Accom Thailand

May 20, 2009

ตร.จับ ม็อบเสื้อแดง ทุบรถนายกฯ คาสนามมวยลุมพินี เพิ่ม 1 คน


ตร.จับเพิ่ม ม็อบเสื้อแดง ทุบรถนายกฯ คาสนามมวย ลุมพินี
นายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี สวมเสื้อสีน้ำเงิน ผู้ต้องหา กลุ่มนปช. บุกรุก กระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับ ลำดับที่ 19

นายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี สวมเสื้อสีน้ำเงิน ผู้ต้องหา กลุ่มนปช. บุกรุก กระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับ ลำดับที่ 19


ตร.จับกุม นปช. ไล่ทุบรถนายกฯ เพิ่มอีก 1 ราย ขณะเข้าไปดูมวยที่ เวทีลุมพินี เบื้องต้น ผู้ต้องหา รับอยู่ในเหตุการณ์จริง แต่ไม่ได้ทุบรถนายกฯ ด้านพนักงานสอบสวน แจ้งข้อหา ชิงทรัพย์ บุกรุก กักขังหน่วงเหนี่ยว และ พกพาอาวุธปืน ก่อนส่งตัว ดำเนินคดี สน.สำราญราษฎร์


เมื่อวานนี้ (19 พ.ค.) เวลา 21.30 น. พ.ต.ท.ปิโยรส กัณหะศิริ สว.สส.สน.ลุมพีนี พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน นำ หมายจับ ศาลแขวงดุสิต เลขที่ 1274/2552 ลงวันที่ 9 พ.ค. 2552 เข้าจับกุมตัว นาย อรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี ผู้ต้องหา กลุ่มม็อบเสื้อแดง ที่ก่อเหตุ บุกรุกกระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกฯ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ที่บริเวณหน้า สนามมวยลุมพินี ถนนพระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.


จากนั้นจึงควบคุมตัว มาสอบสวนที่ สน.ลุมพินี เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้ง 4 ข้อหา คือ
ตำรวจแสดงภาพ ผู้ต้องหา ตามหมายจับ พร้อมรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท

ตำรวจแสดงภาพ ผู้ต้องหา ตามหมายจับ พร้อมรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท


1. ข้อหาชิงทรัพย์
2. ข้อหา ร่วมกันบุกรุก สถานที่ราชการ
3. ข้อหา หน่วงเหนี่ยวกักขัง และ
4. ข้อหาร่วมกันมีและพกพาอาวุธปืน ก่อนนำตัวส่ง สน.สำราญราษฎร์ ท้องที่เกิดเหตุ


พ.ต.ท.ปิโยรส เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุมี พลเมืองดีแจ้งว่าพบ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ขณะกำลังเข้าไปดู การแข่งขันชกมวย ที่สนามมวยลุมพินี จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ ฝ่ายสืบสวนฯ ก่อนเชิญตัว มาสอบที่ ห้องสืบสวน และ แจ้งข้อหา ก่อนส่ง สน.ท้องที่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

ด้าน พ.ต.อ. สมประสงค์ เย็นท้วม ผกก.สน.ลุมพินี กล่าวว่า พลเมืองดีได้แจ้งว่า พบบุคคลตามหมายจับ คดีทุบรถนายกฯ ที่กระทรวงมหาดไทย ภายใน สนามมวยลุมพินี ตำรวจฝ่ายสืบสวน จึงรอ กระทั่ง มวยเลิก แล้วจับกุม และ ทำการสอบสวน

เบื้องต้น นายอรุณ ให้การ ภาคเสธ โดยรับว่า เป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับ และ อยู่ในเหตุการณ์ วันดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ร่วม ทุบรถยนต์ นายกฯ

ส่วนกรณี ที่เข้าแย่งอาวุธปืน จาก เจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของ นายกรัฐมนตรี เนื่องจาก เกรงว่า รปภ. คนดังกล่าว จะยิงปืน สำหรับพลเมืองดี ที่แจ้งเบาะแส จะได้รับรางวัลนำจับ จำนวน 50,000 บาท

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2552 03:07 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร



อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่

ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร
ออกหมายจับ “สุภรณ์” แรมโบ้อีสาน – พวกทุบรถ “มาร์ค-นิพนธ์”
“วรพงษ์” ตั้ง 1 ล้าน ล่า! 20 เสื้อแดง รุมฆ่า นายกฯ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

May 19, 2009

ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย ว่าไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ


ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร
นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย รับสารภาพว่า เป็นบุคคลในภาพ ตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุ ไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ ไปร่วมชุมนุม เท่านั้น

นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย รับสารภาพว่า เป็นบุคคลในภาพ ตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุ ไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ ไปร่วมชุมนุม เท่านั้น


รวบแดงถ่อย! บุกรุกทำลาย ทรัพย์สินราชการ ในกระทรวงมหาดไทย ตำรวจชุดสืบสวนสะกดรอยตาม ขณะกำลังจะไปตลาดคลองเตย จากการรับแจ้งพบผู้ต้องสงสัยมีหมายจับ เจ้าตัวสารภาพเป็นคนในภาพตามหมายจับจริง รับอยู่ร่วมสร้างความฉิบหายในวันเกิดเหตุ แต่ยังปากแข็งไม่ได้ร่วมทุบรถ


วันนี้ (19 พ.ค.) พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผกก.สส.น.6 พร้อมเจ้าหน้าที่ ชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมตัว นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 224/126 ม.5 ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ผู้ต้องหา ลำดับที่ 10 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ออกหมายจับ กรณีร่วมกันบุกรุก และ ทำลายทรัพย์สิน ทางราชการ ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา ตามหมายจับ ที่ 1010/2552 ลงวันที่ 15 เม.ย.2552


พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน ได้รับแจ้งว่า พบบุคคล ต้องสงสัย เป็นบุคคลเดียว กับที่มี การออกหมายจับ บริเวณท้องสนามหลวง เจ้าหน้าที่ จึงเข้าตรวจสอบ และพบว่า ผู้ต้องสงสัย รายดังกล่าว กำลังจะเดินทางไป ตลาดคลองเตย จึงติดตาม จนสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณสะพานมอญ ถ.วังบูรพา แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กทม. เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหา ยอมรับว่า เป็นบุคคลในภาพจริง จึงควบคุมตัวมาส่ง พนักงานสอบสวน ที่ สน.สำราญราษฎร์ ดำเนินคดี ข้อหาร่วมกันบุกรุก และ ทำให้เสียทรัพย์ โดยหากมีการยื่นขอประกันตัว ก็มีการตั้งวงเงินไว้ 300,000 บาท

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวต่อว่า การจับกุม กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ก่อเหตุนั้น เป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากมีเพียง ภาพถ่าย ไม่มีชื่อนามสกุล หรือ แม้แต่ที่อยู่ เพราะฉะนั้น นอกเหนือจาก แนวทาง การสืบสวน แล้ว ต้องอาศัยความร่วมมือ จากประชาชน ช่วยแจ้งเบาะแสด้วย ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมกับ ทางผู้บัญชาการแล้วว่า อาจจะนำภาพถ่ายผู้ต้องหา ที่ถูกออกหมายจับ ไปทำเป็นโปสเตอร์ คล้ายๆกับ ปฏิทินโจร ของบช.น. แล้วนำไปติดไว้ตามสถานที่สำคัญๆ เพื่อให้ประชาชน ที่พบเห็น หรือรู้จักช่วยแจ้งเบาะแส

สภาพคนขับรถของ นายนิพนธ์ เลขาฯ นายก ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทุบทำร้าย

สภาพคนขับรถของ นายนิพนธ์ เลขาฯ นายก ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทุบทำร้าย


เบื้องต้น จากการสอบสวนผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า เป็นบุคคล ในภาพตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดงจริง แต่ไม่ได ้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ไป ร่วมชุมนุมเท่านั้น และ ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่รู้จักกับ คนอื่นๆ ที่ปรากฏเป็น ข่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.กล่าวว่า สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ออกหมายจับ กลุ่มผู้ชุมนุม ที่ก่อเหตุ พยายามฆ่านายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงมหาดไทย จำนวน 20 ราย แต่ในสำนวน การสอบสวน ที่ขอหมายจับ ต่อศาลนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีเพียงภาพถ่าย ยังไม่ทราบชื่อ และ ที่อยู่ของผู้ต้องหา จึงขอความร่วมมือ จากประชาชน หากทราบหน้า ของผู้ต้องหา ในภาพถ่าย ชื่อที่อยู่ และ แจ้งเบาะแส จนเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ ก็จะมีรางวัลนำจับ ให้ประชาชน ที่แจ้งเบาะแส ผู้ต้องหารายละ 50,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหา มีทั้งหมด 20 ราย เป็นเงินรางวัลนำจับรวม 1 ล้านบาท

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2552 18:33 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร



อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่
ออกหมายจับ “สุภรณ์” แรมโบ้อีสาน – พวกทุบรถ “มาร์ค-นิพนธ์”
“วรพงษ์” ตั้ง 1 ล้าน ล่า! 20 เสื้อแดง รุมฆ่า นายกฯ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

4 นปช. รอดคุก! ปิดแยกดินแดง ป่วนเผาเมือง


“แก๊งทาสแม้ว” รอดคุก! ปิดแยกดินแดง ป่วนเผาเมือง

ฝีมือเสื้อแดง เผารถปรับอากาศ ก่อเหตุ ช่วงสงกรานต์

ฝีมือเสื้อแดง เผารถปรับอากาศ ก่อเหตุ ช่วงสงกรานต์


ศาลแขวงพระนครเหนือ พิพากษาคุก 6 เดือน ปรับ หมื่นบาท สี่ถ่อยแดง ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชุมนุมปิดถนน สามเหลี่ยมดินแดง ช่วงสงกรานต์ รับสารภาพ ศาลลดโทษ กึ่งหนึ่ง เหลือคุก คนละ 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท ไม่เคยต้องโทษอาญา มาก่อน ให้โอกาสกลับตัว เป็นคนดี สั่งรอ ลงอาญา คนละ 1 ปี


วันนี้ (19 พ.ค.) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณา 27 ศาลแขวง พระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษา คดีที่ ว.5333/2552 พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีศาลแขวง พระนครเหนือ นำตัว นายไพโรจน์ งามวิเศษ, นายทองสุข ดีสุย, นายโกสน ธีรธรรมพร และ นายจัน ควรมูล ผู้ร่วมชุมนุม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย แห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาที่ 1-4 ในความผิด ฐานกระทำการฝ่าฝืน พระราชกำหนด บริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9 ที่ห้าม มิให้มีการชุมนุม หรือมั่วสุม กัน ณ ที่ใดๆ หรือ กระทำการใด อันเป็นการยุยง ให้เกิด ความไม่สงบเรียบร้อย และ ความผิดมั่วสุมกัน ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวาย เมื่อเจ้าหน้าที่ สั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 215 และ 216

คดีนี้ พนักงานอัยการฟ้องต่อ ศาลด้วยวาจา สรุปว่า เมื่อวันที่ 12 เม.ย.52 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิ นร้ายแรง ในเขต กทม. และ ปริมณฑล โดยใช้อำนาจ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 ห้ามมิให้มั่วสุมกัน ตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป ร่วมชุมนุม และ ใช้กำลัง ประทุษร้าย

สภาพรถเมล์ ที่กลุ่มเสื้อแดงทำ เย้ยกฎหมาย ช่วงประกาศ พรก.ฉุกเฉิน

สภาพรถเมล์ ที่กลุ่มเสื้อแดงทำ เย้ยกฎหมาย ช่วงประกาศ พรก.ฉุกเฉิน


ต่อมาเมื่อวันที่ 13 เม.ย. เวลา 04.00 น. จำเลยกับ พวกเกินกว่า 10 คน ซึ่งยังหลับหนีอยู่ ได้ร่วมกัน ทำการชุมนุม และ ใช้กำลังประทุษร้าย โดยปิดถนน วิภาวดีรังสิต ขาเข้า และ ถนนดินแดง รวมทั้ง บริเวณแยก สามเหลี่ยมดินแดง แขวงดินแดง เขตพญาไท กทม. ซึ่งการชุมนุม มีวัตถุประสงค์ เพื่อก่อความวุ่นวายขึ้น ในบ้านเมือง และเพื่อ เปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ได้เข้าห้ามปราม สั่งให้เลิกแล้ว แต่จำเลย กับพวก ไม่ยอมเลิก จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลพิเคราะห์ คำฟ้อง ประกอบ คำแถลงรับสารภาพแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสี่ กระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาให้ จำคุก จำเลย คนละ 6 เดือน และ ปรับคนละ 10,000 บาท แต่ จำเลย ให้การ รับสารภาพ มีเหตุ บรรเทาโทษ เห็นควร ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ให้จำคุกจำเลย คนละ 3 เดือน และ ปรับ 5,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสี่ ไม่เคยได้รับโทษ จำคุก มาก่อน จึงเห็นสมควร ให้โอกาส กลับตัว เป็นคนดี โดยให้ รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 1 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก เหตุการณ์ ก่อความไม่สงบ ของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อช่วงสงกรานต์ ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน ได้ทำการสอบสวน สำนวนคดี ที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่ง คดีนี้เป็นหนึ่ง ในสำนวนคดี ที่พนักงานสอบสวน มีความเห็น สมควรสั่งฟ้อง

ขณะที่ คดีของ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ฉายา “แรมโบ้อีสาน” อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน แกนนำ นปช. ในความผิดเดียวกัน อยู่ระหว่าง รอฟังคำสั่งคดีของ อัยการฝ่ายคดี ศาลแขวง 3 (ดุสิต) ซึ่ง นายสุภรณ์ ได้ยื่นหนังสือ ร้องขอความเป็นธรรม ต่ออัยการ โดยอัยการ นัดสั่งคดี 21 พ.ค.นี้


คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ “รอบวันทันเหตุการณ์” (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ “รอบวันทันเหตุการณ์” (256 K)
จาก manager multimedia

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2552 12:03 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ “แก๊งทาสแม้ว” รอดคุก! ปิดแยกดินแดงป่วนเผาเมือง
อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่ (ภาษาอังกฤษ)


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 11, 2009

“ม.ล.ปนัดดา” ยัน ตนอยู่ในเหตุการณ์ ดังกล่าว ว่า ทั้ง นายกฯ และ รองนายกฯ อยู่ในรถคันที่ถูกทุบ จริง


“ม.ล.ปนัดดา” ยัน อยู่ในเหตุการณ์ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ถูกทุบรถจริง ปัดไม่มีจัดฉาก
ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล

ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล


โฆษก กระทรวงมหาดไทย การันตี อยู่ในเหตุการณ์ ม็อบถ่อยแดง บุกทำร้าย รถประจำตำแหน่ง นายกฯ ยัน “อภิสิทธิ์-สุเทพ” อยู่ในรถจริง

ชี้แค่ต้องการชี้แจง ข้อเท็จจริง ไม่ได้หวัง ชนฝ่ายใด ซัด กระทรวง ไม่ใช่สถานที่ จัดฉากสร้างละคร เล็งเพิ่มกำลัง รักษาความปลอดภัย

วันนี้ (11 พ.ค.) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษา ด้านความมั่นคง และ โฆษกฝ่าย ข้าราชการ กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง กรณีที่ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ออกมา ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ ในรถ คันที่ถูกทุบ ในวันเกิดเหตุวุ่นวาย ที่ กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ว่า


มีสื่อหลายฉบับ ถามว่า ทำไมเรื่องนี้ ทาง กระทรวงมหาดไทย ถึงเงียบ


จึงขอเรียนว่า เมื่อวันที่เกิดเหตุ ความไม่สงบ ตนอยู่ในเหตุการณ์ ดังกล่าว และ ยืนยันว่า ทั้ง นายกฯ และ รองนายกฯ ต้องเดินทางออกจาก กระทรวงมหาดไทย ด้วยรถ ที่ถูกทุบจริง ทั้งนี้ ในส่วนของ ค่าเสียหาย ที่เกิดกับ กระทรวง ก็กำลังประเมินกันอยู่ และ

ต่อไป การรักษาความปลอดภัย ต้องเข้มงวดมากขึ้น เพราะ กระทรวงมหาดไทย เป็นสถานที่ราชการ ที่ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์ เช่นนี้มาก่อน ซึ่งการที่ออกมา ยืนยันนั้น ไม่ได้ต้องการ ชนกับฝ่ายไหน เพียงแค่ต้องการ ชี้แจงข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า มองอย่างไร ที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดง หยิบยกเรื่องนี้มาใช้ เป็นประเด็น ในการชุมนุมใหญ่ ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ เคยเคลื่อนไหว โดยใช้ประเด็น ทหารทำร้ายประชาชน

ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ไม่มีความเห็น เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่กระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่สถานที่จัดฉาก หรือ ละคร อะไร

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤษภาคม 2552 17:11 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000052459


พิมพ์ ข่าวนี้ “ม.ล.ปนัดดา” ยัน อยู่ในเหตุการณ์ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ถูกทุบรถจริง ปัดไม่มีจัดฉาก


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 3, 2009

รัฐบาลเปิด 2 เว็บไซต์ เพื่อชี้แจงการทำงาน


รัฐบาลเปิด เว็บไซต์ www.factreport.go.th เพื่อชี้แจงการทำงาน ของเจ้าหน้าที่ ในช่วงการแก้ปัญหาการชุม ในช่วงสงกรานต์
พร้อมกันนี้ ยังเปิด www.chuaichart.com เว็บไซต์ช่วยชาติ ดอทคอม รายงาน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ


เกี่ยวกับ เว็บประมวลเหตุการณ์
Anti-government protesters and supporters of exiled Prime Minister Thaksin Shinawatra display a gun to symbolize they will defend themselves during a rally outside the government house after the announcement of a state of emergency in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Armored vehicles are moving in the streets of Thailand's capital following the announcement of a state of emergency aimed at stemming the tide of anti-government protest across the country. Army spokesman Col. Sansern Kaewkamnerd says the military's presence Sunday in Bangkok is not a sign of an imminent coup but a measure to restore order.(AP Photo/Vincent Yu)

Anti-government protesters and supporters of exiled Prime Minister Thaksin Shinawatra display a gun to symbolize they will defend themselves during a rally outside the government house after the announcement of a state of emergency in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Armored vehicles are moving in the streets of Thailand's capital following the announcement of a state of emergency aimed at stemming the tide of anti-government protest across the country. Army spokesman Col. Sansern Kaewkamnerd says the military's presence Sunday in Bangkok is not a sign of an imminent coup but a measure to restore order.(AP Photo/Vincent Yu)


A crowd attacked the motorcade of Prime Minister Abhisit Vejjajiva 12 April outside a ministry building in Bangkok.

A crowd attacked the motorcade of Prime Minister Abhisit Vejjajiva 12 April outside a ministry building in Bangkok.


driver of Niphon Promphan, secretary of Prime Minister Abhisit Vejjajiva, is seen in a car after being attacked by anti-government protesters and supporters of ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra at Interior Ministry in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Thailand's embattled government, humiliated by demonstrators who shut down a 16-nation Asian summit, declared a state of emergency in the capital Sunday and ordered armored vehicles into the streets to stem a tide of protest across the country. Niphon and his driver were seriously injured in the attack and are in the hospital. (AP Photo)

driver of Niphon Promphan, secretary of Prime Minister Abhisit Vejjajiva, is seen in a car after being attacked by anti-government protesters and supporters of ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra at Interior Ministry in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Thailand's embattled government, humiliated by demonstrators who shut down a 16-nation Asian summit, declared a state of emergency in the capital Sunday and ordered armored vehicles into the streets to stem a tide of protest across the country. Niphon and his driver were seriously injured in the attack and are in the hospital. (AP Photo)


Red-shirted anti-government protesters and supporters of ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra pull Niphon Promphan, secretary of Prime Minister Abhisit Vejjajiva, center, out of his car after attacking him at Interior Ministry in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Thailand's embattled government, humiliated by demonstrators who shut down a 16-nation Asian summit, declared a state of emergency in the capital Sunday and ordered armored vehicles into the streets to stem a tide of protest across the country. Niphon and his driver were seriously injured in the attack and are in hospital.(AP Photo)

Red-shirted anti-government protesters and supporters of ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra pull Niphon Promphan, secretary of Prime Minister Abhisit Vejjajiva, center, out of his car after attacking him at Interior Ministry in Bangkok, Thailand, Sunday, April 12, 2009. Thailand's embattled government, humiliated by demonstrators who shut down a 16-nation Asian summit, declared a state of emergency in the capital Sunday and ordered armored vehicles into the streets to stem a tide of protest across the country. Niphon and his driver were seriously injured in the attack and are in hospital.(AP Photo)


PATTAYA, THAILAND - APRIL 11: The motorcade of anti-government protesters gather near the venue of the ASEAN Summit and Related Summits on April 11, 2009 in Pattaya, Chonburi, Thailand. The protesters successfully cancelled the three day regional summit of Asian leaders, highlighting their campaign against the Thai government, and Thailand's Prime Minister Abhisit Vejjajiva. Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva declared a state of emergency in Pattaya, a beach resort about 150 kms (90 miles) south of the capital Bangkok. The Pro-Thaksin Shinawatra ( former prime minister) supporters are calling for new elections and for the current government to step down.(Photo by Athit Perawongmetha/Getty Images)

PATTAYA, THAILAND - APRIL 11: The motorcade of anti-government protesters gather near the venue of the ASEAN Summit and Related Summits on April 11, 2009 in Pattaya, Chonburi, Thailand. The protesters successfully cancelled the three day regional summit of Asian leaders, highlighting their campaign against the Thai government, and Thailand's Prime Minister Abhisit Vejjajiva. Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva declared a state of emergency in Pattaya, a beach resort about 150 kms (90 miles) south of the capital Bangkok. The Pro-Thaksin Shinawatra ( former prime minister) supporters are calling for new elections and for the current government to step down.(Photo by Athit Perawongmetha/Getty Images)


สืบเนื่องจาก เหตุการณ์ความไม่สงบ จากการชุมนุม ทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในเขต กรุงเทพฯ ปริมณฑล และ ต่างจังหวัด
จนเป็นเหตุให้ เจ้าหน้าที่รัฐ และ ประชาชนได้รับบาดเจ็บ รวมถึงทรัพย์สิน ได้รับความเสียหาย

ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และ สร้างให้เกิดความเข้าใจ ต่อกรณีที่เกิดขึ้น

คณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการรวบรวม และ ประมวลเหตุการณ์ความไม่สงบ จากการชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 และ เหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องขึ้น (คบช.)

โดยมีเป้าหมาย เพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณา ดำเนินการ อันเป็นแนวทาง ให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ผู้ได้รับความเสียหาย ต่อไป

ทางคณะกรรมการเห็นสมควรว่า เพื่อสร้างความเข้าใจอันดี ในสังคมไทย จึงจัดสร้างเว็บไซต์ http://www.factreport.go.th เพื่อนำข้อมูลข่าวสาร ที่ได้รับจาก ทุกภาคส่วน รวมถึง ผลการประชุม จาก คณะอนุกรรมการ คปช.ทั้ง 5 ด้าน ที่ได้รับการแต่งตั้ง จากคณะกรรมการ มาเผยแพร่

เว็บไซต์ www.factreport.go.th คือเว็บไซต์ ที่นำเสนอ ประมวลเหตุการณ์ความไม่สงบ จากการชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 จัดทำโดย
คณะกรรมการรวบรวม และ ประมวลเหตุการณ์ ความไม่สงบ จากการชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 และเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง (คบช.)
ลิขสิทธิ์ของบทความ ภาพ และวิดีโอ เป็นของแหล่งข่าว.


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 27, 2009

เสธ.แดง ยัน ไม่มี เสื้อแดง ตาย ในช่วงสลายชุมนุม


เสธ.แดง ยันเสื้อแดง ไม่มีใครตาย ในช่วงสลายชุมนุม
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล


พล.ต.ขัตติยะ พูดจารื่นหู ยืนยัน ไม่มีใครเสียชีวิตจาก เหตุสลายชุมนุม ไม่เชื่อ พลทหารเสียชีวิต เพราะถูก ผู้บังคับบัญชาทำร้าย จากเหตุส่ง sms ถึงแม่ พร้อมตำหนิ “อนุพงษ์” ใช้ 2 มาตรฐาน สลายการชุมนุม ระหว่าง พันธมิตรฯ และ โจรหางแดง


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ให้สัมภาษณ์


วันนี้ (27 เม.ย.) พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพบก กล่าวว่า ไม่เชื่อว่า พลทหาร อภินพ เครือสุข จะถูกสั่งทำโทษ จนเสียชีวิต ที่บ้านพัก แม่ทัพภาคที่ 1 เพราะส่ง SMS ไปบอกมารดา ว่า นายกรัฐมนตรี อยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว

เพราะจาก ประสบการณ์ ในการรับราชการทหาร ไม่เคยเห็น ผู้บังคับบัญชา ทำลูกน้องรุนแรง ถึงขั้น สั่งใช้กระบอกปืนฟาด จนเสียชีวิต ส่วนใหญ่ มักลงโทษ แค่สถานเบา เช่น การสั่งวิดพื้น หรือ วิ่งรอบสนาม 50 รอบ

แต่มูลเหตุการเสียชีวิต จะเกิดจากสาเหตุใด ตนไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าว ที่กลายเป็น ประเด็นทางการเมือง มองว่า เพราะที่ผ่านมา ไม่เคยมี นายทหารระดับแม่ทัพคนใด ที่นำ นักการเมือง เข้ามาอยู่ในค่ายทหาร จึงขอฝากถึง ทหารรุ่นน้อง ทุกนายว่า ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ การเมือง

พล.ต.ขัตติยะ ยังกล่าวตำหนิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ใช้ 2 มาตรฐาน ในการดูแล กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง โดยสมัย รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการ ประกาศใช้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน พล.อ. อนุพงษ์ ได้ส่ง ส.ห.ไปดูแลความปลอดภัย ให้ กลุ่มผู้ชุมนุม พันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ในรัฐบาล ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.อนุพงษ์ กลับสั่งทหาร ให้ออกไป ปราบปราม ผู้ชุมนุมเสื้อแดง

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จากการตรวจสอบของตน ไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดง เสียชีวิตจาก การสลายการชุมนุม อย่างแน่นอน


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ให้สัมภาษณ์
จาก manager multimedia

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2552 17:02 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047108


พิมพ์ ข่าวนี้ เสธ.แดง ยัน เสื้อแดงไม่มีใครตาย ในช่วงสลายชุมนุม


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 26, 2009

“เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์” 26 เมษายน 2552


“มาร์ค” ฮึ่ม เสื้อแดง ชุมนุมจาบจ้วง ชี้ “แม้ว-อีเพ็ญ” ผู้ก่อการร้ายตัวจริง
 เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์

เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์


นายกรัฐมนตรี เตือนม็อบเสื้อแดง จัดชุมนุม ห้ามจาบจ้วงเบื้องสูง ยอมรับเป็น นักประชาธิปไตย ฝืนใจต้องใช้อำนาจพิเศษ ในบางครั้ง เพื่อรักษากฏหมาย ย้ำ สถานการณ์ยังไม่นิ่ง จำเป็นต้อง ตรึงกำลังไว้ บางส่วน ชี้ “ทักษิณ-จักรภพ” โจมตีมาตุภูมิ จาบจ้วงกษัตริย์ เข้าข่ายผู้ก่อการร้าย มั่นใจ ต่างชาติ เริ่มเข้าใจ และ ออกอาการ ต่อต้านแล้ว


คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์”


วันนี้(26 เม.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จัดรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายกฯ อภิสิทธิ์” เป็น ครั้งที่ 15 ออกอากาศ ทาง สถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย และ สถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สัปดาห์ ที่ผ่านมา ก็เป็นสัปดาห์ที่ ตนและรัฐบาล ก็เดินหน้า ในการที่จะนำ บ้านเมือง กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากที่มี การประกาศใช้ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่ใน ช่วงสงกรานต์ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

สิ่งแรก ที่เราพยายาม ดำเนินการ คือว่า ทำให้ เหตุการณ์ต่าง ๆ รวมทั้ง การแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ นั้นเดินไปใน ลักษณะ ที่โปร่งใส และ มีส่วนร่วมของทุก ๆ ฝ่าย

เพราะฉะนั้น เมื่อ วันพุธ และ วันพฤหัสบดี ที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้ขอ เปิดการประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อที่จะรับฟัง ความคิดเห็น ของ สมาชิกรัฐสภา ซึ่งก็มีทั้ง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นเวลา 2 วัน เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น เกี่ยวกับ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

รวมถึง การแสวงหา ทางออก สำหรับ บ้านเมือง เพื่อที่จะให้ ความขัดแย้งต่าง ๆ นั้น ได้คลี่คลายลงไป

นายกฯ กล่าวว่า เชื่อว่า ประชาชนจำนวนมาก คงจะได้มีการติดตาม การประชุมทั้ง 2 วัน เพราะว่า มีการถ่ายทอดสด ทางโทรทัศน์ และ ทางวิทยุ ซึ่งในการอภิปรายนั้น เป็นธรรมดา ที่บางครั้ง ก็อาจจะดู มีความขัดแย้ง หรือ มีอารมณ์กันอยู่บ้าง แต่ว่าโดยรวม ประชาชนคงจะตระหนักว่า ที่ประชุมสภาฯ ก็คือ ที่ประชุม ของผู้แทนของ ปวงชนชาวไทย

ซึ่งก็สะท้อน ความรู้สึกของ ประชาชน ซึ่งย่อมจะมี ความหลากหลาย มีความแตกต่าง กันไป อย่างไรก็ตาม อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ประเด็นหลัก ๆ ที่เราจะต้องช่วยกัน จากวันนี้ไป ก็คือ การสะสาง ใน 2 จุด

จุดแรก คือในเรื่องของ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่า รัฐบาล และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตนได้รายงาน สถานการณ์ต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ให้ ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง เพื่อยืนยัน ข้อเท็จจริง หลักการ และ จุดยืนของรัฐบาล ซึ่งจำเป็น ที่จะต้องประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน เพื่อที่จะนำเรื่องของ การรักษากฎหมาย ให้มีความศักดิ์สิทธิ์ กลับคืนมาสู่ สังคม ไม่ได้ เป็นการใช้กฎหมาย ในลักษณะที่ จะหวังประโยชน์ ในเรื่องของ การเอาชนะคะคาน ในทางการเมือง แต่ประการใด

“เพราะฉะนั้น อย่างที่เรียน ก็คือว่า การใช้สิทธิเสรีภาพของ พี่น้องประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ นั้น ย่อมทำได้ การแสดงความคิดเห็น ที่แตกต่างย่อมทำได้ แต่ว่า พฤติกรรม ที่ผิดกฎหมาย และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผิดกฎหมาย และ กระทบต่อ ความมั่นคงของรัฐ ก็เป็นเรื่องที่ เราจะต้องใช้เครื่องมือเครื่องไม้ ตามกฎหมายจัดการ เพื่อที่จะไม่ให้ สถานการณ์นั้น ลุกลาม และ กระทบ กับ ประเทศ และ กระทบกับ ความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนต่อไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ยืนยัน ไม่มีผู้เสียชีวิต จากการปฏิบัติการ ของเจ้าหน้าที่


นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ขอยืนยัน อีกครั้งหนึ่งว่า
ประการแรก ในเชิงนโยบายนั้น ได้มีการประชุม กำชับกับ หน่วยงาน ที่ปฏิบัติงาน ในช่วงที่มี การประกาศ ภาวะฉุกเฉิน เกือบตลอดเวลาว่า ทุกมาตรการ ที่ใช้นั้น

หนึ่ง ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ปฏิบัติการทุกครั้ง ก็จะมีสื่อสารมวลชน ทั้ง ไทย และ ต่างประเทศ อยู่ด้วย และ
สอง คือว่า พึงหลีกเลี่ยง การใช้ความรุนแรง ในทุกรูปแบบ และ ทุกอย่างต้องอยู่ ภายใต้ข้อบังคับ หรือ ตัวบทกฎหมาย ทุกประการ


“ผมยังยืนยันครับ จนถึงวันนี้ว่า จากการติดตามตรวจสอบ ในทุกเรื่อง ยังไม่ปรากฏว่า มีผู้เสียชีวิต จากการปฏิบัติการ ของเจ้าหน้าที่ ในช่วงที่มี การประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง และ ในส่วนของ การบาดเจ็บต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ทางเจ้าหน้าที่ ได้เร่งเข้าไปดูแล รัฐบาลก็ได้ ดำเนินการ มีมติในเรื่องของ การเยียวยาให้ พี่น้องประชาชน ที่ได้รับ ผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะอยู่กลุ่มใด”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า เรียนว่า 2 วัน ที่มีการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ นั้น ที่จริงแล้ว ก็มีเรื่องราว ที่ได้รับความสนใจอยู่ อาจจะอยู่ 2-3 เรื่อง ซึ่งยังอยู่ในความสนใจ เช่น

กรณีที่ มีการพบศพใน แม่น้ำเจ้าพระยา ก็ขอเรียนย้ำ อีกครั้งหนึ่งว่า บุคคลทั้งสอง ที่ได้เสียชีวิตนั้น เสียชีวิต หลังจากที่มีปฏิบัติการต่าง ๆ ในเรื่องของการทหาร หรือ การดำเนินการ ของ ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือว่า มีพยานชัดเจน ที่ระบุว่า บุคคลทั้งสองนั้น ยังคงมีชีวิตอยู่ ในช่วงประมาณ ตอนดึกของวันที่ 13 ต่อเนื่อง เช้าวันที่ 14 ซึ่ง พี่น้องประชาชน คงจำได้ว่า หลังจากดึก วันที่ 13 เป็นต้นไป ก็ไม่ได้มี ปฏิบัติการของ ฝ่ายความมั่นคง อะไรเพิ่มเติม เป็นช่วง ที่มีการตรึงกำลังกัน ก่อนที่ วันที่ 14 ทางผู้ชุมนุม จะได้ตัดสินใจ ในเรื่องของ การยุติการชุมนุม อย่างนี้เป็นต้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการเสียชีวิตของ พลทหาร ว่า อยากจะเรียนว่า เป็นผู้ที่ดูแลบ้านพัก ซึ่งตนได้ไปพักอยู่ แต่ว่าการเสียชีวิต ของบุคคลท่านนั้น เกิดขึ้นในช่วงค่ำ ของ วันที่ 14 เมษายน ซึ่งเป็นเวลาที่ ตนไม่ได้พักอยู่ที่นั่นแล้ว ตนพักอยู่ที่นั่น ในช่วงวันที่ 12 และ วันที่ 13 เมษายน และ จากรายงานเบื้องต้นของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ทราบว่า บุคคลดังกล่าว ประสบอุบัติเหตุ ในช่วงค่ำ และ หลังจากนั้น ก็มีพยานที่ได้สนทนา และ ได้ช่วยในเรื่องของ การซื้อยา เพราะว่าทางเจ้าตัวนั้น ได้บ่นว่าปวดศีรษะมาก แต่หลังจากที่นอนแล้ว ได้พบอาการผิดปกติ ได้มีการส่ง โรงพยาบาล อย่างนี้เป็นต้น

“นอกจากนั้น จะมี ภาพเหตุการณ์ ซึ่งเป็นภาพนิ่งบ้าง ภาพเคลื่อนไหว บ้าง ซึ่งรัฐบาล ได้พยายาม ที่จะชี้แจงว่า แต่ละเรื่องมี ที่มา ที่ไป อย่างไร ผมอยากจะเรียนว่า เราก็จะ เดินหน้า ทำเรื่องนี้ให้ โปร่งใสครับ เพราะว่าใคร ก็ตามที่เสียชีวิต ใครก็ตาม ที่ได้รับบาดเจ็บ นั้น ผมยืนยันครับว่าผมเชื่อว่า คนไทยทุกคนเสียใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เรา ก็ต้องยืนยัน ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ว่า การเสียชีวิต หรือ การบาดเจ็บ นั้นเกิดขึ้นอย่างไร”

รัฐบาลตั้ง คณะกรรมการประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้น สิ่งที่ตนดำเนินการ ในขณะนี้ก็คือ

ข้อแรก ในส่วนของรัฐบาลเอง ได้มี การแต่งตั้ง คณะกรรมการ ประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นความรับผิดชอบ ของทาง สำนักงาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อันนี้เป็นเรื่องของ ฝ่ายบริหาร ที่จะต้องดำเนินการ

ข้อที่สอง คือ ในการประชุมสภาฯ นั่นเอง เพื่อให้เกียรติ กับ เพื่อนสมาชิก ที่ได้มีการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ตนได้เสนอแนะให้ ทางท่านประธานรัฐสภา ได้เชิญวิปของ ทั้งฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน และ วุฒิสภา ซึ่งเข้าใจว่า จะมีการพบปะกัน ในวันพรุ่งนี้(27เม.ย.) เพื่อที่จะได้มี การดำเนินการว่า จะชำระสะสาง ประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไร โดยตน ยืนยันว่า รัฐบาล และ หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จะให้ความร่วมมือ อย่างเต็มที่ กับการที่จะได้ ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น ในส่วนของ หน่วยงาน แต่ละ หน่วยงานเอง หากมีเหตุการณ์ คำร้องเรียนใด ๆ ก็ต้องดำเนินการ ในการให้ได้ข้อเท็จจริงมา และ ก็ยืนยันว่า กำลังพล หรือ บุคลากร ของทุกหน่วยงานนั้น จะต้องปฏิบัติตามนโยบาย ตามกฎหมายเท่านั้น และ ก็จะต้องมี การตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ตนตั้งใจว่า

บรรดาข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการนำเสนออยู่ ในขณะนี้ ควรจะได้มี การตรวจสอบพิสูจน์ และมีการชี้แจงเผยแพร่ให้ พี่น้องประชาชน ได้รับทราบข้อเท็จจริง ทุกแง่ทุกมุม ความจำเป็น ในเรื่องนี้ ที่จะต้องทำ มีเหตุผลสำคัญ 2 ประการ

ประการแรก คือว่า คิดว่าอันนี้ เป็นมาตรฐาน ในเรื่องของ ความโปร่งใส และ ธรรมาภิบาล เมื่อเกิดเหตุการณ์ อะไรขึ้น ก็ต้องมีการติดตาม ตรวจสอบ ชำระสะสาง และ ประมวล ออกมาให้ พี่น้องประชาชน รับรู้ รับทราบ เหมือนในต่างประเทศ แม้กระทั่ง ที่เขาประชุม G 20 กันไป ที่ลอนดอน ปรากฏว่า มีเหตุการณ์ ที่ ตำรวจ ไปปะทะกับ ผู้ชุมนุม เขาก็ต้องมี การสอบสวน ให้ชัดเจนว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ ความรุนแรง ที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร

ประการที่ 2 คือตน ยังมีความเป็นห่วงว่า ยังมีคนจำนวนหนึ่ง ครับ พยายามที่จะนำเสนอข้อมูล ซึ่งคลาดเคลื่อน หรือ ข้อมูล ที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ แล้วก็ไปทำให้ เกิดอารมณ์ความรู้สึก ของ ประชาชน ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงให้เกิด ขึ้นได้อีก

“ยกตัวอย่างว่า ขณะนี้ ก็มีคนเอาใบปลิว มาให้ผมดู อ้างว่าเป็นใบปลิว จาก ผู้สื่อข่าว ช่อง 3, 5, 7, 9 ที่บอกว่า ไม่สามารถเสนอความจริงได้ กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และ ก็ไปบรรยายว่า จริง ๆ แล้ว มีความรุนแรง มีการตาย มีอะไร แต่ที่ผมเห็นชัดเจน และ คลาดเคลื่อน ก็คือว่า พูดถึงเหตุการณ์ที่ กระทรวง มหาดไทย ก็บอกว่า ผมไม่ได้อยู่ในรถยนต์ คันที่มีการทำร้าย แล้วก็ไม่ได้มีอะไร เป็นเรื่องของ การวางแผน เพื่อที่จะสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งผมอยู่ในเหตุการณ์เอง ผมทราบ และ พี่น้องประชาชน ที่ดูข่าว ก็จะทราบว่าไม่ได้เป็นความจริงเลย ตามที่มี การกล่าวอ้าง ในใบปลิว ลักษณะนั้น เพราะฉะนั้น ในเรื่องของ การประมวลเหตุการณ์ ต่าง ๆ นั้น ก็เพื่อความโปร่งใส” นายกฯ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า อยากจะเรียน พี่น้องประชาชนว่า ในช่วงนี้ ถ้าท่านได้ข้อมูลอะไร ขอให้ท่าน ได้ใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองแยกแยะ และ ถ้าสงสัย จะมีกระบวนการการพิสูจน์ ชี้แจงต่อไป ซึ่งตนย้ำว่า จะไม่ได้ทำโดย รัฐบาลฝ่ายเดียว แต่ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็จะดำเนินการ และ ตนเข้าใจว่าคงจะมีการนำเรื่องเหล่านี้ไปสู่ องค์กรอิสระอื่น ๆ เพื่อที่จะได้ ชำระสะสางต่อไป ตนย้ำเรื่องนี้ เพราะว่า ตนไม่ต้องการให้ การปฏิบัติงานของรัฐบาล และ เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพียงแค่ นำกฎหมาย และ ความสงบ กลับคืนมา ถูกนำไป เป็นเงื่อนไข ที่จะเป็น ความขัดแย้ง เพิ่มเติม และตน ก็ได้แสดง ความบริสุทธิ์ใจ ในเรื่องของ ความโปร่งใส และ การรับการตรวจสอบ อยู่ตลอดเวลา

เชิญทุกฝ่ายร่วม หาทางออก ทางการเมือง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ที่จะต้องมี การดำเนินการ แน่นอน คือ ต้นเหตุ ของความขัดแย้ง ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเรื่องของ การเมือง เพราะฉะนั้น การหาทางออก ทางการเมือง ก็มีความจำเป็น เช่นเดียวกัน หลังจาก การประชุมรัฐสภาแล้ว ตนได้ขอให้ ประธานรัฐสภาได้เชิญทุกฝ่ายมา เพื่อที่ จะเดินหน้า

ในการติดตาม ในเรื่องของ การแสวงหาทางออก ทางการเมือง แต่ตรงนี้ คงจะไม่สามารถทำได้ ลำพัง เฉพาะ ฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเป็นเรื่องของ สังคม ทั้ง สังคม เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดถึง เรื่องของ การปฏิรูปการเมือง การแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ หรือ การสมานฉันท์ใด ๆ ก็ตาม

กระบวนการนี้ ต้องเป็นกระบวนการ ที่ทุกฝ่ายเข้ามา มีส่วนร่วม คิดว่าตรงน ี้เป็นเรื่องของ ความจำเป็น เพื่อที่จะปรับ ฐานการเมือง ให้ทุกฝ่าย ได้ยอมรับกฎกติกาต่าง ๆ ที่มีอยู่ ก่อนที่ เราจะ แสวงหา ทางออก ทางการเมือง ในขั้นต่อไป เพราะถ้าหากว่า ขณะน ยังไม่ชำระสะสางกัน ในเรื่องนี้ การเรียกร้อง ให้มีการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองใด ๆ คงไม่สามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐานได้ เพราะว่า จะทำให้เราย้อนกลับไป อยู่ในสถานการณ์ อย่างที่เราได้ผ่านมา ในช่วง 2-3 เดือนนี้


นายกฯ กล่าวว่า เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นอีก ขั้นหนึ่ง อีกก้าวหนึ่ง ที่คิดว่า จะเป็นก้าวสำคัญ ในการคลี่คลายสภาพปัญหา ต่าง ๆ ที่เป็น ความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การทำงาน ของ ฝ่ายนิติบัญญัติ อยากจะบอกว่า ไม่ได้หมายความว่า ฝ่ายอื่น ๆ จะเพิกเฉย สถาบัน องค์กรต่าง ๆ ซึ่งตนได้เคยร้อง ขอให้เข้ามาดูแล อย่างเช่น สถาบันพระปกเกล้า หรือ หน่วยงานวิชาการ หรือ สภาพัฒนาการเมือง หรือหน่วยงานอื่น ๆ ก็ควรที่จะได้มี การติดตาม และ ทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง


“แม้กระทั่ง ที่ผมได้พูดไปก่อนหน้านี้ว่า น่าจะพิจารณาให้ กว้างขวาง เปิดกว้างเอาไว้ ยกเว้น ในเรื่องของ การนิรโทษกรรม ในเรื่องของ คดีอาญา สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีการสะท้อน ความคิดเห็นต่าง ๆ มากมาย เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทาง สมาชิกรัฐสภา ทุกคน ก็พึงที่จะ รับฟัง ในการหาคำตอบ ต่อไป ผมเอง จะไม่ชี้นำ อะไรครับ ในส่วนของผม ถือว่าเป็น ส่วนหนึ่ง ของ พรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งจะมี คณะทำงาน หรือ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ในการเสนอความเห็น ของ พรรค พร้อม ๆ ไปกับ การที่พรรคการเมืองอื่น ๆ จะได้ เสนอความเห็น เข้ามา เพราะฉะนั้น ใน 2 เรื่องนี้ครับ คือ ก้าวสำคัญ หลังจากที่เราได้สรุป ในเรื่องของ การประชุมรัฐสภา”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

รัฐบาล ขอแรง องค์การอื่น แจงเรื่อง สองมาตรฐาน

นายกฯ กล่าวย้ำ เรื่องสองมาตรฐานว่า เห็นว่า ในการประชุมรัฐสภา ที่ผ่านมา ก็มีการพูดถึง ประเด็นบางประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน ตนขอย้ำว่า ในส่วน ของ ฝ่ายบริหาร หรือ ในส่วนรัฐบาลเอง ในเรื่องของ สองมาตรฐานไม่มี ตนทำงาน ทุ่มเท ทำงานให้กับ ทุกคนเสมอภาคกัน

ส่วนปัญหาคดีความต่าง ๆ หรือแม้กระทั่ง การตัดสินต่างๆ ที่ผ่านมา หลายส่วน เป็นเรื่องของ อำนาจ ของ ฝ่ายตุลาการ หรือ องค์กรอิสระ ซึ่งตนคิดว่า หน่วยงานเหล่านั้น ควรจะได้ทำคำชี้แจงว่า การตัดสินต่าง ๆ มีเหตุมีผล มีเรื่องของ ข้อกฎหมายรองรับ อย่างไร ส่วนถ้า กฎหมายที่เป็นที่มาของ การตัดสินตรงนั้น มีความไม่เป็นธรรม หรือ มีความบกพร่อง หรือ ไม่สมบูรณ์อย่างไร ก็จะได้เป็นการสรุป เพื่อที่จะให้คณะที่ดูแลในเรื่องของ การแก้ไขปัญหาทาง การเมือง นำไปประกอบ การพิจารณา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า แต่ในส่วนของ ฝ่ายบริหารเอง ก็ยังมี เรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อ ขอเรียนว่า การดำเนินคดี ตามกระบวนการยุติธรรม จากนี้ไป ไม่ว่าจะ เกี่ยวข้องกับ แกนนำผู้ชุมชน ไม่ว่าจะไป เกี่ยวข้องกับสื่อใด ๆ ก็ตาม จะได้ยึด ตามกฎหมายเท่านั้น แล้วจะไม่มีการเอา อำนาจพิเศษ ในเรื่องของพระราชกำหนด มาเป็นตัวตั้ง ในการที่จะไปดำเนินการ เพื่อมุ่งที่จะไป กลั่นแกล้ง หรือ ไปคุกคาม หรือ ไปอะไรทั้งสิ้น ไม่มีเด็ดขาด และ เมื่อเราได้วาง แนวทาง กติกา เช่นนี้แล้ว

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน ได้ประกาศยกเลิก ภาวะฉุกเฉินร้ายแรง ซึ่งหมายความว่า อำนาจของรัฐบาล ตาม พ.ร.ก. ก็สิ้นสุดลง แต่ไม่ได้ หมายความว่า ผู้ที่มี ความรับผิดชอบ ในการรักษา ความสงบเรียบร้อย ในบ้านเมือง หรือ ความมั่นคง จะหยุดทำงาน ท่านเหล่านี้ จะทำงานต่อ ภายใต้กรอบกติกาของ กฎหมายปกติ ต่อไป

นายกฯ กล่าวว่า ทั้งหมดที่ทำ เพื่อต้องการให้เรา ยุติความรุนแรง และ นำความปกติ กลับคืนมาสู่บ้านเมือง แต่กระบวนการตรงนี้ ยังต้องอาศัยความร่วมมือ จาก พี่น้องประชาชน ต่อไป ในช่วง 2 สัปดาห์ ข้างหน้า ตนคิดว่า มีวันสำคัญ ๆ มากมาย ซึ่งบ่งบอก ในเรื่องของ การสนับสนุน สถาบันหลักของชาติ

ซึ่งขอถือโอกาสนี้ เชิญชวนพี่น้องประชาชน เราจะมีทั้ง วันแรงงาน วันพืชมงคล ซึ่งเป็นวัน ที่แสดงออก ถึงการยอมรับกลุ่มคน ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ นั่นคือ เกษตรกร และ ผู้ใช้แรงงาน เราจะมี วันวิสาขบูชา ซึ่งเป็น วันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนา ก็ถือโอกาสเรียนว่า ที่มีข่าวว่า ไปตัดงบประมาณ ลงเหลือ 2 ล้าน หรืออะไรนั้น ไม่เป็นความจริง ขณะนี้ มีการขอ งบประมาณ งบกลาง มา สำนักงบประมาณ กำลังเร่งรัดให้ และ งานทั้งหมด ก็คงจะมี งบประมาณ ประมาณ 56 ล้านบาท

“ขอถือโอกาส เชิญชวน พุทธศาสนิกชนว่า ในช่วงจากนี้ไปจนถึง วันวิสาขบูชา ขอให้ท่าน ได้ร่วมกันจะ ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ ภาวนา หรือเข้าไปร่วม ในกิจกรรมทาง ศาสนาใด ๆ เพื่อที่จะเตือนสติ สังคมทั้งสังคม ว่า สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ ความสงบสุข และ การไม่มีความขัดแย้ง กันนะครับ” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่สอง ของรายการ นายกฯ ได้เชิญ นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ มาทำหน้าที่ ผู้ดำเนินรายการ ซักถาม นายกฯ ถึงประเด็นต่าง โดย ผู้ดำเนินรายการ ได้ถาม ถึง กรณี ที่พัทยา และ มหาดไทย โดย นายกฯ กล่าวว่า คิดว่ามันคงมี สองส่วน

ส่วนแรก หลายคนที่รู้จักตน ก็จะทราบว่า ตนไปไหนมาไหนธรรมดา ค่อนข้างจะไปง่าย ๆ สบาย ๆ ตั้งแต่เป็น ผู้แทนฯ เป็นรัฐมนตรี หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ยังถูกแซวอยู่เรื่อย ๆ ว่า เวลาที่เดินทาง เมื่อก่อนนี้ เดินทางสมมติว่า ไปขึ้นเครื่องบิน ก็จะไปทำตั๋ว ไปทำอะไร ด้วยตัวเอง แล้วก็ไป บางที ก็เดินไปคนเดียว แล้วก็ชอบถือ เอกสารของตัวเอง อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ก็พยายาม บอกเขา มาตลอดว่า อย่าไปทำอะไรมาก ทีนี้ ก็ไม่คาดคิดว่า การชุมนุมต่าง ๆ ทางการเมือง จะบานปลายไป เป็นลักษณะนี้ เพราะฉะนั้น อันนั้น ก็อาจจะเป็น จุดแรก ซึ่งต่อไปนี้ ก็คงจะต้องฝืนใจตัวเอง นิดหน่อย แล้วก็ต้องยอมรับ มาตรการ ที่มันเข้มข้นขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า

ส่วนที่สอง ก็เป็น ภาพรวมด้วย ว่าไม่ว่าจะเป็นที่ พัทยา หรือไม่ว่าจะเป็น ที่ไหนก็ตาม ก็อาจจะมี ข้อบกพร่อง ในบางส่วน ซึ่งต้องแก้ไข แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็คือเรา ก็นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะมี การประกาศ ถึงขั้นว่า จะจับตัว จะไล่ล่า จะอะไร ก็แล้วแต่

แต่ว่าต่อไปนี้ ก็ต้องปรับปรุง เพราะว่า ไม่อย่างนั้น มันไม่ใช่เรื่องของตน มันเป็นเรื่องของ ผู้นำของประเทศไทย แล้วก็มัน ก็ส่งผลกระทบต่อ ภาพลักษณ์ของประเทศ และ ความมั่นใจที่ ชาวโลกจะมี โดยเฉพาะ ผู้นำต่างประเทศ ซึ่งเขาจะต้องเดินทาง เข้ามาด้วย ตอนนี้ ก็มีการปรับ ไปพอสมควร ทั้งในส่วนที่ อยู่กับตน ตลอดเวลา และ ในส่วนที่ สถานที่สำคัญต่าง ๆ ก็ต้อง ขออภัย ด้วย ว่า เวลาที่ไปงาน ขบวนใหญ่ขึ้น และอาจจะมี การเข้มงวดกวดขัน มากขึ้น ในการตรวจตรา คนที่เขาไปร่วมงาน ก็อาจจะทำให้ มีความรู้สึกว่า เอ๊ะ มันไม่เหมือนเดิม แต่ก็ขอ ความเข้าใจ

ในเรื่องนี้ ถามว่า ตนชอบใจไหม ตนก็ไม่ชอบใจหรอก ยังอยากจะ ไปไหนมาไหน คนเดียว แต่ว่าทุกคน ก็ต้องทำหน้าที่ และมีความรับผิดชอบ ของตัวเอง ฝ่ายที่เขา มีหน้าที่ ในการรักษาความปลอดภัย เขาเห็นถึง ความจำเป็น ก็ต้องดำเนินการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า กรณี ผู้นำต่างประเทศ ต้องเป็น ความปลอดภัยสูงสุด อันนี้ย้ำอยู่แล้ว แล้วก็ที่จริง ก็แม้ว่า เกิดเหตุการณ์ขึ้น แต่ก็ดูแล เรื่องความปลอดภัย เรียบร้อยดี ยังมี หนังสือขอบคุณ มาจาก ผู้นำหลายประเทศ เหมือนกัน ที่บอกว่า เราได้ดูแลเขา เป็นอย่างดี

ส่วนของการชุมนุม ที่อาจจะเป็นปัญหานี้ ส่วนหนึ่ง ก็เป็นเพราะว่า หนึ่ง ทางเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะ ตำรวจเอง ก็เปิดใจกับตนว่า ไม่ค่อยแน่ใจว่า กฎหมายคุ้มครอง เขาแค่ไหน เขาก็เกร็ง เพราะว่า ในช่วง 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ อะไรขึ้น พอมีการตรวจสอบ มีอะไรต่าง ๆ นี้ คุ้มครองเขาแค่ไหน

เพราะฉะนั้น อันนี้ ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่เราคิดถึง เรื่องการปรับปรุงกฎหมาย ต่อไป กับ ประการที่สอง คือ ต้องให้ความมั่นใจว่า สมมติเขาทำ ตามนโยบาย และ ก็ทำตามความจำเป็น สมควรแก่เหตุ “ผมยืนยันว่า ฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็น ผู้บังคับบัญชาเขา จะต้องเข้าไปรับผิดชอบ ใน เรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นะครับ ทีนี้ ในช่วงของ การชุมนุม หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ นี้ เขาพยายามใช้วิธี การเจรจา เสร็จแล้ว ปรากฏว่า พอเจรจากันไป เจรจากันมา ก็เหมือนกับ ปล่อยปะละเลย เหมือน ปล่อยผ่านมา อันที่หนึ่ง นะครับ อันที่สอง ในช่วงจนถึง พัทยา นี้ เราก็ พยายามไม่อยากให้ มีภาพ ความรุนแรง อะไรเลย เพราะฉะนั้น ตำรวจ หรือ แม้กระทั่ง ทหารเอง บางทีมีแต่ โล่ห์ อย่างเดียว ซึ่งพอเหตุการณ์ มันลุกลามปั๊บ เราประกาศใช้ พ.ร.ก. มัน ก็จึงต้องเปลี่ยนแปลงไป ในชั้นนี้ ก็จะหาความลงตัว ความพอดี เลิก พ.ร.ก. ก็จริง แต่ว่า ต้องเข้มงวด ไม่ให้สถานการณ์ มันย้อนกลับไป เหมือนก่อนสงกรานต์อีก” นายกฯ กล่าว


เมื่อ ผู้ดำเนินรายการ ถามว่า มีหลายฝ่าย เรียกร้อง ความรับผิดชอบ จาก ฝ่ายการเมือง กับ เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ท่านมอง เรื่องนี้อย่างไร ต้องมี การเปลี่ยนแปลง ไหม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คือฝ่ายการเมืองเอง เราอย่างที่เรียน กำลังมาทบทวนดู ต่อสภาพปัญหาต่าง ๆ ทั้งหมด แล้วก็ ตนคิดว่า ในช่วงตั้งแต่ การประกาศพระราชกำหนดฯ มาจนถึงวันนี้ ทุกอย่าง ก็ค่อนข้าง เป็นไปด้วยดี เพราะฉะนั้น ตรงนี้ ถ้าหากว่า เราสามารถทำงานต่อ ในระดับนี้ได้ ก็ไม่น่า จะมีปัญหาอะไร แต่อย่างไรก็ตาม การสรุป จุดอ่อน ข้อบกพร่อง ความผิดพลาด ทั้งหลาย ซึ่งมัน มีแน่นอน ในช่วง 2 – 3 เดือน ที่ผ่านมา ตรงนี้ ก็จะต้องแก้ไข กันไป เมื่อถามย้ำว่า จะมีการเปลี่ยน หรือ เปล่าไม่แน่ใจ ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็จะมา ปรึกษาหารือกัน กับทุกฝ่าย อีกครั้ง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยืนยันว่า ตนมีความเชื่อ ในเรื่องของ ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น อำนาจพิเศษ ตนหลีกเลี่ยงอย่างถึงที่สุด ที่จะไม่ใช้ ฉะนั้น ใครที่บอกว่า ตนไปมุ่งใช้ กฎหมายพิเศษ ทำลายล้างรุนแรง ถึงขั้นกับ กล่าวหาว่า ตนไปสั่งฆ่าประชาชน มันเป็นไป ไม่ได้เลย ตรงกันข้าม ก่อนที่จะ ประกาศใช้ พ.ร.ก. นี้ ตนถูกถามมาว่า เกือบเป็นเดือน ว่า เมื่อไรจะใช้ เมื่อไรจะใช้ ตนก็ยืนยันว่า ไม่อยากใช้ เช่นเดียวกับ การใช้สื่อ ก็ใช้เท่าที่จำเป็น

ทีนี้ตนคิดว่า วันนี้ สังคม มีบทเรียน ตนไม่อยาก ให้เป็นเรื่องว่า รัฐบาลไปบังคับ รัฐบาลต้องไปสั่ง ทุกคน มีบทเรียน สื่อสารมวลชน ประชาชน ทั่วไป วันนี้ ตนยืนยัน อีกครั้งหนึ่ง

“เมื่อคืนก็ชุมนุมกัน ใช่ไหมครับที่ สนามหลวง ก็ตราบเท่าที่ ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ก็ไม่มีปัญหา ผมยังไม่ทราบว่า รายละเอียด ในเรื่องของ การชุมนุมนี้ มีอะไรบ้าง แต่ว่า โดยรวม เหตุการณ์ ไม่ได้มีปัญหาอะไร และก็ ชุมนุมแล้ว ก็เลิกกันไป จะนัดชุมนุมใหม่ จะโจมตี วิพากษ์วิจารณ์ ผม ไม่มีปัญหา แต่ต้องไม่มีเรื่องของ การยุยง ให้เกิด ความรุนแรง เหมือนกับ ที่บางคนบอก เอ๊ะ ทำไม มีการไปปิด วิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ บางช่อง ผมก็บอกว่า ถ้าเขาดำเนินการ ถูกต้องตามกฎหมาย ทุกอย่าง ไม่มีปัญหาเลย แม้จะ ตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ ผม รุนแรง แค่ไหน อย่างไร ทำได้นะครับ

แต่ถ้าเมื่อไร บอกว่า ให้คนไป ไล่ล่าจับ คนนั้นคนนี้ ไปทำให้เกิด การกระทำ ที่ผิดกฎหมาย เช่น ปิดถนน หรือ มีการเผา หรืออะไรอันนี้ ไม่ได้ ก็มีอยู่เท่านั้นเอง แล้วก็ ได้มอบนโยบาย ชัดเจน ให้กับทุก ๆ ฝ่าย ว่า ขอให้ ยืนยันแนวทางนี้

ถามว่าแนวทางนี้ จะนำความสงบ มาได้ไหม ผมก็บอกนะครับ ขอย้ำอีกครั้งว่า เลิก พ.ร.ก. แล้ว แต่ว่า เจ้าหน้าที่ทั้ง ตำรวจทหาร ก็ยังช่วย ดูแล รักษา ความสงบเรียบร้อย และ เขามีบทเรียนแล้ว นะครับ ว่า ก่อนสงกรานต์ เป็นอย่างไร ช่วงสงกรานต์ ต่าง ๆ มันเกิดอะไรขึ้น” นายกฯ กล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการ ถามว่า เข้มเกินไป กับ ปล่อยเกินไป เป็นอย่างไร พอมองในความรู้สึกว่า นี่จะเป็นบทเรียน ให้กับ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องเป็นบทเรียน ที่หา ความพอดี ตรงนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้น ตนยังให้ความมั่นใจว่า การดูแลตรงนี้ จะดีขึ้น ในทางกลับกัน ใครที่คิดว่า เราจะสามารถนำความสงบ โดยการใช้อำนาจพิเศษ ตลอดไป เป็นไปไม่ได้ แล้วก็ ไม่สมควรด้วย เพราะว่า อย่างที่ตนย้ำไปว่า ต้นเหตุความขัดแย้ง ส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องการเมือง ก็ต้องไปแก้ด้วย การเมือง ซึ่งก็เป็นเหตุผล ที่เรากำลังให้มี คณะทำงาน โดยฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีความเป็นกลาง ในการที่ จะทำตรงนี้ต่อไป คืออยากจะ เปรียบเทียบให้เห็น แม้กระทั่ง ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้เอง ใช้ พ.ร.ก. ต่อเนื่องมา ต่ออายุกันมา 14 หรือ 15 ครั้งแล้ว มันก็เป็น เครื่องมือ ที่สำคัญ แต่มันอยู่ตลอดไป ไม่ได้ ตนก็ย้ำตรงนี้ และ พยายาม จะดูว่าทำอย่างไร ที่จะสามารถหาแนวทาง ในการที่จะ เพิ่มประสิทธิภาพ ตรงนี้ และ สุดท้าย นำไปสู่ การยกเลิก ให้ได้เช่นเดียวกัน

“ผมขอยืนยัน อย่างนี้นะครับว่า ผมให้ความสำคัญกับ ข้อมูลของ ทุกคน ช่วงเกิดเหตุการณ์นี้ ระหว่างที่ ประกาศ พ.ร.ก. เมื่อใด ที่มีข่าวนะครับ มีใครเสียชีวิต มีใครถูกยิง หรืออะไรนี้ ผมจะให้ ตรวจสอบ ทันที แล้วก็ ตรวจสอบ โดย บุคคลซึ่งไม่ได้มี ส่วนได้เสีย เอา หมอ เอา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เอา หน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาช่วยกันดู เพื่อให้ ประชาชนสบายใจ ว่า ของจริง คืออะไร และ

เรื่องนโยบาย ถ้ามีการไปสอบถาม บรรดาผู้นำ จะเป็น ตำรวจ ทหาร จะทราบเลย นะครับ ตัดสินใจสำคัญ ๆ เช่น ผมบอกเลยว่า การชุมนุม ที่ทำเนียบฯ ที่อยู่กัน หลายพันคน แม้ บางคนบอกว่า ให้สลาย เลย ผมก็เป็นคนตัดสินใจบอก ไม่ได้ เสี่ยงต่อ การที่จะเกิด ความสูญเสียขึ้น อย่างนี้เป็นต้น ค่ำคืนบางคืน มีเหตุที่พบ คนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ ไปยิงทหาร ที่อยู่ตามจุดต่าง ๆ เขาก็มาขอ นโยบาย ผมว่า ตอบโต้ได้ไหม ผมบอก อย่าไปทำเลย เกิดยิงสวนไป คนตาย เป็นใครก็แล้วแต่ จะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ทำให้ความขัดแย้ง ลุกลามไป ก็บอกว่า ให้อดทนอดกลั้น ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ค่อยมา ประเมินทบทวน กันอีกที แนวทาง ผมชัดมาก” นายกฯ กล่าว

นายกอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เพราะฉะนั้น พอมาวันนี้ อย่างเช่น ใน สภาฯ บางที มีภาพนิ่งออกมา นี่มันเกิดขึ้นหรือเปล่า เราต้องไปเอาคลิป ที่เป็นภาพเคลื่อนไหว ทั้งหมด ให้ทราบว่า ก่อนจะไปถึง ภาพนิ่ง ตรงนั้น อะไรมันเกิดขึ้น หรือ อย่างกรณี คลิปต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ ก็ยังมีบางอัน ที่มีความไม่ชัดเจน ตนก็จะให้ มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วมีการชี้แจงต่อไป อย่างโปร่งใสที่สุด ส่วน การสะท้อนออกมา เช่น มี ส.ส. ภาคเหนือ บอกว่า ในพื้นที่ภาคเหนือ ไปจับกุมอะไรเกินเลยไปหรือเปล่า ตนเชิญมาคุยเลย เขาเรียก หลังบัลลังก์ ของท่านประธาน มาคุยกัน มันเป็นอย่างนั้นเหรอ ตนก็ต่อสายคุย กับ ทางตำรวจ ในพื้นที่เลย ให้คุยกัน ทำความเข้าใจกันนะว่า คนที่เขา มาชุมนุมเฉย ๆ ไม่มีอะไร อย่าไปยุ่งกับเขา แต่คนที่ไปยุยง บอกว่า ให้ทำผิดกฎหมาย อันนี้ เราก็ต้อง รักษากฎหมาย เท่านั้นเอง แต่ว่า อย่าไปทำอะไร เกินเลย เพราะนั้น แนวทางตน เป็นอย่างนี้ตลอด และ ทำอย่างนี้ ต่อไป

เมื่อถามว่า ข้อเท็จจริง โดยคนกลาง จะมาเมื่อไร เพราะถ้าหาก ข้อเท็จจริง โดยคนกลาง ยังไม่ออกมา ฝ่ายที่เห็นประเด็น ที่ไม่ตรง กับ นายกฯ ก็ต้องออกมา

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คือที่จริง ขณะนี้ ตนอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า เวลาที่มีการชี้แจง ขณะนี้ เราไม่ได้พูดถึง ความเห็นเลย เราเอาข้อเท็จจริง มากางให้ดู อย่างที่บอกนี้ ภาพเคลื่อนไหว ที่เกิดขึ้นจริง เป็นอย่างไร หรือ รายงาน การสอบสวน สืบสวนสอบสวน ในเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น มีคนนี้ เป็นพยาน ยืนยัน ว่า อะไร อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องของ การให้ข้อมูล เฉย ๆ ยังไม่มี เรื่องความเห็น เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่อง เป็นกลาง หรือ ไม่เป็นกลาง เป็นว่า ตรงไหน ข้อมูลครบถ้วนที่สุด ส่วนคนที่ ประมวลเหตุการณ์ ตนได้พูดไปแล้ว สำนักนายกฯ ทำส่วนหนึ่ง หน่วยงานภายใน ก็ต้องทำส่วนหนึ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็จะมาทำ และ ถ้ามีความจำเป็น ในการที่จะให้ องค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบ รัฐบาล ก็ยินดีให้ความร่วมมือ

นายกฯ กล่าวถึง การตามหาตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช. ว่า อยู่ต่างประเทศ และ ก็คือ เคลื่อนไหว อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ตนได้เรียนกับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ได้อภิปรายช่วงสรุป และ ได้รับการตอบสนอง ด้วยดี

คือตนบอกว่า เรื่องการเมืองนี้ ท่านจะเรียกร้องอะไรกันต่อไป อย่างเมื่อคืนที่ สนามหลวง เขาเรียกร้อง เรื่องรัฐธรรมนูญปี 40 ว่าสิทธิ ของ D Station วิทยุชุมชน ต้องเป็นไป ตามกฎหมาย อะไรต่าง ๆ อันนี้แล้ว ก็ความชัดเจน ในเรื่องเหตุการณ์ นี่ไม่มีปัญหาเลย เราก็จะมาดูแลกันต่อ แต่ตนขอไว้ 2 เรื่อง

เรื่องแรก ก็คือว่า การไปดึง สถาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้อง ขอให้หยุด ซึ่งขณะนี้ ก็ต้องขอบคุณ และตนเข้าใจว่า ในส่วนของ ส.ส. ฝ่ายค้าน คนที่เคลื่อนไหวต่าง ๆ ก็ดูจะ ไม่ได้พูดถึง เรื่องนี้

“ส่วนกรณี อดีตนายกฯ หรือ คุณจักรภพฯ จะพูดไป ก็ขอให้เป็นเรื่อง เฉพาะบุคคล แล้วเรา ก็จะต้องดำเนินการ และ ในส่วนของรัฐบาลเอง ก็ทำหน้าที่ ในการชี้แจงกับ สื่อต่างประเทศ ไป คือผม ก็สังเกตว่า ตอนหลัง สื่อต่างประเทศ ก็มีความเข้าใจ ชัดเจน ยิ่งขึ้นว่า จริง ๆ แล้วการไปถึงขั้น ที่เรียกว่า จาบจ้วง หรือ กล่าวหา สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงอยู่เหนือการเมือง พระองค์ท่าน ทรงอยู่เหนือ การเมือง และ สถาบัน ทั้งสถาบัน อยู่เหนือการเมือง ก็ดูมี ความเข้าใจ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ กับพฤติกรรม ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีการพูดถึง การจะไปใช้ความรุนแรง ประกาศ จะใช้อาวุธ ผมคิดว่า ขณะนี้ นานาชาติ เขาต่อต้านด้วยซ้ำ การที่ไปเรียกร้อง ให้มีการใช้อาวุธนี้ ความจริง ก็แทบจะไม่ต่างจาก ผู้ก่อการร้าย แล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนี้ ผมว่า ความร่วมมือ จาก ต่างประเทศ ความเข้าใจ จาก ต่างประเทศ จะดีขึ้น

ประการที่สอง คือ ความรุนแรง ทั้งหลาย ที่มาชักชวนว่าให้ รุนแรง กัน มาแสดง ความขอบอก ขอบใจ ว่า สามารถขัดขวาง การประชุมนานาชาติ ได้ ผมก็ยิ่งคิดว่า ทำให้ ต่างประเทศ เขามองเห็น ว่า จริง ๆ แล้ว มันเป็นเรื่อง การเรียกร้องประชาธิปไตย หรือ ไม่ ส่วน การเรียกร้องประชาธิปไตย โดยคนจำนวนมาก ที่มีความรู้สึกจริง ๆ อย่างที่ผม ได้บอกไป ก่อนหน้านี้ ก็กำลังให้ ทางสภาฯ เข้ามาเป็น กลไกสำคัญ ในการแก้ไขปัญหา” นายกฯ กล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการ ถามว่า เขายังสามารถ โฟนอิน หรือว่า เข้ามา วีดิโอลิงค์ ในการชุมนุม ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้ กลุ่มผู้ชุมนุมฮึกเหิม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เข้าใจว่า เมื่อคืน ก็ไม่มี ยังไม่ได้ ตรวจสอบ ละเอียด ทั้งหมด แล้ว ถ้าหากว่า พูดจาในลักษณะ ที่ผิดกฎหมายอีก ก็เพิ่ม พูดง่าย ๆ ก็เพิ่มข้อหา การกระทำที่ผิดกฎหมาย มากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งก็ไม่ทราบว่า จะทำไปทำไม อยากจะย้ำว่า ถ้าทำแล้ว คิดว่า จะเป็นเรื่องของ การเอาชนะกัน ในทางการเมือง คือ ชนะ – แพ้ ตนไม่ทราบ แต่ว่าประเทศเสียหาย

วันนี้ขอโอกาส ให้กับ คนไทย ขอโอกาสให้กับ ประเทศไทย ในการที่ จะดูแลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น ปัญหาพื้นฐาน ของ ประชาชน มาช่วยกันดูแล คนตกงาน มาช่วยกัน ดูแล ลูกหลาน ให้เรียนฟรี มาช่วยกัน ดูแลผู้สูงอายุ ให้ได้ ค่าตอบแทน ซึ่งทั้งหมดนี้ กำลังเริ่มต้น ปลายเดือนนี้ ต้นเดือนหน้า ทำไมไม่มา ช่วยกันทำ ตรงนี้ก่อน มาช่วยกัน กอบกู้ภาพลักษณ์ ของประเทศ ว่าเราได้รับ การยอมรับ บทบาทต่าง ๆ มาในอดีต ได้รับความไว้วางใจ ให้เป็น ประธานอาเซียน จัดการประชุม ครั้งสำคัญ เดินหน้า ในการที่จะเป็นกลไก หรือเป็น ส่วนสำคัญ ในการร่วมมือ กับ นานาประเทศ ในการแก้วิกฤต เศรษฐกิจโลก เหมือนกับ ที่เราได้รับเกียรติไปประชุมที่ ลอนดอน ที่อะไรต่าง ๆ ซึ่งบทบาทต่าง ๆ กำลังเป็นที่ยอมรับ

ตนไม่มา ขอโอกาสให้ ตัวเอง แต่ขอโอกาสให้กับ ประเทศชาติ กับประชาชน ส่วนใน เรื่องการเมือง อย่างที่ตนย้ำ ในคืนวันประชุมสภาฯ ไปดูกันทุกฝ่าย กติกา จะแก้กัน ตรงไหน แก้เสร็จแล้ว อยากจะไป เลือกตั้ง กันใหม่ ตนไม่ขัดข้อง

ผู้ดำเนินรายการ ถามว่า มีเวลายังเหลือ อีกนิดหนึ่ง แนวทางในการปฏิรูป นิรโทษกรรม คำนี้ออกมาเยอะ เหลือเกิน มันจะเป็นแนวทาง ที่เป็นข้อสรุปสุดท้าย ในการแก้ไขปัญหา หรือว่า เป็นแนวทาง ที่ทำให้ ผ่อนหายใจ ให้บรรยากาศ ทางการเมือง ช่วงนี้มันผ่านพ้นไป เท่านั้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนบอกว่า ประเด็นในเรื่องของ ความผิดทางการเมือง เอามาวางบนโต๊ะ กันได้ ส่วนจะ ทำหรือไม่ทำ ต้องมาพูดคุยกัน ด้วยเหตุด้วยผล อาจจะต้องมี กระบวนการ อาจะจะต้องถึงขั้น ไปทำประชาพิจารณ์ ประชามติ ก็ได้ แต่ตนก็อยากจะบอกว่า

1. ต้องแยก เรื่องความผิด ทางการเมือง ความผิด ทางอาญา ความผิด ทางอาญา นั้นไม่ควรจะพูดถึงเลย ตัดออกไป ส่วน ความผิด ทางการเมือง ต้องมาดู ปัญหามันเป็นอย่างนี้ บางคนบอกว่า กฎหมายไม่ดี ไม่สมบูรณ์ บางมาตรา อยากจะแก้ ปัญหาก็คือ พอแก้นี้ มันมีคน ได้ประโยชน เสียประโยชน์ มันก็จะมีคน อีกกลุ่มหนึ่ง ที่บอกว่า อย่างนี้ แก้เพื่อตัวเอง หรือเปล่า อันนี้ เป็นปม ที่มันค้าง มา 2 ปีแล้ว

ปีที่แล้ว ที่มีการชุมนุมกัน ทั้งปี มันเริ่มต้น จากจุดนี้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องหาความพอดีว่า ถ้าเราอยากจะทำนี้ หลักความเห็น ส่วนตัว ของตน ก็คือว่า อะไร ที่เป็นระบบ ที่ถูกต้อง ก็ไปให้ถึง จุดนั้น แต่อย่าไปคำนึง ถึงว่า ทำอันนี้ เพื่อที่จะให้ คนนั้นคนนี้ คืนสิทธิ์ หรือ ไม่คืนสิทธิ์ อย่างไร ทั้งสองด้านเลย คือ ไม่ควรจะตั้งเป้าว่า คนเหล่านี้ ควรได้รับการคืนสิทธิ์ หรือ คนเหล่านี้ เราควรจะดองเอาไว้ หรือ อะไร ไม่ควรจะมีอย่างนั้น ดูระบบ ก่อน ดูความเป็นธรรม ก่อน แล้วบางที คำตอบมันอาจจะไม่ใช่ว่า นิรโทษ หรือ ไม่นิรโทษ ก็ได้

อาจจะมีช่องทางอื่น อีกตั้งเยอะว่า แก้กฎหมายแล้ว จะมีบทเฉพาะกาล เขียนอย่างไร ให้มีความเป็นธรรม กับ ทุกฝ่าย ตอบคำถาม ของสังคมได้ แต่ว่าทั้งหมดนี้ ตนพูดเท่านี้ เพราะว่าเดี๋ยวจะหาว่า ชี้นำ อีก ก็ให้ ทุกฝ่าย เสนอ เข้ามาก่อน แล้วตน ก็ยอมรับ เสียงดังมาก ทั้งสองฝ่าย ว่าจะเป็น 40 มาแก้ 50 มาแก้ เสียงดังมาก ก็บอกว่า ตนเห็น พอพูดประเด็นนี้ไป สัปดาห์ก่อน หนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ก็ดีแล้วนะ น่าจะเป็นทางออก แล้วก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่ง เสียงดังมาก บอกอย่าทำนะ ทำอันนี้ ไม่ได้ปรองดองนะ เพราะว่า เขาจะออกมาต่อต้าน ทุกคน ต้องฟัง ทั้งหมด และ มาช่วยกันคิด หา ทางออก ที่เป็นเหตุ เป็นผล

“เวลานี้เราก็ถือว่า หลายเรื่อง กลับเข้ามาสู่ ภาวะความเป็นปกติแล้ว แต่ว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ที่ดูแล ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย คงต้องเข้มงวด เข้มข้น ไปอีกระยะหนึ่ง แต่ว่า วิถีชีวิต ของ พี่น้องประชาชน ผมอยากให้ สงบสุข เร็วที่สุด และ ส่วนหนึ่ง ที่ทำได้คือ พี่น้องประชาชนเอง อย่างที่บอก ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว ผมมีกระบวนการทุกอย่าง ตอบคำถาม ใครติดใจอะไร พบข้อมูลอะไร ผิดปกติ ส่งไปที่หน่วยงาน ที่เขาเป็นกลาง เขาจะดูแลให้ แต่อย่าไปซุบซิบ ๆ บอกเป็นอย่างนี้ แล้วก็ไป ปลุกระดม อย่าไปทำอย่างนั้น ผมให้ ความเป็นธรรม ทุกฝ่าย มาทำให้ บ้านเมือง ของเรา เดินไปข้างหน้า ด้วยกันดี กว่า เพื่อประโยชน์ ของทุกคน นะครับ ผมโดยส่วนตัว ไม่ได้ประโยชน์ อะไรหรอกครับ แต่ทุกคน จะได้ประโยชน์ จากการที่ บ้านเมืองสงบสุข และ เราได้มีเวลา ทุ่มเท แก้ไขปัญหา ให้พี่น้องประชาชน” นายกฯ กล่าว


คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์”
จาก manager multimedia

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 26 เมษายน 2552 11:48 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000046610


พิมพ์ ข่าวนี้ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 24, 2009

เสื้อแดงก่อหวอดขับไล่ มท.1 ที่นำเสื้อน้ำเงินชลบุรี ประกาศปกป้องสถาบัน

มท.1 นำ เสื้อน้ำเงินชลบุรี ประกาศปกป้องสถาบัน
“หางแดง” 50 คน ก่อหวอดขับไล่
มท.1 นำ เสื้อน้ำเงินชลบุรี ประกาศปกป้องสถาบัน

มท.1 นำ เสื้อน้ำเงินชลบุรี ประกาศปกป้องสถาบัน


ศูนย์ข่าวศรีราชา – มท.1 นำชาวชลบุรีกว่า 12,000 คนสวมเสื้อน้ำเงิน ประกาศเจตนารมณ์ ปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ เสริมสร้างสมานฉันท์ พร้อมกับ แจกโฉนดที่ดิน เอกสารสิทธิทำกิน คาดเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บ้านเมืองสงบ ถกในสภามา 2 วัน รู้แล้วอะไรผิดอะไรถูก ด้านแก๊งหางแดง แปลงร่างเป็น เสื้อหลากสี 50 คน รวมตัวขับไล่ ก่อนตำรวจขอร้องให้สลายตัว
ตำรวจขอร้องให้ เสื้อแดง ที่ก่อหวอดขับไล่ มท.1 สลายตัว

เสื้อแดงก่อหวอดขับไล่ มท.1

เวลา 18.00 น.วันนี้ (24 เม.ย.) ที่สนามหน้าศาลากลาง จ.ชลบุรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็น ประธาน ในพิธีประกาศเจตนารมณ์ สถาบันสำคัญของชาติ เพื่อเป็นการเสริมสร้าง และ สมานฉันท์ ร่วมกับประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ใส่เสื้อสีน้ำเงิน มีข้อความ “ปกป้องสถาบัน” ที่หน้าอก จำนวนประมาณ 12,000 คน วัตถุประสงค์เพื่อ เทิดทูน สถาบันพระมหากษัตริย์ การสร้างความรัก ความเข้าใจ ลดการแตกแยก ทางความคิด และ สร้างความสมานฉันท์ของ พี่น้องชาว จ.ชลบุรี พร้อมกับกิจกรรมบำบัดทุกข์บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้กับ ประชาชน จัดทำบัตรประจำตัวประชาชน

นอกจากนี้ มท.1 ยังร่วมแจกโฉนดที่ดิน และ เอกสารสิทธิทำกิน ให้กับราษฎร ที่ไม่มีที่ทำกิน ให้เป็นที่ทำกิน ของตนเอง พร้อมกับ เดินชมนิทรรศการ และ กิจกรรมภายใน

ประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ใส่เสื้อสีน้ำเงิน มีข้อความ ปกป้องสถาบัน ที่หน้าอก จำนวนประมาณ 12,000 คน

ประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ใส่เสื้อสีน้ำเงิน มีข้อความ ปกป้องสถาบัน ที่หน้าอก จำนวนประมาณ 12,000 คน


นายชวรัตน์ กล่าวว่า หลังจากที่ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว ตนคิดว่า ไม่น่าจะมี เหตุการณ์รุนแรง น่าจะเกิด ความสันติ สงบกัน ได้แล้ว เหนื่อยกันมา 2- 3 สัปดาห์ เปิดอก พูดคุยกัน ในที่ ประชุมสภา มา 2 วันเต็ม น่าจะรู้แล้วว่า อะไรถูก อะไรผิด ขอให้ บ้านเมือง สงบสุข หันหน้าหากัน แล้ว ทำมาหากิน กันได้แล้ว

ก่อนที่ มท.1 จะเดินทางมาถึง มีกลุ่ม นปช. ใส่เสื้อหลากสี ประมาณ 50 คน มารวมตัวกันที่ บริเวณด้านข้าง ร.ร.ชลกันยานุกูล ห่างบริเวณจัดงานเพียง 300 เมตร เพื่อมาทำการต่อต้าน การเดินทาง ของนายชวรัตน์ ในครั้งนี้ โดยอ้างว่าไม่พอใจ ที่คนเสื้อสีน้ำเงิน แอบลอบตี คนเสื้อแดง จนกระทั่งเกิด ความวุ่นวาย ลุกลาม จนเ้ป็นเหตุให้ งานประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน +3 +6 ที่ รร.รอยัลคลิฟ บีช ยุติกลางคัน

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.ปราโมช ปทุมวงศ์ รอง ผบช.ภ.2 และรักษาการ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ได้ส่ง พ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม ผกก.สภ.เมืองชลบุรี ไปเจรจา ขอร้อง จนกระทั่งกลุ่ม นปช.เสื้อหลากสีได้สลายตัวไป

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 24 เมษายน 2552 21:31 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ มท.1 นำเสื้อน้ำเงินชลบุรีประกาศปกป้องสถาบัน-“หางแดง” 50 คน ก่อหวอดขับไล่


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศาลอาญาให้ประกัน 3 แกนนำ นปช.แต่วางเงื่อนไข ห้ามปลุกระดม


ศาลปล่อยชั่วคราว 3 โจรแดง! สั่งห้ามปลุกระดม-ออกนอกประเทศ
ศาลอาญาให้ประกัน 3 แกนนำ นปช.แต่วางเงื่อนไข ห้ามปลุกระดม หรือกระทำการใดๆ

ศาลอาญาให้ประกัน 3 แกนนำ นปช.แต่วางเงื่อนไข ห้ามปลุกระดม หรือกระทำการใดๆ


ศาลอาญาให้ประกัน 3 แกนนำ นปช.แต่วางเงื่อนไข ห้ามปลุกระดม หรือกระทำการใดๆ อันก่อความวุ่นวาย ในบ้านเมือง พ่วง ห้าม ออกนอกประเทศ ด้าน “วีระ” ไม่กล้ารับปาก ขึ้นเวทีเสื้อแดงสนามหลวง พรุ่งนี้ (25 เม.ย.) ขอปรึกษาทนาย หวั่นผิดข้อกำหนดศาล


วันนี้ (24 เม.ย.) เมื่อเวลา 13.45 น.ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ได้ยื่นคำร้อง ขอฝากขัง ครั้งแรก นายวีระ มุสิกพงศ์ อายุ 60 ปี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 33 ปี และ นพ.เหวง โตจิราการ 58 ปี แกนนำ แนวร่วม ประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาที่ 1-3 คดีปลุกระดมมวลชน เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิด กฎหมายแผ่นดิน และ มั่วสุม ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวาย ในบ้านเมือง
นายวีระ มุสิกพงศ์ อายุ 60 ปี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 33 ปี และ นพ.เหวง โตจิราการ 58 ปี

นายวีระ มุสิกพงศ์ อายุ 60 ปี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 33 ปี และ นพ.เหวง โตจิราการ 58 ปี


ซึ่งศาลอาญา ได้อนุมัติ ออกหมายจับ พร้อมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ พวกรวม 14 คน ตามประมวลวิธี พิจารณาความอาญา หลังจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุติ สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ในพื้นที่ กทม. และ ปริมณฑล

โดยคำร้องสรุปว่า ผู้ต้องหาทั้งสาม ถูกออกหมายจับ ในข้อหา ร่วมกันกระทำให้ปรากฏ แก่ประชาชน ด้วยวาจา อันมิใช่ เป็นการกระทำภายใน ความมุ่งหมาย แห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช่ เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชม โดยสุจริต เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 116(3) และ มั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป กระทำการ อย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวาย ในบ้านเมือง โดยเป็น หัวหน้า หรือ ผู้สั่งการ มาตรา 215 วรรคแรก และ วรรคสาม ซึ่งพนักงานสอบสวน ได้ยื่นคำร้อง ขอฝากขัง ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา แต่ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหา ทั้งสาม ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุม ตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 12 จึงให้ยกคำร้อง

โดยให้จับกุม และ ควบคุมตัวทั้งสามไว้ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.ก.ได้ควบคุมตัว ทั้งสามไว้ที่ กองบังคับการตำรวจ ตระเวนชายแดนภาค 1 คลองห้า จ.ปทุมธานี จนครบ 7 วัน ในวันที่ 22 เม.ย. และได้ขออนุญาตศาล ขยายเวลาควบคุมตัว อีก 7 วัน จนถึงวันที่ 29 เม.ย. ต่อมา วันที่ 24 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศ ยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงทำให้การควบคุมตัว ทั้งสาม ตาม พ.ร.ก.สิ้นสุดลง แต่การสอบสวนคดียัง ไมเสร็จสิ้น ต้องสอบสวนพยาน อีก 20 ปาก และ รอผลการตรวจสอบ ประวัติอาชญากร จึงมีความจำเป็น ต้องฝากขังผู้ต้องหา เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.- 5 พ.ค.นี้

ด้าน นายคารม พลทะกลาง ทนายความ นปช.กล่าวว่า ตนได้ยื่นคำร้องคัดค้าน การฝากขังของ พนักงานสอบสวน เนื่องจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศ ยกเลิก พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แล้ว และ ที่ผ่านมา ได้พ้นระยะ เวลาการควบคุมตัว 48 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.แล้ว และ ยืนยันว่า ผู้ต้องหาทั้งสาม ไม่ได้มี พฤติการณ์ ที่จะหลบหนี หรือ ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ขณะเดียวกัน ตนก็ยื่นคำร้อง ขอประกันตัว 3 แกนนำ ด้วย ซึ่งเตรียมหลักทรัพย์ ทั้งเงินสด คนละ 5 แสนบาท และ ตำแหน่ง ส.ส. ต่อศาล รวมทั้งตำแหน่ง ส.ส.ของ นายการุณ โหสกุล และ นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ต้องหาทั้งสาม ถูกนำตัวจาก บก.ตชด.ภาค 1 มายังศาล โดยมีกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ นครบาล 2 จำนวน 1 กองร้อย 150 นาย กระจายกำลัง รอบบริเวณศาล เพื่อดูแลความปลอดภัย

ซึ่งวันนี้มี กลุ่มผู้สนับสนุน นปช.สวมเสื้อแดง และ เสื้อผ้าหลากสี ประมาณ 30 คน เดินทางมา พร้อมนำ ดอกกุหลาบสีแดง มามอบให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้ง นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ และ นายการุณ โหสกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมา ให้กำลังใจ ผู้ต้องหาทั้งสาม ด้วย

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ห้องพิจารณา 801 ศาลได้ไต่สวน คำร้องฝากขัง ของ พนักงานสอบสวน และ คำคัดค้าน ฝากขังผู้ต้องหา โดย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. เข้าเบิกความสรุป ว่า

หลังจากที่ ศาลออกหมายจับผู้ต้องหา เมื่อวันที่ 14 เม.ย. เวลา 15.30 น. ผู้ต้องหา ได้แสดงตน ต่อ พนักงาน สอบสวน บช.น. ซึ่งแจ้งข้อหา ดำเนินคดี

ต่อมาวันที่ 16 เม.ย.เวลา 08.00 น. พนักงานสอบสวน ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหา มายื่นคำร้อง ขอขยายระยะเวลา ควบคุมตัว ซึ่งศาลได้อนุญาต ให้ควบคุมตัว ผู้ต้องหา ไว้ตามที่ถูกออกหมายจับ และ ควบคุมตัว ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 11 อนุ 1 มาตรา 12 เป็นเวลา 7 วัน และ วันที่ 24 เม.ย. เวลา 12.00 น.นายกรัฐมนตรี ได้มีประกาศ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เจ้าพนักงาน จึงหมดอำนาจควบคุมตัว ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำเป็นต้อง ยื่นคำร้องฝากขัง ในคดีอาญา เป็นเวลา 12 วัน

พล.ต.ต.อำนวย ได้ตอบ การซักค้าน ทนายความ เกี่ยวกับการชุมนุมของ คนเสื้อแดง และ ระยะเวลา การควบคุมตัว ผู้ต้องหาว่า การชุมนุม ของกลุ่ม นปช. ไม่ถือว่า สงบ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งการชุมนุม ได้ใช้ถ้อยคำ ยุยงให้ประชาชน กระทำละเมิดต่อกฎหมาย และ ใช้ความรุนแรง ขึ้นเป็นลำดับ

ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุม จะมาด้วยความสมัครใจ หรือ ไม่ ตนไม่ทราบ ส่วนการควบคุมตัว ผู้ต้องหา 48 ชั่วโมง หลังแสดงตัวต่อ เจ้าหน้าที่ จะนับรวมการเดินทาง เข้ามอบตัว และ การเดินทางจาก สถานที่ควบคุมตัว มาศาล

สำหรับเรื่องการขอปล่อยตัว ชั่วคราว พนักงานสอบสวน ไม่คัดค้าน จึงขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล และ ระหว่างการควบคุมตัว ผู้ต้องหาได้ปฏิบัติตัวถูกต้อง ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี หรือไปยุ่งเหยิง กับพ ยานหลักฐาน ซึ่งการยื่นคำร้องฝากขัง ได้ปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณา ความอาญา ซึ่งผู้ต้องหา ถูกตั้งข้อหา ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 116 และ มาตรา 215 พยานเบิกความเรื่องอื่นๆ แล้วเสร็จ ศาล จึงนัดฟังคำสั่ง ต่อไป

ต่อมา เมื่อเวลา 17.30 น.ศาลมีคำสั่ง อนุญาต ให้ฝากขัง นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ 3 แกนนำ นปช.เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.-5 พ.ค. นี้ และ อนุญาตให้ ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาประกัน คนละ 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไข

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งสาม เป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับ ที่ออกเมื่อวันที่ 14 เม.ย. ซึ่งปรากฏว่า ผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัว ในวันเดียวกัน ต่อมา เมื่อวันที่ 16 เม.ย.พนักงานสอบสวน นำตัวผู้ต้องหา มาฝากขัง ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ กำหนดให้ควบคุมตัว ตาม พ.ร.ก. จำนวน 7 วัน หลังครบ กำหนด พนักงานสอบสวน นำตัวมา ขอขยายเวลาควบคุม ตาม พ.ร.ก. อีก 7 วัน

กระทั่ง วันที่ 24 เม.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ มีคำสั่ง ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พนักงานสอบสวน จึงไม่มีอำนาจควบคุมตัว เกินกว่า 48 ชั่วโมง ตาม กฎหมาย กำหนด ผู้ต้องหาทั้งสาม คัดค้านว่า หลัง ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พนักงานสอบสวน ไม่มีอำนาจควบคุมตัว จึงขอให้ศาลปล่อยตัว

ศาลเห็นว่า การควบคุมตัวผู้ต้องหา ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. พนักงานสอบสวน ทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับเห็นว่า คำร้องฝากขัง พนักงานสอบสวน อ้างว่า ต้องมีการ สอบสวน พยานเพิ่มเติม อีก 20 ปาก และ ต้องรอผล ตรวจประวัติอาชญากร จาก สตช. จึงมีเหตุจำเป็น ให้ต้องคุมขังต่อไป จึงอนุญาตให้ ฝากขัง ผู้ต้องหา ตามคำร้อง ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.-5 พ.ค. คำคัดค้านของผู้ต้องหา ฟังไม่ขึ้น

ส่วนคำร้องผู้ต้องหา ขอประกันตัว ศาลเห็นว่า ข้อหา ที่ผู้ต้องหาทั้งสาม ถูกออกหมายจับ มีอัตราโทษไม่สูง ประกอบกับ มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สถานการณ์ มีความคลี่คลาย ลงแล้ว จึงอนุญาตให้ ปล่อยตัวเป็นการชั่วคราว โดยตีราคาหลักทรัพย ์คนละ 5 แสนบาท และ ห้ามผู้ต้องหา ออกนอก ราชอาณาจักร โดยให้แจ้ง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ทราบด้วย และ วางเงื่อนไข ห้ามผู้ต้องหา กระทำการปลุกระดม หรือ กระทำการใดๆ อันก่อความวุ่นวาย ในบ้านเมือง และ ห้ามมิให้กระทำการใดๆ ที่มีผลกระทบ ต่อการสอบสวน ของพนักงานสอบสวน มิฉะนั้น ศาลจะถอดประกัน

ภายหลังศาล มีคำสั่งปล่อยตัว นายวีระ, นายณัฐวุฒิ และ นพ.เหวง เดินลงมาจาก ห้องพิจารณาคดี พบกับ กลุ่มผู้สนับสนุน ที่เฝ้ารอให้กำลังใจ ประมาณ 100 คน พร้อมกล่าวขอบคุณ กลุ่มผู้สนับสนุน โดย นายวีระ กล่าวว่า

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณศาล ที่ให้ประกันตัว ซึ่งถือเป็น การมองเห็นถึง สิทธิของประชาชน ตาม รธน. ส่วนที่กลุ่ม นปช. นัดชุมนุมกัน ในวันพรุ่งนี้ (25 เม.ย.) สนามหลวง พวกตน จะเดินทางไปร่วม ได้หรือไม่ ต้องรอปรึกษา ทีมทนายความก่อน ว่าจะเป็น การฝ่าฝืนข้อกำหนดของศาล ในการปล่อยตัวชั่วคราว หรือไม่

ด้าน นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สิ่งแรกที่ตนจะทำ หลังจากได้รับอิสรภาพ คือ ชำระล้าง ข้อเท็จจริง เรื่องการเสียชีวิต ของ กลุ่มคนเสื้อแดง ในการใช้กำลังทหาร สลายการชุมนุม เมื่อเช้าวันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากวันดังกล่าว หลังได้ยินเสียงปืนนัดแรก มีกลุ่ม คนเสื้อแดง รวมทั้ง กลุ่มแท็กซี่ โทรศัพท์แจ้งตนว่า มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งตนเชื่อว่า กลุ่มคนดังกล่าว ไม่มีเหตุผล ที่จะมาโกหก เมื่อรัฐบาล มีข้อเท็จจริง ที่แตกออกไป ก็ต้องนำข้อเท็จจริง 2 ฝ่าย มาชำระ ล้างกัน

ขณะที่ นพ.เหวง กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ขอขอบคุณ ในความกรุณา ของศาล และ เคารพ เงื่อนไข ที่ศาลกำหนดไว้

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 24 เมษายน 2552 20:24 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ศาลปล่อยชั่วคราว 3 โจรแดง! สั่งห้ามปลุกระดม-ออกนอกประเทศ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Thai Premier Abhisit Vejjajiva lifted state of emergency imposed in Bangkok

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ก่อความไม่สงบ,ข่าวการเมือง,ข่าวรอบโลก,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,คุณธรรม,จริยธรรม,ประวัติศาสตร์ไทย,พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,พันธมิตรประชาชน,หมายจับ,หมิ่นเบื้องสูง,อาชญากรรม,เสื้อแดง,conflict,Constitution 2007,criminal,Crisis,Demonstration,PAD,Politic,state of emergency,Thailand,Violence — accomthailand @ 16:14
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva (C) addresses a press conference at the Government House in Bangkok on April 24, 2009


Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva (C) addresses a press conference at the Government House in Bangkok on April 24, 2009. Thai Premier Abhisit Vejjajiva lifted a nearly two-week-old state of emergency imposed in Bangkok amid violent protests, but the government said some troops would remain on the streets.

อ่าน Details in Thai – รายละเอียด
From daylife.com – 24 April 2009


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Next Page »

Blog at WordPress.com.