Accom Thailand

April 24, 2009

“มาร์ค”สั่งเลิกฉุกเฉินใน กทม.แล้ว-ซัด “แม้ว”โกหกจาบจ้วงในหลวง


“มาร์ค”สั่งเลิกฉุกเฉินใน กทม.แล้ว-ซัด “แม้ว”โกหกจาบจ้วงในหลวง
นายกฯ สั่งเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลแล้ว หลังหารือ ฝ่ายความมั่นคง เพื่อลดความขัดแย้ง

นายกฯ สั่งเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลแล้ว หลังหารือ ฝ่ายความมั่นคง เพื่อลดความขัดแย้ง


นายกฯ สั่งเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ กทม. และ ปริมณฑล แล้ว หลัง หารือ ฝ่ายความมั่นคง เพื่อลดความขัดแย้ง

พร้อมวอนยุติจาบจ้วง -แอบอ้างสถาบัน หวังสังคมไทยหมดความรุนแรง-ไร้คนจาบจ้วง

เผยตรวจสอบ กรณี “แม้ว” ให้สัมภาษณ์ ละเมิดในหลวง ผ่านสื่อนอกแล้ว ยืนยันว่าคำพูด “นักโทษชาย” มีแต่โกหก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างอภิปรายในที่ประชุมร่วมกันของสองสภา เมื่อช่วงหลังเที่ยงคืน ที่ผ่านมาว่า
เพื่อเป็นการลดความขัดแย้ง จากการแสดงความคิดเห็น ของหลายๆ ฝ่าย ที่กังวลต่อ บรรยากาศ การประกาศใช้ พ.ร.ก. บริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ตนจึงได้เร่งหารือกับ ฝ่ายความมั่นคง และ ตัดสินใจแล้วว่า จะยกเลิก การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ ปริมณฑล ทันทีตั้งแต่วันนี้ (24 เม.ย.)

ต่อมานายอภิสิทธิ์ กล่าวถึง การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ว่า ขอความกรุณา ทุกท่านที่ต่างก็ยืนยันถึง ความจงรักภักดี ให้ช่วยกัน ในเรื่อง การจาบจ้วง การแอบอ้าง ต้องยุติ ด้วยความร่วมมือ ของทุกฝ่าย และ จำเป็นต้องพูด พาดพิงเล็กน้อย เนื่องจาก อดีตนายกฯ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่หลบหนีคดี อยู่ต่างประเทศ) ได้พูดต่อเนื่อง มาหลายวัน ยังคงมีการพาดพิงถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ ล่าสุดเมื่อ วันที่ 20 เม.ย.ได้ให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทมส์ ไปไกลเลย โดยอ้างว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึง การวางแผนรัฐประหาร 19 ก.ย. โดยมีการเข้าเฝ้า ของ องคมนตรี 3 ท่าน

กรณี แม้ว ให้สัมภาษณ์ละเมิดในหลวงผ่านสื่อนอก

กรณี แม้ว ให้สัมภาษณ์ละเมิดในหลวงผ่านสื่อนอก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ ในฐานะเป็นรัฐบาล ตนจำเป็น ต้องตรวจสอบ และได้ตรวจสอบแล้ว กับ บุคคลที่เกี่ยวข้อง

ขอยืนยันว่า สิ่งที่อดีตนายกฯ พูด ไม่เป็นความจริง และ จะขอความกรุณาว่า เมื่อเราหันหน้าเข้าหากัน ในส่วนของพวกเรากันเอง ที่จะไปพาดพิง หรือ ร้ายกว่า นั้น ในลักษณะของ การจาบจ้วง ถึง สถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ต้องหยุด และ ไม่สนับสนุน

ส่วนที่เพื่อนสมาชิก อีกซีกหนึ่ง อ้างว่า มีการแอบอ้างจากบางฝ่าย เราก็ต้องช่วยกันแก้ไข โดยเฉพาะเมื่อ มีการอภิปรายถึง การรณรงค์ปกป้องสถาบัน โดยมี เสื้อสีน้ำเงิน เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ได้ทำความเข้าใจ กับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง แล้วว่า การรณรงค์ ปกป้องสถาบัน ต้องไม่มีสี เพราะทุกสี ต้องปกป้อง สถาบัน ด้วยกัน ทั้งสิ้น

ประเด็นต่อมา เรื่องความรุนแรง ซึ่ง เชื่อว่าพี่น้อง ที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ ไม่ได้คิดเรื่องนี้ และที่ ทุกคนพยายาม บอกว่า เหตุความรุนแรงทั้งหลาย ที่ พัทยา รถแก๊ส ที่ซอย 5 ซอย 7 ก็ตาม ไม่ใช่การกระทำ ของผู้ชุมนุมนั้น แสดงว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับ การใช้ความรุนแรง

นอกจากนี้ ไม่ใช่แกนนำทุกคนที่ ยึดแนวทางนี้ เมื่อ วันที่ 21 เม.ย. นายจักรภพ เพ็ญแข ให้สัมภาษณ์ กับ บีบีซี ว่า ต่อไปนี้ การเคลื่อนไหวของ ผู้ชุมนุม อาจจะใช้อาวุธ จึงขอความกรุณาว่า ถ้าเราจะ หันหน้าเข้าหากัน ทุกคนทุกพรรค ในที่นี้ ต้องบอกว่า ไม่ยอมรับ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ ก็ง่าย ต่อการทำงานร่วมกัน เราจะได้ไม่ต้องรู้สึกกังวลต่อไป เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุด เรื่องสถาบันก็ดี ความรุนแรงก็ดี ไม่มีอีกแล้ว การชุมนุม หรือ การแสดงออก ถึงความแตกต่าง ด้านความคิดเห็นทางการเมือง ทำได้เต็มที่ ทุกฝ่าย จะมีความสบายใจ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ได้ติดตามการเคลื่อนไหว ในช่วงก่อน และหลัง การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงบอกว่า ไม่อยากให้ คนจำนวนมากที่มา ด้วยใจบริสุทธิ์ มาต่อต้าน ความไม่เป็นธรรม ตามความรู้สึกของเขา ถูกชี้นำโดย คนจำนวนเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งพร้อมจะใช้ความรุนแรง มีการประกาศเป็น แผน ด้านหนึ่ง จะใช้ความรุนแรง ให้เกิดความไร้ระเบียบ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ หรือในทางกลับกัน ให้รัฐบาล ใช้ความรุนแรงตอบโต้ เพื่อนำไปสู่ปัญหา ที่จะตามมากับ รัฐบาล

“ทำกันหมดละครับ ผมก็เห็นแผนชัด กังวลเลยครับ เพราะขนาดหมอดู ยังฟันธงว่า ผมวาสนาหมดแล้ว จึงอยากจะกราบเรียนว่า ถ้าเราออกจาก กรอบตรงนี้ ไปได้ ผมว่าเราเดินได้”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า 2 เรื่องที่จะดำเนินการต่อคือ เรื่องของการประมวลพิสูจน์เหตุการณ์ก็ดี การแก้ไขกฎหมายใดๆ ที่ไม่เป็นธรรมก็ดี ก็ทำไป ขณะเดียวกัน ก็ขอโอกาส ให้กับประเทศ แก้ตัว จัดประชุมอาเซียนให้สำเร็จ ถ้าเป็นไปได้ ในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อกอบกู้ชื่อเสียง ของเรา และ ให้เวลาอีก สักระยะ ในการออกมาตรการ แก้ไขปัญหา วิกฤติเศรษฐกิจ นี่คือประโยชน์ของทุกฝ่าย

นอกจากนี้ อยากจะกลับไปทำหน้านี้ ในฐานะนักการเมืองได้ ทำไมตนจะไม่อยากไปเชียงใหม่ เพราะตอนนี้การท่องเที่ยว กระทบมหาศาล อยากไปดูศูนย์ประชุม หาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ และลำไย ก็กำลังมีปัญหา

ทำไมตนจะไม่อยากไปอีสาน เพราะรู้ว่าเรื่องใหญ่ในอีสาน คือ เรื่องน้ำ จะเป็นโครงการสำคัญ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำไมจะไม่อยากให้ ส.ส. ฝ่ายค้าน อยากจะลงตรวจสอบพื้นที่ไหน ก็ลงไปได้ หลังจากนั้นก็จะปูทางไปสู่การเลือกตั้ง ก็ไม่มีปัญหา

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าทำสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะถือว่าเราได้ใช้ ก้าวสำคัญ ผ่าน กระบวนการของรัฐสภาใน 2 วันนี้ เพื่อนำความสงบสุข กลับคืนมา ตนเข้ามา ทำงาน การเมือง เพราะมีเป้าหมายเพียง เพื่อทำงานเพื่อประชาชน และมีความสุข กับ การทำงาน

แต่จะมีความสุขได้อย่างไร ถ้าบ้านเมืองของเรา ยังมีความขัดแย้ง กันเอง ยังมีความรุนแรงอยู่ และไม่เคยให้ความสำคัญว่า จะอยู่ในตำแหน่ง นานแค่ไหน แต่ เมืองไทยมี คนเก่งคนดีจำนวนมาก ต้องไม่สำคัญผิดว่า ต้องเป็นเราเท่านั้น ที่จะทำได้ แต่ตนจะถือว่า เมื่อทำหน้าที่ใดแล้วก็ทำให้ดีที่สุด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า 2 วันที่ผ่านมา มีการกระทบกระทั่งกันบ้าง จนหลายคนกังวลว่า เวทีสภาจะยิ่งเพิ่มขัดแย้ง แต่ตนเห็นว่าไม่ใช่ เพราะการได้แสดง ความรู้สึก เอาสิ่งที่อยู่ในใจ ออกมาไว้ข้างนอก ก็ปล่อยผ่านไปแล้ว ไม่เก็บเอามาเป็นอารมณ์ และ ขอเสนอให้ประธาน และ ประธานวิปทั้ง 3 ฝ่าย นำไปพิจารณาถึง ความศักดิ์สิทธิ์ และ ความสำคัญของ สถาบันแห่งนี้ และเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาต่อไป

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 24 เมษายน 2552 01:42 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000045904


พิมพ์ ข่าวนี้ “มาร์ค” สั่งเลิกฉุกเฉินใน กทม.แล้ว – ซัด “แม้ว” โกหก จาบจ้วงในหลวง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

April 22, 2009

พล.อ.สมเจตน์ ค้านนิรโทษกรรม “นช.แม้ว” ไม่สำนึกผิด แล้วสร้างความเสียหายให้ประเทศ


“สมเจตน์” ค้านนิรโทษกรรม “นช.แม้ว” ซัดไม่สำนึก ยังป่วนชาติ
พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคมช.

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคมช.


“พล.อ.สมเจตน์” หนุนแนวคิด “มาร์ค” ยอมให้อภัย ลดปัญหาขัดแย้ง แต่แนะ ควรให้อภัยคนที่ทำผิดแล้ว มีสำนึก ค้านนิรโทษกรรม “นช.แม้ว” ชี้ เลยเส้น การให้อภัย ซัดไม่สำนึก ทั้ง ยังสร้างความเสียหาย แก่ประเทศ พร้อมค้าน แก้รัฐธรรมนูญ ชี้ รัฐธรรมนูญไม่ผิด ผิดที่คนใช้ ยันเหตุยุบพรรค เกิดจาก พฤติกรรมชั่ว ที่ทำผิดกฎหมาย ต้องมี บทลงโทษ ที่ชัดเจน


วันนี้ (22 เม.ย.) พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้า สำนักงานเลขาธิการ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึง แนวความคิด ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่อาจจะ นิรโทษกรรม ให้กับนักการเมือง เพื่อลดความขัดแย้ง ทางการเมือง ว่า การให้อภัยเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องให้อภัย คนที่กระทำความผิดแล้ว มีสำนึกว่า ทำผิด แต่การให้อภัยกับ คนที่ไม่สำนึก แล้วยังสร้าง ความเสียหาย ให้กับประเทศชาติ ดังนั้น บุคคลเช่นนี้ ควรให้อภัยหรือไม่

“การนิรโทษกรรม ต้องดูว่า นิรโทษกรรมใคร แต่หากนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มันเลยขีดนั้นมาแล้ว นอกจากไม่สำนึกผิด แล้ว ยังสร้างความเสียหาย ให้ประเทศ ดังนั้น ผมไม่เห็นด้วย กับการนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ” พล.อ.สมเจตน์ กล่าว

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า การให้อภัยในส่วนของ การยุบพรรคการเมือง ทั้ง 111 กรรมการบริหาร พรรคไทยรักไทย และ 109 กรรมการบริหาร พรรคการเมือง ที่ถูกยุบ ต้องดูว่า การเมืองไทย มีปัญหามาก เพราะการเลือกตั้ง ไม่บริสุทธิ์ ใช้เงินซื้อเสียง ใช้อำนาจ ไม่เป็นธรรม เมื่อเข้ามาตั้ง รัฐบาลแล้ว ก็หาประโยชน์ให้กับ ตัวเอง มูลเหตุของ 111 และ 109 กรรมการบริหาร พรรคการเมือง ส่วนหนึ่งมาจาก การใช้อำนาจไม่เป็นธรรม

“กรณีพรรคไทยรักไทย จ้าง พรรคเล็ก มาเลือกตั้งในเขต ที่ไม่มีพรรคการเมืองอื่น ลงแข่งขัน เพื่อเลี่ยง และ ตัดประเด็น คะแนนเสียงประชาชน ต้องเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ในเขตที่มี พรรคการเมืองเดียว ส่งผู้สมัครแข่งขัน อันเป็นต้นเหตุ การยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคอื่น ที่เกี่ยวกับ การซื้อเสียง เป็นภัยร้ายแรง ของ ระบอบประชาธิปไตย หากกรณีนี้ เราไม่ลงโทษ ให้เขาสำนึก เมื่อได้คนผิด มาลงโทษ แล้วมาพูด นิรโทษกรรม ก็ต้องดูว่า เหมาะสมหรือไม่” พล.อ.สมเจตน์ กล่าว

เมื่อถามถึงแนวคิดแก้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพื่อคลี่คลาย ข้อขัดแย้ง ทางการเมือง พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ เพราะ รัฐธรรมนูญ เป็นการร่างกฎหมาย ขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสม กับสถานการณ์ แต่ละช่วง ซึ่งการแก้ไข ก็ทำได้

แต่ รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มาจาก ประชามติ ของประชาชน ดังนั้น ต้องพิจารณาใน 3 เรื่องหลัก คือ

1.แก้อะไรในรัฐธรรมนูญ
2.ประชาชนต้องเห็นด้วย
3.ต้องแก้เพื่อประโยชน์ส่วนร่วม ไม่ใช่เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ขณะนี้เขาต้องการให้แก้ มาตรา 237 และ 309

ซึ่งมาตรา 237 เกิดจากปัญหาการเลือกตั้ง ที่ไม่บริสุทธิ์ ถือเป็นความร้ายแรง ในประชาธิปไตย หากต้องการให้ การเมืองไทย เจริญเหมือนชาติอื่น ต้องทำ การเมือง การเลือกตั้ง ให้บริสุทธิ์

รัฐธรรมนูญไม่ผิด แต่ นักการเมือง เป็นผู้ที่มากระทำความผิด

ซึ่งมาตรา 309 เป็นเรื่องเดียวกับ การนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกพ้อง ตนขอคัดค้านเต็มที่ ไม่สมควรแก้รัฐธรรมนูญมาตรานี้

“มาตรา 237 ที่มาโดย พรรคไทยรักไทย ซึ่ง พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และ นายพงษ์ศักดิ์ รัชตพงษ์ไพศาล รองหัวหน้าพรรค ไทยรักไทย ไปจ้าง พรรคพัฒนาชาติไทย เพื่อลงเลือกตั้ง เลี่ยงประเด็น ต้องมีคะแนนเสียงประชาชน เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นอันตราย ต่อประชาธิปไตย เมื่อจับได้ พรรคไทยรักไทย ก็ตะแบง ว่า เป็นเรื่องส่วนตัว ของ พล.อ.ธรรมรักษ์ ไม่เกี่ยวกับ พรรค เป็นการเลี่ยงบาลี

มาตรา 237 จึงเป็นการป้องกัน ไม่ให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ หากเป็น กรรมการบริหารพรรค ทำผิดกฎหมาย ต้องถือว่า เป็นการกระทำ ของ พรรคการเมือง ด้วย ผมไม่เห็นด้วย กับการแก้มาตรา 237” อดีตหัวหน้า สำนักงานเลขาธิการ คมช.กล่าว

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ คงพยายามหาทาง แก้ความขัดแย้ง แต่ต้องมองให้ลึกซึ้งว่า ต้นเหตุของ 2 มาตรานี้ มาจากอะไร และ มูลเหตุ ที่ กลุ่มพันธมิตร ออกมาเคลื่อนไหว เมื่อ เดือนพฤษภาคม 2551 ก็เพื่อคัดค้าน การแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่มีเป้าหมาย เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่เป็นประโยชน์ กับส่วนรวม

ดังนั้น การแก้มาตรา 237 และมาตรา 309 อาจสร้างความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกครั้งได้

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 22 เมษายน 2552 19:22 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000045256


พิมพ์ ข่าวนี้ “สมเจตน์” ค้านนิรโทษกรรม “นช.แม้ว” ซัดไม่สำนึก ยังป่วนชาติ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 21, 2009

“เจ๊เพ็ญ” ออกนอกประเทศแล้ว แต่ยังไม่ทราบที่มุดหัวว่าอยู่ที่ใด

นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ผู้ต้องหา คดีหมิ่นเบื้องสูง

นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ผู้ต้องหา คดีหมิ่นเบื้องสูง


ตร.ยัน “เจ๊เพ็ญ” เปิดตูด เผ่นออกนอกประเทศแล้ว!


ตร.ยัน มีหลักฐานชัด “เจ๊เพ็ญ” ออกนอกประเทศแล้ว แต่ยังไม่ทราบที่มุดหัวว่าอยู่ที่ใด
ด้านอัยการฝ่ายคดีอาญา รอดูท่าที หากไม่มารายงานตัวในคดีหมิ่นฯ ตามนัด 29 เม.ย.นี้ เตรียมขออนุมัติหมายจับ พร้อมสั่งปรับนายประกันทันที

วันนี้ (21 เม.ย.) พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและสอบสวน และกรรมการพิจารณาคดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า
ได้ตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้ว พบว่า นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช. ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว
แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ทราบว่า พำนักอยู่ในประเทศใด แต่วันที่ 29 เมษายนนี้ อัยการ นัดฟังคำสั่งว่า จะพิจารณาสั่งฟ้องคดี หรือไม่

หาก นายจักรภพ ไม่มาฟังคำสั่ง อัยการก็อาจจะมีความเห็น เลื่อนนัดฟังคำสั่งไปก่อน เพราะตำรวจมีสิทธิ์ ที่จะพิจารณาเสนอศาลขอหมายจับ เพื่อให้มาฟังคำสั่งคดี และ
หากพบว่า นายจักรภพ อยู่ในต่างประเทศ ก็จะต้องประสานกับ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ ขอความร่วมมือในเรื่องของ การส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ด้าน นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา กล่าวถึงกรณีที่ อัยการนัดสั่งคดี ที่ นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหา คดีหมิ่นเบื้องสูง ในวันที่ 29 เม.ย.นี้

แต่ นายจักรภพ ได้หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ หลังแกนนำประกาศยุติการชุมนุม ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ที่ผ่านมา ว่า คงต้องรอดูว่าในวันดังกล่าว นายจักรภพ จะเดินทาง มารายงานตัว เพื่อฟังคำสั่งคดีตามที่อัยการนัดไว้หรือไม่ ซึ่งหากไม่เดินทางมา ก็จะต้องดำเนินการ คือ

ถ้า นายจักรภพ ทำสัญญาประกันตัวไว้กับอัยการ ก็จะเรียกนายประกันให้ติดตามตัวนายจักรภพ มา แต่ถ้าไม่สามารถติดตามตัวมาได้ อัยการก็จะมีคำสั่งปรับนายประกัน และ ขออนุมัติศาล ออกหมายจับ แต่หาก นายจักรภพ ไม่ได้ทำสัญญาประกันไว้ อัยการ ก็จะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ติดตามจับกุมตัว และ ขอศาลอนุมัติหมายจับ ต่อไป

สำหรับคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2551 พ.ต.ต.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี พงส.สน.บางมด ช่วยราชการ สน.พหลโยธิน เข้าร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้ดำเนินคดี กับ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี กรณีไปกล่าวบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่ง ประเทศไทย โดยมีถ้อยคำ เข้าข่าย ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 21 เมษายน 2552 18:44 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000044772


พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ยัน “เจ๊เพ็ญ” เปิดตูดเผ่นออกนอกประเทศแล้ว!


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 15, 2009

รวมข่าว สลายม็อบโจรเสื้อแดง

Filed under: การประชุมอาเซียน,การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ก่อความไม่สงบ,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวรอบโลก,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,หมายจับ,อาชญากรรม,เสื้อแดง — accomthailand @ 15:50
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

รวมเด็ดสะเก็ดข่าว … สลายม็อบโจรเสื้อแดง
คลิป batman จาก เรื่องเล่าเช้านี้ 14 เม.ย. 52


ภายหลังจากที่ กองกำลัง ทหารและตำรวจ ภายใต้ การบังคับบัญชาของ กองอำนวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ กอฉ. เข้าควบคุม ความสงบเรียบร้อย ให้กลับคืนสู่ กรุงเทพมหานคร ได้อย่างงดงาม ซึ่งได้สร้าง ความโล่งอกโล่งใจ และ รอยยิ้ม ให้กับ คนส่วนใหญ่ของ ประเทศได้ เป็นครั้งสำคัญ


ท่ามกลางความตึงเครียด ของผู้คนกับ สถานการณ์ เผาบ้านป่วนเมือง ของกลุ่มคน ที่ไม่รักชาตินั้น ยังมี ความขำขัน แอบแฝงอยู่ อันเป็น ลักษณะ นิสัยจาก ก้นบึ้งแห่งจิตใจ ของความเป็น สยามเมืองยิ้ม เราจึงได้รวบรวมมา เท่าที่พอจะประเมิน มาได้ เป็นการคลายเครียด กับ สถานการณ์ที่ผ่านมา

“แบทแมน…มาแว้วววว”

เหตุการณ์ระทึก ที่บริเวณ หน้าแฟลตดินแดง ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกให้กับ ผู้คนทั่วประเทศ ที่ได้แต่ ภาวนา ขอให้เหตุการณ์ผ่านพ้นไป ได้ด้วยดี โดยปราศจาก เหตุร้าย คือ เหตุการณ์ที่ คนเสื้อแดง นำรถบรรทุกแก๊ส น้ำหนักถึง 5 ตัน ไปจอดขวางทหารไว้ ที่หน้า แฟลต 3 ดินแดง พร้อมปล่อยข่าว เป็นระยะๆ ว่า ได้เปิดวาล์วแก๊ส ไว้ด้วยแล้ว เสมือนหนึ่ง กลุ่มคนเสื้อแดง จับตัวประชาชนไว้เป็น ตัวประกัน กับการที่จะให้ เกิดโศกนาฏกรรม ดังกล่าวขึ้น

เวลาผ่านพ้นไป หลายชั่วโมง จนกระทั่งเกือบ คล้อยเย็น รถบรรทุกน้ำ จึงวิ่งเข้าไป ใช้น้ำ ฉีดหล่อเลี้ยง ไม่ให้ตัวถังแก๊ส เกิดความร้อน จนมากเกินไปได้

สถานการณ์ สร้างวีรบุรุษฉันใด เหตุการณ์ระทึก ที่เกิดขึ้น ก็สร้าง วีรบุรุษได้ ฉันนั้น

โดยระหว่างที่ รถบรรทุกน้ำ กำลังขับเข้าไป เพื่อฉีดน้ำใส่ ถังรถแก๊ง นั้น มี วีรบุรุษผู้หนึ่ง ค่อยๆ กึ่งเดินกึ่งวิ่ง ย่องหลบตามหลัง รถบรรทุกน้ำ เข้าไป และ ที่ต้องย่องหลบ หลังรถบรรทุกน้ำ ก็เพราะไม่ต้องการให้ กลุ่มคนเสื้อแดงเห็น

โฉมหน้า แบทแมน ฮีโร่ผู้พิทักษ์โลก

โฉมหน้า แบทแมน ฮีโร่ผู้พิทักษ์โลก


เมื่อรถบรรทุกน้ำ ขับเข้าไปจนถึง บริเวณที่ รถแก๊สจอดอยู่ วีรบุรุษผู้นั้น ก็วิ่งออกจาก ที่กำบัง พร้อมตะโกนก้องว่า “แบทแมน…มาแล้ว” แล้ววิ่งขึ้นประจำที่ คนขับรถแก๊ส สตาร์ทเครื่อง ขับรถแก๊สออกไป จากที่เกิดเหตุทันที โดยทหารที่ ตรึงกำลังอยู่ ก็ได้เปิดทางให้ รถแก๊สออกไป จากพื้นที่ และ เข้าป้องกัน ไม่ให้ กลุ่มคนเสื้อแดง ติดตามไปยึด รถแก๊สคืนมาได้

“แบทแมน…ที่รัก” ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แต่คุณ คือ “ฮีโร่” ของพวกเราทั่วประเทศ ว้าวววววววว

“ตายไม่กลัว กลัวคุกทหาร”

สะเก็ดต่อมา… หลังจากที่ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ เข้ามอบตัวกับ ตำรวจ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตำรวจคุมตัวขึ้นไป สอบปากคำ บนห้องประชุม ปารุสกวัน 2 บนชั้น 2 ของ กองบัญชาการ ตำรวจนครบาล จากนั้น จึงนำตัว ทั้ง 3 คน มาแถลงต่อ สื่อมวลชน

ระหว่างนั้น “ไอ้เต้น” ณัฐวุฒิ ออกอาการโวยวาย หน้าตาถมึงทึง หลังจากที่ทราบข่าวว่า นายวีระ จะถูกนำตัวไป คุมขังที่ ศรภ.บก.ทอ. ของทหาร นายณัฐวุฒิ จะถูกไปขังที่ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน บางเขน และ นพ.เหวง จะถูกนำไปขังที่ นปอ. ทุ่งสีกัน ดอนเมือง

นึกแล้วก็น่าขัน เมื่อครั้งอยู่ บนเวที นปช.ทั้ง 3 คน ประกาศแน่วแน่ว่า จะต่อสู้จนถึงที่สุด แม้ชีวิต จะหาไม่ ก็ตาม เพื่อให้ได้มาซึ่ง ความเป็นประชาธิปไตย แต่ ครั้นจะถูก นำตัวไปขังใน คุกทหาร กลับเกิดอาการหวาดกลัว ขึ้นมาทันใด ไม่ยอม ลุกจากที่นั่ง ไปขึ้นรถที่ ตำรวจจัดเตรียมไว้ เด็ดขาด ทั้งย้ำว่า จะขอนอน ที่ บช.น. นั่นแหละ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถูกตำรวจตามประกบ หลังประกาศให้ ผู้ชุมนุมกลับบ้าน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถูกตำรวจตามประกบ หลังประกาศให้ ผู้ชุมนุมกลับบ้าน


เฮ้อ…ทีอย่างนี้ หมดมุกเลยนะ พ่อแชมป์โต้คารมมัธยมศึกษา


“ขอตังค์แกนนำ”

ระหว่างที่ นพ.เหวง โตจิราการ ประกาศขอให้ ประชาชน ที่มาชุมนุม เดินทางกลับบ้าน ด้วยรถบัสที่ ทางราชการ จัดให้ โดยกล่าวขอบคุณ ผู้มาชุมนุม และ อวยพรให้ เดินทางกลับ อย่างปลอดภัย แต่ระหว่างนั้น มีผู้ชุมนุมคนหนึ่ง เดินเข้าไปยังรถที่ นพ.เหวง ประกาศอยู่ พร้อมกับ ตะโกนเรียก

จากนั้นได้อธิบายถึง สาเหตุที่ ต้องมาหาหมอเหวง ก่อนอำลากลับบ้าน โดยระบุว่า รถที่ได้ขับ มาร่วมชุมนุม นั้น ปรากฏว่า บัดนี้ ถูกทุบจนบุบ ให้ได้รับความเสียหาย พอสมควร จึงต้องมาขอเงิน จาก แกนนำ เป็น ค่าเสียหาย ครั้น หมอเหวง ได้ทราบเรื่องโดยละเอียด ดังนั้นแล้ว จึงตอบกลับไป เสียงดังฟังชัดว่า “ผมไม่มีเงิน ให้ไปขอกับ ณัฐวุฒิ เอาเอง….

ขณะที่ นายวีระ กล่าวผ่าน เครื่องขยายเสียง ของ บช.น. เพื่อขอให้ ผู้ชุมนุมแยกย้าย กันกลับ โดยสงบ ด้วยการกล่าวอำลา อย่างสุดซึ้งว่า “ขอให้ผู้ชุมนุม ที่จะเดินทางกลับ ดูแลกันให้ดี หากอะไร ขาดตกบกพร่อง ให้ร้องขอได้จาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ” อ้าว ตำรวจ งานเข้าเสียแล้ว

แต่สุดท้าย เมื่อมี ผู้ชุมนุมบางคน ไปขอเงินค่ารถ จาก ตำรวจ ที่ยืนรักษาการณ์อยู่ บริเวณดังกล่าว ตำรวจ ก็เรี่ยไร ควักให้เป็นค่ารถเช่นกัน…

“ป่วนไม่เลิก สุดท้ายกระเจิง”

หลังจาก กลุ่มผู้ชุมนุม รอบทำเนียบรัฐบาล พากันสลายตัว และเดินทาง กลับบ้านหมดแล้ว ปรากฏว่า ยังคงมี กลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ไม่ยอมกลับบ้าน แต่ไม่ยอมสวมเสื้อแดงอีก นำโดย นายวรัญชัย โชคชนะ ไปรวมตัวกัน บริเวณถนนราชดำเนินนอก ตรงบริเวณหน้า ลานมหาเจษฎาบดินทร์ ได้นำรถแท็กซี่ สามล้อเครื่อง ไปปิดถนน แล้วตะโกนด่าทอทหาร

ทว่า เมื่อทหารเอาจริง กลับพากันวิ่งหนีแตกตื่น กันอลหม่าน อย่างไม่คิดชีวิต และ ถอยร่นไปรวมตัวอยู่ แถวถนนดินสอ แต่สุดท้าย ก็สลายตัว แยกย้าย กลับหายไปหมด

นายวรัญชัย ไปป่วนทหาร แต่เอาเข้าจริง ถึงกับหางจุกตูด

นายวรัญชัย ไปป่วนทหาร แต่เอาเข้าจริง ถึงกับหางจุกตูด

มีผู้สังเกตว่า หลังจากที่ กลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มต้น จะเห็น นายวรัญชัย ที่มีสมัครพรรคพวก ร่วมกันเคลื่อนไหว ประมาณ 20-30 คน นั้น ทุกครั้ง นายวรัญชัย จะแต่สูท ผู้ไทด์ ที่สำคัญ ยังสวมวิกผมให้ดูสมาร์ท ขึ้นอีกต่างหาก แต่เมื่อ เสื้อแดง ถูกสลายหมดแล้ว นายวรัญชัย ออกมาป่วนเที่ยวล่าสุด กลับสวมเสื้อเชิ้ต สีฟ้า ไม่สวมวิกผม

ผู้สันทัดกรณี บอกว่า หลังจากร่วม เคลื่อนไหวกับ กลุ่มคนเสื้อแดง ครั้งนี้แล้ว น่าจะพอ มีเงินเหลือ ซื้อวิกใหม่ มาใส่ได้ เนื่องจากวิก อันเดิมนั้น เก่าเต็มแก่ หวี ก็ไม่ค่อยจะเป็น ทรง แล้ว….

“ทหาร…ต้องเป๊ะ”

หัวหน้าซื้อปืนฉีดน้ำแจกทหาร

หัวหน้าซื้อปืนฉีดน้ำแจกทหาร


กำลังทหาร ที่ควบคุมพื้นที่ บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อยู่ 2-3 วัน เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย บรรดาประชาชนใน ละแวกดังกล่าว ก็พากัน ออกมาเล่นสงกรานต์ บ้างก็ สาดน้ำ-ปะแป้ง ทหารหาญ ที่ ยืนรักษาการณ์ อยู่บริเวณนั้น

ฝ่ายผู้บังคับบัญชา คงเห็น เหล่าลูกน้อง เครียดกันมา หลายวันแล้ว เลยลงทุน ควักกระเป๋า ซื้อปืนฉีดน้ำแจก และ อนุญาต ให้เล่นกับประชาชนได้

แต่แหม… ด้วยความที่ ถูกฝึกมาดีอย่าง ชายชาติทหารไทย ขนาดเล่นปืนฉีดน้ำ พี่แกยังอยู่ในท่า ประทับเล็ง ตามอย่างที่ ถูกฝึกมาเป๊ะ ชนิดไม่มีวอกแวก ด้วยการใช้ มือซ้ายเหยียด ไปข้างหน้า เพื่อรองรับ มือขวาที่ถือปืนฉีดน้ำ และ พร้อมลั่นไกทุกเมื่อ …(ฮา)

ทหาร...ต้องเป๊ะ แม้จะเป็นปืนฉีดน้ำ ก็ต้องอยู่ใน ท่าเตรียมพร้อม ประทับเล็ง

ทหาร...ต้องเป๊ะ แม้จะเป็นปืนฉีดน้ำ ก็ต้องอยู่ใน ท่าเตรียมพร้อม ประทับเล็ง


ภาพประทับใจ

ภาพประทับใจ

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 15 เมษายน 2552 15:50 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000042366


พิมพ์ ข่าวนี้ รวมเด็ดสะเก็ดข่าว…สลายม็อบโจรเสื้อแดง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 4, 2009

วันที่ 8 เมษายน หาใช่ “ยกสุดท้าย”

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ก่อความไม่สงบ,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,คดีที่ดินรัชดาฯ,คดียุบพรรค,คดีอาญา,คดีแพ่ง,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ทุจริต,ประวัติศาสตร์ไทย,พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,ศาลปกครอง,ศาลรัฐธรรมนูญ,อาชญากรรม,เสื้อแดง — accomthailand @ 04:10
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

หยุด! เอาชาติเป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ

8 เมษายน 52 วันนัดหมายใหญ่ของ “คนเสื้อแดง” ที่ ทักษิณ ชินวัตร และ แกนนำคนเสื้อแดง หมายมั่นปั้นมือ จะให้เป็น วันแห่ง การเปลี่ยนแปลง การเมือง ครั้งใหญ่ บน เป้าหมาย “เปรม ลาออก อภิสิทธิ์ ยุบสภา” “ล้มล้าง อำมาตยาธิปไตย – ทำลาย ชนชั้นสูง”

ประธานองคมนตรี - รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ประธานองคมนตรี - รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์


ไม่ต้องรอถึง วันนั้น ก็รู้ได้ว่า สิ่งที่ ทักษิณ – เสื้อแดง คิดก่อการ ไม่มีวัน สัมฤทธิ์ผล แน่ เพราะคนอย่าง ประธานองคมนตรี – รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ผ่าน การรบ – การเมือง มาอย่างโชกโชน และ สมัยเป็น นายกฯ 8 ปี ก็สู้รบตบมือ กับ สารพัดแรงกดดัน ทั้งใน ทำเนียบฯ – นอก รัฐสภา มาหมดแล้ว แค่ ม็อบเสื้อแด – วีดีโอลิงก์ ทักษิณ แค่นี้ เชื่อได้ว่า ชายชาติทหาร อย่าง “ป๋าเปรมฯ” ไม่ถอดใจแน

ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เช่นกัน แม้ อายุอานาม จะน้อย และ ถูกมองว่าเป็น ลูกคุณหนู – ลูกผู้ดี เจอแรงเสียดทานหนักๆ อภิสิทธิ์ จะอำลาตำแหน่ง ก็เป็นเรื่อง ที่คิดได้ แต่คงยาก จะได้เห็น

เมื่อประเมินการสู้รบ ของ เสื้อแดง – ทักษิณ ยามนี้ วันที่ 8 เมษายน หาใช่ “ยกสุดท้าย” แม้แกนนำ นปช. ที่เป็นพวก เศษสวะ-ลิ่วล้อ-มือปืนรับจ้าง นายใหญ่ ในนิยาม ของ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ จะทำที ขึงขัง-ตาถลน เหมือนจะนำ กองทัพเสื้อแดง ทุบหม้อข้าว ทำศึกสงคราม กู้ชาติ ให้ใครบางคน ที่คิดร้าย ทำลาย แผ่นดินเกิด เพราะดูจาก สภาพการณ์ และ ยุทธศาสตร์ การวางแผนของ คนเสื้อแดง แล้ว แกนนำหลายคน ก็รู้ดีว่า ยากที่จะทำให้ทั้ง “เปรม-อภิสิทธิ์”ตอบรับ ทุกเงื่อนไข

เพียงแต่การระดมพล ทำศึก 8 เมษายน หวังให้ แดงทั้งแผ่นดิน แล้วเขย่าขวัญให้ รัฐบาล และ บ้านสี่เสาฯ ผวาเล่น แล้วโอบล้อม ที่มั่น เพื่อให้เกิด การเผชิญหน้า เท่านั้นเอง แต่ก็ เชื่อได้ว่า รัฐบาล – กองทัพ – ตำรวจ ก็ย่อมอ่านเกม นี้ออก และ ไม่ตกหลุมพราง แม้จะมีความพยายาม ยั่วยุ รวมถึงอาจจะมี “มือที่สาม” มาสร้างสถานการณ์ เพื่อให้ ปิดเกม เร็ว

การศึก 8 เมษายน มันจึงอยู่ใน ช่วงเริ่มต้น “ยกที่ 2” หลังจาก ยกแรก ผ่านพ้นไป ซึ่ง ยกแรก ที่ ทักษิณ-เพื่อไทย เน้น กลยุทธ์ “ทำลายความน่าเชื่อถือ” เพื่อให้เกิด สภาวะวิกฤตศรัทธา แก่ องค์กร-ตัวบุคคล ที่ถูกกล่าวถึง ทั้งใน วีดีโอลิงก์ และ บนเวที ข้างทำเนียบรัฐบาล เป็นหลัก

ไล่เรียงตั้งแต่ สถาบันองคมนตรี และ องคมนตรี ทักษิณ และ เสื้อแดง พยายามใส่ความว่า “ขาดความเป็นกลาง – ฝักใฝ่การเมือง หนุนพรรคประชาธิปัตย์” ที่ระบุชื่อ ทั้ง พลเอก เปรม, พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ

แต่ผู้ถูกเอ่ยชื่อ ออกมาสวนกลับ และ ปฏิเสธ ข้อกล่าวหาทั้งหมด ให้สังคม ได้ข้อมูล 2 ด้าน ว่า ใครพูดจริง พูดเท็จ ฝ่ายไหนชั่ว และ ฝ่ายไหน ทำไปเพื่อ ปกป้องประเทศชาติ และ สถาบันหลัก

สำหรับ องค์กรศาล ก็พบว่า ทักษิณ พยายามโจมตีทำให้ องค์กรศาล ถูกมองว่า ไม่มีความยุติธรรม โดย ทักษิณ อ้างถึง การพิจารณาคด ของ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ที่ตัดสิน จำคุก เขา 2 ปี เป็นกระบวนการ ไม่ยุติธรรม

ถึงกับระบุว่า ทั่วโลก ไม่ยอมรับระบบศาลเดียว แบบที่ ศาลฎีกาฯ ถูกออกแบบเอาไว้ และ ระบบไต่สวน ที่ให้ จำเลย แก้ข้อกล่าวหาของ โจทก์ ก็เป็นระบบที่ นานาประเทศ ไม่เห็นด้วย และ ยกเลิก กันไปหมดแล้ว

หรือ กรณี การตัดสิน ของ ศาลรัฐธรรมนูญ “คดีชิมไปบ่นไป” ของ สมัคร สุนทรเวช ที่ ทักษิณ บอกว่า ทำให้ ประเทศไทย กลายเป็น ไทยแลนด์ อิส อะ โจ๊ก เพราะ ตัดสินเอาผิด ตาม พจนานุกรม มากกว่า ยึดหลักกฎหมาย

รวมทั้งยัง ทิ่มแทงไปที่ ผู้นำศาล-ตุลาการ หลายครั้ง อันพุ่งไปที่ อักขราทร จุฬารัตน ประธาน ศาลปกครองสูงสุด ที่เป็น อดีต ตุลาการรัฐธรรมนูญ ใน “คดียุบพรรค ไทยรักไทย” และ จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี บทบาทสำคัญใน “คดี ชิมไปบ่นไป” และ“คดียุบพรรค พลังประชาชน” ว่า

ทั้งสองคน มีส่วนร่วมวางแผน การทำปฏิวัติ 19 กันยายน 49 และ ใช้อำนาจตุลาการ ล้มล้าง รัฐบาลไทยรักไทย

สำหรับกองทัพ พบว่า ทักษิณ-เสื้อแดง มุ่งหมายเพื่อ การแก้แค้น อย่างเห็นได้ชัด ในประเด็นเรื่อง กองทัพ ทำตัวเป็น “เปลือกหอย” ให้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งการที่ ผู้นำเหล่าทัพ และ ตัว รมว.กลาโหม คือ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับบำเหน็จ จากการช่วยตั้งรัฐบาล

เช่นการที่ รัฐบาล ให้งบกับ กองทัพ อย่างง่ายดาย หลายครั้ง อาทิ งบ 1 พันล้านบาทให้ กอ.รมน. ไปทำการสลาย กลุ่มเสื้อแดง โดยไม่สามารถตรวจสอบ การใช้งบ ดังกล่าวได้

เมื่อ ยกที่ 1 ของ การตั้งกองกำลัง เสื้อแดง จนล้อมทำเนียบรัฐบาล ได้ 10 วัน 10 คืน สำเร็จ และ ใช้สงครามปาก ทำลายความเชื่อถือต่อ สถาบันสำคัญ ไปแล้ว ตอนนี้ให้ จับตา ยกที่ 2 เอาไว้ ซึ่งข่าวว่า จะเป็นสถานการณ์ที่ ดุเดือดเลือดพล่าน อาจต้องมี การเสียเลือดเนื้อกันอีกครั้ง

ก่อนจะประเมิน ศึกยืดเยื้อ นี้ว่า จะจบอย่างไร ขณะนี้ เริ่มมีข่าวแพร่สะพัดใน วงการการเมือง ว่า จะมี “คนกลาง” เข้ามา คลี่คลายสถานการณ์ ก่อนที่ จะยกระดับไปสู่ ความรุนแรง ในอีก ไม่กี่วันข้างหน้า

ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ออกมาระบุว่า หลังสงกรานต์ จะมีข่าวดี เพราะผู้มีบุญบารมี จะมาไกล่เกลี่ยปัญหา และ เป็น “คนกลาง” ที่ทุกฝ่ายให้ ความเคารพ


ก่อนหน้านี้ ชัย ชิดชอบ เข้าออกบ้านสี่เสา อย่างถี่ยิบ ในช่วงก่อนให้ ลูกชาย เนวิน ชิดชอบ แปลงร่างเป็น งูเห่า เพื่อไทย ล้มการจัดตั้ง รัฐบาลเพื่อไทย เสมือนว่า ชัย ชิดชอบ รู้สัญญาณอะไรมา แน่นอนว่า การมาของ คนกลาง จะเป็น ฉากการเมือง ในตอนต่อไป แต่จะหมุนเปลี่ยน สถานการณ์ ออกไปจาก เหตุการณ์ปัจจุบัน ได้แค่ไหน หรือไม่ ก็ต้องจับตา ติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม หลายคนหวั่นใจว่า มันจะมีเหตุรุนแรง ก่อนสงกรานต์ เพราะอาจ เกิดเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งมีข่าวว่า ทักษิณ-เสื้อแดง ต้องการให้เกิด การเผชิญหน้า จนเกิดเหตุรุนแรง และ แตกหัก กันไปข้าง

ถ้าหาก ทักษิณ-เสื้อแดง ต้องการเช่นนั้นจริงๆ “บาปการเมือง” นี้ คงไม่มีใครให้อภัย หากคิดเอา ประชาชน มาเป็น “เครื่องมือแก้แค้น” ให้ฝ่ายตัวเอง

เราขอบอกไปยัง ทักษิณ – แกนนำคนเสื้อแดง – ส.ส.เพื่อไทย – อดีตกรรมการบริหารพรรค ไทยรักไทย และ พลังประชาชน – เจ้าหน้าที่รัฐ และ นักธุรกิจ ซึ่งหนุนหลัง การชุมนุม ครั้งนี้ว่า ทุกท่าน มีสิทธิ์ที่จะ เคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน จะ หน้าทำเนียบรัฐบาล หน้ารัฐสภา หรือ แม้แต่ หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ พลเอกเปรม หาก ทุกคนเคลื่อนไหว รวมตัวเรียกร้อง ภายใต้ หลักกฎหมาย ความเคารพ ในสิทธิ ของ ผู้อื่น ไม่เปิดเวทีปราศรัย แล้วใส่ร้ายป้ายสี ให้ความเท็จ ปลุกระดม ให้เกิดความเกลียดชัง และ เคียดแค้น จนนำไปสู่ ความแตกแยก และ ปลุกปั่น ให้เกิด ความรุนแรง ในรูปแบบต่างๆ


เท่าที่ ติดตาม การชุมนุมของ คนเสื้อแดง ก็เชื่อว่า เป็นฝ่ายต้องการ จะให้เกิด ความรุนแรง เพื่อบีบให้ รัฐบาล ต้องดำเนินการ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การใช้ กฎหมายความมั่นคง หรือ ประกาศ สภาวะฉุกเฉิน ซึ่งทั้งหมด จะยิ่งทำให้ การชุมนุมของ คนเสื้อแดง มีความชอบธรรม มากขึ้น และ ทำให้รัฐบาล อยู่ใน สถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ ทันที

ขณะที่ดูท่าที รัฐบาล ยังเชื่อว่า น่าจะอดทน จนถึงที่สุด และ ไม่ใช้ความรุนแรง กับ ประชาชน แม้จะมี ความพยายาม หวังสร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่เหตุวุ่นวาย จนอำนาจรัฐ ง่อยเปลี้ย ซึ่งเห็นแล้วว่า ตลอดช่วง การชุมนุมล้อมทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งถึงวันนี้ เป็น วันที่ 10 แล้ว รัฐบาล-ตำรวจ-กองทัพ ก็ปล่อยให้ ใช้สิทธิเต็มที่ ไม่ได้มีการสั่งให้ สลายการชุมนุม หรือ ใช้ความรุนแรง ไม่มี การตัดสัญญาณ การโฟนอิน – วีดีโอลิงค์ – การถ่ายทอด เสียง ทั้งทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต

จน รัฐบาล และ หน่วยงานความมั่นคง ถูกด่า เสียด้วยซ้ำ ว่า ไม่เด็ดขาด อ่อนหัด และ หน่อมแน้ม แต่อีกความเข้าใจหนึ่ง ก็อ่านใจได้ว่า หาก รัฐบาล คิดจะเล่นงาน หรือ สกัดการชุมนุมจริง ก็สามารถ ทำได้ แต่มันจะ “เข้าทาง” คนเสื้อแดง

เช่น การตัดสัญญาณ วีดีโอลิงก์ หรือ ไม่ให้มี การเผยแพร่เสียงภาพ ทางทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต เพราะรู้ดีว่า จะถูกโจมตี ว่าเป็น เผด็จการ จนอาจนำมาเป็น เงื่อนไขปลุกระดม และ จะยิ่งทำให้ ประชาชน ยิ่งออกจากบ้าน มารวมตัวกัน หน้าทำเนียบรัฐบาล มากขึ้น

ขณะนี้ รัฐบาล ตั้งรับอย่างเดียว ยังไร้แนวทาง จะรุกกลับเมื่อไร แบบไหน มีแต่เปิดท่าที จะเจรจากับ คนทำลายชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ขัดต่อหลักนิติรัฐ จนหลายฝ่ายรับไม่ได้

ทั้งหลายทั้งปวง แม้จะมั่นใจ ลึกๆ ว่า 8 เมษายน ไม่น่าจะ เกิดเหตุ “ไทยฆ่าไทย จนเลือดนองท่วมแผ่นดิน ” อย่างที่ หลายฝ่ายหวั่นเกรง แต่ก็ใช่ จะวางใจเสียทีเดียว สิ่งที่อยากเตือน ทักษิณ – แกนนำเสื้อแดง ก็คือ

เรารู้ดีว่า คนอย่าง ทักษิณ ไม่หยุดคิดทำร้ายประเทศไทย แน่นอน ทว่า ขอเพียงให้ การวางแผนสู้รบนั้น อย่าเอา ประเทศชาติ เป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ เพราะยามนี้ สิ่งสำคัญ ก็คือ ความสามัคคี ของ คนไทย ที่ต้องร่วมกันฟันฝ่า วิกฤตเศรษฐกิจ ไปให้พ้น

ดังนั้น ถ้าจะเคลื่อนไหวใดๆ ก็ทำไปเถิด ถ้าไม่ได้ทำให้ แผ่นดินไทยเสียหาย


ขณะเดียวกัน เราขอเรียกร้องให้ บรรดา ผู้มีอำนาจใน รัฐบาล กองทัพ และ แม้แต่ พลเอก สุรยุทธ์ ออกมาแสดงความรับผิด ในบทบาทหน้าที่ ที่ท่านมีอยู่ เพื่อแก้ปัญหา ให้เหตุการณ์ ความขัดแย้ง ครั้งนี้ยุติโดยเร็ว เพราะ เหตุปัญหา เริ่มมาจาก เรื่องส่วนตัว แต่ ประเทศชาติ และ ประชาชน ต้องรับผลกรรม

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 4 เมษายน 2552 04:10 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ หยุด! เอาชาติเป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

February 8, 2009

กก. สิทธิฯ หนุน “มาร์ค” คลี่ คดีทนายสมชาย หวัง กู้ภาพละเมิดสิทธิ

Filed under: ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,คดีทนายสมชาย,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,คำพิพากษา,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,ชายแดนภาคใต้,ตรวจสอบ,ตำรวจฆ่าประชาชน,ธรรมาภิบาล,รัฐสั่งฆ่าประชาชน,สิทธิมนุษยชน,องค์กรสิทธิมนุษยชน,อาชญากรรม — accomthailand @ 14:56
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

กก. สิทธิฯ หนุน “มาร์ค” คลี่คดีทนายสมชาย หวังกู้ภาพละเมิดสิทธิ

คณะกก.รณรงค์ เพื่อสิทธิมนุษยชน หนุนรัฐบาล เร่งคลี่คลาย คดีอุ้มทนายสมชาย ชี้ จะช่วยกู้ภาพ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ตกต่ำ เชื่อ คดี เป็น พฤติการณ์ ระดับนโยบาย เกี่ยวพันหลายส่วน แนะโยกย้าย คนเตะถ่วงออก ทั้ง ดีเอสไอ – สตช. พร้อมจี้ แก้กฎหมาย เอาผิด คดีอุ้ม เทียบเท่า เจตนาฆ่า


วันนี้ (8 ก.พ.) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ คณะกรรมการรณรงค์ เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) กล่าวว่า ขอเป็นกำลังใจให้ นายกรัฐมนตรี เร่งคลี่คลาย คดีการอุ้ม ทนาย สมชาย นีละไพจิตร ให้โลกรับรู้ ก่อนครบรอบ 5 ปี ในเดือนมีนาคม นี้ ซึ่งจะสร้าง ความต่าง จาก รัฐบาล ในอดีต และ สามารถกู้ภาพลักษณ์ สิทธิมนุษยชน ที่ตกต่ำลง ในขณะนี้ได้

แต่คดีนี้มี เจ้าหน้าที่รัฐ ที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน จนรัฐบาล จะทำคดีแบบปกติไม่ได้ ทั้งนี้ ที่ นายกรัฐมนตรี บอกว่า มีการเตะถ่วงคดี นั้น ขณะนี้ ก็ยังมีความพยายามอยู่

ไม่ใช่ เฉพาะจาก นักการเมืองในอดีต แต่ผู้เกี่ยวข้องบางส่วน ยังอยู่ในอำนาจ เพราะ การอุ้มทนายสมชาย เป็นการกระทำ ในระดับนโยบาย

นายสมชาย นีละไพจิตร �ดีตทนายความ นักสิทธิมนุษยชน ที่ถูก�ุ้มหายไป

นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตทนายความ นักสิทธิมนุษยชน ที่ถูกอุ้มหายไป


นายเมธา กล่าวอีกว่า ตนอยากจะเตือนความจำให้ นายกรัฐมนตรี ว่า อดีตผู้ต้องหา 5 ราย เป็น ตำรวจต่างสังกัดกัน คือ


พ.ต.ต.เงิน ทองสุก,

พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์,
จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง,
ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต และ
พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน


แต่เมื่อ วันที่ 12 มกราคม 2549 ศาลตัดสินจำคุก
พ.ต.ต.เงิน ทองสุก คนเดียว ในข้อหาขืนใจ ทำให้สูญเสียอิสรภาพ แต่ผู้ต้องหา ที่เหลือ ยกฟ้อง เนื่องจาก ไม่มีหลักฐาน ที่เพียงพอ แต่ระบุใน สำนวนคดีว่า การอุ้ม เกิดจาก การกระทำร่วมกัน กับบุคคล 3-5 คน

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ ยังไม่สามารถ สอบสวนต่อได้ว่า ใครเกี่ยวข้องบ้าง ขณะที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เคยแถลงว่า มีหลักฐาน ที่จะจับกุมเพิ่ม ได้มาก กว่า 10 ราย แต่เรื่อง ก็เงียบหายไป และ อดีตผู้ต้องหา บางส่วน ยังได้รับความดีความชอบ ในราชการ ต่อไป จนที่ผ่านมา มีข้อครหาว่า มีการใช้ อำนาจ เข้าแทรกแซง สำนวนสอบสวน และ หลักฐานต่างๆ มากมาย เพื่อสู้คดี ในชั้นศาล

ดังนั้น เรื่องการอุ้ม ทนายสมชาย จึงเป็นการทำ ในระดับนโยบาย ของ ฝ่ายความมั่นคง ที่เกี่ยวข้อง กับ นโยบาย ในการแก้ไข ปัญหาความไม่สงบ ในภาคใต้ ของ รัฐบาลทักษิณ

นี่เป็นปัญหา ของการเตะถ่วงคดี ที่แท้จริง ที่รัฐบาล จะต้องทำ แบล็กลิสต์เจ้าหน้าที่ และ นักการเมือง ที่เป็นถุงมือดำ ให้ชัดเจน


เขายังระบุ อีกว่า รัฐบาล จะต้องโยกย้าย เจ้าหน้าที่รัฐ ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ สตช. ที่อาจจะเป็นปัญหา ของการเตะถ่วงคดี ออกด้วย และ เฝ้าระวัง การทำลาย หลักฐาน สำนวนสอบสวนสืบสวน ต่างๆ รวมถึง การดำเนินการ ปฏิรูปตำรวจ และ กระบวนการยุติธรรม ทั้งระบบ

คดีที่ ตำรวจ มีส่วนเกี่ยวข้อง ตำรวจ จะต้องไม่สืบสวน สอบสวนกันเอง จะต้องมี คณะสอบสวน ที่มาจาก ภายนอกด้วย โดยมี องค์ประกอบของ ทนายความ อัยการ และ ศาล และ จะต้องแก้กฎหมาย ให้เอาผิด คดีอาญา ในคดีอุ้มหาย เทียบเท่าการ คดีเจตนาฆ่า ได้เหมือนในหลายประเทศ เพราะจะเป็นช่องว่าง ให้เกิดการอุ้มหาย แล ะทำลายศพ โดยเอาผิด ผู้ต้องหาไม่ได้

เพราะ สามารถฟ้องเพียง ในฐาน ร่วมกันปล้นทรัพย์ และ ข่มขืนใจผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย แต่ไม่สามารถ ตั้งข้อหา ฆาตกรรม หรือ ข้อหาอื่น ที่หนักกว่าได้ เนื่องจาก ยังไม่พบศพ หรือ หลักฐาน ที่บ่งชี้ว่า ทนายสมชาย ตายแล้ว

ทั้งนี้ ครส. และ คณะทำงาน ยุติธรรมเพื่อสันติภาพ จะแถลงปัญหา คดี ดังกล่าว และ กรณีภาคใต้ ซึ่งสำนักงานของ คณะทำงานยุติธรรม เพื่อสันติภาพ ถูกทหาร กองทัพภาคที่ 4 บุกค้นที่ ปัตตานี ในวันพรุ่งนี้ และ จะเข้าพบ รัฐมนตรียุติธรรม เพื่อปรึกษาหารือ คดีต่างๆ ใน วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ นี้

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2552 19:25 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000014552


พิมพ์ ข่าวนี้ ครส. หนุน “มาร์ค” คลี่คดี “ทนายสมชาย” แนะ ย้ายคนเตะถ่วง



อ่านเรื่อง ที่เกี่ยวข้องได้จาก

  • “อภิสิทธิ์” แฉ อดีต คดี “สมชาย” ไม่คืบ เพราะมีสัญญาณให้เตะถ่วง
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2552 14:39 น.
  • อังคณา นีละไพจิตร ลงร่วม สังเกตการณ์ ตรวจพื้นที่ จ.ราชบุรี เกี่ยวโยงกับ คดีอุ้มฆ่า ทนายสมชาย สามี
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 7 กุมภาพันธ์ 2552 16:40 น.
  • “อังคณา” จี้สอบ การหายตัวไปของ “พ.ต.ต.เงิน ทองสุก” หนึ่งในผู้ต้องหา ทีมอุ้มทนายสมชาย
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2551 17:51 น.
  • 4 ปี แห่งการหายตัวไป ของ “ทนายสมชาย” กับ อำนาจรัฐ!
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 12 มีนาคม 2551 08:13 น.

  • ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    February 5, 2009

    สวิงกิ้งเซ็กซ์ทัวร์ หัวละ 3 พัน แถม ฟรีปาร์ตี้หวิว!


    แฉค่าร่วม สวิงกิ้งเซ็กซ์ทัวร์ หัวละ 3 พัน แถม ฟรีปาร์ตี้หวิว!
    พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.ก.แถลงผลการจับกุมผู้ต้ภ??หา พร้ภ??ขภ??กลาง

    พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.ก.แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหา พร้อมของกลาง


    “เฮียกังฟู” ยังต้องหลบ! เมียชาวอังกฤษ ที่ถูกตำรวจท่องเที่ยว ทลายปาร์ตี้เซ็กซ์ทัวร์ เผย จัดสวิงกิ้ง มาทุกสัปดาห์ ทั้งใน กทม. และ ต่างจังหวัด คิดราคา หัวละ 3,000 บาท ทำมากว่า 3 ปี กว่าจะถูกจับได้

    ขณะที่ตำรวจสั่งจัดการ เซ็กซ์ทัวร์ ที่ทำลายภาพลักษณ์เมืองไทย ซึ่งเชื่อว่า มีอีกจำนวนไม่น้อย

    พ.ต.ฮภ??ชยน ไกรทภ?? ผกก.1 บก.ทท.พร้ภ??กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ปดส.เข้าจับกุมตัวนายคริสเตียน ภ??เธภ??์ ริชชาร์ด ชาวภ??งกฤษที่เข้ามาจัดเซ็กส์ทัวร์ในประเทศไทย

    พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง ผกก.1 บก.ทท.พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ปดส.เข้าจับกุมตัวนายคริสเตียน อาเธอร์ ริชชาร์ด ชาวอังกฤษที่เข้ามาจัดเซ็กส์ทัวร์ในประเทศไทย


    วันนี้ (5 ก.พ.) ที่กองบัญชาการ ตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 17.00 น. พล.ต.ท. วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.ก. แถลงข่าว
    นายคริสเตียน ภ??เธภ??์ ริชชาร์ด ภ??ยุ 54 ปี สัญชาติภ??งกฤษ

    นายคริสเตียน อาเธอร์ ริชชาร์ด อายุ 54 ปี สัญชาติอังกฤษ


    กรณีที่ พ.ต.อ. ปัญญา ปิ่นสุข ผกก.ฝอ.บก.ปดส. พ.ต.อ. อาชยน ไกรทอง ผกก.1 บก.ทท. นำกำลังเข้าจับกุม เซ็กซ์ทัวร์ ที่โรงแรมอลิซาเบธ ถนนประดิพัทธ์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ เมื่อกลางดึก ที่ผ่านมา โดยสามารถจับกุม นายคริสเตียน อาเธอร์ ริชชาร์ด

    พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวว่า ต่อมา เมื่อเวลา 14.00 น.ได้ขยายผล การจับกุม โดยนำหมาย ศาลจังหวัดธัญบุรี เลขที่ 124/2552 ลงวันที่ 5 ก.พ. เข้าตรวจค้น บ้านเลขที่ 60/242 หมู่บ้านสหโชค ต.บึงคำพล้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

    ซึ่งเป็นบ้านพัก ของ นายคริสเตียน ผู้ต้องหา ในคดีดังกล่าว พบ นางดวงจันทร์ หรือ ดวง หรือลม สระน้อย อายุ 41 ปี ภรรยาของ นายคริสเตียน อาเธอร์ ริชชาร์ด และ

    เป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 317/2552 ลงวันที่ 1 ก.พ. ข้อหา เพื่อสนองความใคร่ ผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระ จัดหา เพื่อการอนาจาร ซึ่งชาย หรือ หญิงนั้น จะยินยอม หรือไม่ ก็ตาม, ร่วมกันเป็น ผู้จัดกิจกรรมค้าประเวณี, ทำให้สื่อลามกแพร่หลาย และ ร่วมกันโฆษณา ไปยังสาธารณะ ในลักษณะ เรียกร้อง หรือ ติดต่อ เพื่อการค้าประเวณี

    นางดวงจันทร์ หรื ดวง หรืลม สระน้ย ายุ 41 ปี ภรรยาขงนายริชาร์ด

    นางดวงจันทร์ หรือ ดวง หรือลม สระน้อย อายุ 41 ปี ภรรยาของนายริชาร์ด

    จึงควบคุมตัว นางดวง พร้อมยึด ฮาร์ทดิสก์ จำนวน 2 ตัว อวัยวะเพศชายเทียม จำนวน 7 อัน ซีดีลามก 10 แผ่น ภาพถ่ายลามก งานปาร์ตี้อีก จำนวนหนึ่ง มาทำการสอบปากคำที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

    นางดวง ให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับ นายริชาร์ด สามีชาวอังกฤษ ลงโฆษณาใน เว็บบอร์ด ว่า มีการจัดหาคู่สวิงกิ้ง กับ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ในเมืองไทย โดยเสียค่าใช้จ่าย คนละ 3,000 บาท ต่อหนึ่งครั้ง และ จะจัดเป็นประจำ ทุกสัปดาห์ ทั้งในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด โดยทำมานานกว่า 3 ปี ในบางครั้ง ก็จัดให้เป็นฟรีปาร์ตี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วม บอกปากต่อปาก เพื่อเป็นการโฆษณา อีกด้วย

    ด้าน พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.ก.กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้ต้องหา เป็นการทำร้ายภาพลักษณ์ การท่องเที่ยวของประเทศ เนื่องจากมี การเผยแพร่ ตามสื่อต่างๆ ทั้งอินเทอร์เน็ต และ ในนิตยสารของ ต่างประเทศ ทำให้ ชาวต่างชาติ มองว่า เมืองไทยเป็น แหล่งขายเซ็กช์

    หลังจากนี้ได้สั่งการให้ ตำรวจท่องเที่ยว และ ตำรวจ ปดส. เร่งกวาดล้าง กลุ่มบุคคล ที่กระทำการค้า ในลักษณะนี้อีก ซึ่งเบื้องต้นทราบว่า ยังมีอีก หลายกลุ่ม ส่วนผู้ต้องหาทั้งหมด ที่ถูกจับได้ก่อนหน้านี้ ได้มอบหมายให้ บก.ปดส. รับไปดำเนินคดี ต่อไป

    astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2552 18:23 น.
    http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9520000013673


    พิมพ์ ข่าวนี้ แฉค่าร่วม สวิงกิ้งเซ็กซ์ทัวร์ หัวละ 3 พัน แถม ฟรีปาร์ตี้หวิว!



    อ่านเรื่อง ที่เกี่ยวข้องได้จาก

  • ทลายเซ็กซ์ทัวร์ คาโรงแรมดังย่านสะพานควาย
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2552 04:01 น.

  • ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    “สุเทพ” ย้ำ กลางสภา “แม้ว” อยากเป็น ประธานาธิบดี จริง


    “สาก” หลุดโลก! “สุเทพ” ย้ำ ปธน.แม้วจริง เปรียบ “เนลสัน” ไม่อายปาก
    นายสุเทพ เทืภ??สุบรรณ รภ??นายกรัฐมนตรี

    นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี


    “เชาวริน” เข้าทาง ตั้งกระทู้สด เจอ “สุเทพ” สวนกลับ ย้ำ กลางที่ประชุมสภา “แม้ว” อยากเป็น ประธานาธิบดี จริง พร้อมยก เหตุผล เชื่อด้วย ความบริสุทธิ์ เพราะมีแรงบันดาลใจ เปรียบตัวเองเป็น เนลสัน ตอกกลับ ไม่ขายขี้หน้า บ้างหรือ คิดพึ่งศาล หลังขอพิสูจน์ ความเป็นธรรม ทั้งใน นรกและสวรรค์


    วันนี้ (5 ก.พ.) ในการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการตั้งกระทู้ถามสด ความบกพร่อง ใน การบริหารราชการแผ่นดิน ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี

    โดย ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามายัง ห้องประชุม ส.ส. พรรคเพื่อไทย เมื่อ วันที่ 2 ก.พ. ที่ จ.นครราชสีมา นั้น โดยเนื้อหาระบุว่า

    ถ้ามีโอกาสจะกลับมาเป็น นายกฯ ของคนไทยอีก แต่ รองนายกฯ กลับให้สัมภาษณ์ว่า จะกลับมาเป็น ประธานาธิบดี ซึ่งตรงนี้มองว่า การสัมภาษณ์ ของ นายสุเทพ ถือว่าเป็นการใส่ร้าย เพื่อให้ คนไทยเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ

    อยากถามว่า ที่พูดเช่นนี้ไช้ หลักฐานอะไร ความจริงท่านเป็น รองนายกฯ น่าจะรู้ว่า ประเทศไทย คงเป็นไปไม่ได้ ที่จะเอา ประธานาธิบดี เป็นประมุข แทน พระมหากษัตริย์ อยากถาม รองนายกฯ ว่าท่านคิดอยู่ในใจ เพราะไม่มีใครคิด ล้มล้าง สถาบันพระมหากษัตริย์


    คลิกที่นี่ เพื่อชม “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี” ย้ำ กลางที่ประชุมสภา (56 K)
    คลิกที่นี่ เพื่อชม “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี” ย้ำ กลางที่ประชุมสภา (256 K)
    จาก manager multimedia


    นายสุเทพ กล่าวชี้แจงว่า ตนทำงานมา 1 เดือน ยังไม่ทำอะไร ที่แสดงให้เห็นว่า เป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ ทั้งสิ้น ถ้าบกพร่อง ตนต้องทำหน้าที่ หย่อนยาน

    อย่างกรณี วันที่ 31 ม.ค. กลุ่มเสื้อแดง เดินทางมา ชุมุนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แม้แต่คนเดียว

    ส่วนกรณี ที่พูดถึงการกลับมาเป็น ประธานาธิบดี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตนตั้งใจพูดจริง แต่ที่ตนพูด เป็นความจำเป็น ต้องพูด พูดเพื่อโต้ตอบ ปกป้อง ส่วนได้ส่วนเสีย ของรัฐบาล และ พรรคประชาธิปัตย์

    เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ โทรศัพท์ไปพูดคุย กับลูกพรรค โดยมีข้อความกล่าวหา รัฐบาล และ ประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ ตนเป็น เลขาฯพรรค และ ผู้ประสานงาน จัดตั้งรัฐบาล จึงถือเป็นภาระหน้าที่ ปกป้อง ส่วนได้ส่วนเสีย ของพรรค และ รัฐบาล จึงได้ชี้แจงว่า

    รัฐบาลนี้ ไม่ใช่ รัฐบาลเสือหิว ครม. ไม่ใช่ เสือหิว เสือโหย จากไหน แต่เราตั้งใจ มาแก้ไข วิกฤตการณ์ประเทศ แก้ปัญหา เศรษฐกิจ การเมือง

    “เมื่อสื่อมวลชน ถามว่า คุณทักษิณ ไม่ยอมแพ้ จะสู้ต่อไป ให้ผมวิเคราะห์ ผมจึงพูดออกไปว่า ท่านไม่ยอมแพ้ ท่านพยายามต่อสู้ ของท่านไปเรื่อย ท่านบอกว่า วันหนึ่ง ท่านจะกลับมาเป็น ประธานาธิบดี ผมพูดจริง แต่ที่ผมตอบโต้ ขนาดนี้ ใส่ร้าย คุณทักษิณ หรือไม่ หรือ ไปจินตนาการ ไม่ใช่ ผมเชื่อ ในความบริสุทธิ์ใจ ของผมว่า คุณทักษิณ ชอบ ระบบประธานาธิบดี ผมเชื่อ ในจิตใส่วนลึกของผมว่า จิตใจของคุณทักษิณ อยากเป็น ประธานาธิบดี ไม่ใช่เรื่องที่ ผมจินตนาการไปเอง ผมเชื่ออย่างนี้ เพราะเชื่อ ที่ผมเห็น คุณทักษิณ แสดงออก ต่อสาธารณะหลายครั้ง ทั้งในประเทศไทย และ ต่างประเทศ ผมเชื่อตามที่ คุณทักษิณ พูดเอง และ สื่อได้นำมาเป็นข่าว” นายสุเทพ กล่าว


    นายสุเทพ กล่าวต่อว่า กรณีตัวอย่าง เมื่อวันที่ 2 ก.พ. พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แสดงความชื่นชม ยกย่อง ประธานาธิบดี เนลสัน แมนเดลา และ เปรียบเทียบ ว่าตัวเองเหมือน และ ก่อนนี้ยังพูด เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวรอยเตอร์ ที่ถามว่า จะกลับไปพิสูจน์การเมือง ในประเทศ หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกไม่ต้องห่วง มีเวลาเยอะแยะยังแข็งแรงดีอยู่ เนลสัน แมนเดล่า ยังสู้ตั้งหลายปี


    “ผมเชื่อว่า ผมไม่ได้เข้าใจผิด คนเดียว คุณเชาวริน ไม่ใกล้ชิด หรือ ล่วงรู้ความในใจ คุณทักษิณ ว่าคิดอะไรอยู่ แต่เชื่อว่า วิญญูชน ทั่วไป ที่ได้ ติดตาม การแสดงออกของ คุณทักษิณ และ บริวาร คิดเหมือนผมว่า จิตใจ คุณทักษิณ ใฝ่ฝันอยากจะเป็น ประธานาธิบดี” นายสุเทพ กล่าว

    นายสุเทพ กล่าวต่อว่า มีบุคคล ที่เชื่อเช่นเดียวกับตน อาทิ หลวงตามหาบัว ซึ่งได้เทศน์ เมื่อปี 2547 เตือน พ.ต.ท.ทักษิณ อย่าลำพอง ตัวเอง ตั้งหน้าตั้งตา จะขึ้นเป็น ประธานาธิบดี

    กลุ่มฮักเชียงใหม่ 51 ประชุม ที่ จ.เชียงราย จัดตั้ง เครือข่าย เสื้อแดงอีสานลานนา แกนนำคนหนึ่ง พูดว่า พวกเรา จะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ พ.ต.ท. ทักษิณ กลับประเทศไทย ท้ายสุด ถ้าเคลื่อนไหวไม่ได้ตามปกติ ก็จะดึงให้ท่าน เป็น ประธานาธิบดี ของคนเหนือกับอีสาน

    ดังนั้น ตนเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจ และที่พูด เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหา รัฐบาล และ ประชาธิปัตย์ ตนคิดว่า เป็นการกระทำ ที่ตอบโต้ ด้วยสิทธิ์ ของตน

    ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่ภ??ทย

    ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย


    ขณะที่ ร.ต.ท. เชาวริน กล่าวว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่ได้พูด เรื่องตำแหน่ง แต่พูดถึง บุคคลที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการสื่อ ให้เห็นว่า ตนต้องการสู้เพื่อประชาธิป ไตยนำความยุติธรรม และ ประชาธิปไตย มาให้ประชาชน

    นอกจาก สู้เพื่อตัวเอง ยังสู้เพื่อประชาชนด้วย ซึ่ง นายอภิสิทธิ์เอง ก็เคยพูดถึง ประธานาธิบดี บารัค โอบามา เช่นกัน รวมทั้ง มีอาการ พออกพอใจ เมื่อมีการยกไป เปรียบเทียบเป็น โอบามาร์ค

    นายสุเทพ กล่าวชี้แจงว่า รัฐบาลนี้ ไม่ได้ปล้นใครมา รัฐบาลนี้เข้ามาเป็น รัฐบาล ด้วยความชอบธรรม ตามรัฐธรรมนูญ การเลือก นายกรัฐมนตรี ได้ลงคะแนนเสียง อย่างเปิดเผยในสภา

    ส่วนที่มีความพยายามโต้แย้ง ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พูดถึง เนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ เหมือน นายอภิสิทธิ์ พูดถึง นายโอบามา ตนคิดว่า แตกต่างกัน นายอภิสิทธิ์ พูด ในฐานะ ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง จากประชาชน ไม่ได้คิดออกไปนอกระบบ

    แต่กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่พูดถึง ประธานาธิบดีเนลสัน ชัดเจนเอาตัวเองไปเปรียบว่า สู้เหมือน เนลสัน ที่ต่อสู้ทางอุดมการณ์ แต่ไม่ได้รับ ความเป็นธรรม และ ยังพูดถึงโครงสร้าง การปกครอง จากวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ นายวีระ มุสิกพงศ์ ในการโฟนอิน ซึ่งเมื่อมีหลายกรณี สะสมในใจ เช่น

    คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ วันที่ 1 พ.ย.2551 ว่า เขาใช้กระบวนการ ยุติความเป็นธรรม คำพูดดังกล่าว พฤติกรรม ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่แล้วมา มันสะสม

    ดังนั้นพอมาพูด แสดงความนิยมยกย่อง ประธานาธิบดี วันหนึ่ง จะกลับมาเป็น ประธานาธิบดี พูดอย่างนี้ ตนเชื่อเลย แล้วเมื่อ ร.ต.อ. เชาวริน บอก จะฟ้องตน ฟ้อง หลวงตามหาบัว ในศาล ทีอย่างนี้ เชื่อมั่น ในกระบวนการยุติธรรม ขึ้นมาเลย

    astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2552 17:24 น. http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9520000013568


    พิมพ์ ข่าวนี้ “สาก” หลุดโลก! “สุเทพ” ย้ำ ปธน.แม้วจริง เปรียบ “เนลสัน” ไม่อายปาก



    อ่านเรื่อง ที่เกี่ยวข้องได้จาก

  • “หลวงตา” ลั่น ขวาง ประธานาธิบดี – เตือน “ทักษิณ” จบแบบ “เทวทัต”
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2548 18:43
  • หลวงตามหาบัว เทศน์เรื่อง “เทวทัตยังรู้โทษ” ฉบับเต็ม
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2548 18:43

  • ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    January 14, 2009

    แค่ ถอดยศ “นช.ทักษิณ” จะเป็น จะตาย กันเชียวหรือ?


    แค่ถอดยศ “ทักษิณ”…จะเป็นจะตายกันเชียวหรือ?

    ไม่น่าเชื่อว่า แค่เห็น “กองวินัย” ชง เรื่องถอดยศ “พ.ต.ท.”ของ “ทักษิณ” เหล่าคนรอบข้าง ทั้งอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้งทีมกฎหมาย ของ “นายใหญ่” ต่างพากันโวยวาย


    รับไม่ได้ที่ “นาย” จะเหลือคำนำหน้า แค่ “นาย” ทั้งที่รู้ว่า พฤติกรรม และ ความผิดของ “นาย” เข้าข่าย ต้องถูก ถอดยศ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ยังพาล หาเหตุมาอ้าง และ ปกป้อง “นาย” อย่างไม่ลืมหูลืมตา ลองมาดูกันว่า เหตุผลที่ คนเหล่านี้ ยกขึ้นมาอ้าง มีอะไรบ้าง และ ฝ่ายต่างๆ ในสังคม มองเรื่อง การถอดยศ ทักษิณ และ การยึด เครื่องราชอิสริยาภรณ์ คืน จาก นักโทษหนีคดี ผู้นี้ อย่างไร


    คลิกที่นี่ เพื่อฟัง รายงานพิเศษ
    จาก manager multimedia


    คงยังจำกันได้ถึง วันประวัติศาสตร์ ที่เปลี่ยนสถานะของ อดีตนายกฯ อย่าง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จาก “จำเลย” ในคดี ซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ มาเป็น “นักโทษ” ที่หนีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี

    วันนั้น 21 ต.ค. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษา ชี้ความผิด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่รู้เห็นเป็นใจ และ ใช้ตำแหน่ง นายกฯ เอื้อให้ คุณหญิงพจมาน ภริยา (จำเลยในคดีนี้เช่นกัน) ซื้อที่ดิน ย่านรัชดาฯ จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และ พัฒนา ระบบสถาบัน การเงิน ในราคาต่ำ

    ม็บรักทักษิณ ถืป้ายเหน็บแนมศาล ที่หน้าศาลฎีกาฯ วันพิพากษา คดีซื้ที่รัชดาฯ (21 ต.ค.51)

    ม็อบรักทักษิณ ถือป้ายเหน็บแนมศาล ที่หน้าศาลฎีกาฯ วันพิพากษา คดีซื้อที่รัชดาฯ (21 ต.ค.51)


    โดยศาลฎีกาฯ ระบุว่า “ขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น นายกฯ มีอำนาจบารมี เหนือ รัฐมนตรี และ มีอำนาจทาง การเมือง สูง อีกทั้งฐานะ การเงิน มั่งคั่ง ซึ่งตามหลักธรรมาธิบาล แล้ว นายกฯ ภริยา หรือ บุตร ไม่สมควรเข้าไป ประมูลซื้อที่ดิน ดังกล่าว เพราะการซื้อได้ราคาต่ำ ส่งผลให้ กองทุนฯ มีรายได้ น้อยลง

    ขณะที่ คุณหญิงพจมาน (จำเลยที่ 2) ก็มี ผู้รู้จัก จำนวนมาก ประกอบกับ ข้าราชการ มีค่านิยม จำนนต่อผู้มีบารมีสูง นอกจากนั้น ยังอยู่ในฐานะที่อาจ ให้คุณให้โทษ ทางราชการได้ และ เมื่อปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้บัตรประจำตำแหน่งนายกฯ ลงนามยินยอมให้ คุณหญิง พจมาน ทำสัญญา ซื้อขายที่ดิน ย่อมถือได้ว่าเป็นการเข้าทำสัญญา ด้วยตัวเอง ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100(1) วรรคสาม

    ส่วนที่ พ.ต.ท. ทักษิณ อ้างว่า การลงชื่อยินยอม เป็นเพียงการทำ ตามระเบียบราชการ แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ไม่มีหลักฐานมาแสดง ให้เห็นว่า ไม่มีส่วน รู้เห็น ต่อการซื้อขายแต่อย่างใด องค์คณะ จึงมีมติ 5 ต่อ 4 เห็นว่า พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย ป.ป.ช.มาตรา 100(1) วรรคสาม และ ต้องรับโทษตามมาตรา 122”

    ศาลฎีกาฯ ยังระบุถึงเหตุผล ที่ไม่รอ การลงโทษจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่า “ขณะเกิดเหตุ จำเลย เป็น นายกฯ ได้รับมอบหมายให้ บริหารราชการ แผ่นดิน เพื่อประโยชน์สูงสุด แก่ ทางราชการ และ ประชาชน แต่ จำเลย กลับฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งที่เป็น หัวหน้ารัฐบาล ต้องกระทำตัว ให้เป็น แบบอย่าง ที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงาม ตามจริยธรรม ของ นักการเมือง ให้เหมาะสม กับที่ ได้รับความไว้วางใจใน ตำแหน่งหน้าที่ อันสำคญยิ่ง จึงไม่สมควร รอการลงโทษ พิพากษาให้ จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี”

    ปกติแล้ว เมื่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่าอย่างไร จะถือเป็นที่สุด จำเลย ไม่มีสิทธิ์ อุทธรณ์ใดใดอีก แต่เพราะ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 (มาตรา 238 วรรค 3) เปิดช่องให้ จำเลย อุทธรณ์ได้ หากมี “พยานหลักฐานใหม่ ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ”

    พ.ต.ท.ทักษิณ จึงมีเวลา อุทธรณ์ 30 วัน แต่เมื่อครบกำหนด 19 พ.ย. เขาก็ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์นั้น อาจเพราะจำนนด้วย หลักฐาน และ ไม่มี พยานหลักฐานใหม่ ที่จะมา อุทธรณ์ นั่นเอง!

    การที่ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นถึง อดีตนายกฯ แต่กลับใช้ตำแหน่งนั้น ในทางมิชอบ ด้วยการเอื้อประโยชน์ให้ บุคคลในครอบครัว กระทั่งถูก ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก ส่งผลให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่เหลือเครดิตอีกต่อไป

    ขนาด ประเทศอังกฤษ ยังประกาศ ถอนวีซ่าของ พ.ต.ท. ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ไม่ให้เดินทางเข้าประเทศอีก ขณะที่ในไทยเอง ก็เริ่ม มีเสียงเรียกร้อง ว่า เมื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิ ของตำแหน่งนายกฯ แล้ว เขายังสมควร จะได้ครอง “เครื่องราชอิสริยาภรณ์” ที่ได้รับพระราชทานในฐานะ นายกฯ อยู่อีกหรือ ถึงเวลาที่จะต้อง ยึดคืนเครื่องราชฯ เหล่านั้นหรือยัง และ การที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ครองยศ ตำรวจ อยู่ด้วย แต่กลับประพฤติตน ไม่เหมาะสมแก่ เกียรติศักดิ์ ของ ตำรวจ กระทำการมิชอบจนถูก ศาลพิพากษา จำคุก เท่ากับนำความเสื่อมเสียมาสู่ วงการตำรวจนั้น ยังสมควรจะ ครองยศ “พ.ต.ท.” อยู่อีกหรือไม่?

    ซึ่งสื่อหลายสำนักได้ค้น ระเบียบ-กฎหมาย เกี่ยวกับการยึดคืนเครื่องราชฯ และ การถอดยศตำรวจ มาตีแผ่ให้สังคม ได้ทราบว่า กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไขดังกล่าว หรือไม่ ซึ่งปรากฏว่า เข้าทั้ง 2 กรณี

    โดยกรณีของ การยึดคืนเครื่องราชฯ นั้น มีระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วย การขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต เรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ ในฐานะนายกฯ ขณะนั้น เป็นผู้ลงนามเอง เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2548 ( ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 18 ส.ค. 2548 )

    ซึ่งระเบียบดังกล่าวได้กำหนด เงื่อนไขไว้ 8 ข้อ ที่เข้าข่ายต้องเรียกคืน เครื่องราชฯ ประกอบด้วย

    (1) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ ประหารชีวิต
    (2) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ จำคุก เว้นแต่ในความผิด อันได้กระทำ โดยประมาท หรือ ความผิดลหุโทษ
    (3) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือ คำสั่งของศาล ให้ทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมี ทรัพย์สิน เพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือเพราะ กระทำความผิด ตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปราม การฟอกเงิน
    (4) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือ ให้ออก เพราะกระทำผิดวินัย ตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือ ตามกฎหมาย อื่น โดยคำสั่ง อันถึงที่สุด
    (5) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือ ให้ออก เพราะกระทำผิดวินัย จาก รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานอื่น ของรัฐ โดยคำสั่งอันถึงที่สุด
    (6) เป็นผู้ถูกถอดถอน ออกจากตำแหน่ง ที่ดำรงอยู่ เพราะมี พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำความผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่า กระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม หรือ จงใจ ใช้อำนาจหน้าที่ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย
    (7) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้เป็น บุคคลล้มละลาย ทุจริต ตามกฎหมาย ว่าด้วยล้มละลาย
    (8 ) เป็นผู้ประพฤติตน ไม่สมเกียรติ หรือนำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไปใช้ ในกรณีไม่สมควร

    ซึ่งชัดเจนว่า กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าข่าย ข้อ 2 อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ จำคุก และ ดีไม่ดี อีกหน่อย อาจจะเข้าข่าย ข้อ 3 ด้วย ถ้า ศาลฎีกาฯ พิพากษาให ้ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ฐานร่ำรวยผิดปกติ

    เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ ผู้เกี่ยวข้อง ดำเนินการถอดยศ และ ยึดคืนเครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ แต่เรื่องก็เงียบในสมัย รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย พ.ต.ท. ทักษิณ กระทั่ง เปลี่ยนรัฐบาลมาเป็น รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเริ่มมีความคืบหน้าบ้างแล้ว ในส่วนของ การถอดยศ

    พล.ต.�.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ชี้ การถ�ดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่�งละเ�ียด�่�น ต้�งพิจารณา�ย่างร�บค�บ

    พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ชี้ การถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

    โดยเมื่อ วันที่ 8 ม.ค. พล.ต.ต.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บังคับการ กองวินัย เผยว่า กองวินัย ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไข องค์ประกอบ ตามระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 เนื่องจาก ถูกศาลพิพากษาจำคุก และ คดีถึงที่สุดแล้ว จึงได้ส่งเรื่องไปยัง กองกำลังพล เมื่อวันที่ 5 ม.ค. และว่า ขั้นตอนต่อไป ทาง กองกำลังพล จะต้องประมวลเรื่อง เพื่อเสนอไปยัง พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาดำเนินการ ถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ต่อไป

    ด้าน พล.ต.ต. ชนาภัทร เชยสมบัติ ผู้บังคับการ กองกำลังพล บอกว่า ได้รับเรื่องจาก กองวินัย แล้วเมื่อ วันที่ 7 ม.ค. และ ว่า กองกำลังพล ต้องนำมา พิจารณาประมวลว่า กรณีดังกล่าว เข้าระเบียบเกี่ยวกับ กำลังพล หรือไม่

    โดย กองกำลังพล จะทำไปตามขั้นตอน พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการยื้อ หรือ ประวิงเวลา แต่ขอเวลา ประมวลเรื่อง 1-2 วัน จากนั้น จะเสนอ พล.ต.อ. พัชรวาท เพื่อพิจารณา ดำเนินการ ตามขั้นตอนต่อไป

    ขณะที่ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูเหมือนจะหนักใจ กับเรื่อง การถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ โดยบอกว่า ยังไม่เห็น เรื่องนี้ เสนอขึ้นมา และ ว่า เรื่องนี้เป็น เรื่องละเอียดอ่อน ต้องให้ เจ้าหน้าที่ ไปพิจารณา ทุกแง่ทุกมุม ให้เกิดความชัดเจน ต้องดูเจตนาของ ระเบียบ และ รายละเอียดของระเบียบว่า เขียนไว้อย่างไร ซึ่งเจ้าหน้าที่ ต้องพิจารณา อย่างรอบคอบที่สุด

    วิชิต ปลั่งศรีสกุล ทนายความข�ง พ.ต.ท.ทักษิณ �้าง การถ�ดยศทักษิณ เป็นการจ�งเวรไม่เลิก

    วิชิต ปลั่งศรีสกุล ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้าง การถอดยศทักษิณ เป็นการจองเวรไม่เลิก


    ทั้งนี้ หลังมีข่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมพิจารณาเรื่อง ถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ปรากฏว่า ทีมทนาย และ โฆษกส่วนตัว ของ พ.ต.ท. ทักษิณ รวมทั้ง ส.ส. พรรคเพื่อไทย ต่างอยู่ไม่เป็นสุข และ พร้อมใจกัน ออกมาโวยวาย แทน พ.ต.ท. ทักษิณ โดย

    นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตแกนนำ พรรคไทยรักไทย ปัจจุบันเป็น ทนายความ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ รีบออกมาบอกว่า การจะถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ เหมือนเป็นการ จองเวร พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่เลิก พร้อมอ้างว่า เรื่องนี้ ฝ่ายกฎหมาย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้ตรวจสอบ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ ระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้ว พบว่า เจตนารมณ์ของกฎหมาย เรื่องการถอดยศนายตำรวจ นั้น เพื่อใช้ดำเนินการกับ ตำรวจ ที่ได้สร้าง ความเสียหาย เสื่อมเสียแก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยสร้างความเสียหายให้ สตช. ซ้ำยังสร้าง ความดีงามให้ สตช. มากมาย

    นายวิชิต ยังชี้ ด้วยว่า คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลสั่งจำคุก ไม่ใช่ คดีอาญา ปกติ แต่เป็น คดีการเมือง ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่า มีใครถูก ถอดยศ จาก คดีการเมือง นายวิชิต ยังตั้งข้อสังเกต การเดินหน้า เรื่องถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ด้วยว่า เพราะตำรวจ ที่ดำเนินการเรื่องนี้ (พล.ต.ต.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผบก.กองวินัย) นามสกุลเดียวกับ นักการเมืองใหญ่ใน พรรคประชาธิปัตย์ ใช่หรือไม่

    นพดล ปัทมะ �ดีตที่ปรึกษากฎหมายข�ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้ การถ�ดยศ เท่ากับต้�งการไล่บดขยี้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณหมดหนทางต่�สู้

    นพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้ การถอดยศ เท่ากับต้องการไล่บดขยี้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณหมดหนทางต่อสู้


    ด้าน นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า พล.ต.ต.ปัญญา เป็นญาติกับตนจริง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยสั่ง หรือ ขอร้องให้ ดำเนินการเรื่องนี้ พร้อมยืนยัน พล.ต.ต.ปัญญา ไม่เคยมาปรึกษา ดังนั้น จึงไม่ใช่ การกลั่นแกล้ง ทางการเมือง แน่นอน

    ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ก็ยืนยันว่า การพิจารณา ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องของฝ่าย ที่ต้องดำเนินการ ตามระเบียบ ไม่ได้มี การส่งสัญญาณใดใด ทั้งสิ้น และ ไม่ทราบว่า เรื่องนี้จะได้ข้อยุติอย่างไร ส่วนความเป็นไปได้ ในการขอคืน เครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ นั้น นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ยังไม่เห็นเรื่อง แต่ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามระเบียบ ระเบียบว่าอย่างไร ก็เอาตามนั้น ไม่มีการละเว้น และ กลั่นแกล้ง

    ด้าน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ออกมาปกป้องนาย โดยข้องใจว่า ระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่องการถอดยศ มีการบังคับใช้อย่างเสมอภาคหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา ไม่เห็นเคยมีข่าวการถอดยศตำรวจ ทั้งที่บางคนกระทำผิดร้ายแรงกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อีก

    ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็รีบออกมาชี้เช่นกันว่า การที่ ตำรวจ จะพิจารณาถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ เห็นชัดเจนว่า ต้องการไล่บดขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้หมดหนทางต่อสู้ ซึ่งถือว่า ไม่เหมาะสม เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นถึง อดีตนายกฯ เคยทำ คุณประโยชน์มากมาย ให้บ้านเมือง นายนพดล ยังฝากถึง ตำรวจ และ ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ในขณะนี้ ด้วยว่า “คนล้มอย่าข้าม”

    ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่�ไทย เตรียมถาม รัฐบาล จะแก้ปัญหา�ย่างไร ถ้าคนรักทักษิณ ไม่พ�ใจ การถ�ดยศ

    ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เตรียมถาม รัฐบาล จะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าคนรักทักษิณ ไม่พอใจ การถอดยศ


    ด้าน ร.ต.ท. เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก็ได้เตรียม ยื่นกระทู้ถาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในการประชุมสภา สมัยสามัญ ที่จะมีขึ้น ในวันที่ 21 ม.ค. นี้ โดย 1 ใน 3 ประเด็น ที่ ร.ต.ท.เชาวริน จะถาม ก็คือ รัฐบาล จะแก้ปัญหาอย่างไร หากการถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ส่งผลให้ ประชาชนที่ยัง รักและศรัทธา ต่อผลงานของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ออกมาประท้วง หรือ แสดงความไม่เห็นด้วย กับ การดำเนินการ ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก็พูดถึง การเสนอถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ว่า แม้ในระเบียบ สามารถกระทำได้ แต่ที่ผ่านมา ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งนี้ ร.ต.อ. เฉลิม อ้างว่า การถอดยศ จะทำได้กับ ตำรวจ ที่ยังรับราชการอยู่ เท่านั้น โดยประพฤติชั่วร้าย หรือ เป็นเรื่องทุจริต ต้องจำคุก แต่กรณี ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้ออกจากราชการ มานานกว่า 30 ปีแล้ว และที่สำคัญ ร.ต.อ. เฉลิม ย้ำว่า คำสั่งของ ศาลฎีกาฯ ในคดีทุจริต ซื้อขายที่ดินรัชดาฯ ไม่เข้าข่าย ที่จะนำมากล่าวอ้างว่า มีการกระทำทุจริต

    ร.ต.อ. เฉลิม ยังชี้ด้วยว่า หากรัฐบาล ดำเนินการ เรื่องถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ใช้อารมณ์กลั่นแกล้ง และ จะยิ่งสร้าง ความแตกแยก ให้บ้านเมืองมากขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับ กรณีของ พล.ต.ท. ชลอ เกิดเทศ (ผู้ต้องหาคดีอุ้มฆ่า แม่ลูก ตระกูลศรีธนะขันฑ์ ที่ศาลอุทธรณ์ ตัดสินประหารชีวิต) และ นายตำรวจคนอื่นๆ ที่ถูกจำคุก นานถึง 14 ปี กลับไม่มีการถอดยศ

    ร.ต.�.เฉลิม �ยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่�ไทย บิดเบื�นข้�เท็จจริง ด้วยการ�้างว่า การถ�ดยศ จะทำเฉพาะกับ ตร.ในราชการ เท่านั้น

    ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย บิดเบือนข้อเท็จจริง ด้วยการอ้างว่า การถอดยศ จะทำเฉพาะกับ ตร.ในราชการ เท่านั้น


    ทั้งนี้ หากพิจารณาคำอ้างของ ร.ต.อ. เฉลิม ที่ว่า “การถอดยศตำรวจ จะทำกับตำรวจ ที่ยังรับราชการอยู่เท่านั้น” จะพบว่า เป็นการอ้างเท็จ เพราะระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 ที่ออกตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 สมัย พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ เป็น ผบ.ตร. ระบุไว้ชัดว่า การเสนอถอดยศสามารถ ดำเนินการได้ ทั้งกับ ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และ ที่พ้นจาก ราชการตำรวจ ไปแล้ว โดยกำหนดเงื่อนไข การกระทำ ที่เข้าข่ายถูกเสนอถอดยศไว้ 7 ข้อ ประกอบด้วย

    (1) ต้องคำพิพากษาของศาล ถึงที่สุด ว่าทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แม้ศาลจะ พิพากษารอการกำหนดโทษ หรือ กำหนดโทษ แต่รอการลงโทษไว้ ก็ตาม
    (2) ต้องคำพิพากษาของศาล ถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก หรือ โทษที่หนักกว่า จำคุก เว้นแต่ ความผิดลหุโทษ หรือ ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
    (3) ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะก่อให้เกิดหนี้สินขึ้น โดยทุจริต
    (4) กระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และ มีคำสั่งลงโทษไล่ออก จากราชการ
    (5) ประพฤติชั่วร้ายแรง สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐ
    (6) ต้องหาในคดีอาญา แล้วหลบหนีไป สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐ
    (7) ถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะขาดคุณสมบัติ มาตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุเป็น ข้าราชการตำรวจ

    ซึ่งชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าข่ายถูกถอดยศ ทั้งตามข้อ 2 และข้อ 6 คือ ต้องคำพิพากษาของศาล ถึงที่สุดให้ ลงโทษจำคุก และ ต้องหาใน คดีอาญา แล้วหลบหนีไป

    การกล่าวอ้างของ ร.ต.อ.เฉลิม จึงเข้าข่ายเจตนา บิดเบือนข้อเท็จจริง ต่อสาธารณชน เพียงเพื่อปกป้อง หรือ ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น


    เห็นปฏิกิริยาของ บรรดาแกนนำ พรรคเพื่อไทย และ คนรอบข้าง พ.ต.ท. ทักษิณ แล้ว ลองมาฟังมุมมองของ ฝ่ายอื่นๆ ในสังคมกันบ้างว่า จะรู้สึกอย่างไรกับ การถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ รวมถึง การยึดคืน เครื่องราชฯ ด้วย

    พล.ต.ท. สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ให้สัมภาษณ์ วิทยุผู้จัดการ โดยยืนยันว่า พ.ต.ท. ทักษิณ สมควรถูกถอดยศ เพราะเข้าหลักเกณฑ์ ระเบียบของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชัดเจน ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ และ หากผู้เกี่ยวข้อง ไม่ดำเนินการ ก็จะถูกดำเนินคดี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ หาก ผบ.ตร. ไม่ดำเนินการ ผบ.ตร. ก็อาจจะต้องติดคุกแทน

    เมื่อเข้าหลักเกณฑ์แล้ว เจ้าหน้าที่เขาไม่ทำเนี่ย เขาก็มีความผิด และ เขาก็ต้อง ถูกออกจากราชการ และ เขาก็ต้องถูก ดำเนินคดี ละเว้นการปฏิบัติ ตามหน้าที่

    (ถาม – แต่ดูเหมือนสุ้มเสียง ของ พล.ต.อ. พัชรวาท จะค่อนข้างหนักใจ บอกว่า เรื่องนี้ละเอียดอ่อน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ?)


    ไม่มีคำว่า ละเอียดอ่อน หรอกครับ มียศแบบนี้ แล้วผิดระเบียบอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่องละเอียดอ่อน ถ้า ท่านพัชรวาท ไม่ดำเนินการ พัชรวาท ก็เข้าคุกแทน ถูกมั้ย ชัดเจนอยู่แล้ว ผมไม่ได้มองคำว่า ละเอียดอ่อน เลย

    พงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ข้�งใจ มีการเลื�กปฏิบัติกับ พ.ต.ท.ทักษิณหรื�ไม่ในการถ�ดยศ

    พงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ข้องใจ มีการเลือกปฏิบัติกับ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ในการถอดยศ


    (ถาม – คุณพงศ์เทพ โฆษกส่วนตัว คุณทักษิณ บอกว่า ที่ผ่านมา เห็นตำรวจ ทำผิดร้ายแรงกว่า คุณทักษิณ ไม่เห็นถูกถอดยศเลย?)


    ต้องคดีสิ้นสุดนะ อย่างคุณทักษิณ คดีเรื่องนี้เนี่ย มันสิ้นสุดไปแล้ว


    (ถาม – มีคนยกตัวอย่างว่า ทำไม พล.ต.ท ชลอ เกิดเทศ ถึงไม่ถูกถอด?)


    อันนี้คดียังไม่สิ้นสุดฮะ อันนี้ ไม่ต้องมาเปรียบเทียบเลย เรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุด


    (ถาม – บางคนบอกว่า เพราะคุณทักษิณถูกจับตา อยู่ในความสนใจ ก็เลยต้องถอดยศใช่มั้ย?)


    ผมว่า ข้อที่ 1 มันเป็นระเบียบ ข้อที่ 2 การเป็นนายกฯ ก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย ถ้าหากว่าคนดังๆ ไม่ทำเป็นตัวอย่าง ก็ทำให้คนอื่นๆ ที่เป็น ข้าราชการ เนี่ย ก็ งั้นก็ไม่เป็นไร! มันก็เป็นมาตรการหนึ่ง ที่จะลงโทษ คนที่เป็นข้าราชการ อยู่ใน พ.ร.บ. ตำรวจ ได้เห็นว่า ถ้าเราทำผิดติดคุกไป เราก็ถูกถอดยศ อย่างนี้แหละ


    ส่วนทางด้าน สภาทนายความ ซึ่งเคยออกแถลงการณ์ ก่อนหน้านี้ ว่า หากคดีซื้อที่รัชดาฯ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี ถึงที่สุดแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องดำเนินการ ปลด และ ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้ง สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก็ต้องเรียกคืน เครื่องราชฯ ทั้งหมดที่ พ.ต.ท. ทักษิณได้รับ กลับคืนโดยเร็วนั้น


    ล่าสุด แหล่งข่าวจาก สภาทนายความ ก็ยืนยันว่า การถอดยศ และ การยึดคืน เครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ ถือเป็น การดำเนินการ ตามกฎหมาย ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ ตามที่บางฝ่ายกล่าวอ้าง ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้อง ที่ต้องดำเนินการ ไม่ควรยื้อเวลา พิจารณาเรื่องนี้ หาไม่แล้ว จะโดนกฎหมาย เล่นงาน เสียเองได้


    “คำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เป็นหน้าที่ กฎหมายบังคับให้ปฏิบัติ คงไม่ใช่เลือกปฏิบัติ เพราะข้อเท็จจริง มันประจักษ์ชัด นี่ไม่ใช่เฉพาะ ตำรวจ สำนักเลขาธิการ ครม. ก็ต้องถอด เครื่องราชอิสริยาภรณ์

    (ถาม-กังวลมั้ย เพราะสุ้มเสียงของท่าน พัชรวาท บอกว่า เรื่องนี้เป็น เรื่องละเอียดอ่อน เราต้องพิจารณา อย่างรอบคอบ?)

    มันเป็นข้อพิจารณา ของผู้มีหน้าที่ดำเนินการ ตามกฎหมาย จะใช้เวลาเท่าไหร่ ใช้เวลานานเกินไป มันก็ทำให้ มีข้อพิรุธ แต่ถ้าเป็นเรื่องของ การพิจารณาโดยหลักการ และ เหตุผล ก็ว่ากันไป ดูว่ามีอะไร ถ้ายังไม่ตัดสินใจ จะตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมา กลั่นกรอง ก็ว่ากันไป

    (ถาม-ทางอดีต แกนนำไทยรักไทย บอกว่า เพราะ ผู้บังคับการ กองวินัย นามสกุล “เอ่งฉ้วน”ใช่มั้ย?)

    ถ้าเขาไม่ทำ (ไม่ถอดยศ)สิ เขาจะผิด ไปอ่านกฎหมายดูให้ดี จะ ทักษิณ ชินวัตร หรือใคร ถ้าในอดีต เขาไม่เคยทำ (ผิด) เขาเคยปลดมั้ย จะ “เอ่งฉ้วน” หรือ อะไร ผมคิดว่า ก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำ เขาจะโดน กฎหมายเล่นงาน”

    แหล่งข่าวจาก สภาทนายความ ยังเชื่อด้วยว่า การถอดยศ และ การยึดคืน เครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ จะไม่เป็นเงื่อนไข ที่นำไปสู่ความรุนแรง จากกลุ่ม นปช. หรือ คนเสื้อแดง เพราะถึงแม้จะมี กระแสที่รัก พ.ต.ท. ทักษิณ มากจนไม่ดูว่า อะไรผิดอะไรถูก แต่ก็ควรจะรู้ว่า กรณีนี้ไม่ใช่ กรณีที่ ใครผิดใครถูก เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ผิดจริงๆ และ ศาลฎีกาฯ ก็ตัดสินแล้ว

    ด้าน พล.ต.ท. สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการ ตำรวจสันติบาล ก็ฝากถึง บรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาพูด โจมตี การเสนอถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ว่า แทนที่ นักการเมืองเหล่านี้ จะมาพูดเฉไฉ เพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท. ทักษิณ ควรจะทำตัวเป็น นักการเมืองที่ดี ด้วยการพูดให้ เด็กรุ่นหลัง ได้เห็นว่า

    คนที่เป็น นายกฯ ต้องเป็น ตัวอย่างที่ดี ต่อไป ใครมาปกครองบ้านเมือง หรือ เป็นข้าราชการ มียศมีตำแหน่ง ก็ต้องทำตัวให้ดี ไม่เดินตามแบบ อดีตนายกฯ บางคน ที่เดินทางผิดแบบนี้!!

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ อมรรัตน์ ล้อถิรธร…รายงาน 14 มกราคม 2552 16:27 น.
    http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004254


    พิมพ์ ข่าวนี้ รายงานพิเศษ : แค่ถอดยศ “ทักษิณ”…จะเป็นจะตายกันเชียวหรือ?

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    กระบวนการ ถอดยศ “นช.ทักษิณ” กลั่นแกล้ง หรือ กฏหมายกำหนด


    ถอดยศ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ถูกกลั่นแกล้ง หรือ กฏหมายกำหนด
    552000000384901
    การดำเนินการ ถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้อื้อฉาว กลายเป็นประเด็นร้อน ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา วิพากษ์วิจารณ์ กันอย่างครึกโครม ตั้งแต่เริ่มศักราชใหม่

    เมื่อ กองวินัยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ หน่วยงานต้นเรื่อง ได้รวบรวมข้อมูล เสนอไปยัง กองกำลังพล เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา พร้อมชี้ชัดว่า กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไข องค์ประกอบ ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศ พ.ศ. 2547 ถือเป็น การเริ่มกระบวนการถอดยศ อย่างเป็นทางการ

    สำหรับปฐมบทของเรื่องนี้ เริ่มจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งถูก ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา จำคุก 2 ปี ในคดี ทุจริต จัดซื้อที่ดิน จากกองทุน เพื่อการฟื้น และ พัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ซึ่งเป็น ความผิด ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และ 122 ขณะเดียวกัน ยังเป็นนักโทษ หลบหนีคดีอาญา

    กรณีดังกล่าว จึงเป็นเหตุสำคัญ ที่จะทำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกเรียก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) หรือ เทียบเท่า ชั้น “เจ้าพระยา” ที่ได้รับพระราชทานคืน ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย การขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต เรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548

    นอกจากนี้ ยังเป็นเหตุสำคัญ ที่จะทำให้ ถูกถอดยศ “พ.ต.ท.” ตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และ ระเบียบ สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 โดยระเบียบดังกล่าว ระบุเหตุผลว่า “เนื่องจากผู้ที่ดำรงอยู่ใน ยศตำรวจ สมควรจะประพฤติ หรือ วางตนให้เหมาะสมแก่ เกียรติศักดิ์ มิฉะนั้น ย่อมเป็นทางนำ ความเสื่อมเสีย มาสู่หมู่คณะ โดยเหตุผลดังกล่าว หากผู้ใดประพฤติ หรือ วางตนให้ เหมาะสมแก่ เกียรติศักดิ์ ไม่ได้ ก็ไม่สมควร จะดำรงอยู่ใน ยศตำรวจต่อไป”

    จากระเบียบดังกล่าว จะเห็นว่า พฤติกรรม ของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไข ในการ “ถอดยศ” ถึง 2 ข้อ ด้วยกัน คือ


    หนึ่ง ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก หรือ โทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ ความผิดลหุโทษ หรือ ความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาท

    สอง ต้องหาในคดีอาญา แล้วหลบหนีไป สำหรับ ผู้ที่มิได้อยู่ในราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐ

    เมื่อกฎหมายระบุ ชัดไว้เช่นนี้แล้ว การไม่ดำเนินการ กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ผู้มีหน้าที่ รับผิดชอบตามกฎหมาย อันได้แก่ กองวินัย และ กองกำลังพล จะเรียกว่า ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ คงไม่ต้องตอบ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการคลายข้อกังขาที่ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกกลั่นแกล้ง มีสองมาตรฐาน หรือ เลือกปฏิบัติ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้ อย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว ชนิดที่ ไม่ต้องตีความ อะไรกันอีก


    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้า กรณี พ.ต.ท. ทักษิณ มีข้าราชการตำรวจนอกแถว จำนวนไม่น้อย ที่ถูกถอดยศ จากการสืบค้น จากประกาศ ราชกิจจานุเบกษา พบว่า นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร นายแรก ที่ถูกถอดยศ คือ

    พ.ต.ต. หลวงพิศนุแสน(สุด ประทีปจิต) ซึ่งถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ จำคุก 11 ปี 4 เดือน ในความผิด ฐานยักยอกเงิน ของ กรมตำรวจนครบาล ถูกถอดยศ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2472

    หลังจากนั้น ก็มี ตำรวจถูกถอดยศ กว่า 100 นาย ในจำนวนนี้มี ตำรวจ ยศ พล.ต.จ. (พลตำรวจจัตวา เทียบเท่า พ.ต.อ.พิเศษ ปัจจุบันไม่มีแล้ว) 2 นาย คือ

    พล.ต.จ. ทม จิตรวิมล และ พล.ต.จ. ผาด ตุงคะสมิต ประจำกรมตำรวจ ก่อเหตุฆ่า 4 รัฐมนตรี ศัตรูทางการเมืองของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งถูก ศาลฎีกาพิพากษาให้ จำคุกตลอดชีวิต จึงมี พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ ถอดยศ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2505

    หลังมีการประกาศใช้ ระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศ พ.ศ.2547 เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2547 ซึ่งระเบียบ ดังกล่าว ลงนามโดย พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร. ในสมัยนั้น ตรงกับ สมัยรัฐบาล ทักษิณ 2 มีข้าราชการตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร ถูกถอดยศไปแล้ว ทั้งสิ้น 62 นาย เฉลี่ยปีละ กว่า 10 นาย แยกเป็น นายตำรวจระดับ
    พ.ต.ท. 16 นาย
    พ.ต.ต. 12 นาย
    ร.ต.อ. 24 นาย
    ร.ต.ท.9 นาย และ
    ร.ต.ต. 1 นาย


    เหตุที่ทำให้ นายตำรวจ เหล่านี้ถูก ถอดยศ มีด้วยกัน 2 ประการ คือ

    ประการแรก ทำผิดคดีอาญา ซึ่งศาลพิพากษา จำคุกถึงที่สุด เช่น
    มียาเสพติดไว้เพื่อจำหน่าย
    ทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
    ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฆ่าผู้อื่น เป็นต้น

    ประการที่สอง คือ ทำผิดวินัยร้ายแรง ถูกปลด หรือ
    ไล่ออกจากราชการ
    ละทิ้งหน้าที่ราชการ ติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน
    ยักยอกทรัพย์สิน ทางราชการ เป็นต้น


    กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งเป็น อดีตข้าราชการตำรวจ แม้จะเคยเป็น นายกรัฐมนตรี แต่เมื่อทำผิดกฎหมาย และ ถูกศาลพิพากษา ลงโทษจำคุก การถูกถอดยศ จึงเป็นชะตากรรม ที่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับ เพื่อนข้าราชการตำรวจนอกแถว ที่ถูกถอดยศ ไปก่อนหน้านี้

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2552 10:50 น.
    http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004029


    พิมพ์ ข่าวนี้ ถอดยศ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ถูกกลั่นแกล้ง หรือ กฏหมายกำหนด

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
    « Previous PageNext Page »

    Blog at WordPress.com.