Accom Thailand

May 28, 2009

Bali 4d3n by Thai Airways – มนต์เสน่ห์ บาหลี 4 วัน 3 คืน


Tour Code BALI 01 (TG – Bali 4d3n)

บาหลี 4 วัน 3 คืน
กรุงเทพฯ – บาหลี – กรุงเทพฯ
เมืองแห่งมนต์เสน่ห์ ของ ขุนเขา และ อ่าวยอดนิยม แห่ง อินโดเนเซีย
โดย สายการบินไทย (TG)

กรุงเทพฯ – บาหลี –
ผ่านชมอนุสาวรีย์บิม่า เทพเจ้าแห่งท้องทะเล ย่าน Kartika Plaza ชมทัศนียภาพ ที่เขียวขจีด้วยต้นข้าว –
หน้าผาอูรูวาตู – CELUK หมู่บ้านเครื่องเงิน – ชมย่าน UBUD หมู่บ้านศิลปินศูนย์กลาง –
KINTAMANI ที่ท่านจะ ตะลึงกับความงาม ของขุนเขา –
ชมความงามของภูเขาไฟ กุหนุงอากุง – TEMPAK SIRING วิหารศักดิ์สิทธิ์ภัคศิริงค์ สร้างในศตวรรษที่13 –
ชมความมหัศจรรย์ของบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ TERTA EMPUL –
ขึ้นสู่ เทือกเขาเบดูกัล – ชมวิหารกลางมหาสมุทรอินเดีย TANAH LOT ทานาล็อต –
บาหลี ช้อปปิ้งตามอัธยาศัย – กรุงเทพฯ
สุดเที่ยวสุดคุ้ม ช้อปปิ้งสบาย สบาย!!!
พักโรงแรม International Class 3-5 Stars อาหาร 8 มื้อ

ออกเดินทางได้ ทุกวัน ตั้งแต่ 2 ท่าน ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. 52

อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่ พักห้องคู่
ราคา รวมตั๋วเครื่องบิน สายการบินไทย (ตั๋วราคาพิเศษเท่านั้น)
เริ่มต้นที่ 19,500.- บาท

อัตราค่าบริการรวม :
– ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ สายการบินไทย (ตั๋วราคาพิเศษเท่านั้น) เส้นทางตามระบุ ชั้นทัศนาจร
– ค่าประกันภัยสายการบินและค่าน้ำมันที่มีการเรียกเก็บจากสายการบิน
– ค่าที่พัก 3 คืน, อาหารตามรายการ, ค่าเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ และ รถรับ-ส่ง ตามที่ระบุในรายการ
– ค่าน้ำหนักสัมภาระท่านละไม่เกิน 20 ก.ก.

อัตราค่าบริการ ไม่รวม :
– ค่าภาษีสนามบิน Denpasar 17USD
– ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าทำหนังสือเดินทาง ,ค่าโทรศัพท์ส่วนตัว , ค่าซักรีด , มินิบาร์ในห้องพัก เป็นต้น
– ค่าวีซ่า ( ในกรณีที่ไม่ใช่หนังสือเดินไทย )
– ค่าทิปไกด์ท้องถิ่น และคนขับรถ
– ค่าสัมภาระที่หนักเกินสายการบินกำหนด
– ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 %

ติดต่อขอโปรแกรม Viva Voyage (วีว่า โวยาจ ) 518/3 ชั้น 3 ถนนเพลินจิต กทม. 10330 โทร 02-2548381 , 026520702 หรือ E-Mail : viva.voyage@gmail.com
หรือ คลิกที่นี่ เพื่อ Download ข้อมูล หรือ ดูโปรแกรมของ วันที่ 1 วันที่ 2 วันที่ 3 วันที่ 4
รายละเอียด เอกสารใช้ยื่นประกอบ การทำวีซ่า สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

February 10, 2009

World Heritage in China:Dazu Rock Carvings – หินสลักยุคหลัง ที่ เมืองฉงชิ่ง


World Heritage in China世界遗产在中国: Dazu Rock Carvings大足石刻1/3 – June 30, 2008

World Heritage in China世界遗产在中国: Dazu Rock Carvings大足石刻2/3 – June 30, 2008

World Heritage in China世界遗产在中国: Dazu Rock Carvings大足石刻3/3 – July 01, 2008

The Dazu Rock Carvings (Chinese: 大足石刻; pinyin: Dàzú Shíkè) are a series of Chinese religious sculptures and carvings, dating back as far as the 7th century A.D., depicting and influenced by Buddhist, Confucian and Taoist beliefs. Listed as a World Heritage Site, the Dazu Rock Carvings are made up of 75 protected sites containing some 50,000 statues, with over 100,000 Chinese characters forming inscriptions and epigraphs. The sites are located on the steep hillsides within Dazu County (near the city of Chongqing, China), with the high points being the carvings found on Mount Baoding and Mount Beishan.

กลุ่มหินสลักที่ ต้าจู๋ เป็นตัวแทนของความเชื่อใน เทพเจ้า ของสังคมชาวจีน โดยตลอดระยะเวลา ของวิวัฒนาการ ในความเชื่อเรื่องศาสนา ของสามัญชน ได้ถ่ายทอดออกมา ในงานศิลปะทั้ง ในแง่ความเชื่อในพุทธศาสนา ศาสนาเต๋า และ หลักคำสอนของ สำนักปรัชญาขงจื๊อ ซึ่งมีทั้งที่ขัดแย้งกัน และ สอดคล้องกลมกลืนกัน โดยทั้งผลงานแกะสลัก ตามความเชื่อ ในศาสนาเต๋า และ ตามหลักคำสอนของขงจื๊อนั้น มีพื้นฐานศิลปะ ที่เจริญงอกงาม มาจากศิลปะถ้ำ แนวพุทธศิลป์ของจีน

The earliest carvings were begun in 650 A.D. during the early Tang Dynasty, but the main period of their creation began in the late 9th century, when Wei Junjing, Prefect of Changzhou, pioneered the carvings on Mount Beishan, and his example was followed after the collapse of the Tang Dynasty by local and gentry, monks and nuns, and ordinary people during the Five Dynasties and Ten Kingdoms Period (907-65). In the 12th century, during the Song Dynasty, a Buddhist monk named Zhao Zhifeng began work on the elaborate sculptures and carvings on Mount Baoding, dedicating 70 years of his life to the project.

The carvings were listed as a World Heritage Site in 1999, citing “…their aesthetic quality, their rich diversity of subject matter, both secular and religious, and the light that they shed on everyday life in China during this period. They provide outstanding evidence of the harmonious synthesis of Buddhism, Taoism and Confucianism.”


ข้อมูล


มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีค.ศ.1999
ที่ตั้ง : อำเภอต้าจู๋ ทางทิศตะวันตกเหนือใน นครฉงชิ่ง
สร้างเมื่อ : ราว ค.ศ.650 ปีแรก แห่งรัชสมัยหย่งฮุย ต้นราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) จนถึง ราชวงศ์หมิง-ชิง (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14-19)
อาณาเขต : กินอาณาบริเวณของหินสลัก ที่ภูเขาทั้ง 5 ได้แก่ เป่ยซัน เป๋าติ่งซัน หนันซัน สือจ้วนซัน และ สือเหมินซัน และ เทือกเขาอื่นๆโดยรอบ ในเขตปกครอง 28 หมู่บ้านของพื้นที่ 32 ตำบล ทั่วอำเภอต้าจู๋

ข้อมูลท่องเที่ยว
การเดินทาง เดินทางโดยรถไฟหรือรถบัสจากเมืองฉงชิ่ง ลงที่สถานีอำเภอต้าจู๋ และต่อรถโดยสารไปตามจุดท่องเที่ยวต่างๆได้ การเที่ยวชมหินสลัก อ.ต้าจู๋ จากตัวเมือง ฉงชิ่ง สามารถไปเช้าเย็นกลับได้

ราคาบัตร (ปรับเมื่อปี 2003) ชมหินสลัก บนยอดเป๋าติ่ง 80 หยวน ชมทิวทัศน์ในเขต เป่ยซันจิ่งชีว์ 60 หยวน ราคาบัตรเหมา เข้าชมทั้ง 2 แห่ง 120 หยวน

ปฏิทินงานเทศกาล อ.ต้าจู๋

เทศกาลงานวัดบนยอดเป๋าติ่ง วันที่ 19 เดือนยี่ (ตามปฏิทินจันทรคติของจีน) ซึ่งเชื่อว่าเป็นวันเกิดของพระโพธิสัตว์กวนอิม

นิทรรศการดอกบัว เดือนกรกฎาคม-สิงหาคมทุกปี เป็นงานแสดงดอกบัว ที่ปลูกอยู่ใน อำเภอนี้ หลากหลายพันธุ์ รวมถึงศิลปวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับดอกบัว

นิทรรศการศิลปะหินสลักต้าจู๋ ชมศิลปะการแกะสลัก และงานแสดงดนตรีที่อำเภอต้าจู๋ ในเดือนตุลาคม

ติดตามข่าวท่องเที่ยว อ.ต้าจู๋ ที่ http://www.accomthailand.com


ปรับปรุง จาก ข้อมูล และ คลิป ของ juanpingz

คลิปจาก http://www.youtube.com



อ่านเรื่อง ที่เกี่ยวข้อง กับ Dazu Rock Carvings from

  • Wikipedia , the free encyclopedia
    http://en.wikipedia.org/wiki/Dazu_Rock_Carvings
  • UNESCO World Heritage Centre
  • หินสลักยุคหลัง ที่ เมืองฉงชิ่ง ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 10 พฤษภาคม 2547 12:06 น.
  • Dazu Rock Carving
  • About Dazu Rock Carving (in Englisch)
  • Baodingshan of Dazu Rock Carving (in Englisch)
  • จาก ข้อมูล และ ภาพ ของ http://www.cndz.net/english/


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    August 13, 2008

    สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใย เรื่องการศึกษา ประวัติศาสตร์


    ศธ.น้อมนำพระราชเสาวนีย์ ปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์เข้มข้น


    นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึง พระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงให้ กระทรวงศึกษาธิการ รื้อฟื้น วิชาประวัติศาสตร์ ขึ้นมาใหม่ ว่า พร้อมน้อมรับ พระราชเสาวนีย์ มาดำเนินการ


    โดยได้เชิญ สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ดูแลการศึกษา ขั้นพื้นฐานโดยตรง มาหารือ เพื่อเร่งดำเนินการ ตาม พระราชเสาวนีย์ แล้ว ซึ่ง สพฐ. จะรวบรวม ข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ทั้งหมด เพื่อมากำหนดทิศทาง ในการปรับปรุงให้ เป็นรูปธรรม


    หาก ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะได้นำเรื่องนี้เรียนต่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้ได้รับทราบด้วย ทั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ น่ายินดีมากที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใย เรื่องการศึกษา ประวัติศาสตร์


    ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ จะเร่งดำเนินการ ให้มีความสมบูรณ์และเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด ส่วนจะแยกเป็น วิชาประวัติศาสตร์ เลยหรือไม่นั้น คงต้องให้ สพฐ. ได้พิจารณาปรับปรุงให้ เสร็จเรียบร้อยก่อน


    ด้าน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สพฐ. จะลงไปสำรวจ โรงเรียนต่างๆ ว่ามีการจัดการเรียน การสอน วิชาประวัติศาสตร์ มากน้อยเพียงใด เพื่อจะดำเนินการ ในเรื่องนี้ ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น


    โดยจะได้นำเข้าหารือ ในการประชุมนัดแรกของ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชุดใหม่ ทั้งนี้ ปัจจุบัน การเรียน ประวัติศาสตร์ จะถูกบรรจุอยู่ใน วิชาสังคมศึกษา ซึ่งแบ่งเนื้อหา การเรียนการสอนเป็น 3 ส่วน ได้แก่


    ประวัติศาสตร์ชาติไทย
    ประวัติศาสตร์สากล และ
    วิธีการประวัติศาสตร์


    นอกจากนี้ จะมีการส่งเสริมกิจกรรม ด้านประวัติศาสตร์ แก่นักเรียน เช่น การจัดทัศนศึกษาสถานที่ ตามประวัติศาสตร์ เพื่อให้ นักเรียนรู้สึก ซึมซับ ใน ประวัติศาสตร์ มากยิ่งขึ้น

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 13 สิงหาคม 2551 16:09 น.
    http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000095567


    พิมพ์ ข่าวนี้ ศธ.น้อมนำพระราชเสาวนีย์ ปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์เข้มข้น


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    June 4, 2008

    กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา สำรวจ เขาพระวิหาร

    คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา สำรวจเขาพระวิหาร พิสูจน์ข้อเท็จจริง กรณีพื้นที่ทับซ้อน ระหว่าง ไทย – กัมพูชา บริเวณเขาพระวิหาร เผยกรณี พื้นที่ทับซ้อน น่าจะมีการตกลงแลกเปลี่ยนประโยชน์กับพื้นที่อื่น จึงปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังมานาน แนะ รัฐบาลควรให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ด้วย

    ที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารโคปุระชั้นที่ 2 ติดกับ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา พร้อมด้วย คณะกรรมาธิการต่างประเทศ จำนวนประมาณ 10 คน ได้เดินทาง ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อรับทราบข้อมูลกรณีปัญหาพื้นที่ทับซ้อน บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร และกรณีที่ มีประชาชนชาวกัมพูชา พากันบุกรุกเข้ามาสร้างบ้านเรือนที่พักอาศัย แล ะร้านค้าขายของที่ระลึก ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร

    ซึ่งนายเจิมศักดิ์ และคณะ ได้เดินสำรวจบริเวณที่มีปัญหาทับซ้อน รวมทั้งสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ทั้งจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 และเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จากนั้นได้ขึ้นไปตรวจสอบดูปราสาทเขาพระวิหารแต่ละชั้น ซึ่งพบว่าสภาพปราสาทส่วนมาก ยังคงมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แม้ว่าบางส่วนจะ ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลาก็ตาม แต่ก็ยังคงมีความสวยงามเช่นเดิม ตามแบบของอารยธรรมขอมโบราณ

    นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่า กรณีที่ชาวกัมพูชา เข้ามาสร้างบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหารนั้น หากจะดูตาม คำพิพากษา ของศาลโลกแล้ว ถือว่าบริเวณเชิงเขาพระวิหาร เป็นเขตแดนไทยอย่างชัดเจน แต่ตนไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด จึงมีการปล่อยให้ชาวเขมร เข้ามาสร้าง บ้านเรือนและ ร้านค้าอยู่กันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการสร้างวัดบน พื้นที่ ทับซ้อนระหว่าง ไทยกับกัมพูชาอีกด้วย

    ซึ่งเรื่องนี้ตน เห็นว่าจะต้องมีการต่อรองเจรจากัน แต่ตนดูแล้วเห็นว่า ทางฝ่ายไทยเราค่อนข้างใจดีมาก เนื่องจากว่ามีการอะลุ่มอะหล่วย อนุญาตให้ชาวเขมรเข้ามาอยู่ในเขตแดนของตนเอง ซึ่งดูแล้วจะเห็นว่าใจดีผิดปกติ

    แต่ตนคิดว่าทางฝ่ายบริหารอาจจะมีการพิจารณาดูแล้วว่า เราอาจจะได้ประโยชน์จากจุดอื่นก็ได้ ซึ่งตน ทราบว่ามีการไปเจรจาตกลงกัน ที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปลายเดือนที่แล้ว แต่ตนก็ไม่ทราบว่า ใครไปตกลงอะไรกับใคร เนื่องจากว่า มีเพียงฝ่ายการเมือง กับฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น ที่ไป เจรจากับฝ่ายกัมพูชา ส่วนจะมีการแลกเปลี่ยน ผลประโยชน์บริเวณปราสาทเขาพระวิหารนี้ กับจุดอื่นด้วย หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ซึ่งจะต้องดูว่าใครไปตกลงกับใคร

    นายเจิมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่ทางฝ่ายกัมพูชา จะมีการนำเอาแผนที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารนี้ส่ง ไปให้ฝ่ายไทยได้ตรวจสอบดูในวันที่ 6 มิ.ย.51 นี้ คงจะต้อง เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ว่า จะยอมรับได้หรือไม่

    ซึ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนนี้ จะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาที่เรื้อรังยืดเยื้ออีกต่อไป ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้คงจะต้องมีการเจรจากันอย่างยืดยาว และใช้เวลานานพอสมควร ตามความคิดเห็นของตนแล้ว เรื่องนี้คงจะต้องใช้เวลานานพอสมควร จึงจะทำให้ การเจรจาประสบผลสำเร็จได้ และหากว่า การเจรจาแก้ไขเรื่องพื้นที่ทับซ้อนนี้ ไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ การที่ฝ่ายกัมพูชา ขอขึ้นทะเบียน ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลก ก็คงต้องมี การเลื่อนเวลาออกไปอีกอย่างแน่นอน

    ตนเห็นว่าในการแก้ไขปัญหาเรื่อง พื้นที่ทับซ้อนและ การที่ฝ่ายกัมพูชาให้ ประชาชนชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่ในพื้นที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารนี้ จะต้องให้คนในพื้นที่ในเขต จ.ศรีสะเกษ เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วย ไม่ควรที่จะให้เพียงส่วนกลางเท่านั้นเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา

    เพราะว่าบางที คนที่มาจากส่วนกลาง ก็ไม่มีความเข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เท่ากับ คนในพื้นที่นั่นเอง ซึ่งคงจะต้องนำเรื่องนี้ไปหารือกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ ผู้จัดการออนไลน์


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    April 26, 2008

    พิธีรำลึกเตือนสติ มหันตภัยเชอร์โนบิล 22 ปี

    chernobyl001
    chernobyl002

    22 years after the disaster, Chernobyl’s landscape reminds one of a barren planet.
    Even more damage was done to local residents, their bodies and minds alike.
    Red Cross provides them with both medical and psychological assistance.
    Recently, radiation linked illnesses have increased.
    Keep up your interest in Chernobyl.

    “On April 26, 1986, the world’s worst nuclear power plant accident occurs at t…he Chernobyl nuclear power station in the Soviet Union. Thirty-two people died and dozens more suffered radiation burns in the opening days of the crisis, but only after Swedish authorities reported the fallout did Soviet authorities reluctantly admit that an accident had occurred. The Chernobyl station was situated at the settlement of Pripyat, about 65 miles north of Kiev in the Ukraine. Built in the late 1970s on the banks of the Pripyat River, Chernobyl had four reactors, each capable of producing 1,000 megawatts of electric power. On the evening of April 25, 1986, a group of engineers began an electrical-engineering experiment on the Number 4 reactor. The engineers, who had little knowledge of reactor physics, wanted to see if the reactor’s turbine could run emergency water pumps on inertial power. As part of their poorly designed experiment, the engineers disconnected the reactor’s emergency safety systems and its power-regulating system. Next, they compounded this recklessness with a series of mistakes: They ran the reactor at a power level so low that the reaction became unstable, and then removed too many of the reactor’s control rods in an attempt to power it up again. The reactor’s output rose to more than 200 megawatts but was proving increasingly difficult to control. Nevertheless, at 1:23 a.m. on April 26, the engineers continued with their experiment and shut down the turbine engine to see if its inertial spinning would power the reactor’s water pumps. In fact, it did not adequately power the water pumps, and without cooling water the power level in the reactor surged. To prevent meltdown, the operators reinserted all the 200-some control rods into the reactor at once. The control rods were meant to reduce the reaction but had a design flaw: graphite tips. So, before the control rod’s five meters of absorbent material could penetrate the core, 200 graphite tips simultaneously entered, thus facilitating the reaction and causing an explosion that blew off the heavy steel and concrete lid of the reactor. It was not a nuclear explosion, as nuclear power plants are incapable of producing such a reaction, but was chemical, driven by the ignition of gases and steam that were generated by the runaway reaction. In the explosion and ensuing fire, more than 50 tons of radioactive material were released into the atmosphere, where it was carried by air currents. On April 27, Soviet authorities began an evacuation of the 30,000 inhabitants of Pripyat. A cover-up was attempted, but on April 28 Swedish radiation monitoring stations, more than 800 miles to the northwest of Chernobyl, reported radiation levels 40 percent higher than normal. Later that day, the Soviet news agency acknowledged that a major nuclear accident had occurred at Chernobyl. In the opening days of the crisis, 32 people died at Chernobyl and dozens more suffered radiation burns. The radiation that escaped into the atmosphere, which was several times that produced by the atomic bombs dropped on Hiroshima and Nagasaki, was spread by the wind over Northern and Eastern Europe, contaminating millions of acres of forest and farmland. An estimated 5,000 Soviet citizens eventually died from cancer and other radiation-induced illnesses caused by their exposure to the Chernobyl radiation, and millions more had their health adversely affected. In 2000, the last working reactors at Chernobyl were shut down and the plant was officially closed.” source *** related links:

    http://video.aol.com/video-detail/documentary-disaster-at-chernobyl-2004-part-12/3483080659
    http://video.aol.com/video-detail/documentary-disaster-at-chernobyl-2004-part-22/173658980


    ยูเครนได้จัดพิธีรำลึกในวันนี้ในโอกาสครบ รอบ 22 ปี ของ เหตุระเบิดที่ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เชอร์โนบิล ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นมหันตภัยระดับโลก เพราะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 25,000 คน ทั้งในยูเครน รัสเซียและเบลารุส และได้รับผลกระทบอีก หลายล้านคน


    พิธีรำลึกครั้งนี้จัดขึ้นที่เมือง ซลาวูติช เมืองเล็กๆ อยู่ห่างจาก โรงไฟฟ้าดังกล่าวประมาณ 50 กิโลเมตร โดยมีผู้คนเข้าร่วมประมาณ 100 คน รวมทั้ง ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยุชเชนโก และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน ซึ่งในพิธีดังกล่าว มีการวางพวงมาลาและจุดเทียนไขเพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตด้วย

    ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


    ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ::
    โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ จาก http://www.school.net.th


    โรงไฟฟ้าที่ทำให้คนทั้งโลกหวาดผวากับนิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล จาก http://www.egc.in.th


    จับกระแสโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทย พลังงานทางเลือก หรือหายนะภัย!? โดย องอาจ เดชา


    หลังจากการระเบิดของ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ในรัสเซียแล้ว รัฐบาลเยอรมันก็สั่งยุติการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่ม ปัจจุบันมีอยู่ 19 โรง และหันมาใช้เชื้อเพลิงถ่านหินแทน เพราะเยอรมันผลิตถ่านหินได้มากถึงร้อยละ 20 ของโลก แม้ถ่านหินจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามาก แต่ทางบริษัทซีเมนส์ก็ออกมายืนยันว่า เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ปัจจุบัน สามารถดักจับก๊าซ CO2 ได้มากขึ้น


    คัดบางส่วนมาจากข้อเขียนของ “ลม เปลี่ยนทิศ” อ่านฉบับเต็ม ได้จาก www.moomkafae.com


    26 เมษายน พ.ศ. 2529 โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chernobyl Nuclear Power Plant) ที่เมืองเชอร์โนบิล ประเทศยูเครน (สมัยนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) เกิดการระเบิด หลังจากที่ทีมวิศวกรตรวจสอบการทำงานของระบบทำความเย็น โดยปิดระบบรักษาความปลอดภัย เมื่อแรงดันไอน้ำภายในสูงขึ้น อย่างฉับพลัน แต่ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติ กลับไม่ทำงาน


    ส่งผลให้ให้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ระเบิด สารกัมมันตรังสีเกือบทั้งหมดแพร่กระจายสู่บรรยากาศ ในรัศมี 30 กิโลเมตรมีการเปรอะเปื้อนรังสีสูง ถูกประกาศเป็นเขตอันตราย (Zone of alienation) สารกัมมันตภาพรังสี ลอยออกไปปนเปื้อนทั้งในอากาศ แม่น้ำ ผืนดิน ทั่วทวีปยุโรปกว่า 3.9 ล้านตารางกิโลเมตร ต้องอพยพประชาชนประมาณ 336,000 คน


    หลังอุบัติเหตุ รัฐบาลยูเครน พยายามปิดข่าว แจ้งเพียง แค่ว่ามี เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าและ เจ้าหน้าที่ดับเพลงเสียชีวิตจำนวน 31 คน มีผู้บาดเจ็บจากกัมมันตรังสี 203 คน แต่ด้วยความต้องการไฟฟ้าจำนวนมาก รัฐบาลยูเครนก็สั่งเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เหลือในปี 2534 ก่อนที่โรงงานแห่งนี้จะปิดตัวเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ในปี 2545


    องค์กรอนามัยโลก (WHO) ได้สรุปผลความเสียหายว่า มีผู้เสียชีวิตจากแรงระเบิดโดยตรง 47 ราย และคาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีก 9,000 คน จากจำนวน ผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดประมาณ 6.6 ล้านคน ซึ่ง 4,000 คนมีสาเหตุจากโรคมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ ที่เหลือจากโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ และโรคอื่น ๆ


    นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอีกจำนวนมาก นับว่าเป็นหายนะภัยจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่รุนแรงที่สุดในโลก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หายนะภัย เชอร์โนเบล ทำให้สารกัมมันตภาพรังสี รั่วไหลมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์ ที่ถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิถึง 200 เท่า


    ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ หายนะภัย เชอร์โนเบล ปรับปรุงจาก Sanook


    Blog at WordPress.com.