Accom Thailand

June 29, 2008

Germany 0:1 Spain – Euro 2008 Final – เยอรมัน 0:1 สเปน

แพ้ชนะ อยู่ที่ กราบซ้าย เยอรมัน ซึ่งเท่ากับ กราบขวา ของสเปน
สเปนไม่แพ้ใครมา 21 นัด และมีทีมที่แข็งแกร่งทุกตำแหน่ง และ มีกองกลางที่ยิงได้ทุกตำแหน่ง
หัวหน้าทีมโคช หลุยซ์ อาราโกเนส ของ สเปน มีความรู้ และ ประสพการณ์ที่ เหนือ กว่า โจคิม เลิฟ ของเยอรมัน หลายช่วงตัว กราบขวา ของเยอรมัน ไม่มีทางต่อกรกับ กราบซ้าย ของ สเปน
เรา คาดผลว่า เยอรมัน จะแพ้ราบคาบ เฟอร์นันโด โตเรสจะแผลงฤทธิ์ แน่นอน และ สเปนจะชนะอย่างน้อย 2 ประตู ผลฟลุกอย่างอื่นค่อนข้าง ยาก
ผู้ตัดสิน โรเซ็ตติ จาก อิตาลี ดีที่สุดในทัวร์นาเม็นท์นี้ และจะปล่อยเกมส์ให้เดินได้ดี


Full Time
Spain leads 1-0 ( Torres 33 min.)
statistics 1st Half
Fernando Torres
spain celebrates torres\'s goal
Torres 1-0
Spain leads 1-0
Torres celebrates
Both captains received yellow
Germany

* 01 Lehmann
* 03 Friedrich
* 21 Metzelder
* 17 Mertesacker
* 16 Lahm
* 15 Hitzlsperger
* 08 Frings
* 20 Podolski
* 13 Ballack
* 07 Schweinsteiger
* 11 Klose

Spain

* 01 Casillas
* 15 Sergio Ramos
* 05 Puyol
* 04 Marchena
* 11 Capdevila
* 19 Senna
* 06 Iniesta
* 10 Fabregas
* 08 Xavi
* 21 Silva
* 09 Torres

Torres strike ends Spain’s long wait
Spain have been crowned European champions for the second time as Fernando Torres’s first-half goal in Vienna proved enough to defeat Germany in the final of UEFA EURO 2008™.


ในที่สุดศึกยูโร 2008 ก็เดินทางมาถึงเกมสุดท้าย ซึ่ง “เต็งหนึ่ง” ประจำการแข่งขันก็เอาตัวรอดผ่านเข้ามาชิงชนะเลิศจนได้ โดยจะเข้าไปพบกับ สเปน ทีมทะลุเข้ามาชิงถ้วย อองรี เดอ ลาเน ได้แบบไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับทีมใดเลยในศึกยูโรครั้งนี้

เยอรมัน VS สเปน , รัสเซีย ที่แอร์นส์ท ฮัปเปิล สตาดิโอน กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย คืนวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน เวลา 01.45 น.

ฝ่าฟอร์มอินทรีเหล็ก

นับจากเจอร์เกน คลินสมันน์ นำลูกทีมชูถ้วยอองรี เดอ ลาเน คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปได้สำเร็จในปี 1996 ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้น ทีม “อินทรีเหล็ก” จะไม่สามารถควานหาชัยชนะได้เลยในศึกยูโรรอบสุดท้าย ทั้งในยูโร 2000 ที่ฮอลแลนด์และเบลเยียม รวมไปถึงยูโร 2004 ที่โปรตุเกส จนทำให้ทีมแชมป์ยุโรป 3 สมัย กระเด็นตกรอบแรกถึง 2 ครั้งติดต่อกัน ทว่าใน “ยูโร 2008” พวกเขาเปิดฉากด้วยชัยชนะเหนือโปแลนด์ จนกรุยทางมาสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ น่าสนใจว่าการเข้าชิงครั้งที่ 6 ของพวกเขาจะนำมาซึ่งแชมป์ยุโรปสมัยที่ 4 ได้หรือไม่

สภาพทีม : ขุนพล “อินทรีเหล็ก” มีสภาพฟิตเปรี๊ยะสุดขีด โยอาคิม เลิฟ จะสามารถเลือกใช้งานนักเตะในทีมทั้ง 23 คนโดยที่ไม่มีใครติดโทษแบน หรือมีอาการบาดเจ็บรบกวน โดย 11 ตัวจริงกุนซือมาดสุขุมน่าจะยึดตัวผู้เล่นในระบบ 4-2-3-1 จากเกมที่เฉือนตุรกีมาแบบหืดจับ 3-2 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา โดยจะได้ ทอร์สเทน ฟริงก์ส กลับมาออกสตาร์ทตัวจริงร่วมกับ โธมัส ฮิตเซิลสแพร์เกอร์ อีกครั้ง ส่วนแนวรุก นำทัพโดย มิชาเอล บัลลัค ขึ้นเกมตรงกลาง พร้อมมีบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ และ ลูคัส โพดอลสกี เดิมเกมริมเส้น โดยมี มิโลสลาฟ โคลเซ เป็นกองหน้าตัวเป้า ส่วนแผงหลังจะใช้ อาร์เน ฟรีดริช ลงประจำการแบ็คขวา และฟิลิปป์ ลาห์ม แมน ออฟ เดอะ แมตช์ จากเกมที่แล้วรับผิดชอบเกมมีรุกและรับทางฝั่งซ้ายเช่นเดิม

ตัวตัดสินเกม : มิชาเอล บัลลัค : ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่อาถรรพ์รองแชมป์ของบัลลัคอีกครั้ง หลังเพิ่งจะอกหักได้ทริปเปิลรองแชมป์ กับเชลซีมาหมาดๆในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งหากย้อนไปในปี 2002 “ไกเซอร์น้อย” เคยร่วมทีมเลเวอร์คูเซนซิว 3 รองแชมป์มาแล้ว และในศึกฟุตบอลโลก 2002 อีก 1 เดือนให้หลัง ดาวเตะหมายเลข 13 ก็ร่วมเป็นหนึ่งในทีม “อินทรีเหล็ก” ทำได้เพียงรองแชมป์โลกเท่านั้น ทว่าเกมชิงชนะเลิศในวันนั้นบัลลัคหมดสิทธิ์ลงสนาม ซึ่งแตกต่างกับเกมที่แอร์นส์ท ฮัปเปิล สตาดิโอน คืนวันอาทิตย์นี้อย่างสิ้นเชิง จากความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า น่าจะทำให้ดาวเตะรายนี้มุ่งมั่นและโชว์ทีเด็ดในฐานะกัปตันทีมออกให้เห็นในเกมนี้อย่างแน่นอน

ฝ่าฟอร์มกระทิงดุ

หากจะย้อนประวัติศาสตร์กันไป แฟนบอลทีม “กระทิงดุ” หลายคนอาจจะยังไม่ทันเห็นวินาทีที่ มาเชลินโญ มาร์ติเนซ ยิงประตูชัยเอาชนะสหภาพโซเวียต คว้าแชมป์ยูโรปี 1964 ได้ในถิ่นของตัวเอง นับจากนั้นมา สเปน กลายเป็นทีมที่ได้รับความคาดหมายให้เป็นทีมเต็งอันดับต้นๆประจำศึกยูโรรอบสุดท้ายมาโดยตลอด แต่ทว่าพลพรรค”เอสปันญา” ทำได้ดีที่สุดด้วยการคว้ารองแชมป์ยูโร 1984 ที่ฝรั่งเศสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยตัวผู้เล่นในทีมที่ดูจะพร้อมที่สุดในทัวร์นาเมนต์ การเข้าชิงสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ อาจนำมาซึ่งแชมป์ยุโรปสมัยที่ 2 ก็เป็นได้

สภาพทีม : พลพรรคกระทิงดุ พบกับข่าวร้ายหลังเกมถล่มรัสเซีย 3-0 เมื่อ ดาวิด บีญา ดาวซัลโวประจำทีม มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาและน่าจะวืดลงสนามในเกมชิงชนะเลิศค่อนข้างแน่นอนแล้ว ทำให้ หลุยส์ อราโกเนส อาจต้องปรับระบบมาเป็น 4-5-1 โดยให้ เฟอร์นานโด ตอร์เรส ยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าคนเดียว แล้วเติม เชส ฟาเบรกาส ลงมาเสริมในแดนกลาง แม้ว่า ดาเนียล กีซา ดาวซัลโวลาลีกา จะโชว์ฟอร์มได้ดีก็ตาม ขณะที่ตำแหน่งอื่นๆ ยังเป็นผู้เล่นชุดเดิมตั้งที่เล่นกันมาตั้งแต่นัดแรก ไล่ตั้งแต่ คาร์เลส ปูโยล คุมแนวรับ และมาร์กอส เซนนาคอยบู๊อยู่ในแดนกลาง

ตัวตัดสินเกม : เฟอร์นานโด ตอร์เรส : แม้จะถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามเป็นครั้งที่ 3 ในยูโรครั้งนี้ และมีข่าวไม่ลงรอยกับ กุนซือขรัวเฒ่าอย่าง อราโกเนส แต่ยังไงเสีย “เอลนินโญ” ก็จะได้ลงสนามเป็นกองหน้าตัวจริงในเกมนี้อย่างแน่นอน ซึ่งการที่สเปนขาด ดาวิด บีญา ในเกมนัดชิงชนะเลิศ จะทำให้ภาระทั้งหมดมาตกที่ดาวซัลโวประจำทีมลิเวอร์พูล แต่ เกมนี้หากแผงหลังเยอรมันเกิดงุ่มง่ามขึ้นมาอีกล่ะก็ โอกาสที่จะถูกหลอกแบบเสียผู้เสียคนก็มีสูงพอสมควร และหากเปิดโอกาสให้ดาวยิงรายนี้เมื่อไหร่ ก็จะเป็นงานหนักของเยนส์ เลห์มันน์ ทันที

สถิติการพบกันในอดีต : เยอรมันและสเปนไม่เคยพบกันมาก่อนในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในอดีตที่ผ่านมา โดยทั้งคู่พบกันมาทั้งหมดเพียง 7 ครั้ง และเป็นเกมกระชับมิตรถึง 6 เกม ซึ่งผลปรากฏว่า ต่างฝ่ายต่างเอาชนะได้ทีมละ 2 ครั้ง และเสมอกันไป 3 ครั้ง ส่วนในฟุตบอลรายการใหญ่ที่ทั้งคู่เดยพบกัน มีเพียง เกมฟุตบอลโลก ปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งครั้งนั้นเสมอกันไป 1-1

รูปเกมที่คาด : แม้ความเชื่องช้าของ คริสตอฟ เม็ตเซลเดอร์ และเพอร์ เมอร์เตซัคเกอร์ แสดงให้เห็นมาแล้วว่าเยอรมันพร้อมเสียประตูให้คู่แข่งได้ทุกเมื่อ แต่ทีมของเลิฟก็มีเกมโต้กลับอันทรงประสิทธิ เมื่อมีตัวทะลุทะลวงชั้นดีอย่าง บาสเตียน ชไวสไตน์เกอร์ หากเกมนี้ งัดแผนตั้งรับลึกในแดนตัวเองมาใช้ พร้อมทั้งไม่เปิดพื้นที่ให้ดาวิด ซิลบา ได้มีโอกาสทำเกม ก็น่าจะเล่นงานสเปนได้พอสมควร ขณะที่ฝั่งกระทิงดุนอกจากมีทีเด็ดจากตอร์เรสแล้ว ความอัจฉริยะในการจ่ายบอลของ เชส ฟาเบรกาส น่าจะสร้างปัญหาให้กับเยอรมันพอสมควร

“เด็กปั๊ม” ฟันธงสเปเชียล : สเปนแม้จะขาด ดาวิด บีญา แต่จากระบบการเล่นที่ลงตัวไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนัก และอาจจะทำเกมเหนือกว่าด้วยซ้ำไป แต่ความช้ำชองในเกมทัวร์นาเมนต์ใหญ่ของเยอรมัน ทำให้ความเหนียวแน่นน่าจะอยู่ฝั่ง “อินทรีเหล็ก” ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว เยอรมัน เบียดคว้าแชมป์ไปครองได้ ด้วยสกอร์ 2-1

พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000076283

Advertisements

June 1, 2008

Euro 2008 – Netherland’s Squad – ทีมชาติฮอลแลนด์ ยูโร 2008

Filed under: ยูโร 2008,Euro 2008 — accomthailand @ 02:20
Tags: ,

Goalkeepers: Edwin Van der Sar (Manchester United), Maarten Stekelenburg (Ajax), Henk Timmer (Feyenoord)
ผู้รักษาประตู : เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ (แมนฯ ยูไนเต็ด), มาร์เทน สเตเคเลนบวร์ก (อาแจ็กซ์), เฮงค์ ทิมเมอร์ (เฟเยนูร์ด)


Defenders: Ibrahim Afellay (PSV Eindhoven), Wilfred Bouma (Aston Villa), Tim De Cler (Feyenoord), Johnny Heitinga (Ajax), Joris Mathijsen (Hamburg), Mario Melchiot (Wigan), Andre Ooijer (Blackburn), Giovanni van Bronckhorst (Feyenoord),
กองหลัง : อิบราฮิม อเฟลลาย (ไอนด์โฮเฟน) วิลเฟรด บูมา (แอสตัน วิลลา), ทิม เดอ แคลร์ (เฟเยนูร์ด), จอห์นนี ไฮติงกา (อาแจ็กซ์), คิว ยาเลียนส์ (อัล์คมาร์), ยอริส มาธิสเซ่่น (ฮัมบวร์ก), มาริโอ เมลชอต (วีแกน), อังเดร ออยเยอร์ (แบล็คเบิร์น), จีโอวานนี ฟาน บรองฮอร์สท์ (เฟเยนูร์ด)


Midfielders: Orlando Engelaar (Twente), Nigel de Jong (SV Hamburg), Arjen Robben (Real Madrid), Wesley Sneijder (Real Madrid), Rafael van der Vaart (Hamburg), Demy de Zeeuw (AZ Alkmaar)
กองกลาง : ออร์แลนโด เอนเจลาร์ (ทเวนเต), นิเกล เดอ ยอง (ฮัมบวร์ก), อาร์เยน ร็อบเบน (รีล มาดริด), เวสลีย์ ชไนจ์เดอร์ (รีล มาดริด), ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท (ฮัมบวร์ก), เดมี เดอ ซูว์ (อัล์คมาร์)


Forwards: Klaas Jan Huntelaar (Ajax), Dirk Kuyt (Liverpool), Ruud van Nistelrooy (Real Madrid), Robin van Persie (Arsenal), Jan Vennegoor of Hesselink (Celtic)
กองหน้า : คลาส ยาน ฮุนเตลาร์ (อาแจ็กซ์), เดิร์ค เคาท์ (ลิเวอร์พูล), รุด ฟาน นิสเตลรอย (รีล มาดริด), โรบิน ฟาน เพอร์ซี (อาร์เซนอล), ยาน เฟนเนกอร์ ออฟ เฮสเซลลิงก์ (กลาสโกว์ เซลติก)

Manager : Marco van Basten
Date of birth: 31 October 1964
Nationality: Dutch
Playing career: AFC Ajax, AC Milan
Coaching career: AFC Ajax youth team, Netherlands


One of the great strikers of his age, Netherlands coach Marco van Basten seems the ideal choice to bring an exciting new generation of Dutch attacking talent to their peak at UEFA EURO 2008™, after which he will step down to take charge at former club AFC Ajax. “We have a lot of players with good attacking qualities, but most of them are young boys who need to mature,” Van Basten said. “With more experience, we will have a chance to clinch a major title.”


Van Basten, who is bidding to become the first person to taste EURO success as a coach and player, was a wild-card choice when he replaced Dick Advocaat as Netherlands coach after UEFA EURO 2004™. His only previous coaching role had been working with Ajax’s youth team but with the Dutch going unbeaten for 15 games after he took charge – before losing 3-1 against Italy in a November 2005 friendly – Van Basten proved he had plenty of potential.


His side breezed through 2006 FIFA World Cup qualification but bowed out in the first knockout round after a disappointing 1-0 defeat by Portugal. UEFA EURO 2008™ qualifying proved largely straightforward, the Netherlands progressing as Group G runners-up behind Romania, and Van Basten was able to continue his policy of bringing through players who had won the 2006 and 2007 UEFA European Under-21 Championships.


Van Basten’s successful playing career has been well-documented. His talents as a striker were there for all to see as early as the 1983 FIFA U-20 World Cup, and he had scored 128 goals for Ajax – including the winner in the 1986/87 UEFA Cup Winners’ Cup final – by the time he made a €2.5m move to AC Milan in 1987. His memorable volley against the Soviet Union helped the Netherlands win the 1988 UEFA European Championship final and he then took the ultimate club honours as he lifted the European Champion Clubs’ Cup with Milan in 1989 and 1990.


หัวหน้าโค้ช : มาร์โก วาน บาสเท่น


จากอดีตศูนย์หน้านามระบือแห่งโลกลูกหนัง เริ่มต้นบทบาทโค้ชจากการเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมชุดบีของ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม อดีตต้นสังกัดสมัยค้าแข้ง ซึ่งหลังจากทำหน้าที่ได้ปีเดียว วาน บาสเท่น ก็ถูกดึงไปรั้งบังเหียนทีมชาติชุดใหญ่ของ ฮอลแลนด์ ในปี 2004 ต่อจาก ดิ๊ก อัตโวคาท และเขาก็สามารถพาทีมไปเล่นฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนีได้สำเร็จ


แต่การดร็อป รุด ฟาน นิสเตลรอย หลุดจาก 11 คนแรกในการแข่งขันครั้งนั้น ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นสาเหตุแห่งความปราชัยต่อ โปรตุเกส ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ดังนั้น ยูโร 2008 จึงเป็นโอกาส ให้เขาได้พิสูจน์ฝีมือเป็นการทิ้งทวน ก่อนหมดสัญญาแล้วไปรับงาน คุมทีม อาแจกซ์ หลังจบรายการนี้

How did they perform in UEFA EURO 2008™ qualifying?
• The Netherlands rarely looked in trouble in Group G and qualified with a game to spare.
• Romania proved to be the Netherlands’ most serious rivals, holding them to a 0-0 draw in Rotterdam and then progressing to the finals with a 1-0 win against Marco van Basten’s side in challenging conditions in Constanta.
• Qualification was assured with a 1-0 home win against Luxembourg. The minnows withstood a Dutch onslaught but went down to a solitary Danny Koevermans goal.
• They finished second in the section after an unexpected 2-1 defeat in Belarus in their final qualifier.
• Besides qualification for Austria and Switzerland, another major positive from the Dutch campaign was the opportunity given the stars of their 2006 and 2007 UEFA European Under-21 Championship winning squads to impress at senior level.

How did they perform in the 2006 FIFA World Cup?
• Controlled their group in the qualifying round phase of the 2006 FIFA World Cup by winning ten and drawing two of their 12 outings in the competition. Topped the group standings by five points from the Czech Republic with Romania a further two points behind in third.
• Their 32 points from 12 matches provided the highest points per match haul in the competition (2.67 points per match – England and Portugal were tied for second with 2.5 points per match).
• The Dutch progressed through a difficult group at the finals after meeting Serbia and Montenegro (1-0), Ivory Coast (2-1) and Argentina (0-0).
• Their tournament ended in the second round though after a 1-0 defeat at the hands of Portugal in a game that saw both sides finish with nine men.

How did they perform in UEFA EURO 2004™?
• Having finished as runners-up to the Czech Republic in the qualifying round, the Netherlands defeated Scotland 6-1 on aggregate to book their place in the final tournament in Portugal. In the group stage, the Dutch played second fiddle to the Czechs once more, but advanced to the knockout stages where they overcame Sweden on penalties in the quarter-finals before losing 2-1 to Portugal in the semis.

What is their best performance in the UEFA European Football Championship?
• The Netherlands won the competition in 1988, their only appearance in the final to date. They defeated the Soviet Union 2-0 at Munich’s Olympiastadion on 25 June 1988 thanks to goals from Ruud Gullit (32 minutes) and current coach Marco van Basten (54).
• The Dutch have also appeared in four additional semi-finals (2004, 2000, 1992 and 1976) and one additional quarter-final (1996).

Key facts
• The Dutch have qualified for the last five UEFA European Championship final tournaments.

All-time record
• Up until the end of UEFA EURO 2008™ qualifying, the Netherlands had played 117 matches in the UEFA European Championship. Their record read: 72 wins, 22 draws and 23 losses with 241 goals scored and 91 conceded.
• The Dutch did not participate in the 1960 UEFA European Championship.

ข้อมูลทั่วไปของสมาคมฟุตบอลฮอลแลนด์
ก่อตั้ง : 1889
เข้าเป็นสมาชิกฟีฟ่า : 1904
เข้าเป็นสมาชิกยูฟ่า : 1954
ประธานสมาคม : มาธิว สเปรนเกอร์ส (ล่าสุดเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2551 จากอาการป่วยเรื้อรัง)
เกียรติประวัติ : แชมป์ยูโร 1988
สถิติการลงเล่นในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป : ลงสนามทั้งหมด 117 นัด ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 8 ครั้ง ชนะ 72 เสมอ 22 แพ้ 23 ยิง 241 ประตู เสีย 91 ประตู

เส้นทางสู่รอบสุดท้าย
เมื่อ เทียบชื่อชั้นบรรดาทีมร่วมกลุ่มจีแล้ว ฮอลแลนด์ ดูไม่น่ามีปัญหาในการคว้าสิทธิ์เข้ามาเล่นรอบสุดท้าย แต่แล้ว โรมาเนีย ก็โผล่ขึ้นมาเป็นหนามยอกอก เมื่อบุกมาเสมอถึงร็อตเตอร์ดัม 0-0 ก่อนกลับไปสยบที่คอนสแตนต้า 1-0 พร้อมทั้งลงเอยด้วยการคว้าแชมป์กลุ่มไปครองในตอนท้าย ทำให้ทีมกังหันลมสีส้มต้องมาขับเคี่ยวกับ บัลแกเรีย ในการแย่งอันดับ 2 ซึ่งประตูชัยจากฝีเท้าของ แดนนี่ โคเวอร์มันส์ ในนัดรองสุดท้ายที่เฉือน ลักเซมเบิร์ก 1-0 ก็ช่วยการันตีการผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้สำเร็จ แม้นัดสั่งลาจะจบลงด้วยการแพ้ให้กับ เบลารุส ก็ตาม
ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์
Uefa Europe 2008


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Create a free website or blog at WordPress.com.