Accom Thailand

May 5, 2009

“วิระยา” เปลือยตัวเอง อ้างเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงตรัสถาม เรื่องบังคับ ขายเสื้อสีฟ้า


“วิระยา” รับสมเด็จฯ ตรัสถาม เรื่องเสื้อสีฟ้า – 5 ปี ยังไม่มีโอกาส ถวายเงิน

“วิระยา” เปลือยตัวเอง อ้างเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงตรัสถาม ด้วยพระองค์เอง เรื่องบังคับ ขายเสื้อสีฟ้า สร้างความเดือดร้อน ให้ผู้มีรายได้น้อย ส่วนเงินขายเสื้อจาก ปี 2547 จนถึงขณะนี้ ผ่านมา 5 ปี ยังไม่ได้นำขึ้น ทูลเกล้าฯ ยังอยู่ใน มูลนิธิตัวเอง ซัด ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ มีอคติส่วนตัว อ้างเป็นฝ่ายทูลลาไม่ขอ ตามเสด็จฯ เอง


ขณะที่พบว่า มูลนิธิมีการจัดจำหน่ายเสื้อ รวม 3 ล้านตัว ตัวละ 400 บาท รวมมูลค่าถึง 1,200 ล้านบาท หลังก่อนหน้านี้ คุยโอ่ เคยทำงานถวาย สมเด็จฯ 300 ล้าน ฟุ้งพร้อมทำงานออกเงินเอง ทุกบาท เพราะ พ่อแม่ ทิ้งสมบัติ ไว้ให้มาก

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม ได้สัมภาษณ์ ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิบำรุงขวัญ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชายแดน ใน พระบรมราชินูปถัมภ์ ที่บ้านพัก ซอยศรีอยุธยา 5 ให้สัมภาษณ์ว่า

Sondhi Limthongkul, founder of the People's Allianace for Democracy (PAD) and who survived an assassination attempt on April 17 speaks press during a press conference at his office in Bangkok on May 3, 2009. The founder of a royalist movement that helped topple former Thailand premier Thaksin Shinawatra said he believed soldiers were to blame for an assassination attempt on his life last month

Sondhi Limthongkul, founder of the People's Allianace for Democracy (PAD) and who survived an assassination attempt on April 17 speaks press during a press conference at his office in Bangkok on May 3, 2009. The founder of a royalist movement that helped topple former Thailand premier Thaksin Shinawatra said he believed soldiers were to blame for an assassination attempt on his life last month


ทุกวันนี้ได้รับกำลังใจจาก เพื่อนฝูง คนรู้จักแสดงความเป็นห่วง ตลอดทั้งวัน ต้องขอบคุณ นายสนธิ ที่พาดพิงถึง หลายเรื่อง จนทำให้ มีโอกาส เปิดอกคุยกับ สื่อ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยสนใจ คำพูด หรือ รายการเอเอสทีวี ด้วยซ้ำ ยืนยันว่า ไม่ได้ตกอับถึงขั้น ขอเงิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บ้านฐานะดี ร่ำรวยที่ดิน ซอยศรีอยุธยา 5 ทั้งซอยเป็นของ คุณแม่

“ที่โยงว่า พี่เกี่ยวข้องกับ การสังหาร อย่างคุณสนธิ ที่เลื่อนการแถลงข่าว หลายครั้ง และที่แถลงข่าว ก็พูดเหมือนว่า พี่เกี่ยว แต่พูดอีกที ก็บอกว่าไม่เกี่ยว ไม่ทราบว่า ถูกยิงที่ สมอง จนเพี้ยน หรือ เปล่า ถึงพูดจา กำกวม เช่นนี้” ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าว

ท่านผู้หญิงวิระยา กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ท่านผู้หญิงวิระยา กับ พ.ต.ท.ทักษิณ


ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวอีกว่า ดูจากวิธีการที่ คนร้ายยิง นายสนธิ ต้องเป็น ฝีมือคนระดับชาติ ไม่ใช่คนตัวเล็กๆ เช่นตน ที่เป็น ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ขนาด ไปกินข้าว กุ้งเป็นๆ ยังไม่ฆ่าเลย จะทำ อย่างนั้น ได้อย่างไร และ ไม่เชื่อ เป็นฝีมือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ด้วย ตนรู้จัก พล.อ.อนุพงษ์ มา ตั้งแต่ติดยศ ร้อยโท รู้ดีว่า นิสัยเป็นคนอย่างไร ขนาดปฏิวัติ ยังไม่ทำ ตอน เกิดม็อบ ก็กำชับ ไม่ให้ ทหารฆ่าประชาชน จึงไม่ทำแน่นอน ตนเชื่อใน กฎแห่งกรรม ใครทำอะไร ต้องได้อย่างนั้น และ มั่นใจว่า นายสนธิ ต้องทราบดีว่า ใครยิง เพียงแต่ไม่เข้าใจว่า ทำไม ต้องมาป้าย ความผิด ให้ตนด้วย

เผย สมเด็จฯ ทรงตรัสถาม เรื่องร้องเรียนขายเสื้อ

ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวต่อว่า กรณี ท่านผู้หญิง จรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขาธิการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทำหนังสือชี้แจงว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง กับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พร้อมกับ โจมตี เรื่องโครงการเสื้อฟ้านั้น

ยอมรับ ตน กับ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ มีปัญหาส่วนตัวกัน ส่วนเรื่องเสื้อฟ้า เป็นเรื่องเก่า ตั้งแต่ปี 2547 โครงการนี้ ตั้งใจทำ เพื่อหารายได้ถวาย ในวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา โครงการนี้ ใช้เงินส่วนตัว ของตนทั้งหมด โดยทำ ทั้งหมด 2 ล้านตัว

ก่อนทำ ขอพระราชทาน พระนามาภิไธยย่อ สก. แต่ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ บอกว่า อย่าทำเลย เพราะ พระนามาภิไธยย่อ สก. ไม่เคยพระราชทาน ให้ใคร ทรงหวง ตอนนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ บอก กับ ตน ว่า ทำแล้วจะช่วยขายอีกแรง ตนอยากเห็น โครงการเกิดขึ้น เพราะอยากเห็น ทุกคนใส่เสื้อฟ้า

ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวด้วยว่า ต่อมา ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทำจดหมายถึง ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้รับฎีกา ว่า มีการบังคับซื้อเสื้อ ทำให้ชาวบ้าน ที่มีรายได้น้อย เดือดร้อน ตนมี โอกาส เข้าเฝ้าฯ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงถามว่า รู้เรื่องหรือไม่ ตนถวายคำชี้แจงว่า ทราบ แต่ยืนยัน ไม่ได้บังคับใคร คนซื้อเพราะรักใน ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงยืนยัน กับ พระองค์ท่าน ว่าจะ เดินหน้าทำต่อไป แม้ว่า จะมีอุปสรรค หากหยุด ก็ต้องมาจากคำสั่งของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เท่านั้น ยืนยัน เงินทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ได้จาก การขายเสื้อยังอยู่ครบ

เงิน 400 ล. ยังอยู่ในบัญชีมูลนิธิ ไม่ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ช่วงนี้ ท่านผู้หญิงวิระยา ได้โชว์ สมุดบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อมูลนิธิ นพรัช-รัตนโกสินทร์ (เสื้อ) ยื่นให้ ผู้สื่อข่าวดู และ กล่าวว่า รอให้ ทางวัง แจ้งกำหนดการ เข้าเฝ้าฯ ตนจะนำเข้าไป ถวาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้รู้สึกท้อ จึงตัดสินใจ เข้ากราบบังคมทูลลา กับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยตัวเองว่า ต่อไปนี้ จะไม่ขอตามเสด็จฯ และ ไม่ทำงานพวกนี้อีกแล้ว ไม่ใช่เพราะถูก ไล่ออก จากวัง เป็นเรื่อง ที่ตนแสดงความประสงค์เอง

เรื่องที่ นายสนธิกล่าวหานี้ ทำให้ตนเสียหายมาก ที่ผ่านมา ตนทำงานใด มักมีอุปสรรค จึงทำให้เข้าใจ หัวอกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่แม้จะรู้ว่า มีอุปสรรคใหญ่หลวง แต่ก็ยัง พยายามทำต่อไป

แจง “ท่านผู้หญิง วิระยา” ไม่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์หน้า 3 วันที่ 4 พ.ค.

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์หน้า 3 วันที่ 4 พ.ค.


หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 4 พฤษภาคม ในหน้าที่ 3 ได้ตีพิมพ์ แก้ไขข่าว ที่ Thanpuying denies plotting to kill Sondhi ที่เผยแพร่ใน หน้าแรก ของ หนังสือพิมพ์เมื่อ วันที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ทางหนังสือพิมพ์ ได้รับคำชี้แจง จาก ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยืนยันว่า ท่านผู้หญิงวิระยา นั้นไม่เคยเป็น นางสนองพระโอษฐ์ (Lady-in-waiting) ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แต่อย่างใด

“กิจกรรม และ ธุรกิจ ทุกประการที่ ท่านผู้หญิงวิระยา ดำเนินการนั้น เป็น กิจกรรมส่วนตัว ของ ท่านผู้หญิงวิระยา ซึ่งไม่มีความเกี่ยวพัน กับ สำนักพระราชวังใดๆ ทั้งสิ้น” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ระบุ

รองราชเลขานุการใน สมเด็จพระนางเจ้าฯ ยังยืนยัน ด้วยว่า ตำแหน่ง นางสนองพระโอษฐ์ นั้น ต้องได้รับ การโปรดเกล้าฯ จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ต้องประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา นอกจากนี้ ท่านผู้หญิงวิระยา ยังไม่มีตำแหน่งใดๆ ใน สำนักพระราชวัง อีกด้วย

เผย มูลนิธิฯ-วิระยา จำหน่าย เสื้อ 3 ล้านตัว รวม 1,200 ล.

ส่วนกรณี การขายเสื้อสีฟ้า จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ ประชาชนนั้น รายละเอียดของเรื่องดังกล่าว ปรากฏอยู่ในข่าว นสพ.มติชนรายวัน ฉบับประจำ วันที่ 3 พ.ค. 47 ดังนี้

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมี พระราชเสาวนีย์ ผ่าน กองราชเลขานุการในพระองค์ถึง ปลัดมหาดไทย – ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ให้ยุติ การใช้วิธี จำหน่ายเสื้อปักอักษร พระนามาภิไธย “สก.” ด้วยวิธี ออกหนังสือเวียนให้ ข้าราชการ และ พนักงาน ทุกระดับชั้นซื้อ เผยทรงเสียพระราชหฤทัย อย่างยิ่ง หลังทรงทราบจาก ฎีการ้องทุกข์หลายฉบับ ระบุ สร้างความเดือดร้อน กับ ผู้มีรายได้น้อย

รายงานข่าว จาก กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สำนักราชเลขาฯ ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 26 เมษายน 2547 ถึง ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด แจ้งว่า กองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีหนังสือชี้แจงไปยัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 23 เมษายน เรื่อง การจัดจำหน่ายเสื้อสีฟ้า ปักอักษร พระนามาภิไธย ส.ก. โดยส่งสำเนาหนังสือ ดังกล่าว มาให้ทราบ โดยทั่วกันอีกครั้ง

สำหรับหนังสือของ กองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถึง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามโดย ท่านผู้หญิง จรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

เนื้อหาระบุว่า ข้าราชการ และ หน่วยงานต่างๆ ในสังกัด กระทรวงมหาดไทย รวมทั้ง ประชาชนทั่วไป ได้ทำฎีการ้องทุกข์ กราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เรื่อง การจัดจำหน่ายเสื้อสีฟ้า ของ มูลนิธินพรัช-รัตนโกสินทร์ ราคาตัวละ 400 บาท

พร้อมทั้งระบุ รายละเอียด การจัดจำหน่าย ว่า มีหน่วยงาน 3 แห่ง คือ กระทรวงมหาดไทย ได้รับมา 1 ล้านตัว ธนาคารออมสิน 1 ล้านตัว และ ธนาคารกรุงไทยอีก 1 ล้านตัว

“โดยเฉพาะใน หน่วยงานสังกัด ของ ท่าน ได้ใช้ การจัดจำหน่าย ด้วยวิธีออกหนังสือเวียน ให้ ข้าราชการ และ พนักงาน ทุกระดับชั้น ซื้อ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแก่ ผู้มีรายได้น้อย เป็นอย่างยิ่ง และ ได้ถูกเร่งให้ จัดจำหน่าย ให้เสร็จสิ้น ภายใน เดือนสิงหาคม 2547” หนังสือระบุ

หนังสือระบุต่อ ว่า มูลนิธินพรัช-รัตนโกสินทร์ โดย ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล ประธานกรรมการมูลนิธิ และเป็น ประธาน ฝ่ายผลิตเสื้อยืด ปักอักษรนามาภิไธย สก. 72 พรรษา ได้มีหนังสือ ขอพระราชทาน พระราชานุญาต จัดทำเสื้อดังกล่าว จำนวน 2 ล้านตัว ซึ่งได้รับพระราชานุญาติ

ทั้งนี้ การขอ พระราชทาน พระราชานุญาต จัดทำ โครงการเฉลิมพระเกียรติ ต่างๆ เพื่อถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศล นั้น มักได้รับ พระราชทาน พระราชานุญาต แทบทุกโครงการ โดยที่หวัง พระราชหฤทัย ว่า การดำเนินโครงการ จักเป็นไป โดยความถูกต้อง เหมาะสม และ ไม่สร้างความเดือดร้อน แก่ ประชาชน

“บัดนี้ ความได้ทราบ ฝ่าละอองธุลีพระบาท เรื่องการจัดจำหน่าย เสื้อสีฟ้าปักอักษร พระนามาภิไธย ส.ก. โดยวิธีการ ดังกล่าวแล้ว จากฎีก หลายฉบับ ทำให้ ทรงเสียพระราชหฤทัยยิ่ง จึงมีพระราชเสาวนีย์ ให้แจ้งมายังท่าน และ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้หยุดวิธี จัดจำหน่าย ซึ่งสร้างความเดือดร้อน แก่ประชาชน ทันที และ ขอให้ วางจำหน่ายให้ ประชาชน ซื้อได้ ตามความสมัครใจ” หนังสือ ของ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ระบุในที่สุด

ไม่สนถูกวิจารณ์เสื้อสีฟ้า คุยโอ่เคยทำงานถวายราชินี 300 ล.

ก่อนหน้านี้ ท่านผู้หญิงวิระยา ได่ให้สัมภาษณ์ต่อ สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ซึ่ง ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ถึง กรณีเรื่องเสื้อสีฟ้า ที่เป็นข่าวอื้อฉาว ว่า เคยโกรธ คุณสนธิบ้างไหม ท่านเอง ถูกโจมตีเยอะ ทั้งเรื่อง การขายเสื้อฟ้า เฉลิมพระเกียรติ

“จำได้ว่า ในหลวง เคยสอนดิฉัน มาสมัยก่อนว่า พระพุทธรูปนี่ ยังถูกนินทาเลย ดังนั้น ดิฉันจะถือลัทธิว่า ถ้าใครเขาชอบเรา ถ้าเราจะทำดี หรือทำไม่ดี เขาก็จะ ชอบเรา เห็นว่า เราไม่ผิด คนไหน ที่เขาไม่ชอบเรา ให้เราทำดีให้ตาย ก็จะเห็นว่า เราไม่ดี ดังนั้น ดิฉันไม่สนหรอก ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ เพราะดิฉัน ยืนอยู่บนความถูกต้อง คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีความจริง ที่จะพิสูจน์ตัวมันเอง ตลอด อย่างงานการกุศล ใครทำงานกันมา ก็จะรู้ว่า งานทุกครั้ง ไม่เคยหักค่าใช้จ่าย ถ้ามีค่าใช้จ่าย จะใช้เงินส่วนตัว อย่างงาน ถวายสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ 300 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย บาทเดียว ก็ไม่มี เพราะหลายส่วน ช่วย หากเขาไม่ช่วย ดิฉันจะจ่ายเอง”

“ดิฉันตัวคนเดียว พ่อแม่ ทิ้งมรดกไว้ให้ มากมายก่ายกอง ตายไปก็เอาไปไม่ได้ แค่ที่ดิน ยังไม่ขายเลยซักแปลงที่ แม่พ่อ ให้ไว้ ก็ยังไม่ใช้ไม่หมด เพราะเป็นมัธยัสถ์ ดิฉันเป็นคนไม่เคยซื้อ ของแพง สมัยก่อนอาจจะจริง ชอบใช้ของ มียี่ห้อ ตอนที่ แม่มีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้ ดิฉันจะเก็บเงินไว้ ทำบุญอย่างเดียว”

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤษภาคม 2552 10:20 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050111


พิมพ์ ข่าวนี้ “วิระยา” รับสมเด็จฯ ตรัสถามเรื่องเสื้อสีฟ้า – 5 ปียังไม่มีโอกาสถวายเงิน


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

October 12, 2008

เฒ่าชรา ผู้ทรนงวัย 108 ปี “ปู่เย็น” เสียชีวิตวันนี้ ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว


ปิดฉาก “ปู่เย็น” เฒ่าทระนง บนหนทาง พอเพียง


ปิดฉากชีวิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับเฒ่าชรา ผู้ทรนงวัย 108 ปี “ปู่เย็น” ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว หลังถูกนำตัว ส่ง โรงพยาบาล จากการเกิดอาการช็อก หมดสติอยู่ภายในเรือ ในช่วงสายของ วันนี้ (12 ต.ค.)


เฒ่าชราคนนี้อาจจะไม่ได้เป็นนักร้อง ไม่ได้เป็นนักแสดง แต่เฒ่าชราคนนี้ก็เป็นดาราในหัวใจของใครต่อใครหลายๆ คน

ในหนังสือ ฅ คน ฉบับปฐมฤกษ์ ระบุชื่อจริงของปู่เย็นไว้ว่า “เย็น แก้วมะณี” อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 274/4 ถ.มาตยาวงศ์ ต.ท่าราบ อ.เมืองเพชรบุรี ในอดีตมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงวัว

ปู่เย็นชาวมุสลิม มีภรรยาเป็นไทยพุทธ ชื่อ “ย่าเอิบ” อยู่ด้วยกันโดยไม่มีใครเปลี่ยนศาสนาโดยไม่มีลูกเพราะปู่เย็นเป็นหมัน แต่มีลูกสาวบุญธรรม 2 คน ซึ่งหลังจากที่ทั้งสองเติบโตต่างก็แยกย้ายไปมีครอบครัวของตน

ในวันที่ 16 มีนาคม 2536 ปู่เย็นก็ต้องมาสูญเสียภรรยาคู่ชีวิตไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชายชราวัย 94 ในขณะนั้นต้องร้องไห้นานกว่า 3 เดือน

เมื่อไร้คนที่ตนรักปู่เย็นจึงตัดสินใจขนทรัพย์สมบัติไม่กี่ชิ้นไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ในน้ำที่ไม่มีทั้งเสา ไม่มีทั้งหลังคา หาเลี้ยงชีวิตด้วยการดักอวนหาปลา หากเหลือกินก็ขายในราคาถูกๆ ซึ่งหากใครจะเอาเงินให้ฟรีๆ จะทำให้ปู่เย็นรู้สึกโกรธ

หลังใช้ชีวิตมานานกว่า 10 ปี ชื่อของปู่เย็นก็ถูกเผยแพร่เป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านรายการ “คนค้นฅน” ในตอนที่มีชื่อว่า “ปู่เย็น เฒ่าทระนง” ออกอากาศเมื่อคืนวันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 และอีก 2 ตอนต่อมา

ด้วยหลักการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ มีแง่คิดมากมายโดยตั้งอยู่บนความเรียบง่าย-พอเพียง และความอารมณ์ดีนั่นเองที่ทำให้ชื่อของปู่เย็นเกิดเป็นกระแสโด่งดังเป็นอย่างมาก กระทั่งมีการเรียกร้องให้นำเอาเทปรายการดังกล่าวมาออกอากาศอีกครั้ง

“ดูแต่หอยสิ ไม่มีมือไม่มีตีน มันยังหากินได้เอง ประสาอะไรกับคนมีมือมีเท้า หากินเองไม่ได้ก็อายหอย…”

“ขายอย่าให้แพง คนเขาจะได้กินลง ฉันขายถูกๆ เอาไปเถอะ ซื้อไปแกงให้พอหม้อ…”

“มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน ไม่ขอใคร คนเราอดตาย หายาก ถ้าไม่เจ็บไม่ไข้นะ…”

“ชีวิตคนเหมือนสะพาน มีขึ้น มีลง มีสูง มีต่ำ พอสุดท้าย ก็ตาย…” ประโยคง่ายๆ เหล่านี้อาจจะไม่ใช่ปรัชญายิ่งใหญ่ที่เอาไว้ให้ใครต่อใครได้ท่องจำ แต่มันคือหลักที่ปู่เย็นใช้ในการดำเนินชีวิตบนเรือตลอดมา

23 มีนาคม 2548
ปู่เย็น ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อเข้ารับเรือพระราชทาน ต่อเบื้องพระบรมฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จากนั้นชื่อของ ปู่เย็นก็กลายเป็นสัญลักษณ์ อย่างหนึ่งของแม่น้ำเพชร และ จังหวัดเพชรบุรีไป โดยปริยาย มีคนมากมายจาก ทั่วสารทิศมาเยี่ยม ชนิดที่หัวบันไดสะพานลำไย ไม่เคยแห้ง

จากการกลายเป็น “ดารา” นี้เองที่ทำให้ หลายคนเกิดความเป็นห่วงว่า ผลการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จากคนรอบข้าง จะเกิดผลกระทบกับ ชายชราวัย 100 กว่าปี คนนี้ทั้งในเรื่องของสุขภาพ และรูปแบบการดำเนินชีวิต

เหมือนกับคำบอกกล่าวของปู่เย็นที่ว่า… ชีวิตคนนั้นเหมือนสะพาน มีขึ้นก็ต้องมีลง… ระยะหลังชื่อของปู่เย็นค่อยๆ เงียบหายไป ตามกระแสธารกาลเวลา จะมีข่าวคราวบ้างเป็นครั้งคราว เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย ทั้งกรณีเป็นฝีที่คอ ปอดติดเชื้อ รวมถึงอุบัติเหตุจากการหกล้ม

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ พ.ศ.2548 กระทั่ง พ.ศ.2551 ปู่เย็นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ชายวัยชราคนนี้เป็น “ดารา” นอกจอ ตัวจริงเพียงใด เพราะห้วงเวลาที่ผ่านไป แม้สังคมและคนรอบข้างจะเปลี่ยนแปลง แต่ปู่เย็นก็ยังคงเป็น ปู่เย็นคนเดิม ผู้สมถะ ใช้ชีวิตด้วย การหาปลาตามเดิม ไม่อยากให้ใครมาสงสาร หากมีแต่ความสงสารและ เกรงใจคนอื่นๆ

“ไม่เอาง่ะ เกรงใจมัน…กินฟรีได้ แต่ไม่กิน เกรงใจ ไม่เอา อาย ของเขาซื้อเขาขาย ไหนต้องตัก ไหนต้องล้าง…” คือคำตอบที่ ยืนยันถึง นิสัยส่วนตัวของ เฒ่าชราคนนี้

เกือบตลอดทุกครั้ง ที่มีใครหยิบยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ในรูปของอาหารและเงินทอง

นับจากวันที่ภรรยาเสียชีวิต วันที่ 20 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา น้ำตาแห่งความเสียใจของ ผู้เฒ่าคนนี้ต้องไหลนองหน้าอีกครั้ง หลังเรือพระราชทานฯ ที่เปรียบเสมือนบ้าน ได้เกิดพลิกคว่ำจาก พายุฝนที่ตกกระหน่ำอย่างหนัก

ค่ำคืนดังกล่าวแม้ตัวของปู่เย็นจะทุลักทุเลอยู่ในน้ำนานร่วมชั่วโมง แต่สิ่งเดียวที่แกห่วงก็หาใช่ชีวิตของตนเองไม่

“เรือ เรือมันจมแล้ว…” ปู่เย็นบอกเสียงสั่นตื่นตระหนกพร้อมกับใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา

ตลอดช่วงเวลาที่เรือถูกนำไปซ่อมแซมโดยวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยานั้น ปู่เย็นมีอาการซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันคุ้นเคยในวันที่เจ้าตัวได้เรือดังกล่าวกลับคืนมาเมื่อ 1 ตุลาคม 2551

“จะตายบนเรือลำนี้แหละ…” เฒ่าวัย 108 ปี ลั่นไว้ก่อนกลับไปใช้ชีวิตในเรืออีกครั้ง

น่าเสียดายเหลือเกินที่วันนั้นได้มาถึงแล้วในวันนี้


หมายเหตุ – สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 2 แสนบาท เพื่อช่วยเหลือ การจัดพิธีศพ ของ “ปู่เย็น” ที่จะถูกนำไปตั้งที่ มัสยิดกลาง จ.เพชรบุรี ต.ท่าแร้ง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี และ จะทำพิธีละหมาด ขอพร ฝังร่างในเวลา 10.00 น. ของวันพรุ่งนี้

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
12 ตุลาคม 2551 13:12 น.
http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9510000121101


พิมพ์ ข่าวนี้ ปิดฉาก “ปู่เย็น” เฒ่าทระนง บนหนทาง พอเพียง


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

October 5, 2008

หน่วยแพทย์พระราชทานเคลื่อนที่ ช่วยเหลือ ผู้เจ็บป่วยน้ำท่วม รอบ 24 วัน 217,308 ราย


สธ. เผยยอด ผู้เจ็บป่วยน้ำท่วม รอบ 24 วัน
พุ่ง 217,308 ราย เสียชีวิต 24 ราย


สธ. เผยผลการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในรอบ 24 วัน หน่วยแพทย์พระราชทานเคลื่อนที่ใน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ออกปฏิบัติการ 1,073 ครั้ง ตรวจรักษาผู้เจ็บป่วยไปแล้ว 217,308 ราย พบโรคน้ำกัดเท้า ผื่นคัน มากที่สุด ไม่มีใครป่วยหนัก ไม่มีโรคระบาด มีผู้เสียชีวิตจาก เหตุจมน้ำ 24 ราย ยันจะให้การดูแล ประชาชนต่อเนื่อง และเฝ้าระวัง ป้องกันโรค ในพื้นที่ หลังน้ำลดแล้ว ต่อไปอีก 1 เดือน


นพ. สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเกี่ยวกับ การให้ความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ว่า แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่ ขณะนี้ส่วนใหญ่ จะคลี่คลายลงแล้ว แต่หน่วยงานของ กระทรวงสาธารณสุข ในพื้นที่ ยังคง ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องการดูแล สุขภาพประชาชน ในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ และการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นแหล่งรังโรค ควบคู่ไปกับ การเฝ้าระวัง ป้องกันโรคระบาด ในพื้นที่หลังน้ำลด ที่สำคัญคือ โรคฉี่หนู โรคอุจจาระร่วง โรคไข้เลือดออก ซึ่งจะเฝ้าระวังต่อไป เป็นเวลา 1 เดือนทุกพื้นที่


นพ.สุพรรณ กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินการ ในรอบ 24 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2551 – 4 ตุลาคม 2551 ได้จัดหน่วยแพทย์พระราชทานเคลื่อนที่ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ออกปฏิบัติการ รักษาพยาบาลผู้ประสบภัย ทั้งหมด 1,073 ครั้ง มีผู้เจ็บป่วยรวม 217,308 ราย ทั้งหมดนี้เจ็บป่วย ทั่วๆไป อาการไม่รุนแรง โรคที่พบมากที่สุด ได้แก่ น้ำกัดเท้าและผื่นคัน พบได้ 1ใน 5 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาคือ ไข้หวัด ไม่มีรายงาน โรคระบาดทุกพื้นที่ โดยมีผู้เสียชีวิตจาก เหตุจมน้ำรวม 24 ราย


“ในส่วนของ การสนับสนุนช่วยเหลือ พื้นที่ประสบภัย ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือ น้ำท่วมของสธ. ได้ สนับสนุนยาชุด ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย เพิ่มเติมให้ จังหวัดต่างๆ รวมทั้งสิ้น 490,250 ชุด ยารักษาโรคน้ำกัดเท้า 57,500 ตลับ ยาพ่นตระไคร้หอมกันยุง 7,000 ขวด รวมทั้งเวชภัณฑ์อื่นๆ เช่น คลอรีน สารส้ม เพื่อใช้ปรับ สภาพน้ำและ ฆ่าเชื้อในบ่อน้ำ ที่ถูกน้ำท่วม โซดาไฟ สำหรับล้าง ตลาดสด รองเท้าบูท ใส่ป้องกันโรคฉี่หนู” โฆษกกระทรวง สาธารณสุข กล่าว


นพ. สุพรรณ กล่าวต่ออีกว่า ผลจากน้ำท่วมครั้งนี้ สถานบริการสาธารณสุข ได้รับความเสียหาย ทั้งหมด 44 แห่ง ใน 11 จังหวัด ประกอบด้วย
ลพบุรี 19 แห่ง
ขอนแก่น 7 แห่ง
นครราชสีมา 5 แห่ง
สระบุรี หนองบัวลำภู จังหวัดละ 3 แห่ง
บุรีรัมย์ 2 แห่ง
พิษณุโลก พิจิตร ปราจีนบุรี ชัยภูมิ และ นครนายก จังหวัดละ 1 แห่ง

ส่วนใหญ่เป็น สถานีอนามัย ทั้งหมดนี้ไม่กระทบต่อ การให้บริการประชาชน ที่เจ็บป่วยแต่อย่างใด

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
5 ตุลาคม 2551 13:05 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000117938


พิมพ์ ข่าวนี้ สธ.เผยยอดผู้เจ็บป่วยน้ำท่วม รอบ 24 วัน พุ่ง 217,308 ราย เสียชีวิต 24 ราย


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 26, 2008

พระราชทาน สิ่งของให้ ตำรวจตระเวน ชายแดน ที่ 31 นำไป ช่วยเหลือราษฎร ผู้ประสบ อุทกภัย จังหวัดพิจิตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้า�ยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกร พระราชทานสิ่งข�งให้ตำรวจตระเวน ชายแดน ที่ 31 นำไปช่วยเหลื�ราษฎร ผู้ประสบ�ุทกภัยที่บ้านเนินยุ้ง ตำบลรังนก �ำเภ�สามง่าม จังหวัดพิจิตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกร พระราชทานสิ่งของให้ตำรวจตระเวน ชายแดน ที่ 31 นำไปช่วยเหลือราษฎร ผู้ประสบอุทกภัยที่บ้านเนินยุ้ง ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร


“ในหลวง” ทรงห่วง พสกนิกร พระราชทานสิ่งของช่วย เหยื่อน้ำท่วม พิจิตร


พิจิตร – พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใย พสกนิกร พระราชทานสิ่งของให้ ตำรวจตระเวน ชายแดน ที่ 31 นำไป ช่วยเหลือราษฎร ผู้ประสบ อุทกภัย ที่บ้านเนินยุ้ง ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร


วันที่ (26 ก.ย.) พันตำรวจโท สมหวัง คำทอง รองผู้กำกับการ ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 31 ค่ายพระยาจักรี และ เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ในสังกัด ช่วยกันลำเลียง สิ่งของ เครื่องอุปโภค บริโภค พระราชทาน ที่


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้า โปรดกระหม่อม พระราชทาน ไว้ให้กับ ตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อช่วยเหลือราษฎร ที่ประสบภัย ทุกข์ยาก ลงรถไถนาการเกษตร นำไปมอบให้กับ ราษฎรบ้านเนินยุ้ง หมู่ที่ 7 ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ที่ได้รับ ผลกระทบจาก น้ำท่วมขัง ณ บริเวณ ศาลาการเปรียญ วัดเนินยุ้ง จำนวน 96 ครัวเรือน


ชาวบ้านเนินยุ้งต่างรู้สึกซาบซึ้ง และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ข�งพระบาทสมเด็จพระเจ้า�ยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ชาวบ้านเนินยุ้งต่างรู้สึกซาบซึ้ง และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ชาวบ้านเนินยุ้ง ต่างรู้สึกซาบซึ้ง และ สำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณ ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ ทั้งสองพระองค์ ทรงห่วงใยทุกข์สุข ของ พสกนิกร แม้จะอยู่ ในแห่งหนตำบลใด ก็ตาม


วันเดียวกัน นายสุพจน์ ทศศิริ ผู้ช่วยหัวหน้าแผนก สังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย ผู้บริหารมูลนิธิ พิจิตร สามัคคีกุศลสถานสงเคราะห์ และ ผู้แทนสมาคมจีน ต่างๆ ได้นำข้าวสาร อาหารแห้ง นำดื่ม และ ยาสามัญประจำบ้าน นำมาแจกจ่าย ช่วยเหลือประชาชน ที่ประสบ อุทกภัยน้ำท่วม บริเวณ องค์การบริหาร ส่วนตำบลวังตะกู จำนวน 500 ครอบครัว และที่ องค์การบริหารส่วน ตำบลห้วยเขน จำนวน 500 ครัวเรือน เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อน ในเบื้องต้น


สำหรับสถานการณ์ น้ำท่วม จากน้ำป่าไหลหลาก ที่อำเภอ บางมูลนาก ขณะนี้ ได้ลดระดับลง บางพื้นที่ บางส่วน แล้ว เหลืออีก 4 ตำบล ที่ยังมี ระดับน้ำท่วม แช่ขังสูงอยู่ เฉลี่ยประมาณ 1 เมตร ประกอบไปด้วย ตำบลวังตะกู ตำบลห้วยเขน ตำบลลำประดา และ ตำบลภูมิ จำนวนกว่า 2 พัน ครัวเรือน ที่ได้รับความเดือดร้อน อยู่ในขณะนี้


แต่พื้นที่ ส่วนใหญ่ของ พิจิตร น้ำเริ่มลดลงแล้ว พื้นที่ ที่ทำการเกษตร ชาวนา ก็เริ่มไถ หว่าน ปรักดำ กันตามปกติแล้ว ด้วยเช่นกัน

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
26 กันยายน 2551 16:45 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000114389


พิมพ์ ข่าวนี้ “ในหลวง” ทรงห่วง พสกนิกร พระราชทานสิ่งของช่วย เหยื่อน้ำท่วม พิจิตร


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Create a free website or blog at WordPress.com.