Accom Thailand

May 20, 2009

ตร.จับ ม็อบเสื้อแดง ทุบรถนายกฯ คาสนามมวยลุมพินี เพิ่ม 1 คน


ตร.จับเพิ่ม ม็อบเสื้อแดง ทุบรถนายกฯ คาสนามมวย ลุมพินี
นายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี สวมเสื้อสีน้ำเงิน ผู้ต้องหา กลุ่มนปช. บุกรุก กระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับ ลำดับที่ 19

นายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี สวมเสื้อสีน้ำเงิน ผู้ต้องหา กลุ่มนปช. บุกรุก กระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับ ลำดับที่ 19


ตร.จับกุม นปช. ไล่ทุบรถนายกฯ เพิ่มอีก 1 ราย ขณะเข้าไปดูมวยที่ เวทีลุมพินี เบื้องต้น ผู้ต้องหา รับอยู่ในเหตุการณ์จริง แต่ไม่ได้ทุบรถนายกฯ ด้านพนักงานสอบสวน แจ้งข้อหา ชิงทรัพย์ บุกรุก กักขังหน่วงเหนี่ยว และ พกพาอาวุธปืน ก่อนส่งตัว ดำเนินคดี สน.สำราญราษฎร์


เมื่อวานนี้ (19 พ.ค.) เวลา 21.30 น. พ.ต.ท.ปิโยรส กัณหะศิริ สว.สส.สน.ลุมพีนี พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน นำ หมายจับ ศาลแขวงดุสิต เลขที่ 1274/2552 ลงวันที่ 9 พ.ค. 2552 เข้าจับกุมตัว นาย อรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี ผู้ต้องหา กลุ่มม็อบเสื้อแดง ที่ก่อเหตุ บุกรุกกระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกฯ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ที่บริเวณหน้า สนามมวยลุมพินี ถนนพระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.


จากนั้นจึงควบคุมตัว มาสอบสวนที่ สน.ลุมพินี เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้ง 4 ข้อหา คือ
ตำรวจแสดงภาพ ผู้ต้องหา ตามหมายจับ พร้อมรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท

ตำรวจแสดงภาพ ผู้ต้องหา ตามหมายจับ พร้อมรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท


1. ข้อหาชิงทรัพย์
2. ข้อหา ร่วมกันบุกรุก สถานที่ราชการ
3. ข้อหา หน่วงเหนี่ยวกักขัง และ
4. ข้อหาร่วมกันมีและพกพาอาวุธปืน ก่อนนำตัวส่ง สน.สำราญราษฎร์ ท้องที่เกิดเหตุ


พ.ต.ท.ปิโยรส เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุมี พลเมืองดีแจ้งว่าพบ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ขณะกำลังเข้าไปดู การแข่งขันชกมวย ที่สนามมวยลุมพินี จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ ฝ่ายสืบสวนฯ ก่อนเชิญตัว มาสอบที่ ห้องสืบสวน และ แจ้งข้อหา ก่อนส่ง สน.ท้องที่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

ด้าน พ.ต.อ. สมประสงค์ เย็นท้วม ผกก.สน.ลุมพินี กล่าวว่า พลเมืองดีได้แจ้งว่า พบบุคคลตามหมายจับ คดีทุบรถนายกฯ ที่กระทรวงมหาดไทย ภายใน สนามมวยลุมพินี ตำรวจฝ่ายสืบสวน จึงรอ กระทั่ง มวยเลิก แล้วจับกุม และ ทำการสอบสวน

เบื้องต้น นายอรุณ ให้การ ภาคเสธ โดยรับว่า เป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับ และ อยู่ในเหตุการณ์ วันดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ร่วม ทุบรถยนต์ นายกฯ

ส่วนกรณี ที่เข้าแย่งอาวุธปืน จาก เจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของ นายกรัฐมนตรี เนื่องจาก เกรงว่า รปภ. คนดังกล่าว จะยิงปืน สำหรับพลเมืองดี ที่แจ้งเบาะแส จะได้รับรางวัลนำจับ จำนวน 50,000 บาท

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2552 03:07 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร



อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่

ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร
ออกหมายจับ “สุภรณ์” แรมโบ้อีสาน – พวกทุบรถ “มาร์ค-นิพนธ์”
“วรพงษ์” ตั้ง 1 ล้าน ล่า! 20 เสื้อแดง รุมฆ่า นายกฯ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

May 19, 2009

ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย ว่าไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ


ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร
นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย รับสารภาพว่า เป็นบุคคลในภาพ ตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุ ไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ ไปร่วมชุมนุม เท่านั้น

นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย รับสารภาพว่า เป็นบุคคลในภาพ ตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุ ไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ ไปร่วมชุมนุม เท่านั้น


รวบแดงถ่อย! บุกรุกทำลาย ทรัพย์สินราชการ ในกระทรวงมหาดไทย ตำรวจชุดสืบสวนสะกดรอยตาม ขณะกำลังจะไปตลาดคลองเตย จากการรับแจ้งพบผู้ต้องสงสัยมีหมายจับ เจ้าตัวสารภาพเป็นคนในภาพตามหมายจับจริง รับอยู่ร่วมสร้างความฉิบหายในวันเกิดเหตุ แต่ยังปากแข็งไม่ได้ร่วมทุบรถ


วันนี้ (19 พ.ค.) พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผกก.สส.น.6 พร้อมเจ้าหน้าที่ ชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมตัว นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 224/126 ม.5 ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ผู้ต้องหา ลำดับที่ 10 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ออกหมายจับ กรณีร่วมกันบุกรุก และ ทำลายทรัพย์สิน ทางราชการ ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา ตามหมายจับ ที่ 1010/2552 ลงวันที่ 15 เม.ย.2552


พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน ได้รับแจ้งว่า พบบุคคล ต้องสงสัย เป็นบุคคลเดียว กับที่มี การออกหมายจับ บริเวณท้องสนามหลวง เจ้าหน้าที่ จึงเข้าตรวจสอบ และพบว่า ผู้ต้องสงสัย รายดังกล่าว กำลังจะเดินทางไป ตลาดคลองเตย จึงติดตาม จนสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณสะพานมอญ ถ.วังบูรพา แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กทม. เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหา ยอมรับว่า เป็นบุคคลในภาพจริง จึงควบคุมตัวมาส่ง พนักงานสอบสวน ที่ สน.สำราญราษฎร์ ดำเนินคดี ข้อหาร่วมกันบุกรุก และ ทำให้เสียทรัพย์ โดยหากมีการยื่นขอประกันตัว ก็มีการตั้งวงเงินไว้ 300,000 บาท

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวต่อว่า การจับกุม กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ก่อเหตุนั้น เป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากมีเพียง ภาพถ่าย ไม่มีชื่อนามสกุล หรือ แม้แต่ที่อยู่ เพราะฉะนั้น นอกเหนือจาก แนวทาง การสืบสวน แล้ว ต้องอาศัยความร่วมมือ จากประชาชน ช่วยแจ้งเบาะแสด้วย ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมกับ ทางผู้บัญชาการแล้วว่า อาจจะนำภาพถ่ายผู้ต้องหา ที่ถูกออกหมายจับ ไปทำเป็นโปสเตอร์ คล้ายๆกับ ปฏิทินโจร ของบช.น. แล้วนำไปติดไว้ตามสถานที่สำคัญๆ เพื่อให้ประชาชน ที่พบเห็น หรือรู้จักช่วยแจ้งเบาะแส

สภาพคนขับรถของ นายนิพนธ์ เลขาฯ นายก ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทุบทำร้าย

สภาพคนขับรถของ นายนิพนธ์ เลขาฯ นายก ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทุบทำร้าย


เบื้องต้น จากการสอบสวนผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า เป็นบุคคล ในภาพตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดงจริง แต่ไม่ได ้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ไป ร่วมชุมนุมเท่านั้น และ ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่รู้จักกับ คนอื่นๆ ที่ปรากฏเป็น ข่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.กล่าวว่า สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ออกหมายจับ กลุ่มผู้ชุมนุม ที่ก่อเหตุ พยายามฆ่านายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงมหาดไทย จำนวน 20 ราย แต่ในสำนวน การสอบสวน ที่ขอหมายจับ ต่อศาลนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีเพียงภาพถ่าย ยังไม่ทราบชื่อ และ ที่อยู่ของผู้ต้องหา จึงขอความร่วมมือ จากประชาชน หากทราบหน้า ของผู้ต้องหา ในภาพถ่าย ชื่อที่อยู่ และ แจ้งเบาะแส จนเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ ก็จะมีรางวัลนำจับ ให้ประชาชน ที่แจ้งเบาะแส ผู้ต้องหารายละ 50,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหา มีทั้งหมด 20 ราย เป็นเงินรางวัลนำจับรวม 1 ล้านบาท

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2552 18:33 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร



อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่
ออกหมายจับ “สุภรณ์” แรมโบ้อีสาน – พวกทุบรถ “มาร์ค-นิพนธ์”
“วรพงษ์” ตั้ง 1 ล้าน ล่า! 20 เสื้อแดง รุมฆ่า นายกฯ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 4, 2009

ศาลปกครอง เรียก “พัชรวาท”- บก.มติชน แจง หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครอง


ศาลปกครองเรียก “พัชรวาท”- บก.มติชน แจง หลังอ้าง
ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ศาลปกครองสูงสุด เรียก ผบ.ตร. และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด ระบุ ทำให้ประชาชน เข้าใจผิด คิดว่า ศาลปกครอง คุ้มครอง ASTV ทั้งที่ มีความเหมือน ดีสเตชั่น เผย


กรมประชาฯ ถอนอุทธรณ์คดีที่ แพ้ ASTV โดย ศาลปกครองสูงสุด สั่งจำหน่ายคดี ออกจากสารบบแล้ว
ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด


วันที่ 4 พ.ค.รายงานข่าวจาก สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง แจ้งว่า สืบเนื่องจาก กรณีตามหนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 เมษายน 2552 หน้า 2 ลง บทความ “คำแถลง สนง.ตร. แจงเหตุ คดีเหลือง-แดง ต่างกัน” และ มีประเด็นข้อความ ในลักษณะ แนวคำตอบ ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และคณะ ฯลฯ” ซึ่งข้อความในบางตอนระบุว่า “ดีสเตชั่น ถูกจับดำเนินคดี ในข้อหาผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วน เอเอสทีวี มีข้อจำกัด ไม่สามารถจับกุมดำเนินคดีได้ เนื่องจาก ได้รับความคุ้มครอง ตามคำสั่ง ศาลปกครองสูงสุด ที่ 147-148/2549 ลง วันที่ 24 เมษายน 2549 ปัจจุบัน ยังได้รับ ความคุ้มครอง ตามคำสั่ง ดังกล่าวอยู่”
ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้างดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้างดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุด



โดยประเด็น ข้อความดังกล่าว บ่งบอกถึง เจตนาของผู้ให้ข้อความ ต้องการให้ ประชาชน หรือ ผู้อ่านเข้าใจผิด ว่า

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครอง เอเอสทีวี ผู้กระทำความผิดเฉกเช่นเดียวกับ ดีสเตชั่น จนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถจับกุมดำเนินคดี ในมาตรฐานเดียวกันกับ ดีสเตชั่น ซึ่งเป็นข้อความที่ สื่อความหมาย ผิดไปจาก ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โดยประเด็น ข้อความดังกล่าว ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อเผยแพร่ หรือ โฆษณา ต่อ สาธารณชน ถือไม่ได้ว่า เป็นการ วิจารณ์การพิจารณา หรือ การพิพากษาคดี ของ ศาลปกครองสูงสุด ด้วยวิธีการทางวิชาการ

อันเป็นการกระทำ ที่น่าจะเข้าข่าย ผู้กระทำความผิด ฐานละเมิด อำนาจศาล ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้ง ศาลปกครองฯ พ.ศ.2552 ประกอบมาตรา 32(2) แห่ง ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณา ความแพ่ง

ศาลปกครองสูงสุด จึงมีคำสั่ง ลงวันที่ 29 เมษายน 2552 ถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ นายสุวพงษ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการ ผู้พิมพ์โฆษณา หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน เรียกให้ เข้าไปให้ถ้อยคำต่อ ศาลในเรื่องนี้ โดยศาล นัดไต่สวน ใน วันที่ 13 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.30 น.ที่ศาลปกครองสูงสุด ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดี ที่ 12

ทั้งนี้ การที่ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเรียก ผู้เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำต่อศาล ในเรื่องดังกล่าวนั้น เนื่องจาก เห็นว่า ข้อความตอนหนึ่งที่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ คณะ ได้แถลงต่อ สาธารณชน ตามที่ปรากฏใน ข่าวของ หนังสือพิมพ์มติชน ดังกล่าวนั้น

ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่าเป็นการให้ข้อมูล ที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และผิดไปจากข้อเท็จจริง แห่งคดี ซึ่งอาจทำให้ ประชาชน เกิดความเข้าใจผิด ได้ว่า ศาลปกครอง ปฏิบัติ สองมาตรฐาน

จึงเห็นควรเรียกให้ บุคคลทั้งสองราย เข้ามาให้ถ้อยคำต่อศาล เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ในประเด็นที่เกิดขึ้น รวมทั้งเพื่อ จะได้ทำให้เกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับข้อเท็จจริง แห่งคดีต่อไป

นอกจากนี้ สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง ได้เผยแพร่ บทความ เรื่อง คดีเอเอสทีวี (ASTV) ที่เคยตีพิมพ์ใน

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2551 คอลัมน์นิติปกครอง โดย นายมหาชน เพื่อชี้แจง ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการพิจารณาคดีเอเอสทีวี ของ ศาลปกครอง

ซึ่งเป็นคดีที่ ฝ่ายเอเอสทีวี ได้ฟ้อง กรมประชาสัมพันธ์ ที่สั่งให้ กสท ระงับ การให้บริการดาวเทียมโกล็บแซต แก่ เอเอสทีวี เมื่อต้นปี 2549 ซึ่งศาลปกครองกลาง มี คำพิพากษา ให้ เอเอสทีวี ชนะคดี เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 โดยให้ กรมประชาสัมพันธ์ ชดใช้ค่าเสียหาย 120,000 บาท หลังจากนั้น ฝ่ายกรมประชาสัมพันธ์ ได้ยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลปกครองสูงสุด

สำนักงาน ประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ศาลปกครอง ชี้แจงข้อเท็จจริง อีกว่า คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1-3 ได้มีการอุทธรณ์ คำพิพากษาขอ งศาลปกครอง ชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) ต่อ ศาลปกครองสูงสุด และ ในเวลาต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสามรายดังกล่าว ได้ร้องขอถอนอุทธรณ์ คำพิพากษาฯ

ศาลปกครองสูงสุด จึงได้มีคำสั่งคดี หมายเลขแดง ที่ อ.515/2551 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 อนุญาตให้ ถอนอุทธรณ์คำพิพากษา และ ให้จำหน่ายคดี ออกจากสารบบความ


สำหรับคดีนี้ บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พวกรวม 9 คน เป็นผู้ฟ้องคดีต่อ
กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
นายดุษฎี สินเจิมศิริ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
นางภัทรียา สุมะโน รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3
บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 4
นายพิศาล จอโภชาอุดม รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และ
นายจิรชัย สีจร รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6

ในกรณีที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่มีคำสั่ง ระงับการให้บริการ เครือข่ายดาวเทียมโกลบแซต ในการเผยแพร่ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และ ระงับการให้ บริการ ระบบ อินเทอร์เน็ต ทั้งที่ บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม ไม่ได้กระทำการ ผิดสัญญาใดๆ จึงเป็นคำสั่ง ทางปกครอง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 37 ที่ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพ ในการสื่อสาร ถึงกัน และ พ.ร.บ. ว่าด้วย ธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2545 นอกจากนี้ ยังขัดต่อ รัฐธรรมนูญมาตรา 39 วรรค 3 ในเรื่องของ การจำกัด สิทธิเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็น ของ สื่อมวลชน

บทความเรื่อง “คดีเอเอสทีวี (ASTV)” ที่เคยตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2551 คอลัมน์ นิติปกครอง โดย นายมหาชน

คดีเอเอสทีวี (ASTV)

ความพยายามของรัฐบาล ที่ต้องการยุติ การออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) ยังคงมีอยู่ ตลอดมา โดยอ้างว่า สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ไม่ได้รับอนุญาต ให้จัดตั้งสถานี เพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ และเป็น สื่อที่ปลุกระดมมวลชน

ท่านที่ติดตามข่าวคงจำได้ว่า คดีนี้ศาลปกครองกลาง ได้เคยมีคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราว ให้ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว สามารถออกอากาศได้ ตามที่ ผู้ฟ้องคดีคือ บริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด และ พวกได้ร้องขอ และ ต่อมา ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืน ตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ในการคุ้มครอง การออกอากาศ ของ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ต่อไป จนกว่า คดีจะถึงที่สุด หรือ จนกว่าศาล จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

กระทั่งใน วันที่ 31 มกราคม 2551 ศาลปกครองกลาง จึงได้มีคำพิพากษา ตัดสินในคดี โดยตัดสินให้ กรมประชาสัมพันธ์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) เป็นฝ่ายแพ้คดี และ ต้อง ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน จำนวน 120,000 บาท

ขณะนี้ คดีดังกล่าว ยังอยู่ในชั้นอุทธรณ์ เพราะผู้ถูกฟ้องคดี ไม่เห็นด้วย จึงยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลปกครองสูงสุด

วันนี้ ผมจึงขอนำ เหตุผลของ ศาลปกครองทั้ง กรณี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และ คำพิพากษา มานำเสนอ เพื่อให้เกิด ความกระจ่าง ว่า เหตุใด สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว จึงยังสามารถออกอากาศได้ และ เหตุใด การกระทำของ กรมประชาสัมพันธ์ จึงผิดกฎหมาย และ ละเมิด ต่อ ผู้ฟ้องคดี

คดีนี้ ผมเห็นว่า สำคัญ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญ

เป็นที่ทราบกันว่า สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี นั้น ต่างจาก สถานีโทรทัศน์ ฟรีทีวี ทั่วไป เพราะ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ใช้บริการ โกลบแซ็ต ในการยิงสัญญาณ จากรถถ่ายทอดสด ขึ้นดาวเทียมไทยคม เพื่อส่งสัญญาณ มาที่ ห้องส่ง ถนนพระอาทิตย์ ซึ่ง สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ได้ทำสัญญาเช่า ใช้บริการโกลบแซ็ต กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

แต่ กรมประชาสัมพันธ์ เห็นว่า สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ จัดตั้งสถานี เพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ จึงมีคำสั่งให้ บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณ แก่ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ซึ่งเป็นต้นเหตุ ของการนำคดีขึ้นสู่ ศาลปกครอง และ ต่อมา ศาลปกครองกลาง และ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครอง ให้สถานีโทรทัศน์ดังกล่าว สามารถออกอากาศได้ ตามปกติ ในระหว่างที่ คดียังไม่ถึงที่สุด

โดยศาลให้เหตุผล ในการคุ้มครองชั่วคราว สรุปใจความ ได้ว่า หากกรมประชาสัมพันธ์ เห็นว่า การออกอากาศ ของ ผู้ฟ้องคดี ผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ กรมประชาสัมพันธ์ ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ ดำเนินคดีอาญา

กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมประชาสัมพันธ์ ในการที่จะสั่ง บริษัท กสท.ฯ ระงับ การส่งสัญญาณของ ผู้ฟ้องคดีได้

การกระทำของ กรมประชาสัมพันธ์ เป็นการกระทบเสรีภาพ ในการสื่อสาร และ การสื่อความคิดเห็น ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้รับรองไว้ การจะ จำกัด เสรีภาพดังกล่าวได้ ก็แต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือ ความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล อื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือ เพื่อป้องกัน หรือ ระงับความเสื่อมทราม ทางจิตใจ หรือ สุขภาพ ของประชาชน

โดยกรณีจะเป็นเช่นที่ว่า และมีผลให้ต้อง จำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวได้ ก็ต่อเมื่อ ได้มีคำพิพากษา ของศาลถึงที่สุด ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เพื่อการ ดังกล่าว โดยเฉพาะ เท่านั้น

ดังนั้น เมื่อยังมิได้มี คำวินิจฉัยชี้ขาด ของศาลเป็นที่สุด สิทธิเสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน ของราษฎร ที่ รัฐธรรมนูญ ให้การคุ้มครอง จึงควรมี หลักประกันว่า จะไม่ถูกละเมิด ได้โดยง่าย ศาล จึงมีคำสั่งคุ้มครอง การออกอากาศสถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว

สำหรับ คำพิพากษา ของศาลปกครองกลาง ซึ่งได้มีคำตัดสินไปแล้ว เมื่อต้นปี สรุปความได้ว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมประชาสัมพันธ์ ในการสั่ง บริษัท กสท.ฯ ระงับสัญญาณ ของผู้ฟ้องคดีได้

การกระทำดังกล่าว จึงเป็นการกระทำ โดยปราศจาก อำนาจ และเป็นการล่วงละเมิดสิทธิ ตามสัญญา ระหว่าง ผู้ฟ้องคดี กับ บริษัท กสท.ฯ อันก่อให้เกิด ความเสียหาย แก่ผู้ฟ้องคดี ในการไม่สามารถ ผลิต และ ส่งรายการ ตามกำหนด ตามที่ตกลงกับ บริษัทคู่สัญญาได้ ซึ่งจะต้องเสียค่าปรับ ในการผิดสัญญา ดังกล่าวด้วย

ประการสำคัญคือ การสั่งระงับสัญญาณนั้น ทำให้ผู้ฟ้องคดี ต้องเสียเสรีภาพ ในการสื่อสารถึงกัน โดยทางที่ ชอบด้วยกฎหมาย เสรีภาพ ในการแสดง ความคิดเห็น การรับรู้ ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชน ฯลฯ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติรับรองไว้ จึงควรมีหลักประกันว่า จะไม่ถูกละเมิด ได้โดยง่าย

ศาลปกครองกลาง จึงพิพากษา ให้เพิกถอนหนังสือของ กรมประชาสัมพันธ์ ที่ให้บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณ แก่ ผู้ฟ้องคดี และ ชดใช้ค่าเสียหาย แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามกฎหมาย

ผลจาก คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด และ คำพิพากษาของ ศาลปกครองกลาง จึงทำให้ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี สามารถออกอากาศ ได้ดังทุกวันนี้

คดีนี้บทสรุปจะเป็นอย่างไร คงต้องรอคำชี้ขาดสุดท้ายจาก ศาลปกครองสูงสุด (คดีหมายเลขแดงที่ 131/2551)

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 4 พฤษภาคม 2552 17:58 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000049960


พิมพ์ ข่าวนี้ “ศาลปกครอง เรียก “พัชรวาท” – บก.มติชน แจง อ้างคำสั่งคุ้มครอง ขวางเอาผิด ASTV


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 4, 2009

วันที่ 8 เมษายน หาใช่ “ยกสุดท้าย”

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ก่อความไม่สงบ,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,คดีที่ดินรัชดาฯ,คดียุบพรรค,คดีอาญา,คดีแพ่ง,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ทุจริต,ประวัติศาสตร์ไทย,พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,ศาลปกครอง,ศาลรัฐธรรมนูญ,อาชญากรรม,เสื้อแดง — accomthailand @ 04:10
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

หยุด! เอาชาติเป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ

8 เมษายน 52 วันนัดหมายใหญ่ของ “คนเสื้อแดง” ที่ ทักษิณ ชินวัตร และ แกนนำคนเสื้อแดง หมายมั่นปั้นมือ จะให้เป็น วันแห่ง การเปลี่ยนแปลง การเมือง ครั้งใหญ่ บน เป้าหมาย “เปรม ลาออก อภิสิทธิ์ ยุบสภา” “ล้มล้าง อำมาตยาธิปไตย – ทำลาย ชนชั้นสูง”

ประธานองคมนตรี - รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ประธานองคมนตรี - รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์


ไม่ต้องรอถึง วันนั้น ก็รู้ได้ว่า สิ่งที่ ทักษิณ – เสื้อแดง คิดก่อการ ไม่มีวัน สัมฤทธิ์ผล แน่ เพราะคนอย่าง ประธานองคมนตรี – รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ผ่าน การรบ – การเมือง มาอย่างโชกโชน และ สมัยเป็น นายกฯ 8 ปี ก็สู้รบตบมือ กับ สารพัดแรงกดดัน ทั้งใน ทำเนียบฯ – นอก รัฐสภา มาหมดแล้ว แค่ ม็อบเสื้อแด – วีดีโอลิงก์ ทักษิณ แค่นี้ เชื่อได้ว่า ชายชาติทหาร อย่าง “ป๋าเปรมฯ” ไม่ถอดใจแน

ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เช่นกัน แม้ อายุอานาม จะน้อย และ ถูกมองว่าเป็น ลูกคุณหนู – ลูกผู้ดี เจอแรงเสียดทานหนักๆ อภิสิทธิ์ จะอำลาตำแหน่ง ก็เป็นเรื่อง ที่คิดได้ แต่คงยาก จะได้เห็น

เมื่อประเมินการสู้รบ ของ เสื้อแดง – ทักษิณ ยามนี้ วันที่ 8 เมษายน หาใช่ “ยกสุดท้าย” แม้แกนนำ นปช. ที่เป็นพวก เศษสวะ-ลิ่วล้อ-มือปืนรับจ้าง นายใหญ่ ในนิยาม ของ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ จะทำที ขึงขัง-ตาถลน เหมือนจะนำ กองทัพเสื้อแดง ทุบหม้อข้าว ทำศึกสงคราม กู้ชาติ ให้ใครบางคน ที่คิดร้าย ทำลาย แผ่นดินเกิด เพราะดูจาก สภาพการณ์ และ ยุทธศาสตร์ การวางแผนของ คนเสื้อแดง แล้ว แกนนำหลายคน ก็รู้ดีว่า ยากที่จะทำให้ทั้ง “เปรม-อภิสิทธิ์”ตอบรับ ทุกเงื่อนไข

เพียงแต่การระดมพล ทำศึก 8 เมษายน หวังให้ แดงทั้งแผ่นดิน แล้วเขย่าขวัญให้ รัฐบาล และ บ้านสี่เสาฯ ผวาเล่น แล้วโอบล้อม ที่มั่น เพื่อให้เกิด การเผชิญหน้า เท่านั้นเอง แต่ก็ เชื่อได้ว่า รัฐบาล – กองทัพ – ตำรวจ ก็ย่อมอ่านเกม นี้ออก และ ไม่ตกหลุมพราง แม้จะมีความพยายาม ยั่วยุ รวมถึงอาจจะมี “มือที่สาม” มาสร้างสถานการณ์ เพื่อให้ ปิดเกม เร็ว

การศึก 8 เมษายน มันจึงอยู่ใน ช่วงเริ่มต้น “ยกที่ 2” หลังจาก ยกแรก ผ่านพ้นไป ซึ่ง ยกแรก ที่ ทักษิณ-เพื่อไทย เน้น กลยุทธ์ “ทำลายความน่าเชื่อถือ” เพื่อให้เกิด สภาวะวิกฤตศรัทธา แก่ องค์กร-ตัวบุคคล ที่ถูกกล่าวถึง ทั้งใน วีดีโอลิงก์ และ บนเวที ข้างทำเนียบรัฐบาล เป็นหลัก

ไล่เรียงตั้งแต่ สถาบันองคมนตรี และ องคมนตรี ทักษิณ และ เสื้อแดง พยายามใส่ความว่า “ขาดความเป็นกลาง – ฝักใฝ่การเมือง หนุนพรรคประชาธิปัตย์” ที่ระบุชื่อ ทั้ง พลเอก เปรม, พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ

แต่ผู้ถูกเอ่ยชื่อ ออกมาสวนกลับ และ ปฏิเสธ ข้อกล่าวหาทั้งหมด ให้สังคม ได้ข้อมูล 2 ด้าน ว่า ใครพูดจริง พูดเท็จ ฝ่ายไหนชั่ว และ ฝ่ายไหน ทำไปเพื่อ ปกป้องประเทศชาติ และ สถาบันหลัก

สำหรับ องค์กรศาล ก็พบว่า ทักษิณ พยายามโจมตีทำให้ องค์กรศาล ถูกมองว่า ไม่มีความยุติธรรม โดย ทักษิณ อ้างถึง การพิจารณาคด ของ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ที่ตัดสิน จำคุก เขา 2 ปี เป็นกระบวนการ ไม่ยุติธรรม

ถึงกับระบุว่า ทั่วโลก ไม่ยอมรับระบบศาลเดียว แบบที่ ศาลฎีกาฯ ถูกออกแบบเอาไว้ และ ระบบไต่สวน ที่ให้ จำเลย แก้ข้อกล่าวหาของ โจทก์ ก็เป็นระบบที่ นานาประเทศ ไม่เห็นด้วย และ ยกเลิก กันไปหมดแล้ว

หรือ กรณี การตัดสิน ของ ศาลรัฐธรรมนูญ “คดีชิมไปบ่นไป” ของ สมัคร สุนทรเวช ที่ ทักษิณ บอกว่า ทำให้ ประเทศไทย กลายเป็น ไทยแลนด์ อิส อะ โจ๊ก เพราะ ตัดสินเอาผิด ตาม พจนานุกรม มากกว่า ยึดหลักกฎหมาย

รวมทั้งยัง ทิ่มแทงไปที่ ผู้นำศาล-ตุลาการ หลายครั้ง อันพุ่งไปที่ อักขราทร จุฬารัตน ประธาน ศาลปกครองสูงสุด ที่เป็น อดีต ตุลาการรัฐธรรมนูญ ใน “คดียุบพรรค ไทยรักไทย” และ จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี บทบาทสำคัญใน “คดี ชิมไปบ่นไป” และ“คดียุบพรรค พลังประชาชน” ว่า

ทั้งสองคน มีส่วนร่วมวางแผน การทำปฏิวัติ 19 กันยายน 49 และ ใช้อำนาจตุลาการ ล้มล้าง รัฐบาลไทยรักไทย

สำหรับกองทัพ พบว่า ทักษิณ-เสื้อแดง มุ่งหมายเพื่อ การแก้แค้น อย่างเห็นได้ชัด ในประเด็นเรื่อง กองทัพ ทำตัวเป็น “เปลือกหอย” ให้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งการที่ ผู้นำเหล่าทัพ และ ตัว รมว.กลาโหม คือ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับบำเหน็จ จากการช่วยตั้งรัฐบาล

เช่นการที่ รัฐบาล ให้งบกับ กองทัพ อย่างง่ายดาย หลายครั้ง อาทิ งบ 1 พันล้านบาทให้ กอ.รมน. ไปทำการสลาย กลุ่มเสื้อแดง โดยไม่สามารถตรวจสอบ การใช้งบ ดังกล่าวได้

เมื่อ ยกที่ 1 ของ การตั้งกองกำลัง เสื้อแดง จนล้อมทำเนียบรัฐบาล ได้ 10 วัน 10 คืน สำเร็จ และ ใช้สงครามปาก ทำลายความเชื่อถือต่อ สถาบันสำคัญ ไปแล้ว ตอนนี้ให้ จับตา ยกที่ 2 เอาไว้ ซึ่งข่าวว่า จะเป็นสถานการณ์ที่ ดุเดือดเลือดพล่าน อาจต้องมี การเสียเลือดเนื้อกันอีกครั้ง

ก่อนจะประเมิน ศึกยืดเยื้อ นี้ว่า จะจบอย่างไร ขณะนี้ เริ่มมีข่าวแพร่สะพัดใน วงการการเมือง ว่า จะมี “คนกลาง” เข้ามา คลี่คลายสถานการณ์ ก่อนที่ จะยกระดับไปสู่ ความรุนแรง ในอีก ไม่กี่วันข้างหน้า

ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ออกมาระบุว่า หลังสงกรานต์ จะมีข่าวดี เพราะผู้มีบุญบารมี จะมาไกล่เกลี่ยปัญหา และ เป็น “คนกลาง” ที่ทุกฝ่ายให้ ความเคารพ


ก่อนหน้านี้ ชัย ชิดชอบ เข้าออกบ้านสี่เสา อย่างถี่ยิบ ในช่วงก่อนให้ ลูกชาย เนวิน ชิดชอบ แปลงร่างเป็น งูเห่า เพื่อไทย ล้มการจัดตั้ง รัฐบาลเพื่อไทย เสมือนว่า ชัย ชิดชอบ รู้สัญญาณอะไรมา แน่นอนว่า การมาของ คนกลาง จะเป็น ฉากการเมือง ในตอนต่อไป แต่จะหมุนเปลี่ยน สถานการณ์ ออกไปจาก เหตุการณ์ปัจจุบัน ได้แค่ไหน หรือไม่ ก็ต้องจับตา ติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม หลายคนหวั่นใจว่า มันจะมีเหตุรุนแรง ก่อนสงกรานต์ เพราะอาจ เกิดเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งมีข่าวว่า ทักษิณ-เสื้อแดง ต้องการให้เกิด การเผชิญหน้า จนเกิดเหตุรุนแรง และ แตกหัก กันไปข้าง

ถ้าหาก ทักษิณ-เสื้อแดง ต้องการเช่นนั้นจริงๆ “บาปการเมือง” นี้ คงไม่มีใครให้อภัย หากคิดเอา ประชาชน มาเป็น “เครื่องมือแก้แค้น” ให้ฝ่ายตัวเอง

เราขอบอกไปยัง ทักษิณ – แกนนำคนเสื้อแดง – ส.ส.เพื่อไทย – อดีตกรรมการบริหารพรรค ไทยรักไทย และ พลังประชาชน – เจ้าหน้าที่รัฐ และ นักธุรกิจ ซึ่งหนุนหลัง การชุมนุม ครั้งนี้ว่า ทุกท่าน มีสิทธิ์ที่จะ เคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน จะ หน้าทำเนียบรัฐบาล หน้ารัฐสภา หรือ แม้แต่ หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ พลเอกเปรม หาก ทุกคนเคลื่อนไหว รวมตัวเรียกร้อง ภายใต้ หลักกฎหมาย ความเคารพ ในสิทธิ ของ ผู้อื่น ไม่เปิดเวทีปราศรัย แล้วใส่ร้ายป้ายสี ให้ความเท็จ ปลุกระดม ให้เกิดความเกลียดชัง และ เคียดแค้น จนนำไปสู่ ความแตกแยก และ ปลุกปั่น ให้เกิด ความรุนแรง ในรูปแบบต่างๆ


เท่าที่ ติดตาม การชุมนุมของ คนเสื้อแดง ก็เชื่อว่า เป็นฝ่ายต้องการ จะให้เกิด ความรุนแรง เพื่อบีบให้ รัฐบาล ต้องดำเนินการ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การใช้ กฎหมายความมั่นคง หรือ ประกาศ สภาวะฉุกเฉิน ซึ่งทั้งหมด จะยิ่งทำให้ การชุมนุมของ คนเสื้อแดง มีความชอบธรรม มากขึ้น และ ทำให้รัฐบาล อยู่ใน สถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ ทันที

ขณะที่ดูท่าที รัฐบาล ยังเชื่อว่า น่าจะอดทน จนถึงที่สุด และ ไม่ใช้ความรุนแรง กับ ประชาชน แม้จะมี ความพยายาม หวังสร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่เหตุวุ่นวาย จนอำนาจรัฐ ง่อยเปลี้ย ซึ่งเห็นแล้วว่า ตลอดช่วง การชุมนุมล้อมทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งถึงวันนี้ เป็น วันที่ 10 แล้ว รัฐบาล-ตำรวจ-กองทัพ ก็ปล่อยให้ ใช้สิทธิเต็มที่ ไม่ได้มีการสั่งให้ สลายการชุมนุม หรือ ใช้ความรุนแรง ไม่มี การตัดสัญญาณ การโฟนอิน – วีดีโอลิงค์ – การถ่ายทอด เสียง ทั้งทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต

จน รัฐบาล และ หน่วยงานความมั่นคง ถูกด่า เสียด้วยซ้ำ ว่า ไม่เด็ดขาด อ่อนหัด และ หน่อมแน้ม แต่อีกความเข้าใจหนึ่ง ก็อ่านใจได้ว่า หาก รัฐบาล คิดจะเล่นงาน หรือ สกัดการชุมนุมจริง ก็สามารถ ทำได้ แต่มันจะ “เข้าทาง” คนเสื้อแดง

เช่น การตัดสัญญาณ วีดีโอลิงก์ หรือ ไม่ให้มี การเผยแพร่เสียงภาพ ทางทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต เพราะรู้ดีว่า จะถูกโจมตี ว่าเป็น เผด็จการ จนอาจนำมาเป็น เงื่อนไขปลุกระดม และ จะยิ่งทำให้ ประชาชน ยิ่งออกจากบ้าน มารวมตัวกัน หน้าทำเนียบรัฐบาล มากขึ้น

ขณะนี้ รัฐบาล ตั้งรับอย่างเดียว ยังไร้แนวทาง จะรุกกลับเมื่อไร แบบไหน มีแต่เปิดท่าที จะเจรจากับ คนทำลายชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ขัดต่อหลักนิติรัฐ จนหลายฝ่ายรับไม่ได้

ทั้งหลายทั้งปวง แม้จะมั่นใจ ลึกๆ ว่า 8 เมษายน ไม่น่าจะ เกิดเหตุ “ไทยฆ่าไทย จนเลือดนองท่วมแผ่นดิน ” อย่างที่ หลายฝ่ายหวั่นเกรง แต่ก็ใช่ จะวางใจเสียทีเดียว สิ่งที่อยากเตือน ทักษิณ – แกนนำเสื้อแดง ก็คือ

เรารู้ดีว่า คนอย่าง ทักษิณ ไม่หยุดคิดทำร้ายประเทศไทย แน่นอน ทว่า ขอเพียงให้ การวางแผนสู้รบนั้น อย่าเอา ประเทศชาติ เป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ เพราะยามนี้ สิ่งสำคัญ ก็คือ ความสามัคคี ของ คนไทย ที่ต้องร่วมกันฟันฝ่า วิกฤตเศรษฐกิจ ไปให้พ้น

ดังนั้น ถ้าจะเคลื่อนไหวใดๆ ก็ทำไปเถิด ถ้าไม่ได้ทำให้ แผ่นดินไทยเสียหาย


ขณะเดียวกัน เราขอเรียกร้องให้ บรรดา ผู้มีอำนาจใน รัฐบาล กองทัพ และ แม้แต่ พลเอก สุรยุทธ์ ออกมาแสดงความรับผิด ในบทบาทหน้าที่ ที่ท่านมีอยู่ เพื่อแก้ปัญหา ให้เหตุการณ์ ความขัดแย้ง ครั้งนี้ยุติโดยเร็ว เพราะ เหตุปัญหา เริ่มมาจาก เรื่องส่วนตัว แต่ ประเทศชาติ และ ประชาชน ต้องรับผลกรรม

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 4 เมษายน 2552 04:10 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ หยุด! เอาชาติเป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

February 5, 2009

“สุเทพ” ย้ำ กลางสภา “แม้ว” อยากเป็น ประธานาธิบดี จริง


“สาก” หลุดโลก! “สุเทพ” ย้ำ ปธน.แม้วจริง เปรียบ “เนลสัน” ไม่อายปาก
นายสุเทพ เทืภ??สุบรรณ รภ??นายกรัฐมนตรี

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี


“เชาวริน” เข้าทาง ตั้งกระทู้สด เจอ “สุเทพ” สวนกลับ ย้ำ กลางที่ประชุมสภา “แม้ว” อยากเป็น ประธานาธิบดี จริง พร้อมยก เหตุผล เชื่อด้วย ความบริสุทธิ์ เพราะมีแรงบันดาลใจ เปรียบตัวเองเป็น เนลสัน ตอกกลับ ไม่ขายขี้หน้า บ้างหรือ คิดพึ่งศาล หลังขอพิสูจน์ ความเป็นธรรม ทั้งใน นรกและสวรรค์


วันนี้ (5 ก.พ.) ในการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการตั้งกระทู้ถามสด ความบกพร่อง ใน การบริหารราชการแผ่นดิน ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี

โดย ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามายัง ห้องประชุม ส.ส. พรรคเพื่อไทย เมื่อ วันที่ 2 ก.พ. ที่ จ.นครราชสีมา นั้น โดยเนื้อหาระบุว่า

ถ้ามีโอกาสจะกลับมาเป็น นายกฯ ของคนไทยอีก แต่ รองนายกฯ กลับให้สัมภาษณ์ว่า จะกลับมาเป็น ประธานาธิบดี ซึ่งตรงนี้มองว่า การสัมภาษณ์ ของ นายสุเทพ ถือว่าเป็นการใส่ร้าย เพื่อให้ คนไทยเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ

อยากถามว่า ที่พูดเช่นนี้ไช้ หลักฐานอะไร ความจริงท่านเป็น รองนายกฯ น่าจะรู้ว่า ประเทศไทย คงเป็นไปไม่ได้ ที่จะเอา ประธานาธิบดี เป็นประมุข แทน พระมหากษัตริย์ อยากถาม รองนายกฯ ว่าท่านคิดอยู่ในใจ เพราะไม่มีใครคิด ล้มล้าง สถาบันพระมหากษัตริย์


คลิกที่นี่ เพื่อชม “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี” ย้ำ กลางที่ประชุมสภา (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี” ย้ำ กลางที่ประชุมสภา (256 K)
จาก manager multimedia


นายสุเทพ กล่าวชี้แจงว่า ตนทำงานมา 1 เดือน ยังไม่ทำอะไร ที่แสดงให้เห็นว่า เป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ ทั้งสิ้น ถ้าบกพร่อง ตนต้องทำหน้าที่ หย่อนยาน

อย่างกรณี วันที่ 31 ม.ค. กลุ่มเสื้อแดง เดินทางมา ชุมุนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แม้แต่คนเดียว

ส่วนกรณี ที่พูดถึงการกลับมาเป็น ประธานาธิบดี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตนตั้งใจพูดจริง แต่ที่ตนพูด เป็นความจำเป็น ต้องพูด พูดเพื่อโต้ตอบ ปกป้อง ส่วนได้ส่วนเสีย ของรัฐบาล และ พรรคประชาธิปัตย์

เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ โทรศัพท์ไปพูดคุย กับลูกพรรค โดยมีข้อความกล่าวหา รัฐบาล และ ประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ ตนเป็น เลขาฯพรรค และ ผู้ประสานงาน จัดตั้งรัฐบาล จึงถือเป็นภาระหน้าที่ ปกป้อง ส่วนได้ส่วนเสีย ของพรรค และ รัฐบาล จึงได้ชี้แจงว่า

รัฐบาลนี้ ไม่ใช่ รัฐบาลเสือหิว ครม. ไม่ใช่ เสือหิว เสือโหย จากไหน แต่เราตั้งใจ มาแก้ไข วิกฤตการณ์ประเทศ แก้ปัญหา เศรษฐกิจ การเมือง

“เมื่อสื่อมวลชน ถามว่า คุณทักษิณ ไม่ยอมแพ้ จะสู้ต่อไป ให้ผมวิเคราะห์ ผมจึงพูดออกไปว่า ท่านไม่ยอมแพ้ ท่านพยายามต่อสู้ ของท่านไปเรื่อย ท่านบอกว่า วันหนึ่ง ท่านจะกลับมาเป็น ประธานาธิบดี ผมพูดจริง แต่ที่ผมตอบโต้ ขนาดนี้ ใส่ร้าย คุณทักษิณ หรือไม่ หรือ ไปจินตนาการ ไม่ใช่ ผมเชื่อ ในความบริสุทธิ์ใจ ของผมว่า คุณทักษิณ ชอบ ระบบประธานาธิบดี ผมเชื่อ ในจิตใส่วนลึกของผมว่า จิตใจของคุณทักษิณ อยากเป็น ประธานาธิบดี ไม่ใช่เรื่องที่ ผมจินตนาการไปเอง ผมเชื่ออย่างนี้ เพราะเชื่อ ที่ผมเห็น คุณทักษิณ แสดงออก ต่อสาธารณะหลายครั้ง ทั้งในประเทศไทย และ ต่างประเทศ ผมเชื่อตามที่ คุณทักษิณ พูดเอง และ สื่อได้นำมาเป็นข่าว” นายสุเทพ กล่าว


นายสุเทพ กล่าวต่อว่า กรณีตัวอย่าง เมื่อวันที่ 2 ก.พ. พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แสดงความชื่นชม ยกย่อง ประธานาธิบดี เนลสัน แมนเดลา และ เปรียบเทียบ ว่าตัวเองเหมือน และ ก่อนนี้ยังพูด เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวรอยเตอร์ ที่ถามว่า จะกลับไปพิสูจน์การเมือง ในประเทศ หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกไม่ต้องห่วง มีเวลาเยอะแยะยังแข็งแรงดีอยู่ เนลสัน แมนเดล่า ยังสู้ตั้งหลายปี


“ผมเชื่อว่า ผมไม่ได้เข้าใจผิด คนเดียว คุณเชาวริน ไม่ใกล้ชิด หรือ ล่วงรู้ความในใจ คุณทักษิณ ว่าคิดอะไรอยู่ แต่เชื่อว่า วิญญูชน ทั่วไป ที่ได้ ติดตาม การแสดงออกของ คุณทักษิณ และ บริวาร คิดเหมือนผมว่า จิตใจ คุณทักษิณ ใฝ่ฝันอยากจะเป็น ประธานาธิบดี” นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า มีบุคคล ที่เชื่อเช่นเดียวกับตน อาทิ หลวงตามหาบัว ซึ่งได้เทศน์ เมื่อปี 2547 เตือน พ.ต.ท.ทักษิณ อย่าลำพอง ตัวเอง ตั้งหน้าตั้งตา จะขึ้นเป็น ประธานาธิบดี

กลุ่มฮักเชียงใหม่ 51 ประชุม ที่ จ.เชียงราย จัดตั้ง เครือข่าย เสื้อแดงอีสานลานนา แกนนำคนหนึ่ง พูดว่า พวกเรา จะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ พ.ต.ท. ทักษิณ กลับประเทศไทย ท้ายสุด ถ้าเคลื่อนไหวไม่ได้ตามปกติ ก็จะดึงให้ท่าน เป็น ประธานาธิบดี ของคนเหนือกับอีสาน

ดังนั้น ตนเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจ และที่พูด เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหา รัฐบาล และ ประชาธิปัตย์ ตนคิดว่า เป็นการกระทำ ที่ตอบโต้ ด้วยสิทธิ์ ของตน

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่ภ??ทย

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย


ขณะที่ ร.ต.ท. เชาวริน กล่าวว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่ได้พูด เรื่องตำแหน่ง แต่พูดถึง บุคคลที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการสื่อ ให้เห็นว่า ตนต้องการสู้เพื่อประชาธิป ไตยนำความยุติธรรม และ ประชาธิปไตย มาให้ประชาชน

นอกจาก สู้เพื่อตัวเอง ยังสู้เพื่อประชาชนด้วย ซึ่ง นายอภิสิทธิ์เอง ก็เคยพูดถึง ประธานาธิบดี บารัค โอบามา เช่นกัน รวมทั้ง มีอาการ พออกพอใจ เมื่อมีการยกไป เปรียบเทียบเป็น โอบามาร์ค

นายสุเทพ กล่าวชี้แจงว่า รัฐบาลนี้ ไม่ได้ปล้นใครมา รัฐบาลนี้เข้ามาเป็น รัฐบาล ด้วยความชอบธรรม ตามรัฐธรรมนูญ การเลือก นายกรัฐมนตรี ได้ลงคะแนนเสียง อย่างเปิดเผยในสภา

ส่วนที่มีความพยายามโต้แย้ง ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พูดถึง เนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ เหมือน นายอภิสิทธิ์ พูดถึง นายโอบามา ตนคิดว่า แตกต่างกัน นายอภิสิทธิ์ พูด ในฐานะ ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง จากประชาชน ไม่ได้คิดออกไปนอกระบบ

แต่กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่พูดถึง ประธานาธิบดีเนลสัน ชัดเจนเอาตัวเองไปเปรียบว่า สู้เหมือน เนลสัน ที่ต่อสู้ทางอุดมการณ์ แต่ไม่ได้รับ ความเป็นธรรม และ ยังพูดถึงโครงสร้าง การปกครอง จากวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ นายวีระ มุสิกพงศ์ ในการโฟนอิน ซึ่งเมื่อมีหลายกรณี สะสมในใจ เช่น

คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ วันที่ 1 พ.ย.2551 ว่า เขาใช้กระบวนการ ยุติความเป็นธรรม คำพูดดังกล่าว พฤติกรรม ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่แล้วมา มันสะสม

ดังนั้นพอมาพูด แสดงความนิยมยกย่อง ประธานาธิบดี วันหนึ่ง จะกลับมาเป็น ประธานาธิบดี พูดอย่างนี้ ตนเชื่อเลย แล้วเมื่อ ร.ต.อ. เชาวริน บอก จะฟ้องตน ฟ้อง หลวงตามหาบัว ในศาล ทีอย่างนี้ เชื่อมั่น ในกระบวนการยุติธรรม ขึ้นมาเลย

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2552 17:24 น. http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9520000013568


พิมพ์ ข่าวนี้ “สาก” หลุดโลก! “สุเทพ” ย้ำ ปธน.แม้วจริง เปรียบ “เนลสัน” ไม่อายปาก



อ่านเรื่อง ที่เกี่ยวข้องได้จาก

  • “หลวงตา” ลั่น ขวาง ประธานาธิบดี – เตือน “ทักษิณ” จบแบบ “เทวทัต”
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2548 18:43
  • หลวงตามหาบัว เทศน์เรื่อง “เทวทัตยังรู้โทษ” ฉบับเต็ม
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2548 18:43

  • ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    January 10, 2009

    “อภิสิทธิ์” ไม่เชื่อ เหตุ ถอดยศ “แม้ว” จะเป็นชนวน ขัดแย้งใหม่ ชี้ ระเบียบสตช. ระบุชัด

    นายภ??ิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี


    “มาร์ค” ปัด เลือกปฏิบัติ
    ย้ำระเบียบสตช. ชี้ชัด
    ต้องถอดยศ “แม้ว”ิ


    “อภิสิทธิ์” ไม่เชื่อ เหตุ ถอดยศ “แม้ว” จะเป็นชนวน ขัดแย้งใหม่ ชี้ ระเบียบสตช. ระบุชัด ไม่ใช่การเลือกปฏิบัต อย่างที่ถูกกล่าวหา โต้ “เพื่อไทย” ไม่เคยสั่งดอง กรณียึดสุวรรณภูมิ ชี้ จะช้าจะเร็ว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ การทำงานของตำรวจ


    วันนี้(10 ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เตรียมถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามระเบียบสตช. ซึ่งล่าสุด พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. ออกมาระบุว่า ยังไม่ได้รับเรื่อง ว่า อยู่ที่ขั้นตอน ถ้ามีความช้าเร็ว ผิดปกติ ก็ต้อง เข้าไปดู ขณะนี้ ก็ดำเนินการตามปกติ

    ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกลายเป็น 2 มาตรฐาน หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ถามกลับว่า มาตรฐานอะไร

    เมื่อผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า แต่ก่อน หลายคน ไม่โดนถอดยศ

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวชี้แจงว่า ที่ฟังมา มีการทำตลอดเวลา จำนวนเยอะมาก

    อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์เชื่อว่า กรณีนี้จะไม่เป็น ปมสร้างความขัดแย้งใหม่ โดยเชื่อว่า คนไทยเข้าใจ เนื่องจากมี กฎระเบียบอยู่ จะให้ทำอย่างไร

    ส่วนกรณี ที่พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่า แทนที่จะรีบดำเนินการ เรื่องปิดสนามบินสุวรรณภูมิ กลับมา เร่งดำเนินการเรื่องนี้นั้น

    นายอภิสิทธิ์ แย้งว่า ทราบได้อย่างไรว่าไม่รีบดำเนินการ เพราะจริงๆแล้ว ตนเองเรียกประชุม ด้านความมั่นคง ย้ำไปแล้วว่า ต้องรีบดำเนินการ กรณีสนามบิน และ กรณีต่างๆ จะเห็นได้ว่า ทางเจ้าหน้าที่ ก็รีบดำเนินการ แจ้งเรื่องทรัพย์สิน ซึ่งการดำเนินการ ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร

    “ผมไม่คิดว่าล่าช้า เพราะได้สั่งการ ผบ.ตร. ไปแล้ว ต้องเดินหน้า ไม่ต้องคำนึงว่า เป็นใคร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว และ ว่า ทั้งนี้ เงื่อนไขเวลา ดำเนินการ นั้น ก็ขึ้นอยู่กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะบางเรื่อง ตนก็ได้สอบถามไป บางเรื่อง ไม่น่าซับซ้อน แต่ก็ได้รับคำชี้แจงว่า บางทีมี กรรมการ มีเรื่อง ของผู้ที่ถูกกล่าวหา มีวิธีการทางกฎหมาย ขั้นตอนเพิ่มเติม

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 10 มกราคม 2552 16:55 น.
    http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9520000002593


    พิมพ์ ข่าวนี้ “มาร์ค” ปัด เลือกปฏิบัติ ย้ำระเบียบสตช. ชี้ชัด ต้องถอดยศ “แม้ว”

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    January 8, 2009

    สภาทนาย แนะใช้ กม.ผู้บริโภค ฟ้อง “ซานติก้าผับ”

    สันติสุข มะโรงศรี

    สันติสุข มะโรงศรี


    “สันติสุข” แจง ไม่ใช่ พนง. ASTV –
    สภาทนาย แนะใช้ กม.ผู้บริโภค ฟ้อง”ซานติก้า”


    “สันติสุข” แจง ในฐานะ ผู้ดำเนินรายการ “รู้ทันประเทศไทย” รับเงินเดือนจาก “ว็อชด็อก” เพราะฉะนั้น พฤติกรรมไปเที่ยว “ซานติก้าผับ” จึงไม่แปดเปื้อน เงินบริจาค ของประชาชน แต่อย่างใด

    ด้านนายกสมาคมวิศวกรรมฯ เผยตรวจพบ ความผิดปกติ “นรกซานติก้า” ถึง 23 จุด ไม่มีแม้กระทั่ง ผู้ออกแบบอาคาร ขณะ กรรมการสิทธิฯ สภาทนาย แนะลูกค้าใช้สิทธิฟ้อง ตาม กม.คุ้มครองผู้บริโภค โอกาสชนะคดีมีสูง


    คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ “รู้ทันประเทศไทย” (56 K)
    คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ”รู้ทันประเทศไทย” (256 K)
    จาก manager multimedia

    สันติสุข แจง ในฐานะ ผู้ดำเนินรายการ รู้ทันประเทศไทย

    สันติสุข แจง ในฐานะ ผู้ดำเนินรายการ รู้ทันประเทศไทย



    รายการ “รู้ทันประเทศไทย” ทางเอเอสทีวี ช่วงเวลา 18.30-20.00 น. วันที่ 7 มกราคม 2552 ในช่วงต้นรายการ นายสันติสุข มะโรงศรี ซึ่งรอดชีวิต จากเหตุการณ์ไฟไหม้ ซานติก้าผับ มาได้อย่างหวุดหวิด ได้ชี้แจง กรณีที่มีความเห็นเข้ามา ทางเว็บไซต์ว่า การเป็นพนักงาน ASTV ซึ่งได้รับเงินเดือน จากการบริจาค ของประชาชนนั้น ไม่ควรจะไปเที่ยวสถานที่ อย่างซานติก้าผับ

    โดย นายสันติสุข ได้ชี้แจงว่า รายการ “รู้ทันประเทศไทย” นั้นเป็นของ บริษัทว็อชด็อก ที่มาร่วมผลิต กับ ASTV ซึ่งตนในฐานะ ลูกจ้าง บริษัทว็อชด็อก ก็รับเงินเดือนจาก บริษัทว็อชด็อก ไม่ได้รับจาก เงินบริจาค เพราะฉะนั้น พฤติกรรมที่ตนไปเที่ยว จึงไม่ได้ไปแปดเปื้อน เงินบริจาคแต่อย่างใด

    ส่วนเงินบริจาค จากประชาชนนั้น ก็ได้รับการบริหารจัดการ โดย ASTV ตามวัตถุประสงค์ อย่างครบถ้วนแล้ว และ ขอแสดงความคิดเห็น ในฐานะ มุมมองส่วนตัว ว่า เท่าที่ได้รู้จัก กับ ทีมงาน ASTV ทุกคนได้ทุ่มเททำงานเต็มที่ อย่างหามรุ่งหามค่ำ มาตลอด

    ดังนั้น ตนจะไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์ หากว่าในช่วงเทศกาล พวกเขาเหล่านั้น จะไปพักผ่อนสังสรรค์ กับครอบครัว หรือ เพื่อนฝูง ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็แล้วแต่
    552000000155403

    สำหรับในช่วงสนทนา ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และ นายสันติสุข ได้สนทนา กับ นายประสงค์ ธาราไชย นายกสมาคม วิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย (ในพระบรมราชูปถัมภ์) หลังจากเข้าไปตรวจสอบ ในซานติกาผับ ซึ่งพบความผิดปกติ ประมาณ 23 ประเด็น เช่น

    ไม่พบผู้ออกแบบ ทั้งแบบก่อสร้าง และ แบบดัดแปลง ไม่มีท่อร้อยสายไฟ ในอาคาร ใช้โฟมชนิดที่ติดไฟง่าย ซึ่งมีการห้ามใช้ โครงสร้างอาคารพังเร็ว เพราะ ไม่พ่นวัสดุกันไฟ ซึ่งตามกฎหมายไ ด้ระบุไว้ ต้องมี วัสดุกันไฟให้ได้อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ไม่พบ ระบบเตือนไฟไหม้ ไม่มี สปริงเกอร์ฉีดน้ำ ไม่มีไฟฉุกเฉิน(ยกเว้นใน ห้องครัวจุดเดียว) ทางหนีไฟ ไม่ถูกตามมาตรฐาน เพราะมีขนาดเล็ก ไม่สามารถออกได้ บันไดลงชั้นใต้ดิน มีบันไดเดียว เป็นต้น
    552000000155405

    นอกจากนี้ ยังได้สนทนา กับ นายชัยรัตน์ แสงอรุณ กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ในประเด็นทางกฎหมาย กรณีเหตุเพลิงไหม้ ซานติก้าผับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องดำเนินคดี กับผู้ที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ และ เจ้าของผับ ส่วนลูกค้า ก็สามารถฟ้องเรียกค่าชดเชย จากเจ้าของผับ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นการใช้สิทธิ ในฐานะผู้ใช้บริการ

    ซึ่งเชื่อว่ากรณีนี้ ผู้บริโภค มีโอกาสชนะ มากกว่าแน่นอน โดยสภาทนาย พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ในการฟ้อง

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 8 มกราคม 2552 05:53 น.
    http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000001470


    พิมพ์ ข่าวนี้ “สันติสุข”แจงไม่ใช่ พนง. ASTV – สภาทนายแนะใช้ กม.ผู้บริโภคฟ้อง”ซานติก้า”

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    December 22, 2008

    เดลินิวส์-ข่าวสด มั่วข้อมูล เสนอข่าวกล่าวหาพันธมิตรฯ ควักพระเนตร พระพรหม ที่ตึกไทยคู่ฟ้า


    จับโกหก! “เดลินิวส์-ข่าวสด” หา พธม. ทำคุณไสย ควักเนตรพระพรหม


    ASTVผู้จัดการออนไลน์ – เดลินิวส์-ข่าวสด ไม่เลิกจองเวร พันธมิตรฯ มั่วข้อมูล กล่าวหาควักพระเนตร พระพรหม ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งๆ ที่ความจริง กรมศิลป์ – ลอยเลื่อน ยืนยันว่า เป็นแค่ การปิดทองคำเปลว เท่านั้น ชี้ชัด บิดเบือนข้อมูลมา ตั้งแต่กล่าวหา ศิลปิน พธม. กำระเบิดทั้งๆ ที่ เจ้าตัวปางตาย – แค่กำกุญแจ


    วันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ หัวสี 2 ฉบับ ประกอบด้วย “เดลินิวส์ และ ข่าวสด” ได้ลงข่าวพร้อม พาดหัวใหญ่ ในทำนองที่ว่า ระหว่างที่ กลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ได้เข้าไปชุมนุม ในทำเนียบรัฐบาลนั้น ได้มีการควักดวงตา ของ ท้าวมหาพรหม ที่ประดิษฐาน อยู่บนหลังคา ตึกไทยคู่ฟ้า


    Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
    นสพ.เดลินิวส์ฉบับวันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. 2551
    Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
    หน้าแรก นสพ.ข่าวสด ฉบับวันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. 2551


    ทั้งนี้ การนำเสนอข่าวดังกล่าวของ หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ และ ข่าวสด ทำให้สื่อโทรทัศน์ หลายช่องได้นำไป อ่านออกอากาศ และ สร้างความ เข้าใจผิด ในหมู่ประชาชน ทั่วไป ทั้งๆ ที่ความจริง เจ้าหน้าที่ของ กรมศิลปากร และ ทาง นายลอยเลื่อย บุนนาค รองเลขาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยัน แล้วว่า จากการสำรวจ องค์พระพรหม นั้น ไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ได้มี การควักพระเนตร อะไรออกไป เพียงแต่เป็นการเอา แผ่นทองคำเปลว ไปปิดเท่านั้น

    โดยในหน้า 1 ของ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับเมื่อวันเสาร์ ที่ผ่านมา ได้มีพาดหัวข่าวใหญ่ว่า “ทำคุณไสย ทั่วทำเนียบฯ ควักเนตร ท้าวมหาพรหม ไทยคู่ฟ้า” ซึ่งถือว่า เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง อย่างชัดเจน และเป็นการสร้างความเข้าใจผิด ต่อสาธารณชน

    ในวันเดียวกัน หนังสือพิมพ์ข่าวสด ก็พาดหัวว่า “ผงะคุณไสย “พธม.” เต็มทำเนียบ ปิดเนตรพระพรหม” แม้ว่าในหัวข่าว จะไม่ได้ระบุว่า มีการควัก พระเนตร ท้าวมหาพรหม ก็ตาม แต่ในเนื้อข่าว กลับเขียนว่า

    “ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ เจ้าหน้าที่บางส่วน กำลังทำความสะอาดอยู่ ต้องตกใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ ที่ตรวจสอบความเรียบร้อย บริเวณองค์ ท้าวมหาพรหม ซึ่งประดิษฐานอยู่ บนหลังคาตึกไทยคู่ฟ้า แจ้งมาว่า พบที่ดวงตา ท้าวมหาพรหม ซึ่งมีอยู่ทั้ง 4 หน้า ถูกควักออกไป เหลือแต่รูโบ๋ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ขึ้นไปตรวจสอบ พบว่า บริเวณดวงตาของ องค์ท้าวมหาพรหม ทั้ง 4 หน้า มีวัสดุคล้ายสีผึ้ง และทองคำเปลว โปะปิด ดวงตาไว้ ก่อนหน้านี้ ช่วงที่พันธมิตรฯ เข้ามาชุมนุม ได้นำผ้าดำ มาคลุมองค์ท้าวมหาพรหม จนเป็นที่ฮือฮามาแล้ว

    “เจ้าหน้าที่ทำเนียบ กล่าวว่า เชื่อว่า พันธมิตรฯ ได้ทำพิธีควักดวงตา ท้าวมหาพรหม ออกไป จึงจะเชิญ หัวหน้าพราหมณ์ มาทำพิธี เบิกพระเนตรใหม่ อีกครั้ง เพื่อแก้เคล็ด” ข่าวสดระบุ

    อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจากการตรวจสอบของ ผู้สื่อข่าวทำเนียบ ในช่วงเช้าวันนี้ (ดูภาพประกอบ) ก็ปรากฎชัดว่า องค์ท้าวมหาพรหม บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พระเนตรก็ไม่ได้หายไป แต่อย่างใด

    ก่อนหน้านี้ หลังเกิดเหตุการณ์ ตำรวจฆ่าประชาชน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 หนังสือพิมพ์ ทั้ง 2 ฉบับ ถือว่าเป็นสื่อ ที่มีการบิดเบือน ข้อเท็จจริง หลายประการ อย่างเช่น


    Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
    ภาพที่ “ตี๋” ชิงชัย เจริญอุดมกิจ ศิลปิน พธม.
    ถูกกล่าวหาว่ากำระเบิดปิงปอง
    ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเป็นแค่พวงกุญแจ และ
    เรื่องกำลังอยู่ระหว่างการฟ้องร้อง


    กรณีกล่าวหาว่า นายชิงชัย เจริญอุดมกิจ หรือ “ตี๋” ศิลปิน ที่เข้าร่วมชุมนุมกับ กลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณรัฐบาล เป็นมือระเบิด ทั้งๆ ที่เขาถูกระเบิด ของตำรวจ จนมือด้านขวาขาด ส่วนระเบิดที่สื่อระบุนั้น แท้จริงแล้ว เป็นพวงกุญแจ

    จนในที่สุดเมื่อ วันที่ 16 ธ.ค.นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ได้นำคำฟ้อง ของ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), บริษัท ข่าวสด, นายฐากูร บุนปาน บรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา นสพ.ข่าวสด และ นายเผด็จ ภูรีปติภาน คอลัมนิสต์ นสพ.ข่าวสด เป็น จำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ร่วมกันหมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา



    เนรมิต ทำเนียบฯ ปัดข่าว ควักพระเนตร องค์พระพรหม


    ทำเนียบ เนรมิต รับ ครม.อภิสิทธิ์ จัดแต่งสถานที่ ปูพรมแดง ชักภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ ขณะที่ ช่างสิบหมู่ ตรวจองค์ พระพรหม ไม่พบร่องรอยชำรุด หรือควักพระเนตร แนะแค่ทำความสะอาด ก็เหมือนเก่าแล้ว


    วันนี้ (22 ธ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ทางกรุงเทพมหานคร ได้มีการทำความสะอาด บริเวณถนน หน้าตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมทำการ จัดพุ่มไม้ นำต้นไม้ ดอกไม้ มาวางด้านหน้า ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่จะมีการปูพรหมแดง เพื่อให้คณะรัฐมนตรี ได้ทำการบันทึกภาพ ครม. หมู่


    Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire


    ก่อนที่จะเข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในเวลา 17.00 น. โดยคณะรัฐมนตรี จะมาร่วมกัน ที่ทำเนียบฯ ในเวลา 15.00 น. ก่อนที่จะมี การประชุมคณะรัฐมนตรี นัดแรกที่ ตึกสันติไมตรี ในวันอังคารที่ 23 ธ.ค.นี้


    Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
    Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
    Unlimited Free Image and File Hosting at MediaFire
    ภาพล่าสุด ขององค์ท้าวมหาพรหม ถ่ายในช่วงเช้า วันนี้ (22 ธ.ค.) อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี


    นอกจากนี้ จากการที่ ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการว่าจ้าง บริษัท สวนนงนุช ปรับปรุง ภูมิทัศน์ทำเนียบ พบว่าได้มี การ ขุดรากถอนโคนต้นไม้ใหญ่ ออกจาก ทำเนียบฯ เหลือพียง ต้นปาล์ม อยู่เพียง 4-5 ต้น รวมถึงต้นไม้เก่าแก่ อย่างซุ้มกองไผ่ ซึ่งอยู่ที่ห้องพักผู้สื่อข่าวเก่า มีปลูกมา กว่า 40 ปี รวมถึง ต้นมะม่วงด้านหน้าตึกสันติไมตรี ซึ่งปลูกสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้นตะแบก ต้นคูณ ต้นราชพฤกษ์ เหลือเพียง ต้นอโศก หน้าตึกบัญชาการ

    จากการสอบถาม นายพงศ์ศักดิ์ ศิริวงศ์ ผู้อำนวยการสถานที่ ชี้แจงว่า ซุ้มก่อไผ่ ที่ให้เอาออก เพราะเห็นว่าโทรม ซึ่งผู้สื่อข่าว ได้ทักท้วงว่า ต้นไม้เก่าๆ เหล่านี้ มีคุณค่าทางจิตใจ และซุ้มกอไผ่ เคยอยู่หน้า ตึกนารีสโมสร มาก่อน จนมาสร้างห้องผู้สื่อข่าว ถึงได้มีการย้ายมาไว้ด้านข้างของ ห้องผู้สื่อข่าว แต่สำหรับต้นไม้ ที่ตัดไปแต่ยังใช้ได้อยู่ ก็ให้เอาไปไว้ที่ บ้านพิษณุโลก ขณะที่ สวนนงนุช จะนำต้นไม้ มาลงใหม่ ทั้งนี้ บริษัท สวนนงนุช เคยมาปรับ ภูมิทัศน์ครั้งหนึ่งแล้ว ในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย

    พร้อมกันนี้ น.ส.นิรมล เรืองสม ผู้อำนวยการ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ได้ขึ้นตรวจองค์ พระพรหม ที่อยู่บน ตึกไทยคู่ฟ้า อีกครั้ง จากนั้น น.ส.นิรมล เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบ ความเสียหาย องค์พระพรหม ทั้งหมดแล้ว เท่าที่ดูแทบ จะไม่มีอะไรเสียหายเลย

    อาจจะเป็นไปได้ว่า ที่ผ่านมา อาจจะมีฝุ่นละออง และถ้า ทำความสะอาด คงจะเรียบร้อย ส่วนของ องค์พระพรหม เท่าที่ตรวจ ไม่พบว่า มีอะไร ชำรุดเสียหาย ส่วนที่พระเนตร ที่ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า ได้มีควักพระเนตร ออกไปนั้น เท่าที่ตรวจสอบ ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ


    โดยรวมแล้วไม่มีอะไรเสียหาย อาจทำความสะอาดแล้วก็จะสมบูรณ์เหมือนเดิม และที่มีข่าวว่ามีการนำวัตถุมาป้ายที่พระเนตร มาวันนี้ก็ไม่เห็นแล้ว อาจเป็นเพราะ ตนไม่ได้มาดูแต่ต้น มาวันนี้ จึงไม่พบ ตามที่เป็นข่าว และที่เห็นว่า พระเนตรเป็นรอย อาจเป็นเพราะ มีรอยคว้าน ส่วนการทำพิธี บวงสรวง ตนไม่ทราบ เป็นเรื่องของ สำนักนายกฯ

    อย่างไรก็ตาม ทาง นายลอยเลื่อย บุนนาค รองเลขาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ทางช่างสิบหมู่ตรวจ ไม่พบอะไร เพราะทางทำเนียบ ได้ให ้เจ้าหน้าที่ไปทำความสะอาดแล้ว 2 ครั้ง และที่พระเนตร เนื่องจากมีคนเอาวัตถุบางอย่าง ป้ายที่พระเนตรแล้ว เอาแผ่นทองคำเปลว ไปปิด ตนไม่เคย บอกว่าถูกควักพระเนตร ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดแล้ว

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
    22 ธันวาคม 2551 17:50 น. 18:23 น.
    http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000150214


    พิมพ์ ข่าวนี้ จับโกหก! “เดลินิวส์-ข่าวสด” หา พธม.ทำคุณไสย ควักเนตรพระพรหม

    http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000150129

    พิมพ์ ข่าวนี้ เนรมิตทำเนียบฯ ปัดข่าวควักพระเนตรองค์พระพรหม

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    September 26, 2008

    เปลวสีเงิน – บทย้อนสติ “สมัคร-ดุสิต” คิดตามวัน


    26 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


    เปลวสีเงิน
    บทย้อนสติ “สมัคร-ดุสิต”คิดตามวัน


    จากที่ไม่เคย รู้จักกันเลย กลับต้องมาพบหน้ากัน ใช้ชีวิตร่วมกัน สุข ทุกข์ ด้วยกัน ในฐานะ พ่อ แม่ บ้าง เพื่อน พี่น้อง บ้าง สามี ภรรยา บ้าง มิตร บ้าง ศัตรู บ้าง และ สุดท้าย ต่างก็ต้อง แยกย้าย ตายจาก คืนสู่ ณ ที่ ซึ่งไม่รู้ว่าที่ไหน กลายเป็น คนแปลกหน้ากันไปอีก คิดแล้ว ก็หดหู่ ใจหาย นะครับ!


    ในเมื่อวงจรชีวิตของ แต่ละมนุษย์ ต้องเป็นอย่างที่เป็น เยี่ยงนี้แล้ว แล้วเราจะ อะไรกันนักหนา?
    ปลงๆ ละๆ และ รู้จักอภัยกันบ้าง เถอะครับ เปิดหน้าต่างใจ ให้กว้าง แล้ว ทางสุข ด้วยสงบ จะมาบรรจบ ที่ใจเราๆ ท่านๆ นี้คือ “มหัศจรรย์แห่งชีวิต” ที่หาได้ โดยไม่ต้อง ตะกายไปหาที่ไหน


    มีอยู่ที่ “อกเบื้องซ้าย” ของเรา แล้ว!


    เมื่อเช้าวานนี้ (๒๕ ก.ย.๕๑) นัดหมาย โดยหมายศาล ที่ตรงกัน ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ย่านยานนาวา นายสมัคร สุนทรเวช นายดุสิต ศิริวรรณ จำเลยใน คดีหมิ่นประมาท ส.ส.ประชาธิปัตย์ “นายสามารถ ราชพลสิทธิ์” ไปฟังคำพิพากษา “ศาลอุทธรณ์”


    ไทยโพสต์ โดย บก.อ้วน “นายทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน” ก็ไปครับ ไม่ใช่ไปทำข่าว นายสมัคร แต่ไปในฐานะ จำเลย เช่นเดียวกัน ด้วยคดี หมิ่นประมาท “นายชวน หลีกภัย” ประธานสภา ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่สมัยเป็น นายกฯ ปี ๒๕๔๓


    นัดนี้ เป็นนัดฟัง คำพิพากษา เช่นเดียวกัน แต่เป็น คำพิพากษา “ศาลฎีกา”!


    คดี นายสมัคร-ดุสิต ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตาม ศาลชั้นต้น คือจำคุก ๒๔ เดือน โดยไม่รอ ลงอาญา แต่ศาลเมตตา ให้ประกันตัว และ นายสมัคร จะได้ยื่นฎีกา ในแง่กฎหมายต่อไป ภายใน ๓๐ วัน


    ส่วนคดีไทยโพสต์ อันมี นายชวน หลีกภัย เป็นโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษา จำคุก ๖ เดือน ปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท โทษจำรอ ลงอาญาไว้ ๒ ปี ศาลอุทธรณ์ พิพากษา ยืนตาม ศาลชั้นต้น และ ไทยโพสต์ ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาด้วย ข้อกฎหมาย จากปี ๒๕๔๓ จนเมื่อวานนี้ ๒๕ ก.ย.๕๑ ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องไทยโพสต์ ความว่า


    ศาลฎีกาตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลย ในฐานะ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ซึ่งลงข้อความ หมิ่นประมาท โจทก์ ด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ พระราชบัญญัติ การพิมพ์ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๔๘


    แต่ในขณะที่ คดีอยู่ในระหว่าง การพิจารณาของ ศาลฎีกาได้มี พระราชบัญญัติ จดแจ้ง การพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๓ ได้ยกเลิก พระราชบัญญัติ การพิมพ์ พ.ศ.๒๔๘๔ ซึ่งมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๐ เป็นต้นไป และ


    พระราชบัญญัติ จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ ไม่ได้บัญญัติให้ บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ เป็นผู้รับผิดชอบ ในข้อความที่ ลงพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์ ที่ตนเป็น บรรณาธิการ


    ฉะนั้น การกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นความผิด อีกต่อไป จำเลย ย่อมพ้นจากการเป็น ผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ วรรคสอง


    พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง


    ครับ .. นี่คือผลจาก กฎหมาย ที่เป็นคุณ ย้อนหลัง ตามที่ นายณรงศักดิ์ ตรีธรรมพินิจ ทนายประจำ ไทยโพสต์ ได้ยื่นฎีกา คัดค้าน ด้วยข้อกฎหมาย ที่ผมยกมาประกอบ การพูดคุยวันนี้ สิ่งหนึ่ง ที่ต้องการชี้ให้เห็นคือ


    ในการพิจารณาอรรถคดี ทั้งหลาย ศาลท่านยึด ตัวบทกฎหมาย เป็นความเที่ยงตรงต่อ โจทก์-จำเลย เคร่งครัด ถ้ายังไม่ยกเลิก พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ.๒๔๘๔ ที่ออก เมื่อ ๖๗ ปีที่แล้ว และนำ พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาใช้แทน


    เป็นไปได้มาก ว่า ชะตา บก.ไทยโพสต์ วันนี้ ก็ไม่ผิดกับ ชะตาของ นายสมัคร-ดุสิต!?


    สำหรับคดีของ นายสมัคร-ดุสิต นี้ เป็นคดีในข้อหา หมิ่นประมาท เหมือนกัน ก็จริง แต่เป็น การหมิ่นประมาท ทางสื่อโทรทัศน์ เป็น กฎหมาย คนละฉบับ กับ พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ใช้กับ สื่อหนังสือสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะ


    นายสมัคร-ดุสิต ศาลท่านพิพากษา ให้มีความผิด ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ ประกอบมาตรา ๘๓ อันเป็น การหมิ่นประมาท ด้วยการ โฆษณาเผยแพร่ภาพ


    เมื่อเป็นอย่างนี้ ถึง นายสมัคร-ดุสิต จะ ฎีกาคัดค้าน คำพิพากษา ก็คงยาก จะนอนตาหลับ นะครับ และ ยิ่งตัวท่าน ก็เป็นนักกฎหมาย ในใจลึกๆ ย่อมรู้ดีว่า สุดท้ายแล้ว ชะตา-อนาคต ท่าน


    จะ “ลงเอย” แบบไหน ในความผิด ที่ทำไว้ซ้ำๆ ซากๆ?


    ผมดูข่าวโทรทัศน์ เห็นโจทก์ คือ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ สัมภาษณ์ยืนยันให้ คดีไปถึงที่สุด และจะฟ้องแพ่งเรียก ค่าเสียหาย ๑๐๐ ล้าน อีก ตะหาก ด้วย


    อืมมม.. เห็นแล้ว ก็ทั้งเห็นใจ นายสมัคร-ดุสิต พอๆ กับ รู้ซึ้งถึงหัวอก นายสามารถ ที่ถูกใส่ร้าย ให้เสียหาย ว่าเป็น คนทุจริต คอรัปชั่น ขณะเป็น รองผู้ว่าฯ กทม.


    แต่จาก คำพิพากษา ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และจาก ข่าวคราว ที่แพร่หลายในทาง กอบกู้ ชื่อเสียง-เกียรติยศ ของ นายสามารถ และ ครอบครัว ให้กลับคืนมา ตลอดแล้วว่า “นายสมัคร-ดุสิต” ถูกศาลสั่งจำคุก ๒ ปี โดยไม่รอลงอาญา โทษฐาน นำความเท็จ มาพูดจาใส่ร้าย นายสามารถ ทางโทรทัศน์ นั้น


    ทั้งจาก คำพิพากษา และทั้งจาก คำสังคมประณาม ผมว่ายิ่งกว่า คมหอก คมดาบ ทิ่มแทง ชีวิต และ จิตใจทั้ง นายสมัคร-ดุสิต ให้ทุกข์ทรมาน ทุรน-ทุราย ปวดร้าวลึก ถึงกมลสันดาน มาสาหัสยาวนานมาก ทีเดียว


    สร้างกุศลโดย “ปล่อยคน” เถอะครับ.. คุณสามารถ!


    ถึงให้ นายสมัคร-ดุสิต ติดคุก-ติดตะราง คุณสามารถ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากลึกๆ แล้ว “ปวดแปลบใจ” ตัวเองเปล่าๆ ที่ทำให้ คนต้องไป ติดคุก


    นายสมัครท่านก็ อายุมากแล้ว ยังจะครอบครัวท่าน ที่ไม่มีใคร นอกจาก คุณหญิงสุรัตน์ ที่ก็แก่เฒ่า ไม่เพียง ๒ ชีวิตนี้ ที่ต้องทุกข์ทรมาน ยังจะ ครอบครัว ลูก และ หลานอีกล่ะ ใจเขา-ใจเรา, ครอบครัวเขา-ครอบครัวเรา


    คุณสามารถ จะทนถูก “มโนธรรม” เฆี่ยนโบย สำนึกตัวเอง ได้หรือ?


    ผมว่าแค่นี้ก็ สาสมแก่กรรมที่ นายสมัคร ทำกับท่านแล้ว ที่เหลือ – คุณสามารถ อโหสิ ให้อภัย กับ นายสมัคร-ดุสิต เถอะครับ! และ นี่ก็จะเป็น กุศล และ เป็นกรรมที่ มนุษย์-เทวดา จะต้องสรรเสริญ อนุโมทนาให้กับ ท่าน และ ครอบครัว เจริญวัฒนา ตลอดไปแน่นอน


    เคารพมติ พรรคประชาธิปัตย์ ที่สั่งให้ “เอาให้ถึงที่สุด” นั้น ก็เคารพ เถอะครับ เพราะท่านเป็น ส.ส. ของ พรรคเขา แต่การ “ปล่อยคน” ด้วยรู้จักคำว่า “ให้” เป็นการเคารพ ธาตุแห่งคุณธรรมน้ำใจ ที่นับวัน ยากจะหาได้ ในมวลหมู่มนุษย์ ด้วยกันยิ่งนักแล้ว!


    ผมเชื่อ ถึง คุณสามารถ “ถอนฟ้อง” วันนี้ สมัคร-ดุสิต จะพ้นคุกตะราง ก็เพียงกาย แต่ใจ ในชีวิตที่เหลือ เหมือน เนื้อที่ถูกแล่ เอาเกลือทา ถึงแม้ คุณสามารถ ไม่ยอมให้อภัย ก็ใช่ว่า คุกมีนักโทษ เพิ่มอีก ๒ คน แล้วบุญกุศลใด จะเกิดได้กับคุณ?


    คุณสมบัติอย่างหนึ่ง ที่ “นักการเมืองที่ดี” ควรมีคือ ใจที่ไม่แคบ ไม่จำเป็นต้อง แสวงหา รัก และ มิตรสหาย เพราะใจ ที่ไม่แคบ นั้น มันจะไม่ใช่ ที่อยู่อาศัย ของ ศัตรู


    ผมก็ไม่รู้จัก นายสมัคร ไม่รู้จัก นายดุสิต และทั้ง นายสามารถ ก็ไม่รู้จัก เป็นเหมือนแค่ คนดูมวย อยากเห็น การเตะ ต่อย กระทุ้งเข่า ฟันศอก ให้เลือดกระฉูด จะตายไป


    แต่เห็น ฝ่ายไหน เพลี่ยงพล้ำ ล้มคว่ำ-ล้มหงาย แล้วก็ไม่อยากให้ โหดร้าย ต่อกันอีก ผมคิดเพียงแค่นั้น ไม่มีเจตนาอื่นใด ซ่อนเร้น คุณสามารถ จะตัดสินใจ ประการใด ผมเคารพใน สิทธิ์ที่เสมอภาคกัน ทางกฎหมาย ด้วยเข้าใจทุกฝ่ายจริงๆ


    สำหรับ ทนายนั้น ต้องฟังเขาครับ แต่การตัดสินใจ เป็นของ ท่านมิใช่หรือ?


    ครับ.. วันนี้ก็คุย นอกเรื่อง-นอกราว ถูกใจท่าน หรือ ขัดใจท่าน ก็เก็บไว้ในใจ เถอะครับ นานๆ ที ก็ขอให้ผม ได้พูดคุยอะไรๆ ที่ใจอยากจะพูด บ้างเถอะนะ


    สำหรับ “รัฐบาลสมชาย” ก็ผ่านขั้นตอน ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือขั้นตอนสุดท้าย ที่จะเป็น รัฐบาล สมบูรณ์แบบ คือ


    การแถลงนโยบายต่อ สภาฯ กำหนดกันว่า ภายในวันที่ ๘ ตุลา แต่ยังไม่ทันไร ดูเหมือนว่า สภาฯ ล่ม ซ้ำซาก และ ฟากรัฐบาลกันเอง นั่นแหละ เริ่ม “เคาต์ดาวน์” กันแล้ว.

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 26 กันยายน 2551
    http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=26/Sep/2551&news_id=164477&cat_id=200


    พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ บทย้อนสติ “สมัคร-ดุสิต”คิดตามวัน


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    September 25, 2008

    “ประพันธ์” มอบ “วีระ สมความคิด”แจ้งจับ “สมชาย” ฐานวิ่งเต้น ตุลาการ ช่วย “แม้ว”

    Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,คดีซุกหุ้น,คดีอาญา,คดีแพ่ง,ความขัดแย้ง,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ทุจริต,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,วิกฤติ,อาชญากรรม — accomthailand @ 23:10
    Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,
    นายประพันธ์ คูณมี ดีตสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที พันธมิตร

    นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที พันธมิตร


    “ประพันธ์”มอบ “วีระ”แจ้งจับ “สมชาย” วิ่งตุลาการช่วย “แม้ว”


    “ประพันธ์”เตือน “3เกลอ” ระวังเข้าคุก ฐานหมิ่นประมาท ตามรอยลูกพี่ ปรามอัยการสูงสุด ไม่ควรรับรอง “หมัก” ยื่นฎีกา พร้อมทวงถาม คดียุบ ไทยรักไทย กกต. สั่งดำเนินคดี “เสธ.ไอซ์-ธรรมรักษ์-พงษ์ศักดิ์” จ่ายเงิน จ้างพรรคเล็ก ไปถึงไหนแล้ว พร้อมเผยมอบ “วีระ สมความคิด” แจ้งจับ “สมชาย” ฐานวิ่งเต้น ตุลาการช่วย “แม้ว” คาดเป็น นายกฯ คนที่ 3 ที่จะเดินเข้าคุก


    คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายประพันธ์ คูณมี ปราศรัย
    คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายประพันธ์ คูณมี ปราศรัย
    คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายประพันธ์ คูณมี ปราศรัย


    วันนี้ (25 ก.ย.) เมื่อเวลา ประมาณ 20.00 น. นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที พันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใน ทำเนียบรัฐบาล ว่า ใครก็ตาม ที่คิดใส่ร้าย หรือเป็นศัตรูกับ พันธมิตรฯ นั้น ตอนนี้ก็ได้เห็นแล้วว่า ครอบครัว ที่ว่า รวยระดับโลก ยังไม่มีแผ่นดินอยู่ ซึ่งเมื่อตนไปที่ไหน เจอใคร เขาก็พูดถึง พันธมิตรฯ ด้วยความทึ่ง และ มหัศจรรย์ อย่างเหลือเชื่อ ว่านึกไม่ถึงที่ ประชาชนทั่วประเทศ จะมารวมพลังเป็น พันธมิตรฯ ได้


    “ที่พูดมานี้ เป็นข้อเท็จจริง สิ่งที่ เป็นปรากฏการณ์ ให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ของ ประเทศไทย ที่ ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ต้องจารึก ว่า การมารวมตัวของ ประชาชนนั้น เป็นการแสดง ความยิ่งใหญ่ที่สุด อย่างน้อย นายกฯ คนที่หนึ่ง ไม่แผ่นดินอยู่ แล้ว นายกฯ คนที่สอง กำลังจะ ติดคุก เห็นหรือยังว่า พลังอันยิงใหญ่ของ พันธมิตร นั้นยิ่ง่ใหญ่จริงๆ” นายประพันธ์ กล่าว


    นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ พวกเราไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น วันนี้ ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์ ซึ่งให้จำคุก นายสมัคร สุนทรเวช เป็นเวลา 2 ปี ไปแล้ว แต่อีกคดีหนึ่ง ที่จำเป็นต้องฟัง ซึ่งศาลได้มีคำสั่ง ให้เลื่อนออกไปก่อน นั่นคือ


    คดีที่ดินรัชดา ซึ่งอาจจะมี บางคนไม่เข้าใจว่า ทำไมศาล ถึงต้องเลื่อนไป และ ทำไมต้องออกหมายจับ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า ทักษิณ กับ พจมาน ได้หนี ไป ทำไม ศาล ไม่อ่านคำพิพากษา ไปเลย ซึ่งจริงๆ ทำไม่ได้ เพราะเป็นไป ตามขั้นตอนของ กฎหมาย แม้จำเลย จะหนีไป ศาล ก็ต้องออกหมายจับ และ ให้เวลามาฟัง คำพิพากษา ภายใน 30 วัน ถ้าไม่มา ถึงสามารถ อ่านคำพิพากษา ลับหลังจำเลย ฉะนั้น ไม่เกินเดือนหน้า จะได้รู้ว่า สองคน ที่ หนีนั้น จะติดคุกหรือไม่


    นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า คดีของ นายสมัคร กับ นายดุสิต ศิริวรรณ นั้น เป็นอุทาหรณ์ และเป็นเครื่องเตือนใจ ไปถึง “3 เกลอหัวขวด” ที่สถานี โทรทัศน์ เอ็นบีที ให้ระวังจะ ติดคุกตาม ลูกพี่ ซึ่งเรื่องคดีของ นายสมัคร กับ นายดุสิต นั้นเป็นไปตามกรรม โดยแท้ เนื่องจาก สมัยอดีตได้ไป โจมตี การชุมนุม ของ นิสิต-นักศึกษา ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้ วิทยุยานเกราะ ใส่ร้ายนักศึกษา โดยหาว่า นักศึกษา เป็น คอมมิวนิสต์ มีการ สะสมอาวุธ สร้างอุโมงค์ใต้ดินที่ ธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ ยังได้ปลุกระดมให้ ประชาชน ที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง เกลียด นักศึกษา แล้วนำมาเป็นเหตุ รัฐประหาร ใช้กำลังอันธพาล เข่นฆ่านักศึกษา


    “จากวันนั้น ถึงวันนี้ เป็นเหตุการณ์ ที่อัปยศที่สุด และ วันนี้ กรรมได้ตามทัน ศาลได้ตัดสิน จำคุกไม่รอลงอาญา 2 ปี ซึ่งอย่าได้ไป สงสารคนๆ นี้ เนื่องจาก ก่อกรรม ไว้มาก รวมทั้งเชื่อว่า คดีนี้ ไม่สามารถฎีกา ทั้งข้อเท็จจริง และ ข้อกฎหมายได้ ไม่ว่าจะไปขอให้ ศาลรับรอง ก็ตาม และ ยังเชื่อด้วยว่า ผู้พิพากษา ที่ตัดสินคดีนี้ ไม่น่าจะมีใคร ให้การรับรอง ยื่นฎีกา ในข้อเท็จจริง ได้” นายประพันธ์กล่าว


    นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นมีอยู่ทางเดียวคือ ต้องอุทธรณ์ ข้อกฎหมาย หรือไม่ ก็ต้องวิ่งเต้นไปหา อัยการสูงสุด และ วันนี้ ตนขอเตือน อัยการสูงสุด ว่า คดียุบพรรค ยังเคลียร์ไม่จบ อย่าไปฎีกา ข้อเท็จจริง และ ข้อกฎหมาย เพราะ อัยการไม่รู้เรื่อง ที่ฟ้องกัน อยู่ๆ จะไปรับรองได้ อย่างไร แม้กฎหมาย จะเขียนให้ อัยการ รับรองได้ ท่านก็ไม่ควร ไปรับรอง ปล่อยให้คนแบบนี้ ติดคุก ไปเลย


    ถ้าหากไปรับรอง ตนจะตามไปทวงถามเรื่อง คดียุบไทยรักไทย, เสธ.ไอซ์, พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ซึ่งเป็นคนจ่ายเงิน จ้างพรรคเล็ก ที่กระทรวงกลาโหม ก.ก.ต.สั่งให้ฟ้อง ดำเนินคดีทางอาญาแล้ว อัยการสูงสุด ดำเนินการ แล้วหรือยัง


    “เรื่องนี้ คงมีคนอธิบาย ให้ฟังหลายคนแล้ว เกี่ยวกับ ช่องทาง ที่เขาจะอุทธรณ์ได้นั้น ต้องไปขอ อัยการสูงสุด รับรอง แต่ตอนนี้ ต้องดักคอ อัยการสูงสุด ไว้ก่อน หากไปรับรอง เมื่อไร พวกเราสัญญาว่า จะไปบุกถึง อัยการ ส่วนเรื่องข้อกฎหมาย คดีหมิ่นประมาท ไม่มีเรื่อง ข้อกฎหมาย ที่จะอุทธรณ์ได้ อยู่แล้ว” นายประพันธ์กล่าว


    นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ มาบอกข่าวดี ซึ่งพวกเราได้นำ นายกฯ เข้าคุกไปแล้ว 2 คน มาวันนี้ จะนำ นายกฯ เข้าคุกอีก 1 คน เป็นคนที่ 3 คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คนพวกนี้ ไม่ต้องเอาไว้ รกบ้าน ซึ่งตนได้ให้ ข้อมูลกับ นายวีระ สมความคิด ประธานกรรมการ อำนวยการ เครือข่าย ประชาชน ต่อต้าน คอร์รัปชั่น ไปแจ้งความ กล่าวหา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่าเป็นคนวิ่งเต้น ติดสินบน ตุลาการ ให้ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ฉะนั้น นายสมชาย จะต้อง เดินตามรอย พี่เมีย และ เมีย พร้อม ลูกสาว ก็จะติดคุก เนื่องจาก ร่ำรวยผิดปกติ และ ไม่แจ้ง บัญชีทรัพย์สิน


    “สิ่งเหล่านี้คือ พลังของพี่น้อง พันธมิตรฯ ที่จะ เปลี่ยนแปลง บ้านเมือง และจะทำให้ กระบวนการยุติธรรม เข้มแข็ง ส่วน องค์ประกอบ ของ รัฐบาล ไม่ต้องพูดซ้ำ กันแล้ว เพราะเป็น รัฐบาลแห่งความอัปยศ ที่สุด ฉะนั้น ขอให้ พี่น้อง ทั่วประเทศ จงยืนหยัดต่อสู้ ไม่ต้องหวั่นไหว บ้านเมืองนี้ ประเทศนี้ จะต้องมี สิ่งที่ ดีๆใหม่ๆ เพื่อพวกเราทุกคน อย่างแน่นอน” นายประพันธ์ กล่าว

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
    25 กันยายน 2551 23:10 น.
    http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000114079


    พิมพ์ ข่าวนี้ “ประพันธ์”มอบ “วีระ”แจ้งจับ “สมชาย” วิ่งตุลาการช่วย “แม้ว”


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    Next Page »

    Blog at WordPress.com.