Accom Thailand

January 13, 2009

“นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์”


นายกฯ พบสื่อเดินหน้าปฏิรูปช่อง 11


นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่� ข�งรัฐบาล�ภิสิทธิ์

นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นของ องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมบรรยาย เรื่อง “นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาล อภิสิทธิ์” โดยกล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ มีแนวคิด ที่จะปฏิรูปรูปแบบ ของ สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ให้กลับมาเป็น สถานีสาธารณะ พร้อมระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ จะไม่แทรกแซง การทำงานของสื่อ


วันนี้ (13 ม.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล สื่อของรัฐ ได้เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นของ องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย โดยมี ตัวแทน องค์กรวิชาชีพ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เข้าร่วมเสนอ ความคิดเห็น
นาย�ภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ ความสำคัญข�ง การปฏิรูปสื่�

นายอภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ ความสำคัญของ การปฏิรูปสื่อ


โดย นายอภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของ รัฐบาลอภิสิทธิ์” ว่า ความสำคัญของ การปฏิรูปสื่อ มีความสำคัญ 2 ประการ เพราะ

1. ในเชิงของ สภาวะแวดล้อม ของสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโลกของข้อมูลข่าวสาร หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เหมือนคนละโลก เพียงแค่ 10 ปี หรือ 20 ปี ก็สัมผัสความแตกต่าง ที่สื่อมีต่อประชาชน ได้ย้ำเสมอว่า บทบาทของสื่อ ในการหล่อหลอม และ สร้างค่านิยม ให้กับคน มากกว่า พ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือ ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อกลุ่มเยาวชน เพราะเป็นโลก ของคนวัยเหล่านี้ หลายสิ่งเป็น ค่านิยมที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อ มีอิทธิพล

2. สื่อ มีบทบาทอย่างสำคัญ ในการนำสังคม กลับคืนสู่ความเป็นปกติ ให้มากที่สุด เพราะความขัดแย้ง ทางสังคม เป็นนโยบายเร่งด่วน ที่ รัฐบาล ประกาศ ตั้งแต่ต้น อย่างน้อยที่สุด การนำบ้านเมือง กลับสู่ภาวะปกติ ให้มากที่สุด และ เร็วที่สุด ตนเชื่อว่า บทบาทของสื่อ มีความสำคัญมาก

เมื่อ เป็นเช่นนี้ จึงต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้ สื่อ มีสิทธิเสรีภาพ บนหลักการ ของวิชาชีพ และ มืออาชีพ ในการสะท้อน ข้อมูลข่าวสาร เสนอความเห็น มุมมองต่างๆ ต่อประชาชน การปฏิรูปสื่อ ต้องดูโครงสร้าง ถ้าไม่แก้โครงสร้าง ผู้ทำงาน หรือ ผู้ปฏิบัติงาน ก็ประสบกับ ความยากลำบาก ในการทำงาน ให้ตรงไปตรงมาในการเสนอ ความคิดต่อสังคม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่คุกคาม การทำงานของ สื่อ คือ อำนาจรัฐ และ อำนาจทุน อำนาจรัฐ เกิดจาก ความพยายายาม หรือ ความเชื่อว่า เมื่อยุคสมัยนี้ เป็น สงครามข้อมูลข่าวสาร ใครสามารถควบคุม ข้อมูลข่าวสาร ก็สามารถชนะในการต่อสู้ จึงเอาสื่อ มาเป็นเครื่องมือ ทำให้ เป็นปัญหา มาโดยตลอด โดยเฉพาะ สื่อของรัฐ

ส่วนอำนาจทุน ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา ก็ไปอยู่ในที่เดียวกันกับ อำนาจรัฐ ยิ่งทำให้ เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น เกิดการกดดันผ่านทุน แม้สื่อ จะมีความคิด เชิงอุดมคติ แต่ สื่อสารมวลชน ก็คือ ธุรกิจ หนีความจริงได้ยาก การใช้อำนาจทุน ในการกดดัน เกิดผลกระทบ เป็นช่องทางสำคัญ ในการเข้าไป แทรกแซง หรือ บิดเบือน

ดังนั้น มาตรการสำคัญๆ เราจะต้องมาดู ทั้ง อำนาจรัฐ และ อำนาจทุน ในส่วนของ อำนาจรัฐ คือ กฎหมายบางอย่าง ที่จะเอื้อต่อ สิทธิเสรีภาพ ของ ประชาชน สิทธิเสรีภาพ ของ สื่อ ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เช่น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร

ในฐานะ ที่เป็นคนเสนอกฎหมาย เมื่อสิบสองสิบสามปี ที่ผ่านมา ก็พบความจริงว่า กฎหมายไม่ได้เป็นไป อย่างที่คาดหวังไว้ วันที่ มีการเสนอกฎหมาย นั้น ฝ่ายตรวจสอบ ไม่มีทางเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารได้ ฝ่ายค้านทำงาน ต้องใช้วิธีการ แนวทางอื่น ตนไม่เห็นว่า กฎหมายนี้ใช้ได้ จึงเป็นประเด็น ที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กฎหมายนี้ ล้ำหน้ารัฐธรรมนูญ 2540 เพราะทำไว้ก่อน หากกฎหมายนี้ เกิดทีหลัง ก็จะไม่เป็นปัญหา

ทั้งนี้ ถ้าเริ่มต้นจาก การทำให้ข้อมูลข่าวสาร ของราชการเป็น สิทธิของประชาชน ที่จะต้องรับรู้ ยกเว้นเหตุผล เฉพาะตามกฎหมาย และ การปฏิรูปสื่อ ให้เข้มแข็ง ดีกว่าต้องมาตรวจสอบ บนกฎหมาย ที่คิดว่า เป็นนโยบาย ที่สำคัญ ที่ต้องผลักดันคือ กฎหมาย ในแง่ โครงสร้างสื่อของรัฐ คือ กฎหมายว่าด้วย วิทยุ และ โทรทัศน์ และ องค์กรกำกับ คือ กสทช. เพราะเรื่องนี้ ตั้งแต่ปี 2542-2543 มีปัญหามา ตั้งแต่ต้น

เพราะ สื่อวิทยุ และ โทรทัศน์ ไปพันกับ กิจการโทรคมนาคม มีความเห็นเป็น สองฝ่ายว่า เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ แต่สำหรับตน เห็นว่า เป็นเรื่องเดียวกัน

วันข้างหน้า มีความยากมาก ว่าจะดูเป็นสองเรื่อง ได้อย่างไร เช่น บริการข้อความสั้น ที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถสรุปเรื่องยาวๆ ให้สั้น เวลาอ่านแล้ว รู้สึก ตกใจ และ อันตรายมาก

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า องค์กรกำกับ เกิดได้ยาก จะเอา องค์กรไหน มากำกับ ช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน ตนก็ไม่เห็นกับ กระทรวงไอซีที เพราะไม่มี หลักประกัน จึงต้องหา ความพอดี ที่ผ่านมา จะเห็นว่า ถ้าได้เร็ว เราก็ได้ กรรมการไม่ดี ถ้าจะได้คนดี มาเป็นกรรมการ ก็มีการร้องเรียน กันไปมา จึงได้ มอบโจทย์ให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ไปหาความพอดี และ อิสระ

อย่าทำให้เรื่องยุ่งยาก หรือ เกิดการร้องเรียน จนไม่มีกรรมการทำงานได้ ประการถัดมา ก็มีความเป็นห่วง เรื่องหลักประกัน ของสื่อบางประเภท เช่น สื่อชุมชน หรือ สื่อเชิงสาธารณะ ที่ผ่านมา กฎหมายของรัฐบาลก่อน ไม่ได้กำหนดสัดส่วนเอาไว้ จึงควรจะมีสัดส่วน เพื่อเป็นหลักประกัน ในการ กระจายสื่อ บางเวลา ต้องมี สาระ สำหรับ ประชาชน ไม่ว่าจะเป็น สื่อของใคร

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราคิดว่าปล่อย ที่สุดคือ ประชาชน อาจจะไม่ได้มีโอกาสซึมซับบางเรื่อง เพราะประชาชนจะ หนีรายการ ที่มีสาระ แต่อะไร ที่เป็น เนื้อหาสาระ ก็ควรมี แต่ไม่ใช่มี สาระเพียงหนึ่ง หรือ สอง แล้วปล่อยให้เป็น เรื่องธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่แนวทาง ที่จะสนับสนุน

แต่สำหรับ สื่อของรัฐ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เดิมเราคิดว่า ถ้าให้ไอทีวีเดิม เป็นทีวีเสรี แล้วเปลี่ยน ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็น ทีวีสาธารณะ ช่อง 11 จึงอยู่ในฐานะ ที่ต้องมาคิดกันว่า จะมีรูปแบบใด แต่ความจริง อยากเป็น รูปแบบสาธารณะ

นาย�ภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตน�ยากเห็น กฎหมายคุ้มคร�ง ผู้ประก�บวิชาชีพสื่�

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเห็น กฎหมายคุ้มครอง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ


อย่างไรก็ตาม พื้นที่ สำหรับราชการ หรือ รัฐ ต้องมี เพื่อการชี้แจง แต่ไม่ใช่นำไปใช้ประโยชน์ ในทางการเมือง

แม้เส้นแบ่ง อาจจะยาก แต่โดยสำนึกแล้ว สามารถแบ่งได้ การทำงานคือ การอธิบายชี้แจงถึง มาตรการ ที่ได้ผลักดันออกไปว่า ทำด้วย อะไร ใช้เหตุผล อะไร ใช้เพื่อทำลายคู่แข่ง ในทางการเมือง ไม่ได้ ส่วนเวลา สำหรับฝ่ายค้าน ก็ควรมี แม้จะเป็น การเมืองมาก เพราะฝ่ายค้าน มีหน้าที ตรวจสอบ แต่อยากให้เป็น เชิงแลกเปลี่ยน ในมุมมอง ของนโยบาย ไม่ใช่ตอบโต้กัน ทางการเมือง เพราะสามารถใช้พื้นที่ การนำเสนอข่าว ได้ทุกวันอยู่แล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเห็น กฎหมายคุ้มครอง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่พบว่ากฎหมายเช่นนี้ มักจะถูกแปลงสาร ไปเป็น กฎหมาย ควบคุมสื่อ และ อยากทำงาน ร่วมกับ องค์กร วิชาชีพสื่อ อะไรที่คุ้มครอง คนทำงาน ที่ทำหน้าที่ ตรงไปตรงมา เมื่อเจอ อำนาจรัฐ อำนาจทุน รัฐ จะดูแล คุ้มครองเขา ได้อย่างไร ถือเป็นสัญญาณ ที่สำคัญ เพื่อให้ สื่อมีหลักประกัน ที่ดีมากขึ้น ในการเป็นอิสระ แต่รายละเอียด ไม่อยากให้ การเมืองเข้าไปยุ่ง มีการประเมิน เป็นระยะๆ ว่า บทบาทของสื่อ ควรจะเป็นอย่างไร เพื่อให้การทำหน้าที่ เป็นไป ตามเป้าหมาย และ อุดมการณ์

และ สำหรับข่าวโทรทัศน์ วันนี้ ที่มีการคุยข่าว ไปเรื่อยๆ เป็นอันตราย แม้ข้อดี คนจะได้ มีความเพลิดเพลิน แต่อันตรายของ การคุยข่าว คือ การชี้นำ เพราะไม่เหมือนกับ การอ่านข่าว หรือ ประกาศข่าว อย่างที่เราเห็นในอดีต

“ถ้าคุย อย่างเดียวไม่มีข่าว ก็น่าเป็นห่วง เพราะมีการชี้นำ ตั้งแต่คำพูด ไปจนถึงสีหน้า ที่เราสัมผัสอยู่ทุกวัน แต่ก็ไม่อยากให้ รัฐเข้าไปยุ่ง องค์กรวิชาชีพ ควรเอาปัญหานี้ มาพูดคุยกัน ความพอดี และ มาตรฐาน ควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ทุกอย่าง เป็นไปด้วยดี” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในสภาวะความขัดแย้ง อย่างนี้ ตนเคารพ การทำหน้าที่ ของสื่อ แต่ เวลา และ สถานการณ์ ที่ไม่ปกติ มีความขัดแย้งสูง ต้องช่วยกันคิดกันทำว่า จะทำอย่างไร เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยไม่บิดเบือนความจริง ทำอย่างไม่ให้ตกเป็น เหยื่อของ คนที่มีวาระ ในเชิงการเมือง ซึ่งสื่อรู้ดีกว่า ถ้าสื่อเสนอข่าว แต่คนกัดหมา คนกัดหมา ก็จะเป็น เรื่องปกติ หมากัดคนไม่มี

การช่วงชิงพื้นที่สื่อคือ ยุทธศาสตร์ การต่อสู้ทางการเมือง ก็คือการทำให้ ผิดปกติมากที่สุด ถ้าสื่อเสนอ แต่ความไม่ปกติ นับวัน สังคม ก็จะเสพ แต่ความไม่ปกติ ของสังคม ประวัติการทำงาน 17 ปี ตนไม่เคยคุกคามสื่อ อาจจะตอบโต้ เวลาไม่ได้รับ ความเป็นธรรม แต่ใช้น้อยมาก จะพยายาม รักษาแนวทางนี้ไว้ การถูกตำหน ิวิจารณ์ ต้องมีแน่นอน เพราะเข้าใจ ดีว่า โลกมี ความสลับซ้อน

ช่วงท้าย ตัวแทนสื่อ ได้ถามคำถาม และ เสนอความคิดเห็นต่อ นายกรัฐมนตรี โดย นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ รองบรรณาธิการอำนวยการ เครือ มติชน ได้สอบถามถึง การจัดสรร คลื่นความถี่ ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ต้องดู ตามความเป็นจริงว่า จะจัดการอย่างไร โดยไม่เสียหลักการ หน่วยงานราชการ ได้ประโยชน์ หรือ ไม่ คลื่นที่มีอยู่ ใช้เพื่อความมั่นคงหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ เนื้อหาไม่ใช่ เหมือนกับ ส่วนราชการต่างๆ นำไป ครอบครอง มีความเป็นธุรกิจ มากขึ้น หากดึงกลับมา อยู่ในกรอบ จะมีการชดเชยให้อย่างไร เราไม่ต้องการเห็น ผลกระทบ ส่วนวิทยุชุมชน กฎหมาย ก็ยังมีความสับสน

ด้าน นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา อดีตผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านวิทยุ กล่าวว่า ภายใน 6 เดือน จะมีความชัดเจน เรื่องคลื่นความถี่ หรือ ไม่ และ ต้องการให้ นายกฯ ไปดู คณะอนุกรรมการ จำนวน 22 คน ที่มีอำนาจ ในการจัดการ เรื่องเคเบิล ทีวีดาวเทียม รัฐบาล จะทำให้สำเร็จ หรือไม่

สถานีเอ็นบีที และ กรมประชาสัมพันธ์ ควรจะมีการปฏิรูป อย่างจริงจัง เพราะก่อนหน้านี้ เคยมีแนวคิด ให้ยุบ เป็นเพียง หน่วยงาน ประชาสัมพันธ์ ของ รัฐ เท่านั้น โดย รัฐบาล สามารถปฏิรูปได้ โดยการออก พระราชกฤษฎีกา หรือ พระราชบัญญัติ ได้ จึงอยากให้ตั้ง คณะกรรมการ และ ทำให้แล้วเสร็จ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 18:27 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003851


พิมพ์ ข่าวนี้ นายกฯ พบสื่อเดินหน้าปฏิรูปช่อง 11

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: