Accom Thailand

December 24, 2008

อันตราย “เจ้าสัวธนินท์” หนุน “อภิสิทธิ์” ใช้ 2 สูง แก้วิกฤติเศรษฐกิจ

Suthichaiyoon.com

Suthichaiyoon.com


หากจะดูถูกว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่มีประสบการณ์ นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัว คือ การเป็นคนที่ ไม่ยอมรับฟัง ความคิดเห็น ของคนอื่น ซึ่งเป็น เรื่องอันตราย หาก นายกฯ รู้ตัวว่าชั่วโมงบินไม่พอ ก็ให้ฟังมากๆ” เจ้าสัวธนินท์ กล่าวเตือน


“เจ้าสัวธนินท์” เตือน “อภิสิทธิ์” ต้องมีทีม ที่ปรึกษาเก่งๆ รับฟังความเห็นคนอื่น หากไม่ยอมรับฟัง เป็นเรื่องน่ากลัวและอันตราย หนุนรัฐ อัดงบ 2 แสนล้าน บาท แก้ปัญหารากหญ้า แนะรัฐใช้หนี้แทน เกษตรกร เพื่อตั้งต้น ทำธุรกิจใหม่ มั่นใจ นโยบาย 2 สูง สามารถแก้วิกฤติเศรษฐกิจได้


นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเครือ เจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผยถึง รัฐบาลชุดใหม่ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี บอกว่า โดยนิสัยตัวเอง จะมองในแง่ดี เอาไว้ก่อน เพราะยังไม่เห็น ฝีมือการทำงาน หากทำไม่ดี สามารถนำมาพูด ทีหลังได้ ขณะนี้ ต้องให้กำลังใจ ในการทำงาน ต้องรอดู ฝีมือรัฐบาล ให้เขาทำงานก่อน


หากจะดูถูกว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่มีประสบการณ์ นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัว คือ “การเป็นคนที่ไม่ยอมรับฟัง ความคิดเห็น ของคนอื่น ซึ่งเป็น เรื่องอันตราย หาก นายกฯ รู้ตัวว่า ชั่วโมงบินไม่พอ ก็ให้ฟังมากๆ ในโลกมีคนเก่งอยู่มาก ทั้งในเมืองไทย และต่างประเทศ ขอให้ นายกฯ ฟังหลายๆ ฝ่าย ก่อนตัดสินใจ เมื่อนั้น นายกฯ จะเป็นคนเก่งที่สุด”


นายธนินท์ ได้ยกตัวอย่าง ให้เห็นว่า สมัยรัชกาลที่ 4-5 ยังมีการใช้ นักวิชาการ จากต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์ อาทิเช่น จ้างมาจาก ประเทศอังกฤษ มาสร้างระบบราชการ ดังนั้น การทำงานของรัฐบาล ต้องเชิญคนเก่ง มาเป็นที่ปรึกษา แล้วตัดสินใจ ต้องมองทีมงาน ทีมที่ปรึกษา การรับฟัง ความคิดเห็น ของหลายฝ่าย ทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน เพื่อมาปรับปรุงการทำงาน หากทำได้ หรือรับฟังคนเก่งๆ มากๆ แม้นายกฯ จะมีอายุน้อย ก็จะเป็น นายกฯ ที่เก่งได้

นายธนินท์ กล่าวย้ำว่า ส่วนตัว ไม่กลัวคนไม่เก่ง แต่กลัว คนที่ไม่รับฟังคนอื่น อาทิเช่น กระทรวงอุตสาหกรรม จากนี้ ต้องเชิญ นักธุรกิจใหญ่ นักธุรกิจเล็ก เข้ามาหารือ เพื่อรับฟังปัญหา ว่า ภาคเอกชน ต้องการให้ รัฐบาลช่วยเหลืออะไร เพื่อป้องกัน การตกงานของ ภาคอุตสาหกรรม

หนุนอัดฉีด งบ2แสนล้าน ช่วยรากหญ้า


สำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ของรากหญ้า ในความเห็นส่วนตัว รัฐบาลควรจะอัดฉีดเงิน โดยตรง ไปที่หญ้า คาดว่าจะใช้เงิน จำนวน 2 แสนล้าน น่าจะได้ผล อาทิเช่น การอัดฉีด ผ่านกองทุนหมู่บ้าน ใครที่เป็นหนี้อยู่ ให้เอาเงินตรงนี้ ไปคืน แล้วตั้งต้นทำธุรกิจใหม่ จะทำให้เขา มีกำลังใจ และ เป็นการ สร้างงานด้วย ส่วนนโยบายประชานิยม ของรัฐบาล ชุดที่ผ่านมา หากอันไหนดี ก็ควรจะสานต่อ

นอกจากนี้ นโยบายด้านการเกษตร จะต้องพัฒนาความรู้ เพื่อพัฒนาให้การเกษตร เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม จึงจะอยู่รอด จากปัจจุบัน เกษตรกร ขาด 3 อย่าง คือ


1. เงินทุน
2. เทคโนโลยี และ
3. ตลาด


ต้องมีคนให้ ในเรื่องนี้ เขาถึงจะเดินหน้าต่อไปได้ หากตน มีอำนาจ จะใช้วิธีการปลดหนี้ แทนการพักชำระหนี้ ส่วนการแทรกแซง ราคาสินค้าเกษตร แม้จะไม่เห็นด้วย ในภาพรวม แต่ในภาวะเศรษฐกิจ ที่เป็นอยู่ขณะนี้ มีความจำเป็น เพื่อให้ราคาสอดคล้อง กับราคาในตลาดโลก


นายธนินท์ กล่าวอีกว่า นโยบายอันไหนในยุคของ รัฐบาลทักษิณ ที่ดีก็ให้คงไว้ โดยเฉพาะ นโยบายประชานิยม ควรจะทำ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่ม รายได้ ให้กับ ผู้มีรายได้น้อย เห็นด้วยกับ การอัดงบ 2 แสนล้านบาท ให้กับ กลุ่มเกษตรกร กระจายงบ ลงสู่หมู่บ้าน เพื่อให้เกษตร แก้ปัญหาหนี้ และไม่ต้องกลัว คำครหา เพราะเป็น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ “นโยบาย ของฝ่ายตรงข้าม ถ้าดีก็คงไว้ ไม่ดีก็ตัดไป โดยความเห็นส่วนตัว ถ้าผมเป็น รัฐบาล จะปลดหนี้ ให้หมดเลย”


ย้ำควรมองวิกฤติ เป็นโอกาส


สำหรับ สถานการณ์เศรษฐกิจ ที่หลายฝ่าย มองว่าในปี 2552 ทุกธุรกิจ จะได้รับผลกระทบ อย่างหนัก ส่วนตัวแล้ว อาจจะมองผลกระทบ ที่ไม่เหมือน ใคร เพราะจากประสบการณ์ ที่ผ่านมา ของอะไรก็ตาม ที่ขึ้นเร็ว จะลดลงเร็ว ขณะที่ ของอะไรก็ตาม ที่ลดลงเร็ว ก็จะเพิ่มขึ้น ในเวลา อันรวดเร็ว เช่นกัน ดังนั้น แนวโน้ม ราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวลดลง ขณะนี้ คาดว่าภายในกลางปี 2552 น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ ประมาณ 60-80 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล และสูงสุดน่าจะอยู่ที่ ประมาณ 80 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล ซึ่งในเวลานั้น ราคาสินค้าเกษตร จะปรับสูงขึ้นอีกครั้ง

แม้ว่าผลจาก ราคาน้ำมันบางส่วน จะทำให้ทั่วโลก ได้รับความเดือดร้อน จากต้นทุนการผลิต ที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาล ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการเก็บภาษี เช่นเดียวกัน รายได้จาก ภาษี สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ทางด้านการลงทุน ช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจ ในประเทศ ดีขึ้น จะเป็น สถานการณ์ ที่ต่างจากภาวะเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน ที่เป็นช่วงที่ ราคาน้ำมัน ปรับตัวลดลง ราคาสินค้าทุกชนิด ปรับลดลงตาม การส่งออก ในรูปของ ปริมาณ และมูลค่า ลดลง ภาษีของรัฐบาล จะหายไป การขาดดุลการค้า จะเกิดขึ้น ดังนั้น รัฐบาลต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ สังคมก็เดือดร้อน การจับจ่าย น้อยลง กำลังซื้อน้อยลง คนตกงาน จำนวนมากขึ้น

หนุนใช้ 2สูง แก้วิกฤติเศรษฐกิจ


นายธนินท์ ย้ำว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ ยังยืนยันว่า ทฤษฎี 2 สูง


1.สินค้าเกษตรต้องสูง และ
2. ค่าแรงสูง


จากที่ไทย มีข้อได้เปรียบ ทางด้านลักษณะ ภูมิศาสตร์ ที่สามารถปลูกได้ทั้ง พืชอาหารและ น้ำมัน จะทำให้เกษตรกร อยู่ได้ในภาวะที่ สินค้า อุปโภค บริโภค มีราคาแพง โดยจาก ความต้องการ ยางพารา ทั้งใน อุตสาหกรรม ยานยนต์ เก่า และ ผลิตใหม่ คาดว่าจะทำให ้ราคายาง ในอนาคต อยู่ที่ กิโลกรัมละ 80 บาท จากปัจจุบัน อยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท


ส่วนข้าวไทย ยังมีโอกาสทำให้ ราคาเท่ากับทองคำ เพราะทั่วโลก ยังมีความต้องการข้าวมาก ขณะที่ ผลผลิตข้าวของ 5 ประเทศหลัก มีการส่งออก เพียง 57 ล้านตัน จากความต้องการ ของโลก 451 ล้านตัน

ดังนั้น เพื่อพยุงราคา ให้สูงขึ้น จึงขอแนะนำให้ รัฐบาลเก็บข้าว ไว้ในสต็อกก่อน 1 ใน 3 ของผลผลิต หรือประมาณ 6-7 ล้านตัน เวียดนาม เก็บไว้ 7-8 ล้านตัน รับรอง ราคาข้าวเพิ่มขึ้นแน่ นอกจากนี้ รัฐบาลควรใช้ค้ำประกัน การพิมพ์พันธบัตร แทนทองคำ เพื่อปรับโครงสร้าง ราคาและ การเงิน

“ที่ผ่านมา เกาหลี จนกว่า เกษตรกรไทย แต่ปัจจุบันนี้ เกษตรกรเขา รวยกว่าไทย ไปเที่ยวทั่วโลก เพราะรัฐบาล ไม่เข้าใจ คนจน เอาคนจน มาช่วยเหลือ คนจนในเมือง และ คนรวยในเมือง สื่อมวลชน มีส่วนจะช่วยเรื่องนี้ ได้มาก เขียนแล้ว ราคาสินค้าจะสูงขึ้น ทำอย่างไรก็ได้ ให้มี การประกันรายได้ ให้เกษตรกร ให้เท่ากับ เสมียน หากคนส่วนใหญ่ของชาติ มีรายได้ดี” นายธนินท์กล่าว

นายธนินท์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของ ซีพี ในระยะต่อไป จะทำ ในเชิงรุก ไม่ใช่เชิงรับ ยืนยัน ไม่เอาคนออก เพราะต้อง ส่งเสริมการขาย สินค้าซีพี ยังมีโอกาสโต อีกมาก เชื่อมั่นว่า นักธุรกิจไทย จะมีศักยภาพ ในการแข่งขันสูง เพราะที่ผ่านมา สามารถโตได้ โดยที่รัฐบาล ไม่ให้การสนับสนุน

แม้จะมี สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน หรือมี บีโอไอ แต่ก็สนับสนุน เพียงการลงทุน ต่างจากประเทศอื่น ที่จะมี หน่วยงานสนับสนุน นักธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ วันนี้มืดสุด ต้องคิดว่า หากฟ้าสว่าง จะทำอย่างไร ต้องอย่าห่วง การนำเข้า แรงงานพม่า อย่ากีดขวาง การนำเข้า แรงงานพม่า เพื่อทดแทนแรงงาน ที่ไทยไม่ทำ

“มนตรี” จี้ รัฐบาล เร่งแก้ ราคาสินค้าเกษตร ตกต่ำ


นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ในปี 2551 ถือเป็นปีที่ ราคาสินค้าเกษตร ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากความผันผวนของ ภาวะเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมันดิบ และจะมีผล ต่อเนื่องจนถึงปี 2552 ที่คาดว่า ราคาสินค้าเกษตร หลายชนิด มีแนวโน้ม ปรับตัวลดลงอีก ในช่วง 6 เดือนแรก ของปีหน้า

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องด่วนที่ รัฐบาลจะต้องเร่ง ดำเนินการในการแก้ไขปัญหา และยกระดับ ราคา สินค้าเกษตร ให้สูงขึ้น เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อน ของ เกษตรกรไทย ขณะเดียวกัน ควรเร่งพัฒนา ระบบชลประทาน ให้ครอบคลุมพื้นที่ การเกษตร เพราะนอกจาก น้ำ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้อง โดยตรงต่อ คุณภาพและ ปริมาณผลผลิต ที่เพิ่มขึ้นแล้ว การขยายพื้นที่ชลประทาน ยังเป็นการสร้างงาน ให้กับชุมชนในพื้นที่ อีกทางหนึ่งด้วย

บริษัทเชื่อมั่นว่า สินค้าเกษตรไทย หลายชนิด ยังมีความได้เปรียบ และมีศักยภาพ ในการขยาย การส่งออก ได้ หากได้รับการพัฒนา นำ นวัตกรรม ใหม่ที่เหมาะสม มาใช้ อาทิเช่น การเลือกใช้ เมล็ดพันธุ์ ที่ดี การให้ปุ๋ย ที่สอดคล้อง กับความต้องการ ของพืชแต่ละชนิด เครื่องเก็บเกี่ยว ฯ

นอกจาก จะช่วยเพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิตต่อไร่ ที่สูงขึ้นแล้ว ยังช่วยลดต้นทุน การผลิต และเปอร์เซ็นต์ การสูญเสีย ที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย

มั่นใจ ราคายางกระเตื้อง ระดับ 60-80 บาท


ส่วนสถานการณ์ ราคายางพารา ที่ปรับตัวลดลง ในขณะนี้ เกิดจากความผกผันของ ราคาน้ำมันดิบ ที่ปรับลดลง อย่างต่อเนื่อง ทำให้ อุตสาหกรรม รถยนต์ บางส่วน หันไปใช ้ยางสังเคราะห์แทน

แต่เชื่อว่า ในครึ่งปีหลังของ ปี 2552 ราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลก จะปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งเมื่อ ภาวะเศรษฐกิจโลก ฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ ความต้องการ ใช้รถยนต์ ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ ความต้องการใช้ ยางธรรมชาติ เพิ่มขึ้น และมีผลทำให้ ราคายางพาราธรรมชาติ ในตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดว่า จะอยู่ในระดับราคา ประมาณ กก. ละ 60-80 บาท

“ระหว่างนี้ ฝากถึง เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ควรพลิกวิกฤติ ที่เกิดขึ้นเป็นโอกาส โดยการลงทุน ปลูกยางเพิ่มขึ้น เนื่องจาก ปัจจุบันราคาปัจจัย การผลิต ทั้งค่าปุ๋ยเคมี ค่าเตรียมดิน ลดลงกว่า ช่วงต้นปี กว่า 50% นับเป็นช่วงเวลา ที่เหมาะต่อการลงทุน กว่าที่เกษตรกร จะกรีดน้ำยาง ในอีก 6 ปี ข้างหน้า คาดว่าราคายาง ในตลาด ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว ระหว่างรอ ผลผลิตก็มี รายได้เสริม จากการปลูกข้าวโพด หรือมันสำปะหลัง ที่ปลูกแซม ในสวนยาง” นายมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมรับ สถานการณ์ผลผลิต ยางพารา 1 ล้านไร่ จำนวน 25,000 ตัน ที่จะออกสู่ตลาด ในปี 2553 บริษัทได้พัฒนา เครื่องกรีดยาง ซึ่งจะ ช่วยทำให้เกษตรกร สามารถกรีดยาง ได้เร็วขึ้น และมีปริมาณน้ำยาง เพิ่มมากขึ้น

นายธนินท์ กล่าวด้วยว่า นโยบายอันไหนในยุคของ รัฐบาลทักษิณ ที่ดีก็ให้คงไว้ โดยเฉพาะ นโยบายประชานิยม ควรจะทำ อย่างต่อเนื่อง เพื่อ เพิ่มรายได้ ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย เห็นด้วย กับการอัดงบ 2 แสนล้านบาท ให้แก่กลุ่มเกษตรกร กระจายงบ ลงสู่หมู่บ้าน เพื่อให้เกษตรกร แก้ปัญหาหนี้ และไม่ต้องกลัว คำครหา เพราะเป็น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

“นโยบายของฝ่ายตรงข้าม ถ้าดีก็คงไว้ ไม่ดีก็ตัดไป โดยความเห็นส่วนตัว ถ้าผมเป็นรัฐบาลจะปลดหนี้ให้หมดเลย” นายธนินท์ กล่าวในที่สุด


ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ Suthichaiyoon.com
24 ธันวาคม พ.ศ. 2551 10:31:00
http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=7280


ข่าวนี้ “เจ้าสัวธนินท์” เตือน “อภิสิทธิ์” ต้องมีทีม ที่ปรึกษาเก่งๆ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: