สักระยะหนึ่งว่า เป็นบุคคลกรการเมือง ที่เป็นประโยชน์ต่อ พรรคประชาธิปัตย์ และเมื่อรับตำแหน่งนี้แล้ว ก็จะตั้งใจทำงานให้ กับประเทศชาติ”

ยันไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน


เมื่อถามถึง ความสัมพันธ์กับ นายธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ ล่าสุด นายธนินทร์ ออกมาให้สัมภาษณ์ เหมือนเป็น การตอกย้ำ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันหรือไม่ นายวีระชัยกล่าวว่า “ยังไม่ได้ฟัง สิ่งที่ท่านพูด ว่าอย่างไร คิดว่าจะไปดู คำให้สัมภาษณ์ อีกที แต่มั่นใจว่า จะไม่มี ผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างที่ได้เคยบอกไปแล้วว่า อยากให้ดูการทำงาน ในอดีตของตน ยิ่งตนอยู่ในความสนใจ ของ พี่น้องสื่อมวลชน ขนาดนี้ คิดว่า จะได้รับการตรวจสอบ และคิดว่า คำว่า โปร่งใส ต้องสูงกว่า คนอื่น ด้วย”

เมื่อถามว่า พร้อมทิ้งตำแหน่ง หรือไม่ หากมี ผลประโยชน์ทับซ้อน นายวีระชัย กล่าวว่า คนทำงานการเมือง อยากจะก้าวหน้า ทางการเมือง ทั้งนั้น แต่การทำงาน เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว ไม่ได้รับการสนับสนุน จากพี่น้องประชาชน ก็ต้องหยุด สิ่งที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีต รมว.คลัง เคยพูดไว้ว่า ต้องนึกเสมอ ไม่ใช่มาแล้วได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว ทำอะไร แต่อยากให้ดูว่า เมื่อออกไปแล้ว คนจะพูดถึงเราว่าอะไร ซึ่งตนจำมา โดยตลอด

เมื่อถามว่า พร้อมเอาตำแหน่งเป็นเดิมพัน เลยหรือไม่ นายวีระชัยกล่าวว่า หากทำผิด ผมก็พร้อมยินดี ถ้าไม่ถูกต้อง คิดว่านายกฯ พร้อมดำเนินการ อยู่แล้ว

ในช่วงท้าย หลังการให้สัมภาษณ์ นายวีระชัย ได้มองหน้าสื่อมวลชน ด้วยสีหน้าจริงจัง พร้อมกับบอกว่า “ผมขอชี้แจง วันนั้น ไม่คิดว่า ผมน้ำเสียง สั่นเครือ ไม่มีน้ำตาคลอเบ้า” เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ต้องชี้แจง เพราะกลัวคนมองว่า อ่อนแอ ใช่หรือไม่ นายวีระชัย กล่าวว่า ไม่ แต่ต้องการ ชี้แจงความเป็นจริง

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เดินทางเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยคาดว่า นางพรทิวา น่าจะมาชี้แจง แนวทางการทำงาน และขอความเห็นจาก นายกฯ ด้วย


รายการ อภิสิทธิ์ พบประชาชน มีแน่


นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง รายการ นายกรัฐมนตรีพบประชาชน หรือ รายการ อภิสิทธิ์ พบประชาชน ทางสถานีโทรทัศน์ ว่า ตามหลักการแล้ว จะต้องมีการจัดรายการประเภทนี้ขึ้นมา อย่างแน่นอน

เพราะรัฐบาลต้องรายงาน การทำงานให้ประชาชน ได้รับทราบ ซึ่งรูปแบบของรายการนั้น มีผู้เสนอเข้ามายัง รัฐบาล จำนวนมาก ซึ่งตนกำลังหารือ กับนายกรัฐมนตรีว่า เราจะใช้รูปแบบใด และจะจัดรูปแบบ การจัดรายการ เมื่อใด โดยจะได้รับความชัดเจน ภายหลังแถลงนโยบายรัฐบาล และเข้า บริหารราชการแผ่นดิน แล้ว เช่น

รูปแบบ นายกรัฐมนตรี พูดคนเดียว และสื่อสารกับประชาชน โดยตรง รูปแบบการไป พบปะพี่น้องประชาชน เป็นกลุ่มๆ โดยอาจจะเป็น กลุ่มปัญหา และนายกรัฐมนตรี จะพูดคุย โดยอยู่ตรงกลาง และพูดคุยกับ ประชาชน โดยอาจจะมีถามตอบกัน

รูปแบบที่ นายกรัฐมนตรี หากจะพูดเรื่องอะไร จะต้องมี รัฐมนตรี ที่รับผิดชอบมานั่งตอบด้วย ก่อนที่จะอธิบายความ เรื่องนั้นๆ รูปแบบที่มี พิธีกร ที่เก่ง มีความสามารถ มาตั้งคำถามต่อ นายกรัฐมนตรี หรือรูปแบบที่ นายกรัฐมนตรีพูดไปแล้ว จะเปิดโอกาสให้ผู้ฟังโทรศัพท์ เข้ามาตั้งคำถาม และโฟนอิน ทางโทรศัพท์ด้วย เป็นต้น

“ส่วนตัวมีรูปแบบที่คิดไว้บ้าง แต่ขึ้นอยู่กับ นายกฯ ว่า สะดวกจะใช้รูปแบบใด เพราะขณะนี้ มีรูปแบบเยอะ และนายกรัฐมนตรี ก็จะสามารถ ชี้แจงให้กับ ประชาชนว่า ทำอะไรไปด้วย ซึ่งรัฐบาล จะต้องเลือกรูปแบบ ที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์ที่สุด”

เน้นเรื่องงาน ไม่โต้ตอบ ทางการเมือง


ส่วนหากรูปแบบ นายกรัฐมนตรีพูดคนเดียว จะไปซ้ำกับที่ อดีตนายกรัฐมนตรี เช่น นายสมัคร สุนทรเวช หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนถูกสังคม บางส่วน ต่อว่าต่อขานว่า นั่งพูดคนเดียวหรือไม่

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ทุกอย่างมีข้อดี ข้อเสีย เพราะประเด็นใหญ่ คงไม่ได้อยู่ที่รูปแบบอย่างเดียว เพราะจะต้องขึ้นอยู่กับ เนื้อหาที่พูดด้วย โดยเนื้อหา อาจจะพูดเรื่องที่ตัวเองทำอะไรไว้บ้าง หรือเป็นเป้าประสงค์ ที่ต้องการมาพูด เรื่องการเมือง

จริงๆ ตามหลักของ รายการนายกฯ พบประชาชน เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ ประชาชนต้องการทราบว่า นายกรัฐมนตรีทำงานอะไร ให้เขาบ้าง ทำอะไร เพื่อบ้านเมืองบ้าง แต่ไม่ควรเป็นเวทีที่ นายกรัฐมนตรีมาพูด หรือมาตอบโต้ ทางการเมือง คือไปว่ากล่าวคนอื่น เพียงฝ่ายเดียว ถือเป็นเรื่อง ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหากมีรายการนี้ ขึ้นมา นายกรัฐมนตรี ก็จะต้องยึดหลักนี้ด้วย

ใจดีเปิดพื้นที่ให้ ฝ่ายค้านด้วย


อย่างไรก็ตาม จะมีการเปิดพื้นที่ให ้ผู้นำฝ่ายค้าน ใช้ออกอากาศด้วยนั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตามหลัก ที่ยึดกันมาโดยตลอด จะเป็น พรรค ประชาธิปัตย์ หรือ ตัวรัฐบาล ข่าวจะต้องมี ความสมดุลในทุกๆ ด้าน

ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน และทำหนังสือขอมายัง สื่อของรัฐ ในช่วงที่ ไม่มีรายการของผู้นำฝ่ายค้าน แต่เมื่อมาเป็น รัฐบาล และกำกับ สื่อเองแล้ว จึงคิดว่าแนวทางให้ ผู้นำฝ่ายค้าน มีพื้นที่ออกอากาศด้วย จะมีความเหมาะสม และจะเป็นการเปิดพื้นที่ ทั้งสองฝ่าย

โดยจะหารืออีกครั้งว่า จะให้ออกอากาศ ในเวลาที่เท่าเทียมกันหรือไม่ ซึ่งจะต้องดูว่า ผู้นำฝ่ายค้าน จะขอเข้ามาหรือไม่ อย่างไร เนื่องจากจะต้อง หารือ ด้านความเหมาะสม กับเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบ แต่ในหลักการ ต้องมีความเท่าเทียมกัน ทั้งสองฝ่าย

astv_mgr_logo178x40ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
24 ธันวาคม 2551 20:26 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000151333


พิมพ์ ข่าวนี้ มาร์คให้สุเทพคุมความมั่นคง “ปณิธาน”นั่งรองเลขาฯควบโฆษกฯ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“อภิสิทธิ์” ห่วงการเตรียมการ จัดประชุมผู้นำอาเซียน

Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com


“อภิสิทธิ์” เตรียมเพิ่มงบ โหมประชาสัมพันธ์ ประชุมผู้นำอาเซียน
ปลัดฯต่างประเทศเผย 16 ชาติตอบรับร่วมประชุมแล้ว

นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวง การต่างประเทศ

นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวง การต่างประเทศ


“อภิสิทธิ์” ห่วงเตรียมการ ประชุมผู้นำอาเซียน คาดต้องเพิ่มงบ โหมประชาสัมพันธ์ กลางเดือน ก.พ. 2552 คาดจัดประชุมที่ กรุงเทพฯ เพื่อความสะดวก


ขณะที่ ปลัดกระทรวงต่างประเทศ มั่นใจการจัดประชุม จะเรียกความเชื่อมั่นได้ ดูได้จาก การที่ ผู้นำ 16 ประเทศ ตอบตกลง มาร่วมประชุม


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะทำงาน เตรียมความพร้อม จัดการประชุม ผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 โดยมี ผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และ นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทนจาก สำนักตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ผู้แทนจาก กระทรวงการต่างประเทศ อาทิ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวง การต่างประเทศ และ นายวิทวัส ศรีวิหค อธิบดีกรมอาเซียน

ภายหลังการประชุมนาน เกือบ 2 ชั่วโมง นายสาทิตย์ กล่าวว่า ระยะเวลาในการประชุม เตรียมการ ค่อนข้างเร่งรัด ซึ่งนายกรัฐมนตรี เห็นว่า การประชุมผู้นำอาเซียน เป็นผลดีกับ ประเทศไทย ทั้งในแง่ของ การสร้างความเชื่อมั่น และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในประเทศ

ทั้งนี้ เท่าที่พูดคุยกัน มีประเด็นที่สำคัญ 2 เรื่อง คือ

เรื่องที่ 1. วันประชุม ซึ่งขณะนี้ได้มีการตรวจสอบไปยัง ประเทศ ที่จะเข้าร่วมการประชุม ดังกล่าวแล้ว คาดว่า จะได้ข้อสรุปประมาณ กลางเดือน ก.พ.2552 โดยจะต้องรอ การยืนยันจาก ประเทศจีน ซึ่งมีการประชุมบางเรื่องอยู่ ถ้าพร้อมตกลงเข้าร่วมประชุม ดังกล่าวในเดือน ก.พ.2552 ทุกอย่าง จะลงตัว เรียบร้อย

เรื่องที่ 2. ในเรื่องสถานที่ ได้มีการตกลงกันว่า จะมาจัดการประชุมที่ กรุงเทพฯ เช่นเดิม โดยมีเหตุผล ที่เกี่ยวเนื่องคือ เรื่องการจัดเตรียมสถานที่เดิม และ ความสะดวก ในการดูแลรักษาความปลอดภัย ซึ่งได้มีการพิจารณาสถานที่ไว้ 3 แห่ง คือ


1. ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
2. โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิล์ด และ
3. เมืองทองธานี


โดยขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการประสานงานกับสถานที่ ทั้ง 3 แห่งว่า มีปัญหาติดงานอะไรหรือไม่ โดยฝ่ายรักษาความปลอดภัย คิดว่า การจัดที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ น่าจะดีที่สุด แต่ยังติดงานอีกงานหนึ่งที่มี การจองสถานที่ไว้ ก่อนแล้ว ซึ่งได้มอบหมายให้ กระทรวง การต่างประเทศ ไปเจรจา นอกจากนี้ จะมีการจัดเลี้ยงรับรอง ผู้นำประเทศต่างๆ ที่ ทำเนียบรัฐบาล


นายสาทิตย์ กล่าวว่า สำหรับงานพิธีการทั้งหลาย ที่ห่วงที่สุดตอนนี้ คือ การประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีคนรู้น้อยมาก เนื่องจากประสบปัญหา เรื่องงบประมาณ จึงจะมีการประชุมเตรียมงาน ครั้งต่อไป ในช่วงต้นปี 2552 และเอา แผนเรื่องงบประมาณ ที่ทุกฝ่ายมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ มาคุยกันอีกครั้ง และคิดว่า ต้องมีการเพิ่มงบประมาณ ในการประชาสัมพันธ์

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมวันนี้ นายกฯ ห่วงเรื่องใดเป็นพิเศษ นายสาทิตย์ กล่าวว่า นายกฯ ห่วงเรื่องการเตรียมการ และการประชาสัมพันธ์ ว่า ไทย ควรจะได้ประโยชน์ จากการประชุมผู้นำอาเซียนครั้งนี้ อย่างเต็มที่

ทั้งในแง่สารัตถะ หรือเนื้อหา การประชุม ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมพร้อมไว้ เรียบร้อยแล้ว และเป็นที่น่าพอใจ แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่ งบประมาณที่เดิม เป็นเงินราว 500 ล้านบาท ซึ่งทุกฝ่าย เกรงว่าจะไม่พอ และการเบิกจ่ายงบประมาณ ค่อนข้างล่าช้า ซึ่ง นายกฯ เห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญ จึงจะรอหลังจาก การแถลงนโยบายของ รัฐบาลต่อรัฐสภา ในค่ำวันที่ 30 ธ.ค. นี้ จะมี การประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ เพื่อหารือ ในเรื่องดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่ ไม่จัดการประชุมดังกล่าว ที่ จ.เชียงใหม่ เป็นเพราะเกี่ยวข้องกับ การเมืองหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เป็นเหตุผลของ กระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายความปลอดภัย แต่มีเรื่องสำคัญคือ ต้องมีการนำคณะผู้นำ เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ว่า จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาประท้วง หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ยืนยันว่า ต้องดูแลอย่างดีที่สุด และรัฐบาลก็ต้องพยายาม หาทางที่จะดูแลทุกอย่าง ให้เกิดความเรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าการแถลงนโยบายของ รัฐบาลต่อรัฐสภา เสร็จสิ้นไม่ทัน ภายในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ จะยังมี การประชุมครม. นัดพิเศษ หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า

การประชุมครม. จะยังมีขึ้น หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แล้วทันที เพราะมีเรื่องสำคัญอยู่อีกเรื่อง คือ เรื่องที่ กระทรวงพาณิชย์ เสนอเงินที่จะ ช่วยเหลือ การประกันราคาข้าวโพดตกต่ำ และตั้งใจว่า ถ้าแถลงนโยบายเสร็จ ในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ ก็จะมีการอนุมัติเงิน ที่ช่วยเหลือ เกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพด

นายวีระศักด์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวง การต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้รอการยืนยันจาก ประเทศที่ยังไม่ตอบตกลง เข้าร่วมประชุม คาดว่า ภายใน 1-2 วัน นี้จะทราบ ซึ่งคาดว่า จะสามารถจัดประชุมได้ ในช่วงเดือน ก.พ. เพราะได้เตรียมการ เรื่องสถานที่ไว้ พร้อมแล้ว ทั้งนี้ใน วันที่ 30 ธ.ค. ทาง ครม. จะหารือ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ข้อตกลง ที่เกี่ยวข้องกับ การประชุมผู้นำอาเซียน รวม 33 ฉบับ ก่อนจะส่งให้ สภาเห็นชอบ อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศ เตรียมเสนอ ร่างพ.ร.บ. เพื่อให้การทำงานเป็นไป ตามที่ รัฐธรรมนูญมาตรา190 กำหนดไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่า จะเรียกความเชื่อมั่น ในการจัดประชุมครั้งนี้ได้ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่า ความเชื่อมั่น ของ ไทย ต่อนานาประเทศ กำลังจะกลับมา โดยดูได้จาก การที่ผู้นำ 16 ประเทศตอบตกลง มาร่วมประชุมนั้น แสดงให้เห็นว่า เขาให้ความไว้วางใจ กับ ประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้นำในแต่ละประเทศ กังวลเรื่องมาตรการ ด้านความปลอดภัย หรือไม่

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพราะผู้แทนจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ยืนยันกับ นายกฯ แล้วว่า ไม่มีปัญหาอะไร ที่น่ากังวล

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ การเข้ามารับหน้าที่ของ รัฐมนตรีต่างประเทศ เกรงหรือไม่ ว่าจะเกิดปัญหา ในการทำงานร่วมกับ ข้าราชการ นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า นายกษิต ถือเป็นลูกพี่ ของพวกเรา เป็นลูกหม้อกระทรวง จึงคิดว่า ไม่น่าจะมีปัญหา ในการทำงาน ร่วมกัน ส่วนตัว คิดว่า นายกษิต คงจะปรับท่าที การทำงาน ในฐานะมืออาชีพได้


ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ Suthichaiyoon.com
24 ธันวาคม พ.ศ. 2551 18:42:00
http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=7289


ข่าวนี้ “อภิสิทธิ์”เตรียมเพิ่มงบโหมประชาสัมพันธ์ประชุมผู้นำอาเซียน ปลัดฯต่างประเทศเผย 16 ชาติตอบรับร่วมประชุมแล้ว

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

อันตราย “เจ้าสัวธนินท์” หนุน “อภิสิทธิ์” ใช้ 2 สูง แก้วิกฤติเศรษฐกิจ

Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com


หากจะดูถูกว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่มีประสบการณ์ นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัว คือ การเป็นคนที่ ไม่ยอมรับฟัง ความคิดเห็น ของคนอื่น ซึ่งเป็น เรื่องอันตราย หาก นายกฯ รู้ตัวว่าชั่วโมงบินไม่พอ ก็ให้ฟังมากๆ” เจ้าสัวธนินท์ กล่าวเตือน


“เจ้าสัวธนินท์” เตือน “อภิสิทธิ์” ต้องมีทีม ที่ปรึกษาเก่งๆ รับฟังความเห็นคนอื่น หากไม่ยอมรับฟัง เป็นเรื่องน่ากลัวและอันตราย หนุนรัฐ อัดงบ 2 แสนล้าน บาท แก้ปัญหารากหญ้า แนะรัฐใช้หนี้แทน เกษตรกร เพื่อตั้งต้น ทำธุรกิจใหม่ มั่นใจ นโยบาย 2 สูง สามารถแก้วิกฤติเศรษฐกิจได้


นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเครือ เจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผยถึง รัฐบาลชุดใหม่ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี บอกว่า โดยนิสัยตัวเอง จะมองในแง่ดี เอาไว้ก่อน เพราะยังไม่เห็น ฝีมือการทำงาน หากทำไม่ดี สามารถนำมาพูด ทีหลังได้ ขณะนี้ ต้องให้กำลังใจ ในการทำงาน ต้องรอดู ฝีมือรัฐบาล ให้เขาทำงานก่อน


หากจะดูถูกว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่มีประสบการณ์ นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัว คือ “การเป็นคนที่ไม่ยอมรับฟัง ความคิดเห็น ของคนอื่น ซึ่งเป็น เรื่องอันตราย หาก นายกฯ รู้ตัวว่า ชั่วโมงบินไม่พอ ก็ให้ฟังมากๆ ในโลกมีคนเก่งอยู่มาก ทั้งในเมืองไทย และต่างประเทศ ขอให้ นายกฯ ฟังหลายๆ ฝ่าย ก่อนตัดสินใจ เมื่อนั้น นายกฯ จะเป็นคนเก่งที่สุด”


นายธนินท์ ได้ยกตัวอย่าง ให้เห็นว่า สมัยรัชกาลที่ 4-5 ยังมีการใช้ นักวิชาการ จากต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์ อาทิเช่น จ้างมาจาก ประเทศอังกฤษ มาสร้างระบบราชการ ดังนั้น การทำงานของรัฐบาล ต้องเชิญคนเก่ง มาเป็นที่ปรึกษา แล้วตัดสินใจ ต้องมองทีมงาน ทีมที่ปรึกษา การรับฟัง ความคิดเห็น ของหลายฝ่าย ทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน เพื่อมาปรับปรุงการทำงาน หากทำได้ หรือรับฟังคนเก่งๆ มากๆ แม้นายกฯ จะมีอายุน้อย ก็จะเป็น นายกฯ ที่เก่งได้

นายธนินท์ กล่าวย้ำว่า ส่วนตัว ไม่กลัวคนไม่เก่ง แต่กลัว คนที่ไม่รับฟังคนอื่น อาทิเช่น กระทรวงอุตสาหกรรม จากนี้ ต้องเชิญ นักธุรกิจใหญ่ นักธุรกิจเล็ก เข้ามาหารือ เพื่อรับฟังปัญหา ว่า ภาคเอกชน ต้องการให้ รัฐบาลช่วยเหลืออะไร เพื่อป้องกัน การตกงานของ ภาคอุตสาหกรรม

หนุนอัดฉีด งบ2แสนล้าน ช่วยรากหญ้า


สำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ของรากหญ้า ในความเห็นส่วนตัว รัฐบาลควรจะอัดฉีดเงิน โดยตรง ไปที่หญ้า คาดว่าจะใช้เงิน จำนวน 2 แสนล้าน น่าจะได้ผล อาทิเช่น การอัดฉีด ผ่านกองทุนหมู่บ้าน ใครที่เป็นหนี้อยู่ ให้เอาเงินตรงนี้ ไปคืน แล้วตั้งต้นทำธุรกิจใหม่ จะทำให้เขา มีกำลังใจ และ เป็นการ สร้างงานด้วย ส่วนนโยบายประชานิยม ของรัฐบาล ชุดที่ผ่านมา หากอันไหนดี ก็ควรจะสานต่อ

นอกจากนี้ นโยบายด้านการเกษตร จะต้องพัฒนาความรู้ เพื่อพัฒนาให้การเกษตร เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม จึงจะอยู่รอด จากปัจจุบัน เกษตรกร ขาด 3 อย่าง คือ


1. เงินทุน
2. เทคโนโลยี และ
3. ตลาด


ต้องมีคนให้ ในเรื่องนี้ เขาถึงจะเดินหน้าต่อไปได้ หากตน มีอำนาจ จะใช้วิธีการปลดหนี้ แทนการพักชำระหนี้ ส่วนการแทรกแซง ราคาสินค้าเกษตร แม้จะไม่เห็นด้วย ในภาพรวม แต่ในภาวะเศรษฐกิจ ที่เป็นอยู่ขณะนี้ มีความจำเป็น เพื่อให้ราคาสอดคล้อง กับราคาในตลาดโลก


นายธนินท์ กล่าวอีกว่า นโยบายอันไหนในยุคของ รัฐบาลทักษิณ ที่ดีก็ให้คงไว้ โดยเฉพาะ นโยบายประชานิยม ควรจะทำ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่ม รายได้ ให้กับ ผู้มีรายได้น้อย เห็นด้วยกับ การอัดงบ 2 แสนล้านบาท ให้กับ กลุ่มเกษตรกร กระจายงบ ลงสู่หมู่บ้าน เพื่อให้เกษตร แก้ปัญหาหนี้ และไม่ต้องกลัว คำครหา เพราะเป็น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ “นโยบาย ของฝ่ายตรงข้าม ถ้าดีก็คงไว้ ไม่ดีก็ตัดไป โดยความเห็นส่วนตัว ถ้าผมเป็น รัฐบาล จะปลดหนี้ ให้หมดเลย”


ย้ำควรมองวิกฤติ เป็นโอกาส


สำหรับ สถานการณ์เศรษฐกิจ ที่หลายฝ่าย มองว่าในปี 2552 ทุกธุรกิจ จะได้รับผลกระทบ อย่างหนัก ส่วนตัวแล้ว อาจจะมองผลกระทบ ที่ไม่เหมือน ใคร เพราะจากประสบการณ์ ที่ผ่านมา ของอะไรก็ตาม ที่ขึ้นเร็ว จะลดลงเร็ว ขณะที่ ของอะไรก็ตาม ที่ลดลงเร็ว ก็จะเพิ่มขึ้น ในเวลา อันรวดเร็ว เช่นกัน ดังนั้น แนวโน้ม ราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวลดลง ขณะนี้ คาดว่าภายในกลางปี 2552 น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ ประมาณ 60-80 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล และสูงสุดน่าจะอยู่ที่ ประมาณ 80 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล ซึ่งในเวลานั้น ราคาสินค้าเกษตร จะปรับสูงขึ้นอีกครั้ง

แม้ว่าผลจาก ราคาน้ำมันบางส่วน จะทำให้ทั่วโลก ได้รับความเดือดร้อน จากต้นทุนการผลิต ที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาล ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการเก็บภาษี เช่นเดียวกัน รายได้จาก ภาษี สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ทางด้านการลงทุน ช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจ ในประเทศ ดีขึ้น จะเป็น สถานการณ์ ที่ต่างจากภาวะเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน ที่เป็นช่วงที่ ราคาน้ำมัน ปรับตัวลดลง ราคาสินค้าทุกชนิด ปรับลดลงตาม การส่งออก ในรูปของ ปริมาณ และมูลค่า ลดลง ภาษีของรัฐบาล จะหายไป การขาดดุลการค้า จะเกิดขึ้น ดังนั้น รัฐบาลต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ สังคมก็เดือดร้อน การจับจ่าย น้อยลง กำลังซื้อน้อยลง คนตกงาน จำนวนมากขึ้น

หนุนใช้ 2สูง แก้วิกฤติเศรษฐกิจ


นายธนินท์ ย้ำว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ ยังยืนยันว่า ทฤษฎี 2 สูง


1.สินค้าเกษตรต้องสูง และ
2. ค่าแรงสูง


จากที่ไทย มีข้อได้เปรียบ ทางด้านลักษณะ ภูมิศาสตร์ ที่สามารถปลูกได้ทั้ง พืชอาหารและ น้ำมัน จะทำให้เกษตรกร อยู่ได้ในภาวะที่ สินค้า อุปโภค บริโภค มีราคาแพง โดยจาก ความต้องการ ยางพารา ทั้งใน อุตสาหกรรม ยานยนต์ เก่า และ ผลิตใหม่ คาดว่าจะทำให ้ราคายาง ในอนาคต อยู่ที่ กิโลกรัมละ 80 บาท จากปัจจุบัน อยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท


ส่วนข้าวไทย ยังมีโอกาสทำให้ ราคาเท่ากับทองคำ เพราะทั่วโลก ยังมีความต้องการข้าวมาก ขณะที่ ผลผลิตข้าวของ 5 ประเทศหลัก มีการส่งออก เพียง 57 ล้านตัน จากความต้องการ ของโลก 451 ล้านตัน

ดังนั้น เพื่อพยุงราคา ให้สูงขึ้น จึงขอแนะนำให้ รัฐบาลเก็บข้าว ไว้ในสต็อกก่อน 1 ใน 3 ของผลผลิต หรือประมาณ 6-7 ล้านตัน เวียดนาม เก็บไว้ 7-8 ล้านตัน รับรอง ราคาข้าวเพิ่มขึ้นแน่ นอกจากนี้ รัฐบาลควรใช้ค้ำประกัน การพิมพ์พันธบัตร แทนทองคำ เพื่อปรับโครงสร้าง ราคาและ การเงิน

“ที่ผ่านมา เกาหลี จนกว่า เกษตรกรไทย แต่ปัจจุบันนี้ เกษตรกรเขา รวยกว่าไทย ไปเที่ยวทั่วโลก เพราะรัฐบาล ไม่เข้าใจ คนจน เอาคนจน มาช่วยเหลือ คนจนในเมือง และ คนรวยในเมือง สื่อมวลชน มีส่วนจะช่วยเรื่องนี้ ได้มาก เขียนแล้ว ราคาสินค้าจะสูงขึ้น ทำอย่างไรก็ได้ ให้มี การประกันรายได้ ให้เกษตรกร ให้เท่ากับ เสมียน หากคนส่วนใหญ่ของชาติ มีรายได้ดี” นายธนินท์กล่าว

นายธนินท์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของ ซีพี ในระยะต่อไป จะทำ ในเชิงรุก ไม่ใช่เชิงรับ ยืนยัน ไม่เอาคนออก เพราะต้อง ส่งเสริมการขาย สินค้าซีพี ยังมีโอกาสโต อีกมาก เชื่อมั่นว่า นักธุรกิจไทย จะมีศักยภาพ ในการแข่งขันสูง เพราะที่ผ่านมา สามารถโตได้ โดยที่รัฐบาล ไม่ให้การสนับสนุน

แม้จะมี สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน หรือมี บีโอไอ แต่ก็สนับสนุน เพียงการลงทุน ต่างจากประเทศอื่น ที่จะมี หน่วยงานสนับสนุน นักธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ วันนี้มืดสุด ต้องคิดว่า หากฟ้าสว่าง จะทำอย่างไร ต้องอย่าห่วง การนำเข้า แรงงานพม่า อย่ากีดขวาง การนำเข้า แรงงานพม่า เพื่อทดแทนแรงงาน ที่ไทยไม่ทำ

“มนตรี” จี้ รัฐบาล เร่งแก้ ราคาสินค้าเกษตร ตกต่ำ


นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ในปี 2551 ถือเป็นปีที่ ราคาสินค้าเกษตร ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากความผันผวนของ ภาวะเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมันดิบ และจะมีผล ต่อเนื่องจนถึงปี 2552 ที่คาดว่า ราคาสินค้าเกษตร หลายชนิด มีแนวโน้ม ปรับตัวลดลงอีก ในช่วง 6 เดือนแรก ของปีหน้า

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องด่วนที่ รัฐบาลจะต้องเร่ง ดำเนินการในการแก้ไขปัญหา และยกระดับ ราคา สินค้าเกษตร ให้สูงขึ้น เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อน ของ เกษตรกรไทย ขณะเดียวกัน ควรเร่งพัฒนา ระบบชลประทาน ให้ครอบคลุมพื้นที่ การเกษตร เพราะนอกจาก น้ำ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้อง โดยตรงต่อ คุณภาพและ ปริมาณผลผลิต ที่เพิ่มขึ้นแล้ว การขยายพื้นที่ชลประทาน ยังเป็นการสร้างงาน ให้กับชุมชนในพื้นที่ อีกทางหนึ่งด้วย

บริษัทเชื่อมั่นว่า สินค้าเกษตรไทย หลายชนิด ยังมีความได้เปรียบ และมีศักยภาพ ในการขยาย การส่งออก ได้ หากได้รับการพัฒนา นำ นวัตกรรม ใหม่ที่เหมาะสม มาใช้ อาทิเช่น การเลือกใช้ เมล็ดพันธุ์ ที่ดี การให้ปุ๋ย ที่สอดคล้อง กับความต้องการ ของพืชแต่ละชนิด เครื่องเก็บเกี่ยว ฯ

นอกจาก จะช่วยเพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิตต่อไร่ ที่สูงขึ้นแล้ว ยังช่วยลดต้นทุน การผลิต และเปอร์เซ็นต์ การสูญเสีย ที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย

มั่นใจ ราคายางกระเตื้อง ระดับ 60-80 บาท


ส่วนสถานการณ์ ราคายางพารา ที่ปรับตัวลดลง ในขณะนี้ เกิดจากความผกผันของ ราคาน้ำมันดิบ ที่ปรับลดลง อย่างต่อเนื่อง ทำให้ อุตสาหกรรม รถยนต์ บางส่วน หันไปใช ้ยางสังเคราะห์แทน

แต่เชื่อว่า ในครึ่งปีหลังของ ปี 2552 ราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลก จะปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งเมื่อ ภาวะเศรษฐกิจโลก ฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ ความต้องการ ใช้รถยนต์ ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ ความต้องการใช้ ยางธรรมชาติ เพิ่มขึ้น และมีผลทำให้ ราคายางพาราธรรมชาติ ในตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดว่า จะอยู่ในระดับราคา ประมาณ กก. ละ 60-80 บาท

“ระหว่างนี้ ฝากถึง เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ควรพลิกวิกฤติ ที่เกิดขึ้นเป็นโอกาส โดยการลงทุน ปลูกยางเพิ่มขึ้น เนื่องจาก ปัจจุบันราคาปัจจัย การผลิต ทั้งค่าปุ๋ยเคมี ค่าเตรียมดิน ลดลงกว่า ช่วงต้นปี กว่า 50% นับเป็นช่วงเวลา ที่เหมาะต่อการลงทุน กว่าที่เกษตรกร จะกรีดน้ำยาง ในอีก 6 ปี ข้างหน้า คาดว่าราคายาง ในตลาด ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว ระหว่างรอ ผลผลิตก็มี รายได้เสริม จากการปลูกข้าวโพด หรือมันสำปะหลัง ที่ปลูกแซม ในสวนยาง” นายมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมรับ สถานการณ์ผลผลิต ยางพารา 1 ล้านไร่ จำนวน 25,000 ตัน ที่จะออกสู่ตลาด ในปี 2553 บริษัทได้พัฒนา เครื่องกรีดยาง ซึ่งจะ ช่วยทำให้เกษตรกร สามารถกรีดยาง ได้เร็วขึ้น และมีปริมาณน้ำยาง เพิ่มมากขึ้น

นายธนินท์ กล่าวด้วยว่า นโยบายอันไหนในยุคของ รัฐบาลทักษิณ ที่ดีก็ให้คงไว้ โดยเฉพาะ นโยบายประชานิยม ควรจะทำ อย่างต่อเนื่อง เพื่อ เพิ่มรายได้ ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย เห็นด้วย กับการอัดงบ 2 แสนล้านบาท ให้แก่กลุ่มเกษตรกร กระจายงบ ลงสู่หมู่บ้าน เพื่อให้เกษตรกร แก้ปัญหาหนี้ และไม่ต้องกลัว คำครหา เพราะเป็น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

“นโยบายของฝ่ายตรงข้าม ถ้าดีก็คงไว้ ไม่ดีก็ตัดไป โดยความเห็นส่วนตัว ถ้าผมเป็นรัฐบาลจะปลดหนี้ให้หมดเลย” นายธนินท์ กล่าวในที่สุด


ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ Suthichaiyoon.com
24 ธันวาคม พ.ศ. 2551 10:31:00
http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=7280


ข่าวนี้ “เจ้าสัวธนินท์” เตือน “อภิสิทธิ์” ต้องมีทีม ที่ปรึกษาเก่งๆ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 22, 2008

เดลินิวส์-ข่าวสด มั่วข้อมูล เสนอข่าวกล่าวหาพันธมิตรฯ ควักพระเนตร พระพรหม ที่ตึกไทยคู่ฟ้า


จับโกหก! “เดลินิวส์-ข่าวสด” หา พธม. ทำคุณไสย ควักเนตรพระพรหม


ASTVผู้จัดการออนไลน์ – เดลินิวส์-ข่าวสด ไม่เลิกจองเวร พันธมิตรฯ มั่วข้อมูล กล่าวหาควักพระเนตร พระพรหม ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งๆ ที่ความจริง กรมศิลป์ – ลอยเลื่อน ยืนยันว่า เป็นแค่ การปิดทองคำเปลว เท่านั้น ชี้ชัด บิดเบือนข้อมูลมา ตั้งแต่กล่าวหา ศิลปิน พธม. กำระเบิดทั้งๆ ที่ เจ้าตัวปางตาย – แค่กำกุญแจ


วันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ หัวสี 2 ฉบับ ประกอบด้วย “เดลินิวส์ และ ข่าวสด” ได้ลงข่าวพร้อม พาดหัวใหญ่ ในทำนองที่ว่า ระหว่างที่ กลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ได้เข้าไปชุมนุม ในทำเนียบรัฐบาลนั้น ได้มีการควักดวงตา ของ ท้าวมหาพรหม ที่ประดิษฐาน อยู่บนหลังคา ตึกไทยคู่ฟ้า


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
นสพ.เดลินิวส์ฉบับวันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. 2551
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
หน้าแรก นสพ.ข่าวสด ฉบับวันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. 2551


ทั้งนี้ การนำเสนอข่าวดังกล่าวของ หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ และ ข่าวสด ทำให้สื่อโทรทัศน์ หลายช่องได้นำไป อ่านออกอากาศ และ สร้างความ เข้าใจผิด ในหมู่ประชาชน ทั่วไป ทั้งๆ ที่ความจริง เจ้าหน้าที่ของ กรมศิลปากร และ ทาง นายลอยเลื่อย บุนนาค รองเลขาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยัน แล้วว่า จากการสำรวจ องค์พระพรหม นั้น ไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ได้มี การควักพระเนตร อะไรออกไป เพียงแต่เป็นการเอา แผ่นทองคำเปลว ไปปิดเท่านั้น

โดยในหน้า 1 ของ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับเมื่อวันเสาร์ ที่ผ่านมา ได้มีพาดหัวข่าวใหญ่ว่า “ทำคุณไสย ทั่วทำเนียบฯ ควักเนตร ท้าวมหาพรหม ไทยคู่ฟ้า” ซึ่งถือว่า เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง อย่างชัดเจน และเป็นการสร้างความเข้าใจผิด ต่อสาธารณชน

ในวันเดียวกัน หนังสือพิมพ์ข่าวสด ก็พาดหัวว่า “ผงะคุณไสย “พธม.” เต็มทำเนียบ ปิดเนตรพระพรหม” แม้ว่าในหัวข่าว จะไม่ได้ระบุว่า มีการควัก พระเนตร ท้าวมหาพรหม ก็ตาม แต่ในเนื้อข่าว กลับเขียนว่า

“ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ เจ้าหน้าที่บางส่วน กำลังทำความสะอาดอยู่ ต้องตกใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ ที่ตรวจสอบความเรียบร้อย บริเวณองค์ ท้าวมหาพรหม ซึ่งประดิษฐานอยู่ บนหลังคาตึกไทยคู่ฟ้า แจ้งมาว่า พบที่ดวงตา ท้าวมหาพรหม ซึ่งมีอยู่ทั้ง 4 หน้า ถูกควักออกไป เหลือแต่รูโบ๋ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ขึ้นไปตรวจสอบ พบว่า บริเวณดวงตาของ องค์ท้าวมหาพรหม ทั้ง 4 หน้า มีวัสดุคล้ายสีผึ้ง และทองคำเปลว โปะปิด ดวงตาไว้ ก่อนหน้านี้ ช่วงที่พันธมิตรฯ เข้ามาชุมนุม ได้นำผ้าดำ มาคลุมองค์ท้าวมหาพรหม จนเป็นที่ฮือฮามาแล้ว

“เจ้าหน้าที่ทำเนียบ กล่าวว่า เชื่อว่า พันธมิตรฯ ได้ทำพิธีควักดวงตา ท้าวมหาพรหม ออกไป จึงจะเชิญ หัวหน้าพราหมณ์ มาทำพิธี เบิกพระเนตรใหม่ อีกครั้ง เพื่อแก้เคล็ด” ข่าวสดระบุ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจากการตรวจสอบของ ผู้สื่อข่าวทำเนียบ ในช่วงเช้าวันนี้ (ดูภาพประกอบ) ก็ปรากฎชัดว่า องค์ท้าวมหาพรหม บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พระเนตรก็ไม่ได้หายไป แต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ หลังเกิดเหตุการณ์ ตำรวจฆ่าประชาชน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 หนังสือพิมพ์ ทั้ง 2 ฉบับ ถือว่าเป็นสื่อ ที่มีการบิดเบือน ข้อเท็จจริง หลายประการ อย่างเช่น


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
ภาพที่ “ตี๋” ชิงชัย เจริญอุดมกิจ ศิลปิน พธม.
ถูกกล่าวหาว่ากำระเบิดปิงปอง
ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเป็นแค่พวงกุญแจ และ
เรื่องกำลังอยู่ระหว่างการฟ้องร้อง


กรณีกล่าวหาว่า นายชิงชัย เจริญอุดมกิจ หรือ “ตี๋” ศิลปิน ที่เข้าร่วมชุมนุมกับ กลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณรัฐบาล เป็นมือระเบิด ทั้งๆ ที่เขาถูกระเบิด ของตำรวจ จนมือด้านขวาขาด ส่วนระเบิดที่สื่อระบุนั้น แท้จริงแล้ว เป็นพวงกุญแจ

จนในที่สุดเมื่อ วันที่ 16 ธ.ค.นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ได้นำคำฟ้อง ของ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), บริษัท ข่าวสด, นายฐากูร บุนปาน บรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา นสพ.ข่าวสด และ นายเผด็จ ภูรีปติภาน คอลัมนิสต์ นสพ.ข่าวสด เป็น จำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ร่วมกันหมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา



เนรมิต ทำเนียบฯ ปัดข่าว ควักพระเนตร องค์พระพรหม


ทำเนียบ เนรมิต รับ ครม.อภิสิทธิ์ จัดแต่งสถานที่ ปูพรมแดง ชักภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ ขณะที่ ช่างสิบหมู่ ตรวจองค์ พระพรหม ไม่พบร่องรอยชำรุด หรือควักพระเนตร แนะแค่ทำความสะอาด ก็เหมือนเก่าแล้ว


วันนี้ (22 ธ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ทางกรุงเทพมหานคร ได้มีการทำความสะอาด บริเวณถนน หน้าตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมทำการ จัดพุ่มไม้ นำต้นไม้ ดอกไม้ มาวางด้านหน้า ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่จะมีการปูพรหมแดง เพื่อให้คณะรัฐมนตรี ได้ทำการบันทึกภาพ ครม. หมู่


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


ก่อนที่จะเข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในเวลา 17.00 น. โดยคณะรัฐมนตรี จะมาร่วมกัน ที่ทำเนียบฯ ในเวลา 15.00 น. ก่อนที่จะมี การประชุมคณะรัฐมนตรี นัดแรกที่ ตึกสันติไมตรี ในวันอังคารที่ 23 ธ.ค.นี้


Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
ภาพล่าสุด ขององค์ท้าวมหาพรหม ถ่ายในช่วงเช้า วันนี้ (22 ธ.ค.) อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี


นอกจากนี้ จากการที่ ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการว่าจ้าง บริษัท สวนนงนุช ปรับปรุง ภูมิทัศน์ทำเนียบ พบว่าได้มี การ ขุดรากถอนโคนต้นไม้ใหญ่ ออกจาก ทำเนียบฯ เหลือพียง ต้นปาล์ม อยู่เพียง 4-5 ต้น รวมถึงต้นไม้เก่าแก่ อย่างซุ้มกองไผ่ ซึ่งอยู่ที่ห้องพักผู้สื่อข่าวเก่า มีปลูกมา กว่า 40 ปี รวมถึง ต้นมะม่วงด้านหน้าตึกสันติไมตรี ซึ่งปลูกสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้นตะแบก ต้นคูณ ต้นราชพฤกษ์ เหลือเพียง ต้นอโศก หน้าตึกบัญชาการ

จากการสอบถาม นายพงศ์ศักดิ์ ศิริวงศ์ ผู้อำนวยการสถานที่ ชี้แจงว่า ซุ้มก่อไผ่ ที่ให้เอาออก เพราะเห็นว่าโทรม ซึ่งผู้สื่อข่าว ได้ทักท้วงว่า ต้นไม้เก่าๆ เหล่านี้ มีคุณค่าทางจิตใจ และซุ้มกอไผ่ เคยอยู่หน้า ตึกนารีสโมสร มาก่อน จนมาสร้างห้องผู้สื่อข่าว ถึงได้มีการย้ายมาไว้ด้านข้างของ ห้องผู้สื่อข่าว แต่สำหรับต้นไม้ ที่ตัดไปแต่ยังใช้ได้อยู่ ก็ให้เอาไปไว้ที่ บ้านพิษณุโลก ขณะที่ สวนนงนุช จะนำต้นไม้ มาลงใหม่ ทั้งนี้ บริษัท สวนนงนุช เคยมาปรับ ภูมิทัศน์ครั้งหนึ่งแล้ว ในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย

พร้อมกันนี้ น.ส.นิรมล เรืองสม ผู้อำนวยการ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ได้ขึ้นตรวจองค์ พระพรหม ที่อยู่บน ตึกไทยคู่ฟ้า อีกครั้ง จากนั้น น.ส.นิรมล เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบ ความเสียหาย องค์พระพรหม ทั้งหมดแล้ว เท่าที่ดูแทบ จะไม่มีอะไรเสียหายเลย

อาจจะเป็นไปได้ว่า ที่ผ่านมา อาจจะมีฝุ่นละออง และถ้า ทำความสะอาด คงจะเรียบร้อย ส่วนของ องค์พระพรหม เท่าที่ตรวจ ไม่พบว่า มีอะไร ชำรุดเสียหาย ส่วนที่พระเนตร ที่ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า ได้มีควักพระเนตร ออกไปนั้น เท่าที่ตรวจสอบ ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ


โดยรวมแล้วไม่มีอะไรเสียหาย อาจทำความสะอาดแล้วก็จะสมบูรณ์เหมือนเดิม และที่มีข่าวว่ามีการนำวัตถุมาป้ายที่พระเนตร มาวันนี้ก็ไม่เห็นแล้ว อาจเป็นเพราะ ตนไม่ได้มาดูแต่ต้น มาวันนี้ จึงไม่พบ ตามที่เป็นข่าว และที่เห็นว่า พระเนตรเป็นรอย อาจเป็นเพราะ มีรอยคว้าน ส่วนการทำพิธี บวงสรวง ตนไม่ทราบ เป็นเรื่องของ สำนักนายกฯ

อย่างไรก็ตาม ทาง นายลอยเลื่อย บุนนาค รองเลขาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ทางช่างสิบหมู่ตรวจ ไม่พบอะไร เพราะทางทำเนียบ ได้ให ้เจ้าหน้าที่ไปทำความสะอาดแล้ว 2 ครั้ง และที่พระเนตร เนื่องจากมีคนเอาวัตถุบางอย่าง ป้ายที่พระเนตรแล้ว เอาแผ่นทองคำเปลว ไปปิด ตนไม่เคย บอกว่าถูกควักพระเนตร ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดแล้ว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
22 ธันวาคม 2551 17:50 น. 18:23 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000150214


พิมพ์ ข่าวนี้ จับโกหก! “เดลินิวส์-ข่าวสด” หา พธม.ทำคุณไสย ควักเนตรพระพรหม

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000150129

พิมพ์ ข่าวนี้ เนรมิตทำเนียบฯ ปัดข่าวควักพระเนตรองค์พระพรหม

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 20, 2008

โปรดเกล้าฯ ครม.อภิสิทธิ์ 1


โปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว “สุเทพ” รองนายกฯ “เขยซีพี” ยังเหนียว นั่งประจำสำนักนายกฯ “กรณ์ “ขุนคลัง “ประวิตร” รมว.กลาโหม “ระนองรักษ์” คุมไอซีที ขณะที่ “พรทิวา นาคาศัย” ว่าการพาณิชย์ “เด็กเนวิน” คุมเกรดเอ “โสภณ ซารัมย์” รมว.คมนาคม “ชวรัตน์ ชาญวีรกุล” นั่ง มท.1

วันนี้(20 ธ.ค.) เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยพระบรมราชโองการ มีความดังนี้



(พระปรมาภิไธย)
ภูมิพลอดุลยเดช ปร.
พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศวันที่ 17 ธันวาคม พุทธศักราช 2551 แล้วนั้น

บัดนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้สมควรได้เป็นรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการสืบไปแล้ว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง รัฐมนตรีดังต่อไปนี้

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายวีรชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

นายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา

นายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์

นายธีระ วงศ์สมุทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายชาติชาย พุคยาภรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายโสภณ ซารัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโทโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นางพรทิวา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายถาวร เสนเนียม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายพีระพันธุ์ สารีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

นายไพฑูรย์ แก้วทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นายธีระ สลักเพชร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา

นายวิทย แก้วภราดัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายมานิตย์ นพอมรบดี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม


ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 20 ธ.ค. 2551

เป็นปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 20 ธันวาคม 2551 22:03 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000149603


พิมพ์ ข่าวนี้ โปรดเกล้าฯ ครม.อภิสิทธิ์ 1 “พรทิวา” คุมพาณิชย์ “เขยซีพี” สำนักนายกฯ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 18, 2008

รวมประกาศ – แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

Filed under: ข่าวเมืองไทย — accomthailand @ 14:38


คลิกที่นี่
อ่าน รวม ประกาศ แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย
จาก สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
(updated 12 ธันวาคม 2551 13:36 น. ฉบับที่ 29/2551 “คำเตือนก่อนเข้าสู่อำนาจ”)

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 28 กรกฎาคม 2551 18:05 น. (updated 12 ธันวาคม 2551 13:36 น. ฉบับที่ 29/2551 “คำเตือนก่อนเข้าสู่อำนาจ”)
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000088721


พิมพ์ ข่าวนี้ รวมประกาศ-แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 16, 2008

เบื้องลึกยึดพาสปอร์ต “แม้ว”


“ประสงค์” แฉ เบื้องลึก ยึดพาสปอร์ต “แม้ว”
จวก ยุค “หมัก-สมชาย” ขรก. โดนบีบหนัก

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ


“ประสงค์” เผย เบื้องหลัง ริบพาสปอร์ตแดง “แม้ว” ระบุ เป็นคนทำหนังสือแจ้ง ปลัด กต. เอง โดยย้ำถึง ระเบียบปฏิบัติ ผู้ถือพาสปอร์ต ต้องคดีอาญา ถึงที่สุด ต้องยกเลิกทันที ไม่เช่นนั้น โดนฟ้องแน่ พร้อมชี้ พาสปอร์ตธรรมดา ต้องยกเลิก ด้วยเช่นกัน แฉ ยุคนอมินี ครองเมือง ขรก. โดนบีบ หน้าเขียว “หมัก” ถึงขั้น ข่มขู่ ให้ กต. หุบปาก ตั้งท่า ย้ายกราวรูด ตั้งแต่ ปลัดกระทรวง – อธิบดี – ทูต หากแตะเรื่องนี้


น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ ผ่านรายการสภาท่าพระอาทิตย์ ทางเอเอสทีวี เมื่อเช้า วันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา กรณี กระทรวงการต่างประเทศ ได้เพิกถอน หนังสือเดินทาง นักการทูต หรือ พาสปอร์ตแดง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังหลบหนี โทษจำคุก ในคดีที่ดินรัชดาฯ อยู่ในต่างประเทศ ว่า

ตนในฐานะ รับผิดชอบ กระทรวงการต่างประเทศ มาก่อน ย่อมทราบดีถึง กฎระเบียบข้อบังคับ และ การทำงาน ของ ข้าราชการ กระทรวง การต่างประเทศ เป็นอย่างดี นอกจากนี้ จากการที่ เคยทำงานข่าวกรอง มาก่อน ทำให้ทราบว่า กรณีนี้ คนที่จะเดือดร้อนที่สุด คือ ข้าราชการ กระทรวง การต่างประเทศ เพราะเป็น ผู้รับผิดชอบโดยตรง

“ผมทราบมาว่า มีความพยายาม ที่จะกดดัน กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ให้ยกเลิกพาสปอร์ต ไม่ว่า พาสปอร์ตแดง หรือ พาสปอร์ต ประชาชนชน สีเลือดหมู หรือ สีน้ำตาล ก็แล้วแต่ มีความพยายาม กดดันมาก ตั้งแต่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ผ่านมาถึง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ ทราบว่า นายสมัคร ถึงกับข่มขู่ กระทรวงการต่างประเทศ ให้หุบปาก ในเรื่องนี้ อย่าพูด อย่าทำอะไร ทั้งสิ้น ถึงขั้น จะย้ายปลัดกระทรวง ทูตบางคน หรือ อธิบดี บางกรม งานข่าวกรองผมเช็กแล้ว รู้สึกสงสาร ข้าราชการ กระทรวงต่างประเทศ ตั้งแต่ ปลัดกระทรวง ลงมา เขาเป็น ข้าราชการ ที่มีประสบการณ์ ในอาชีพ ของเขา แต่ถูกกลั่นแกล้ง ทางการเมือง อย่างนี้ ผมไม่เห็นด้วย”

น.ต.ประสงค์ กล่าวต่อว่า จากข้อมูล ที่ตนทราบมานั้น ถึงขั้นที่ว่า ในกรณีที่ การเมืองเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเขา (ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ) กลับมาอีก เขาจะลงโทษเลย ทั้ง กระทรวงการต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ด้วยความห่วงใย ผู้ใต้บังคับบัญชาเก่า จึงได้ทำหนังสือ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา ถึง ปลัดกระทรวง ต่างประเทศ และมอบหมายให้ เพื่อน ไปนำยื่นให้ที่ กระทรวง เนื้อหาสรุปง่ายๆ ว่า เป็นหน้าที่รับผิดชอบ โดยตรง ของ ปลัดกระทรวง การต่างประเทศ ในการที่ จะให้หนังสือเดินทาง ไม่ว่าประเภทไหน หรือยกเลิก หนังสือเดินทาง ไม่ว่าประเภทไหนกับ บุคคลที่รับไปแล้ว

ในระเบียบข้อบังคับ มันชัดเจนว่า ในการที่จะให้ หนังสือเดินทาง ประเภทใดประเภทหนึ่ง กับบุคคลหนึ่งบุคคลใด ถ้า บุคคลนั้น ต้องคดีอยู่ แม้ว่า ยังไม่ถึงที่สุด ก็จะออกหนังสือเดินทางให้ ไม่ได้ ไม่ว่าประเภทใดประเภทหนึ่ง อีกกรณีคือว่า ถ้าบุคคลผู้นั้น เป็นบุคคลต้องห้าม มีประวัติไม่ดี ทางอาชญากรรม หรือก่อการร้าย ก็จะไม่ออกให้ กรณีที่ออกให้ไปแล้ว ไม่ว่า พาสปอร์ตแดง หรือประเภทอื่น ถ้าหากคนที่ได้รับไปแล้ว ประพฤติตัวไม่ถูกต้อง ถูกศาลตัดสินจำคุก ไม่ว่าจะลงโทษแล้ว หรือยังไม่ลงโทษ แล้วหนีไป ก็เพิกถอนได้

กรณี พาสปอร์ตแดง มันเป็น หนังสือเดินทางพิเศษ ที่ออกให้ เฉพาะบุคคลบางคน เช่น รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะให้ถือไป ตลอดชีวิต

ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธานวุฒิสภา ก็ให้ถือ พาสปอร์ตแดง ได้ แค่ชั่วคราว เมื่อหมดวาระแล้ว ก็ต้องเพิกถอน โดยปริยาย

เพราะฉะนั้น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ที่ถือ พาสปอร์ตแดง ต้องประพฤติตนให้ดี สมกับที่ รัฐบาล ให้เกียรติ


“ในกรณีที่ไปทำผิดเข้าแล้ว ถูกตัดสินจำคุก ไม่ว่าจะ กี่วัน กี่ปี หรือ วันหนึ่ง แต่คดีถึงที่สุด โดยระเบียบปฏิบัติเลย ให้ กระทรวงการต่างประเทศ เรียก พาสปอร์ต คืนทันที หรือยกเลิก โดยแจ้งไป ตามสถานทูต สถานกงสุล ต่างๆ กรณีคุณทักษิณ คดีถึงที่สุดแล้ว ไม่มีการอุทธรณ์อีก มันเข้าระเบียบ ปฏิบัติ ตรงนี้ ที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ต้องปฏิบัติตาม”

น.ต.ประสงค์ กล่าวต่อว่า หนังสือที่ส่งไปถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศนั้น ได้เรียกร้องให้ต้องยกเลิกพาสปอร์ตแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทันที โดยอ้างถึงระเบียบปฏิบัติที่มีอยู่ มิฉะนั้นแล้วปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรับผิดชอบ และจะถูกฟ้องร้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 มีความผิดถึงขั้นติดคุกติดตาราง ซึ่งตนรู้ล่วงหน้าว่าจะมีคนมาฟ้องแน่ จึงได้ทำหนังสืออย่างนี้ขึ้นเพื่อช่วยเหลือ

“เมื่อปลัดกระทรวง ได้รับหนังสือของผม วันที่ 9 แล้ว วันที่ 11 ปลัด ก็โทร. จะขอนัดพบผม แต่ผม ก็ไม่ว่าง เขาก็เป็นผู้น้อย ไม่กล้าพูด ทางโทรศัพท์ แต่ผมก็บอกว่า มีอะไรให้พูด ทางโทรศัพท์มาได้เลย เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า ได้รับหนังสือ ของผมแล้ว และเล่าว่า ความจริง จะทำหลายครั้งแล้ว แต่ ทาง ฝ่ายการเมือง พยายามกดดันเขา อะไรต่างๆ เขา แต่ผมจะไม่พูดรายละเอียดว่า ใครกดดันเขาบ้าง รัฐมนตรีคนไหน เป็นยังไง นายกฯ คนไหน เขาทำยังไง ผมจะไม่พูด แต่ก็ได้บอก ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ว่า ท่านปลัด ต้องยกเลิกทันที ไม่เช่นนั้น คุณถูกฟ้องแน่เลย ผมสงสาร ยังไง ก็ต้องยกเลิก แต่ว่าก่อนยกเลิก โดยมารยาทนี่ คุณเป็นข้าราชการประจำ ให้ไปถาม คุณชวรัตน์ (ชาญวีรกูล) ที่รักษาการนายกฯ และ รักษาการ รัฐมนตรีต่างประเทศ ด้วยว่า เขาจะมีความเห็นยังไง คุณเอาจดหมายผม ไปให้เขาดูเลย

แล้วก็ วันที่ 11 ปลัดกระทรวง การต่างประเทศ ก็รับปาก แล้ว วันที่ 12 ก็โทร. มาหาผมอีก บอกว่า เอาหนังสือของผมไปให้ คุณชวรัตน์ ดูแล้ว คุณชวรัตน์ เห็นหนังสือผม ก็พูดไม่ออก และบอกปลัดว่า เป็นดุลยพินิจของ กระทรวงการต่างประเทศ

ก็เป็นคำตอบที่ถูก ก็ต้องน่าชมเชย คุณชวรัตน์ ไว้ด้วยว่า อย่างน้อย ก็รู้จักรักษาระเบียบการ ต่างๆ ที่ถูกต้องเอาไว้ เพราะฉะนั้น ถ้า คุณชวรัตน์ บอกว่าไม่ให้ยกเลิก ละก็ คุณชวรัตน์ โดนกฎหมายอาญา ฟ้องร้องทันที ทั้งๆ ที่ วันนี้มั้ง อาจจะหมดสภาพรักษาการ

“ทีนี้ ท่านปลัด ก็โทร. กลับมาบอกผมอีกว่า ส่งเรื่องไปให้ กรมกงสุลของ กระทรวงการต่างประเทศ ให้สั่งเพิกถอนแล้ว วันที่ 12 นี่ก็เป็น ความเป็นมา แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่อะไรหรอก บ้านเมือง ถ้าหากว่า มันมีกฎหมายอยู่ มีกฎอยู่ มีระเบียบบอยู่แล้ว ก็ไม่ทำตาม กฎระเบียบ หรือกฎหมายเหล่านั้น บ้านเมือง มันจะอยู่กันได้อย่างไร เพียงเรื่องเล็กๆ อย่างนี้ ยังเห็นแก่ตัวกัน แล้วพาสปอร์ตแดงนี่ เป็นพาสปอร์ต นักการทูต ที่มีสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ผู้ใช้ นำไปใช้ใน ต่างประเทศนี่ ในการตรวจตราต่างๆ เขาไม่ตรวจ”

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหาว่า เป็นการกลั่นแกล้ง ทำให้เขา เป็นหมาจนตรอกนั้น น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า เบื้องหลังเรื่องนี้ เป็นเพราะ ตนสงสาร เจ้าหน้าที่ แต่ไม่ทราบว่า ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ เรียกตัวเองเป็น หมา ปกติ คนเขาไม่จนตรอก หมาเท่านั้น ที่จนตรอก แล้วบอกว่า กำลังจะไล่ให้ จนตรอกนี่ ตนไม่คิดไล่คน ให้จนตรอกเลย

ในส่วนของ พาสปอร์ตธรรมดา ที่กระทรวงการต่างประเทศ จะให้กฤษฎีกาตีความ ว่า ควรจะยกเลิก ด้วยหรือไม่นั้น น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า ความจริงแล้ว ในระเบียบปฏิบัติของ กระทรวงการต่างประเทศนั้น ผู้ถือหนังสือเดินทาง ไม่ว่าประเภทไหน ถ้าถูกตัดสินจำคุก คดีถึงที่สุดแล้ว ต้องยกเลิกเลย ทุกประเภท


แต่ว่าการที่ กระทรวงการต่างประเทศ ยังให้กฤษฎีกาตีความ ก็อาจจะเป็น ความรอบคอบ เพราะว่า พลเมือง ย่อมมีสิทธิเสรีภาพ ในการเดินทาง ไปไหนมาไหน เพราะฉะนั้น ถ้ายกเลิกหนังสือเดินทาง จะขัดรัฐธรรมนูญ หรือหรือไม่


“ซึ่งถ้าเป็นผม ผมยกเลิก ทุกประเภทเลย เพราะระเบียบปฏิบัติ ให้ผมทำอย่างนี้ เป็นกฎเกณฑ์แล้วนะครับ แต่ว่า เราอย่าไปตำหนิอะไร เจ้าหน้าที่เลย เขาก็ต้องรอบคอบ ของเขา แต่ว่าในที่สุดแล้ว ไม่มีหรอกครับ ที่จะไม่ถอนพาสปอร์ต ขนาดพาสปอร์ตแดง เป็นพาสปอร์ตพิเศษ ยังถอนเลย พาสปอร์ตธรรมดา ทำไมจะถอนไม่ได้” น.ต.ประสงค์ กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
16 ธันวาคม 2551 18:31 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000147973


พิมพ์ ข่าวนี้ “ประสงค์” แฉเบื้องลึกยึดพาสปอร์ต “แม้ว”-จวกยุค “หมัก-สมชาย” ขรก.โดนบีบหนัก

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

รายชื่อ สส. ในการโหวตเลือก นายกฯ คนที่ 27


เช็คชื่อ ส.ส. “สองขั้ว” โหวตเลือก นายกฯ คนที่ 27


ผลการออกเสียงลงมติ เลือกนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ปรากฏว่า

มี ส.ส. 235 คน ยกมือสนับสนุนให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี

มี ส.ส. 198 คน ยกมือสนับสนุนให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
ว่าที่หัวหน้าพรรค เพื่อแผ่นดิน ดำรงตำแหน่ง นายกฯ


มีผู้ไม่มาประชุม 1 คน ได้แก่

นพ.ไกร ดาบธรรม พรรค รวมใจไทยชาติพัฒนา ส.ส.เชียงใหม่

มีผู้งดออกเสียง 3 คน ได้แก่

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน (เดิม)
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.สัดส่วน
นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ส.ส.นครราชสีมา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

235 เสียง ที่สนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ส.ส.สัดส่วน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


1. พรรคประชาธิปัตย์ 164 คน


2. พรรคพลังประชาชน (เดิม) 33 คน จำแนกเป็น


2.1) กลุ่มเพื่อนเนวิน 22 เสียง ได้แก่


1. นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ส.ส.อุดรธานี
2. นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย ส.ส.สกลนคร
3. นายธนเทพ ทิมสุวรรณ ส.ส.สัดส่วน
4. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา
5. นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น
6. นายเพิ่มพูน ทองศรี ส.ส.สัดส่วน
7. นายประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ส.ส.บุรีรัมย์
8. นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น
9. นายพัฒนา สังขทรัพย์ ส.ส.เลย
10. นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา

11. นายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ ส.ส.บุรีรัมย์
12. นายยรรยง ร่วมพัฒนา ส.ส.สุรินทร์
13. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ ส.ส.บุรีรัมย์
14. นายเลิศศักดิ์ ทัศนเศรษฐ ส.ส.สุรินทร์
15. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ส.ส.นนทบุรี
16. นายวิเชียร อุดมศักดิ์ ส.ส.อำนาจเจริญ
17. นายวีระ รักความสุข ส.ส.สัดส่วน
18. นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม
19. นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.บุรีรัมย์
20. นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ส.ส.สุรินทร์

21. นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ส.ส.มหาสารคาม
22. นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์


2.2) กลุ่ม ส.ส. ที่คาดว่าจะย้ายไปอยู่ พรรคกิจสังคม 4 คน ประกอบด้วย


1. นายชยุต ภุมมะกาญจนา ส.ส.ปราจีนบุรี
2. นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ส.ส.สัดส่วน
3. นายวารุจ ศิริวัฒน์ ส.ส.อุตรดิตถ์
4. นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาตย์ ส.ส.พิษณุโลก


2.3) กลุ่ม ส.ส. ภาคกลางและ อีสาน ซึ่งคาดว่าจะย้ายไปสังกัด พรรคเพื่อแผ่นดิน 7 คน ได้แก่


1. นายสันทัด จีนาภักดิ์ ส.ส.กาญจนบุรี
2. นายเฉลิมชาติ การุณ ส.ส.สกลนคร
3. นายกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ ส.ส.สุรินทร์
4. นายสาทิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ส.ส.สุรินทร์
5. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ส.ส.สุรินทร์
6. นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจจ ส.ส.สุรินทร์
7. นายคงกฤช หงษ์วิไล ส.ส.ปราจีนบุรี


3. พรรค รวมใจไทยชาติพัฒนา 5 คน ได้แก่


1. นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล ส.ส.นครราชสีมา
2. นายวัชพล โตมรศักดิ์ ส.ส.นครราชสีมา
3. นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.พิจิตร
4. นายประเสริฐ บุญชัยสุข ส.ส.นครราชสีมา
5. นางวรศุลี สุวรรณปรุสิทธิ์ ส.ส.มุกดาหาร


4. พรรคมัชฌิมาธิปไตย (เดิม) 8 คน ได้แก่


1. นางพรทิวา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท
2. นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ส.ส.สุรินทร์
3. นายมานิต นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี
4. นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี
5. นายณัฐวุฒิ สุขเกษม ส.ส.บุรีรัมย์
6. นายมาโนช เฮงยศมาก ส.ส.บุรีรัมย์
7. นายสมนึก เฮงวาณิชย์ ส.ส.บุรีรัมย์
8. นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ


5. พรรคเพื่อแผ่นดิน 12 คน ได้แก่


1. นายไชยยศ จิรเมาธากร ส.ส.อุดรธานี
2. นายนรพล ตันติมนตรี ส.ส.เชียงใหม่
3. นายประนอม โพธิ์คำ ส.ส.นครราชสีมา
4. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา
5. นายพิกิฏ ศรีชนะ ส.ส.ยโสธร
6. นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา
7. นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร
8. ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา
9. นายวิทยา บุตรดีวงค์ ส.ส.มุกดาหาร
10. นายสุชาติ ตันติวณิชชานนท์ ส.ส.อุบลราชธานี
11. นายอนุวัฒน์ วิเศษจิดาวัฒน์ ส.ส.นครราชสีมา
12. นพ.อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม


6. พรรคชาติไทย (เดิม) 14 คน ได้แก่


1. นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงศ์ ส.ส.ชัยภูมิ
2. นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์
3. นายพีรเดช สิริวันสาณฑ์ ส.ส.นครสวรรค์
4. นายวัชระ ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส
5. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.พระนครศรีอยุธยา
6. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร
7. พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร
8. นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ส.ส.เพชรบูรณ์
9. นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง
10. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี

11. นายตุ่น จินตะเวช ส.ส.อุบลราชธานี
12. นายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.สัดส่วน
13. นางปารีณา ปาจรียางกูล ส.ส.ราชบุรี (คาดว่า จะย้ายไปพรรคกิจสังคม)
14. นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ ส.ส.สุโขทัย (คาดว่า จะย้ายไปพรรคกิจสังคม)


198 เสียงที่ สนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
ส.ส.สัดส่วน ว่าที่ หัวหน้าพรรค เพื่อแผ่นดิน


1. พรรคพลังประชาชน (เดิม) จำนวน 178 คน ได้แก่


1. นายกนก ลิ้มตระกูล ส.ส.อุตรดิตถ์
2. น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ ส.ส.สัดส่วน
3. นายกฤษดาภรณ์ เสียมภักดี ส.ส.เชียงใหม่
4. นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร ส.ส.นครปฐม
5. นายนิคม เชาว์กิติโสภณ ส.ส.สัดส่วน
6. นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.
7. นายกิตติ สมทรัพย์ ส.ส.ร้อยเอ็ด
8. นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.สัดส่วน
9. นายเกษม อุประ ส.ส.สกลนคร
10. นายคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์

11. นายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ขอนแก่น
12. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน
13. นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ ส.ส.ลำปาง
14. นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี
15. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ส.ส.เพชรบูรณ์
16. นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร ส.ส.ขอนแก่น
17. นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ ส.ส.มหาสารคาม
18. นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร
19. นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ
20. นายฉลาด ขามช่วง ส.ส.ร้อยเอ็ด

21. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน
22. นางชมพู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย
23. นายชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน
24. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน
25. ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ส.ส.ชัยนาท
26. น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่
27. นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ ส.ส.ปทุมธานี
28. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี
29. นายสุรชัย เบ้าจรรยา ส.ส.สัดส่วน
30. ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน

31. นายเชิดพงษ์ ราชป้องขันธ์ ส.ส.หนองคาย
32. นายชัยวัฒน์ ติณรัตน์ ส.ส.มหาสาคาม
34. นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู
35. นายเรวัติ สิรินุกุล ส.ส.สัดส่วน
36. นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา
37. นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา
38. นายณรงค์กร ชวาลสันตติ ส.ส.เพชรบูรณ์
39. นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.กทม.
40. นางดวงแข อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น

41. นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ส.ส.อุดรธานี
42. นายไตรรงค์ ติธรรม ส.ส.หนองคาย
43. นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส.อุตรดิตถ์
44. นายทองดี มานิสสาร ส.ส.อุดรธานี
45. นายธนเทพ ทิมสุวรรณ ส.ส.สัดส่วน
46. นายธนาธร โล่ห์สุนทร ส.ส.ลำปาง
47. นายธเนศ เครือรัตน์ ส.ส.ศรีสะเกษ
48. นายธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ
49. นายนพคุณ รัฐผไท ส.ส.เชียงใหม่
50. นางนฤมล ธารดำรง ส.ส.สมุทรปราการ

51. นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น
52. นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส
53. นางนันทนา ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย
54. นายนิทัศน์ ศรีนนท์ ส.ส.นนทบุรี
55. นายนิพนธ์ ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์
56. นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก
57. นายนิยม วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี
58. นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล ส.ส.แพร่
59. นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร
60. นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด

61. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่
62. นางบุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์
63. นายบุญเลิศ ครุฑขุนทด ส.ส.นครราชสีมา
64. ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี
65. นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ
66. นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ
67. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา
68. นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ส.ส.สมุทรปราการ
69. นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์
70. นายปริญญา ฤกษ์หร่าย ส.ส.กำแพงเพชร

71. นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย
72. ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น
73. นายประวีณ แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ
74. นางปานหทัย เสรีรักษ์ ส.ส.แพร่
75. น.ส.ปาริชาติ ชาลีเครือ ส.ส.ชัยภูมิ
76. นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย
77. นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม
78. ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย
79. นายพงษ์ศักดิ์ บุญศล ส.ส.สกลนคร
80. น.ส.พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี

81. นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ส.ส.ศรีสะเกษ
82. นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ส.ส.สัดส่วน
83. นายพ้อง ชีวานันท์ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา
84. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย
85. นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู
86. นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร
87. นายพีระเพชร ศิริกุล ส.ส.กาฬสินธุ์
88. นายเพิ่มพูน ทองศรี ส.ส.สัดส่วน
89. นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม
90. นายไพโรจน์ ตันบรรจง ส.ส.พะเยา

91. นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ส.ส.กทม.
92. นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์
93. นายภูมิ สาระผล ส.ส.ขอนแก่น
94. นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ ส.ส.สมุทรสาคร
95. พล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี
96. นายมานะ โลหะวณิชย์ ส.ส.ชัยภูมิ
97.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน
98. นายถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ ส.ส.สัดส่วน
99. นายยุทธพงษ์ แสงศรี ส.ส.หนองคาย
100. นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.เชียงราย

101. นายรัฐกร เจนกิจณรงค์ ส.ส.นครปฐม
102. นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย ส.ส.ขอนแก่น
103. น.ส.ละออง ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย
104. นางลินดา เชิดชัย ส.ส.นครราชสีมา
105. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่
106. นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลราชธานี
107. นายวราวงษ์ พันธุ์ศิลา ส.ส.ร้อยเอ็ด
108. นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ส.ส.เพชรบูรณ์
109. นายวัลลภ สุปริยศิลป์ ส.ส.น่าน
110. นายวาสิต พยัคฆบุตร ส.ส.ลำปาง

111. นายวิชัย สามิตร ส.ส.หนองบัวลำภู
112. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม.
113. นายวิทยา ทรงคำ ส.ส.เชียงใหม่
114. นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา
115. นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน
116. พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน ส.ส.สัดส่วน
117. นายวิวัฒชัย โหตระไวศยะ ส.ส.ศรีสะเกษ
118. น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย
119. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา

120. นายวีระพล จิตสัมฤทธิ ส.ส.ศรีสะเกษ
121. นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ ส.ส.กาฬสินธุ์
122. นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก
123. นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา
124. พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ส.ส.สัดส่วน
125. นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด
126. นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด
127. นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน
128. นายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน
129. นายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย
130. พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา

131. พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ส.ส.กาญจนบุรี
132.นายสมพล เกยุราพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน
133. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น
134. นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน
135. นายสรรพภัญญู ศิริไปล์ ส.ส.มหาสารคาม
136. นายสฤษฏ์ อึ้งอภินันท์ ส.ส.เชียงราย
137. นายสัญชัย วงษ์สุนทร ส.ส.นครสวรรค์
138. นายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.สัดส่วน
139. นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน

140. นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย

141. นางสิรินทร รามสูต ส.ส.น่าน
142. นายสุชน ชามพูนท ส.ส.สัดส่วน
143. นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี
144. นายสุชาย ศรีสุรพล ส.ส.ขอนแก่น
145. นายสุทธิชัย จรูญเนตร ส.ส.อุบลราชธานี
146. นายสุทิน นพขำ ส.ส.ปทุมธานี
147. น.ส.สุนทรี ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ
148. นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน
149. นายสุพล ฟองงาม ส.ส.อุบลฯ
150. ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี ส.ส.ปทุมธานี

151. นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล ส.ส.มหาสารคาม
152. นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา
153. พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ ส.ส.อุดรธานี
154. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่
155. นายประเกียรติ นาสิมา ส.ส.สัดส่วน
156. นายสุรพล เกียรติไชยากร ส.ส.เชียงใหม่
157. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ
158. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา
159. นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ส.ส.เพชรบูรณ์
160. นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ส.ส.เชียงราย

161. นายเสรี สาระนันท์ ส.ส.สกลนคร
162. นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ส.ส.สัดส่วน
163. นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.แม่ฮ่องสอน
164. นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร
165. นายอนันต์ ศรีพันธุ์ ส.ส.อุดรธานี
166. นายอนุชา สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม
167. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.
168. นายอนุสรณ์ ปั้นทอง ส.ส.กทม.
169. นางอนุสรา ยังตรง ส.ส.สมุทรปราการ
170. พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี

171. น.ส.อรุณี ชำนาญยา ส.ส.พะเยา
172. นายอัสนี เชิดชัย ส.ส.สัดส่วน
173. นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน

174. นายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี
175. นายอิทธิเดช แก้วหลวง ส.ส.เชียงราย
176. นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ส.ส.ลำปาง
177. นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี
178. นายเอี่ยม ทองใจสด ส.ส.เพชรบูรณ์


2. พรรครวมใจไทยฯ 2 คน ได้แก่


1. พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรค ส.ส.สัดส่วน ลาออกจากการเป็น สส. แล้ว
2. นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา


3. พรรคมัชฌิมาธิปไตย (เดิม) 3 เสียง ได้แก่


1. นางกรรณิการ์ เจริญพันธ์ ส.ส.สุรินทร์ โดยมีกระแสข่าวว่า จะย้ายไปสังกัด พรรคประชาราช
2. พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ ส.ส.นครสวรรค์ โดยมีกระแสข่าวว่า จะย้ายไปสังกัด พรรคประชาราช
3. นายอารยะ ชุมดวง ส.ส.สุโขทัย โดยมีกระแสข่าวว่า จะย้ายไปสังกัด พรรคประชาราช


4. พรรคประชาราช 5 คน ได้แก่


1. นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว
2. นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว
3. นายฐานิสร์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว
4. นางตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว
5. นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ส.ส.นครสวรรค์


5. พรรคชาติไทย (เดิม) 1 คน ได้แก่


นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ส.ส.ปทุมธานี


6. พรรคเพื่อแผ่นดิน 9 คน ได้แก่


1. ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ส.ส.สัดส่วน
2. นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.นครราชสีมา
3. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรค ส.ส.สัดส่วน
4. นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา ส.ส.สัดส่วน
5. นายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน
6. นพ.วัลลภ ไทยเหนือ ส.ส.สัดส่วน
7. นายแวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส
8. นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน
9. นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ส.ส.สัดส่วน

mtc1ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หน้า 2 มติชนรายวัน
วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11238
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0102161251&sectionid=0101&selday=2008-12-16


พิมพ์ ข่าวนี้ เช็คชื่อ ส.ส. “สองขั้ว” โหวตเลือก นายกฯ คนที่ 27

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 15, 2008

ก.ต. ยกเลิกหนังสือเดินทางทูตของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา


การยกเลิกหนังสือเดินทางทูตของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี


ตามที่ได้มีผู้สื่อข่าว สอบถามข้อเท็จจริง เกี่ยวกับรายงานข่าว เรื่องกระทรวงการต่างประเทศ ยกเลิกหนังสือเดินทาง ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี


กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลว่า ได้ยกเลิกหนังสือเดินทางทูตของ อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว


กระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งด้วยว่า ได้พิจารณาเรื่องนี้ ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากมี ประเด็นทางกฎหมาย และมีนัยทางการเมือง ที่สำคัญ และที่ผ่านมา ได้มีการทำความเห็นเสนอต่อ รัฐบาล ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาแล้ว 3 รัฐบาล จนกระทั่งได้มี คำพิพากษา เกี่ยวกับ อดีตนายกรัฐมนตรี และคดีได้ถึงที่สุด เนื่องจากไม่มีการอุทธรณ์


ก่อนการตัดสินใจ ยกเลิกหนังสือเดินทางทูต ดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศ ได้ปรึกษาหารือ กับรัฐบาลอีกครั้ง จนเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา (12 ธันวาคม 2551) กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้รักษาการ ตามระเบียบนี้ ได้ตัดสินใจ ยกเลิกหนังสือเดินทางทูต


กระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งหนังสือแจ้งเรื่องนี้ไปยัง ที่อยู่ของอดีตนายกรัฐมนตรี ในกรุงเทพมหานครแล้ว


สำหรับหนังสือเดินทางธรรมดา ที่อดีตนายกรัฐมนตรี ถืออยู่ อีกเล่มนั้น กระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งเรื่องให้ คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตีความ ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในการเดินทาง ตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อนำมา ประกอบการพิจารณาต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าวสารนิเทศ ของ กระทรวงการต่างประเทศ, ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ 10400
http://www.mfa.go.th/web/200.php?id=21383
15 ธันวาคม 2551 18:35:52


พิมพ์ ข่าวนี้การยกเลิกหนังสือเดินทางทูตของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี



การเมืองเปลี่ยน! กต. ยกเลิกพาสปอร์ตแดง “แม้ว”


กต. แจง ยกเลิกพาสปอร์ตแดง “ทักษิณ” แล้ว เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา ระบุสาเหตุ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด พร้อมให้ กฤษฎีกาตีความกฎหมาย ยกเลิกหนังสือเดินทางธรรมดาด้วย


เมื่อเวลา 18.35 น. วันที่ 15 ธันวาคม 2551 เว็บไซต์ กระทรวงการต่างประเทศ ได้นำเสนอข่าว กรณี การยกเลิกหนังสือเดินทางทูต ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า


ตามที่ได้มีผู้สื่อข่าว สอบถามข้อเท็จจริง เกี่ยวกับรายงานข่าว เรื่องกระทรวงการต่างประเทศ ยกเลิกหนังสือเดินทาง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลว่า ได้ยกเลิกหนังสือเดินทางทูตของ อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว


กระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งด้วยว่า ได้พิจารณาเรื่องนี้ ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากมีประเด็นทางกฎหมาย และมีนัยทางการเมือง ที่สำคัญ และที่ผ่านมา ได้มีการทำความเห็นเสนอ ต่อรัฐบาล ผ่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ มาแล้ว 3 รัฐบาล จนกระทั่งได้มี คำพิพากษาเกี่ยวกับ อดีตนายกรัฐมนตรี และคดีได้ถึงที่สุด เนื่องจากไม่มีการอุทธรณ์


ก่อนการตัดสินใจ ยกเลิกหนังสือเดินทางทูตดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศ ได้ปรึกษาหารือ กับรัฐบาลอีกครั้ง จนเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา (12 ธ.ค.) กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้รักษาการตามระเบียบนี้ ได้ตัดสินใจ ยกเลิกหนังสือเดินทางทูต


กระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งหนังสือแจ้งเรื่องนี้ไปยังที่อยู่ของ อดีตนายกรัฐมนตรี ในกรุงเทพมหานคร แล้ว


สำหรับหนังสือเดินทางธรรมดาที่ อดีตนายกรัฐมนตรี ถืออยู่อีกเล่มนั้น กระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งเรื่องให้ คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตีความ ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในการเดินทาง ตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อนำมาประกอบ การพิจารณาต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 15 ธันวาคม 2551 20:43 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000147468


พิมพ์ ข่าวนี้ การเมืองเปลี่ยน! กต.ยกเลิกพาสปอร์ตแดง “แม้ว”



“บัวแก้ว”ยกเลิกพาสปอร์ตแดง”ทักษิณ”


(Update) บัวแก้ว ยกเลิกพาสปอร์ตแดง”ทักษิณ” เหตุถูกตัดสินที่ดินรัชดาและ ไม่มีการยื่นอุทธรณ์ หลังเสนอรัฐบาลพิจารณามาแล้วหลายครั้ง จนต้องตัดสินใจเอง


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์แจ้งผ่านทาง http://www.mfa .go.th ว่า ได้ยกเลิกหนังสือเดินทางทูต (พาสปอร์ตแดง) ของอดีตนายกรัฐมนตรีแล้วโดยกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งด้วยว่า ได้พิจารณาเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากมีประเด็นทางกฎหมาย และมีนัยทางการเมืองที่สำคัญ และที่ผ่านมา ได้มีการทำความเห็นเสนอ ต่อรัฐบาลผ่าน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว 3 รัฐบาล จนกระทั่งได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี และคดีได้ถึงที่สุดเนื่องจากไม่มีการอุทธรณ์

ทั้งนี้ ได้มีการระบุอีกว่า ก่อนการตัดสินใจยกเลิกหนังสือเดินทางทูตดังกล่าว ทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้ปรึกษาหารือกับรัฐบาลรักษาการอีกครั้ง จนเมื่อวันที่12 ธันวาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้รักษาการตามระเบียบนี้ได้ตัดสินใจยกเลิกหนังสือเดินทางทูต โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ส่งหนังสือแจ้งเรื่องนี้ไปยังที่อยู่ของอดีตนายกรัฐมนตรีในกรุงเทพมหานครแล้ว

สำหรับหนังสือเดินทางธรรมดาที่อดีตนายกรัฐมนตรีถืออยู่อีกเล่มนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตีความในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการเดินทางตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว bangkokbiznews
15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 18:52:00
http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/15/news_320404.php


พิมพ์ ข่าวนี้ “บัวแก้ว”ยกเลิกพาสปอร์ตแดง”ทักษิณ”

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Next Page »

Create a free website or blog at WordPress.com.