Accom Thailand

May 5, 2009

“วิระยา” เปลือยตัวเอง อ้างเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงตรัสถาม เรื่องบังคับ ขายเสื้อสีฟ้า


“วิระยา” รับสมเด็จฯ ตรัสถาม เรื่องเสื้อสีฟ้า – 5 ปี ยังไม่มีโอกาส ถวายเงิน

“วิระยา” เปลือยตัวเอง อ้างเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงตรัสถาม ด้วยพระองค์เอง เรื่องบังคับ ขายเสื้อสีฟ้า สร้างความเดือดร้อน ให้ผู้มีรายได้น้อย ส่วนเงินขายเสื้อจาก ปี 2547 จนถึงขณะนี้ ผ่านมา 5 ปี ยังไม่ได้นำขึ้น ทูลเกล้าฯ ยังอยู่ใน มูลนิธิตัวเอง ซัด ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ มีอคติส่วนตัว อ้างเป็นฝ่ายทูลลาไม่ขอ ตามเสด็จฯ เอง


ขณะที่พบว่า มูลนิธิมีการจัดจำหน่ายเสื้อ รวม 3 ล้านตัว ตัวละ 400 บาท รวมมูลค่าถึง 1,200 ล้านบาท หลังก่อนหน้านี้ คุยโอ่ เคยทำงานถวาย สมเด็จฯ 300 ล้าน ฟุ้งพร้อมทำงานออกเงินเอง ทุกบาท เพราะ พ่อแม่ ทิ้งสมบัติ ไว้ให้มาก

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม ได้สัมภาษณ์ ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิบำรุงขวัญ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชายแดน ใน พระบรมราชินูปถัมภ์ ที่บ้านพัก ซอยศรีอยุธยา 5 ให้สัมภาษณ์ว่า

Sondhi Limthongkul, founder of the People's Allianace for Democracy (PAD) and who survived an assassination attempt on April 17 speaks press during a press conference at his office in Bangkok on May 3, 2009. The founder of a royalist movement that helped topple former Thailand premier Thaksin Shinawatra said he believed soldiers were to blame for an assassination attempt on his life last month

Sondhi Limthongkul, founder of the People's Allianace for Democracy (PAD) and who survived an assassination attempt on April 17 speaks press during a press conference at his office in Bangkok on May 3, 2009. The founder of a royalist movement that helped topple former Thailand premier Thaksin Shinawatra said he believed soldiers were to blame for an assassination attempt on his life last month


ทุกวันนี้ได้รับกำลังใจจาก เพื่อนฝูง คนรู้จักแสดงความเป็นห่วง ตลอดทั้งวัน ต้องขอบคุณ นายสนธิ ที่พาดพิงถึง หลายเรื่อง จนทำให้ มีโอกาส เปิดอกคุยกับ สื่อ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยสนใจ คำพูด หรือ รายการเอเอสทีวี ด้วยซ้ำ ยืนยันว่า ไม่ได้ตกอับถึงขั้น ขอเงิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บ้านฐานะดี ร่ำรวยที่ดิน ซอยศรีอยุธยา 5 ทั้งซอยเป็นของ คุณแม่

“ที่โยงว่า พี่เกี่ยวข้องกับ การสังหาร อย่างคุณสนธิ ที่เลื่อนการแถลงข่าว หลายครั้ง และที่แถลงข่าว ก็พูดเหมือนว่า พี่เกี่ยว แต่พูดอีกที ก็บอกว่าไม่เกี่ยว ไม่ทราบว่า ถูกยิงที่ สมอง จนเพี้ยน หรือ เปล่า ถึงพูดจา กำกวม เช่นนี้” ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าว

ท่านผู้หญิงวิระยา กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ท่านผู้หญิงวิระยา กับ พ.ต.ท.ทักษิณ


ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวอีกว่า ดูจากวิธีการที่ คนร้ายยิง นายสนธิ ต้องเป็น ฝีมือคนระดับชาติ ไม่ใช่คนตัวเล็กๆ เช่นตน ที่เป็น ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ขนาด ไปกินข้าว กุ้งเป็นๆ ยังไม่ฆ่าเลย จะทำ อย่างนั้น ได้อย่างไร และ ไม่เชื่อ เป็นฝีมือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ด้วย ตนรู้จัก พล.อ.อนุพงษ์ มา ตั้งแต่ติดยศ ร้อยโท รู้ดีว่า นิสัยเป็นคนอย่างไร ขนาดปฏิวัติ ยังไม่ทำ ตอน เกิดม็อบ ก็กำชับ ไม่ให้ ทหารฆ่าประชาชน จึงไม่ทำแน่นอน ตนเชื่อใน กฎแห่งกรรม ใครทำอะไร ต้องได้อย่างนั้น และ มั่นใจว่า นายสนธิ ต้องทราบดีว่า ใครยิง เพียงแต่ไม่เข้าใจว่า ทำไม ต้องมาป้าย ความผิด ให้ตนด้วย

เผย สมเด็จฯ ทรงตรัสถาม เรื่องร้องเรียนขายเสื้อ

ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวต่อว่า กรณี ท่านผู้หญิง จรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขาธิการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทำหนังสือชี้แจงว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง กับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พร้อมกับ โจมตี เรื่องโครงการเสื้อฟ้านั้น

ยอมรับ ตน กับ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ มีปัญหาส่วนตัวกัน ส่วนเรื่องเสื้อฟ้า เป็นเรื่องเก่า ตั้งแต่ปี 2547 โครงการนี้ ตั้งใจทำ เพื่อหารายได้ถวาย ในวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา โครงการนี้ ใช้เงินส่วนตัว ของตนทั้งหมด โดยทำ ทั้งหมด 2 ล้านตัว

ก่อนทำ ขอพระราชทาน พระนามาภิไธยย่อ สก. แต่ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ บอกว่า อย่าทำเลย เพราะ พระนามาภิไธยย่อ สก. ไม่เคยพระราชทาน ให้ใคร ทรงหวง ตอนนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ บอก กับ ตน ว่า ทำแล้วจะช่วยขายอีกแรง ตนอยากเห็น โครงการเกิดขึ้น เพราะอยากเห็น ทุกคนใส่เสื้อฟ้า

ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวด้วยว่า ต่อมา ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทำจดหมายถึง ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้รับฎีกา ว่า มีการบังคับซื้อเสื้อ ทำให้ชาวบ้าน ที่มีรายได้น้อย เดือดร้อน ตนมี โอกาส เข้าเฝ้าฯ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงถามว่า รู้เรื่องหรือไม่ ตนถวายคำชี้แจงว่า ทราบ แต่ยืนยัน ไม่ได้บังคับใคร คนซื้อเพราะรักใน ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงยืนยัน กับ พระองค์ท่าน ว่าจะ เดินหน้าทำต่อไป แม้ว่า จะมีอุปสรรค หากหยุด ก็ต้องมาจากคำสั่งของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เท่านั้น ยืนยัน เงินทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ได้จาก การขายเสื้อยังอยู่ครบ

เงิน 400 ล. ยังอยู่ในบัญชีมูลนิธิ ไม่ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ช่วงนี้ ท่านผู้หญิงวิระยา ได้โชว์ สมุดบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อมูลนิธิ นพรัช-รัตนโกสินทร์ (เสื้อ) ยื่นให้ ผู้สื่อข่าวดู และ กล่าวว่า รอให้ ทางวัง แจ้งกำหนดการ เข้าเฝ้าฯ ตนจะนำเข้าไป ถวาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้รู้สึกท้อ จึงตัดสินใจ เข้ากราบบังคมทูลลา กับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยตัวเองว่า ต่อไปนี้ จะไม่ขอตามเสด็จฯ และ ไม่ทำงานพวกนี้อีกแล้ว ไม่ใช่เพราะถูก ไล่ออก จากวัง เป็นเรื่อง ที่ตนแสดงความประสงค์เอง

เรื่องที่ นายสนธิกล่าวหานี้ ทำให้ตนเสียหายมาก ที่ผ่านมา ตนทำงานใด มักมีอุปสรรค จึงทำให้เข้าใจ หัวอกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่แม้จะรู้ว่า มีอุปสรรคใหญ่หลวง แต่ก็ยัง พยายามทำต่อไป

แจง “ท่านผู้หญิง วิระยา” ไม่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์หน้า 3 วันที่ 4 พ.ค.

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์หน้า 3 วันที่ 4 พ.ค.


หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 4 พฤษภาคม ในหน้าที่ 3 ได้ตีพิมพ์ แก้ไขข่าว ที่ Thanpuying denies plotting to kill Sondhi ที่เผยแพร่ใน หน้าแรก ของ หนังสือพิมพ์เมื่อ วันที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ทางหนังสือพิมพ์ ได้รับคำชี้แจง จาก ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยืนยันว่า ท่านผู้หญิงวิระยา นั้นไม่เคยเป็น นางสนองพระโอษฐ์ (Lady-in-waiting) ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แต่อย่างใด

“กิจกรรม และ ธุรกิจ ทุกประการที่ ท่านผู้หญิงวิระยา ดำเนินการนั้น เป็น กิจกรรมส่วนตัว ของ ท่านผู้หญิงวิระยา ซึ่งไม่มีความเกี่ยวพัน กับ สำนักพระราชวังใดๆ ทั้งสิ้น” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ระบุ

รองราชเลขานุการใน สมเด็จพระนางเจ้าฯ ยังยืนยัน ด้วยว่า ตำแหน่ง นางสนองพระโอษฐ์ นั้น ต้องได้รับ การโปรดเกล้าฯ จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ต้องประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา นอกจากนี้ ท่านผู้หญิงวิระยา ยังไม่มีตำแหน่งใดๆ ใน สำนักพระราชวัง อีกด้วย

เผย มูลนิธิฯ-วิระยา จำหน่าย เสื้อ 3 ล้านตัว รวม 1,200 ล.

ส่วนกรณี การขายเสื้อสีฟ้า จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ ประชาชนนั้น รายละเอียดของเรื่องดังกล่าว ปรากฏอยู่ในข่าว นสพ.มติชนรายวัน ฉบับประจำ วันที่ 3 พ.ค. 47 ดังนี้

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมี พระราชเสาวนีย์ ผ่าน กองราชเลขานุการในพระองค์ถึง ปลัดมหาดไทย – ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ให้ยุติ การใช้วิธี จำหน่ายเสื้อปักอักษร พระนามาภิไธย “สก.” ด้วยวิธี ออกหนังสือเวียนให้ ข้าราชการ และ พนักงาน ทุกระดับชั้นซื้อ เผยทรงเสียพระราชหฤทัย อย่างยิ่ง หลังทรงทราบจาก ฎีการ้องทุกข์หลายฉบับ ระบุ สร้างความเดือดร้อน กับ ผู้มีรายได้น้อย

รายงานข่าว จาก กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สำนักราชเลขาฯ ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 26 เมษายน 2547 ถึง ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด แจ้งว่า กองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีหนังสือชี้แจงไปยัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 23 เมษายน เรื่อง การจัดจำหน่ายเสื้อสีฟ้า ปักอักษร พระนามาภิไธย ส.ก. โดยส่งสำเนาหนังสือ ดังกล่าว มาให้ทราบ โดยทั่วกันอีกครั้ง

สำหรับหนังสือของ กองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถึง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามโดย ท่านผู้หญิง จรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

เนื้อหาระบุว่า ข้าราชการ และ หน่วยงานต่างๆ ในสังกัด กระทรวงมหาดไทย รวมทั้ง ประชาชนทั่วไป ได้ทำฎีการ้องทุกข์ กราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เรื่อง การจัดจำหน่ายเสื้อสีฟ้า ของ มูลนิธินพรัช-รัตนโกสินทร์ ราคาตัวละ 400 บาท

พร้อมทั้งระบุ รายละเอียด การจัดจำหน่าย ว่า มีหน่วยงาน 3 แห่ง คือ กระทรวงมหาดไทย ได้รับมา 1 ล้านตัว ธนาคารออมสิน 1 ล้านตัว และ ธนาคารกรุงไทยอีก 1 ล้านตัว

“โดยเฉพาะใน หน่วยงานสังกัด ของ ท่าน ได้ใช้ การจัดจำหน่าย ด้วยวิธีออกหนังสือเวียน ให้ ข้าราชการ และ พนักงาน ทุกระดับชั้น ซื้อ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแก่ ผู้มีรายได้น้อย เป็นอย่างยิ่ง และ ได้ถูกเร่งให้ จัดจำหน่าย ให้เสร็จสิ้น ภายใน เดือนสิงหาคม 2547” หนังสือระบุ

หนังสือระบุต่อ ว่า มูลนิธินพรัช-รัตนโกสินทร์ โดย ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล ประธานกรรมการมูลนิธิ และเป็น ประธาน ฝ่ายผลิตเสื้อยืด ปักอักษรนามาภิไธย สก. 72 พรรษา ได้มีหนังสือ ขอพระราชทาน พระราชานุญาต จัดทำเสื้อดังกล่าว จำนวน 2 ล้านตัว ซึ่งได้รับพระราชานุญาติ

ทั้งนี้ การขอ พระราชทาน พระราชานุญาต จัดทำ โครงการเฉลิมพระเกียรติ ต่างๆ เพื่อถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศล นั้น มักได้รับ พระราชทาน พระราชานุญาต แทบทุกโครงการ โดยที่หวัง พระราชหฤทัย ว่า การดำเนินโครงการ จักเป็นไป โดยความถูกต้อง เหมาะสม และ ไม่สร้างความเดือดร้อน แก่ ประชาชน

“บัดนี้ ความได้ทราบ ฝ่าละอองธุลีพระบาท เรื่องการจัดจำหน่าย เสื้อสีฟ้าปักอักษร พระนามาภิไธย ส.ก. โดยวิธีการ ดังกล่าวแล้ว จากฎีก หลายฉบับ ทำให้ ทรงเสียพระราชหฤทัยยิ่ง จึงมีพระราชเสาวนีย์ ให้แจ้งมายังท่าน และ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้หยุดวิธี จัดจำหน่าย ซึ่งสร้างความเดือดร้อน แก่ประชาชน ทันที และ ขอให้ วางจำหน่ายให้ ประชาชน ซื้อได้ ตามความสมัครใจ” หนังสือ ของ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ระบุในที่สุด

ไม่สนถูกวิจารณ์เสื้อสีฟ้า คุยโอ่เคยทำงานถวายราชินี 300 ล.

ก่อนหน้านี้ ท่านผู้หญิงวิระยา ได่ให้สัมภาษณ์ต่อ สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ซึ่ง ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ถึง กรณีเรื่องเสื้อสีฟ้า ที่เป็นข่าวอื้อฉาว ว่า เคยโกรธ คุณสนธิบ้างไหม ท่านเอง ถูกโจมตีเยอะ ทั้งเรื่อง การขายเสื้อฟ้า เฉลิมพระเกียรติ

“จำได้ว่า ในหลวง เคยสอนดิฉัน มาสมัยก่อนว่า พระพุทธรูปนี่ ยังถูกนินทาเลย ดังนั้น ดิฉันจะถือลัทธิว่า ถ้าใครเขาชอบเรา ถ้าเราจะทำดี หรือทำไม่ดี เขาก็จะ ชอบเรา เห็นว่า เราไม่ผิด คนไหน ที่เขาไม่ชอบเรา ให้เราทำดีให้ตาย ก็จะเห็นว่า เราไม่ดี ดังนั้น ดิฉันไม่สนหรอก ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ เพราะดิฉัน ยืนอยู่บนความถูกต้อง คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีความจริง ที่จะพิสูจน์ตัวมันเอง ตลอด อย่างงานการกุศล ใครทำงานกันมา ก็จะรู้ว่า งานทุกครั้ง ไม่เคยหักค่าใช้จ่าย ถ้ามีค่าใช้จ่าย จะใช้เงินส่วนตัว อย่างงาน ถวายสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ 300 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย บาทเดียว ก็ไม่มี เพราะหลายส่วน ช่วย หากเขาไม่ช่วย ดิฉันจะจ่ายเอง”

“ดิฉันตัวคนเดียว พ่อแม่ ทิ้งมรดกไว้ให้ มากมายก่ายกอง ตายไปก็เอาไปไม่ได้ แค่ที่ดิน ยังไม่ขายเลยซักแปลงที่ แม่พ่อ ให้ไว้ ก็ยังไม่ใช้ไม่หมด เพราะเป็นมัธยัสถ์ ดิฉันเป็นคนไม่เคยซื้อ ของแพง สมัยก่อนอาจจะจริง ชอบใช้ของ มียี่ห้อ ตอนที่ แม่มีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้ ดิฉันจะเก็บเงินไว้ ทำบุญอย่างเดียว”

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤษภาคม 2552 10:20 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050111


พิมพ์ ข่าวนี้ “วิระยา” รับสมเด็จฯ ตรัสถามเรื่องเสื้อสีฟ้า – 5 ปียังไม่มีโอกาสถวายเงิน


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

August 13, 2008

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใย เรื่องการศึกษา ประวัติศาสตร์


ศธ.น้อมนำพระราชเสาวนีย์ ปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์เข้มข้น


นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึง พระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงให้ กระทรวงศึกษาธิการ รื้อฟื้น วิชาประวัติศาสตร์ ขึ้นมาใหม่ ว่า พร้อมน้อมรับ พระราชเสาวนีย์ มาดำเนินการ


โดยได้เชิญ สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ดูแลการศึกษา ขั้นพื้นฐานโดยตรง มาหารือ เพื่อเร่งดำเนินการ ตาม พระราชเสาวนีย์ แล้ว ซึ่ง สพฐ. จะรวบรวม ข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ทั้งหมด เพื่อมากำหนดทิศทาง ในการปรับปรุงให้ เป็นรูปธรรม


หาก ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะได้นำเรื่องนี้เรียนต่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้ได้รับทราบด้วย ทั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ น่ายินดีมากที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใย เรื่องการศึกษา ประวัติศาสตร์


ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ จะเร่งดำเนินการ ให้มีความสมบูรณ์และเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด ส่วนจะแยกเป็น วิชาประวัติศาสตร์ เลยหรือไม่นั้น คงต้องให้ สพฐ. ได้พิจารณาปรับปรุงให้ เสร็จเรียบร้อยก่อน


ด้าน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สพฐ. จะลงไปสำรวจ โรงเรียนต่างๆ ว่ามีการจัดการเรียน การสอน วิชาประวัติศาสตร์ มากน้อยเพียงใด เพื่อจะดำเนินการ ในเรื่องนี้ ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น


โดยจะได้นำเข้าหารือ ในการประชุมนัดแรกของ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชุดใหม่ ทั้งนี้ ปัจจุบัน การเรียน ประวัติศาสตร์ จะถูกบรรจุอยู่ใน วิชาสังคมศึกษา ซึ่งแบ่งเนื้อหา การเรียนการสอนเป็น 3 ส่วน ได้แก่


ประวัติศาสตร์ชาติไทย
ประวัติศาสตร์สากล และ
วิธีการประวัติศาสตร์


นอกจากนี้ จะมีการส่งเสริมกิจกรรม ด้านประวัติศาสตร์ แก่นักเรียน เช่น การจัดทัศนศึกษาสถานที่ ตามประวัติศาสตร์ เพื่อให้ นักเรียนรู้สึก ซึมซับ ใน ประวัติศาสตร์ มากยิ่งขึ้น

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 13 สิงหาคม 2551 16:09 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000095567


พิมพ์ ข่าวนี้ ศธ.น้อมนำพระราชเสาวนีย์ ปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์เข้มข้น


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

July 18, 2008

พระบรมราชินีนาถ ทรงอ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา”

พระสุรเสียงพระราชินี ยก
“พระมหาโมคคัลลานะ” กำจัดคนชั่ว


“สนธิ ลิ้มทองกุล” อัญเชิญพระสุรเสียงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงอ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา” ตอน “ความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัย” ที่มีนัยถึงการกำจัดคนชั่ว เปรียบพันธมิตรฯ เสมือนพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย คอยกำจัดคนชั่วแทนพระพุทธเจ้า
พระบรมราชินีนาถ ทรง�่านหนังสื�ธรรมะ พระ�านนท์ พุทธ�นุชา ต�น ความ�ัศจรรย์แห่งธรรมวินัย

พระบรมราชินีนาถ ทรงอ่านหนังสือธรรมะ พระอานนท์ พุทธอนุชา ตอน ความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัย



ภายหลังจากได้มีการอัญเชิญพระสุรเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญพระราชกุศล อ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา” เนื่องในวโรกาสทรงครองอิสริยยศ สมเด็จพระราชินี ปีที่ 54 วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ตอน “มหามิตร” มาเปิดเผยไปเมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 17 ก.ค.51 ล่าสุดเมื่อเวลา 00.10 น.ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เพื่ออัญเชิญพระสุรเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงอ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา” ตอน “ความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัย” กล่าวถึงการลงอุโบสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความยาวประมาณ 3 นาที


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงที่พระมหาสมณเจ้า ไม่แสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์ให้แก่พระสงฆ์ที่มาประชุมพร้อมกัน ณ อุโบสถาคาร จนพระอานนท์พุทธอนุชากราบทูลถามถึงสองครั้ง พระมหามุนีจึงตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ในชุมนุมนี้ภิกษุผู้ไม่บริสุทธิ์มีอยู่ อานนท์มิใช่ฐานะที่ตถาคตจะแสดงปาฏิโมกข์ในท่ามกลางบริษัทอันไม่บริสุทธิ์” ตรัสอย่างนี้แล้วก็ประทับเฉยต่อไป

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ ตน ความัศจรรย์แห่งธรรมวินัย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ ตอน ความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัย


จนพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย นั่งเข้าฌานตรวจดูว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์อันเป็นที่รังเกียจของสมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อได้เห็นแล้วจึงกล่าวขึ้นท่ามกลางสงฆ์ว่า “ดูก่อนภิกษุ ท่านออกไปเสียเถิด สมเด็จพระบรมศาสดาเห็นท่านแล้ว” แม้พระมหาเถระจะกล่าวอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง ภิกษุรูปนั้นก็ไม่ยอมออกไปจากชุมนุมสงฆ์ พระมหาโมคคัลลานะจึงลุกขึ้นแล้วดึงแขนภิกษุรูปนั้นออกไป


จากนั้น นายสนธิ กล่าวว่า ธรรมะข้อนี้มีนัยสำคัญมากที่สุด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสมัยก่อนพุทธกาลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ.2551 เหมือนกัน การที่พระพุทธเจ้าไม่แสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์ ก็เพราะในบรรดาพระสงฆ์ที่นั่งมีภิกษุองค์ที่ไม่บริสุทธิ์ เปรียบเสมือนสังคมซึ่งมีคนไม่ดีอยู่ เพราะฉะนั้นการที่สังคมมีคนไม่ดีอยู่ มีคนชั่วอยู่เพียงคนเดียว ย่อมก่อให้เกิดปัญหา ต้องรอจนกว่าเราต้องกำจัด เอาคนไม่ดีหรือคนชั่วออกไป สังคมถึงจะเดินหน้าต่อไปได้


“สังคมไทยมีคนชั่ว คนไม่ดีอยู่มาก เราต้องกำจัดเอาออกไป การที่พระพุทธเจ้าไม่แสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์ ก็เพราะมีภิกษุสงฆ์ที่ไม่บริสุทธิ์เพียงรูปเดียว จนพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายต้องเข้ามาคลี่คลายปัญหา ด้วยการดึงแขนภิกษุสงฆ์รูปนั้นออกไป”


นายสนธิ กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงทราบดีอยู่แล้วว่า ภิกษุรูปนั้นเป็นใคร แต่พระองค์ทรงนิ่งเงียบถึง 3 ครั้ง เพราะให้โอกาสภักษุรูปนั้นกลับตัวกลับใจ แต่ภิกษุรูปนั้นไม่เข้าใจ และคิดว่าการนิ่งเฉยของพระองค์ คือความเมตตาแล้วมองไม่เห็นความชั่วของตัวเอง นอกจานี้พระพุทธเจ้าก็ไม่อยู่ในสถานะที่จะดำเนินการด้วยพระองค์เอง หน้าที่ในการกำจัดภิกษุที่ไม่บริสุทธิ์จึงตกอยู่กับพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย มีฤทธิ์เดชมาก


ดังนั้น เมื่อมองมาในสังคมไทยที่ไม่สามารถเดินหน้าไปได้ก็เพราะมีคนชั่วอยู่มาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงนิ่งเฉย พระองค์ไม่ได้อยู่ในสถานะที่มาบอกว่า คนนี้ดี คนนี้ชั่ว หน้าที่นี้จะต้องตกอยู่กับพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้มีฤทธิ์


ซึ่งวันนี้ผู้มีฤทธิ์ก็นั่งกันอยู่ที่นี่แล้ว และนอกจากนี้ที่นี่แล้ว ทหารก็เป็นผู้มีฤทธิ์เช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ทำไมถึงมีผู้มีฤทธิ์เพียงกลุ่มเดียว ที่กระทำตนเป็นพระมหาโมคคัลลานะ ต้องมีพระมหาโมคคัลลานะ อีกองค์เข้ามากำจัดคนชั่วออกไปเช่นกัน เราต้องกำจัดคนชั่ว แม้นมีเพียงคนเดียวก็ต้องเอาออกไป

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 18 กรกฎาคม 2551 02:05 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084456
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

July 17, 2008

“สนธิ” นำจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัยเนื่องในวันอาสาฬหบูชา

มหามงคล พระสุรเสียงพระราชินี ยก “มหามิตร” ทำดี-ปกป้องคนดี


“สนธิ” นำจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัยเนื่องในวันอาสาฬหบูชา พร้อมนำพี่น้องประชาชนจุดเทียนชัยตั้งจิตอธิษฐานถวายพระพร แด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เปิดเทปมหามงคล พระสุรเสียงสมเด็จพระราชินีทรงอ่านหนังสือธรรมะ เรื่อง “มหามิตร” ที่มีนัยการทำความดีเพื่อปกป้องคนดีที่สมควรบูชา-จงรักภักดี
เนื่งในวโรกาสทรงครงิสริยยศ สมเด็จพระราชินี ปีที่ 54 วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ตน มหามิตร

เนื่องในวโรกาสทรงครองอิสริยยศ สมเด็จพระราชินี ปีที่ 54 วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ตอน มหามิตร



วันนี้ (17 ก.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่มาร่วมชุมนุมในวันอาสาฬหบูชา โดยเป็นตัวแทนจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย


นายสนธิ กล่าวว่า เนื่องในวันพิเศษครั้งนี้ จะมีการเปิดดีวีดีพระสุรเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงตรัสถึงเรื่อง “มหามิตร” ซึ่งเข้ากับเหตุการณ์บ้านเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ และว่า จากนั้นในช่วงที่ล่วงเข้าวันใหม่ ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษาจ ะเปิดดีวีดีอีกแผ่นหนึ่ง ซึ่งบันทึกพระสุรเสียงของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงตรัสถึงเรื่อง “ความมหัศจรรย์ของพระธรรมวินัย” ซึ่งพระองค์ไม่ทรงเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน
เปิดเทปมหามงคล พระสุรเสียงสมเด็จพระราชินีทรง่านหนังสืธรรมะ เรื่ง

เปิดเทปมหามงคล พระสุรเสียงสมเด็จพระราชินีทรงอ่านหนังสือธรรมะ เรื่อง



นายสนธิ ได้อธิบายถึงความสำคัญของวันอาสาฬหบูชาว่า วันนี้ถือว่าเป็นวันที่มีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีทั้งพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ครบถ้วน โดยเป็นวันที่พระพุทธองค์ได้เทศนาให้ปัญจวัคคี โดยพระโกณทัญญะได้บรรลุโสดาบันและขอบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์รูปแรกในพระพุทธ ศาสนา


นายสนธิ ยังได้เปรียบเทียบคำพูดของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่พูดถึงเรื่องอริยสัจ 4 เรื่องทุกข์และทางดับทุกข์ ว่า ถ้าหากนายสมัครรู้ว่าทุกข์ของประชาชนคืออะไรก็จะดับทุกข์ได้ง่าย ไม่ใช่ไปโทษรัฐธรรมนูญว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์แล้วจะดับทุกข์ด้วยการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ


จากนั้นได้เปิดเทปบันทึกพระสุรเสียงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล อ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา” เนื่องในวโรกาสทรงครองอิสริยยศ สมเด็จพระราชินี ปีที่ 54 วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ตอน “มหามิตร” ที่กล่าวถึงพระอานนท์ที่ทรงปกป้องพระพุทธเจ้าอย่างยอมตายถวายชีวิต เพื่อไม่ให้ภัยมากล้ำกลายได้ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์กรณีพระเทวทัตร่วมมือกับพระอชาติศัตรูจะทำร้ายพระ พุทธเจ้า โดยกรอกเหล้าช้างนาราคีรีให้ตกมันเข้าทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่ด้วยพระบุญญาบารมีก็ไม่อาจทำร้ายพระพุทธองค์ได้


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าถึงความภักดีของพระอานนท์ที่มีต่อพระพุทธเจ้า หลายครั้งที่พระพุทธองค์ทรงอาพาธ พระอานนท์ก็ทรงถวายการรักษาด้วยความห่วงใย และพระอานนท์ยังเป็นตัวอย่างในเรื่องของความประหยัดและนำไปใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ซึ่งพระอานนท์เป็นผู้ออกแบบจีวรของพระสงฆ์ที่เหมาะสมในทุกยุคสมัย


ทั้งนี้ เทปบันทึกพระสุรเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีความยาวประมาณ 17 นาที


จากนั้น นายสนธิ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเข้าใจพระธรรม ทรงใส่บาตรทุกเช้า และทรงสนทนาธรรมกับพระเถระหลายท่าน


นายสนธิ กล่าวว่า นัยเรื่องมหามิตร อยู่ที่พระอานนท์ที่ทรงปกป้องไม่ใช่ในฐานะพระอนุชาโดยสายเลือด แต่ทรงปกป้องความดีของพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งเปรียบเทียบเหมือนกับพี่น้องประชาชนที่ตอบแทนคนดี เสียสละเพื่อมิตร เพื่อคนที่เรารัก เราจงรักภักดีพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินีนาถ ที่ทรงทำคุณแก่แผ่นดินไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และว่าคนดีเท่านั้นที่เห็นความดีด้วยกัน ขณะที่รัฐบาลนี้ที่มีแต่คนชั่วมักมองไม่เห็นความดี


“พันธมิตรฯ มีร้อยพ่อพันแม่ มาทำความดีเพื่อถวายแด่พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชินี” นายสนธิ ระบุพร้อมทั้งร่วมจุดเทียนและสงบนิ่งตั้งจิตอธิษฐานขอให้สิ่งดีๆ ขอส่วนบุญส่วนกุศลให้ทุกคนรุ่งเรืองถึงบรรพบุรุษถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ล่วงหน้า


บันทึก เทปพระสุรเสียงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล อ่านหนังสือธรรมะ “พระอานนท์ พุทธอนุชา” เนื่องในวโรกาสทรงครองอิสริยยศ สมเด็จพระราชินี ปีที่ 54 วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ตอน “มหามิตร”


“พูดถึงความจงรักภักดี และความเคารพรักในพระผู้มีพระภาค พระอานนท์มีอยู่อย่างสุดพรรณนา ยอมสละแม้แต่ชีวิตของท่านเพื่อพุทธองค์ได้ อย่างเช่นครั้งหนึ่ง พระเทวทัตร่วมกับพระเจ้าอชาติศัตรู วางแผนสังหารพระจอมมุนี โดยการปล่อยนาราคีรี ซึ่งกำลังตกมันและมอมเหล้าเสีย 16 หม้อ ช้างนาราคีรียิ่งคะนองมากขึ้น วันนั้นเวลาเช้า พระพุทธองค์มีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ เข้าสู่นครราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต ในขณะที่พระองค์กำลังรับอาหารจากสตรีผู้หนึ่งอยู่นั้น เสียงลั่นของช้างนาราคีรีดังขึ้น ประชาชนที่คอยดักถวายอาหารแด่พระผู้มีพระภาค แตกกระจายวิ่งเอาตัวรอด ทิ้งภาชนะอาหารเกลื่อนกลาด พระพุทธองค์เหลียวมาทางซึ่งช้างใหญ่กำลังวิ่งมา ด้วยอาการสงบ พระอานนท์พุทธอนุชา เดินล้ำมายืนอยู่เบื้องหน้าของพระผู้มีพระภาค ด้วยคิดจะป้องกันชีวิตพระศาสดาด้วยชีวิตของท่านเอง


“หลีกไปอานนท์ อย่าป้องกันเราเลย” พระศาสดาตรัสอย่างปกติ


“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ” พระอานนท์ทูล


“ชีวิตของพระองค์มีค่ายิ่งนัก พระองค์อยู่เพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก เป็นประทีปของโลก เป็นที่พึ่งของโลก ประดุจโพธิ์และไทร เป็นที่พึ่งของหมู่นก เสมือนน้ำเป็นที่พึ่งของหมู่ปลา เสมือนป่าเป็นที่พึ่งอาศัยของจตุบททวิบาท พระองค์อย่าเสี่ยงกับอันตรายครั้งนี้เลย ชีวิตของข้าพระองค์มีค่าน้อย ขอให้ข้าพระองค์ได้สละสิ่งซึ่งมีค่าน้อยเพื่อรักษาสิ่งซึ่งมีค่ามาก เหมือนสละกระเบื้องเพื่อรักษาไว้ซึ่งแก้วมณี เถิดพระเจ้าข้า”


“อย่าเลยอานนท์ บารมีเราได้สร้างมาดีแล้ว ไม่มีใครสามารถปลงตถาคตลงจากชีวิตได้ ไม่ว่าสัตว์ดิรัจฉาน หรือมนุษย์ หรือเทวดา มาร พรหมใดๆ”


ขณะนั้น นาราคีรีวิ่งมาจวนจะถึงองค์พระจอมมุนีอยู่แล้ว เสียงร้องกรีดของสตรีดังขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน ทุกคนอกสั่นขวัญหนี นึกว่าครั้งนี้เป็นวาระสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นพระศาสดาผู้บริสุทธิ์ดุจดวง ตะวัน พระพุทธองค์ผู้ทรงแผ่เมตตา ซึ่งทรงอบรมมาเป็นเวลายืดยาวนานหลายแสนชาติ ซ่านออกจากพระหฤทัย กระทบเข้ากับใจอันคลุกด้วยความมึนเมาของช้างนาราคีรี ช้างใหญ่หยุดชะงักเสมือนกระทบกับเหล็กท่อนใหญ่ ใจซึ่งเร่าร้อน กระวนกระวายเพราะโมหะของมัน สงบเย็นลง เหมือนไฟน้อยกระทบกับอุทกธารา พลันก็ดับวูบลง มันหมอบลงแทบพระมงคลบาทของพระบรมศาสนา พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์อันวิจิตร ลูบศีรษะของพญาช้าง พร้อมด้วยตรัสว่า “นาราคีรีเอยเจ้าถือกำเนิดเป็นดิรัจฉานในชาตินี้ เพราะกรรมอันไม่ดีของเจ้าในชาติก่อนแต่งให้ เธออย่าประกอบกรรมหนัก คือทำร้ายพระพุทธเจ้าเช่นเราอีกเลย เพราะจะมีผลเป็นทุกข์แก่เธอตลอดกาลนาน” ช้างนาราคีรีสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วใช้งวงเคล้าเคลียพระชงค์ของพระผู้มี พระภาค เหมือนสารภาพผิด ความมึนเมาและตกมันปราศนากาลไปสิ้น นี่แหละพุทธานุภาพ ประชาชนเห็นเป็นอัศจรรย์ พากันเข้ามาสักการบูชาสมเด็จพระศาสดา ด้วยดอกไม้และของหอมเป็นจำนวนมาก


ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงประชวรด้วยพระโรคลมในพระอุทร พระอานนท์เป็นห่วงยิ่งนัก จึงได้ปรุงยาคู ต้มจนเหลวด้วยมือของท่านเอง แล้วน้อมนำเข้าไปถวาย เพราะพระพุทธองค์เคยตรัสว่า ยาคู เป็นยาไล่ลมในท้อง ในลำไส้ได้ดี พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “อานนท์เธอได้ยาคูมาจากไหน” “ข้าพระองค์ปรุงเอง พระเจ้าข้า” “อานนท์ทำไมเธอจึงทำอย่างนี้ เธอทำสิ่งที่ไม่สมควร ไม่ใช่กิจของสมณะ เธอทราบไม่ใช่หรือว่าสมณะไม่ควรปรุงอาหารเอง ทำไมเธอจึงมักมากถึงปานนี้ เอาไปเทเสียอานนท์ เราไม่รับยาคูของเธอดอก” พระอานนท์คงก้มหน้านิ่ง ท่านมิได้ปริปากโต้แย้งเลยแม้แต่น้อย


ครั้งหนึ่ง พระกายของพระผู้มีพระภาค หมักหมมสิ่งเป็นโทษ เป็นเหตุให้ทรงอึดอัด มีพุทธประสงค์จะเสวยยาระบาย พระอานนท์ทราบแล้วจึงไปหาหมอชีวกโกมารภัจจ์ แจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ หมอเรียนท่านว่า ขอให้ท่านกราบทูลให้พระองค์ทรงพักผ่อนเพื่อให้พระกายชุ่มชื่นสัก 2-3 วัน พระอานนท์ก็กระทำตามนั้น ได้เวลาแล้วท่านก็ไปหาหมออีก หมอชีวกได้ปรุงยาระบายพิเศษอบด้วยก้านอุบลสามก้าน ถวายให้พระผู้มีพระภาคสูดดมมิใช่เสวย ปรากฏว่าทรงระบายได้ถึง 3-4 ครั้ง


ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่นิโคธาราม นครกบิฬพัสดุ์ พระองค์เพิ่งทรงฟื้นจากไข้หนักไม่นาน ท้าวมหานามเข้าเฝ้าและทูลถามปัญหาหนักๆ เช่น ปัญหาว่า ญาณเกิดก่อนสมาธิ หรือสมาธิเกิดก่อนญาณ ท่านอานนท์เห็นว่าจะเป็นการลำบากแก่ผู้มีพระภาค จึงจับพระหัตถ์ท้าวมหานามนำเสด็จออกไปข้างนอกและแก้ปัญหานั้นเสียเอง


อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์พระทับ ณ นครเวสาลี ทรงประชวรหนัก และทรงใช้ความเพียรขับไล่อาพาธนั้นจนหาย


พระอานนท์ทูลความในใจของท่านแด่พระผู้มีพระภาคว่า “พระองค์ผู้ทรงเจริญ! เมื่อพระองค์ทรงประชวรอยู่นั้น ข้าพระองค์กลุ้มใจเป็นที่สุด กายของข้าพระองค์เหมือนงอมระงมไปด้วยความรู้สึกเหมือนว่า ทิศหลายทั้งมืดมน แต่ข้าพระองค์ก็เบาใจอยู่หน่อยหนึ่ง ว่าพระองค์คงจักไม่ปรินิพพาน จนกว่าจะได้ประชุมสงฆ์แล้วตรัสพระพุทธพจน์อย่างใดอย่างหนึ่ง”


พระอานนท์นี้เอง เป็นผู้ออกแบบจีวรของพระสงฆ์ ซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าดำรงชีวิตอยู่มาจนบัดนี้ นับว่าเป็นแบบเครื่องแต่งกายเก่าแก่ที่สุดในโลก เข้าได้ทุกการทุกงาน และทันสมัยอยู่เสมอ


ครั้งหนึ่งพระอานนท์ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปสู่ทักขิณาคีรีชนบท พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นคันนาของชาวมคธเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีคันนาสั้นๆ คั่นในระหว่าง แล้วตรัสถามพระอานนท์ว่า “อานนท์! เธอจะทำจีวรแบบนาของชาวมคธนี้ได้หรือไม่” “ลองทำดูก่อน พระเจ้าข้า” ท่านทูลตอบ ต่อมา ท่านได้ทำการตัดเย็บจีวรแบบคันนาของชาวมคธนั้น แล้วนำขึ้นทูลให้พระผู้มีพระภาคทรงพิจารณา พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตรแล้วเห็นชอบด้วย รับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายใช้จีวรที่ตัดและเย็บแบบที่ท่านอานนท์ออกแบบนั้น พร้อมกันนั้นได้ตรัสชมเชยท่านอานนท์ท่ามกลางสงฆ์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป็นคนฉลาดมีปัญญา สามารถเข้าใจในคำที่เราพูดแต่โดยย่อได้โดยทั่วถึง”


พูดถึงเรื่องประหยัด หรือใช้สิ่งของให้คุ้มค่า พระอานนท์เป็นผู้ประหยัดและฉลาดในเรื่องนี้มาก ดังครั้งหนึ่งหลังพุทธปรินิพพาน ท่านเดินทางโดยทางเรือไปสู่นครโกสัมพี เพื่อประกาศลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ พระหัวดื้อตามรับสั่งของพระผู้มีพระภาค ขึ้นจากเรือแล้วท่านเข้าอาศัยพัก ณ อุทยานของพระเจ้าอุเทนราชาแห่งนครนั้น ขณะนั้นพระเจ้าอุเทนและพระมเหสีประทับอยู่ ณ พระราชอุทยาน พระมเหสีทรงทราบว่าพระอานนท์มาก็ทรงโสมนัส ทูลลาพระสวามีไปเยี่ยมพระอานนท์ สนทนาพอเป็นสัมโมทนียกถาแล้ว พระอานนท์แสดงธรรมเป็นที่เสื่อมใสจับจิตยิ่งนัก พระนางได้ถวายจีวรจำนวน 500 ผืน ในเวลาต่อมาแด่อานนท์ พระเจ้าอุเทนทรงทราบเรื่องนี้แทนที่จะทรงพิโรธแด่พระมเหสีกลับทรงตำหนิท่าน อานนท์ว่า รับจีวรไปทำไมมากมายหลายร้อยผืน จะไปตั้งร้านขายจีวรหรืออย่างไร เมื่อมีโอกาสได้พบพระอานนท์ พระองค์จึงเรียนถามว่า


“พระคุณเจ้า ทราบว่าภรรยาของข้าพเจ้าถวายจีวรพระคุณเจ้า 500 ผืน พระคุณเจ้ารับไว้ทั้งหมดรึ”

“ขอถวายพระพร อาตมาภาพรับไว้ทั้งหมด”

“พระคุณเจ้ารับไว้ทำไมมากมายนัก”

“เพื่อแบ่งถวายภิกษุทั้งหลายผู้มีจีวรเก่าคร่ำคร่า”

“จะเอาจีวรเก่าคร่ำคร่าไปทำอะไร”

“เอาไปทำเพดาน”

“จะเอาผ้าเพดานเก่าไปทำอะไร”

“เอาไปทำผ้าปูที่นอน”

“จะเอาผ้าปูที่นอนเก่าไปทำอะไร”

“เอาไปทำผ้าปูพื้น”

“จะเอาผ้าปูพื้นเก่าไปทำอะไร”

“เอาไปทำผ้าเช็ดเท้า”

“จะเอาผ้าเช็ดเท้าเก่าไปทำอะไรเล่า”

“เอาไปทำผ้าเช็ดธุลี”

“จะเอาผ้าเช็ดธุลีเก่าไปทำอะไร”

“เอาไปโขลกขยำกับโคลนแล้วฉาบทาฝา”


พระเจ้าอุเทนทรงเลื่อมใสว่า สมณะศากยบุตรเป็นผู้ประหยัด ใช้ของไม่ให้เสียเปล่า จึงถวายจีวรแก่พระอานนท์อีก 500 ผืน


พระอานนท์นอกจากเป็นผู้กตัญญูต่อผู้ใหญ่แล้วยังสำนึกแม้ในอุปการะของ ผู้น้อยด้วย ศิษย์ของท่านเองที่กระทำดีต่อท่านเป็นพิเศษ ท่านก็อนุเคราะห์เป็นพิเศษ เช่น คราวหนึ่งท่านได้จีวรมาเป็นจำนวนร้อยๆ ผืน ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลถวาย ท่านระลึกถึงศิษย์รูปหนึ่งของท่านซึ่งทำอุปการะปฏิบัติต่อท่านดี มีการถวายน้ำล้างหน้า ไม้ชำระฟัน ปัดกวาดเสนาสนะ ที่อาศัย เวจจกุฎี เรือนไฟ นวดมือนวดเท้า เป็นต้น แปลว่าศิษย์ผู้นี้ปฏิบัติดีต่อท่านมากกว่าศิษย์อื่นๆ และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ท่านจึงมอบจีวรที่ได้มาทั้งหมดแด่ศิษย์รูปดังกล่าวนี้ เนื่องจากพระภิกษุรูปนี้เป็นพระดีจริงๆ จึงนำจีวรที่อุปัชฌายะมอบให้ไปแจกภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะเดียวกันจนหมดสิ้น ดูเหมือนจะเป็นความประสงค์ของพระอานนท์ที่จะให้เป็นเช่นนั้นด้วย


ภิกษุทั้งหลายได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลว่า “พระเจ้าข้า อคติหรือความเห็นแก่หน้ายังมีแก่พระโสดาบันหรือ” “มีเรื่องอะไรรึภิกษุ” เมื่อพระภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย การทำเพราะเห็นแก่หน้าคืออคติ หามีแต่อานนท์ไม่ แต่ที่อานนท์ทำเช่นนั้น ก็เพราะระลึกถึงอุปการะของศิษย์ผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อ เธออย่างที่สุด ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าอุปการะผู้อื่นแม้แต่น้อย อันบัณฑิตพึงระลึกถึงและหาทางตอบแทนในโอกาสอันควร”

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2551 21:08 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084409
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านช่าวและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

June 1, 2008

11 สิงหาคม 2550 พระราชเสาวณีย์ เรื่องพุทธศาสนา และ รัฐธรรมนูญ

พระราชเสาวณีย์
เมื่อ 11 สิงหาคม 2550
เรื่องพุทธศาสนา และ รัฐธรรมนูญ


ข้าพเจ้าก็ไม่คิดว่าจะถูกถามเรื่องพระพุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้าพเจ้าไม่คิดเลยที่จะโดนถามอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็อธิบายไม่ได้มีกระดาษอะไรเลย ต้องอธิบายว่า ข้าพเจ้าคิดเองว่าพระบวรพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดสูงส่งแล้ว และได้รับการสนับสนุนมาตลอด ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จากคนไทยทั้งชาติ พระบวรพุทธศาสนาเป็นของที่สะอาดสูงสุด ทุกคนคิดว่าไม่อยากให้เข้าไปพัวพันกับคำว่าการเมือง ข้าพเจ้าพูดเช่นนั้นต่อหน้านักเรียนไทย 4 พันคน ควรเทิดทูนเอาไว้เหนือเกล้าว่า เป็นแสงสว่างในหัวใจของคนไทยทั้งหลาย

การเมืองบางครั้งก็มีความผิดพลาด บางครั้งก็มัวหมองได้หลายเรื่อง เพราะฉะนั้นไม่ควรเอาพระบวร พุทธศาสนาไปไว้กับกฎหมายสูงสุดแห่งประเทศไทย คือ รัฐธรรมนูญ ควรจะทิ้งบวรพระพุทธศาสนาไว้เช่นนี้ ที่ถูกเทิดทูนโดยประชาชนทั้งชาติ พอข้าพเจ้าพูดจบ เล่าเหตุผลจบ ข้าพเจ้าได้รับการปรบมือดังสนั่นลั่นไปหมดเลยนาน ในเมืองไทย ข้าพเจ้าได้ทราบว่าพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่คนนับถือมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ คงจะไม่ให้ใครมาแตะได้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า การเมืองบางครั้งมีอะไรหลายอย่าง ไม่ค่อยตรงไปตรงมานัก เพราะฉะนั้นดีแล้วที่พระบวรพระพุทธศาสนาแยกไปเสียให้พ้นจากการเมืองจะดีกว่า ไม่ทราบว่าทุกท่านในที่นี้เห็นอย่างเดียว กับข้าพเจ้าหรือเปล่า อันนี้ข้าพเจ้าถามนักเรียนไทย ขอบคุณมากค่ะ

ผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์บอกว่า พระบวรพุทธศาสนาเป็นศาสนาของชาวไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย พระเจ้าแผ่นดินองค์แรกๆของสุโขทัย เวลาจะขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินจะต้องกล่าวคำปฏิญาณว่า จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาไว้ด้วยชีวิต ซึ่งเดี๋ยวนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ก็เช่นกัน ยังถือธรรมเนียมเหมือนอย่างคนไทยทั้งหลายถือว่า พระบวรพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ล้ำค่าของชีวิตคนไทยที่จะพึ่งพาเวลามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในชีวิต พระบวรพุทธศาสนาเป็นแสงสว่าง เพราะฉะนั้นไม่มีวันยอมให้สลาย หรือล่มลงไปเป็นอันขาด และดินแดนของชาวพุทธนี้ ชาวพุทธได้ทำชื่อเสียงมามากมาย เช่น ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวว่าเชลยศึกสมัยที่ตอนนั้นทางญี่ปุ่นได้ยึดครองประเทศไทย เชลยศึกต่างชาติต่างๆได้รับการช่วยชีวิตได้รับการป้อนน้ำ แอบไปป้อนน้ำ เสี่ยงกับชีวิตตนเอง แล้วก็ป้อนอาหาร ซ่อนตัวเขาด้วย


ที่พูดอย่างนี้ ไม่อยากที่จะทำให้ใครต้องเสียใจ แต่พูดให้ทราบความจริงว่า บรรพบุรุษของไทยเรา แม้แต่ ในที่ผ่านมาไม่เท่าไหร่ไม่กี่ปีนี้ 50 ปีอะไรก็ตาม ก็ยังปฏิบัติตนทำให้ต่างประเทศชื่นชม และนับถือประเทศไทย แล้วน้ำใจของคนไทย ที่มีความเมตตากรุณา และมีความกล้าหาญที่จะแสดงความเมตตากรุณาด้วย อันนี้ขอให้ท่านคิดดูดีๆ และชาวต่างประเทศมาพูดกับข้าพเจ้า บอกที่เขาชอบกรุงเทพมหานครเหลือเกินเพราะว่าเมืองหลวงของประเทศไทยน่าอัศจรรย์ โบสถ์พุทธ โบสถ์พราหมณ์ โบสถ์คริสต์ สุเหร่าอิสลาม ทุกศาสนาอยู่ใกล้เคียงกัน ไม่เคยมีใครคิดไปวางระเบิด หรือไปรบกวนศาสนาอื่นเลย ให้อิสระ สิทธิ เสรีภาพ ในการที่จะนับถือศาสนาใดก็ได้ ซ้ำสนับสนุน นี่แหละ ฝรั่งเขาบอกคือการปฏิบัติต่อกันของคนที่มีความเจริญอย่างแท้จริง เจริญสุดทางด้านจิตใจ อันนี้น่าชื่นใจมาก ถึงเวลาที่กรุงเทพฯ ถึงเวลาสวดของใคร ใครก็ไป ถึงเวลาใครทำพิธีของใครก็ไป โดยไม่ไปรังแกซึ่งกันและกัน อันนี้ต่างประเทศเขาบอกยอดสุดๆ คนไทยนี่


องค์กรพุทธ สนองพระราชเสาวณีย์ ยุติเคลื่อนไหว


โดย Post Digital 12 สิงหาคม 2550 15:24 น.


พล เอกธงชัย เกื้อสกุล ประธานองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรชาวพุทธฯ มีหลักการยึดมั่นเทิดทูน 3 สถาบันสูงสุดของประเทศ เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ที่ไม่ควรนำศาสนามาปะปนกับเรื่องการเมืองไว้ องค์กรชาวพุทธฯก็พร้อมจะยุติการเคลื่อนไหวให้บรรจุพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทุกวิธีการโดยสิ้นเชิง รวมทั้งกรณีการเข้าชื่อ 5 หมื่นชื่อ เพื่อขอให้เพิ่มเติมแก้ไขเรื่องดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ หากผ่านการลงประชามติ

ด้านพระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จะยุติบทบาทเช่นกัน เพราะไม่ต้องการดำเนินการใดๆให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท แต่มีสิ่งที่ต้องทำต้องทำต่อไป คือ หาวิธีการที่จะทำให้พุทธศาสนา มีความมั่นคงและอยู่รอดได้ เนื่องจากขณะนี้ศาสนากำลังทรุดโทรมอย่างหนัก

ปรับปรุงจาก ข่าวของ
http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=184578
http://www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&Category=buddha-dhammacom&thispage=&No=379484


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Create a free website or blog at WordPress.com.