Accom Thailand

April 30, 2009

ประเทศไทย ยกระดับ มาตรการ ควบคุมโรค ไข้หวัดเม็กซิโก อยู่ ในระดับเข้มข้น


จนท.พ่นยาฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน หวั่น “หวัดเม็กซิโก” ระบาดในไทย

เจ้าหน้าที่ได้ ทำการ พ่นยาฆ่าเชื้อ และ ทำความสะอาด เครื่องบินแอร์บัส 340-500 ซึ่งเดินทางกลับจาก นครลอสแองเจลิส

เจ้าหน้าที่ได้ ทำการ พ่นยาฆ่าเชื้อ และ ทำความสะอาด เครื่องบินแอร์บัส 340-500 ซึ่งเดินทางกลับจาก นครลอสแองเจลิส


เจ้าหน้าที่ ทำการพ่นยา ฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน เพื่อป้องกัน การแพร่ระบาดของ “ไข้หวัดเม็กซิโก” หลังไทย ประกาศยกระดับ มาตรการ ควบคุมโรค ให้อยู่ในระดับ เข้มข้น พร้อมตรวจเข้ม ผู้โดยสาร ขาเข้า ด้วยเครื่อง เทอร์โมสแกนเนอร์ หาก อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ เครื่องส่งสัญญาณ – ตรวจจับ ได้ทันที

นอกจากนี้ มีการแจก แบบฟอร์ม กรอกประวัติ การเดินทางผู้โดยสาร หากอยู่ใน กลุ่มเสี่ยง ต้องตรวจร่างกาย ก่อนเข้าประเทศ

วันนี้ (30 เม.ย.) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ได้ ทำการ พ่นยาฆ่าเชื้อ และ ทำความสะอาด เครื่องบินแอร์บัส 340-500 ซึ่งเดินทางกลับจาก นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยขณะนี้ ประเทศไทย ได้ยกระดับ มาตรการควบคุมโรค ดังกล่าวให้อยู่ ในระดับ ที่เข้มข้น ตามที่ องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศ ยกระดับ การแพร่ระบาด เชื้อโรคดังกล่าว ให้อยู่ใน ระดับ 5 หรือ หมายถึง มีการแพร่ระบาด และ ติดต่อ ระหว่างประเทศแล้ว จึงทำให้ ประเทศไทย ต้องเข้มงวด และ เฝ้าระวัง ผู้โดยสาร รวมทั้ง ความสะอาด ของพาหนะ และ ยวดยาน ขนส่ง ต่างๆ ซึ่งอาจนำเชื้อโรค ดังกล่าว เข้าสู่ประเทศไทย ได้

นอกจากนี้ ภายในบริเวณ ท่าอากาศสุวรรณภูมิ ยังมี การตรวจตราผู้โดยสาร ที่เดินทางเข้ามา ยังประเทศไทย อย่างเข้มงวด ด้วย เครื่อง เทอร์โม สแกนเนอร์ ซึ่งสามารถ ตรวจจับ วัดอุณหภูมิ และ ความผิดปกติ ของ ร่างกายมนุษย์ ได้อย่างแม่นยำ โดยหาก บุคคลใด มีอุณหภูมิร่างกาย สูงผิดปกติ เครื่องจะแสดง สัญญาณ บ่งบอก ทันที

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็น การป้องกัน การแพร่ระบาด เชื้อไข้หวัดเม็กซิโก ขณะนี้ ทางการไทย ได้มีการแจก แบบฟอร์มให้ ผู้โดยสาร ที่จะเดินทาง เข้ามายัง ประเทศไทย ได้กรอกประวัต ิการเดินทาง ว่า มีการเดินทาง ไปยัง ประเทศ ที่มีการแพร่ระบาด ของเชื้อ ดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหาก ผู้โดยสาร คนใด มีประวัติ ให้จัดว่า อยู่ใน กลุ่มเสี่ยง ต้องทำการ ตรวจเช็คร่างกาย อย่างละเอียด ก่อนจะเดินทาง เข้าประเทศไทย เพื่อสร้างมั่นใจ และ หยุดยั้ง การแพร่ระบาด ของเชื้อโรค

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล บำราศนราดูร ได้ทำการตรวจเช็ค และ ทำความสะอาดอุปกรณ์ รวมทั้งเครื่องมือ ดูแลผู้ป่วย ให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล บำราศนราดูร ได้ทำการตรวจเช็ค และ ทำความสะอาดอุปกรณ์ รวมทั้งเครื่องมือ ดูแลผู้ป่วย ให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน


ทั้งนี้ นอกจาก ที่บริเวณ ท่าอากาศสุวรรณภูมิ แล้ว ยังมีการตรวจตรา และป้องกัน การแพร่ระบาดของ เชื้อหวัดเม็กซิโก ตามสถานที่ สาธารณะ ต่างๆ โดยตั้งศูนย์ ปฏิบัติการ เฝ้าระวัง ไว้ที่ โรงพยาบาล บำราศนราดูร เพื่อเป็น ศูนย์กลาง การให้ข้อมูล และตรวจเช็ก การแพร่ระบาดของ โรค อย่างใกล้ชิด


ซึ่งในวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาล บำราศนราดูร ได้ทำการตรวจเช็ค และ ทำความสะอาด อุปกรณ์ รวมทั้งเครื่องมือ ดูแลผู้ป่วย ให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน โดยหากมี การส่งตัวผู้ป่วย ที่อยู่ใน กลุ่มเสี่ยง มายังโรงพยาบาล ก็มีการเตรียม ความพร้อม ด้วยการ จัดหาห้องพัก สำหรับดูแล อาการไว้ จำนวน 5 ห้อง

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 30 เมษายน 2552 20:24 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048734


พิมพ์ ข่าวนี้ จนท.พ่นยาฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน หวั่น “หวัดเม็กซิโก” ระบาดในไทย


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

How to Prevent a Pandemic


How to Prevent a Pandemic
Graphic by  Katherine Streeter

Graphic by Katherine Streeter


Washington
The swine flu outbreak seems to have emerged without warning. Within a few days of being noticed, the flu had already spread to the point where containment was not possible. Yet the virus behind it had to have existed for some time before it was discovered. Couldn’t we have detected it and acted sooner, before it spread so widely? The answer is likely yes — if we had been paying closer attention to the human-animal interactions that enable new viruses to emerge.


While much remains unknown about how pandemics are born, we are familiar with the kinds of microbes — like SARS (severe acute respiratory syndrome), influenza and H.I.V. — that present a risk of widespread disease. We know that they usually emerge from animals and most often in specific locations around the world, places like the Congo Basin and Southeast Asia.

By monitoring people who are exposed to animals in such viral hotspots, we can capture viruses at the very moment they enter human populations, and thus develop the ability to predict and perhaps even prevent pandemics.

Over the past 10 years, my colleagues and I have demonstrated that such monitoring is possible. In Cameroon, we have studied hunters who are exposed to the blood and body fluids of monkeys, bats, wild pigs and other hunted animals. By collecting specimens from both the hunters and their prey, we have discovered previously unknown viruses and documented how they’ve jumped from animals to humans. We have seen, for example, a gorilla retrovirus, never before seen in humans, infect one of our study subjects.

Then, by monitoring infected people and those who are in contact with them, we observe what effects these novel viruses have on people, and how easily they can move from person to person.

We can also identify a virus’s genetic and immunological signatures and other biological information that is needed to create diagnostic tests, vaccines and treatments — so that when a disease appears, it is possible to respond as quickly as possible.

Had similar monitoring systems been in place at farms in Mexico, where the current swine flu outbreak is assumed to have emerged, perhaps we would have been able to identify the movement of the virus at or near the point where it entered humans. Such information could have significantly speeded up our response.

We are not alone in working on pandemic prevention. Many federal agencies — including the Centers for Disease Control and Prevention, the United States Agency for International Development and the Department of Defense — as well as the World Health Organization and private conservation organizations like the Wildlife Conservation Society and the Wildlife Trust are also looking for ways to stop pandemics early. But much more work is needed.

My organization and its collaborators have recently set up virus monitoring stations in China, Laos, Madagascar, Malaysia and the Democratic Republic of Congo. Yet this is just a beginning. To establish a worldwide safety net, we would need to monitor thousands of people exposed to animals in dozens of sites around the world — not only hunters but also people working on farms and in animal markets. It is important that the American government make pandemic prevention a priority and devote more resources to expanding disease surveillance in people and in wild and domestic animal populations throughout the world.

Our current global public health strategies are reminiscent of cardiology in the 1950s — when doctors focused solely on responding to heart attacks and ignored the whole idea of prevention.

We needn’t have been so surprised by the swine flu last week, and we must make sure that we are not caught off guard by the epidemics that will certainly follow it.

Nathan Wolfe, the director of the Global Viral Forecasting Initiative, is a visiting professor of human biology at Stanford.

From Article by Nathan Wolfe Published: April 29, 2009
nyt_interbanner
Print How to Prevent a Pandemic
Copyright 2009 The New York Times Company


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

คดีทุจริตคลองด่าน – ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา”


ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม

นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม


ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ คดี “วัฒนา อัศวเหม” อดีต รมช.มหาดไทย ทุจริต จูงใจ จนท. ที่ดิน สมุทรปราการ ออกโฉนด คลองด่าน ทับที่สาธารณะ ส่งผล คดีถึงที่สุด รอตามตัว ที่หลบหนี ไปต่างประเทศ กลับมา รับโทษจำคุก 10 ปี ภายใน อายุความ 15 ปี


วันนี้ (30 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ คดีที่ นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย เป็นจำเลย ซึ่ง ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ จำคุก นายวัฒนา เป็นเวลา 10 ปี ในความผิด ต่อ ตำแหน่ง หน้าที่ ราชการ ตาม ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 148

ที่ใช้ อำนาจหน้าที่ โดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้เพื่อให้ บุคคลใด มอบให้ ซึ่งทรัพย์สิน ด้วย การบังคับซื้อ ที่ดิน ต.บางเหี้ย (คลองด่าน) อ.บางเหี้ย (บางบ่อ) จ.สมุทรปราการ จาก ราษฎร หลายราย และ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ด้วย การบังคับขู่เข็ญ หรือ กระทำการ โดยวิธีการ อื่นใด ให้ ข้าราชการ สังกัดกรมที่ดิน และ กรมการปกครอง ปฏิบัติ หรือ ละเว้น ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือ โดยทุจริต ในการออกโฉนด ที่ดิน 5 แปลง

คดีนี้ หลังจากที่ ศาลฎีกา มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2551 แล้ว ทนายความ นายวัฒนา ได้ใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กำหนดไว้ ในมาตรา 278 วรรคสาม ยื่นอุทธรณ์ ต่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2551 โดยฝ่ายจำเลย ระบุว่า มีพยานบุคคล รวม 17 ปาก เป็น หลักฐานใหม่

เมื่อจำเลย ยื่นอุทธรณ์แล้ว ที่ประชุมใหญ่ จึงแต่งตั้ง องค์คณะผู้พิพากษา รวม 5 คน พิจารณาอุทธรณ์ เพื่อทำบันทึกความเห็น สรุปสำนวน เสนอ ที่ประชุมใหญ่ ซึ่งองค์คณะ พิจารณา ตามบทบัญญัติ รธน.มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบ กับ ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 แล้วเห็นว่า

พยานหลักฐาน ที่จำเลย ยกขึ้นอ้าง ไม่ใช่ พยานหลักฐานใหม่ ที่อาจจะทำให้ ข้อเท็จจริงเปลี่ยน แปลงไป ในสาระสำคัญ และ ไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ จำเลยไม่รู้ หรือ มีเหตุอันควรรู้ว่า พยานหลักฐาน ดังกล่าว มีอยู่ ดังนั้น จึงไม่ควร ที่จะรับอุทธรณ์ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณาแล้ว ก็เห็นด้วยกับ ความเห็น สรุปสำนวน องค์คณะ ซึ่งพิจารณา 3 ประเด็น คือ


1. พยานหลักฐาน ประเด็นว่า การออกโฉนดที่ดิน ชอบด้วย ระเบียบ และ กฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยอ้าง

นายไพฑูรย์ สุนทรวิภาค อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2533-2547, นายวีระ รอดเรือง อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2537-2542, นายวิเชียร รัตนพีระพงศ์ อดีต อธิบดีกรมที่ดิน, พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีต รองเลขาธิการ ครม., นายประพันธ์ ชลวีระวงศ์ อดีต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ, นางอุบล เอื้อศรี อดีต ปลัดจังหวัด สมุทรปราการ, นายสมมาตร ดลมินทร์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ, นายคมชิต วิชญะเดชา อดีตเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ ม.ล.พีพล นพวงศ์ อดีตนายอำเภอบางบ่อ ปี 2535-2536 เป็นพยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2531 ครม. มีมติให้ออก หนังสือแสดงสิทธิ์ ในที่ดินให้กับ ราษฎร บริเวณ ที่ดิน พิพาท ดังกล่าว ซึ่ง จ.สมุทรปราการ ได้แจ้งให้ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ ทราบ และ ปฏิบัติ ตามมติ ครม. อย่างเคร่งครัด และ มีการออกโฉนด ให้กับ รายอื่นหลายราย โดยไม่ปรากฏว่า มี ข้อขัดข้อง หรือ โต้แย้ง ของ ราษฎร ในพื้นที่แต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังได้รับการยืนยัน จาก คณะกรรมการป้องกัน และ หยุดยั้ง การบุกรุก ที่ดินป่าชายเลน ที่ทำการ ตรวจสอบที่ดิน แล้วว่า ไม่มีการบุกรุก และ ที่ดินไม่มีสภาพ เป็นทางสาธารณะ และ

2. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า จำเลย ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน ฝ่ายปกครอง และ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดิน โดยมิชอบด้วยระเบียบ หรือ กฎหมาย หรือไม่ จำเลยอ้าง

นายสุทัศน์ ธรรมรักคิด ซึ่งอ้างว่า เป็นผู้ติดต่อใกล้ชิด กับ เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายจำเนียร ปานพุ่มชื่น นายอำเภอ บางบ่อ ในช่วงเกิดเหตุ, นายสมบัติ เลาประเสริฐ สารวัตรกำนัน ต.คลองด่าน ในช่วงเกิดเหตุ, นายวีระวงศ์ สุวรรณวานิช เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ในช่วงเกิดเหตุ, นายบุญเชิด คิดเห็น สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายวีระ รอดเรือง, ท่านเจ้าคุณ พิพิธธรรมสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสุทัศน์ และ พล.ต.ชิณเสน ทองโกมล เป็นพยาน นำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อยืนยันว่า จำเลย ไม่เคยข่มขู่ เจ้าหน้าที่ รวมทั้ง นายไพศาล กาญจนประพันธ์ และ นายสมชัย แตงน้อย แต่อย่างใด ในการรังวัด โฉนดที่ดิน และ ฝ่ายรังวัด ก็ไม่ได้แจ้งขัดข้อง ในการออกโฉนด ว่า ทับที่ สาธารณะ รวมทั้งประเด็น การมอบ พระเครื่องผงสุพรรณ เพื่อจูงใจ เจ้าพนักงาน ในการออกโฉนด

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นว่า พยานหลายปาก ไม่เคย มาเบิกความต่อศาล ขณะที่เรื่องมติ ครม. ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลง และ ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่ จำเลย ไม่รู้ถึง ความมีอยู่ ของ พยานหลักฐาน นั้น


3. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า การที่จำเลย ใช้อำนาจ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ออกโฉนด ให้ โดยมิชอบ นั้น เป็นการใช้อำนาจ โดยตำแหน่ง อันเป็นความผิด ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 148 หรือไม่ จำเลยอ้าง

พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีตรองเลขาธิการ ครม. เป็น พยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า จำเลย ไม่มีอำนาจ ให้คุณ ให้โทษกับ กรมที่ดิน เพราะ จำเลย ไม่มีหน้าที่ ดูแล รับผิดชอบ กรมที่ดิน โดยตรง การแต่งตั้ง เสนอ ข้าราชการ ที่จะนำเข้าสู่ ครม. จะเป็นการพิจารณาแต่งตั้ง ระดับ 10 ขึ้นไป และ การแต่งตั้ง โยกย้าย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือ เจ้าหน้าที่ กรมที่ดิน เป็นอำนาจของ กรมที่ดิน โดยตรง

ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา พิจาณาแล้ว เห็นว่า พยานดังกล่าว ไม่ใช่หลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง ข้อเท็จจริง รับกันว่า ในช่วงเกิดเหตุ จำเลย ไม่ได้รับมอบหมาย ให้มีอำนาจ การสั่ง อนุญาต อนุมัติ การปฏิบัติ หน้าที่ราชการ เกี่ยวกับ กรมที่ดิน แต่ที่ ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการใช้อำนาจ ในตำแหน่ง ของ จำเลย เนื่องจากเห็นว่า จำเลย มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบ บริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534, พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 และ มีอำนาจ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 ก.ย.2515 มีสิทธิ์เข้าร่วม ประชุมครม. เพื่อมีข้อเสนอแนะ ให้ความเห็น และ มีมติในกิจการงานกรม หรือกระทรวงอื่น รวมทั้งมีสิทธิ์แสดงความเห็น และการมีมติ แต่งตั้ง ข้าราชการระดับ 10 และ 11 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยประเด็น โดยอาศัยข้อกฎหมาย ดังนั้นข้ออ้าง ทางปฏิบัติของจำเลย จึงไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ทำให้ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จึงมีมติว่า อุทธรณ์ของ จำเลย ทุกข้อ ไม่เข้าตามบทบัญญัติ รธน. มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบกับ ระเบียบ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มี พยาน หลักฐาน ใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 จึงมีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ เมื่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ นายวัฒนา แล้ว ได้นำลงประกาศไว้ใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา สำหรับ นายวัฒนา ขณะนี้ อยู่ระหว่างการหลบหนคดี

โดยศาลฎีกา ได้ออกหมายจับ เพื่อให้ติดตามตัวมารับโทษแล้ว และ เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ จึงทำให้ คดีถึงที่สุด ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถจับกุมตัว นายวัฒนา ได้ ก็จะถูกนำตัวคุมขังที่ เรือนจำทันที ตามโทษที่ ศาลฎีกา พิพากษา ลงโทษจำคุก 10 ปี อย่างไรก็ดี สำหรับคดีดังกล่าว มีอายุความ 15 ปี ที่จะติดตามตัว นายวัฒนา มารับโทษ

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 30 เมษายน 2552 19:49 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048711


พิมพ์ ข่าวนี้ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Create a free website or blog at WordPress.com.