Accom Thailand

January 21, 2009

Bushfires Threaten Homes in Australia


Bushfires Threaten Homes in Australia

YouTube

Bushfires are threatening homes in Melbourne and a school in Sydney Australia due to searing hot dry conditions around the country. The fires raged across the country yesterday.


Melbourne and Sydney recorded highs of up to 40 degrees Celsius, or 104 degrees Fahrenheit, with dry winds fanning the flames.

The Melbourne bushfire burnt five hectares of bushland near a heavily populated area south of the city before more than 100 firefighters brought it under control with the help of waterbombing equipment and hoses.

Local media also reported that the fire came within 100 meters of residential properties. No damage was reported to homes and there were no evacuations.

In Sydney, firefighters worked to contain three fires, one in the city’s north and the other two to the west of the city.

Fire authorities say the Sydney fires were most likely started by a cigarette butt and arson.

Authorities expect the hot, dry conditions to continue during the week and warn residents of Sydney and Melbourne to be on high alert for bushfires.

News Source :: http://www.youtube.com/ntdtv 21 Jan 2009
http://www.youtube.com/watch?v=N-Ts7pcJJZw


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

January 14, 2009

เสื้อแดง “ไข่แม้ว” แห้ว! ดักรอปาไข่ใส่ “มาร์ค”


“ไข่แม้ว” แห้ว! ดักรอปาไข่ “มาร์ค” – หันปาใส่รูปแทน

ไข่ไก่ใส่ตะกร้าไว้ ร�ปาใส่ นาย�ภิสิทธิ์

ไข่ไก่ใส่ตะกร้าไว้ รอปาใส่ นายอภิสิทธิ์


เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 14 ม.ค. กลุ่มคนเสื้อแดง ประมาณ 20 คน นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ไปรวมตัวกันที่ หน้าโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล ย่านสยามสแควร์ เพื่อดักรอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางไปกล่าวปาฐถาพิเศษต่อ ที่ประชุม สมาคม ผู้สื่อข่าว ต่างประเทศ ในประเทศไทย พร้อมกับนำป้ายโจมตีรัฐบาล เป็นภาษาอังกฤษ ไปชูประท้วง และ นำไข่ไก่ใส่ตะกร้าไว้ รอปาใส่ นายอภิสิทธิ์ ด้วย


ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวนประมาณ 100 นายได้ไปรักษาการ อย่างเข้มงวด จนเมื่อถึงเวลา ประมาณ 20.00 น. นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางไปถึง โรงแรม แต่ไม่ได้เข้า ทางด้านหน้า โดยอ้อมไปเข้า ทางด้านหลัง แล้วจอดรถไว้ที่ ชั้นใต้ดิน ก่อนขึ้นลิฟต์มายัง ห้องคอนเวนชั่น สถานที่จัดงาน ทำให้ กลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้เจอ นายอภิสิทธิ์ ขณะที่ไข่ ที่เตรียมไว้ในตะกร้า ร่วงแตก ทำให้เลอะเทอะ บันไดหินอ่อน ของ โรงแรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้พยายามเจรจา ขอให้ ผู้ชุมนุม ช่วยยืนให้ห่าง ประตูทางเข้าของ โรงแรม เพื่อให้ลูกค้า นักท่องเที่ยว ที่เข้ามาพัก ได้เข้าไปด้านใน สร้างความไม่พอใจ ให้กับคนเสื้อแดง ต่างพากันโห่ไล่ ทำให้ เจ้าหน้าที่โรงแรม ต้องนำ ลูกค้าโรงแรม ผ่านทางเข้า อีกทางที่อยู่ใกล้กัน

ขณะที่นายสมยศ ยังยืนว่า คนเสื้อแดง จะไปปาไข่ใส่ นายอภิสิทธิ์ ทุกที่ที่เจอ ไม่ว่าจะไปท่าไหน จังหวัดไหน ภาคไหน โดยจะยังไม่ใช้ไข่เน่า จนกว่าจะ สิ้นเดือน ก.พ. นี้ โดยอ้างว่าเป็นการช่วย เกษตรกรผู้ผลิตไข่ ให้มีรายได้มากขึ้น

ต่อมาเวลา 20.30 น. เมื่อรู้ว่าไม่สามารถปาไข่ใส่ นายอภิสิทธิ์ ได้แล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงได้นำรูป นายอภิสิทธิ์ ที่ถ่ายคู่กับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย และ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ มาขึงที่ เสาบริเวณประตูเข้าโรงแรม และ ป่าไข่ใส่ พร้อมกับ ส่งเสียงโห่ ฮา ทำให้บริเวณดังกล่าว เต็มไปด้วยเปลือกไข่ เลอะเทอะไปหมด

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2552 23:39 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004425


พิมพ์ ข่าวนี้ “ไข่แม้ว”แห้ว! ดักรอปาไข่”มาร์ค”-หันปาใส่รูปแทน

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“สนธิ” วอน แกนนำพันธมิตรฯ ชลบุรี ยุติความขัดแย้งส่วนตัว หันมาร่วมแรงร่วมใจ จัดงาน “คอนเสิร์ตการเมือง” ครั้งแรก 17 ม.ค.นี้


“สนธิ” วอนพี่น้องชลบุรี
ยุติความบาดหมาง
รวมพลังจัดงาน 17 ม.ค.นี้

นายสนธิ ลิ้มทภ??กุล แกนนำพันธมิตร วภ??แกนนำพันธมิตรฯ ชลบุรี ยุติความขัดแย้งส่วนตัว

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร วอนแกนนำพันธมิตรฯ ชลบุรี ยุติความขัดแย้งส่วนตัว

“สนธิ” วอนแกนนำพันธมิตรฯ ชลบุรี ยุติความขัดแย้งส่วนตัว หันมาร่วมแรงร่วมใจ จัดงาน “คอนเสิร์ตการเมือง” ครั้งแรก 17 ม.ค.นี้ เพื่อเป็นต้นแบบ ของ การจัดงานทั้งประเทศ ระบุหาก งานนี้ไม่ประสบความสำเร็จ คนที่จะเจ็บ คือ เอเอสทีวี และ พี่น้องพันธมิตรฯ ทุกคน


คลิกที่นี่ เพื่อชม “สนธิ” วอนพี่น้องชลบุรี ยุติความบาดหมาง (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม “สนธิ” วอนพี่น้องชลบุรี ยุติความบาดหมาง (256 K)
จาก manager multimedia


นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย กล่าวผ่านรายการ “พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย” ทาง เอเอสทีวี เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. วันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา ฝากไปถึง พันธมิตรฯ ในภาคตะวันออก ว่า มีความรู้สึกไม่สบายใจ กรณีที่ แกนนำพันธมิตรฯ ในจังหวัดชลบุรี มีความขัดแย้งกัน เกี่ยวกับ การจัดงานคอนเสิร์ตการเมือง ครั้งที่ 1 ที่สนามกีฬากลาง จังหวัดชลบุรี ในวันที่ 17 มกราคม ที่จะถึงนี้

สวัสดีครับ ท่านพ่อแม่พี่น้อง ชาวพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ท่านผู้ชม ASTV วันนี้ เป็นกรณีพิเศษจริงๆ ที่ผมต้องมาพูดนะ ผมอยากจะพูด คำพูดนี้ ฝากไปยัง พ่อแม่พี่น้องที่รัก ของผมทุกๆ ท่าน ที่ ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี ผมมีเรื่องจำเป็น ต้องพูด และ ผมไม่สบายใจ

ผมไม่ได้มา ขออะไร แต่ผมกำลังจะเล่าว่า การที่จะมาร่วมทำงานกัน พ่อแม่พี่น้อง ให้การสนับสนุน พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย นั้น พ่อแม่พี่น้อง มาสนับสนุน เพราะมีอุดมการณ์ร่วมกัน เรามีความเห็นตรงกัน พ่อแม่พี่น้อง ได้มาชมการต่อสู้ ฟังเรื่องราวต่างๆ นั้น พ่อแม่พี่น้อง เห็นด้วยว่า สิ่งที่แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ลุกขึ้นยืนสู้นั้น เราสู้บนความถูกต้อง สู้อยู่บนพื้นฐาน ของ จริยธรรม และ ศีลธรรม สู้เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ ราชบัลลังก์

พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ก่อกำเนิดมา ทุกๆ จุด เหนือ ใต้ ตะวันออก อีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันตก ทั้งหมดนี้ ภาคใต้ และ ภาคตะวันออก เป็นศูนย์ที่สำคัญที่สุด ในการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็น หลายๆ จังหวัด ทางภาคใต้ ที่ต้องทิ้งไร่ ทิ้งนา ทิ้งบ้านช่อง ซึ่งถูกน้ำท่วม มาช่วยร่วมกันสู้

ส่วนภาคตะวันออกนั้น เป็นชนชั้นกลางส่วนใหญ่ของ ภาคตะวันออก ซึ่งยอมเสียสละเวลา เวลาเราเดือดร้อนขึ้นมา เราประกาศไปขอ ความช่วยเหลือ จาก ต่างจังหวัด พ่อแม่พี่น้อง นอกจาก รอบเขตกรุงเทพมหานครแล้ว ที่จะมาก่อนเพื่อนคือ ภาคตะวันออก ความรู้สึกผูกพันนั้น ก็ผูกพันกับ ภาคตะวันออก เป็นพิเศษ ผมเองนั้น ก็เป็นคนที่เจริญเติบโตมา เรียนหนังสืออยู่ที่ ภาคตะวันออก โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา

เมื่อศึกสงครามสิ้นสุดลงแล้ว พ่อแม่พี่น้องเอง ก็ไม่อยากให้เงียบหายไป ก่อให้เกิดการสลายตัว ของ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ก็เลยเป็น สาเหตุที่ พ่อแม่พี่น้อง พยายามจัดร่วมชุมนุมกัน ตามที่ต่างๆ

 นายสนธิ ลิ้มทภ??กุล

นายสนธิ ลิ้มทองกุล

การจัดร่วมชุมนุมกัน ตามที่ต่างๆนั้น ก็มีทั้งผลดี และผลเสีย เพราะเดิมทีแล้ว ทาง ASTV ก็ตั้งใจ จะไปจัดคอนเสิร์ตทางการเมือง ซึ่งผมเคยกราบเรียน พ่อแม่พี่น้อง ไปแล้ว แล้วก็ขอให้ พ่อแม่พี่น้อง ช่วยกันสนับสนุน โดยเก็บค่าบัตร คนละ 200 บาท เพื่อที่จะมาสนับสนุน ASTV ซึ่งพ่อแม่พี่น้อง ตอนนั้น ก็ให้การสนับสนุนกัน อย่างท่วมท้น

พี่น้องครับ ASTV นั้นเป็นหัวใจของ การเชื่อมโยงพ่อแม่พี่น้อง และ เป็นสื่อที่สำคัญ ในการที่จะเอาความจริง ในสังคมไทย มาตีแผ่ แต่พี่น้องก็รู้ ใช่ไหมครับว่า ค่าใช้จ่าย ASTV นั้น เราไม่ได้เอามาจากไหนเลย

ในการต่อสู้ 193 วัน พ่อแม่พี่น้อง ช่วยกันมา 100 กว่าล้าน แต่ค่าใช้จ่าย เกินกว่านั้นไปหลาย 10 ล้าน ซึ่งผมเอง ไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย แต่ผมจำเป็น จะต้องมาพูด เพราะ พ่อแม่พี่น้อง จะได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเนี้ย เราก็อยู่ใน ท่ามกลางความลำบาก ด้วยเหตุนี้ ก็เลยมี ความพยายามหลายๆ ฝ่าย พยายามที่จะแย่งกันจัด โดยที่จัด เพื่อจะร่วมกันมาช่วย ASTV ก็ไม่ได้ว่า พ่อแม่พี่น้องกันนะครับ บางจังหวัด ก็จัดกัน ก็เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง เราไม่ได้ว่ากัน บางคน บางจังหวัดจัดแล้ว ก็ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แค่เชิญคนไปพูด ก็ถือว่าจัดแล้ว ส่วนเงินบริจาคนั้น ก็เก็บเข้ากระเป๋าตัวเอง เช่นกัน

ที่ภาคตะวันออก นั้นเป็นจุด ที่มีหัวเรี่ยวหัวแรง สำคัญมาก ได้มีการพยายาม ที่จะมาจัด เคยจัดแล้วครั้งหนึ่ง มีคนเข้ามา หลายหมื่นคน คราวนี้ก็มาจัด อีกครั้งหนึ่ง การจัดครั้งนี้ ก็พยายามที่จะดึงทุกฝ่าย ทุกส่วน ที่มีความขัดแย้งกัน ในเรื่องของวิธีการจัด เข้ามาร่วมประชุมกัน ที่บ้านพระอาทิตย์

ถ้าพี่น้องจำได้ ผมเองเดินผ่านห้องประชุม ซึ่ง คุณปานเทพ เป็นประธานในที่จัด ผมเองยังขอร้อง พ่อแม่พี่น้องว่า ให้ลืมความขัดแย้งส่วนตัวซะ นึกถึงส่วนรวม ก็แล้วกัน

ผมกราบขอบพระคุณ พี่น้องครับ ที่อยากจะจัดงาน ที่ภาคตะวันออก พี่น้องคาดว่า จะจัด มีคนมา 4-5 หมื่นคน พิมพ์บัตร ออกมา 5 หมื่นใบ พี่น้อง ทางภาคตะวันออก รับไป 4 หมื่นใบ ASTV รับมา 1 หมื่นใบ

ความขัดแย้งตรงนี้ เริ่มเกิดขึ้น ตรงที่ว่า ก็มีทั้งพี่น้อง ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ รุ่นเก่าๆ กับ คนซึ่งเข้ามาร่วมใหม่ ก็มีความรู้สึกว่า ไม่ถูกชะตากัน ซึ่งผมต้อง กราบเรียน พ่อแม่พี่น้องว่า ถ้าพ่อแม่พี่น้อง รักผม ทิ้งความขัดแย้งไว ข้างๆ ตัว ไม่ต้องรักผมหรอก รัก ASTV รักชาติบ้านเมือง เพราะถ้า ASTV อยู่ไม่ได้ สายใย ที่จะเชื่อมโยงพวกเรา ก็ไม่มี

ก็มีข่าวคราวออกมา ตลอดเวลา ผมก็พยายาม จะแก้ข่าวตลอดเวลา จนกระทั่งครั้งหลังสุด คณะผู้จัดงาน อุตส่าห์เอาแคชเชียร์เช็ค มาให้ 8 ล้านบาท ล่วงหน้า ก่อนที่จะขายบัตร ซึ่งบัตร 4 หมื่นใบนั้น ก็ใบละ 200 บาท เพื่อมาเป็นเครื่องโชว์ความบริสุทธิ์ใจว่า เอาเงินมาให้แล้วนะ แล้วก็เอา 4 หมื่นใบนี้ ก็คือ เป็นเงินค้ำประกัน 4 หมื่นใบนั้น ก็เอาไปแจกให้ พ่อแม่พี่น้อง ที่ จ.ชลบุรี

ปรากฏว่า มีการคืนบัตรกันมาเยอะ เช่นที่ บ้านบึงรับไป 5 พัน ก็คืนมา 4 พัน เอาไป 1 พัน หลายๆ จุด เหตุผล เพราะว่า ไม่ชอบขี้หน้ากัน

อันนี้พี่น้องครับ ผมจะกราบเรียนพี่น้องว่า คนที่เจ็บคือ ผม และ ASTV นะครับ พี่น้อง ไม่ถูกกันไม่เป็นไร แต่ว่าเมื่อไม่ประสาน ให้ความรัก สมาน สามัคคี กัน ในฐานะที่เราร่วมต่อสู้กันมา

เพราะฉะนั้นแล้วหวังว่าวันที่ 17 นี้ ผมจะได้เห็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดขภ??คนเมืภ??ชล

เพราะฉะนั้นแล้วหวังว่าวันที่ 17 นี้ ผมจะได้เห็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของคนเมืองชล

วันนี้ใครจัดเหมือนกัน เขาก็จัดเพื่อ ASTV ผม ASTV และ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย แกนนำ นั้นให้ความสำคัญ กับ พ่อแม่พี่น้อง ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มที่ร่วมมาตั้งแต่ต้น ตลอดจนกระทั่ง กลุ่มที่เข้ามาใหม่ ตราบใดที่ อุดมการณ์ตรงกัน เราให้ความรัก เท่าเทียมกันหมด เราไม่เคย แบ่งแยก เราไม่เคยลืม พ่อแม่พี่น้อง ที่ช่วยเรามา ตั้งแต่ยังจัดแค่ที่ ภัตตาคารไต้ฮี้ เล็กๆ และ ขยายตัวมา เราไม่เคยลืมเรื่องนี้นะครับ

แต่ว่าถ้าหากการจัดที่ ชลบุรี นั้น ล่มสลายลง เพราะว่า เราตั้งใจว่า จะมีคนมา ประมาณ 50,000 คน แล้วมีการคืนบัตรกัน โดยที่ไม่ช่วยกัน กระจายไป แสดงว่า ความสามัคคีของ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย นั้น จริงๆแล้ว มันเป็นของปลอม จริงๆ แล้ว ที่เราบอกว่า เรามีกำลังอยู่ ที่พร้อมที่จะ ลุกมาสู้ พร้อมกันนั้น ไม่น่าจะเป็นความจริง อีกต่อไป

เพราะฉะนั้นแล้ว พ่อแม่พี่น้อง ยังไงก็ตาม ขอให้คิดถึง ส่วนรวมก่อน ส่วนรวม คือ ชาติ บ้านเมือง ชาติบ้านเมือง จะอยู่ได้นั้น เพราะ พันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย รักใคร่สามัคคีกัน แล้วเราจะ รักใคร่สามัคคีกัน ก็ต่อเมื่อ มีสื่อที่จะเข้ามาช่วย โยงใยกันให้

พี่น้องครับ โทรทัศน์ทุกช่อง พี่น้องก็รู้ว่า เขาไม่ใส่ใจ เรื่องของพวกเราเลย มีแต่ ASTV เท่านั้น ที่ฟันฝ่าอุปสรรค์ ฝ่าความเป็น ความตาย ฝ่าระเบิด ฝ่ากระสุนปืน ที่สถานีโทรทัศน์ ASTV ในท่ามกลาง 193 วัน ที่สู้มา เรามีแค่ ASTV เท่านั้น ไม่ใช่ว่า ASTV เป็นสิ่งซึ่งขาดไม่ได้ ถ้ามีช่องอื่น ทำหน้าที่ แทนเรา ผมไม่อยากมาเหนื่อยหรอกครับ พ่อแม่พี่น้อง

ทุกอย่างนั้น ทุกวันนี้ ยังต้องแบกอยู่คนเดียว ศึกสงคราม เสร็จสิ้นแล้ว พี่น้องฉลองกัน แต่ความเจ็บช้ำ ความขมขื่น การต้องแบกภาระนั้น ทั้งหมดนั้น อยู่บนบ่าผม แค่ 2 บ่า เท่านั้นเอง ไหนจะ คดีความ ที่จะต้องตามมาเป็น สิบๆคดี แล้วพ่อแม่พี่น้อง มาทะเลาะกัน เพียงเพราะว่า ไม่ชอบขี้หน้ากัน นะครับ ถ้าอย่างนั้นอีกหน่อย ถ้า ASTV จะปิดไป เพราะว่า ผมไม่แบกอีกต่อไปแล้ว พ่อแม่พี่น้อง ก็ว่าผมไม่ได้นะครับ เรื่องนี้ นะครับ

ผมคิดว่าผมทำมาให้ชาติ บ้านเมือง ถึงสุดๆ แล้ว แล้วผมคิดว่า พ่อแม่พี่น้องเข้าใจผมดี เข้าใจ ASTV ดี กลายกลับว่า พ่อแม่พี่น้อง เอาเรื่องส่วนตัว เอาความไม่ชอบกันมา แล้วทำให้ ASTV แล้วก็กระบวนการ สื่อมวลชน ที่เหลืออยู่เพียงเจ้าเดียว ที่ยืนหยัดต่อสู้ เพื่อพ่อแม่พี่น้องนั้น จะต้องสะดุด หกล้ม ล้มลุกคลุกคลานไป ผมก็ไม่ว่าอะไร ถ้าพ่อแม่พี่น้อง ที่ จ.ชลบุรี ต้องการเช่นนั้น จริงๆ นะครับ

ผมใคร่ขอความกรุณา พ่อแม่พี่น้องที่ จ.ชลบุรี พ่อแม่พี่น้อง เลือดน้ำเค็ม แสดงความเข้มข้น ในการต่อสู้มา ทุกยุค ทุกสมัย ทุกเวลาที่เราต้องการ ความช่วยเหลือ พ่อแม่พี่น้อง จะมาก่อนเพื่อน

พ่อแม่พี่น้องครับ ส่วนรวมสำคัญกว่า นึกว่าเป็นการขอร้อง จากผม มาถึง พี่น้องชาวชลบุรี ทุกคนนะครับ ขอเถอะครับ ถ้ารัก ASTV ถ้ารักผม ถ้ารัก แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย วันที่ 17 นี้ ขอให้มากันให้เต็มที่ เพราะว่าบัตรที่ส่งไปนั้น เดิมทีจะต้องขายหมด กลับส่งคืนมา เก็บเอาไว้นิดเดียว เหมือนกับว่า ขายอย่างพอไปที เพื่อที่จะให้ คนจัดนั้น เสียหน้า

คนจัดนั้น ไม่เสียหน้าหรอกครับ แต่คนที่จะลำบาก ก็คือ พวกผม และ ASTV นะครับ พี่น้อง พี่น้องทำอะไร คิดถึงจุดเริ่มต้น ของเราก่อนดีกว่า อย่าให้ต้องขยายความ ไปถึงการล่มสลาย อย่าได้รับชัยชนะแล้ว ในที่สุดแล้ว ก็ต้องล้มหายตายจากกันไป แล้วไม่มีสิทธิ์ ที่จะเข้าใจว่า พวกเราทำไม ถึงเป็นอย่างนี้

พี่น้องครับ ผมขอร้องเถอะ ว่าเพื่อ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย เพื่อ ASTV อย่าได้ทะเลาะกันเลย นะครับ ผมคิดว่า เอาเรื่องของส่วนตัว ทิ้งเอาไว้ แล้วเอาเรื่องส่วนรวม มาก่อน ผมขอยืนยันว่า แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย และ ตัวผมนั้น ไม่เคยหลงลืม และ ละลืม แกนนำ ที่ จ.ชลบุรี หรือ ภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน จะเป็น กลุ่มมาก่อน กลุ่มมาหลัง กลุ่มมากลาง กลุ่มอาเจ๊ กลุ่มอาซ้อ ผมไม่เคยลืม

เพราะฉะนั้นแล้ว หวังว่า วันที่ 17 นี้ ผมจะได้เห็น การรวมพลัง ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ของคนเมืองชล ซึ่งจะเป็นแม่แบบ ของทั่วประเทศ ในการจัด พี่น้อง ต้องรู้ นะครับ นี่คือแม่แบบ ที่แท้จริง เมืองชลบุรี

ชลบุรี จะเป็น แม่แบบ หรือว่า จะเป็นแบบที่ พังทลายลงไป เจ้าแรก ขึ้นอยู่กับ ความรัก สามัคคี และ ความจริงใจ ที่พ่อแม่พี่น้อง มีต่อผม และ ASTV ครับ ผมขอฝากเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2552 21:34 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004407


พิมพ์ ข่าวนี้ “สนธิ” วอนพี่น้องชลบุรี ยุติความบาดหมาง-รวมพลังจัดงาน 17 ม.ค.นี้

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ ผอ.ไวโป เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล WIPO Global Leader Award

Dr. Francis Gurry ผู้ภ??นวยการใหญ่ ภ??ค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization - WIPO) และ คณะ เฝ้าทูลละภ?งธุลีพระบาท ทูลเกล้า ทูลกระหม่ภ?? ถวาย รางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา หรืภWIPO Global Leader Award

Dr. Francis Gurry ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization - WIPO) และ คณะ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้า ทูลกระหม่อม ถวาย รางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา หรือ WIPO Global Leader Award


“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ ผอ.ไวโป เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล

เวลา 17.05 น.วันนี้ (14 ม.ค.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทาน พระบรมราชวโรกาสให้ Dr. Francis Gurry ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization – WIPO) และ คณะ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้า ทูลกระหม่อม ถวาย รางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา หรือ WIPO Global Leader Award เนื่องในโอกาส การจัดงานฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี ในฐานะที่ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เป็นที่ประจักษ์ ในการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อการพัฒนาประเทศไทย


องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เป็นทบวงการชำนาญพิเศษ ของ สหประชาชาติ ปัจจุบันมี ประเทศสมาชิก ทั้งหมด 184 ประเทศ รางวัล ผู้นำโลก ด้านทรัพย์สินทางปัญญา นี้ เป็นความริเริ่มใหม่ของ องค์การ ยังไม่เคยมอบให้ ผู้ใดมาก่อน

การทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย รางวัลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในครั้งนี้ เนื่องมาจาก องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ได้ประจักษ์ถึง พระราชกรณียกิจ ที่ทรงให้ความสำคัญ กับการคุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญา และ การประดิษฐ์คิดค้น เพื่อการพัฒนาชุมชน ในชนบท ให้มี คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น เช่น

กังหันน้ำชัยพัฒนา และ เทคโนโลยีการทำฝนเทียม อีกทั้งมี การจดทะเบียนสิทธิบัตร สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ไว้มากกว่า 20 รายการ และ เครื่องหมายการค้า อีก 19 รายการ นอกจากนี้ ทรงเป็นศิลปิน ที่มีผลงานมากกว่า 1,000 รายการ อาทิ เพลงพระราชนิพนธ์ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ และ จิตรกรรมฝีพระหัตถ์ เป็นต้น

ทั้งนี้ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เคยทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายรางวัล นักประดิษฐ์ยอดเยี่ยม แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับ สิ่งประดิษฐ์ กังหันน้ำชัยพัฒนา มาวาระหนึ่งแล้ว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2552 20:30 น.
http://manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004383


พิมพ์ ข่าวนี้ “ในหลวง” โปรดเกล้าฯ ผอ.ไวโป เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

แค่ ถอดยศ “นช.ทักษิณ” จะเป็น จะตาย กันเชียวหรือ?


แค่ถอดยศ “ทักษิณ”…จะเป็นจะตายกันเชียวหรือ?

ไม่น่าเชื่อว่า แค่เห็น “กองวินัย” ชง เรื่องถอดยศ “พ.ต.ท.”ของ “ทักษิณ” เหล่าคนรอบข้าง ทั้งอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้งทีมกฎหมาย ของ “นายใหญ่” ต่างพากันโวยวาย


รับไม่ได้ที่ “นาย” จะเหลือคำนำหน้า แค่ “นาย” ทั้งที่รู้ว่า พฤติกรรม และ ความผิดของ “นาย” เข้าข่าย ต้องถูก ถอดยศ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ยังพาล หาเหตุมาอ้าง และ ปกป้อง “นาย” อย่างไม่ลืมหูลืมตา ลองมาดูกันว่า เหตุผลที่ คนเหล่านี้ ยกขึ้นมาอ้าง มีอะไรบ้าง และ ฝ่ายต่างๆ ในสังคม มองเรื่อง การถอดยศ ทักษิณ และ การยึด เครื่องราชอิสริยาภรณ์ คืน จาก นักโทษหนีคดี ผู้นี้ อย่างไร


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง รายงานพิเศษ
จาก manager multimedia


คงยังจำกันได้ถึง วันประวัติศาสตร์ ที่เปลี่ยนสถานะของ อดีตนายกฯ อย่าง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จาก “จำเลย” ในคดี ซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ มาเป็น “นักโทษ” ที่หนีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี

วันนั้น 21 ต.ค. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษา ชี้ความผิด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่รู้เห็นเป็นใจ และ ใช้ตำแหน่ง นายกฯ เอื้อให้ คุณหญิงพจมาน ภริยา (จำเลยในคดีนี้เช่นกัน) ซื้อที่ดิน ย่านรัชดาฯ จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และ พัฒนา ระบบสถาบัน การเงิน ในราคาต่ำ

ม็บรักทักษิณ ถืป้ายเหน็บแนมศาล ที่หน้าศาลฎีกาฯ วันพิพากษา คดีซื้ที่รัชดาฯ (21 ต.ค.51)

ม็อบรักทักษิณ ถือป้ายเหน็บแนมศาล ที่หน้าศาลฎีกาฯ วันพิพากษา คดีซื้อที่รัชดาฯ (21 ต.ค.51)


โดยศาลฎีกาฯ ระบุว่า “ขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น นายกฯ มีอำนาจบารมี เหนือ รัฐมนตรี และ มีอำนาจทาง การเมือง สูง อีกทั้งฐานะ การเงิน มั่งคั่ง ซึ่งตามหลักธรรมาธิบาล แล้ว นายกฯ ภริยา หรือ บุตร ไม่สมควรเข้าไป ประมูลซื้อที่ดิน ดังกล่าว เพราะการซื้อได้ราคาต่ำ ส่งผลให้ กองทุนฯ มีรายได้ น้อยลง

ขณะที่ คุณหญิงพจมาน (จำเลยที่ 2) ก็มี ผู้รู้จัก จำนวนมาก ประกอบกับ ข้าราชการ มีค่านิยม จำนนต่อผู้มีบารมีสูง นอกจากนั้น ยังอยู่ในฐานะที่อาจ ให้คุณให้โทษ ทางราชการได้ และ เมื่อปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้บัตรประจำตำแหน่งนายกฯ ลงนามยินยอมให้ คุณหญิง พจมาน ทำสัญญา ซื้อขายที่ดิน ย่อมถือได้ว่าเป็นการเข้าทำสัญญา ด้วยตัวเอง ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100(1) วรรคสาม

ส่วนที่ พ.ต.ท. ทักษิณ อ้างว่า การลงชื่อยินยอม เป็นเพียงการทำ ตามระเบียบราชการ แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ไม่มีหลักฐานมาแสดง ให้เห็นว่า ไม่มีส่วน รู้เห็น ต่อการซื้อขายแต่อย่างใด องค์คณะ จึงมีมติ 5 ต่อ 4 เห็นว่า พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย ป.ป.ช.มาตรา 100(1) วรรคสาม และ ต้องรับโทษตามมาตรา 122”

ศาลฎีกาฯ ยังระบุถึงเหตุผล ที่ไม่รอ การลงโทษจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่า “ขณะเกิดเหตุ จำเลย เป็น นายกฯ ได้รับมอบหมายให้ บริหารราชการ แผ่นดิน เพื่อประโยชน์สูงสุด แก่ ทางราชการ และ ประชาชน แต่ จำเลย กลับฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งที่เป็น หัวหน้ารัฐบาล ต้องกระทำตัว ให้เป็น แบบอย่าง ที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงาม ตามจริยธรรม ของ นักการเมือง ให้เหมาะสม กับที่ ได้รับความไว้วางใจใน ตำแหน่งหน้าที่ อันสำคญยิ่ง จึงไม่สมควร รอการลงโทษ พิพากษาให้ จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี”

ปกติแล้ว เมื่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่าอย่างไร จะถือเป็นที่สุด จำเลย ไม่มีสิทธิ์ อุทธรณ์ใดใดอีก แต่เพราะ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 (มาตรา 238 วรรค 3) เปิดช่องให้ จำเลย อุทธรณ์ได้ หากมี “พยานหลักฐานใหม่ ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ”

พ.ต.ท.ทักษิณ จึงมีเวลา อุทธรณ์ 30 วัน แต่เมื่อครบกำหนด 19 พ.ย. เขาก็ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์นั้น อาจเพราะจำนนด้วย หลักฐาน และ ไม่มี พยานหลักฐานใหม่ ที่จะมา อุทธรณ์ นั่นเอง!

การที่ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นถึง อดีตนายกฯ แต่กลับใช้ตำแหน่งนั้น ในทางมิชอบ ด้วยการเอื้อประโยชน์ให้ บุคคลในครอบครัว กระทั่งถูก ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก ส่งผลให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่เหลือเครดิตอีกต่อไป

ขนาด ประเทศอังกฤษ ยังประกาศ ถอนวีซ่าของ พ.ต.ท. ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ไม่ให้เดินทางเข้าประเทศอีก ขณะที่ในไทยเอง ก็เริ่ม มีเสียงเรียกร้อง ว่า เมื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิ ของตำแหน่งนายกฯ แล้ว เขายังสมควร จะได้ครอง “เครื่องราชอิสริยาภรณ์” ที่ได้รับพระราชทานในฐานะ นายกฯ อยู่อีกหรือ ถึงเวลาที่จะต้อง ยึดคืนเครื่องราชฯ เหล่านั้นหรือยัง และ การที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ครองยศ ตำรวจ อยู่ด้วย แต่กลับประพฤติตน ไม่เหมาะสมแก่ เกียรติศักดิ์ ของ ตำรวจ กระทำการมิชอบจนถูก ศาลพิพากษา จำคุก เท่ากับนำความเสื่อมเสียมาสู่ วงการตำรวจนั้น ยังสมควรจะ ครองยศ “พ.ต.ท.” อยู่อีกหรือไม่?

ซึ่งสื่อหลายสำนักได้ค้น ระเบียบ-กฎหมาย เกี่ยวกับการยึดคืนเครื่องราชฯ และ การถอดยศตำรวจ มาตีแผ่ให้สังคม ได้ทราบว่า กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไขดังกล่าว หรือไม่ ซึ่งปรากฏว่า เข้าทั้ง 2 กรณี

โดยกรณีของ การยึดคืนเครื่องราชฯ นั้น มีระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วย การขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต เรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ ในฐานะนายกฯ ขณะนั้น เป็นผู้ลงนามเอง เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2548 ( ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 18 ส.ค. 2548 )

ซึ่งระเบียบดังกล่าวได้กำหนด เงื่อนไขไว้ 8 ข้อ ที่เข้าข่ายต้องเรียกคืน เครื่องราชฯ ประกอบด้วย

(1) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ ประหารชีวิต
(2) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ จำคุก เว้นแต่ในความผิด อันได้กระทำ โดยประมาท หรือ ความผิดลหุโทษ
(3) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือ คำสั่งของศาล ให้ทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมี ทรัพย์สิน เพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือเพราะ กระทำความผิด ตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปราม การฟอกเงิน
(4) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือ ให้ออก เพราะกระทำผิดวินัย ตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือ ตามกฎหมาย อื่น โดยคำสั่ง อันถึงที่สุด
(5) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือ ให้ออก เพราะกระทำผิดวินัย จาก รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานอื่น ของรัฐ โดยคำสั่งอันถึงที่สุด
(6) เป็นผู้ถูกถอดถอน ออกจากตำแหน่ง ที่ดำรงอยู่ เพราะมี พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำความผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่า กระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม หรือ จงใจ ใช้อำนาจหน้าที่ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย
(7) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้เป็น บุคคลล้มละลาย ทุจริต ตามกฎหมาย ว่าด้วยล้มละลาย
(8 ) เป็นผู้ประพฤติตน ไม่สมเกียรติ หรือนำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไปใช้ ในกรณีไม่สมควร

ซึ่งชัดเจนว่า กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าข่าย ข้อ 2 อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ จำคุก และ ดีไม่ดี อีกหน่อย อาจจะเข้าข่าย ข้อ 3 ด้วย ถ้า ศาลฎีกาฯ พิพากษาให ้ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ฐานร่ำรวยผิดปกติ

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ ผู้เกี่ยวข้อง ดำเนินการถอดยศ และ ยึดคืนเครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ แต่เรื่องก็เงียบในสมัย รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย พ.ต.ท. ทักษิณ กระทั่ง เปลี่ยนรัฐบาลมาเป็น รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเริ่มมีความคืบหน้าบ้างแล้ว ในส่วนของ การถอดยศ

พล.ต.�.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ชี้ การถ�ดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่�งละเ�ียด�่�น ต้�งพิจารณา�ย่างร�บค�บ

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ชี้ การถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

โดยเมื่อ วันที่ 8 ม.ค. พล.ต.ต.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บังคับการ กองวินัย เผยว่า กองวินัย ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไข องค์ประกอบ ตามระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 เนื่องจาก ถูกศาลพิพากษาจำคุก และ คดีถึงที่สุดแล้ว จึงได้ส่งเรื่องไปยัง กองกำลังพล เมื่อวันที่ 5 ม.ค. และว่า ขั้นตอนต่อไป ทาง กองกำลังพล จะต้องประมวลเรื่อง เพื่อเสนอไปยัง พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาดำเนินการ ถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ต่อไป

ด้าน พล.ต.ต. ชนาภัทร เชยสมบัติ ผู้บังคับการ กองกำลังพล บอกว่า ได้รับเรื่องจาก กองวินัย แล้วเมื่อ วันที่ 7 ม.ค. และ ว่า กองกำลังพล ต้องนำมา พิจารณาประมวลว่า กรณีดังกล่าว เข้าระเบียบเกี่ยวกับ กำลังพล หรือไม่

โดย กองกำลังพล จะทำไปตามขั้นตอน พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการยื้อ หรือ ประวิงเวลา แต่ขอเวลา ประมวลเรื่อง 1-2 วัน จากนั้น จะเสนอ พล.ต.อ. พัชรวาท เพื่อพิจารณา ดำเนินการ ตามขั้นตอนต่อไป

ขณะที่ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูเหมือนจะหนักใจ กับเรื่อง การถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ โดยบอกว่า ยังไม่เห็น เรื่องนี้ เสนอขึ้นมา และ ว่า เรื่องนี้เป็น เรื่องละเอียดอ่อน ต้องให้ เจ้าหน้าที่ ไปพิจารณา ทุกแง่ทุกมุม ให้เกิดความชัดเจน ต้องดูเจตนาของ ระเบียบ และ รายละเอียดของระเบียบว่า เขียนไว้อย่างไร ซึ่งเจ้าหน้าที่ ต้องพิจารณา อย่างรอบคอบที่สุด

วิชิต ปลั่งศรีสกุล ทนายความข�ง พ.ต.ท.ทักษิณ �้าง การถ�ดยศทักษิณ เป็นการจ�งเวรไม่เลิก

วิชิต ปลั่งศรีสกุล ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้าง การถอดยศทักษิณ เป็นการจองเวรไม่เลิก


ทั้งนี้ หลังมีข่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมพิจารณาเรื่อง ถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ปรากฏว่า ทีมทนาย และ โฆษกส่วนตัว ของ พ.ต.ท. ทักษิณ รวมทั้ง ส.ส. พรรคเพื่อไทย ต่างอยู่ไม่เป็นสุข และ พร้อมใจกัน ออกมาโวยวาย แทน พ.ต.ท. ทักษิณ โดย

นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตแกนนำ พรรคไทยรักไทย ปัจจุบันเป็น ทนายความ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ รีบออกมาบอกว่า การจะถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ เหมือนเป็นการ จองเวร พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่เลิก พร้อมอ้างว่า เรื่องนี้ ฝ่ายกฎหมาย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้ตรวจสอบ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ ระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้ว พบว่า เจตนารมณ์ของกฎหมาย เรื่องการถอดยศนายตำรวจ นั้น เพื่อใช้ดำเนินการกับ ตำรวจ ที่ได้สร้าง ความเสียหาย เสื่อมเสียแก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยสร้างความเสียหายให้ สตช. ซ้ำยังสร้าง ความดีงามให้ สตช. มากมาย

นายวิชิต ยังชี้ ด้วยว่า คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลสั่งจำคุก ไม่ใช่ คดีอาญา ปกติ แต่เป็น คดีการเมือง ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่า มีใครถูก ถอดยศ จาก คดีการเมือง นายวิชิต ยังตั้งข้อสังเกต การเดินหน้า เรื่องถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ด้วยว่า เพราะตำรวจ ที่ดำเนินการเรื่องนี้ (พล.ต.ต.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผบก.กองวินัย) นามสกุลเดียวกับ นักการเมืองใหญ่ใน พรรคประชาธิปัตย์ ใช่หรือไม่

นพดล ปัทมะ �ดีตที่ปรึกษากฎหมายข�ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้ การถ�ดยศ เท่ากับต้�งการไล่บดขยี้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณหมดหนทางต่�สู้

นพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้ การถอดยศ เท่ากับต้องการไล่บดขยี้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณหมดหนทางต่อสู้


ด้าน นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า พล.ต.ต.ปัญญา เป็นญาติกับตนจริง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยสั่ง หรือ ขอร้องให้ ดำเนินการเรื่องนี้ พร้อมยืนยัน พล.ต.ต.ปัญญา ไม่เคยมาปรึกษา ดังนั้น จึงไม่ใช่ การกลั่นแกล้ง ทางการเมือง แน่นอน

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ก็ยืนยันว่า การพิจารณา ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องของฝ่าย ที่ต้องดำเนินการ ตามระเบียบ ไม่ได้มี การส่งสัญญาณใดใด ทั้งสิ้น และ ไม่ทราบว่า เรื่องนี้จะได้ข้อยุติอย่างไร ส่วนความเป็นไปได้ ในการขอคืน เครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ นั้น นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ยังไม่เห็นเรื่อง แต่ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามระเบียบ ระเบียบว่าอย่างไร ก็เอาตามนั้น ไม่มีการละเว้น และ กลั่นแกล้ง

ด้าน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ออกมาปกป้องนาย โดยข้องใจว่า ระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่องการถอดยศ มีการบังคับใช้อย่างเสมอภาคหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา ไม่เห็นเคยมีข่าวการถอดยศตำรวจ ทั้งที่บางคนกระทำผิดร้ายแรงกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อีก

ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็รีบออกมาชี้เช่นกันว่า การที่ ตำรวจ จะพิจารณาถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ เห็นชัดเจนว่า ต้องการไล่บดขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้หมดหนทางต่อสู้ ซึ่งถือว่า ไม่เหมาะสม เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นถึง อดีตนายกฯ เคยทำ คุณประโยชน์มากมาย ให้บ้านเมือง นายนพดล ยังฝากถึง ตำรวจ และ ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ในขณะนี้ ด้วยว่า “คนล้มอย่าข้าม”

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่�ไทย เตรียมถาม รัฐบาล จะแก้ปัญหา�ย่างไร ถ้าคนรักทักษิณ ไม่พ�ใจ การถ�ดยศ

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เตรียมถาม รัฐบาล จะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าคนรักทักษิณ ไม่พอใจ การถอดยศ


ด้าน ร.ต.ท. เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก็ได้เตรียม ยื่นกระทู้ถาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในการประชุมสภา สมัยสามัญ ที่จะมีขึ้น ในวันที่ 21 ม.ค. นี้ โดย 1 ใน 3 ประเด็น ที่ ร.ต.ท.เชาวริน จะถาม ก็คือ รัฐบาล จะแก้ปัญหาอย่างไร หากการถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ส่งผลให้ ประชาชนที่ยัง รักและศรัทธา ต่อผลงานของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ออกมาประท้วง หรือ แสดงความไม่เห็นด้วย กับ การดำเนินการ ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก็พูดถึง การเสนอถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ว่า แม้ในระเบียบ สามารถกระทำได้ แต่ที่ผ่านมา ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งนี้ ร.ต.อ. เฉลิม อ้างว่า การถอดยศ จะทำได้กับ ตำรวจ ที่ยังรับราชการอยู่ เท่านั้น โดยประพฤติชั่วร้าย หรือ เป็นเรื่องทุจริต ต้องจำคุก แต่กรณี ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้ออกจากราชการ มานานกว่า 30 ปีแล้ว และที่สำคัญ ร.ต.อ. เฉลิม ย้ำว่า คำสั่งของ ศาลฎีกาฯ ในคดีทุจริต ซื้อขายที่ดินรัชดาฯ ไม่เข้าข่าย ที่จะนำมากล่าวอ้างว่า มีการกระทำทุจริต

ร.ต.อ. เฉลิม ยังชี้ด้วยว่า หากรัฐบาล ดำเนินการ เรื่องถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ใช้อารมณ์กลั่นแกล้ง และ จะยิ่งสร้าง ความแตกแยก ให้บ้านเมืองมากขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับ กรณีของ พล.ต.ท. ชลอ เกิดเทศ (ผู้ต้องหาคดีอุ้มฆ่า แม่ลูก ตระกูลศรีธนะขันฑ์ ที่ศาลอุทธรณ์ ตัดสินประหารชีวิต) และ นายตำรวจคนอื่นๆ ที่ถูกจำคุก นานถึง 14 ปี กลับไม่มีการถอดยศ

ร.ต.�.เฉลิม �ยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่�ไทย บิดเบื�นข้�เท็จจริง ด้วยการ�้างว่า การถ�ดยศ จะทำเฉพาะกับ ตร.ในราชการ เท่านั้น

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย บิดเบือนข้อเท็จจริง ด้วยการอ้างว่า การถอดยศ จะทำเฉพาะกับ ตร.ในราชการ เท่านั้น


ทั้งนี้ หากพิจารณาคำอ้างของ ร.ต.อ. เฉลิม ที่ว่า “การถอดยศตำรวจ จะทำกับตำรวจ ที่ยังรับราชการอยู่เท่านั้น” จะพบว่า เป็นการอ้างเท็จ เพราะระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 ที่ออกตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 สมัย พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ เป็น ผบ.ตร. ระบุไว้ชัดว่า การเสนอถอดยศสามารถ ดำเนินการได้ ทั้งกับ ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และ ที่พ้นจาก ราชการตำรวจ ไปแล้ว โดยกำหนดเงื่อนไข การกระทำ ที่เข้าข่ายถูกเสนอถอดยศไว้ 7 ข้อ ประกอบด้วย

(1) ต้องคำพิพากษาของศาล ถึงที่สุด ว่าทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แม้ศาลจะ พิพากษารอการกำหนดโทษ หรือ กำหนดโทษ แต่รอการลงโทษไว้ ก็ตาม
(2) ต้องคำพิพากษาของศาล ถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก หรือ โทษที่หนักกว่า จำคุก เว้นแต่ ความผิดลหุโทษ หรือ ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
(3) ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะก่อให้เกิดหนี้สินขึ้น โดยทุจริต
(4) กระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และ มีคำสั่งลงโทษไล่ออก จากราชการ
(5) ประพฤติชั่วร้ายแรง สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐ
(6) ต้องหาในคดีอาญา แล้วหลบหนีไป สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐ
(7) ถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะขาดคุณสมบัติ มาตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุเป็น ข้าราชการตำรวจ

ซึ่งชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าข่ายถูกถอดยศ ทั้งตามข้อ 2 และข้อ 6 คือ ต้องคำพิพากษาของศาล ถึงที่สุดให้ ลงโทษจำคุก และ ต้องหาใน คดีอาญา แล้วหลบหนีไป

การกล่าวอ้างของ ร.ต.อ.เฉลิม จึงเข้าข่ายเจตนา บิดเบือนข้อเท็จจริง ต่อสาธารณชน เพียงเพื่อปกป้อง หรือ ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น


เห็นปฏิกิริยาของ บรรดาแกนนำ พรรคเพื่อไทย และ คนรอบข้าง พ.ต.ท. ทักษิณ แล้ว ลองมาฟังมุมมองของ ฝ่ายอื่นๆ ในสังคมกันบ้างว่า จะรู้สึกอย่างไรกับ การถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ รวมถึง การยึดคืน เครื่องราชฯ ด้วย

พล.ต.ท. สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ให้สัมภาษณ์ วิทยุผู้จัดการ โดยยืนยันว่า พ.ต.ท. ทักษิณ สมควรถูกถอดยศ เพราะเข้าหลักเกณฑ์ ระเบียบของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชัดเจน ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ และ หากผู้เกี่ยวข้อง ไม่ดำเนินการ ก็จะถูกดำเนินคดี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ หาก ผบ.ตร. ไม่ดำเนินการ ผบ.ตร. ก็อาจจะต้องติดคุกแทน

เมื่อเข้าหลักเกณฑ์แล้ว เจ้าหน้าที่เขาไม่ทำเนี่ย เขาก็มีความผิด และ เขาก็ต้อง ถูกออกจากราชการ และ เขาก็ต้องถูก ดำเนินคดี ละเว้นการปฏิบัติ ตามหน้าที่

(ถาม – แต่ดูเหมือนสุ้มเสียง ของ พล.ต.อ. พัชรวาท จะค่อนข้างหนักใจ บอกว่า เรื่องนี้ละเอียดอ่อน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ?)


ไม่มีคำว่า ละเอียดอ่อน หรอกครับ มียศแบบนี้ แล้วผิดระเบียบอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่องละเอียดอ่อน ถ้า ท่านพัชรวาท ไม่ดำเนินการ พัชรวาท ก็เข้าคุกแทน ถูกมั้ย ชัดเจนอยู่แล้ว ผมไม่ได้มองคำว่า ละเอียดอ่อน เลย

พงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ข้�งใจ มีการเลื�กปฏิบัติกับ พ.ต.ท.ทักษิณหรื�ไม่ในการถ�ดยศ

พงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ข้องใจ มีการเลือกปฏิบัติกับ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ในการถอดยศ


(ถาม – คุณพงศ์เทพ โฆษกส่วนตัว คุณทักษิณ บอกว่า ที่ผ่านมา เห็นตำรวจ ทำผิดร้ายแรงกว่า คุณทักษิณ ไม่เห็นถูกถอดยศเลย?)


ต้องคดีสิ้นสุดนะ อย่างคุณทักษิณ คดีเรื่องนี้เนี่ย มันสิ้นสุดไปแล้ว


(ถาม – มีคนยกตัวอย่างว่า ทำไม พล.ต.ท ชลอ เกิดเทศ ถึงไม่ถูกถอด?)


อันนี้คดียังไม่สิ้นสุดฮะ อันนี้ ไม่ต้องมาเปรียบเทียบเลย เรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุด


(ถาม – บางคนบอกว่า เพราะคุณทักษิณถูกจับตา อยู่ในความสนใจ ก็เลยต้องถอดยศใช่มั้ย?)


ผมว่า ข้อที่ 1 มันเป็นระเบียบ ข้อที่ 2 การเป็นนายกฯ ก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย ถ้าหากว่าคนดังๆ ไม่ทำเป็นตัวอย่าง ก็ทำให้คนอื่นๆ ที่เป็น ข้าราชการ เนี่ย ก็ งั้นก็ไม่เป็นไร! มันก็เป็นมาตรการหนึ่ง ที่จะลงโทษ คนที่เป็นข้าราชการ อยู่ใน พ.ร.บ. ตำรวจ ได้เห็นว่า ถ้าเราทำผิดติดคุกไป เราก็ถูกถอดยศ อย่างนี้แหละ


ส่วนทางด้าน สภาทนายความ ซึ่งเคยออกแถลงการณ์ ก่อนหน้านี้ ว่า หากคดีซื้อที่รัชดาฯ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี ถึงที่สุดแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องดำเนินการ ปลด และ ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้ง สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก็ต้องเรียกคืน เครื่องราชฯ ทั้งหมดที่ พ.ต.ท. ทักษิณได้รับ กลับคืนโดยเร็วนั้น


ล่าสุด แหล่งข่าวจาก สภาทนายความ ก็ยืนยันว่า การถอดยศ และ การยึดคืน เครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ ถือเป็น การดำเนินการ ตามกฎหมาย ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ ตามที่บางฝ่ายกล่าวอ้าง ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้อง ที่ต้องดำเนินการ ไม่ควรยื้อเวลา พิจารณาเรื่องนี้ หาไม่แล้ว จะโดนกฎหมาย เล่นงาน เสียเองได้


“คำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เป็นหน้าที่ กฎหมายบังคับให้ปฏิบัติ คงไม่ใช่เลือกปฏิบัติ เพราะข้อเท็จจริง มันประจักษ์ชัด นี่ไม่ใช่เฉพาะ ตำรวจ สำนักเลขาธิการ ครม. ก็ต้องถอด เครื่องราชอิสริยาภรณ์

(ถาม-กังวลมั้ย เพราะสุ้มเสียงของท่าน พัชรวาท บอกว่า เรื่องนี้เป็น เรื่องละเอียดอ่อน เราต้องพิจารณา อย่างรอบคอบ?)

มันเป็นข้อพิจารณา ของผู้มีหน้าที่ดำเนินการ ตามกฎหมาย จะใช้เวลาเท่าไหร่ ใช้เวลานานเกินไป มันก็ทำให้ มีข้อพิรุธ แต่ถ้าเป็นเรื่องของ การพิจารณาโดยหลักการ และ เหตุผล ก็ว่ากันไป ดูว่ามีอะไร ถ้ายังไม่ตัดสินใจ จะตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมา กลั่นกรอง ก็ว่ากันไป

(ถาม-ทางอดีต แกนนำไทยรักไทย บอกว่า เพราะ ผู้บังคับการ กองวินัย นามสกุล “เอ่งฉ้วน”ใช่มั้ย?)

ถ้าเขาไม่ทำ (ไม่ถอดยศ)สิ เขาจะผิด ไปอ่านกฎหมายดูให้ดี จะ ทักษิณ ชินวัตร หรือใคร ถ้าในอดีต เขาไม่เคยทำ (ผิด) เขาเคยปลดมั้ย จะ “เอ่งฉ้วน” หรือ อะไร ผมคิดว่า ก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำ เขาจะโดน กฎหมายเล่นงาน”

แหล่งข่าวจาก สภาทนายความ ยังเชื่อด้วยว่า การถอดยศ และ การยึดคืน เครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ จะไม่เป็นเงื่อนไข ที่นำไปสู่ความรุนแรง จากกลุ่ม นปช. หรือ คนเสื้อแดง เพราะถึงแม้จะมี กระแสที่รัก พ.ต.ท. ทักษิณ มากจนไม่ดูว่า อะไรผิดอะไรถูก แต่ก็ควรจะรู้ว่า กรณีนี้ไม่ใช่ กรณีที่ ใครผิดใครถูก เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ผิดจริงๆ และ ศาลฎีกาฯ ก็ตัดสินแล้ว

ด้าน พล.ต.ท. สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการ ตำรวจสันติบาล ก็ฝากถึง บรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาพูด โจมตี การเสนอถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ว่า แทนที่ นักการเมืองเหล่านี้ จะมาพูดเฉไฉ เพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท. ทักษิณ ควรจะทำตัวเป็น นักการเมืองที่ดี ด้วยการพูดให้ เด็กรุ่นหลัง ได้เห็นว่า

คนที่เป็น นายกฯ ต้องเป็น ตัวอย่างที่ดี ต่อไป ใครมาปกครองบ้านเมือง หรือ เป็นข้าราชการ มียศมีตำแหน่ง ก็ต้องทำตัวให้ดี ไม่เดินตามแบบ อดีตนายกฯ บางคน ที่เดินทางผิดแบบนี้!!

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ อมรรัตน์ ล้อถิรธร…รายงาน 14 มกราคม 2552 16:27 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004254


พิมพ์ ข่าวนี้ รายงานพิเศษ : แค่ถอดยศ “ทักษิณ”…จะเป็นจะตายกันเชียวหรือ?

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

นายเขียว กัญฤทธิ์ โม้ได้อีก: “ฮุนเซน จะยอมอ่อนข้อ มาประชุมอาเซียน กู้หน้า ไทย”


เขมร โม้ได้อีก “ถ้าฮุนเซน ไม่มาไทย ผู้นำอาเซียน อีกหลายชาติ ก็ไม่มา”

ASTV ผู้จัดการออนไลน์ – โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ยังไม่เลิกให้สัมภาษณ์ แบบ เกทับ บลัฟแหลก รัฐบาลไทย ล่าสุด นายเขียว กัญฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าว ในฐานะ โฆษกรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ ว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจ จะเดินทางมา ร่วมการประชุม ผู้นำอาเซียน ในประเทศไทย เพราะถ้าหากไม่ไป ผู้นำอาเซียน อีกหลายประเทศ ก็จะไม่ไปร่วมด้วย เช่นกัน


552000000442401
ภาพจากเอเอฟพ วันที่ 24 ก.ค. ขณะความตึงเครียดชายแดน กำลังเขม็งเกลียว นายเขียว กัญฤทธิ์ รมว. กระทรวง แถลงข่าวกัมพูชา ออกแถลง รายวัน โจมตีไทย มาตลอด คราวนี้ออกโรง อีกครั้ง บนเว็บไซต์ สถานีวิทยุเสียงอเมริกา


คำให้สัมภาษณ์ล่าสุด ของ นายเขียว ปรากฏอยู่ บนเว็บไซต์ สถานีวิทยุเสียงอเมริกา ภาคภาษาเขมร วันอังคาร (13 ม.ค.) ที่ผ่านมา

นายเขียว กล่าวก่อนหน้านี้ ว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน ได้เรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่ของไทย พิจารณาจัด กำหนดการประชุมใหม่ โดยให้เลื่อนการประชุม ผู้นำอาเซียน กับ ประเทศคู่เจรจา ทั้งกรอบ “อาเซียน+3” และ “อาเซียน+6” ออกไปเป็น ช่วงปลายปี แทนที่จะเป็น เดือนหน้า และ ข้ามไปเป็นเดือน เม.ย. อีกรอบหนึ่ง

นายเขียว กล่าวว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน อาจจะไม่สามารถ เดินทางไปประเทศไทย ปีละ 2-3 หนได้ และ ผู้นำชาติอาเซียนอื่นๆ ก็คงจะเหมือนกัน

“หลังจากนั้น ประเทศเพื่อนมิตร ของกัมพูชาได้ขอร้องให้ สมเด็จฯ ฮุนเซน ไปร่วมการประชุมด้วย โดยบอกว่า หากไม่ไป ประเทศอาเซียนอื่นๆ ก็อาจจะ ไม่ไปเช่นเดียวกัน” นายเขียว กล่าวกับ วีโอเอภาคภาษาเขมร

คำให้สัมภาษณ์ขอ งนายเขียวสอดคล้อง กับคำกล่าว ของ นายฟายสีฟาน (Phai Siphan) ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษก คณะรัฐมนตรี ที่บอกว่า การตัดสินใจ “ยอมอ่อนข้อ” ของ สมเด็จฯ ฮุนเซน นั้น เป็นการ “ช่วยกู้หน้า ประเทศไทย”

อย่างไรก็ตาม นายฮอร์นัมฮอง (hor nam hong) รองนายกฯ และ รัฐมนตรีต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ หลังการพบ หารือกับ รัฐมนตรี ต่างประเทศ ญี่ปุ่น นายนากาโซเน ฮิโรฟุมิ เมื่อวัน อาทิตย์ (11 ม.ค.) ยืนยันว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน จะไปร่วม การประชุมผู้นำอาเซียน ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่จะเริ่มใน วันที่ 27 ก.พ. อย่างแน่นอน

สัปดาห์ที่แล้ว นายเขียว ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน อาจจะไม่สามารถไปประชุมผู้นำ ที่รัฐบาลไทยได้เลื่อน กำหนดเวลา ออกไปเป็น ครั้งที่ 3 และ ยังเปลี่ยนสถานที่ ประชุมจาก กรุงเทพฯ ไปเป็น หัวหิน อีกด้วย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2552 15:02 น.
http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004192


พิมพ์ ข่าวนี้ เขมรโม้ได้อีก: “ฮุนเซน ไม่มาไทย อีกหลายชาติ ก็ไม่มา”

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

แถลงข่าว การเปิด ตัวพรรค “ภูมิใจไทย” ส่วน 20 ส.ส.จาก พรรคเพื่อไทย ไม่สามารถย้ายมาได้

  นาย สุชาติ ตันเจริญ , นายเนวิน ชิดชภ?? , นายสุริยะ จึงรุ่งเรืภ??กิจ , นาย สมศักดิ์ เทพสุทิน , นาย สรภ??รถ กลิ่นประทุม

นาย สุชาติ ตันเจริญ , นายเนวิน ชิดชอบ , นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ , นาย สมศักดิ์ เทพสุทิน , นาย สรอรรถ กลิ่นประทุม


“เพื่อนเนวิน” แห่ซบ ภูมิใจไทย
พท.จ๋อย กกต.สั่งห้ามย้ายพรรค

0002-552000000428502

“พรทิวา” หน้าบาน ร่วมแถลงข่าว เพื่อนเนวินแห่ ซบ “ภูมิใจไทย” กว่า 20 ชีวิต ฟุ้งเป็นทางออก แก้วิกฤตประเทศ ลั่น สรรหาตัว หัวหน้าพรรค กุมภาพันธ์นี้ ด้าน กกต.เบรก ส.ส.เพื่อไทย ชี้ ไม่สามารถย้ายพรรค ระหว่าง สมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ นอกจากจะมี การยุบสภา


คลิกที่นี่ เพื่อชม แถลงข่าว การเปิด ตัวพรรค “ภูมิใจไทย” (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม แถลงข่าว การเปิด ตัวพรรค “ภูมิใจไทย” (256 K)
จาก manager multimedia


วันนี้ (14 ม.ค.) นางพรทิวา นาคาศัย หัวหน้าพรรค ภูมิใจไทย แถลงข่าว ร่วมกับ กลุ่มเพื่อนเนวิน ว่ารู้สึกดีใจ และ ภูมิใจ ที่ได้ร่วมงานกับ ผู้มีประสบการณ์ โดยการรวมตัว จะส่งผลดีต่อ สถานการณ์ของประเทศ และ เป็นทางออกของ วิกฤต ส่วนการเลือกตัว หัวหน้าพรรค และ กรรมการบริหารพรรค จะทำภายใน 60 วัน ตามกฎหมายกำหนด หลังจาก การจดทะเบียนพรรค คือ ภายใน เดือนกุมภาพันธ์นี้ จะมีการเปิดประชุม

อย่างไรก็ตาม นางพรทิวา ยังเปิดเผยถึงสัญลักษณ์ของพรรค ด้วยว่า เป็นการสื่อถึง หัวใจของคนไทยทุกคน และขอปวารณาตัว ทำเพื่อประเทศไทย

ด้าน นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง ยืนยันถึง กรณีที่ ส.ส. ของ พรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ภาคกลาง และ ภาคอีสาน ประมาณ 20 คน ต้องการย้ายเข้าสังกัด พรรคภูมิใจไทย ว่า ไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก ติดขัดข้อกฎหมาย ที่ระบุว่า

ส.ส. ไม่สามารถย้ายพรรค ระหว่างสมัยประชุม สภาผู้แทนราษฎร ได้ นอกจากจะมี การยุบสภา ดังนั้น ส.ส. ที่สมัครเข้าเป็น สมาชิกพรรค เพื่อไทย ก่อนหน้านี้ ถือว่ามีผล ตามกฎหมายแล้ว ตั้งแต่ นายทะเบียนพรรคเพื่อไทย ลงนามรับรองเป็น สมาชิกพรรค

นอกจากนี้ นางสดศรี ยังกล่าวถึง การประกาศรับรองผล การเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า ในวันนี้ ที่ประชุม กกต. จะพิจารณา ปัญหา เรื่องการนับคะแนนเลือกตั้งที่ เขตพญาไท

ซึ่งเบื้องต้นเห็นว่า หากผลคะแนนในเขต ดังกล่าว ไม่มีผลต่อคะแนนเสียง ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ก็อาจไม่จำเป็นต้อง นับคะแนนใหม่ และ คาดว่า ภายในสัปดาห์นี้ จะสามารถ ประกาศรับรอง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนใหม่ได้

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2552 21:34 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004065


พิมพ์ ข่าวนี้ “เพื่อนเนวิน” แห่ซบภูมิใจไทย – พท.จ๋อย กกต.สั่งห้ามย้ายพรรค

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กระบวนการ ถอดยศ “นช.ทักษิณ” กลั่นแกล้ง หรือ กฏหมายกำหนด


ถอดยศ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ถูกกลั่นแกล้ง หรือ กฏหมายกำหนด
552000000384901
การดำเนินการ ถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้อื้อฉาว กลายเป็นประเด็นร้อน ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา วิพากษ์วิจารณ์ กันอย่างครึกโครม ตั้งแต่เริ่มศักราชใหม่

เมื่อ กองวินัยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ หน่วยงานต้นเรื่อง ได้รวบรวมข้อมูล เสนอไปยัง กองกำลังพล เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา พร้อมชี้ชัดว่า กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไข องค์ประกอบ ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศ พ.ศ. 2547 ถือเป็น การเริ่มกระบวนการถอดยศ อย่างเป็นทางการ

สำหรับปฐมบทของเรื่องนี้ เริ่มจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งถูก ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา จำคุก 2 ปี ในคดี ทุจริต จัดซื้อที่ดิน จากกองทุน เพื่อการฟื้น และ พัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ซึ่งเป็น ความผิด ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และ 122 ขณะเดียวกัน ยังเป็นนักโทษ หลบหนีคดีอาญา

กรณีดังกล่าว จึงเป็นเหตุสำคัญ ที่จะทำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกเรียก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) หรือ เทียบเท่า ชั้น “เจ้าพระยา” ที่ได้รับพระราชทานคืน ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย การขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต เรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548

นอกจากนี้ ยังเป็นเหตุสำคัญ ที่จะทำให้ ถูกถอดยศ “พ.ต.ท.” ตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และ ระเบียบ สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 โดยระเบียบดังกล่าว ระบุเหตุผลว่า “เนื่องจากผู้ที่ดำรงอยู่ใน ยศตำรวจ สมควรจะประพฤติ หรือ วางตนให้เหมาะสมแก่ เกียรติศักดิ์ มิฉะนั้น ย่อมเป็นทางนำ ความเสื่อมเสีย มาสู่หมู่คณะ โดยเหตุผลดังกล่าว หากผู้ใดประพฤติ หรือ วางตนให้ เหมาะสมแก่ เกียรติศักดิ์ ไม่ได้ ก็ไม่สมควร จะดำรงอยู่ใน ยศตำรวจต่อไป”

จากระเบียบดังกล่าว จะเห็นว่า พฤติกรรม ของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไข ในการ “ถอดยศ” ถึง 2 ข้อ ด้วยกัน คือ


หนึ่ง ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก หรือ โทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ ความผิดลหุโทษ หรือ ความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาท

สอง ต้องหาในคดีอาญา แล้วหลบหนีไป สำหรับ ผู้ที่มิได้อยู่ในราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐ

เมื่อกฎหมายระบุ ชัดไว้เช่นนี้แล้ว การไม่ดำเนินการ กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ผู้มีหน้าที่ รับผิดชอบตามกฎหมาย อันได้แก่ กองวินัย และ กองกำลังพล จะเรียกว่า ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ คงไม่ต้องตอบ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการคลายข้อกังขาที่ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกกลั่นแกล้ง มีสองมาตรฐาน หรือ เลือกปฏิบัติ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้ อย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว ชนิดที่ ไม่ต้องตีความ อะไรกันอีก


อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้า กรณี พ.ต.ท. ทักษิณ มีข้าราชการตำรวจนอกแถว จำนวนไม่น้อย ที่ถูกถอดยศ จากการสืบค้น จากประกาศ ราชกิจจานุเบกษา พบว่า นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร นายแรก ที่ถูกถอดยศ คือ

พ.ต.ต. หลวงพิศนุแสน(สุด ประทีปจิต) ซึ่งถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ จำคุก 11 ปี 4 เดือน ในความผิด ฐานยักยอกเงิน ของ กรมตำรวจนครบาล ถูกถอดยศ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2472

หลังจากนั้น ก็มี ตำรวจถูกถอดยศ กว่า 100 นาย ในจำนวนนี้มี ตำรวจ ยศ พล.ต.จ. (พลตำรวจจัตวา เทียบเท่า พ.ต.อ.พิเศษ ปัจจุบันไม่มีแล้ว) 2 นาย คือ

พล.ต.จ. ทม จิตรวิมล และ พล.ต.จ. ผาด ตุงคะสมิต ประจำกรมตำรวจ ก่อเหตุฆ่า 4 รัฐมนตรี ศัตรูทางการเมืองของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งถูก ศาลฎีกาพิพากษาให้ จำคุกตลอดชีวิต จึงมี พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ ถอดยศ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2505

หลังมีการประกาศใช้ ระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศ พ.ศ.2547 เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2547 ซึ่งระเบียบ ดังกล่าว ลงนามโดย พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร. ในสมัยนั้น ตรงกับ สมัยรัฐบาล ทักษิณ 2 มีข้าราชการตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร ถูกถอดยศไปแล้ว ทั้งสิ้น 62 นาย เฉลี่ยปีละ กว่า 10 นาย แยกเป็น นายตำรวจระดับ
พ.ต.ท. 16 นาย
พ.ต.ต. 12 นาย
ร.ต.อ. 24 นาย
ร.ต.ท.9 นาย และ
ร.ต.ต. 1 นาย


เหตุที่ทำให้ นายตำรวจ เหล่านี้ถูก ถอดยศ มีด้วยกัน 2 ประการ คือ

ประการแรก ทำผิดคดีอาญา ซึ่งศาลพิพากษา จำคุกถึงที่สุด เช่น
มียาเสพติดไว้เพื่อจำหน่าย
ทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฆ่าผู้อื่น เป็นต้น

ประการที่สอง คือ ทำผิดวินัยร้ายแรง ถูกปลด หรือ
ไล่ออกจากราชการ
ละทิ้งหน้าที่ราชการ ติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน
ยักยอกทรัพย์สิน ทางราชการ เป็นต้น


กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งเป็น อดีตข้าราชการตำรวจ แม้จะเคยเป็น นายกรัฐมนตรี แต่เมื่อทำผิดกฎหมาย และ ถูกศาลพิพากษา ลงโทษจำคุก การถูกถอดยศ จึงเป็นชะตากรรม ที่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับ เพื่อนข้าราชการตำรวจนอกแถว ที่ถูกถอดยศ ไปก่อนหน้านี้

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2552 10:50 น.
http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004029


พิมพ์ ข่าวนี้ ถอดยศ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ถูกกลั่นแกล้ง หรือ กฏหมายกำหนด

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

สมเด็จฯ ฮุนเซน เยือน คูเวต และ ตะวันออกกลาง สานแผน “เงินกู้แลกนาข้าว”


“ฮุนเซน” ไปคูเวต สานแผน “เงินกู้แลกนาข้าว”
Middle East map

Middle East map


ASTV ผู้จัดการรายวัน – นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฯ ฮุนเซน ออกเดินทาง มุ่งสู่ตะวันออกกลาง เมื่อวันอังคาร (13 ม.ค.) นี้ ซึ่งเป็นการเยือน ภูมิภาคนี้ เป็นครั้งแรก เพื่อสานต่อสัมพันธ์ธุรกิจ และ การค้า กับประเทศแถบนี้ หลังจากผู้นำระดับสูงจาก คูเวต การ์ตา กับ บาห์เรน เยือนกัมพูชาปีที่แล้ว


552000000417301
ภาพจาก รอยเตอร์ เดือน ส.ค. ปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรีคูเวต ชี้คนัสเซอร์ โมฮัมเหม็ด อัล-อาห์เหม็ด อัล-ซาบาห์ (Sheikh Nasser Mohammed al-Ahmed al-Sabah) เดินทางเยือนกัมพูชา ซึ่งมีการลงนามความตกลง ด้านการค้า กับ ฝ่ายกัมพูชา และ ฝ่ายหลัง ตกลงที่จะให้เช่าที่ดินปลูกข้าว


ตามรายงานของ สำนักข่าวเอเอฟพี คณะของ สมเด็จฯ ฮุนเซน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ รัฐบาล และ ตัวแทนภาคเอกชน จำนวนมาก สำหรับ การเยือนคูเวต เป็นเวลา 3 วัน ด้วยเครื่องบิน ที่เอื้อเฟื้ออำนวยความสะดวกให้โดย รัฐบาลคูเวต

“การเยือนครั้งนี้ จะนำไปสู่ การพัฒนาในอนาคต ระหว่าง กัมพูชากับคูเวต และระหว่าง กัมพูชา กับ ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง” นายฮอร์นัมฮอง (Hor Nam Hong) รองนายกฯ ซึ่งเป็น รัฐมนตรีต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทาง

ระหว่างการเยือนในสัปดาห์นี้ เจ้าหน้าที่ของสองฝ่าย จะร่วมกันลงนาม ในความตกลง ความช่วยเหลือ จาก คูเวต ในการก่อสร้าง เขื่อนกั้นน้ำ ผลิตไฟฟ้า แห่งหนึ่ง กับ การก่อสร้าง ระบบชลประทาน และ ถนน รัฐมนตรีกัมพูชากล่าว

เจ้าหน้าที่ของ สองประเทศกล่าว ก่อนหน้านี้ว่า จะมีการทำความตกลง เปิดเที่ยวบินตรง ระหว่างสองประเทศอีกด้วย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว นายฮอง เปิดเผยด้วยว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน กำลังจะหารือกับ ฝ่ายคูเวต เรื่องเกี่ยวกับข้าว การค้า และ การลงทุน ด้วย

เดือน ส.ค.ปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรีคูเวต ชี้คนาสเซอร์ โมฮัมเหม็ด อัล-อาห์เหม็ด อัล-ซาบาห์ (Sheikh Nasser Mohammed al-Ahmed al-Sabah) เดินทางเยือนสันถวะไมตรีกัมพูชา กับ ประเทศอื่นๆ ในแถบนี้ ซึ่งมีการลงนามความตกลง ด้านการค้ากับฝ่ายกัมพูชา และ ฝ่ายหลังตกลงที่จะให้เช่า ที่ดินปลูกข้าว

ในเดือนเดียวกัน ชาติ เศรษฐกิจน้ำมัน จากตะวันออกกลาง ได้ประกาศ ให้เงินกู้แก่กัมพูชา จำนวน 546 ล้านดอลลาร์ สำหรับก่อสร้าง ระบบชลประทาน สร้างถนน เข้าสู่หมู่บ้านต่างๆ ในเขตนาข้าว รวมทั้ง สร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า กั้นลำน้ำสะตึงแสน (Stung Sen) ใน จ.กัมปงธม (Kampong Thom) และ สร้างถนนใน จ.พระตะบอง ซึ่งเป็นอู่ข้าวใหญ่ อีกแห่งหนึ่ง ของประเทศ

กัมพูชา มีความหวังว่า คูเวต ซึ่งเป็น ประเทศสมาชิก กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปก จะช่วยเหลือ อุตสาหกรรมน้ำมัน ของ กัมพูชา ที่กำลังได้รับความสนใจ จากประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่ กลุ่มเชฟรอน (Chevron Corp) พบน้ำมันดิบ ที่แปลงสัมปทานใน อ่าวไทย

ยังไม่มีการเปิดเผย รายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับความตกลง “เงินจากน้ำมันแลกข้าว” แต่ที่ผ่านมา สื่อต่างๆ ในกัมพูชา ได้รายงานว่า รัฐบาลกำลังจะให้ ทางการ คูเวต เช่าที่นานับล้านไร่ เพื่อปลูกข้าว รวมทั้งให้ ชาวนาผลิตข้าว และ ฝ่ายคูเวต รับซื้อผลผลิต

ยังไม่มีคำอธิบายจาก ฝ่ายใด เพราะเหตุใดคูเวต ซึ่งเป็นประเทศร่ำรวย และ มีประชากร เพียงหยิบมือเดียว จึงให้ความสนใจ ในด้านการเกษตร ในประเทศเล็กๆ ที่ยากจนแห่งนี้ แต่ความเคลื่อนไหวต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นในปีที่ ข้าวยากหมากแพง

ก่อน นายกรัฐมนตรีคูเวต ไปเยือน เจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก การ์ตา ซึ่งเป็นเศรษฐีน้ำมัน อีกประเทศหนึ่งจาก ตะวันออกกลาง ได้ไปเยือนกัมพูชา และ แสดงความปรารถนา ที่จะเข้าไปผลิตข้าวใน จังหวัดภาคตะวันออก ของประเทศ

ฝ่ายการ์ตา ได้รับปากจะให้ความช่วยเหลือ กัมพูชา ก่อสร้าง ระบบชลประทาน ตัดถนนหนทางสายใหม่ๆ เข้าสู่เขตชนบท แต่ก็ยังไม่มี การเปิดเผย รายละเอียดอื่นๆ อีก

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2552 00:02 น.
http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003948


พิมพ์ ข่าวนี้ “ฮุนเซน” ไปคูเวตสานแผน “เงินกู้แลกนาข้าว”

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

January 13, 2009

“บิ๊กป๊อก” พบ “สุเทพ” หารือไฟใต้ เตรียมรับ นายกฯ ลงใต้ 17 ม.ค.นี้


“บิ๊กป๊อก” พบ “สุเทพ” หารือไฟใต้ เตรียมรับ นายกฯ ลงใต้ 17 ม.ค.นี้
 พล.�.�นุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์


“ป๊อก” ดอดพบ “เทพเทือก” รับบัญชา ดับไฟใต้ เตรียมรับ นายกฯ ลงใต้ 17 ม.ค.นี้ เชียร์สุดลิ่ม ได้รัฐบาล ปชป. สถานการณ์ดีขึ้น เป็นปลื้ม การเมือง นิ่ง ไม่หวั่นฝ่ายค้าน เตรียมซักฟอก จัดซื้อจัดจ้าง ในกองทัพ มั่นใจ ชี้แจงได้


วันนี้ (13 ม.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ ภายหลัง เดินทางเข้าพบ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือถึง สถานการณ์ความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า นายสุเทพ ได้แจ้งให้ทราบถึง การตั้ง คณะกรรมการ รัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ และ

ได้สั่งการให้ตน เตรียมการบรรยายสรุป ให้ นายกรัฐมนตรี ในการเดินทาง ลงพื้นที่ภาคใต้ ในวันที่ 17 ม.ค. นี้ เพื่อให้รัฐบาล ได้เห็นแนวทางการทำงาน ที่ผ่านมา ก่อนที่จะปรับไป ตามกรอบใหม่ ของรัฐบาล สำหรับความปลอดภัย ในตัว นายกรัฐมนตรี และ ครม. นั้น ขอยืนยันว่า ปลอดภัยแน่นอน

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับความร่วมมือ ของมวลชน ในพื้นที่นั้น ให้ความร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่อย่างดีมาก แต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ยังจำเป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดีขึ้น ก็จะแจ้งให้ รัฐบาล ทราบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่ต้อง ต่อการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก

ผู้สื่อข่าว ถามว่า ประเมินสถานการณ์ภาคใต้ ตั้งแต่ มาเป็น ผบ.ทบ. เป็นอย่างไรบ้าง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จาก ข้อมูลเชิงสถิติ ดีขึ้น แต่ทุกคน ต้องยอมรับว่า ปัญหานี้ต้องใช้เวลา ในการสร้างความเข้าใจ และ พัฒนาความเป็นอยู่ ให้ดีขึ้น เพื่อให้ทุกคนร่วมมือ กับ ภาครัฐ

ต่อข้อถามว่า การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยๆ จะเป็นอุปสรรค ต่อการแก้ปัญหา หรือไม่ ผบ.ทบ.กล่าวว่า ที่ผ่านมา กอ.รมน. สามารถดำเนินการ แก้ปัญหาได้ เป็นไป ตามแผนงาน ได้ดี และ ยังคงยืนยันว่า จะใช้นโยบายการเมือง นำการทหาร ต่อไป

เพราะความสำเร็จ ในการแก้ปัญหาภาคใต้ อยู่ที่ การทำความเข้าใจ กับ ประชาชน ที่มีความคิดแตกต่างกัน และ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรม ไม่ใช่ การใช้กำลัง

เมื่อถามว่า การได้ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล จะทำให้ การแก้ไขภาคใต้ ดีขึ้นหรือไม่ พล.อ. อนุพงษ์ กล่าวว่า น่าจะมีแนวโน้ม ที่ดีขึ้น เมื่อถามต่อ ว่า การทำงานของ กองทัพ ร่วมกับ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นไปได้ อย่างดีหรือไม่ ผบ.ทบ. กล่าวว่า โดยหลักการ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร กองทัพ ก็ทำงาน ตาม บทบาทหน้าที่ ของตัวเอง ไม่สามารถบอกได้ว่า พรรคนั้น หรือ พรรคนี้ มาแล้ว จะทำให้ดี เพราะเราทำเต็มที่ ตามขีดความสามารถ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มี รัฐบาล ที่มีเสถียรภาพ จะทำให้ การแก้ปัญหาภาคใต้ ง่ายขึ้นหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การเมือง เป็นตัวกำหนดทุกอย่าง ในการบริหารประเทศชาติ

ถ้าการเมืองนิ่ง และ มีเสถียรภาพ ย่อมเป็นเรื่องดี ส่วนเรื่อง ความสามัคคี ของคนในชาติ เกี่ยวกับ เสื้อเหลือง เสื้อแดง นั้น ผบ.ทบ. กล่าวว่า ยังไม่มี การสั่งการ ตนยังไม่ได้รับนโยบาย เช่นเดียวกับ การประชุมอาเซียน ซัมมิท ยังไกลเกินไป ที่จะพูดถึง

พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวถึง กรณีที่ ฝ่ายค้าน จะอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐบาล เกี่ยวกับความไม่โปร่งใส ในการจัดซื้อจัดจ้าง ในกองทัพว่า เป็นเรื่อง ที่ดี ต้องมี การตรวจสอบ ถ่วงดุล ฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ ถูกต้องแล้ว กองทัพ ยินดีชี้แจงทุกอย่าง

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 18:55 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003861


พิมพ์ ข่าวนี้ “บิ๊กป๊อก” พบ “สุเทพ” หารือไฟใต้ เตรียมรับ นายกฯ ลงใต้ 17 ม.ค.นี้

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Next Page »

Blog at WordPress.com.