Accom Thailand

May 21, 2009

สาวใหญ่ใจกล้า ถาม นายกฯ ทำอะไร เพื่อประชาชนบ้าง เอาแต่ปรับ ครม. – แก้รัฐธรรมนูญ


สาวใหญ่ใจเด็ดบุกทำเนียบ โวย “มาร์ค” ไม่สนใจ ปชช.เอาแต่สนใจการเมือง

สาวใหญ่ใจกล้า บุกทำเนียบ โวยกลางวง แถลงข่าว นายกฯ ถาม ทำอะไร เพื่อประชาชนบ้าง เอาแต่ปรับ ครม. – แก้รัฐธรรมนูญ เอาใจ นักการเมือง จนเกือบวุ่น “ปณิธาน” ต้องดึงออก นอกวง บอกพร้อม รับฟังปัญหา เจ้าตัว โพล่ง เดือดร้อน นโยบายเรียนฟรีรัฐบาล แถมโดนบีบทุกทาง ไม่มีรายได้แน่นอน ซัดสารพัดม็อบ ทำเศรษฐกิจแย่
นางอุษณกร คอกเชอวาล คำร้องของประชาชน ที่ร้องไป ก็กลายเป็น ถุงกล้วยแขก ตั้งแต่รัฐบาล ทักษิณ สมัคร สมชาย ไม่ว่า กี่รัฐบาล ก็เป็นอย่างนี้ เราเป็นคนจน ไม่มีญาติที่ไหน

นางอุษณกร คอกเชอวาล คำร้องของประชาชน ที่ร้องไป ก็กลายเป็น ถุงกล้วยแขก ตั้งแต่รัฐบาล ทักษิณ สมัคร สมชาย ไม่ว่า กี่รัฐบาล ก็เป็นอย่างนี้ เราเป็นคนจน ไม่มีญาติที่ไหน



วันนี้ (21 พ.ค.) ที่ ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อเวลา 11.20 น. บริเวณ ด้านหน้า ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลัง แถลงข่าว ถึงประเด็น การเมือง กับ สื่อมวลชนอยู่ ได้มี ผู้หญิงสวมชุด สีเลือดหมู อายุประมาณ 40 ปี ซึ่งแลกบัตรจาก ประตู 4 เข้ามา ได้ยกมือ ขึ้นถาม นายอภิสิทธิ์ ว่า ขอถาม อะไรหน่อย

ครม. และ นายกฯ ได้ทำอะไร ให้ประชาชนบ้าง นอกจาก การแก้รัฐธรรมนูญ และ การปรับ ครม. ซึ่งนายกฯ ตอบว่า “ทำครับๆ”

แต่ หญิงคนดังกล่าว ยังคงพยายาม ตะโกนถาม คำถาม นายอภิสิทธิ์ ว่า ได้ทำอะไร เพื่อประชาชน บ้าง นายกฯ ยังคงตอบว่า ยืนยันว่า “ทำครับ เราพยายาม รับเรื่องราว เดือดร้อน ของ ประชาชน ไว้ก่อน แต่ ท่านยังไม่ได้บอก เลยว่า เดือดร้อน เรื่องอะไร”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนั้น ตำรวจสันติบาล ประจำทำเนียบ และ ตำรวจ นอกเครื่องแบบ ได้เข้าประกบตัว หญิงคนดังกล่าว แต่ผู้หญิงคนเดิม เถียงว่า ไม่จริง และ เริ่มพูดจา ขึ้นเสียง จนมีท่าทีว่า จะเกิดความวุ่นวาย จนกระทั่ง นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ โฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาบอกว่า ถ้าจะมา ร้องเรียนอะไร ให้มาพูดกับตน หลังจากนั้น นายปณิธาน จึงพาตัว หญิงวัยกลางคน เข้าไปสอบถาม พูดคุย และ สงบสติอารมณ์ ที่ตึกนารีสโมสร

จากนั้น เมื่อเข้าไปที่ ตึกนารีสโมสร ผู้สื่อข่าว ได้สอบถาม ผู้หญิงคนนั้น จนทราบชื่อ คือ นางอุษณกร คอกเชอวาล อายุ 43 ปี บ้านอย ย่านเทเวศร์ ซึ่ง เมื่อก่อน เคยมีอาชีพ ขายปากกา หนังสือ อุปกรณ์การเรียน อยู่แถวเทเวศร์ แต่ปัจจุบัน ไม่ได้ขายแล้ว มารับจ้าง พิมพ์งาน อยู่ ทั้งนี้ ระบุว่า ที่ขายไม่ได้ เพราะ ปัญหาเศรษฐกิจ จากบรรดาม็อบ เสื้อแดง เสื้อเหลือง ซึ่ง นางอุษณกร กล่าวว่า ตนไม่ชอบทั้ง เสื้อแดง และ เสื้อเหลือง ที่ทำให้ เศรษฐกิจของ ประเทศไทย ย่ำแย่ แบบนี้

นางอุษณกร กล่าวอีกว่า ตนไม่ได้มา ยื่นหนังสือ หรือ จะมา เรียกร้องอะไร ตนเป็น ผู้หญิง ตัวคนเดียว มาคนเดียว ไม่มีอาวุธ หรือ อะไรมา แค่อยากจะ มา ถาม ว่า ทาง ครม. และ รัฐมนตรี เคยทำอะไร เพื่อประชาชนบ้าง และ

เรื่องเรียนฟรี 15 ปี นั้น อยากให้กลับ มาดูว่า ยังไม่มีอะไร เกิดขึ้นเลย ตามที่เคยพูดนักพูดหนาว่า จะทำให้ประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ แต่ก็ยังคง เดือดร้อนไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนรัฐบาล ก็เอาแต่ แถลงข่าว ปรับ ครม. แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อผลประโยชน์ เพื่อจุดยืน ของตัวเอง ทั้งนั้น

ส่วนเรื่องที่เดือดร้อน จริงๆ นั้น นางอุษณกร ได้กล่าวพร้อมทั้ง น้ำตา ว่า เป็นเรื่องลูกสาว ซึ่งกำลังเรียนอยู่ กำลังจะขึ้น ชั้นอนุบาล 3 เดิมเรียนอยู่ที่ โรงเรียน ภายใต้สังกัด ของ กทม. แต่ การเรียนที่นั่น ไม่มีคุณภาพ เปิดทีวีให้ลูกสาวดู แล้วบ่ายสอง ก็รับกลับบ้าน ตนจึงย้ายโรงเรียนไปสังกัด สาธิต แต่ค่าเทอม ก็แพงมาก ต้องกู้เงิน เพื่อหาเงิน มาส่งลูกเรียน แต่จะกู้ธนาคาร ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องมีหลักฐาน และ ต้องเป็น ข้าราชการซี 5 รับประกัน จึงจะกู้ได้

ตนหวังอย่างเดียวว่า อยากให้ลูกสาวของตน มีคุณภาพ อยากให้มีการศึกษา แต่โรงเรียนรัฐบาล ไม่มีคุณภาพ ที่ดีพอ โรงเรียนเอกชน ค่าเทอมก็แพง ทำให้ตน เหมือนโดนบีบ

“จริงๆ แล้ว ได้ไปร้องเรียนที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ มาแล้ว แต่ทางนั้น บอกว่าต้องรอดำเนินการ ถึง 60 วัน กว่าจะเห็นผล ตอนนี้ คำร้อง ของ ประชาชน ที่ร้องไป ก็ กลายเป็น ถุงกล้วยแขก ตั้งแต่รัฐบาล ทักษิณ สมัคร สมชาย ไม่ว่า กี่รัฐบาล ก็เป็นอย่างนี้ เราเป็นคนจน ไม่มีญาติที่ไหน สามีก็เสีย ถ้าไม่มีเงิน ก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีใคร เห็นเรา แต่ถ้ามีเงิน ญาติก็จะเยอะ” นางอุษณกร กล่าว


ด้าน นายปณิธาน ได้พูดคุย รับฟัง และ พยายามอธิบายให้ นางอุษณกร ได้เข้าใจถึง โครงการเรียนฟรี 15 ปี ที่จำเป็น ต้องใช้เวลา ในการดำเนินการ และ เรื่องของ นักการเมือง ที่ นางอุษณกร ที่ได้กล่าวไว้ และ ให้ นางอุษณกร ได้เขียน ชื่อ ที่อยู่ ไว้เพื่อเป็นหลักฐานแล้ว

ก่อนที่ นายปณิธาน จะกลับออกไปจาก ตึกนารีฯ ซึ่ง นางอุษณกร ได้ให้ สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว อีกระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับออกไป โดยมี ตำรวจเดินตาม ไปด้วย

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤษภาคม 2552 16:00 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ สาวใหญ่ใจเด็ด บุกทำเนียบ โวย “มาร์ค” ไม่สนใจ ปชช. เอาแต่สนใจ การเมือง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

กกต. มีมติไม่ให้ นายทะเบียน พรรคการเมือง รับจดแจ้ง การ จัดตั้ง พรรค พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย (พ.ป.ป.) หรือ P.A.D.


กกต. ไม่รับจด ตั้งพรรค “พ.ป.ป.” ชี้ข้อบังคับ ผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพียบ

เลขาฯ กกต. เผย นายทะเบียน พรรคการเมือง มีมติ ไม่รับจดแจ้งจัดตั้ง พรรคพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย หรือ ชื่อย่อ พ.ป.ป. ชี้ข้อบังคับหลายข้อ ผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง ทั้งชื่อ พรรคภาษาอังกฤษ ที่ซ้ำกับ พรรคประชาภิวัฒน์ ขณะ คนขอจดบางคนเป็น สมาชิก พรรคมหาชน


วันนี้ (21 พ.ค.) ที่ สำนักงาน คณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. แถลงว่า กกต. มีมติไม่ให้ นายทะเบียน พรรคการเมือง รับจดแจ้ง การจัดตั้ง พรรค พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย (พ.ป.ป.) หรือ P.A.D. ที่มี นางภานุมาศ พรมสูตร หัวหน้าพรรค ได้ยื่นขอ ต่อ กกต. ทั้งนี้

เนื่องจาก จากการตรวจสอบของ ฝ่ายวิจัย และ พัฒนา ระบบบริหาร ฐานข้อมูล พรรคการเมือง พบว่า นางรุ่งรัตน์ เป็นกระโทก สมาชิกพรรค ของผู้ร่วมขอจัดตั้ง พรรคฯ มีชื่อปรากฏเป็น สมาชิก พรรคมหาชน และ เมื่อพิจารณาชื่อพรรค ที่เป็นภาษาอังกฤษ และ ชื่อย่อภาษาอังกฤษ ก็คล้าย หรือ ซ้ำกับ พรรคประชาภิวัฒน์ ที่ถือว่า ขัดกับ

มาตรา 9 วรรคสอง พ.ร.บ.พรรคการเมือง 50 ที่ห้ามไม่ให้ชื่อ พรรคการเมือง ซ้ำ พ้อง หรือ มีลักษณะคล้ายคลึง กับ ชื่อ ชื่อย่อ หรือ ภาพเครื่องหมายของ ผู้จดแจ้ง การจัดตั้ง พรรคการเมือง อื่น หรือ ของ พรรคการเมือง ที่ได้จดแจ้งไว้ก่อน ตามมาตรา 12 หรือ ของ พรรคการเมือง ที่ถูกยุบ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นี้

นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบว่า ข้อบังคับ พรรคพันธมิตรฯ หลายข้อ ขัดต่อ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ประกอบด้วย

ข้อบังคับพรรค ที่ 28, 29 ที่กำหนดให้ การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั่วไป ในแต่ละครั้ง คณะกรรมการ บริหารพรรค แต่งตั้ง คณะกรรมการ อำนวยการทั่วไป เพื่อทำหน้าที่ คัดเลือก สมาชิกพรรค ที่เหมาะสม และ มีคุณสมบัติ ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน และ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ขัดมาตรา 28 วรรคสอง (4) พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่บัญญัติ ว่า การดำเนินการเลือกตั้ง คณะกรรมการ คัดเลือก ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ของพรรคการเมือง คณะกรรมการ นโยบายของ พรรคการเมือง และ คณะกรรมการ ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ในพรรคการเมือง ให้กระทำ โดยที่ประชุมใหญ่ของ พรรคการเมือง

ข้อบังคับพรรค ข้อ 52 ที่กำหนดว่า ในการประชุม สาขาพรรคนั้น มีผู้เข้าร่วมประชุม ไม่น้อยกว่า30 คนขึ้นไป ยัง

ขัดต่อ มาตรา 37 วรรคสอง พ.ร.บ. พรรคการเมือง ที่ระบุว่า องค์ประชุมของ ที่ประชุมใหญ่ สาขาพรรคการเมือง ต้องประกอบด้วย กรรมการสาขาพรรคการเมือง อย่างน้อย กึ่งหนึ่ง และ สมาชิก สาขาพรรคการเมือง ซึ่งต้องมีจำนวน ไม่น้อยกว่า 50 คน และ

ข้อบังคับพรรค ข้อ 68 ที่กำหนดว่า เมื่อมีการพิจารณา สิ้นสุดลง หัวหน้าพรรค มีอำนาจ สั่งการ อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

1.ให้ระงับเรื่องกล่าวหา
2.ยกข้อกล่าวหา
3.ตำหนิสมาชิกผู้ถูกกล่าวหา
4.ภาคทัณฑ์สมาชิกพรรคผู้กล่าวหา

ส่วนในกรณีที่ หัวหน้าพรรค เห็นว่าควรได้รับการลงโทษ โดยการลบชื่อสมาชิก ผู้ถูกกล่าวหา ออกจาก ทะเบียน ให้ หัวหน้าพรรค เสนอต่อ คณะกรรมการบริหารพรรค ถือเป็นอันสิ้นสุดลง

ขัดกับ มาตรา 20 (4) พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่กำหนดว่า สมาชิกภาพของ สมาชิกสิ้นสุดลง เมื่อพรรคการเมือง มีมติให้ออก ตามข้อบังคับพรรคการเมือง เพราะกระทำผิดวินัย หรือ จรรยาบรรณ อย่างร้ายแรง หรือ มีเหตุร้ายแรงอื่น กล่าวคือ การลงโทษสมาชิก ผู้ถูกกล่าวหานั้น พรรคการเมือง จึงมีมติให้ออก ตามข้อบังคับ พรรคการเมือง เพราะกระทำผิดวินัย หรือ จรรยาบรรณ อย่างร้ายแรง ซึ่งทำให้ การเป็นสมาชิกภาพ ของสมาชิก สิ้นสุดลง ดังนั้น พรรคพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย จึงไม่สามารถ ลบชื่อ สมาชิกผู้ถูกกล่าวหา ออกจาก ทะเบียน สมาชิกพรรคการเมือง ได้

“ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ ที่ประชุม กกต. เห็นว่า การยื่นขอจดจัดตั้งดังกล่าว มีรายการไม่เป็นไป ตาม มาตรา 13 วรรค หนึ่ง (2) จึงเห็นชอบให้ นายทะเบียน พรรคการเมือง สั่งไม่รับจดแจ้ง การจัดตั้ง พรรคพันธมิตรฯ และ แจ้งเป็นหนังสือ พร้อมทั้งเหตุผลต่อ นางภานุมาศ ผู้ยื่น ได้ทราบภายใน 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนด วันที่ 23 พ.ค.นี้ แต่ เนื่องจาก เป็นวันหยุดราชการ จึงจะแจ้ง ให้ทราบ ในวันที่ 25 พ.ค. ที่เป็นวัน เปิดทำการ แต่หาก นางภานุมาศ ไม่เห็นด้วยกับ คำสั่งดังกล่าว ก็สามารถ ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ภายใน 30 วัน นับแต่ วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง” นายสุทธิพล กล่าว


อนึ่ง พรรค พ.ป.ป. ดังกล่าว ไม่ใช่ พรรคการเมือง ของ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่มีบทบาท ในการขับไล ระบอบทักษิณ และ ต่อต้านคอร์รัปชัน ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาแต่อย่างใด โดยพันธมิตรฯ จะมีการประชุม เพื่อตัดสินใจ ตั้ง พรรคการเมือง หรือ ไม่ ในวันที่ 24-25 พ.ค.นี้

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤษภาคม 2552 17:41 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ กกต.ไม่รับจด ตั้งพรรค “พ.ป.ป.” ชี้ข้อบังคับ ผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพียบ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 20, 2009

ตร.จับ ม็อบเสื้อแดง ทุบรถนายกฯ คาสนามมวยลุมพินี เพิ่ม 1 คน


ตร.จับเพิ่ม ม็อบเสื้อแดง ทุบรถนายกฯ คาสนามมวย ลุมพินี
นายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี สวมเสื้อสีน้ำเงิน ผู้ต้องหา กลุ่มนปช. บุกรุก กระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับ ลำดับที่ 19

นายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี สวมเสื้อสีน้ำเงิน ผู้ต้องหา กลุ่มนปช. บุกรุก กระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับ ลำดับที่ 19


ตร.จับกุม นปช. ไล่ทุบรถนายกฯ เพิ่มอีก 1 ราย ขณะเข้าไปดูมวยที่ เวทีลุมพินี เบื้องต้น ผู้ต้องหา รับอยู่ในเหตุการณ์จริง แต่ไม่ได้ทุบรถนายกฯ ด้านพนักงานสอบสวน แจ้งข้อหา ชิงทรัพย์ บุกรุก กักขังหน่วงเหนี่ยว และ พกพาอาวุธปืน ก่อนส่งตัว ดำเนินคดี สน.สำราญราษฎร์


เมื่อวานนี้ (19 พ.ค.) เวลา 21.30 น. พ.ต.ท.ปิโยรส กัณหะศิริ สว.สส.สน.ลุมพีนี พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน นำ หมายจับ ศาลแขวงดุสิต เลขที่ 1274/2552 ลงวันที่ 9 พ.ค. 2552 เข้าจับกุมตัว นาย อรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี ผู้ต้องหา กลุ่มม็อบเสื้อแดง ที่ก่อเหตุ บุกรุกกระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกฯ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ที่บริเวณหน้า สนามมวยลุมพินี ถนนพระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.


จากนั้นจึงควบคุมตัว มาสอบสวนที่ สน.ลุมพินี เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้ง 4 ข้อหา คือ
ตำรวจแสดงภาพ ผู้ต้องหา ตามหมายจับ พร้อมรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท

ตำรวจแสดงภาพ ผู้ต้องหา ตามหมายจับ พร้อมรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท


1. ข้อหาชิงทรัพย์
2. ข้อหา ร่วมกันบุกรุก สถานที่ราชการ
3. ข้อหา หน่วงเหนี่ยวกักขัง และ
4. ข้อหาร่วมกันมีและพกพาอาวุธปืน ก่อนนำตัวส่ง สน.สำราญราษฎร์ ท้องที่เกิดเหตุ


พ.ต.ท.ปิโยรส เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุมี พลเมืองดีแจ้งว่าพบ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ขณะกำลังเข้าไปดู การแข่งขันชกมวย ที่สนามมวยลุมพินี จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ ฝ่ายสืบสวนฯ ก่อนเชิญตัว มาสอบที่ ห้องสืบสวน และ แจ้งข้อหา ก่อนส่ง สน.ท้องที่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

ด้าน พ.ต.อ. สมประสงค์ เย็นท้วม ผกก.สน.ลุมพินี กล่าวว่า พลเมืองดีได้แจ้งว่า พบบุคคลตามหมายจับ คดีทุบรถนายกฯ ที่กระทรวงมหาดไทย ภายใน สนามมวยลุมพินี ตำรวจฝ่ายสืบสวน จึงรอ กระทั่ง มวยเลิก แล้วจับกุม และ ทำการสอบสวน

เบื้องต้น นายอรุณ ให้การ ภาคเสธ โดยรับว่า เป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับ และ อยู่ในเหตุการณ์ วันดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ร่วม ทุบรถยนต์ นายกฯ

ส่วนกรณี ที่เข้าแย่งอาวุธปืน จาก เจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของ นายกรัฐมนตรี เนื่องจาก เกรงว่า รปภ. คนดังกล่าว จะยิงปืน สำหรับพลเมืองดี ที่แจ้งเบาะแส จะได้รับรางวัลนำจับ จำนวน 50,000 บาท

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2552 03:07 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร



อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่

ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร
ออกหมายจับ “สุภรณ์” แรมโบ้อีสาน – พวกทุบรถ “มาร์ค-นิพนธ์”
“วรพงษ์” ตั้ง 1 ล้าน ล่า! 20 เสื้อแดง รุมฆ่า นายกฯ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 19, 2009

ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย ว่าไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ


ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร
นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย รับสารภาพว่า เป็นบุคคลในภาพ ตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุ ไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ ไปร่วมชุมนุม เท่านั้น

นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย รับสารภาพว่า เป็นบุคคลในภาพ ตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุ ไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ ไปร่วมชุมนุม เท่านั้น


รวบแดงถ่อย! บุกรุกทำลาย ทรัพย์สินราชการ ในกระทรวงมหาดไทย ตำรวจชุดสืบสวนสะกดรอยตาม ขณะกำลังจะไปตลาดคลองเตย จากการรับแจ้งพบผู้ต้องสงสัยมีหมายจับ เจ้าตัวสารภาพเป็นคนในภาพตามหมายจับจริง รับอยู่ร่วมสร้างความฉิบหายในวันเกิดเหตุ แต่ยังปากแข็งไม่ได้ร่วมทุบรถ


วันนี้ (19 พ.ค.) พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผกก.สส.น.6 พร้อมเจ้าหน้าที่ ชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมตัว นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 224/126 ม.5 ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ผู้ต้องหา ลำดับที่ 10 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ออกหมายจับ กรณีร่วมกันบุกรุก และ ทำลายทรัพย์สิน ทางราชการ ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา ตามหมายจับ ที่ 1010/2552 ลงวันที่ 15 เม.ย.2552


พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน ได้รับแจ้งว่า พบบุคคล ต้องสงสัย เป็นบุคคลเดียว กับที่มี การออกหมายจับ บริเวณท้องสนามหลวง เจ้าหน้าที่ จึงเข้าตรวจสอบ และพบว่า ผู้ต้องสงสัย รายดังกล่าว กำลังจะเดินทางไป ตลาดคลองเตย จึงติดตาม จนสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณสะพานมอญ ถ.วังบูรพา แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กทม. เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหา ยอมรับว่า เป็นบุคคลในภาพจริง จึงควบคุมตัวมาส่ง พนักงานสอบสวน ที่ สน.สำราญราษฎร์ ดำเนินคดี ข้อหาร่วมกันบุกรุก และ ทำให้เสียทรัพย์ โดยหากมีการยื่นขอประกันตัว ก็มีการตั้งวงเงินไว้ 300,000 บาท

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวต่อว่า การจับกุม กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ก่อเหตุนั้น เป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากมีเพียง ภาพถ่าย ไม่มีชื่อนามสกุล หรือ แม้แต่ที่อยู่ เพราะฉะนั้น นอกเหนือจาก แนวทาง การสืบสวน แล้ว ต้องอาศัยความร่วมมือ จากประชาชน ช่วยแจ้งเบาะแสด้วย ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมกับ ทางผู้บัญชาการแล้วว่า อาจจะนำภาพถ่ายผู้ต้องหา ที่ถูกออกหมายจับ ไปทำเป็นโปสเตอร์ คล้ายๆกับ ปฏิทินโจร ของบช.น. แล้วนำไปติดไว้ตามสถานที่สำคัญๆ เพื่อให้ประชาชน ที่พบเห็น หรือรู้จักช่วยแจ้งเบาะแส

สภาพคนขับรถของ นายนิพนธ์ เลขาฯ นายก ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทุบทำร้าย

สภาพคนขับรถของ นายนิพนธ์ เลขาฯ นายก ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทุบทำร้าย


เบื้องต้น จากการสอบสวนผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า เป็นบุคคล ในภาพตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดงจริง แต่ไม่ได ้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ไป ร่วมชุมนุมเท่านั้น และ ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่รู้จักกับ คนอื่นๆ ที่ปรากฏเป็น ข่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.กล่าวว่า สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ออกหมายจับ กลุ่มผู้ชุมนุม ที่ก่อเหตุ พยายามฆ่านายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงมหาดไทย จำนวน 20 ราย แต่ในสำนวน การสอบสวน ที่ขอหมายจับ ต่อศาลนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีเพียงภาพถ่าย ยังไม่ทราบชื่อ และ ที่อยู่ของผู้ต้องหา จึงขอความร่วมมือ จากประชาชน หากทราบหน้า ของผู้ต้องหา ในภาพถ่าย ชื่อที่อยู่ และ แจ้งเบาะแส จนเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ ก็จะมีรางวัลนำจับ ให้ประชาชน ที่แจ้งเบาะแส ผู้ต้องหารายละ 50,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหา มีทั้งหมด 20 ราย เป็นเงินรางวัลนำจับรวม 1 ล้านบาท

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2552 18:33 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร



อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่
ออกหมายจับ “สุภรณ์” แรมโบ้อีสาน – พวกทุบรถ “มาร์ค-นิพนธ์”
“วรพงษ์” ตั้ง 1 ล้าน ล่า! 20 เสื้อแดง รุมฆ่า นายกฯ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 11, 2009

“ม.ล.ปนัดดา” ยัน ตนอยู่ในเหตุการณ์ ดังกล่าว ว่า ทั้ง นายกฯ และ รองนายกฯ อยู่ในรถคันที่ถูกทุบ จริง


“ม.ล.ปนัดดา” ยัน อยู่ในเหตุการณ์ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ถูกทุบรถจริง ปัดไม่มีจัดฉาก
ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล

ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล


โฆษก กระทรวงมหาดไทย การันตี อยู่ในเหตุการณ์ ม็อบถ่อยแดง บุกทำร้าย รถประจำตำแหน่ง นายกฯ ยัน “อภิสิทธิ์-สุเทพ” อยู่ในรถจริง

ชี้แค่ต้องการชี้แจง ข้อเท็จจริง ไม่ได้หวัง ชนฝ่ายใด ซัด กระทรวง ไม่ใช่สถานที่ จัดฉากสร้างละคร เล็งเพิ่มกำลัง รักษาความปลอดภัย

วันนี้ (11 พ.ค.) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษา ด้านความมั่นคง และ โฆษกฝ่าย ข้าราชการ กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง กรณีที่ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ออกมา ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ ในรถ คันที่ถูกทุบ ในวันเกิดเหตุวุ่นวาย ที่ กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ว่า


มีสื่อหลายฉบับ ถามว่า ทำไมเรื่องนี้ ทาง กระทรวงมหาดไทย ถึงเงียบ


จึงขอเรียนว่า เมื่อวันที่เกิดเหตุ ความไม่สงบ ตนอยู่ในเหตุการณ์ ดังกล่าว และ ยืนยันว่า ทั้ง นายกฯ และ รองนายกฯ ต้องเดินทางออกจาก กระทรวงมหาดไทย ด้วยรถ ที่ถูกทุบจริง ทั้งนี้ ในส่วนของ ค่าเสียหาย ที่เกิดกับ กระทรวง ก็กำลังประเมินกันอยู่ และ

ต่อไป การรักษาความปลอดภัย ต้องเข้มงวดมากขึ้น เพราะ กระทรวงมหาดไทย เป็นสถานที่ราชการ ที่ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์ เช่นนี้มาก่อน ซึ่งการที่ออกมา ยืนยันนั้น ไม่ได้ต้องการ ชนกับฝ่ายไหน เพียงแค่ต้องการ ชี้แจงข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า มองอย่างไร ที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดง หยิบยกเรื่องนี้มาใช้ เป็นประเด็น ในการชุมนุมใหญ่ ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ เคยเคลื่อนไหว โดยใช้ประเด็น ทหารทำร้ายประชาชน

ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ไม่มีความเห็น เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่กระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่สถานที่จัดฉาก หรือ ละคร อะไร

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤษภาคม 2552 17:11 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000052459


พิมพ์ ข่าวนี้ “ม.ล.ปนัดดา” ยัน อยู่ในเหตุการณ์ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ถูกทุบรถจริง ปัดไม่มีจัดฉาก


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 10, 2009

ภาพจริง ให้ปรากฏว่า กลุ่มคนเสื้อแดง ถูกใส่ร้ายจริงหรือ


Red Anti-government protesters in central Bangkok and demonstrators with firebombs and rocks, propelling Thailand deeper into political crisis.

Thai troops take position as they try to clear a main road blocked by supporters of ousted Thai prime minister Thaksin Shinawatra in Bangkok. Photograph by: Sukree Sukplang , Reuters

Supporters of former Prime Minister Thaksin Shinawatra stand on a bus in the early morning outside the Government House in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

A supporter of exiled ex-premier Thaksin Shinawatra holds a national flag as she runs past a burning bus during clashes with soldiers near the Government House in Bangkok on April 13, 2009. Photograph by: Pornchai Kittiwongsakul, AFP/Getty Images

A protester walks past a burning tire during a protest near Victory Monument in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

Soldiers take position outside a bus torched by supporters of ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra during a protest in Bangkok. Photograph by: Sukree Sukplang, Reuters

Armed troops look up as they clear a road blocked by supporters of ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra in Bangkok. Photograph by: Sukree Sukplang, Reuters

Supporters of former Prime Minister Thaksin Shinawatra prepare fire bombs during a protest near Victory Monument in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

A protester uses a sling shot during a protest near Victory Monument in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

A supporter of ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra brandishes a weapon during a protest in Bangkok. Photograph by: Vivek Prakash , Reuters

Thai army soldiers take position in front of Ananta Samakon palace to face supporters of exiled ex-premier Thaksin Shinawatra in Bangkok on April 13, 2009.
Photograph by: Nicolas Asfouri, AFP/Getty Images


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 4, 2009

ศาลปกครอง เรียก “พัชรวาท”- บก.มติชน แจง หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครอง


ศาลปกครองเรียก “พัชรวาท”- บก.มติชน แจง หลังอ้าง
ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ศาลปกครองสูงสุด เรียก ผบ.ตร. และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด ระบุ ทำให้ประชาชน เข้าใจผิด คิดว่า ศาลปกครอง คุ้มครอง ASTV ทั้งที่ มีความเหมือน ดีสเตชั่น เผย


กรมประชาฯ ถอนอุทธรณ์คดีที่ แพ้ ASTV โดย ศาลปกครองสูงสุด สั่งจำหน่ายคดี ออกจากสารบบแล้ว
ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด


วันที่ 4 พ.ค.รายงานข่าวจาก สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง แจ้งว่า สืบเนื่องจาก กรณีตามหนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 เมษายน 2552 หน้า 2 ลง บทความ “คำแถลง สนง.ตร. แจงเหตุ คดีเหลือง-แดง ต่างกัน” และ มีประเด็นข้อความ ในลักษณะ แนวคำตอบ ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และคณะ ฯลฯ” ซึ่งข้อความในบางตอนระบุว่า “ดีสเตชั่น ถูกจับดำเนินคดี ในข้อหาผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วน เอเอสทีวี มีข้อจำกัด ไม่สามารถจับกุมดำเนินคดีได้ เนื่องจาก ได้รับความคุ้มครอง ตามคำสั่ง ศาลปกครองสูงสุด ที่ 147-148/2549 ลง วันที่ 24 เมษายน 2549 ปัจจุบัน ยังได้รับ ความคุ้มครอง ตามคำสั่ง ดังกล่าวอยู่”
ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้างดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้างดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุด



โดยประเด็น ข้อความดังกล่าว บ่งบอกถึง เจตนาของผู้ให้ข้อความ ต้องการให้ ประชาชน หรือ ผู้อ่านเข้าใจผิด ว่า

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครอง เอเอสทีวี ผู้กระทำความผิดเฉกเช่นเดียวกับ ดีสเตชั่น จนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถจับกุมดำเนินคดี ในมาตรฐานเดียวกันกับ ดีสเตชั่น ซึ่งเป็นข้อความที่ สื่อความหมาย ผิดไปจาก ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โดยประเด็น ข้อความดังกล่าว ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อเผยแพร่ หรือ โฆษณา ต่อ สาธารณชน ถือไม่ได้ว่า เป็นการ วิจารณ์การพิจารณา หรือ การพิพากษาคดี ของ ศาลปกครองสูงสุด ด้วยวิธีการทางวิชาการ

อันเป็นการกระทำ ที่น่าจะเข้าข่าย ผู้กระทำความผิด ฐานละเมิด อำนาจศาล ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้ง ศาลปกครองฯ พ.ศ.2552 ประกอบมาตรา 32(2) แห่ง ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณา ความแพ่ง

ศาลปกครองสูงสุด จึงมีคำสั่ง ลงวันที่ 29 เมษายน 2552 ถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ นายสุวพงษ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการ ผู้พิมพ์โฆษณา หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน เรียกให้ เข้าไปให้ถ้อยคำต่อ ศาลในเรื่องนี้ โดยศาล นัดไต่สวน ใน วันที่ 13 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.30 น.ที่ศาลปกครองสูงสุด ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดี ที่ 12

ทั้งนี้ การที่ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเรียก ผู้เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำต่อศาล ในเรื่องดังกล่าวนั้น เนื่องจาก เห็นว่า ข้อความตอนหนึ่งที่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ คณะ ได้แถลงต่อ สาธารณชน ตามที่ปรากฏใน ข่าวของ หนังสือพิมพ์มติชน ดังกล่าวนั้น

ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่าเป็นการให้ข้อมูล ที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และผิดไปจากข้อเท็จจริง แห่งคดี ซึ่งอาจทำให้ ประชาชน เกิดความเข้าใจผิด ได้ว่า ศาลปกครอง ปฏิบัติ สองมาตรฐาน

จึงเห็นควรเรียกให้ บุคคลทั้งสองราย เข้ามาให้ถ้อยคำต่อศาล เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ในประเด็นที่เกิดขึ้น รวมทั้งเพื่อ จะได้ทำให้เกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับข้อเท็จจริง แห่งคดีต่อไป

นอกจากนี้ สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง ได้เผยแพร่ บทความ เรื่อง คดีเอเอสทีวี (ASTV) ที่เคยตีพิมพ์ใน

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2551 คอลัมน์นิติปกครอง โดย นายมหาชน เพื่อชี้แจง ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการพิจารณาคดีเอเอสทีวี ของ ศาลปกครอง

ซึ่งเป็นคดีที่ ฝ่ายเอเอสทีวี ได้ฟ้อง กรมประชาสัมพันธ์ ที่สั่งให้ กสท ระงับ การให้บริการดาวเทียมโกล็บแซต แก่ เอเอสทีวี เมื่อต้นปี 2549 ซึ่งศาลปกครองกลาง มี คำพิพากษา ให้ เอเอสทีวี ชนะคดี เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 โดยให้ กรมประชาสัมพันธ์ ชดใช้ค่าเสียหาย 120,000 บาท หลังจากนั้น ฝ่ายกรมประชาสัมพันธ์ ได้ยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลปกครองสูงสุด

สำนักงาน ประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ศาลปกครอง ชี้แจงข้อเท็จจริง อีกว่า คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1-3 ได้มีการอุทธรณ์ คำพิพากษาขอ งศาลปกครอง ชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) ต่อ ศาลปกครองสูงสุด และ ในเวลาต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสามรายดังกล่าว ได้ร้องขอถอนอุทธรณ์ คำพิพากษาฯ

ศาลปกครองสูงสุด จึงได้มีคำสั่งคดี หมายเลขแดง ที่ อ.515/2551 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 อนุญาตให้ ถอนอุทธรณ์คำพิพากษา และ ให้จำหน่ายคดี ออกจากสารบบความ


สำหรับคดีนี้ บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พวกรวม 9 คน เป็นผู้ฟ้องคดีต่อ
กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
นายดุษฎี สินเจิมศิริ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
นางภัทรียา สุมะโน รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3
บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 4
นายพิศาล จอโภชาอุดม รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และ
นายจิรชัย สีจร รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6

ในกรณีที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่มีคำสั่ง ระงับการให้บริการ เครือข่ายดาวเทียมโกลบแซต ในการเผยแพร่ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และ ระงับการให้ บริการ ระบบ อินเทอร์เน็ต ทั้งที่ บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม ไม่ได้กระทำการ ผิดสัญญาใดๆ จึงเป็นคำสั่ง ทางปกครอง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 37 ที่ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพ ในการสื่อสาร ถึงกัน และ พ.ร.บ. ว่าด้วย ธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2545 นอกจากนี้ ยังขัดต่อ รัฐธรรมนูญมาตรา 39 วรรค 3 ในเรื่องของ การจำกัด สิทธิเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็น ของ สื่อมวลชน

บทความเรื่อง “คดีเอเอสทีวี (ASTV)” ที่เคยตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2551 คอลัมน์ นิติปกครอง โดย นายมหาชน

คดีเอเอสทีวี (ASTV)

ความพยายามของรัฐบาล ที่ต้องการยุติ การออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) ยังคงมีอยู่ ตลอดมา โดยอ้างว่า สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ไม่ได้รับอนุญาต ให้จัดตั้งสถานี เพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ และเป็น สื่อที่ปลุกระดมมวลชน

ท่านที่ติดตามข่าวคงจำได้ว่า คดีนี้ศาลปกครองกลาง ได้เคยมีคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราว ให้ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว สามารถออกอากาศได้ ตามที่ ผู้ฟ้องคดีคือ บริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด และ พวกได้ร้องขอ และ ต่อมา ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืน ตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ในการคุ้มครอง การออกอากาศ ของ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ต่อไป จนกว่า คดีจะถึงที่สุด หรือ จนกว่าศาล จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

กระทั่งใน วันที่ 31 มกราคม 2551 ศาลปกครองกลาง จึงได้มีคำพิพากษา ตัดสินในคดี โดยตัดสินให้ กรมประชาสัมพันธ์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) เป็นฝ่ายแพ้คดี และ ต้อง ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน จำนวน 120,000 บาท

ขณะนี้ คดีดังกล่าว ยังอยู่ในชั้นอุทธรณ์ เพราะผู้ถูกฟ้องคดี ไม่เห็นด้วย จึงยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลปกครองสูงสุด

วันนี้ ผมจึงขอนำ เหตุผลของ ศาลปกครองทั้ง กรณี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และ คำพิพากษา มานำเสนอ เพื่อให้เกิด ความกระจ่าง ว่า เหตุใด สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว จึงยังสามารถออกอากาศได้ และ เหตุใด การกระทำของ กรมประชาสัมพันธ์ จึงผิดกฎหมาย และ ละเมิด ต่อ ผู้ฟ้องคดี

คดีนี้ ผมเห็นว่า สำคัญ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญ

เป็นที่ทราบกันว่า สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี นั้น ต่างจาก สถานีโทรทัศน์ ฟรีทีวี ทั่วไป เพราะ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ใช้บริการ โกลบแซ็ต ในการยิงสัญญาณ จากรถถ่ายทอดสด ขึ้นดาวเทียมไทยคม เพื่อส่งสัญญาณ มาที่ ห้องส่ง ถนนพระอาทิตย์ ซึ่ง สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ได้ทำสัญญาเช่า ใช้บริการโกลบแซ็ต กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

แต่ กรมประชาสัมพันธ์ เห็นว่า สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ จัดตั้งสถานี เพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ จึงมีคำสั่งให้ บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณ แก่ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ซึ่งเป็นต้นเหตุ ของการนำคดีขึ้นสู่ ศาลปกครอง และ ต่อมา ศาลปกครองกลาง และ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครอง ให้สถานีโทรทัศน์ดังกล่าว สามารถออกอากาศได้ ตามปกติ ในระหว่างที่ คดียังไม่ถึงที่สุด

โดยศาลให้เหตุผล ในการคุ้มครองชั่วคราว สรุปใจความ ได้ว่า หากกรมประชาสัมพันธ์ เห็นว่า การออกอากาศ ของ ผู้ฟ้องคดี ผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ กรมประชาสัมพันธ์ ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ ดำเนินคดีอาญา

กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมประชาสัมพันธ์ ในการที่จะสั่ง บริษัท กสท.ฯ ระงับ การส่งสัญญาณของ ผู้ฟ้องคดีได้

การกระทำของ กรมประชาสัมพันธ์ เป็นการกระทบเสรีภาพ ในการสื่อสาร และ การสื่อความคิดเห็น ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้รับรองไว้ การจะ จำกัด เสรีภาพดังกล่าวได้ ก็แต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือ ความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล อื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือ เพื่อป้องกัน หรือ ระงับความเสื่อมทราม ทางจิตใจ หรือ สุขภาพ ของประชาชน

โดยกรณีจะเป็นเช่นที่ว่า และมีผลให้ต้อง จำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวได้ ก็ต่อเมื่อ ได้มีคำพิพากษา ของศาลถึงที่สุด ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เพื่อการ ดังกล่าว โดยเฉพาะ เท่านั้น

ดังนั้น เมื่อยังมิได้มี คำวินิจฉัยชี้ขาด ของศาลเป็นที่สุด สิทธิเสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน ของราษฎร ที่ รัฐธรรมนูญ ให้การคุ้มครอง จึงควรมี หลักประกันว่า จะไม่ถูกละเมิด ได้โดยง่าย ศาล จึงมีคำสั่งคุ้มครอง การออกอากาศสถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว

สำหรับ คำพิพากษา ของศาลปกครองกลาง ซึ่งได้มีคำตัดสินไปแล้ว เมื่อต้นปี สรุปความได้ว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมประชาสัมพันธ์ ในการสั่ง บริษัท กสท.ฯ ระงับสัญญาณ ของผู้ฟ้องคดีได้

การกระทำดังกล่าว จึงเป็นการกระทำ โดยปราศจาก อำนาจ และเป็นการล่วงละเมิดสิทธิ ตามสัญญา ระหว่าง ผู้ฟ้องคดี กับ บริษัท กสท.ฯ อันก่อให้เกิด ความเสียหาย แก่ผู้ฟ้องคดี ในการไม่สามารถ ผลิต และ ส่งรายการ ตามกำหนด ตามที่ตกลงกับ บริษัทคู่สัญญาได้ ซึ่งจะต้องเสียค่าปรับ ในการผิดสัญญา ดังกล่าวด้วย

ประการสำคัญคือ การสั่งระงับสัญญาณนั้น ทำให้ผู้ฟ้องคดี ต้องเสียเสรีภาพ ในการสื่อสารถึงกัน โดยทางที่ ชอบด้วยกฎหมาย เสรีภาพ ในการแสดง ความคิดเห็น การรับรู้ ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชน ฯลฯ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติรับรองไว้ จึงควรมีหลักประกันว่า จะไม่ถูกละเมิด ได้โดยง่าย

ศาลปกครองกลาง จึงพิพากษา ให้เพิกถอนหนังสือของ กรมประชาสัมพันธ์ ที่ให้บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณ แก่ ผู้ฟ้องคดี และ ชดใช้ค่าเสียหาย แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามกฎหมาย

ผลจาก คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด และ คำพิพากษาของ ศาลปกครองกลาง จึงทำให้ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี สามารถออกอากาศ ได้ดังทุกวันนี้

คดีนี้บทสรุปจะเป็นอย่างไร คงต้องรอคำชี้ขาดสุดท้ายจาก ศาลปกครองสูงสุด (คดีหมายเลขแดงที่ 131/2551)

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 4 พฤษภาคม 2552 17:58 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000049960


พิมพ์ ข่าวนี้ “ศาลปกครอง เรียก “พัชรวาท” – บก.มติชน แจง อ้างคำสั่งคุ้มครอง ขวางเอาผิด ASTV


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 3, 2009

รัฐบาลเปิด 2 เว็บไซต์ เพื่อชี้แจงการทำงาน


รัฐบาลเปิด เว็บไซต์ www.factreport.go.th เพื่อชี้แจงการทำงาน ของเจ้าหน้าที่ ในช่วงการแก้ปัญหาการชุม ในช่วงสงกรานต์
พร้อมกันนี้ ยังเปิด www.chuaichart.com เว็บไซต์ช่วยชาติ ดอทคอม รายงาน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ


เกี่ยวกับ เว็บประมวลเหตุการณ์
Anti-government protesters and supporters of exiled Prime Minister Thaksin Shinawatra display a gun to symbolize they will defend themselves during a rally outside the government house after the announcement of a state of emergency in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Armored vehicles are moving in the streets of Thailand's capital following the announcement of a state of emergency aimed at stemming the tide of anti-government protest across the country. Army spokesman Col. Sansern Kaewkamnerd says the military's presence Sunday in Bangkok is not a sign of an imminent coup but a measure to restore order.(AP Photo/Vincent Yu)

Anti-government protesters and supporters of exiled Prime Minister Thaksin Shinawatra display a gun to symbolize they will defend themselves during a rally outside the government house after the announcement of a state of emergency in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Armored vehicles are moving in the streets of Thailand's capital following the announcement of a state of emergency aimed at stemming the tide of anti-government protest across the country. Army spokesman Col. Sansern Kaewkamnerd says the military's presence Sunday in Bangkok is not a sign of an imminent coup but a measure to restore order.(AP Photo/Vincent Yu)


A crowd attacked the motorcade of Prime Minister Abhisit Vejjajiva 12 April outside a ministry building in Bangkok.

A crowd attacked the motorcade of Prime Minister Abhisit Vejjajiva 12 April outside a ministry building in Bangkok.


driver of Niphon Promphan, secretary of Prime Minister Abhisit Vejjajiva, is seen in a car after being attacked by anti-government protesters and supporters of ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra at Interior Ministry in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Thailand's embattled government, humiliated by demonstrators who shut down a 16-nation Asian summit, declared a state of emergency in the capital Sunday and ordered armored vehicles into the streets to stem a tide of protest across the country. Niphon and his driver were seriously injured in the attack and are in the hospital. (AP Photo)

driver of Niphon Promphan, secretary of Prime Minister Abhisit Vejjajiva, is seen in a car after being attacked by anti-government protesters and supporters of ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra at Interior Ministry in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Thailand's embattled government, humiliated by demonstrators who shut down a 16-nation Asian summit, declared a state of emergency in the capital Sunday and ordered armored vehicles into the streets to stem a tide of protest across the country. Niphon and his driver were seriously injured in the attack and are in the hospital. (AP Photo)


Red-shirted anti-government protesters and supporters of ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra pull Niphon Promphan, secretary of Prime Minister Abhisit Vejjajiva, center, out of his car after attacking him at Interior Ministry in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Thailand's embattled government, humiliated by demonstrators who shut down a 16-nation Asian summit, declared a state of emergency in the capital Sunday and ordered armored vehicles into the streets to stem a tide of protest across the country. Niphon and his driver were seriously injured in the attack and are in hospital.(AP Photo)

Red-shirted anti-government protesters and supporters of ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra pull Niphon Promphan, secretary of Prime Minister Abhisit Vejjajiva, center, out of his car after attacking him at Interior Ministry in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Thailand's embattled government, humiliated by demonstrators who shut down a 16-nation Asian summit, declared a state of emergency in the capital Sunday and ordered armored vehicles into the streets to stem a tide of protest across the country. Niphon and his driver were seriously injured in the attack and are in hospital.(AP Photo)


PATTAYA, THAILAND - APRIL 11: The motorcade of anti-government protesters gather near the venue of the ASEAN Summit and Related Summits on April 11, 2009 in Pattaya, Chonburi, Thailand. The protesters successfully cancelled the three day regional summit of Asian leaders, highlighting their campaign against the Thai government, and Thailand's Prime Minister Abhisit Vejjajiva. Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva declared a state of emergency in Pattaya, a beach resort about 150 kms (90 miles) south of the capital Bangkok. The Pro-Thaksin Shinawatra ( former prime minister) supporters are calling for new elections and for the current government to step down.(Photo by Athit Perawongmetha/Getty Images)

PATTAYA, THAILAND - APRIL 11: The motorcade of anti-government protesters gather near the venue of the ASEAN Summit and Related Summits on April 11, 2009 in Pattaya, Chonburi, Thailand. The protesters successfully cancelled the three day regional summit of Asian leaders, highlighting their campaign against the Thai government, and Thailand's Prime Minister Abhisit Vejjajiva. Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva declared a state of emergency in Pattaya, a beach resort about 150 kms (90 miles) south of the capital Bangkok. The Pro-Thaksin Shinawatra ( former prime minister) supporters are calling for new elections and for the current government to step down.(Photo by Athit Perawongmetha/Getty Images)


สืบเนื่องจาก เหตุการณ์ความไม่สงบ จากการชุมนุม ทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในเขต กรุงเทพฯ ปริมณฑล และ ต่างจังหวัด
จนเป็นเหตุให้ เจ้าหน้าที่รัฐ และ ประชาชนได้รับบาดเจ็บ รวมถึงทรัพย์สิน ได้รับความเสียหาย

ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และ สร้างให้เกิดความเข้าใจ ต่อกรณีที่เกิดขึ้น

คณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการรวบรวม และ ประมวลเหตุการณ์ความไม่สงบ จากการชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 และ เหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องขึ้น (คบช.)

โดยมีเป้าหมาย เพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณา ดำเนินการ อันเป็นแนวทาง ให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ผู้ได้รับความเสียหาย ต่อไป

ทางคณะกรรมการเห็นสมควรว่า เพื่อสร้างความเข้าใจอันดี ในสังคมไทย จึงจัดสร้างเว็บไซต์ http://www.factreport.go.th เพื่อนำข้อมูลข่าวสาร ที่ได้รับจาก ทุกภาคส่วน รวมถึง ผลการประชุม จาก คณะอนุกรรมการ คปช.ทั้ง 5 ด้าน ที่ได้รับการแต่งตั้ง จากคณะกรรมการ มาเผยแพร่

เว็บไซต์ www.factreport.go.th คือเว็บไซต์ ที่นำเสนอ ประมวลเหตุการณ์ความไม่สงบ จากการชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 จัดทำโดย
คณะกรรมการรวบรวม และ ประมวลเหตุการณ์ ความไม่สงบ จากการชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง (คบช.)
ลิขสิทธิ์ของบทความ ภาพ และวิดีโอ เป็นของแหล่งข่าว.


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 27, 2009

“ศิริราช” ไม่ฟันธง ผล ชันสูตร “พลฯ อภินพ” ฐานกะโหลกร้าว โดยถูกซ้อม หรือ หกล้ม


ผลชันสูตร “พลฯ อภินพ” ฐานกะโหลกร้าว
“ศิริราช” ไม่ฟันธง ถูกซ้อม หรือ หกล้ม

ที่โรงพยาบาลศิริราช ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมด้วย รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการชันสูตรพลิกศพและชันสูตรบาดแผล ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบศพฯ แถลงผลการตรวจชันสูตรศพพลทหาร อภินพ เครือสุข

ที่โรงพยาบาลศิริราช ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมด้วย รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการชันสูตรพลิกศพและชันสูตรบาดแผล ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบศพฯ แถลงผลการตรวจชันสูตรศพพลทหาร อภินพ เครือสุข


หมอ ศิริราช ไม่ฟันธง “พลทหาร อภินพ” หกล้ม หรือ ถูกซ้อม
บอกเพียงว่า ศีรษะ กระแทกของแข็ง อย่างแรง ฐานกะโหลก แตกร้าว


ระบุ ตายเพราะ เลือดออก เหนือเยื่อหุ้มสมอง
ด้าน ส.ส. เพื่อไทย ยังปักใจเชื่อว่า มีคนทำให้ตาย


วันนี้ (27 เม.ย) เวลา 13.30 น.ที่โรงพยาบาล ศิริราช ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ร่วมด้วย รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชา นิติเวชศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การชันสูตรพลิกศพ และชันสูตรบาดแผล ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบศพฯ

แถลงผลการตรวจชันสูตรศพ พลทหาร อภินพ เครือสุข อายุ 22 ปี ทหารรับใช้ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งเสียชีวิต ภายในบ้านพัก แม่ทัพภาคที่ 1 ตั้งอยู่ใน กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) เมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา

โดย นพ.วิสูตร กล่าวว่า ทาง รพ.ศิริราช ได้เริ่มทำการตรวจศพที่ ห้องตรวจศพ เมื่อเวลา 10.30 น. ทีตึกอดุลยเดชวิกรม ชั้นหนึ่ง คณะแพทย์ได้ทำการตรวจ อวัยวะภายนอก และ ภายใน ทำการเอกซเรย์อวัยวะ ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น กะโหลกศีรษะ คอ หน้าอก เชิงกราน แขน และ ขา ซึ่งมีการถ่ายภาพ เก็บเป็น หลักฐาน ไว้ทุกขั้นตอน

สำหรับผล การตรวจศพ ในเบื้องต้น พบว่า มีอาการช้ำ บริเวณ ต้นคอด้านหลัง ค่อนมาทางซ้าย ฐานกะโหลกศีรษะ ด้านซ้าย ส่วนหลัง มีรอยแตกร้าว ตำแหน่ง ที่ใกล้กับ ช่องไขสันหลัง มีรอยแตก ยุบเล็กน้อย เป็นแผลยาวต่อเนื่อง เป็นแผลที่ 2 และ 3 มีเลือดออก เหนือเยื่อหุ้ม ไขสันหลัง บริเวณคอ ส่งผลให้ เนื้อสมองกลีบซ้าย ส่วนหลัง มีรอยกดยุบจาก เลือดที่ออกเหนือ เยื่อหุ้มสมอง ชั้นหนา ที่คงค้างอยู่

“สรุปสาเหตุ การเสียชีวิต ไม่ได้เกิดจาก คอหัก แต่เกิดจาก กะโหลกศีรษะ ส่วนหลังแตก มีเลือดออก เหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นหนา ที่กดเนื้อสมอง ซึ่งไม่ได้ทำให้ เสียชีวิต ในทันที อย่างไรก็ตาม การตายเร็ว หรือ ช้า ขึ้นอยู่กับ การไหลซึม ของเลือด แต่จากรอยแผล ที่ต่อเนื่องนั้น เชื่อว่า เป็นการกระแทก อย่างรุนแรง หนึ่งครั้ง แต่ แพทย์เจาะจงไม่ได้ว่า เกิดจากการซ้อม หรือ ลื่นหกล้มเอง บอกได้เพียงว่า เกิดจาก การกระแทก กับ ของแข็ง หรือ ถูกของแข็ง มากระแทก”

นพ.วิสูตร กล่าวต่อว่า คณะแพทย์ ได้ตรวจสอบ อวัยวะภายในแล้ว พบว่า ไม่มีส่วนใดผิดปกติ หรือ ฉีกขาด แต่บาดแผลภายนอก ที่พบเห็น ก็คือ มีรอยช้ำ บริเวณแขนขา เป็นจุดเล็กๆ ซึ่งแพทย์ได้ ตัดเนื้อเยื่อ บริเวณดังกล่าว ไปสุ่มตรวจ โดยการย้อมพิเศษ ซึ่งต้องรอผล อย่างน้อย 7 วัน และ จะรวบรวม ข้อมูล พร้อมแนบ สาเหตุการเสียชีวิต ให้กับ เจ้าพนักงานเจ้าของคดี ทั้งนี้ เนื่องจาก แพทย์ไม่สามารถ ระบุ พฤติการณ์แห่งเหตุได้ แต่เชื่อว่า เมื่อ พนักงานสอบสวน
ได้รับข้อมูลแล้ว จะสามารถ สรุปสำนวนได้

ด้าน นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ซึ่งเข้าร่วม สังเกตการณ์ ในการแถลงข่าว ในครั้งนี้ด้วย ให้สัมภาษณ์ว่า แม่ ของ พลทหาร อภินพ เชื่อใจ รพ.ศิริราช จึงขอย้าย ให้มา ชันสูตรศพ ที่นี่ และ จากที่ตน ได้ฟัง ผลการชันสูตรศพ

ตนเชื่อว่า บาดแผล ที่เกิดนั้นใหญ่ มีความเป็นไปได้สูงที่ พลทหาร อภินพ จะถูกของแข็ง กระแทกที่ศีรษะ หรือ ถูกซ้อม สูงกว่า การลื่นล้ม เอง อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะ ส.ส. ได้หมดหน้าที่แล้ว ต่อจากนี้ ต้องเป็น หน้าที่ ของ เจ้าพนักงานสอบสวน


astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2552 20:37 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047125


พิมพ์ ข่าวนี้ ผลชันสูตร “พลฯ อภินพ” ฐานกะโหลกร้าว
“ศิริราช” ไม่ฟันธง ถูกซ้อม หรือ หกล้ม



ยธ.สั่ง ดีเอสไอ แจงข้อเท็จจริง จุ้นศพ พลทหาร มทภ.1

รองปลัดยุติธรรม สั่ง “ดีเอสไอ” ทำบันทึก รายงานข้อเท็จจริง โดยด่วน
กรณี ส่งหนังสือ ขอความอนุเคราะห์ ผ่าศพ พลทหาร บ้านแม่ทัพภาคที่ 1
ไปยัง โรงพยาบาลศิริราช


วันนี้ (27 เม.ย.) ที่ กระทรวงยุติธรรม นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัด กระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแล กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึง กรณีที่ คณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราช แถลงผล ผ่าชันสูตรพลิกศพ พลทหาร อภินพ เครือสุข ทหารรับใช้ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่เสียชีวิต ภายในบ้านพัก ของ แม่ทัพภาคที่ 1 ตั้งอยู่ใน กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.)

โดยออกมาระบุว่า การผ่าชันสูตรครั้งนี้ เป็นไป ตามหนังสือ ขอความอนุเคราะห์ที่ ดีเอสไอ ส่งมา ตามหมายเลขหนังสือ ที่ ยธ.0800/พิเศษ
ว่า ตนได้รับเอกสารดังกล่าว จาก โรงพยาบาลศิริราชแล้ว ซึ่งในหนังสือระบุ

คำขอความอนุเคราะห์ ว่า นางศิริมล มาเพชร มารดา ของผู้ตาย ประสงค์ จะขอนำศพ ไปทำการ ชันสูตรพลิกศพ ที่ โรงพยาบาลศิริราช จึงขอ ส่งศพ มาตามความประสงค์ ของมารดาผู้ตาย

ทั้งนี้ ดีเอสไอได้ชี้แจงเบื้องต้น ว่า หนังสือดังกล่าว เป็นเพียง การประสานงาน กับ โรงพยาบาลศิริราช เท่านั้น เนื่องจาก นางศิริมาได้ร้องขอต่อ ดีเอสไอ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ดีเอสไอ ยังไม่ใช่ พนักงานสอบสวน ไม่มีอำนาจ เข้าไป สืบสวนคดีนี้ โดยตรง ทำได้ เพียงการสืบสวนข้อเท็จจริง เบื้องต้น เท่านั้น ตน จึงได้ สั่งการให้ ดีเอสไอ ทำบันทึกรายงาน อย่างละเอียด ส่งให้ตนพิจารณา โดยด่วนแล้ว


astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2552 16:36 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047154


พิมพ์ ข่าวนี้ ยธ.สั่ง ดีเอสไอ แจงข้อเท็จจริง จุ้นศพ พลทหาร มทภ.1


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

เสธ.แดง ยัน ไม่มี เสื้อแดง ตาย ในช่วงสลายชุมนุม


เสธ.แดง ยันเสื้อแดง ไม่มีใครตาย ในช่วงสลายชุมนุม
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล


พล.ต.ขัตติยะ พูดจารื่นหู ยืนยัน ไม่มีใครเสียชีวิตจาก เหตุสลายชุมนุม ไม่เชื่อ พลทหารเสียชีวิต เพราะถูก ผู้บังคับบัญชาทำร้าย จากเหตุส่ง sms ถึงแม่ พร้อมตำหนิ “อนุพงษ์” ใช้ 2 มาตรฐาน สลายการชุมนุม ระหว่าง พันธมิตรฯ และ โจรหางแดง


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ให้สัมภาษณ์


วันนี้ (27 เม.ย.) พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพบก กล่าวว่า ไม่เชื่อว่า พลทหาร อภินพ เครือสุข จะถูกสั่งทำโทษ จนเสียชีวิต ที่บ้านพัก แม่ทัพภาคที่ 1 เพราะส่ง SMS ไปบอกมารดา ว่า นายกรัฐมนตรี อยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว

เพราะจาก ประสบการณ์ ในการรับราชการทหาร ไม่เคยเห็น ผู้บังคับบัญชา ทำลูกน้องรุนแรง ถึงขั้น สั่งใช้กระบอกปืนฟาด จนเสียชีวิต ส่วนใหญ่ มักลงโทษ แค่สถานเบา เช่น การสั่งวิดพื้น หรือ วิ่งรอบสนาม 50 รอบ

แต่มูลเหตุการเสียชีวิต จะเกิดจากสาเหตุใด ตนไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าว ที่กลายเป็น ประเด็นทางการเมือง มองว่า เพราะที่ผ่านมา ไม่เคยมี นายทหารระดับแม่ทัพคนใด ที่นำ นักการเมือง เข้ามาอยู่ในค่ายทหาร จึงขอฝากถึง ทหารรุ่นน้อง ทุกนายว่า ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ การเมือง

พล.ต.ขัตติยะ ยังกล่าวตำหนิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ใช้ 2 มาตรฐาน ในการดูแล กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง โดยสมัย รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการ ประกาศใช้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน พล.อ. อนุพงษ์ ได้ส่ง ส.ห.ไปดูแลความปลอดภัย ให้ กลุ่มผู้ชุมนุม พันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ในรัฐบาล ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.อนุพงษ์ กลับสั่งทหาร ให้ออกไป ปราบปราม ผู้ชุมนุมเสื้อแดง

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จากการตรวจสอบของตน ไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดง เสียชีวิตจาก การสลายการชุมนุม อย่างแน่นอน


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ให้สัมภาษณ์
จาก manager multimedia

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2552 17:02 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047108


พิมพ์ ข่าวนี้ เสธ.แดง ยัน เสื้อแดงไม่มีใครตาย ในช่วงสลายชุมนุม


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Next Page »

Create a free website or blog at WordPress.com.