Accom Thailand

May 4, 2009

ศาลปกครอง เรียก “พัชรวาท”- บก.มติชน แจง หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครอง


ศาลปกครองเรียก “พัชรวาท”- บก.มติชน แจง หลังอ้าง
ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ศาลปกครองสูงสุด เรียก ผบ.ตร. และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด ระบุ ทำให้ประชาชน เข้าใจผิด คิดว่า ศาลปกครอง คุ้มครอง ASTV ทั้งที่ มีความเหมือน ดีสเตชั่น เผย


กรมประชาฯ ถอนอุทธรณ์คดีที่ แพ้ ASTV โดย ศาลปกครองสูงสุด สั่งจำหน่ายคดี ออกจากสารบบแล้ว
ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด


วันที่ 4 พ.ค.รายงานข่าวจาก สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง แจ้งว่า สืบเนื่องจาก กรณีตามหนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 เมษายน 2552 หน้า 2 ลง บทความ “คำแถลง สนง.ตร. แจงเหตุ คดีเหลือง-แดง ต่างกัน” และ มีประเด็นข้อความ ในลักษณะ แนวคำตอบ ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และคณะ ฯลฯ” ซึ่งข้อความในบางตอนระบุว่า “ดีสเตชั่น ถูกจับดำเนินคดี ในข้อหาผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วน เอเอสทีวี มีข้อจำกัด ไม่สามารถจับกุมดำเนินคดีได้ เนื่องจาก ได้รับความคุ้มครอง ตามคำสั่ง ศาลปกครองสูงสุด ที่ 147-148/2549 ลง วันที่ 24 เมษายน 2549 ปัจจุบัน ยังได้รับ ความคุ้มครอง ตามคำสั่ง ดังกล่าวอยู่”
ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้างดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้างดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุด



โดยประเด็น ข้อความดังกล่าว บ่งบอกถึง เจตนาของผู้ให้ข้อความ ต้องการให้ ประชาชน หรือ ผู้อ่านเข้าใจผิด ว่า

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครอง เอเอสทีวี ผู้กระทำความผิดเฉกเช่นเดียวกับ ดีสเตชั่น จนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถจับกุมดำเนินคดี ในมาตรฐานเดียวกันกับ ดีสเตชั่น ซึ่งเป็นข้อความที่ สื่อความหมาย ผิดไปจาก ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โดยประเด็น ข้อความดังกล่าว ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อเผยแพร่ หรือ โฆษณา ต่อ สาธารณชน ถือไม่ได้ว่า เป็นการ วิจารณ์การพิจารณา หรือ การพิพากษาคดี ของ ศาลปกครองสูงสุด ด้วยวิธีการทางวิชาการ

อันเป็นการกระทำ ที่น่าจะเข้าข่าย ผู้กระทำความผิด ฐานละเมิด อำนาจศาล ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้ง ศาลปกครองฯ พ.ศ.2552 ประกอบมาตรา 32(2) แห่ง ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณา ความแพ่ง

ศาลปกครองสูงสุด จึงมีคำสั่ง ลงวันที่ 29 เมษายน 2552 ถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ นายสุวพงษ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการ ผู้พิมพ์โฆษณา หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน เรียกให้ เข้าไปให้ถ้อยคำต่อ ศาลในเรื่องนี้ โดยศาล นัดไต่สวน ใน วันที่ 13 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.30 น.ที่ศาลปกครองสูงสุด ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดี ที่ 12

ทั้งนี้ การที่ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเรียก ผู้เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำต่อศาล ในเรื่องดังกล่าวนั้น เนื่องจาก เห็นว่า ข้อความตอนหนึ่งที่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ คณะ ได้แถลงต่อ สาธารณชน ตามที่ปรากฏใน ข่าวของ หนังสือพิมพ์มติชน ดังกล่าวนั้น

ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่าเป็นการให้ข้อมูล ที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และผิดไปจากข้อเท็จจริง แห่งคดี ซึ่งอาจทำให้ ประชาชน เกิดความเข้าใจผิด ได้ว่า ศาลปกครอง ปฏิบัติ สองมาตรฐาน

จึงเห็นควรเรียกให้ บุคคลทั้งสองราย เข้ามาให้ถ้อยคำต่อศาล เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ในประเด็นที่เกิดขึ้น รวมทั้งเพื่อ จะได้ทำให้เกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับข้อเท็จจริง แห่งคดีต่อไป

นอกจากนี้ สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง ได้เผยแพร่ บทความ เรื่อง คดีเอเอสทีวี (ASTV) ที่เคยตีพิมพ์ใน

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2551 คอลัมน์นิติปกครอง โดย นายมหาชน เพื่อชี้แจง ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการพิจารณาคดีเอเอสทีวี ของ ศาลปกครอง

ซึ่งเป็นคดีที่ ฝ่ายเอเอสทีวี ได้ฟ้อง กรมประชาสัมพันธ์ ที่สั่งให้ กสท ระงับ การให้บริการดาวเทียมโกล็บแซต แก่ เอเอสทีวี เมื่อต้นปี 2549 ซึ่งศาลปกครองกลาง มี คำพิพากษา ให้ เอเอสทีวี ชนะคดี เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 โดยให้ กรมประชาสัมพันธ์ ชดใช้ค่าเสียหาย 120,000 บาท หลังจากนั้น ฝ่ายกรมประชาสัมพันธ์ ได้ยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลปกครองสูงสุด

สำนักงาน ประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ศาลปกครอง ชี้แจงข้อเท็จจริง อีกว่า คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1-3 ได้มีการอุทธรณ์ คำพิพากษาขอ งศาลปกครอง ชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) ต่อ ศาลปกครองสูงสุด และ ในเวลาต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสามรายดังกล่าว ได้ร้องขอถอนอุทธรณ์ คำพิพากษาฯ

ศาลปกครองสูงสุด จึงได้มีคำสั่งคดี หมายเลขแดง ที่ อ.515/2551 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 อนุญาตให้ ถอนอุทธรณ์คำพิพากษา และ ให้จำหน่ายคดี ออกจากสารบบความ


สำหรับคดีนี้ บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พวกรวม 9 คน เป็นผู้ฟ้องคดีต่อ
กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
นายดุษฎี สินเจิมศิริ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
นางภัทรียา สุมะโน รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3
บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 4
นายพิศาล จอโภชาอุดม รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และ
นายจิรชัย สีจร รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6

ในกรณีที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่มีคำสั่ง ระงับการให้บริการ เครือข่ายดาวเทียมโกลบแซต ในการเผยแพร่ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และ ระงับการให้ บริการ ระบบ อินเทอร์เน็ต ทั้งที่ บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม ไม่ได้กระทำการ ผิดสัญญาใดๆ จึงเป็นคำสั่ง ทางปกครอง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 37 ที่ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพ ในการสื่อสาร ถึงกัน และ พ.ร.บ. ว่าด้วย ธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2545 นอกจากนี้ ยังขัดต่อ รัฐธรรมนูญมาตรา 39 วรรค 3 ในเรื่องของ การจำกัด สิทธิเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็น ของ สื่อมวลชน

บทความเรื่อง “คดีเอเอสทีวี (ASTV)” ที่เคยตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2551 คอลัมน์ นิติปกครอง โดย นายมหาชน

คดีเอเอสทีวี (ASTV)

ความพยายามของรัฐบาล ที่ต้องการยุติ การออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) ยังคงมีอยู่ ตลอดมา โดยอ้างว่า สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ไม่ได้รับอนุญาต ให้จัดตั้งสถานี เพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ และเป็น สื่อที่ปลุกระดมมวลชน

ท่านที่ติดตามข่าวคงจำได้ว่า คดีนี้ศาลปกครองกลาง ได้เคยมีคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราว ให้ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว สามารถออกอากาศได้ ตามที่ ผู้ฟ้องคดีคือ บริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด และ พวกได้ร้องขอ และ ต่อมา ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืน ตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ในการคุ้มครอง การออกอากาศ ของ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ต่อไป จนกว่า คดีจะถึงที่สุด หรือ จนกว่าศาล จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

กระทั่งใน วันที่ 31 มกราคม 2551 ศาลปกครองกลาง จึงได้มีคำพิพากษา ตัดสินในคดี โดยตัดสินให้ กรมประชาสัมพันธ์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) เป็นฝ่ายแพ้คดี และ ต้อง ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน จำนวน 120,000 บาท

ขณะนี้ คดีดังกล่าว ยังอยู่ในชั้นอุทธรณ์ เพราะผู้ถูกฟ้องคดี ไม่เห็นด้วย จึงยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลปกครองสูงสุด

วันนี้ ผมจึงขอนำ เหตุผลของ ศาลปกครองทั้ง กรณี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และ คำพิพากษา มานำเสนอ เพื่อให้เกิด ความกระจ่าง ว่า เหตุใด สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว จึงยังสามารถออกอากาศได้ และ เหตุใด การกระทำของ กรมประชาสัมพันธ์ จึงผิดกฎหมาย และ ละเมิด ต่อ ผู้ฟ้องคดี

คดีนี้ ผมเห็นว่า สำคัญ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญ

เป็นที่ทราบกันว่า สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี นั้น ต่างจาก สถานีโทรทัศน์ ฟรีทีวี ทั่วไป เพราะ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ใช้บริการ โกลบแซ็ต ในการยิงสัญญาณ จากรถถ่ายทอดสด ขึ้นดาวเทียมไทยคม เพื่อส่งสัญญาณ มาที่ ห้องส่ง ถนนพระอาทิตย์ ซึ่ง สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ได้ทำสัญญาเช่า ใช้บริการโกลบแซ็ต กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

แต่ กรมประชาสัมพันธ์ เห็นว่า สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ จัดตั้งสถานี เพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ จึงมีคำสั่งให้ บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณ แก่ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ซึ่งเป็นต้นเหตุ ของการนำคดีขึ้นสู่ ศาลปกครอง และ ต่อมา ศาลปกครองกลาง และ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครอง ให้สถานีโทรทัศน์ดังกล่าว สามารถออกอากาศได้ ตามปกติ ในระหว่างที่ คดียังไม่ถึงที่สุด

โดยศาลให้เหตุผล ในการคุ้มครองชั่วคราว สรุปใจความ ได้ว่า หากกรมประชาสัมพันธ์ เห็นว่า การออกอากาศ ของ ผู้ฟ้องคดี ผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ กรมประชาสัมพันธ์ ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ ดำเนินคดีอาญา

กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมประชาสัมพันธ์ ในการที่จะสั่ง บริษัท กสท.ฯ ระงับ การส่งสัญญาณของ ผู้ฟ้องคดีได้

การกระทำของ กรมประชาสัมพันธ์ เป็นการกระทบเสรีภาพ ในการสื่อสาร และ การสื่อความคิดเห็น ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้รับรองไว้ การจะ จำกัด เสรีภาพดังกล่าวได้ ก็แต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือ ความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล อื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือ เพื่อป้องกัน หรือ ระงับความเสื่อมทราม ทางจิตใจ หรือ สุขภาพ ของประชาชน

โดยกรณีจะเป็นเช่นที่ว่า และมีผลให้ต้อง จำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวได้ ก็ต่อเมื่อ ได้มีคำพิพากษา ของศาลถึงที่สุด ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เพื่อการ ดังกล่าว โดยเฉพาะ เท่านั้น

ดังนั้น เมื่อยังมิได้มี คำวินิจฉัยชี้ขาด ของศาลเป็นที่สุด สิทธิเสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน ของราษฎร ที่ รัฐธรรมนูญ ให้การคุ้มครอง จึงควรมี หลักประกันว่า จะไม่ถูกละเมิด ได้โดยง่าย ศาล จึงมีคำสั่งคุ้มครอง การออกอากาศสถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว

สำหรับ คำพิพากษา ของศาลปกครองกลาง ซึ่งได้มีคำตัดสินไปแล้ว เมื่อต้นปี สรุปความได้ว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมประชาสัมพันธ์ ในการสั่ง บริษัท กสท.ฯ ระงับสัญญาณ ของผู้ฟ้องคดีได้

การกระทำดังกล่าว จึงเป็นการกระทำ โดยปราศจาก อำนาจ และเป็นการล่วงละเมิดสิทธิ ตามสัญญา ระหว่าง ผู้ฟ้องคดี กับ บริษัท กสท.ฯ อันก่อให้เกิด ความเสียหาย แก่ผู้ฟ้องคดี ในการไม่สามารถ ผลิต และ ส่งรายการ ตามกำหนด ตามที่ตกลงกับ บริษัทคู่สัญญาได้ ซึ่งจะต้องเสียค่าปรับ ในการผิดสัญญา ดังกล่าวด้วย

ประการสำคัญคือ การสั่งระงับสัญญาณนั้น ทำให้ผู้ฟ้องคดี ต้องเสียเสรีภาพ ในการสื่อสารถึงกัน โดยทางที่ ชอบด้วยกฎหมาย เสรีภาพ ในการแสดง ความคิดเห็น การรับรู้ ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชน ฯลฯ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติรับรองไว้ จึงควรมีหลักประกันว่า จะไม่ถูกละเมิด ได้โดยง่าย

ศาลปกครองกลาง จึงพิพากษา ให้เพิกถอนหนังสือของ กรมประชาสัมพันธ์ ที่ให้บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณ แก่ ผู้ฟ้องคดี และ ชดใช้ค่าเสียหาย แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามกฎหมาย

ผลจาก คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด และ คำพิพากษาของ ศาลปกครองกลาง จึงทำให้ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี สามารถออกอากาศ ได้ดังทุกวันนี้

คดีนี้บทสรุปจะเป็นอย่างไร คงต้องรอคำชี้ขาดสุดท้ายจาก ศาลปกครองสูงสุด (คดีหมายเลขแดงที่ 131/2551)

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 4 พฤษภาคม 2552 17:58 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000049960


พิมพ์ ข่าวนี้ “ศาลปกครอง เรียก “พัชรวาท” – บก.มติชน แจง อ้างคำสั่งคุ้มครอง ขวางเอาผิด ASTV


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

January 13, 2009

“นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์”


นายกฯ พบสื่อเดินหน้าปฏิรูปช่อง 11


นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่� ข�งรัฐบาล�ภิสิทธิ์

นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นของ องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมบรรยาย เรื่อง “นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาล อภิสิทธิ์” โดยกล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ มีแนวคิด ที่จะปฏิรูปรูปแบบ ของ สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ให้กลับมาเป็น สถานีสาธารณะ พร้อมระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ จะไม่แทรกแซง การทำงานของสื่อ


วันนี้ (13 ม.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล สื่อของรัฐ ได้เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นของ องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย โดยมี ตัวแทน องค์กรวิชาชีพ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เข้าร่วมเสนอ ความคิดเห็น
นาย�ภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ ความสำคัญข�ง การปฏิรูปสื่�

นายอภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ ความสำคัญของ การปฏิรูปสื่อ


โดย นายอภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของ รัฐบาลอภิสิทธิ์” ว่า ความสำคัญของ การปฏิรูปสื่อ มีความสำคัญ 2 ประการ เพราะ

1. ในเชิงของ สภาวะแวดล้อม ของสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโลกของข้อมูลข่าวสาร หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เหมือนคนละโลก เพียงแค่ 10 ปี หรือ 20 ปี ก็สัมผัสความแตกต่าง ที่สื่อมีต่อประชาชน ได้ย้ำเสมอว่า บทบาทของสื่อ ในการหล่อหลอม และ สร้างค่านิยม ให้กับคน มากกว่า พ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือ ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อกลุ่มเยาวชน เพราะเป็นโลก ของคนวัยเหล่านี้ หลายสิ่งเป็น ค่านิยมที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อ มีอิทธิพล

2. สื่อ มีบทบาทอย่างสำคัญ ในการนำสังคม กลับคืนสู่ความเป็นปกติ ให้มากที่สุด เพราะความขัดแย้ง ทางสังคม เป็นนโยบายเร่งด่วน ที่ รัฐบาล ประกาศ ตั้งแต่ต้น อย่างน้อยที่สุด การนำบ้านเมือง กลับสู่ภาวะปกติ ให้มากที่สุด และ เร็วที่สุด ตนเชื่อว่า บทบาทของสื่อ มีความสำคัญมาก

เมื่อ เป็นเช่นนี้ จึงต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้ สื่อ มีสิทธิเสรีภาพ บนหลักการ ของวิชาชีพ และ มืออาชีพ ในการสะท้อน ข้อมูลข่าวสาร เสนอความเห็น มุมมองต่างๆ ต่อประชาชน การปฏิรูปสื่อ ต้องดูโครงสร้าง ถ้าไม่แก้โครงสร้าง ผู้ทำงาน หรือ ผู้ปฏิบัติงาน ก็ประสบกับ ความยากลำบาก ในการทำงาน ให้ตรงไปตรงมาในการเสนอ ความคิดต่อสังคม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่คุกคาม การทำงานของ สื่อ คือ อำนาจรัฐ และ อำนาจทุน อำนาจรัฐ เกิดจาก ความพยายายาม หรือ ความเชื่อว่า เมื่อยุคสมัยนี้ เป็น สงครามข้อมูลข่าวสาร ใครสามารถควบคุม ข้อมูลข่าวสาร ก็สามารถชนะในการต่อสู้ จึงเอาสื่อ มาเป็นเครื่องมือ ทำให้ เป็นปัญหา มาโดยตลอด โดยเฉพาะ สื่อของรัฐ

ส่วนอำนาจทุน ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา ก็ไปอยู่ในที่เดียวกันกับ อำนาจรัฐ ยิ่งทำให้ เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น เกิดการกดดันผ่านทุน แม้สื่อ จะมีความคิด เชิงอุดมคติ แต่ สื่อสารมวลชน ก็คือ ธุรกิจ หนีความจริงได้ยาก การใช้อำนาจทุน ในการกดดัน เกิดผลกระทบ เป็นช่องทางสำคัญ ในการเข้าไป แทรกแซง หรือ บิดเบือน

ดังนั้น มาตรการสำคัญๆ เราจะต้องมาดู ทั้ง อำนาจรัฐ และ อำนาจทุน ในส่วนของ อำนาจรัฐ คือ กฎหมายบางอย่าง ที่จะเอื้อต่อ สิทธิเสรีภาพ ของ ประชาชน สิทธิเสรีภาพ ของ สื่อ ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เช่น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร

ในฐานะ ที่เป็นคนเสนอกฎหมาย เมื่อสิบสองสิบสามปี ที่ผ่านมา ก็พบความจริงว่า กฎหมายไม่ได้เป็นไป อย่างที่คาดหวังไว้ วันที่ มีการเสนอกฎหมาย นั้น ฝ่ายตรวจสอบ ไม่มีทางเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารได้ ฝ่ายค้านทำงาน ต้องใช้วิธีการ แนวทางอื่น ตนไม่เห็นว่า กฎหมายนี้ใช้ได้ จึงเป็นประเด็น ที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กฎหมายนี้ ล้ำหน้ารัฐธรรมนูญ 2540 เพราะทำไว้ก่อน หากกฎหมายนี้ เกิดทีหลัง ก็จะไม่เป็นปัญหา

ทั้งนี้ ถ้าเริ่มต้นจาก การทำให้ข้อมูลข่าวสาร ของราชการเป็น สิทธิของประชาชน ที่จะต้องรับรู้ ยกเว้นเหตุผล เฉพาะตามกฎหมาย และ การปฏิรูปสื่อ ให้เข้มแข็ง ดีกว่าต้องมาตรวจสอบ บนกฎหมาย ที่คิดว่า เป็นนโยบาย ที่สำคัญ ที่ต้องผลักดันคือ กฎหมาย ในแง่ โครงสร้างสื่อของรัฐ คือ กฎหมายว่าด้วย วิทยุ และ โทรทัศน์ และ องค์กรกำกับ คือ กสทช. เพราะเรื่องนี้ ตั้งแต่ปี 2542-2543 มีปัญหามา ตั้งแต่ต้น

เพราะ สื่อวิทยุ และ โทรทัศน์ ไปพันกับ กิจการโทรคมนาคม มีความเห็นเป็น สองฝ่ายว่า เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ แต่สำหรับตน เห็นว่า เป็นเรื่องเดียวกัน

วันข้างหน้า มีความยากมาก ว่าจะดูเป็นสองเรื่อง ได้อย่างไร เช่น บริการข้อความสั้น ที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถสรุปเรื่องยาวๆ ให้สั้น เวลาอ่านแล้ว รู้สึก ตกใจ และ อันตรายมาก

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า องค์กรกำกับ เกิดได้ยาก จะเอา องค์กรไหน มากำกับ ช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน ตนก็ไม่เห็นกับ กระทรวงไอซีที เพราะไม่มี หลักประกัน จึงต้องหา ความพอดี ที่ผ่านมา จะเห็นว่า ถ้าได้เร็ว เราก็ได้ กรรมการไม่ดี ถ้าจะได้คนดี มาเป็นกรรมการ ก็มีการร้องเรียน กันไปมา จึงได้ มอบโจทย์ให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ไปหาความพอดี และ อิสระ

อย่าทำให้เรื่องยุ่งยาก หรือ เกิดการร้องเรียน จนไม่มีกรรมการทำงานได้ ประการถัดมา ก็มีความเป็นห่วง เรื่องหลักประกัน ของสื่อบางประเภท เช่น สื่อชุมชน หรือ สื่อเชิงสาธารณะ ที่ผ่านมา กฎหมายของรัฐบาลก่อน ไม่ได้กำหนดสัดส่วนเอาไว้ จึงควรจะมีสัดส่วน เพื่อเป็นหลักประกัน ในการ กระจายสื่อ บางเวลา ต้องมี สาระ สำหรับ ประชาชน ไม่ว่าจะเป็น สื่อของใคร

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราคิดว่าปล่อย ที่สุดคือ ประชาชน อาจจะไม่ได้มีโอกาสซึมซับบางเรื่อง เพราะประชาชนจะ หนีรายการ ที่มีสาระ แต่อะไร ที่เป็น เนื้อหาสาระ ก็ควรมี แต่ไม่ใช่มี สาระเพียงหนึ่ง หรือ สอง แล้วปล่อยให้เป็น เรื่องธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่แนวทาง ที่จะสนับสนุน

แต่สำหรับ สื่อของรัฐ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เดิมเราคิดว่า ถ้าให้ไอทีวีเดิม เป็นทีวีเสรี แล้วเปลี่ยน ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็น ทีวีสาธารณะ ช่อง 11 จึงอยู่ในฐานะ ที่ต้องมาคิดกันว่า จะมีรูปแบบใด แต่ความจริง อยากเป็น รูปแบบสาธารณะ

นาย�ภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตน�ยากเห็น กฎหมายคุ้มคร�ง ผู้ประก�บวิชาชีพสื่�

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเห็น กฎหมายคุ้มครอง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ


อย่างไรก็ตาม พื้นที่ สำหรับราชการ หรือ รัฐ ต้องมี เพื่อการชี้แจง แต่ไม่ใช่นำไปใช้ประโยชน์ ในทางการเมือง

แม้เส้นแบ่ง อาจจะยาก แต่โดยสำนึกแล้ว สามารถแบ่งได้ การทำงานคือ การอธิบายชี้แจงถึง มาตรการ ที่ได้ผลักดันออกไปว่า ทำด้วย อะไร ใช้เหตุผล อะไร ใช้เพื่อทำลายคู่แข่ง ในทางการเมือง ไม่ได้ ส่วนเวลา สำหรับฝ่ายค้าน ก็ควรมี แม้จะเป็น การเมืองมาก เพราะฝ่ายค้าน มีหน้าที ตรวจสอบ แต่อยากให้เป็น เชิงแลกเปลี่ยน ในมุมมอง ของนโยบาย ไม่ใช่ตอบโต้กัน ทางการเมือง เพราะสามารถใช้พื้นที่ การนำเสนอข่าว ได้ทุกวันอยู่แล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเห็น กฎหมายคุ้มครอง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่พบว่ากฎหมายเช่นนี้ มักจะถูกแปลงสาร ไปเป็น กฎหมาย ควบคุมสื่อ และ อยากทำงาน ร่วมกับ องค์กร วิชาชีพสื่อ อะไรที่คุ้มครอง คนทำงาน ที่ทำหน้าที่ ตรงไปตรงมา เมื่อเจอ อำนาจรัฐ อำนาจทุน รัฐ จะดูแล คุ้มครองเขา ได้อย่างไร ถือเป็นสัญญาณ ที่สำคัญ เพื่อให้ สื่อมีหลักประกัน ที่ดีมากขึ้น ในการเป็นอิสระ แต่รายละเอียด ไม่อยากให้ การเมืองเข้าไปยุ่ง มีการประเมิน เป็นระยะๆ ว่า บทบาทของสื่อ ควรจะเป็นอย่างไร เพื่อให้การทำหน้าที่ เป็นไป ตามเป้าหมาย และ อุดมการณ์

และ สำหรับข่าวโทรทัศน์ วันนี้ ที่มีการคุยข่าว ไปเรื่อยๆ เป็นอันตราย แม้ข้อดี คนจะได้ มีความเพลิดเพลิน แต่อันตรายของ การคุยข่าว คือ การชี้นำ เพราะไม่เหมือนกับ การอ่านข่าว หรือ ประกาศข่าว อย่างที่เราเห็นในอดีต

“ถ้าคุย อย่างเดียวไม่มีข่าว ก็น่าเป็นห่วง เพราะมีการชี้นำ ตั้งแต่คำพูด ไปจนถึงสีหน้า ที่เราสัมผัสอยู่ทุกวัน แต่ก็ไม่อยากให้ รัฐเข้าไปยุ่ง องค์กรวิชาชีพ ควรเอาปัญหานี้ มาพูดคุยกัน ความพอดี และ มาตรฐาน ควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ทุกอย่าง เป็นไปด้วยดี” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในสภาวะความขัดแย้ง อย่างนี้ ตนเคารพ การทำหน้าที่ ของสื่อ แต่ เวลา และ สถานการณ์ ที่ไม่ปกติ มีความขัดแย้งสูง ต้องช่วยกันคิดกันทำว่า จะทำอย่างไร เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยไม่บิดเบือนความจริง ทำอย่างไม่ให้ตกเป็น เหยื่อของ คนที่มีวาระ ในเชิงการเมือง ซึ่งสื่อรู้ดีกว่า ถ้าสื่อเสนอข่าว แต่คนกัดหมา คนกัดหมา ก็จะเป็น เรื่องปกติ หมากัดคนไม่มี

การช่วงชิงพื้นที่สื่อคือ ยุทธศาสตร์ การต่อสู้ทางการเมือง ก็คือการทำให้ ผิดปกติมากที่สุด ถ้าสื่อเสนอ แต่ความไม่ปกติ นับวัน สังคม ก็จะเสพ แต่ความไม่ปกติ ของสังคม ประวัติการทำงาน 17 ปี ตนไม่เคยคุกคามสื่อ อาจจะตอบโต้ เวลาไม่ได้รับ ความเป็นธรรม แต่ใช้น้อยมาก จะพยายาม รักษาแนวทางนี้ไว้ การถูกตำหน ิวิจารณ์ ต้องมีแน่นอน เพราะเข้าใจ ดีว่า โลกมี ความสลับซ้อน

ช่วงท้าย ตัวแทนสื่อ ได้ถามคำถาม และ เสนอความคิดเห็นต่อ นายกรัฐมนตรี โดย นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ รองบรรณาธิการอำนวยการ เครือ มติชน ได้สอบถามถึง การจัดสรร คลื่นความถี่ ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ต้องดู ตามความเป็นจริงว่า จะจัดการอย่างไร โดยไม่เสียหลักการ หน่วยงานราชการ ได้ประโยชน์ หรือ ไม่ คลื่นที่มีอยู่ ใช้เพื่อความมั่นคงหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ เนื้อหาไม่ใช่ เหมือนกับ ส่วนราชการต่างๆ นำไป ครอบครอง มีความเป็นธุรกิจ มากขึ้น หากดึงกลับมา อยู่ในกรอบ จะมีการชดเชยให้อย่างไร เราไม่ต้องการเห็น ผลกระทบ ส่วนวิทยุชุมชน กฎหมาย ก็ยังมีความสับสน

ด้าน นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา อดีตผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านวิทยุ กล่าวว่า ภายใน 6 เดือน จะมีความชัดเจน เรื่องคลื่นความถี่ หรือ ไม่ และ ต้องการให้ นายกฯ ไปดู คณะอนุกรรมการ จำนวน 22 คน ที่มีอำนาจ ในการจัดการ เรื่องเคเบิล ทีวีดาวเทียม รัฐบาล จะทำให้สำเร็จ หรือไม่

สถานีเอ็นบีที และ กรมประชาสัมพันธ์ ควรจะมีการปฏิรูป อย่างจริงจัง เพราะก่อนหน้านี้ เคยมีแนวคิด ให้ยุบ เป็นเพียง หน่วยงาน ประชาสัมพันธ์ ของ รัฐ เท่านั้น โดย รัฐบาล สามารถปฏิรูปได้ โดยการออก พระราชกฤษฎีกา หรือ พระราชบัญญัติ ได้ จึงอยากให้ตั้ง คณะกรรมการ และ ทำให้แล้วเสร็จ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 18:27 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003851


พิมพ์ ข่าวนี้ นายกฯ พบสื่อเดินหน้าปฏิรูปช่อง 11

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

January 9, 2009

“นพดล” ขวาง สตช. ถอดยศ “นช.ทักษิณ”


“นพเหล่” ขวาง สตช. ถอดยศนาย ขู่ คนล้มอย่าข้าม
นายนพดล ปัทมะ

นายนพดล ปัทมะ


“นพดล” ค้าน สตช. ถอดยศ “แม้ว” เหน็บวาระเร่งด่วน หรือ ต้องรีบดำเนินการ ลั่นอย่าบี้ให้หมดทางสู้ ยังด้านร้องหา ความยุติธรรม ค้านเสียงแข็ง ไม่ได้อยู่เบื้องหลังตั้ง ดีทีวี อ้างแฟนคลับ ความจริงวันนี้ ผลักดันให้เกิด


วันนี้ (9 ม.ค.) นายนพดล ปัทมะ ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เสนอ ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า อยากถามไปยัง พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ สตช.ว่า การเสนอ เรื่องถอดยศ เป็นเรื่องเร่งด่วน หรือไม่

เพราะขณะนี้ บ้านเมือง และ ประชาชน มีเรื่องเดือดร้อน มากมาย แต่ทางตำรวจ กลับมีข้อเสนอเช่นนี้ ออกมา เห็นได้ชัดเจนว่า ต้องการไล่บดขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้หมดหนทางต่อสู้

ทั้งนี้ ในเชิงกฎหมายที่เป็น กฎระเบียบ ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั้น ตนไม่ทราบว่า เป็นอย่างไร แต่เรื่องนี้ตนถือว่า ไม่เหมาะสม เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นถึง อดีตนายกรัฐมนตรี ทำคุณประโยชน์มากมายให้กับบ้านเมือง

นอกจากนี้ นายนพดล ยังระบุว่า การกระทำของ ตำรวจ และ ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ในขณะนี้ ตนขอฝากคำโบราณ ที่ว่าไว้ว่า คนล้มอย่าข้าม เพราะ การถอดยศตำรวจ ของ พ.ต.ท. ทักษิณ นั้น มีความยุติธรรม หรือไม่ และ ต้องพิจารณา ว่า ตำรวจที่ได้กระทำความผิด และ อาจจะต้องติดคุก ในขณะนี้ จะมี การดำเนินการถอดยศ เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าว ถามถึงกระแสข่าว ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทุ่มเงิน 50 ล้านบาท เพื่อจัดตั้ง สถานีโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียมดีทีวี นายนพดล กล่าวว่า ขณะนี้ มีความพยายาม ทำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นผู้ร้าย ยืนยันว่า ไม่เคยได้ยิน หรือทราบว่า มีการทุ่มเงินเพื่อก่อตั้ง สถานีดาวเทียม ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่า การก่อตั้ง ทีวีดาวเทียม ดังกล่าว น่าจะมีผู้สนับสนุน จำนวนมาก ที่เคยเป็น ผู้สนับสนุนรายการ ความจริงวันนี้ เมื่อถูก รัฐบาลชุดนี้ กีดกันไม่ให้ออกอากาศ ประชาชน จึงผลักดันให้ ทีวีช่องนี้ เกิดขึ้นก็เป็นได้

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 9 มกราคม 2552 15:39 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000002276


พิมพ์ ข่าวนี้ “นพเหล่” ขวาง สตช.ถอดยศนาย ขู่คนล้มอย่าข้าม

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

October 2, 2008

“สนธิ” แฉ ความอัปยศ ปปช. เฉ่ง”ภักดี โพธิศิริ” ดองคดี โกงสุวรรณภูมิ 2 ปีไม่คืบ

Filed under: กัมพูชา,การคมนาคม,การสื่อสาร,การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ทุจริต,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,วิกฤติ,สนามบินสุวรรณภูมิ,อาชญากรรม — accomthailand @ 22:46
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

สนธิ ข้�งใจ ป.ป.ช. เฉ่ง ภักดี โพธิศิริ ด�งคดี โกงสุวรรณภูมิ 2 ปี ไม่คืบ

สนธิ ข้องใจ ป.ป.ช. เฉ่ง ภักดี โพธิศิริ ดองคดี โกงสุวรรณภูมิ 2 ปี ไม่คืบ


“สนธิ”ข้องใจ ป.ป.ช.เฉ่ง”ภักดี โพธิศิริ”ดองคดีโกงสุวรรณภูมิ 2 ปีไม่คืบ


“สนธิ” เปรียบเทียบบ้านเมือง ในทุกรัฐบาล ตั้งแต่เปลี่ยนแปลง การปกครอง ระบุไม่มี ยุคไหนสงบ เท่ากับ ยุค “ป๋าเปรม” มีการนำ พระราชดำรัส มาปฏิบัติ ทั้งการ ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และ ส่งเสริมคนดี ย้ำการต่อสู้ของ พันธมิตร ฯได้เปลี่ยน ฐานความคิดสังคม ครั้งใหญ่ เดือด ป.ป.ช. ดองคดีทุจริต เรียกร้องไล่เบี้ย “ภักดี โพธิศิริ” ยื้อคดี โกงสุวรรณภูมิ กว่า 2 ปี ยังไม่สรุป สักเรื่องเดียว

เวลา 21.20 น. นายสนธิ ลิ้มท�งกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่�ประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวที พันธมิตรฯ ที่ทำเนียบฯ ได้เริ่ม กล่าวว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกคร�ง ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน ช่วงที่ พล.�.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คื�ช่วงที่บ้านเมื�งสงบที่สุด

เวลา 21.20 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวที พันธมิตรฯ ที่ทำเนียบฯ ได้เริ่ม กล่าวว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน ช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คือช่วงที่บ้านเมืองสงบที่สุด


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย


วันนี้ (2 ต.ค.) เมื่อเวลา 21.20 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบฯ ได้เริ่ม กล่าวว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน ช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คือช่วงที่บ้านเมืองสงบที่สุด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทำไมเราต้องมีนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง มันจำเป็นแค่ไหน


นายสนธิ กล่าวเปรียบเทียบ ในยุควิกฤตค่าเงินบาท ระหว่างยุค พล.อ.เปรม กับยุคที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกฯ ว่า ในยุค พล.อ.เปรม ไม่มีใครนอกจาก คนที่เกี่ยวข้อง 1-2 คน เช่น พล.อ.เปรม กับ นายสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ในยุคนั้น ผิดกับ ในยุค พล.อ. ชวลิต ที่มีคนรู้มากมาย และได้ประโยชน์จาก การลดค่าเงินบาท ในยุค พล.อ.เปรม เป็นการตัดสินใจ อย่างฉับพลัน เพื่อผลประโยชน์ ของ ชาติ ในระยะกลาง และ ระยะยาว คิดถึง ชาติบ้านเมือง เป็นหลัก โดยไม่สนใจกับ กลุ่มนักธุรกิจ ที่เสียประโยชน์เพียงไม่กี่คน ซึ่งในกรณีนี้ ตรงกับ พระราชดำรัส ที่ว่า ให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

นายสนธิ ยังได้ยกตัว�ย่าง กรณีพระราชดำรัส เรื่�งส่งเสริมคนดีให้ปกคร�งบ้านเมื�ง ซึ่ง 8 ปี ข�งการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ข�ง พล.�. เปรม ก็เป็นยุค ที่ส่งเสริมคนดีมากมาย

นายสนธิ ยังได้ยกตัวอย่าง กรณีพระราชดำรัส เรื่องส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง ซึ่ง 8 ปี ของการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ของ พล.อ. เปรม ก็เป็นยุค ที่ส่งเสริมคนดีมากมาย


นอกจากนี้ นายสนธิ ยังได้ยกตัวอย่าง กรณีพระราชดำรัส เรื่องส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง ซึ่ง 8 ปี ของการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ของ พล.อ. เปรม ก็เป็นยุค ที่ส่งเสริมคนดีมากมาย


นายสนธิ ยังได้แนะนำให้ไปหาหนังสือ พระมหาชนก มาอ่านกัน เพราะถือว่าเป็น ธรรมขั้นสูง และจะเห็น แนวคิด ของ พระองค์ท่าน ที่ทรงให้เน้น ความเพียร ในสิ่งที่ดี เหมือนกับ พวกเรา ที่เอาธรรมนำหน้า มีความเพียร


“มาวันนี้จะถึงฝั่งหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นแล้ว แต่อยู่ที่ว่า พี่น้องเชื่อในสิ่งที่มาวันนี้ หรือไม่ ต่างหาก และ สิ่งที่พี่น้องพันธมิตรฯ ทำมา ร้อยกว่าวัน ได้เปลี่ยน ฐานความคิด ของคนส่วนใหญ่ ไปแล้ว และ ครั้งนี้ ไม่เหมือนทุกครั้ง เพราะเป็นการต่อสู้ ด้วยปัญญา และทำให ้สังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว มากกว่า ปี 49 หรือ ต้นปี 51 ด้วยซ้ำไป” นายสนธิ ระบุ


นายสนธิ ได้อ้างผลสำรวจ ของบริษัทสำรวจ ของฝรั่งที่ชื่อว่า บริษัทเอซี นีลเสน ซึ่งเป็นบริษัทที่ องค์กรธุรกิจ ในประเทศไทย ให้ความเชื่อถือ เพราะ สามารถใช้เป็นฐาน ในการลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยทำการสำรวจ เมื่อสามเดือน ก่อนการชุมนุมของ พันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา เปรียบเทียบผู้ชม “เอเอสทีวี” กับ “ฟรีทีวี” ผลปรากฎว่า มีผู้ชมข่าวเอเอสทีวี มาเป็นอันดับ 3 เป็นรอง ช่อง 3 และ ช่อง 7 ตามลำดับ ซึ่งในช่วงนั้น ก็เป็นช่วง ที่มีละครเป็นส่วนใหญ่ด้วย คนก็ยังดู ข่าวเอเอสทีวี มากกว่า ช่องอื่นๆ

กรณี ทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กรณี ��กแถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา เรื่�งปราสาทพระวิหาร โดยมิช�บ ปรากฎว่าล่าสุด ได้มีคนใน ป.ป.ช. โทรศัพท์มาบ�กว่า คำพูดดังกล่าว ทำให้ พวกเขา เดื�ดร้�นมาก และ ได้ชี้แจงว่า เรื่�งคดีกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กำลังเร่งดำเนินการ�ย่างเต็มที่

กรณี ทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กรณี ออกแถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา เรื่องปราสาทพระวิหาร โดยมิชอบ ปรากฎว่าล่าสุด ได้มีคนใน ป.ป.ช. โทรศัพท์มาบอกว่า คำพูดดังกล่าว ทำให้ พวกเขา เดือดร้อนมาก และ ได้ชี้แจงว่า เรื่องคดีกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่


จากนั้น นายสนธิ ได้เล่าว่า หลังจากได้กล่าวตำหนิ ป.ป.ช. บางคน ที่เตะถ่วง การพิจารณา เรื่องทุจริต ที่เกี่ยวข้องกับ ครอบครัว ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในหลายคดี เช่น คดีทุจริตสนามบินสุวรรณภูมิ หรือ คดีถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณี ทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กรณี ออกแถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา เรื่องปราสาทพระวิหาร โดยมิชอบ ปรากฎว่าล่าสุด ได้มีคนใน ป.ป.ช. โทรศัพท์มาบอกว่า คำพูดดังกล่าว ทำให้ พวกเขา เดือดร้อนมาก และ ได้ชี้แจงว่า เรื่องคดีกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กำลังเร่งดำเนินการ อย่างเต็มที่ ซึ่งตนเอง ก็ไม่ได้ติดใจ


อย่างไรก็ดี นายสนธิ กล่าวว่า สิ่งที่ข้องใจก็คือ ทำไม คดีทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิ ส่งไปตั้ง 24 เดือนแล้ว ยังไม่สรุป ออกมา แม้แต่ คดีเดียว ซึ่งเรื่องแบบนี้ ไม่ต้องมาเอาใจ พันธมิตรฯ หรือเอาใจใคร แต่ขอให้ ทำหน้าที่เพื่อชาติ ทำงานด้วย ความตรงไป ตรงมา ด้วยความรวดเร็ว แค่นี้ ก็พอแล้ว

ใครเป็นคนคุม คดีทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิ ถ้าไม่รู้ชื่� บ�กให้ก็ได้ ชื่� ภักดี โพธิศิริ

ใครเป็นคนคุม คดีทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิ ถ้าไม่รู้ชื่อ บอกให้ก็ได้ ชื่อ ภักดี โพธิศิริ


“เรื่องที่เกิดขึ้น ให้ไปถาม คนใน ป.ป.ช. กันเองว่า ใครเป็นคนคุม คดีทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิ ถ้าไม่รู้ชื่อ บอกให้ก็ได้ ชื่อ ภักดี โพธิศิริ ไงเล่า” นายสนธิ ระบุ พร้อมทั้ง เรียกร้องให้ นายปานเทพ กล้าณรงต์ราญ นายกล้านรงค์ จันทิก หรือ ป.ป.ช. คนอื่นๆ ไปสอบถามดู ถ้าจริง ก็ไป ตำหนิกันเอาเอง เพราะ นายภักดี ทำให้ ป.ป.ช. เสียชื่อ


“เรื่องอื่น ผมไม่สนใจ แต่ทำไม ทีคดีทุจริตสุวรรณภูมิ ที่เกี่ยวข้อง กับ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และ นายสมชาย ด้วย ผ่านมา 2 ปี แล้ว ทำไม ไม่ออกมา ซักเรื่องเดียว” นายสนธิ ระบุ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
2 ตุลาคม 2551 22:46 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000117122


พิมพ์ ข่าวนี้ “สนธิ”ข้องใจ ป.ป.ช.เฉ่ง”ภักดี โพธิศิริ”ดองคดีโกงสุวรรณภูมิ 2 ปีไม่คืบ


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 30, 2008

มือถือจีน ทะลักเข้าไทย ทำป่วน ลูกค้าบ่น โหลดเพลงไม่เข้า ดีแทค เร่งแก้ปัญหา


30 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


เศรษฐกิจ
มือถือจีน ทะลักเข้าไทย ไม่หยุด ดีแทค มึนเครื่องไม่รองรับ บริการ ‘ธนา’ ชี้ ตลาดมือ 2 ซบ


โอเปอเรเตอร์ ปวดหัว มือถือจีน ทะลักทำป่วน ลูกค้าบ่น โหลดเพลงไม่เข้า ดีแทค เร่งแก้ปัญหา พร้อมรับผลดำเนินการ หลุดเป้า เหลือโต 5% แต่พอใจ เพราะเงินสด ยังคล่องมือ และ จำนวนลูกค้าใหม่ ยังเพิ่มขึ้น ด้าน “ทอเร่” ระบุ เริ่มให้บริการ 3 จี ไตรมาส 2 ปี 52 ประเดิม 3 จังหวัด


นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า ในขณะนี้ ผู้ให้บริการ โทรศัพท์มือถือ เกือบทุกราย กำลังประสบปัญหา ในการให้บริการ กับ ลูกค้า เพราะมี ลูกค้าจำนวนหนึ่ง ที่ใช้ โทรศัพท์มือถือ ของ ประเทศจีน ไม่สามารถใช้ บริการบางคอนเทนต์ ที่ผู้ให้บริการ จัดเตรียมไว้ให้ได้ อาทิ การดาวน์โหลด เสียงเรียกเข้า หรือ การดาวน์โหลดเพลง ซึ่งทำให้ ลูกค้ากลุ่มนี้ ทำการต่อว่า เข้ามายัง บริษัท เป็นจำนวนมาก


ทั้งนี้ ในส่วนของ ดีแทค เองเห็นว่า เรื่องการทะลัก เข้ามาของ โทรศัพท์มือถือ ราคาถูก จาก ประเทศจีน เป็นกระแสใหม่ แต่ก็เชื่อว่า พฤติกรรม ของ ลูกค้าคนไทย จะให้ความนิยม ใช้โทรศัพท์มือถือ จากจีน มากขึ้น เนื่องจาก มีราคาถูก และมีฟังก์ชั่น การใช้งาน ที่หลากหลาย ดังนั้น ดีแทค ก็จะ พยายามเรียนรู้ และศึกษาโทรศัพท์มือถือ จากจีน ให้ลึกซึ้งขึ้น เพื่อหาทาง แก้ปัญหาให้กับ ลูกค้า และ ทำให้ลูกค้า สามารถใช้บริการ ของ บริษัท ได้อย่างครบถ้วน มากที่สุด


“ได้รับรายงาน มาว่า ในช่วง 1-2 เดือน ที่ผ่านมา มือถือจาก ประเทศจีน เข้ามา ตีตลาดไทย รุนแรงมาก ส่งผลให้ แบรนด์ยักษ์ใหญ่ หลายเจ้า เสียส่วนแบ่ง การตลาดไป ซึ่งตรงนี้ แม้ว่าจะไม่กระทบ ในเรื่องรายได้ของ ดีแทค โดยตรง แต่ก็ กระทบกับ บริการที่ จัดเตรียมไว้ ดังนั้น ดีแทค จึงต้องเรียนรู้ และ หาทางแก้ปัญหาให้กับ ลูกค้ามากที่สุด” นายธนากล่าว


อย่างไรก็ดี ในมุมมอง ของตน เห็นว่า การทะลักเข้ามา ของ โทรศัพท์มือถือ ของ จีน จะทำให้ อินเตอร์แบรนด์ หลายเจ้า ต้องทำงานหนัก มากขึ้น เพื่อรักษา ส่วนแบ่งตลาด ขณะเดียวกัน ธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือ จะลำบากขึ้น เพราะ พฤติกรรม ผู้บริโภคเปลี่ยนไป หันเปลี่ยนเครื่องใหม่ แทน การซื้อ เครื่องมือสอง


นายธนายังกล่าวถึงผลการดำเนินการของดีแทคว่า ในปีนี้คงไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีปัจจัยลบหลายอย่างเข้ามากระทบ ทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ทำให้บริษัทปรับลดเป้าหมายของรายได้ในปีนี้ เหลือโตเพียง 5% จากเดิมตั้งไว้ว่าจะเติบโตระหว่าง 5-10%


อย่างไรก็ดี แม้จะไม่เติบโตได้ ตามเป้าหมาย แต่บริษัท ก็พอใจกับ รายได้ ที่มี เพราะก่อนหน้านี้ ดีแทค ได้มีการปรับ องค์กรใหม่ ทำให้ช่วยให้ บริษัท ประหยัดค่าใช้จ่าย ได้ส่วนหนึ่ง พร้อมกันนี้ ก็ยังมีเงินพิเศษ ที่เกิดจาก การยอมความของ บริษัท ดิจิตอลโฟน อีกประมาณ 3 พันล้านบาท ที่ช่วยทำให้ กระแสเงินสดของ บริษัทดีขึ้น ขณะเดียวกัน ในเรื่องของ จำนวนลูกค้า ก็ยังเป็นไป ตามเป้าหมาย โดยเฉลี่ย ในแต่ละเดือน ดีแทค จะมีลูกค้าใหม่ เพิ่มขึ้น 150,000 – 200,000 ราย โดยมั่นใจว่า สิ้นปีจะมี ยอดลูกค้าใหม ่เพิ่มขึ้นตามเป้า 2-3 ล้านราย และ รักษาส่วนแบ่ง การตลาด ไว้ได้


ด้าน นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ดีแทค กล่าวถึง การเปิดให้ บริการ 3 จี ของ ดีแทคว่า ในขณะนี้ อยู่ระหว่าง ทดลอง การใช้งาน แต่คาดว่า จะเริ่มเปิดให้บริการ ในเชิงพาณิชย์ได ภายใน ไตรมาส 2 ปี 2552 ซึ่ง ตามแผนการ ดีแทค จะเปิด ให้บริการ ใน 3 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี และ ภูเก็ตก่อน จากนั้น จะค่อยๆ ขยายตามความต้องการ ของลูกค้า โดยได้ เตรียมเงิน ลงทุนไว้ 5 พันล้าน บาท

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 30 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=30/Sep/2551&news_id=164636&cat_id=600


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ มือถือจีน ทะลักเข้าไทย ไม่หยุด ดีแทค มึน เครื่องไม่รองรับ บริการ ‘ธนา’ ชี้ ตลาดมือ 2 ซบ


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 29, 2008

ข้อพิพาท ระหว่าง ทีโอที และ กสทฯ


เศรษฐกิจ 29 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


ทีโอที บีบ กสท จ่ายค่าเชื่อม โทรทางไกล


ที่มีอยู่ในขณะนี้ คือ การคิด ค่าเชื่อมโยง โครงข่ายโทรทางไกล ระหว่างประเทศ หรือ ค่าคู่สายที่ ทีโอที ต้องได้รับ ส่วนแบ่งรายได้ จาก กสทฯ โดย บอร์ดได้มีมติให้ เริ่มคิด อัตราค่าเชื่อมโยง โครงข่ายโทรทางไกล ระหว่างประเทศ ตั้งแต่ 1 มิ.ย.2547


อย่างไรก็ตาม เดิม ทีโอที ต้องการให ้เริ่มคิดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายตั้งแต่ 1 ม.ค.2547 แต่การหารือดังกล่าว ไม่ได้ มีการบันทึกเป็น ลายลักษณ์ อักษร ดังนั้น จึงต้องยึดตาม มติของ บอร์ด กสทฯ โดยให้ คิดค่าเชื่อมโยง ในวันที่ 1 มิ.ย.2547


โดยจากการที่ ได้เริ่มคิดค่าเชื่อมโยง ตามมติบอร์ด กสทฯ ได้ส่งผลให้ ทีโอที ต้องสูญเสียรายได้ กว่าพันล้านบาท ทั้งนี้หาก กสทฯ ยังไม่ยอมจ่าย ส่วนแบ่งรายได้ ทีโอที ก็จะส่งเรื่องไปยัง ศาล และ อัยการสูงสุด เพื่อให้เป็นไป ตามขั้นตอนข้อพิพาท


ส่วนกรณี ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (แอ็คเซ็สชาร์จ หรือ เอซี) ที่ ทีโอที เห็นด้วยกับ กสทฯ โดยให้รอ คำตัดสิน จากศาล แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วน ของ ค่าเชื่อมต่อเลขหมาย (อินเตอร์คอนเนคชั่นชาร์จหรือไอซี) นั้น บอร์ด ทีโอที เห็นว่า ควรเริ่มใช้อัตรา ไอซี เฉพาะ เลขหมายใหม่ ที่ คณะกรรมการ กิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ หรือ กทช. เป็นผู้อนุมัติ


“จากข้อสรุปเบื้องต้นของ ข้อพิพาท ระหว่าง ทีโอที และ กสทฯ จะมีการเสนอต่อ นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศ และ การสื่อสาร หรือไอซีที ต่อไป” นายระเฑียรกล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 29 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=29/Sep/2551&news_id=164594&cat_id=600


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ ทีโอที บีบ กสท จ่ายค่าเชื่อม โทรทางไกล


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 24, 2008

“สนธิ” แฉ (ตอนที่ 2) ความอัปยศ เน่าเฟ็ะ ของการเมืองเก่า ในอดีต จน ปัจจุบัน ปปช. ดองคดี “แม้ว” ทุกคดี

Filed under: การคมนาคม,การสื่อสาร,การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ทุจริต,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,วิกฤติ,สนามบินสุวรรณภูมิ,อาชญากรรม — accomthailand @ 23:53
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,
นายสนธิ กล่าวตบโต้ นางสดศรี สัตยธรรม

นายสนธิ กล่าวตอบโต้ นางสดศรี สัตยธรรม


“สนธิ” แฉ ป.ป.ช. บางคน ดองคดีช่วย “แม้ว” ชี้การเมืองใหม่ ต้องตรวจสอบยิบ


“สนธิ” ชำแหละ 2 กกต. ต้นตอ ก่อวิกฤตให้กับบ้านเมือง ทุจริตรับเงินช่วยเหลือ ยื้อคดียุบพรรค พปช. พร้อมเปิดโปง ป.ป.ช. บางคน ที่เป็น อดีตเลขาฯ อย. มีความสัมพันธ์ส่วนตัว กับ “แม้ว” ดองทุจริต ในสนามบินสุวรรณภูมิ ทุกคดี ย้ำ “การเมืองใหม่” คือการตรวจสอบ นักการเมืองชั่ว อย่างละเอียดยิบ และต้องเดินหน้า ทำให้สำเร็จ


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย


เมื่อเวลา ประมาณ 22.00 น. วันที่ 24 ก.ย. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไคย ได้ขึ้นปราศรัย ที่เวทีทำเนียบรัฐบาล ได้เริ่มกล่าวถึง รัฐบาลชุดใหม่ ว่าเป็นการเหมาะสมแล้ว ที่ออกมาแบบนี้ เหมือนกับ เหี้*ตั้งเหี้*มาเป็น รัฐบาล


จากนั้น นายสนธิ กล่าวตอบโต้ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ที่ขัดขวางการเมืองใหม่ และบอกว่า ทุกอย่าง ต้องมาจาก การเลือกตั้ง 100% เท่านั้น ทั้งที่วิกฤตการเมือง ในวันนี้ มีต้นเหตุสำคัญ คือ กกต. เพราะเป็นด่านแรก ในการปล่อยให้ นักการเมืองชั่ว เข้ามา อยากให้ กกต. พวกนี้ ส่องกระจกดูตัวเอง ว่ามีส่วนสำคัญ ที่ทำความฉิบหาย ให้กับบ้านเมือง ทุกวันนี้ หรือไม่


“มี กกต.2 ใน 5 คน มีความระยำ ไม่มีจริยธรรม และ ความซื่อสัตย์ ดังนั้น อย่าหลอกตัวเอง” นายสนธิ ระบุ และ ยกตัวอย่าง กรณีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ทุจริตเลือกตั้ง ถ้าให้ใบแดง ตั้งแต่แรก โดยไม่ซื้อเวลา เวลานี้ พรรคพลังประชาชน ถูกยุบพรรคไปแล้ว ดังนั้น กกต. บางคน อย่าไปสะเออะพูด เรื่องความยุติธรรม


“ก่อนหน้านี้ ช่วงเวลาที่เขา จัดตัดสินให้ ใบเหลืองใบแดง มี กกต.สองคน ถูกเชิญไปพบที่ โรงแรมเรดิสัน ขากลับ มีคนหิ้วกระเป๋า ใบใหญ่ 2 ใบ ตามหลัง ของแบบนี้ ปิดก็ไม่มิด คนแบบนี้อย่ามาสะเออะ มาต่อต้าน การเมืองใหม่ เพราะบางคน รับเงินรับทอง เปลี่ยนแดง เป็นเหลือง เปลี่ยนเหลือง เป็นขาว หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ซื้อเวลา” นายสนธิกล่าวถึง กกต. บางคน ที่ทุจริต


จากนั้น นายสนธิ ได้กล่าวถึง ป.ป.ช. บางคน ที่ทำหน้าที่ ส่อไปในทาง ไม่ซื่อสัตย์ โดยเฉพาะบางคน ที่ดูแลงาน เกี่ยวกับ รัฐวิสาหกิจ เช่น คดีทุจริต สนามบิน สุวรรณภูมิ ทั้งที่ มีเอกสารหลักฐาน ส่งเข้าไปมากมาย แต่กลับไม่พิจารณา


ซึ่ง ป.ป.ช.คนนั้น เป็นอดีตเลขาธิการ อย. และ มี ความ สนิทสนม กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างมาก ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คดีทุจริต ของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คดี ของ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ คดีทุจริต ท่อร้อยสายไฟ เรื่องรถเข็นกระเป๋า การทุจริต ก่อสร้างอาคารสนามบิน หรือ รันเวย์ร้าว ถึงไม่ไปถึงไหน


นายสนธิ ยังได้กล่าวถึง พระราชดำรัสของ พระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงกล่าวถึง เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อรับมือ วิกฤตเศรษฐกิจ และ เรื่องให้ คนดีปกครอง บ้านเมือง รวมทั้งให้ ข้าราชการ ทำหน้าที่ ของตัวเองให้ดีที่สุด แต่คนพวกนี้ เมื่อรับใส่เกล้าแล้ว ก็ไม่เคยปฏิบัติตาม


นายสนธิ ยังได้กล่าว ย้อนถึง การเมืองเก่า ที่พวกนักการเมืองเก่าๆ ชอบไปขอเงิน นักธุรกิจ มาลงขันเพื่อเข้า พรรคการเมือง ในการเลือกตั้ง เมื่อ หัวหน้าพรรคการเมือง คนนั้นได้เงินมาแล้ว ก็จะหัก เข้ากระเป๋าตัวเอง ประมาณ 10 เปอร์เซ็น ที่เหลือ ก็เอาไปใช้จ่าย ในการเลือกตั้ง และ เมื่อได้เป็น รัฐบาลนักธุรกิจ พวกนี้ ก็จะมาทวงบุญคุณ เพื่อแลกผลประโยชน์ ทางธุรกิจ แลกโครงการ ต่างๆ


นายสนธิ เล่าถึง วิธีการเก็บเงิน ของนักการเมืองว่า ถ้าเป็นยุคเก่า ก็จะใช้วิธี ตั้งแต่ใส่เงินเอาไว้ ในตู้เย็น หรือเก็บใน ห้องใต้ดิน ต่อมาในปัจจุบัน ก็เปลี่ยน ไปรับเงินใน ต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ สิงคโปร์


โดยยกตัวอย่าง มีหลานของ นักการเมืองใหญ่ คนหนึ่ง ขนเงินใส่ กระเป๋าใบใหญ่ ไป สิงคโปร์ สัปดาห์ ละสองครั้ง ตลอด 3 ปี นำเงินออกไป นับ พันกระเป๋า เบ็ดเสร็จ มีเงินถูกขนออกไป สิงคโปร์ โดยคนคนนี้ 2-3 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมแล้ว มีเงินบาทใน สิงคโปร์ เกือบ 2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ เพระธนาครในสิงคโปร์ นั้นถูกห้าม ไม่ให้เปิดเผย ความลับลูกค้า อย่างไรก็ดี ยังมีพวกที่ใช้วิธีโบราณ คือ รับเงินใส่กล่อง เบียร์ และ เก็บเงินไว้ใน ห้องใต้ดิน ที่บ้าน


นายสนธิ กล่าวว่า เพื่อไม่ให้ นักการเมือง ใช้วิธีถ่ายเท หรือ ซุกซ่อนทรัพย์สิน ด้วยวิธีการดังกล่าว การเมืองใหม่ จะต้องบังคับให้ นักการเมือง แจ้ง บัญชี ทรัพย์สิน และ ที่มาที่ไป ของ ทรัพย์สินเหล่านั้น อย่างละเอียดยิบ และ จะต้องมี สำนักงานตรวจสอบ แห่งชาติ เพื่อคอยตรวจสอบ ความมีอยู่ จริง และ ที่มาที่ไป ของ ทรัพย์สิน และการเสียภาษี ย้อนหลัง อย่างละเอียด ด้วย วิธีการตรวจสอบ แบบนี้ จะทำให้ พวกนักการเมืองชั่ว ไม่อยาก เข้ามาเป็น นักการเมือง หรือ รัฐมนตรี


“ยกตัวอย่าง ลูกสาวของ นางเยาวภา เอาเงินมาจากไหน สองพันล้าน ทั้งที่เพิ่งเรียนจบมา ถ้าบอกว่าแม่ให้มา ก็ต้องไป ตรวจสอบต่อ ว่า แม่ เอามา จากไหน ดังนั้น การเมืองใหม่ ต้องตรวจสอบ นักการเมืองชั่ว ทำให้ บ้านเมือง ถูกปล้นน้อยลง และ การเมืองใหม่ จะจับ พวกนี้แก้ผ้า แล้วเอา สปอตไลต์ ส่องให้เห็นหมด และ การเมืองใหม่ หมายถึง ความโปร่งใส และ เสียสละ ต้องถูกตรวจสอบ” นายสนธิ ระบุ และว่า พวกเรา มาไกล จนถอยไม่ได้ และ เราต้องต่อสู้ เพื่อให้เกิด การเมืองใหม่ ให้ได้

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
25 กันยายน 2551 00:12 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000113565


พิมพ์ ข่าวนี้ “สนธิ” แฉ ป.ป.ช.บางคนดองคดีช่วย “แม้ว” ชี้การเมืองใหม่ต้องตรวจสอบยิบ


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“สมเกียรติ” ตอก ป.ป.ช. เตะถ่วงหลายๆคดี ปล่อยคนชั่ว ลอยหน้า เต็ม ครม. น้องเขยหุ่นเชิด

Filed under: การคมนาคม,การสื่อสาร,การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ทุจริต,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,วิกฤติ,สนามบินสุวรรณภูมิ,อาชญากรรม — accomthailand @ 23:50
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่ประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยในทำเนียบรัฐบาล

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยในทำเนียบรัฐบาล


“สมเกียรติ” ตอก ป.ป.ช.เตะถ่วงคดีใหญ่ ปล่อยคนชั่วลอยนวล


“สมเกียรติ” ตอก ป.ป.ช. เตะถ่วงคดีใหญ่ ใช้เวลาทำงานเกินจำเป็น ระบุทุกคดีจะมีผลให้ ครม.หุ่นเชิด ต้องติดคุกทั้งคณะ ทั้งเรื่อง “สมชาย” ทุจริต ในสมัยเป็น บอร์ดบินไทย และการยก อธิปไตยเขาพระวิหาร ให้เขมร พร้อมแนะจับตา ลูกสาว นายกฯ นอกทำเนียบ ปีเดียว มีเงินงอกขึ้น ซื้อหุ้น กว่า 2 พันล้าน บาท


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย


เมื่อเวลา ประมาณ 21.45 น. วันที่ 24 ก.ย. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีปราศรัย ในทำเนียบ รัฐบาล โดยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ตนได้พูดถึง เรื่องที่จะทำให้ ครม. หุ่นเชิด ต้องมีความผิด ตามที่ ป.ป.ช. กำลังดำเนินการอยู่ ขณะนี้มีผู้ใหญ่ ท่านหนึ่ง ใน ป.ป.ช. ได้ส่งจดหมายลับ มาหาตน เพื่อขอความเห็นใจ และขอเวลา ในการทำงาน


ทั้งนี้ ตนเอง ไม่ได้กล่าวหา ป.ป.ช. แต่อย่างใด แต่อยากบอกว่า ประชาชนกำลัง เฝ้ารอการตัดสิน ในเรื่องดังกล่าว จำนวน 4 คดี ซึ่งเป็นคดี ที่จะทำให้ คณะรัฐมนตรี ต้องติดคุก กันยกชุด โดย


คดีแรก นั้นใช้เวลานานมาก ถึงขณะนี้ ก็กินเวลาไปกว่า 19 เดือนแล้ว เริ่มตั้งแต่ การตั้ง คณะกรรมการไต่สวน เจ๊แดง เรื่อง ร่ำรวยผิดปกติ ในขณะที่ นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้อำนวยการ การบินไทย และ เกี่ยวข้องกับ การทุจริต ในการจัดการ พื้นที่ของ ร้านค้าปลอดภาษี ในสนามบิน สุวรรณภูมิ รวมถึง ศูนย์ขนส่งสินค้า ในสนามบิน ทำให้ประเทศ ต้องเสียหาย ไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท นั้น คดีนี้ ก็ยังไม่มีความคืบหน้า แต่อย่างใด


ส่วนคดีที่ 2 นั้น เริ่มต้นตั้งแต่ 29 มกราคม 2551 ซึ่งเริ่มจาก การมีมติให้ ไต่สวน พ.ต.ท.ทักษิณ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในการฮั้วประมูล จ้างบริษัท รักษาความปลอดภัย ในสนามบินสุวรรณภูมิ จนทำให้ประเทศเสียหาย กว่า 5 พันล้านบาท และ หากนับเวลาก็ผ่านมากว่า 8 เดือน แล้ว ก็ยังไม่มี ความคืบหน้า เช่นกัน


ส่วนเรื่องที่ 3 นั้นเริ่มต้น ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2551 ในอนุมัติให้ ไต่สวน การทำความผิดของ นายสุริยะ และ นายสมชาย ในกรณี คิงพาวเวอร์ ที่ได้รับพื้นที่ ใน สนามบินสุวรรณภูมิ โดยไม่มีการประมูล


ส่วนเรื่องสุดท้ายนั้น เป็นการที่ ป.ป.ช. ทั้ง 9 ท่าน มีมติ ตั้งแต่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา ในการไต่สวน คณะรัฐมนตรีทั้ง 35 คน ในความผิด เรื่องการเสีย อธิปไตย เขาพระวิหาร ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นเรื่อง ที่ยังไม่มีความคืบหน้า และ ตนเองก็มิได้ตำหนิ การทำงานอะไร แต่มันช้า และ ประชาชน ก็ยังรอ ความจริง จากตรงนี้ ซึ่งหากจะขอเวลาทำงาน ก็คิดว่า น่าจะนานมาก พอแล้ว


“ตอนนี้สังคมไทย แสนเศร้า ต้องปล่อยให้ ประชาชน มาชุมนุมกัน นานขนาดนี้ ตอนนี้เราเหมือน หนีเสือปะจรเข้ หนีตะกวดปะตัวเงินตัวทอง เมื่อเจอ กับ ครม. ชุดนี้ ยิ่งแย่ใหญ่ เหมือน หนีโจรสลัด ปะ สัตว์นรก ซึ่งเราจะถอยไม่ได้ และ พันธมิตร จึงเลือกที่ยืนหยัด สู้ต่อไป” นายสมเกียรติ กล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
25 กันยายน 2551 01:59 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000113555


พิมพ์ ข่าวนี้ “สมเกียรติ” ตอก ป.ป.ช.เตะถ่วงคดีใหญ่ ปล่อยคนชั่วลอยนวล/font>

ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 23, 2008

“สนธิ” แฉ ความอัปยศ เน่าเฟ็ะ ของการเมืองเก่า ในอดีต จน ปัจจุบัน ปปช. ดองคดี “แม้ว” ทุกคดี

Filed under: การคมนาคม,การสื่อสาร,การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ทุจริต,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,วิกฤติ,สนามบินสุวรรณภูมิ,อาชญากรรม — accomthailand @ 23:55
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

นายสนธิ ลิ้มท�งกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่�ประชาธิปไต

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


“สนธิ” ย้อนอัปยศการเมืองเก่า นัดแฉ ปปช. ดองคดี”แม้ว” วันนี้


“สนธิ” ย้อนอดีต ชี้ให้เห็น การเมืองเก่าสุดเน่าเฟะ รุมทึ้งทรัพย์สมบัติของชาติ อย่างน่าอัปยศ ขณะเดียวกัน ถึงเวลาการเมืองใหม่ เพื่อ เข้ามาล้าง ความชั่ว ทุกวงการ ให้โปร่งใส พร้อมนัดเปิดโปง ปปช. บางคน ดองคดี “แม้ว” ทุจริตใน วันที่ 24 ก.ย.


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย


เมื่อเวลา ประมาณ 21.50 น. วันที่ 23 ก.ย. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยที่ ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตนจะไม่พูด เรื่อง การเมืองใหม่ มากนัก สาเหตุเป็นเพราะ ต้องการให้ทุกคน ได้ไปคิดกันเอาเอง แต่ทุกคน ก็รู้อยู่แล้วว่า สาเหตุที่ ต้องมาชุมนุม เพราะไม่เอา การเมืองเก่า


นายสนธิ ยังกล่าวย้อนอดีตสมัยเป็น บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ได้เห็นการเมือง มามาก หลายยุคสมัย มี นักหนังสือพิมพ์ หลายคน พัฒนากาวหน้า มาไกล แต่บางคน ก็ตรงกันข้าม พร้อมทั้ง ยกตัวอย่าง หนังสือพิมพ์มติชน ที่คนคิดว่าเป็น หัวก้าวหน้า แต่ไม่ใช่ วันนี้ เห็นภาพที่ นายขรรค์ชัย บุญปาน ผู้บริหารมติชน นำกระเช้าดอกไม้ ไปแสดงความยินดี กับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อย่างไรก็ดี จะได้เห็นกันชัดขึ้น เพราะเป็น อีแอบ มานานแล้ว


นอกจากนี้ นายสนธิ ยังย้อนอดีต ให้เห็นถึงสมัยที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นไม้เบื่อไม่เมากับ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เนื่องจาก ร.ต.อ.เฉลิม ได้รับ คำสั่ง จากอดีตนายกฯ ให้ไปปิดผับ เดอะพาเลซ เนื่องจากไม่พอใจ ที่แฉเรื่องคู่ขาของตัวเอง สมัยที่เป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ ตั้งหน่วย เฉพาะกิจ ขึ้นมา ปราบปรามอบายมุข บังหน้า
สนธิ ลิ้มท�งกุล ปราศรัย

สนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย



นายสนธิ ยังกล่าวอีกว่า ในสมัยก่อน เคยถูกทาบทาม ให้เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพียงแค่ให้ช่วย บริจาคเงิน เข้าพรรคการเมือง เพียง 50 ล้านบาท แต่ได้ปฏิเสธไป โดยขอเป็น รัฐมนโท ข้างนอกดีกว่า


นายสนธิ ยังได้ย้อนอดีต ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยที่ หิ้วก๋วยเตี๋ยวไปตามตื้อ ร.ต.อ.เฉลิม สมัยที่ เป็น รัฐมตรีประจำสำนักนายกฯ เพื่อขอ สัมปทานเคเบิ้ลทีวี กับ อสมท.แต่ต่อมาเมื่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น สั่งให้ ร.ต.อ.เฉลิม อนุมัติเคเบิ้ลทีวีให้กับ กลุ่ม กาญจนพาส ในนามของไทยสกายทีวี ทำให้ความสัมพันธ์ของ ทั้งคู่บาดหมางกัน ช่วงหนึ่ง


นายสนธิ กล่าวว่า ยุคการเมืองน้ำเน่าอย่างแท้จริง ได้เริ่มขึ้นในยุค โทรคมนาคม ในยุคที่ นายมนตรี พงษ์พานชิ เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวง คมนาคม และ คนๆนี้ เป็นต้นแบบ ทุกอย่าง ทางการเมือง ของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในปัจจุบัน และ ยุคนี้เป็นยุค ที่ถูกเรียกว่า เป็นยุค บุพเฟร์คาบิเนต


นายสนธิ กล่าวอีกว่า เป็นยุคที่มีการนำ สัมปทานของชาติ มาแบ่งขายกันเอง ในหมู่นักธุรกิจ กับนักการเมือง ซึ่งยุคนี้มี พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไป เกี่ยวข้อง อย่างสำคัญ ในเรื่องของการวิ่งเต้นขอ สัมปทานโทรศัพท์มือถือ และว่าทุกอย่าง ต้องแลกกัน ด้วยผลประโยชน์ ทั้งที่ทาง ที่ถูก ต้องมี การเปิดประมูล ให้บ้านเมือง ได้ประโยชน์สูงสุด


“สิ่งเหล่านี้คือ การเมืองเก่า ที่ไม่มีการตรวจสอบ อย่างข้าราชการบางคน ถ้าอยากได้เป็นอธิบดี ก็จะมีพ่อค้า ลงขันกัน ซื้อเก้าอี้ให้ เมื่อ ข้าราชการ คนนั้น ได้เป็นอธิบดี ก็จะตอบแทน โครงการให้กับ พ่อค้าเหล่านั้น ซึ่งเป็นแบบนี้ มานานจนเน่าเฟะ มาเรื่อย จะหา ข้าราชการ ที่ทำเพื่อชาติบ้านเมือง สมเป็น ข้าราชการของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยากมาก และเป็นการเมือง ที่อัปยศที่สุด” นายสนธิ ระบุ


อย่างไรก็ดี แกนนำพันธมิตรฯ ผู้นี้กล่าวอีกว่า การทุจริตแบบนี้ จะไม่เกิดขึ้นในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยยกตัวอย่าง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม คนหนึ่งที่พยายามทุจริต ในโครงการ ไทยเดินเรือทะล มูลค่าในสมัยนั้น ประมาณถึง 2 พันล้านบาท แต่ พล.อ.เปรม รู้และขัดขวาง และ ต่อมาเมื่อปรับคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีคนนั้น จึงหลุดจากตำแหน่ง

"สนธิ" แฉ ความ�ัปยศ  เน่าเฟ็ะ ข�งการเมื�งเก่า ใน�ดีต จน ปัจจุบัน ปปช. ด�งคดี "แม้ว" ทุกคดี

สนธิ แฉ ความอัปยศ เน่าเฟ็ะ ของการเมืองเก่า ในอดีต จน ปัจจุบัน ปปช. ดองคดี แม้ว ทุกคดี


และ นี่คือสาเหตุที่ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม คนนั้น ที่บัดนี้ กำลังชะตาขาดโกรธ พล.อ.เปรม จนถึงบัดนี้ ซึ่งมันคิดว่า ไม่มีใครรู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง เรื่องพวกนี้


ขณะเดียวกันนายสนธิ กล่าวเปรียบเทียบว่า การเมืองใหม่ คือการล้างความชั่ว ในทุกวงการให้โปร่งใส ใครจะทำอะไร ก็มองเห็นหมด และ ยังตีกรอบให้ ข้าราชการ ต้องซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน ให้สมกับเป็น ข้าราชการ ของ พระเจ้าอยู่หัว เพราะถ้าปล่อยให้ การเมืองเก่า เป็นอย่างนี้ต่อไป บ้านเมือง ก็จะสูญสิ้น เวลานี้มี ตุลาการบางคน ตำรวจบางคน และ อัยการบางคน ไม่ซื่อสัตย์ ถ้าเรา พึ่งคนพวกนี้ไม่ได้แล้ว จะไปพึ่งใคร


อย่างไรก็ตามในตอนท้าย นายสนธิ ยังได้เปิดโปง ปปช. คนหนึ่ง ที่สนิทชิดเชื้อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดอง ทุกคดี ทุจริต ในสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ส่งไปจาก คตส. ซึ่ง ปปช.คนนี้ รับผิดชอบ แต่ดองเอาไว้ทุกคดี ซึ่งพรุ่งนี้ จะแฉว่าเป็นใคร รวมทั้งเบื้องหลังของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรค ไทยรักไทย ที่ถูกดำเนินคดี ซีทีเอ็กซ์ ด้วย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
24 กันยายน 2551 06:11 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000113033


พิมพ์ ข่าวนี้ “สนธิ” ย้อนอัปยศการเมืองเก่า นัดแฉ ปปช. ดองคดี”แม้ว” วันนี้


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

August 26, 2008

แถลงการณ์ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรณีกลุ่มชายฉกรรจ์ พร้อมด้วยอาวุธ บุกรุก NBT


ผู้ว่าฯ ธปท. มีโอกาสได้เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
พระองค์ท่าน มีพระราชดำรัส ขอบใจ
ที่เหน็ดเหนื่อย เรื่องการเงิน ซึ่งเป็นงานหนัก และสามารถปฏิบัติงานด้านการเงิน เป็นที่ เรียบร้อย ไม่ให้ บ้านเมืองล่มจม แม้ตอนนี้ ใกล้ล่มจมแล้ว ซึ่งอาจเพราะใช้เงิน ไม่ระวัง



แถลงการณ์ร่วมของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย


แถลงการณ์ร่วมของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

เรื่อง การคุกคามเสรีภาพ และขัดขวาง การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน


จากกรณี กลุ่มชายฉกรรจ์ พร้อมด้วยอาวุธ ที่อ้างตัวว่า เป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้บุกรุกเข้าไป ใน สถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT เมื่อช่วงเช้ามืด ของวันอังคารที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยบังคับให้
พนักงานของ สถานีโทรทัศน์ดังกล่าว ยุติ การทำหน้าที่ และได้ตัดสัญญาณ การออกอากาศ เพื่อปิดกั้นไม่ให้มี การเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสาร ไปยังประชาชน โดยให้เหตุผลว่า สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ เป็นกระบอกเสียง ของรัฐบาล นั้น

จากพฤติกรรม ของกลุ่ม ดังกล่าว ไม่ว่าเป็น การกระทำของ ฝ่ายใด ก็ตาม ถือว่าเป็นการกระทำที่ ละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน อย่างรุนแรง และ อุกอาจที่สุด ครั้งหนึ่ง เพราะมี การคุกคาม ข่มขู่ และขัดขวาง การทำหน้าที่ ของสื่อมวลชน

ดังนั้น องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
จึงขอประณามการกระทำดังกล่าว และถือว่า เป็นการกระทำ ที่ไม่อาจยอมรับได้

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้บุกเข้าไป ภายในสถานีโทรทัศน์ NBT และ บังคับให้ทาง สถานี ยุติการออกอากาศ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวหาว่า สถานีโทรทัศน์ดังกล่าว เป็นเครื่องมือ ของรัฐบาล หรือ เสนอข่าวอย่างลำเอียง ซึ่งการกระทำดังกล่าว เป็นการคุกคาม สิทธิเสรีภาพของ สื่อมวลชนอย่างรุนแรง เช่นกัน

ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯ เห็นว่า ทางรัฐบาลใช้ สถานีโทรทัศน์ NBT เป็นกระบอกเสียงอย่าง ผิดกฎหมาย ก็ควรใช้ช่องทางกฎหมาย และ บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ดำเนินการ ไม่ควรใช้กำลังบุกรุก เข้าตัดสัญญาณ การออกอากาศ ของสถานีโทรทัศน์ NBTเช่นที่ ดำเนินการอยู่ ในขณะนี้ เพราะในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ไม่ได้เป็น หน่วยงานราชการทั่วไป แต่เป็นสถานที่ ทำงาน ของ องค์กรสื่อมวลชน ด้วย ซึ่งควรได้รับ การเคารพใน สิทธิของ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน

นอกจากนี้ ตลอดช่วงเวลา ที่ผ่านมา พบว่า มีการปิดล้อมรถถ่ายทอดสด ของสถานีโทรทัศน์หลายสถานี ในหลายๆ พื้นที่ องค์กรวิชาชีพสื่อ ขอเรียกร้องให้ กลุ่มบุคคลดังกล่าว ยุติการขัดขวาง การปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ทุกประเภท ทั้งนี้

สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งสามองค์กร เคารพใน สิทธิการชุมนุม โดยสงบ และ ปราศจากอาวุธ ตามที่ระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญ แต่เห็นว่า กลุ่มผู้ชุมนุม ย่อมต้องเคารพใน สิทธิและเสรีภาพ การทำหน้าที่สื่อมวลชน ที่ได้รับการรับรองโดย รัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกัน

พร้อมกันนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งสามองค์กร ขอเรียกร้องให้ สื่อมวลชนทุกแขนงปฏิบัติหน้าที่ นำเสนอข่าวสาร อย่างตรงไปตรงมา มีความอดทน ในการทำหน้าที่ ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือมีส่วนทำให้ สถานการณ์ ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อ ประเทศชาติ ที่กำลังตกอยู่ในภาวะ ความขัดแย้ง และ อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย http://www.ctj.in.th
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย http://www.tja.or.th
สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย http://www.tbja.org

26 สิงหาคม 2551


แถลงการณ์ร่วมของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
แถลงการณ์ร่วมฯ การทำหน้าที่ของ สื่อมวลชน ในสถานการณ์ ความขัดแย้งทางการเมือง


แถลงการณ์ร่วมสมาคมวิชาชีพสื่อ (ฉบับที่ ๒)

เรื่อง การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ในสถานการณ์ ความขัดแย้งทางการเมือง

จากกรณี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาแถลง เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (๒๖ สิงหาคม) ถึงการทำหน้าที่ ของ สื่อมวลชน ในสถานการณ์ การชุมนุมกดดัน รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนประชาธิปไตย ซึ่งมีเนื้อหา สรุปว่า

เรียกร้องให้ สื่อมวลชนนำเสนอข่าว โดยต้องเลือกข้าง และ อย่าร่วมมือกับ ฝ่ายที่ นายกรัฐมนตรี เรียกว่า พวกทำลายบ้านเมือง รวมทั้งเรียกร้องให้ สื่อมวลชน ตัดสินใจเลือกอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง จะอยู่ตรงกลางไม่ได้ และ เห็นว่า หาก ครึ่งหนึ่ง ของสื่อ ที่อยู่ กับ ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล นั้น จะถือว่าสื่อมวลชน มีส่วนส่งเสริม ให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย ด้วยนั้น

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย
สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ
สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย

ไม่เห็นด้วยกับ ข้อเรียกร้อง และท่าทีดังกล่าว ของ นายกรัฐมนตรี เพราะเป็นความคิด และ ทัศนคติ ที่ไม่ถูกต้องสอดคล้อง กับหลักการ ในการทำหน้าที่ของ สื่อมวลชน ที่จะต้องนำเสนอข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน

ในทางกลับ หากสื่อมวลชน ทำหน้าที่ รายงานข่าว ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือ ยอมตนเป็นเครื่องมือ การปลุกระดมของ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ยิ่งจะทำให้ เกิดการเผชิญหน้า ในสังคม และ อาจนำเหตุการณ์ ไปสู่ความรุนแรงได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่าย ในสังคมไทย ไม่ต้องการ ให้เกิดขึ้น

สำหรับข้อเสนอให้มีการเลือกข้างนั้น ขอยืนยันว่า สื่อมวลชน ทุกแขนง เลือกอยู่ข้างประชาชน และ ความถูกต้องอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้อง เสนอข่าว ไปใน ทิศทางเดียวกัน

ดังนั้น ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ของฝ่ายต่างๆ ที่ดำรงอยู่ ในช่วงขณะนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งสี่องค์กร ขอ สนับสนุนให้ สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่ การรายงานข่าวสาร ข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้น จากทุกฝ่าย อย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือน ข้อเท็จจริง และ ต้องยึดมั่นในกรอบ จริยธรรม แห่งวิชาชีพ ของ สื่อมวลชนอ ย่างเคร่งครัด ด้วยการนำเสนอข่าว อย่างรอบด้าน และ ให้ความเป็นธรรม กับ ทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชน สามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง และ รอบด้านมากที่สุด เพื่อประกอบ การตัดสินใจ ใดๆ

สุดท้ายองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอเรียกร้องให้ รัฐบาลใช้ความระมัดระวัง ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัด และ ต้องไม่ใช้สื่อของรัฐ ปลุกระดมให้ ประชาชน เกิดความเกลียดชัง ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อสร้างความชอบธรรม ในการใช้ความรุนแรง กับ ผู้ชุมนุม ซึ่งต่างเป็นคนไทยด้วยกัน

ทั้งนี้ ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นใน แนวทางสันติวิธี เป็นแนวทางในการ แก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ ในขณะนี้

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย http://www.ctj.in.th
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย http://www.tja.or.th
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย http://www.thaibja.org
สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย http://www.tcta.or.th

๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 26 สิงหาคม 2551 15:17 น. 22:46 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000100894
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000101081


พิมพ์ ข่าวนี้ แถลงการณ์ร่วมของ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
พิมพ์ ข่าวนี้ แถลงการณ์ร่วมฯ การทำหน้าที่ของ สื่อมวลชน ในสถานการณ์ ความขัดแย้งทางการเมือง


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Next Page »

Blog at WordPress.com.