Accom Thailand

January 13, 2009

“นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์”


นายกฯ พบสื่อเดินหน้าปฏิรูปช่อง 11


นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่� ข�งรัฐบาล�ภิสิทธิ์

นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นของ องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมบรรยาย เรื่อง “นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาล อภิสิทธิ์” โดยกล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ มีแนวคิด ที่จะปฏิรูปรูปแบบ ของ สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ให้กลับมาเป็น สถานีสาธารณะ พร้อมระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ จะไม่แทรกแซง การทำงานของสื่อ


วันนี้ (13 ม.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล สื่อของรัฐ ได้เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นของ องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย โดยมี ตัวแทน องค์กรวิชาชีพ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เข้าร่วมเสนอ ความคิดเห็น
นาย�ภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ ความสำคัญข�ง การปฏิรูปสื่�

นายอภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ ความสำคัญของ การปฏิรูปสื่อ


โดย นายอภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของ รัฐบาลอภิสิทธิ์” ว่า ความสำคัญของ การปฏิรูปสื่อ มีความสำคัญ 2 ประการ เพราะ

1. ในเชิงของ สภาวะแวดล้อม ของสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโลกของข้อมูลข่าวสาร หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เหมือนคนละโลก เพียงแค่ 10 ปี หรือ 20 ปี ก็สัมผัสความแตกต่าง ที่สื่อมีต่อประชาชน ได้ย้ำเสมอว่า บทบาทของสื่อ ในการหล่อหลอม และ สร้างค่านิยม ให้กับคน มากกว่า พ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือ ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อกลุ่มเยาวชน เพราะเป็นโลก ของคนวัยเหล่านี้ หลายสิ่งเป็น ค่านิยมที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อ มีอิทธิพล

2. สื่อ มีบทบาทอย่างสำคัญ ในการนำสังคม กลับคืนสู่ความเป็นปกติ ให้มากที่สุด เพราะความขัดแย้ง ทางสังคม เป็นนโยบายเร่งด่วน ที่ รัฐบาล ประกาศ ตั้งแต่ต้น อย่างน้อยที่สุด การนำบ้านเมือง กลับสู่ภาวะปกติ ให้มากที่สุด และ เร็วที่สุด ตนเชื่อว่า บทบาทของสื่อ มีความสำคัญมาก

เมื่อ เป็นเช่นนี้ จึงต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้ สื่อ มีสิทธิเสรีภาพ บนหลักการ ของวิชาชีพ และ มืออาชีพ ในการสะท้อน ข้อมูลข่าวสาร เสนอความเห็น มุมมองต่างๆ ต่อประชาชน การปฏิรูปสื่อ ต้องดูโครงสร้าง ถ้าไม่แก้โครงสร้าง ผู้ทำงาน หรือ ผู้ปฏิบัติงาน ก็ประสบกับ ความยากลำบาก ในการทำงาน ให้ตรงไปตรงมาในการเสนอ ความคิดต่อสังคม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่คุกคาม การทำงานของ สื่อ คือ อำนาจรัฐ และ อำนาจทุน อำนาจรัฐ เกิดจาก ความพยายายาม หรือ ความเชื่อว่า เมื่อยุคสมัยนี้ เป็น สงครามข้อมูลข่าวสาร ใครสามารถควบคุม ข้อมูลข่าวสาร ก็สามารถชนะในการต่อสู้ จึงเอาสื่อ มาเป็นเครื่องมือ ทำให้ เป็นปัญหา มาโดยตลอด โดยเฉพาะ สื่อของรัฐ

ส่วนอำนาจทุน ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา ก็ไปอยู่ในที่เดียวกันกับ อำนาจรัฐ ยิ่งทำให้ เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น เกิดการกดดันผ่านทุน แม้สื่อ จะมีความคิด เชิงอุดมคติ แต่ สื่อสารมวลชน ก็คือ ธุรกิจ หนีความจริงได้ยาก การใช้อำนาจทุน ในการกดดัน เกิดผลกระทบ เป็นช่องทางสำคัญ ในการเข้าไป แทรกแซง หรือ บิดเบือน

ดังนั้น มาตรการสำคัญๆ เราจะต้องมาดู ทั้ง อำนาจรัฐ และ อำนาจทุน ในส่วนของ อำนาจรัฐ คือ กฎหมายบางอย่าง ที่จะเอื้อต่อ สิทธิเสรีภาพ ของ ประชาชน สิทธิเสรีภาพ ของ สื่อ ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เช่น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร

ในฐานะ ที่เป็นคนเสนอกฎหมาย เมื่อสิบสองสิบสามปี ที่ผ่านมา ก็พบความจริงว่า กฎหมายไม่ได้เป็นไป อย่างที่คาดหวังไว้ วันที่ มีการเสนอกฎหมาย นั้น ฝ่ายตรวจสอบ ไม่มีทางเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารได้ ฝ่ายค้านทำงาน ต้องใช้วิธีการ แนวทางอื่น ตนไม่เห็นว่า กฎหมายนี้ใช้ได้ จึงเป็นประเด็น ที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กฎหมายนี้ ล้ำหน้ารัฐธรรมนูญ 2540 เพราะทำไว้ก่อน หากกฎหมายนี้ เกิดทีหลัง ก็จะไม่เป็นปัญหา

ทั้งนี้ ถ้าเริ่มต้นจาก การทำให้ข้อมูลข่าวสาร ของราชการเป็น สิทธิของประชาชน ที่จะต้องรับรู้ ยกเว้นเหตุผล เฉพาะตามกฎหมาย และ การปฏิรูปสื่อ ให้เข้มแข็ง ดีกว่าต้องมาตรวจสอบ บนกฎหมาย ที่คิดว่า เป็นนโยบาย ที่สำคัญ ที่ต้องผลักดันคือ กฎหมาย ในแง่ โครงสร้างสื่อของรัฐ คือ กฎหมายว่าด้วย วิทยุ และ โทรทัศน์ และ องค์กรกำกับ คือ กสทช. เพราะเรื่องนี้ ตั้งแต่ปี 2542-2543 มีปัญหามา ตั้งแต่ต้น

เพราะ สื่อวิทยุ และ โทรทัศน์ ไปพันกับ กิจการโทรคมนาคม มีความเห็นเป็น สองฝ่ายว่า เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ แต่สำหรับตน เห็นว่า เป็นเรื่องเดียวกัน

วันข้างหน้า มีความยากมาก ว่าจะดูเป็นสองเรื่อง ได้อย่างไร เช่น บริการข้อความสั้น ที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถสรุปเรื่องยาวๆ ให้สั้น เวลาอ่านแล้ว รู้สึก ตกใจ และ อันตรายมาก

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า องค์กรกำกับ เกิดได้ยาก จะเอา องค์กรไหน มากำกับ ช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน ตนก็ไม่เห็นกับ กระทรวงไอซีที เพราะไม่มี หลักประกัน จึงต้องหา ความพอดี ที่ผ่านมา จะเห็นว่า ถ้าได้เร็ว เราก็ได้ กรรมการไม่ดี ถ้าจะได้คนดี มาเป็นกรรมการ ก็มีการร้องเรียน กันไปมา จึงได้ มอบโจทย์ให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ไปหาความพอดี และ อิสระ

อย่าทำให้เรื่องยุ่งยาก หรือ เกิดการร้องเรียน จนไม่มีกรรมการทำงานได้ ประการถัดมา ก็มีความเป็นห่วง เรื่องหลักประกัน ของสื่อบางประเภท เช่น สื่อชุมชน หรือ สื่อเชิงสาธารณะ ที่ผ่านมา กฎหมายของรัฐบาลก่อน ไม่ได้กำหนดสัดส่วนเอาไว้ จึงควรจะมีสัดส่วน เพื่อเป็นหลักประกัน ในการ กระจายสื่อ บางเวลา ต้องมี สาระ สำหรับ ประชาชน ไม่ว่าจะเป็น สื่อของใคร

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราคิดว่าปล่อย ที่สุดคือ ประชาชน อาจจะไม่ได้มีโอกาสซึมซับบางเรื่อง เพราะประชาชนจะ หนีรายการ ที่มีสาระ แต่อะไร ที่เป็น เนื้อหาสาระ ก็ควรมี แต่ไม่ใช่มี สาระเพียงหนึ่ง หรือ สอง แล้วปล่อยให้เป็น เรื่องธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่แนวทาง ที่จะสนับสนุน

แต่สำหรับ สื่อของรัฐ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เดิมเราคิดว่า ถ้าให้ไอทีวีเดิม เป็นทีวีเสรี แล้วเปลี่ยน ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็น ทีวีสาธารณะ ช่อง 11 จึงอยู่ในฐานะ ที่ต้องมาคิดกันว่า จะมีรูปแบบใด แต่ความจริง อยากเป็น รูปแบบสาธารณะ

นาย�ภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตน�ยากเห็น กฎหมายคุ้มคร�ง ผู้ประก�บวิชาชีพสื่�

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเห็น กฎหมายคุ้มครอง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ


อย่างไรก็ตาม พื้นที่ สำหรับราชการ หรือ รัฐ ต้องมี เพื่อการชี้แจง แต่ไม่ใช่นำไปใช้ประโยชน์ ในทางการเมือง

แม้เส้นแบ่ง อาจจะยาก แต่โดยสำนึกแล้ว สามารถแบ่งได้ การทำงานคือ การอธิบายชี้แจงถึง มาตรการ ที่ได้ผลักดันออกไปว่า ทำด้วย อะไร ใช้เหตุผล อะไร ใช้เพื่อทำลายคู่แข่ง ในทางการเมือง ไม่ได้ ส่วนเวลา สำหรับฝ่ายค้าน ก็ควรมี แม้จะเป็น การเมืองมาก เพราะฝ่ายค้าน มีหน้าที ตรวจสอบ แต่อยากให้เป็น เชิงแลกเปลี่ยน ในมุมมอง ของนโยบาย ไม่ใช่ตอบโต้กัน ทางการเมือง เพราะสามารถใช้พื้นที่ การนำเสนอข่าว ได้ทุกวันอยู่แล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเห็น กฎหมายคุ้มครอง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่พบว่ากฎหมายเช่นนี้ มักจะถูกแปลงสาร ไปเป็น กฎหมาย ควบคุมสื่อ และ อยากทำงาน ร่วมกับ องค์กร วิชาชีพสื่อ อะไรที่คุ้มครอง คนทำงาน ที่ทำหน้าที่ ตรงไปตรงมา เมื่อเจอ อำนาจรัฐ อำนาจทุน รัฐ จะดูแล คุ้มครองเขา ได้อย่างไร ถือเป็นสัญญาณ ที่สำคัญ เพื่อให้ สื่อมีหลักประกัน ที่ดีมากขึ้น ในการเป็นอิสระ แต่รายละเอียด ไม่อยากให้ การเมืองเข้าไปยุ่ง มีการประเมิน เป็นระยะๆ ว่า บทบาทของสื่อ ควรจะเป็นอย่างไร เพื่อให้การทำหน้าที่ เป็นไป ตามเป้าหมาย และ อุดมการณ์

และ สำหรับข่าวโทรทัศน์ วันนี้ ที่มีการคุยข่าว ไปเรื่อยๆ เป็นอันตราย แม้ข้อดี คนจะได้ มีความเพลิดเพลิน แต่อันตรายของ การคุยข่าว คือ การชี้นำ เพราะไม่เหมือนกับ การอ่านข่าว หรือ ประกาศข่าว อย่างที่เราเห็นในอดีต

“ถ้าคุย อย่างเดียวไม่มีข่าว ก็น่าเป็นห่วง เพราะมีการชี้นำ ตั้งแต่คำพูด ไปจนถึงสีหน้า ที่เราสัมผัสอยู่ทุกวัน แต่ก็ไม่อยากให้ รัฐเข้าไปยุ่ง องค์กรวิชาชีพ ควรเอาปัญหานี้ มาพูดคุยกัน ความพอดี และ มาตรฐาน ควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ทุกอย่าง เป็นไปด้วยดี” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในสภาวะความขัดแย้ง อย่างนี้ ตนเคารพ การทำหน้าที่ ของสื่อ แต่ เวลา และ สถานการณ์ ที่ไม่ปกติ มีความขัดแย้งสูง ต้องช่วยกันคิดกันทำว่า จะทำอย่างไร เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยไม่บิดเบือนความจริง ทำอย่างไม่ให้ตกเป็น เหยื่อของ คนที่มีวาระ ในเชิงการเมือง ซึ่งสื่อรู้ดีกว่า ถ้าสื่อเสนอข่าว แต่คนกัดหมา คนกัดหมา ก็จะเป็น เรื่องปกติ หมากัดคนไม่มี

การช่วงชิงพื้นที่สื่อคือ ยุทธศาสตร์ การต่อสู้ทางการเมือง ก็คือการทำให้ ผิดปกติมากที่สุด ถ้าสื่อเสนอ แต่ความไม่ปกติ นับวัน สังคม ก็จะเสพ แต่ความไม่ปกติ ของสังคม ประวัติการทำงาน 17 ปี ตนไม่เคยคุกคามสื่อ อาจจะตอบโต้ เวลาไม่ได้รับ ความเป็นธรรม แต่ใช้น้อยมาก จะพยายาม รักษาแนวทางนี้ไว้ การถูกตำหน ิวิจารณ์ ต้องมีแน่นอน เพราะเข้าใจ ดีว่า โลกมี ความสลับซ้อน

ช่วงท้าย ตัวแทนสื่อ ได้ถามคำถาม และ เสนอความคิดเห็นต่อ นายกรัฐมนตรี โดย นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ รองบรรณาธิการอำนวยการ เครือ มติชน ได้สอบถามถึง การจัดสรร คลื่นความถี่ ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ต้องดู ตามความเป็นจริงว่า จะจัดการอย่างไร โดยไม่เสียหลักการ หน่วยงานราชการ ได้ประโยชน์ หรือ ไม่ คลื่นที่มีอยู่ ใช้เพื่อความมั่นคงหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ เนื้อหาไม่ใช่ เหมือนกับ ส่วนราชการต่างๆ นำไป ครอบครอง มีความเป็นธุรกิจ มากขึ้น หากดึงกลับมา อยู่ในกรอบ จะมีการชดเชยให้อย่างไร เราไม่ต้องการเห็น ผลกระทบ ส่วนวิทยุชุมชน กฎหมาย ก็ยังมีความสับสน

ด้าน นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา อดีตผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านวิทยุ กล่าวว่า ภายใน 6 เดือน จะมีความชัดเจน เรื่องคลื่นความถี่ หรือ ไม่ และ ต้องการให้ นายกฯ ไปดู คณะอนุกรรมการ จำนวน 22 คน ที่มีอำนาจ ในการจัดการ เรื่องเคเบิล ทีวีดาวเทียม รัฐบาล จะทำให้สำเร็จ หรือไม่

สถานีเอ็นบีที และ กรมประชาสัมพันธ์ ควรจะมีการปฏิรูป อย่างจริงจัง เพราะก่อนหน้านี้ เคยมีแนวคิด ให้ยุบ เป็นเพียง หน่วยงาน ประชาสัมพันธ์ ของ รัฐ เท่านั้น โดย รัฐบาล สามารถปฏิรูปได้ โดยการออก พระราชกฤษฎีกา หรือ พระราชบัญญัติ ได้ จึงอยากให้ตั้ง คณะกรรมการ และ ทำให้แล้วเสร็จ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 18:27 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003851


พิมพ์ ข่าวนี้ นายกฯ พบสื่อเดินหน้าปฏิรูปช่อง 11

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Advertisements

แฉเล่ห์ “อำนวย” ล่าชื่อตำรวจ พวกแม้ว ถอด ป.ป.ช. ขวางสอบ 7 ตุลา เลือด

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,ข่าวการศึกษา,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความรุนแรง,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ตำรวจฆ่าประชาชน,ปปช,ประวัติศาสตร์ไทย,รัฐสั่งฆ่าประชาชน,องค์กรสิทธิมนุษยชน,อาชญากรรม — accomthailand @ 18:10
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


ศาลรู้ทัน ไม่รับฟ้อง “อำนวย” กล่าวหา 9 ป.ป.ช. !

พล.ต.ต.ภ??นวย นิ่มมะโน รภ?? ผบช.น.

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.


ศาล ไม่รับฟ้อง “อำนวย นิ่มมะโน” ยื่นฟ้อง “ป.ป.ช.ทั้งคณะ” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตั้งอนุกรรมการไต่สวน กรณีปราบม็อบ บุกสภา 7 ต.ค. ไม่ชอบ เหตุคดีไม่ครบ องค์ประกอบ ความผิด ขณะที่ ทนายเตรียมยื่น อุทธรณ์ต่อ


ศาลไม่รับฟ้อง “อำนวย นิ่มมะโน” ยื่นฟ้อง “ป.ป.ช.ทั้งคณะ” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตั้งอนุกรรมการ ไต่สวน กรณี ปราบม็อบบุกสภา 7 ต.ค.ไม่ชอบ เหตุคดีไม่ครบ องค์ประกอบความผิด ขณะที่ ทนายเตรียมยื่น อุทธรณ์ ต่อ

วันนี้ (13 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ว่า เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง คดีที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. มอบอำนาจให้ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน กรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช ),
นายกล้านรงค์ จันทิก,
นายใจเด็ด พรไชยา,
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย,
นายภักดี โพธิศิริ,
นายเมธี ครองแก้ว,
นายวิชา มหาคุณ,
นายวิชัย วิวิตเสวี และ
น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
ซึ่งเป็น กรรมการ ป.ป.ช. เป็นจำเลย ที่ 1-9 ในความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือ ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 157

กรณีที่ ป.ป.ช. แต่งตั้ง อนุกรรมการไต่สวน การกระทำผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีสั่งให้ ตำรวจสลายการชุมนุม พื้นที่หน้าบริเวณรัฐสภา เมื่อ วันที่ 7 ต.ค. 51 ไม่ชอบ ไม่ยุติการไต่สวน ทั้งที่ ศาลอาญาได้รับฟ้อง คดีที่ นายสิทธิพร โพธิโสดา ยื่นฟ้อง

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น),
พล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร.,
พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.,
พล.ต.ท.สุชาติ ผบช.น. และ
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.
เป็น จำเลยที่ 1-5 ต่อ ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.4142 /2551 ในความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงาน ร่วมกันใช้กำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สลาย การชุมนุม เป็นเหตุให้มี ผู้เสียชีวิต และ ได้รับบาดเจ็บแล้ว

ซึ่งประเด็นเดียวกับ ข้อกล่าวหา ที่ ป.ป.ช.ไต่สวน ซึ่งตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 86 บัญญัติ ห้ามไม่ให้ ป.ป.ช. รับคำกล่าวหา ที่เกี่ยวกับเรื่องที่ ศาลรับฟ้อง ในประเด็นเดียวกัน

คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งศาลได้นัด ไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ เวลา 13.30 น. อย่างไรก็ดี เมื่อศาลนำ คำฟ้อง มาตรวจพิจารณา แล้วเห็นว่า คดีไม่ครบองค์ประกอบความผิด จึงมีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง และ งดการไต่สวนมูลฟ้อง ดังกล่าว

ขณะที่ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความโจทก์ กล่าวว่า เตรียมจะยื่น อุทธรณ์คดี ต่อไป

แฉเล่ห์ “อำนวย” ล่าชื่อตำรวจ พวกแม้ว ถอด ป.ป.ช. ขวางสอบ 7 ตุลาเลือด

แฉเล่ห์ฉ้อฉล “อำนวย” ส่งคนแสร้งฟ้องศาล สกัด ป.ป.ช.เชือดคดี 7 ตุลาเลือด

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 18:39 น.
http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003854


พิมพ์ ข่าวนี้ ศาลรู้ทัน ไม่รับฟ้อง “อำนวย” กล่าวหา 9 ป.ป.ช.!

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ป.ป.ช. พิจารณา คดี 7 ตุลาเลือด ได้ช้า เพราะ ตำรวจ ส่งคน ฟ้องศาล สกัด ป.ป.ช. เชือด

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,ข่าวการศึกษา,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความรุนแรง,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ตำรวจฆ่าประชาชน,ปปช,ประวัติศาสตร์ไทย,รัฐสั่งฆ่าประชาชน,องค์กรสิทธิมนุษยชน,อาชญากรรม — accomthailand @ 00:47
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


แฉเล่ห์ ฉ้อฉล “อำนวย” ส่งคนแสร้งฟ้อง ศาล
สกัดป.ป.ช.เชือดคดี 7 ตุลาเลือด


พล.ต.ต.ภ??นวย นิ่มมะโน รภ?? ผบช.น.

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.


แฉเล่ห์ฉ้อฉล ตำรวจ “อำนวย นิ่มมะโน” ส่งเพื่อน คนบ้านเดียวกัน แสร้งฟ้องศาล ให้เอาผิด กรณี 7 ตุลาเลือด เพื่อสกัดให้ ป.ป.ช. หยุดไต่สวน เอาผิด อ้าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ คดีเรื่องเดียวกัน ที่อยู่ในชั้นศาลแล้ว ป.ป.ช.ต้องหยุดไต่สวน


นอกจากนี้ ยังเล่นแร่แปรธาตุ มอบทนายฟ้อง 9 อรหันต์ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพื่อให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทั้งคณะ ขณะที่ป.ป.ช.ระบุ เมื่อศาล ยังไม่รับฟ้อง ยังมีอำนาจไต่สวนได้ แต่เมื่อศาลรับฟ้อง จำเลย ต้องพักราชการทั้งหมด ด้าน “ทนายพันธมิตรฯ” ชี้ “เพื่อนอำนวย” ใช้สิทธิ ที่ไม่สุจริต ใช้วิชามาร เป็นการฟ้องร้อง รูปแบบซูเอี๋ย ใช้ศาล เป็นเครื่องมือ

วานนี้ (12 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ ตำรวจใช้อาวุธ และ แก๊สน้ำตา เข้าสลายการชุมนุม ของ กลุ่มพันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเดินทางไปปิดล้อม อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 เพื่อไม่ให้รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบาย จนมีผู้เสียชีวิต และ บาดเจ็บจำนวนมาก

ซึ่งภายหลังเหตุการณ์ ดังกล่าวผ่านพ้นไป คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่มี นายสุรสีห์ โกศลนาวิน เป็นประธาน ได้สรุปผลการสอบสวน และ ส่งสำนวนไปยัง คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการ กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในการสั่งการ สลายการชุมนุมดังกล่าว

โดยมีทั้ง นักการเมือง และ นายตำรวจ ที่เกี่ยวข้องหลายนาย เข้าข่ายมีความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงาน ปฏิบัติ และ/หรือ ละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตราย แก่กาย หรือ จิตใจ ทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตราย สาหัส ฆ่า และ พยายามฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 295, 297, 288, 289, 83 อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. ฯลฯ

ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เตรียมดำเนินการ ฟ้องร้องเอาผิด กับ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ดังกล่าว โดยอยู่ระหว่าง การรวบรวมพยานหลักฐาน

ทั้งนี้ หากป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวน และ ชี้มูลความผิด กับ นักการเมือง และ นายตำรวจ ทั้งหมดแล้ว จะส่งผลให้ นายตำรวจทั้งหมด ต้องถูกให้ ออกจากราชการ จึงทำให้มี นายตำรวจ บางนาย พยายามหาช่องทางให้พ้นผิด จากกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2551 ปรากฏว่า นายสิทธิพร โพธิโสดา ซึ่งอ้างว่าเป็น ทนายความ ได้ฟ้องร้องต่อ ศาลอาญา เพื่อให้ดำเนินการเอาผิด กับ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร.
พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.
พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. และ
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. รวม 5 คน

ในความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และ ความผิดเกี่ยว กับ ชีวิตและร่างกาย เป็นจำเลยที่ 1-5 ตามคดี หมายเลขดำ ที่ อ.4142/2551 โดยศาลนัด ไต่สวนมูลฟ้อง ในวันที่ 15 ธ.ค. 2551

ทว่า เมื่อถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง นายสิทธิพร ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ในครั้งนี้ ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีออกไป โดยอ้างว่า มีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ซึ่งแพทย์ผู้ทำการรรักษา มีความเห็นให้หยุดพัก 1 วัน จึงขอเลื่อนนัด การไต่สวนมูลฟ้องไปนัดหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า นายสิทธิพร ซึ่งเป็น โจทก์ยื่นฟ้อง ในครั้งนี้ ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่ใช่ กลุ่มพันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย แต่เหตุไฉน จึงได้ไปดำเนินการ ฟ้องร้อง นายสมชาย กับ พวก รวม 5 คนดังกล่าว

ซึ่งมีรายงานว่า นายสิทธิพร เป็นเพื่อนสนิท และเป็น คน จ.สงขลา บ้านเดียวกัน กับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. การฟ้องร้องครั้งนี้ อาจเป็นไปได้ว่า จะมีการทำสำนวนการฟ้องร้อง ที่ค่อนข้างอ่อน พยานหลักฐาน เพื่อให้ศาลยกฟ้อง และ เพื่อจะได้นำไปอ้าง กับ ป.ป.ช.ว่า ศาลยกฟ้องแล้ว

ในขณะเดียวกัน ยังหวังผลอีกว่า หากศาลประทับรับฟ้อง ในคดีดังกล่าว การไต่สวน ของ ป.ป.ช. ก็จะต้องหยุดชะงัก เพราะคดีอยู่ในความดูแล ของ ศาล ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 86 แล้ว

ต่อมาเมื่อ วันที่ 26 พ.ย.2551 พล.ต.ต.อำนวย ทำหนังสื่อ ที่ตช.0016.146/5820 เรื่องขอคัดค้าน อำนาจการไต่สวน ของ คณะกรรมการป.ป.ช. ถึง ประธานป.ป.ช. โดยอ้างว่า การไต่สวนคดี ดังกล่าว นายสิทธิพร โพธิโสดา ได้ไปดำเนินการฟ้องร้อง ยังศาลอาญา แล้ว

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 จึงห้ามมิให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน ในคดี ดังกล่าว พร้อมทั้ง ยกตัวอย่าง กรณีตำรวจนครบาล 2 จับกุม พล.ต.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งต่อมา พล.ต.ขัตติยะ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ ดำเนินคดี กับ ตำรวจชุดจับกุม และ พนักงานสอบสวน ได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้ ป.ป.ช. แต่ต่อมา พล.ต.ต.ขัตติยะ ได้ยื่นฟ้องตำรวจ ชุดจับกุมต่อศาล ทาง ป.ป.ช. จึงมีหนังสือแจ้งไปยัง พนักงานอัยการว่า เรื่องอยู่ระหว่าง การพิจารณาของศาล กรณีจึงต้องห้าม มิให้คณะกรรมการป.ป.ช.รับ หรือ ยกคำกล่าวหา ขึ้นพิจารณา

ด้วยข้อเท็จจริง และ เหตุผลดังกล่าว จึงขอคัดค้านเพิ่มเติม ในประเด็นอำนาจ การไต่สวนของ คณะกรรมการป.ป.ช. ในเรื่องที่กล่าวหา ทุกข้อ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2551 พล.ต.ต.อำนวย ยังทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ตช.0016.146/6340 เรื่องขอคัดค้านอำนาจการไต่สวน ของ ป.ป.ช.(เพิ่มเติม) ถึง ประธานป.ป.ช. อีกครั้ง

โดยครั้งนี้ ได้นำสำเนาหมายเรียก พยานเอกสาร หรือ พยานวัตถุ (คดีอาญา) ศาลอาญา ตามคดีที่ นายสิทธิพร ฟ้องร้องส่งไปด้วย โดยหนังสือ ดังกล่าว ระบุว่า

“เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2551 ศาาลอาญาได้มีหมายเรียก พยานเอกสาร หรือ พยานวัตถุ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย มายัง ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ส่ง สรรพเอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับ กาารไต่สวน ไปยังศาลอาญา ก่อนวันที่ 22 ม.ค. 2552 เพื่อประกอบการพิจารณา ด้วยเหตุดังกล่าว จึงห้ามมิให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับ หรือ ยกคำกล่าวหา ขึ้นพิจารณา ตามมาตรา 86(2) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงขอให้ท่าน และ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ยึดถือปฏิบัติตามกฏหมาย โดยเคร่งครัด ฯ”


การดำเนินการ เพื่อให้ ตนเอง และ พวกพ้อง พ้นผิด ตามช่องทางของกฏหมาย ยังไม่ได้หยุดลง ตรงแค่ให้ นายสิทธิพรไ ปแสร้งฟ้องเอาผิดเท่านั้น โดยเมื่อ วันที่ 7 ม.ค. 2552 พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ได้มอบอำนาจให้

นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ เป็นโจทก์ ฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ประกอบด้วย
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.
นายกล้านรงค์ จันทิก
นายใจเด็ด พรไชยา
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย
นายภักดี โพธิศิริ
นายเมธี ครองแก้ว
นายวิชา มหาคุณ
นายวิชัย วิวิตเสวี และ
น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ
เป็นจำเลยที่ 1-9 ฐานเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือ ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

คำฟ้องดังกล่าวระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติแต่งตั้ง นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็น ประธานอนุกรรมการไต่สวน
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.
พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ฐานกระทำผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่ราชการ

กรณีสั่งให้ ตำรวจสลายการชุมนุม พื้นที่หน้าบริเวณรัฐสภา ถนนอู่ทองใน และ บริเวณใกล้เคียง เมื่อ วันที่ 7 ต.ค.2551 โดยระหว่างการไต่สวนฯ ดังกล่าว ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2551 นายสิทธิพร โพธิโสดา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) กับพวก เป็นจำเลยที่ 1-5 ต่อศาลอาญา แล้ว

โดย ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 86 บัญญัติไว้ ห้ามมิให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับ หรือ ยกคำกล่าวหา ตามมาตรา 84 เกี่ยวกับ เรื่องที่ ศาลรับฟ้อง ในประเด็นเดียวกัน และ อยู่ระหว่างการพิจารณา ของ ศาล หรือ ที่ศาลพิพากษา หรือ มีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว แต่ปรากฏว่า จำเลยทั้งเก้า ไม่ได้ยุติการไต่สวน จึงย่อมมีความผิด ตามมาตรา 157 จึงขอให้ ศาลพิพากษา ลงโทษ จำเลย ตามความผิดด้วย ทั้งนี้ คดีดังกล่าวศาลรับคำฟ้องไว้ และ นัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 2 มี.ค.2552

ต่อมา เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2552 นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ ผู้ได้รับมอบอำนาจ จาก พล.ต.ต.อำนวย ได้ทำหนังสือ จาก สำนักงานบัญชา ทนายความ และ การบัญชี เรื่อง ขอให้ปฏิบัติตามกฏหมายโดยเคร่งครัด ถึง นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. และ ประธานอนุกรรมการ

ใจความระบุว่า ขอให้ นายวิชา ในฐานะ อนุกรรมการไต่สวน ยุติการไต่สวน เพื่อมิให้ พล.ต.ต.อำนวย ได้รับความเสียหาย จากการไต่สวน หาก นายวิชา ยังไต่สวนต่อไป โดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 86(2) จึงมีความจำเป็น และ เสียใจอย่างยิ่ง ที่จะต้องดำเนินคดี ในทางอาญา และ ทางแพ่ง ตามกฏหมายต่อไป

กรณีดังกล่าว มีรายงานจาก ป.ป.ช. ระบุว่า คดีที่ ป.ป.ช. กำลังไต่สวน อยู่นั้น มีกรณีหลายข้อกล่าวหา และ หลายข้อหา ก็ไม่ซ้ำกัน ไม่ใช่ ประเด็นเดียว กับ กรณีที่มีผู้ไปฟ้องตำรวจไว้ และ คดีที่ไปฟ้องนั้น ยังถือไม่ได้ว่า ศาลได้รับฟ้องไว้แล้ว เพราะในคดีอาญา ที่ ราษฎร เป็นโจทก์ฟ้อง นั้น จะมีผลเป็นการรับฟ้อง ต่อเมื่อศาลทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ ประทับรับฟ้อง

เมื่อศาลยังไม่ประทับรับฟ้อง จึงเท่ากับ ศาลยังไม่รับเป็น คดี ป.ป.ช. จึงมีสิทธิทำการไต่สวนต่อไป นอกจากนั้น ข้อหา ก็มิได้ซ้ำซ้อนกัน ที่สำคัญคือ ผู้ไปฟ้องคดี กับ ตำรวจนั้น ไม่แน่ว่า จะเป็นใคร อาจจะเป็นพวกเดียวกันฟ้องคดี เพื่อช่วยเหลือกันก็ได้ หรือ อาจจะเป็น ผู้เสียหายจริงๆ แล้วฟ้องคดี เพื่อบรรเทาความเสียหาย ของตน ก็ได้ ซึ่งต้องดูข้อเท็จจริงต่อไป แต่เมื่อ ศาลยังไม่รับฟ้อง ก็ยังไม่เป็นคดี และ ถ้าศาลรับฟ้องเมื่อใด ก็คงต้องมี การพักราชการ บรรดาจำเลย ที่ถูกฟ้อง

“การฟ้องร้องคดีของ พล.ต.ต.อำนวย จึงมิได้สร้างความวิตกกังวล ให้แก่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน แต่อย่างใด บางท่าน ถึงกับ กล่าวว่า ตำรวจ เขาดูกฏหมาย กันอย่างไร มิน่าเล่า บ้านเมือง จึงตกอยู่ในสภาพ ไร้ขื่แปเช่นนี้” แหล่งข่าวกล่าว

ขณะที่ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า กรณีที่ นายสิทธิพร โพธิโสดา ทนายความ ได้ยื่นฟ้อง นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กับ พวก นั้น ตนขอเวลา ตรวจสอบรายละเอียด เกี่ยวกับตัว นายสิทธิพร ที่อ้างตัวเป็น ทนาย ว่าเป็น ทนายสังกัดใด มีเบอร์ติดต่อ ได้หรือไม่ จาก สภาทนายความก่อน และ จะต้องหาความชัดเจน ในการเชื่อมโยง ว่ามี ความเกี่ยวข้อง เป็นเพื่อน หรือเป็นอะไร กับ พล.ต.ต.อำนวย ตามที่หลายฝ่าย ให้รายละเอียดตนมา

เพื่อที่จะได้ ยื่นฟ้องต่อศาล ให้ศาลรับรู้ว่า การที่ นายสิทธิพร ไปยื่นฟ้อง บุคคลทั้งหมด ที่กล่าวมาเบื้องต้น เป็นการประพฤติตน ไม่เหมาะสม ถือเป็นการใช้สิทธิ ที่ไม่สุจริต ใช้วิชามาร ซึ่งเป็นการ ฟ้องร้อง รูปแบบซูเอี๋ย เพื่อให้ศาล ได้ทราบว่า ศาล ถูกใช้เป็นเครื่องมือ

“หากตรวจพบว่า นายสิทธิพร ใช้ตำแหน่งทนายความ ในทางที่ ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง จะต้องยื่นเรื่องให้ สภาทนายความ พิจารณา ถอนใบอนุญาติ ว่าความ ต่อไป ซึ่งผมต้องเร่งตรวจสอบ ให้รู้ถึงที่มาที่ไป ว่ามีข้อมูลด้านใด ที่จะมาโยงเรื่องได้” นายสุวัตรกล่าว

ส่วน คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. จะดำเนินการเอาผิด กับ รายชื่อที่ทาง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้มูลความผิด นำเสนอให้ทราบแล้วนั้น อย่างไร นายสุวัตร กล่าวว่า ในเรื่องนี้ ป.ป.ช. มีข้อเท็จจริง อยู่ในมืออยู่แล้ว แต่ในด้านของ ศาล เราต้องรีบทำเรื่องให้ ศาล รู้ความเป็นจริง ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งตนขอเวลา ตรวจสอบอีกครั้ง

ด้าน นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึง ความคืบหน้า ในการไต่สวนคดี ดังกล่าวว่า ขณะนี้กำลังไต่สวนอยู่ และ ยังมีการพิจารณา ข้อโต้แย้งอยู่ แต่การที่พิจารณาได้ช้า เพราะ

ขณะนี้ พล.ต.ต. อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ให้ ทนายความยื่นฟ้อง นาย ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ป.ป.ช. กับ พวก กรรมการ ป.ป.ช. รวม 9 คน ในความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือ ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อย่างไรก็ตาม เราก็จะทำงานต่อไปเรื่อยๆ และ ไม่รู้สึกหวั่นไหว แต่อย่างใด ซึ่งต่อไปนี้ จะต้องมีกระบวนการ ในการแก้คดีต่อไป

นายวิชา กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ตนจะต้องนำเรื่องนี้ เข้าหารือในที่ประชุม ป.ป.ช. ในวันนี้ (13 ม.ค.) เพราะ เรื่องนี้เป็น เรื่องสำคัญ ถือว่าเป็น อุปสรรค และ ขัดขวาง การทำงานของเรา ทำให้เราไม่สามารถ ไต่สวนคดี ได้โดยสะดวก

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ ตนไม่ได้เป็น คนขอทำ แต่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย ให้ดำเนินการ ในเมื่อมีการฟ้องร้อง เราก็จำเป็นต้อง ปรึกษา คณะกรรมการ ป.ป.ช.

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 00:47 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003430


พิมพ์ ข่าวนี้ แฉเล่ห์ฉ้อฉล”อำนวย” ส่งคนแสร้งฟ้องศาล สกัดป.ป.ช.เชือดคดี 7 ตุลาเลือด

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

January 9, 2009

“ในหลวง” รับสั่ง ศาล เป็นประกันความสงบสุข ของสังคม – ให้ตรงไปตรงมา


“ในหลวง” รับสั่ง ศาล เป็นประกันความสงบสุข ของสังคม –
ให้ตรงไปตรงมา ไม่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา

พระราชดำรัส กับ คณะผู้พิพากษา รับสั่ง ศาลเป็นภ??ค์กรประกันความสงบสุข ขภ?? ประเทศชาติ ถ้าไม่มีความยุติธรรม ในประเทศ คนภ??ู่ไม่ได้ และ ทรงเน้นย้ำให้ ผู้พิพากษา ตั้งมั่น ในความยุติธรรม หยุดในธรรม ภ??ู่ในสิ่งที่ดี

พระราชดำรัส กับ คณะผู้พิพากษา รับสั่ง ศาลเป็นองค์กรประกันความสงบสุข ของ ประเทศชาติ ถ้าไม่มีความยุติธรรม ในประเทศ คนอยู่ไม่ได้ และ ทรงเน้นย้ำให้ ผู้พิพากษา ตั้งมั่น ในความยุติธรรม หยุดในธรรม อยู่ในสิ่งที่ดี

“ในหลวง” ทรงมีพระราชดำรัส กับ คณะผู้พิพากษา รับสั่ง ศาลเป็นองค์กรประกันความสงบสุข ของ ประเทศชาติ ถ้าไม่มีความยุติธรรม ในประเทศ คนอยู่ไม่ได้ และ ทรงเน้นย้ำให้ ผู้พิพากษา ตั้งมั่น ในความยุติธรรม หยุดในธรรม อยู่ในสิ่งที่ดี

โดยเฉพาะศาลฎีกา ทรงเผย ทุกครั้งที่เห็น ศาล มาปฏิญาณตนว่า จะทำดี ทำตรงไปตรงมา ทำให้รู้สึก มีความหวัง ในอนาคตของ ประเทศ ถ้า ผู้พิพากษา ทำดี ประเทศชาติ ก็อยู่ได้


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมี พระราชดำรัส กับ คณะผู้พิพากษา
จาก manager multimedia


วันที่ 9 ม.ค. เวลา 17.20 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ลง ณ ท้องพระโรง ศาลาเริง วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทาน พระบรมราชวโรกาส ให้ นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา นำ ผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวาย สัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่

ในโอกาสนี้ นายพินิจ สุเสารัจ เลขาธิการ สำนักงานศาลยุติธรรม นายวิชัย อริยนันทกะ เลขาธิการประธานศาลฎีกา และ นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการ สำนักงานศาลยุติธรรม ร่วมเฝ้า ทูลละอองธุลีพระบาท ด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสกับ คณะผู้พิพากษา โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ ตามคำปฏิญาณ ด้วยความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์ สุจริต อย่างเคร่งครัด เพราะศาลเป็น องค์กร ที่ประกันความอยู่เย็นเป็นสุข ของ ประเทศชาติ

“ศาล นั้นเป็นองค์กร ที่เป็นประกันของ ความอยู่เย็นเป็นสุข ของ ประเทศชาติ ถ้าไม่มีความยุติธรรม ในประเทศ คนอยู่ไม่ได้ ถ้าคนอยู่ไม่ได้ ก็มี ประเทศชาติ ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้น ท่านเป็นประกันของ ความสงบสุขของ ชาติบ้านเมือง

ความสงบสุขนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับทุกคน จะเป็นอาชีพใดๆ ก็ตาม ต้องมีความสงบสุข ถ้าไม่มีความสงบ ก็ทำงานไม่ได้ มีความอยู่เย็นไม่ได้ ฉะนั้น ก็เห็นได้ว่า ท่านเป็นประกันของความสบาย ความสงบของประเทศ ก็ได้เห็นว่า ถ้าท่านตั้งใจ อย่างที่ท่านได้ปฏิญาณ อย่างเข้มแข็งนั้น ก็รู้ได้ว่า ประเทศ จะไปได้รอด ได้ดี

โดยเฉพาะศาลฎีกานั้น ก็เป็นองค์กร ที่คนก็มองว่าเป็น ผู้ที่เป็นประกันของ ความอยู่เย็นเป็นสุข ของประเทศ ถ้าท่านทำได้ดี คือ หมายความว่า ท่านทำ ด้วยความเข้มแข็ง ก็จะทำให้เป็นความสำเร็จ ของแต่ละท่าน การทำสำเร็จนั้น ท่านได้เรียนรู้มา และได้ปฏิบัติมา ในฐานะ นักกฎหมาย ในฐานะ นักกฎหมาย ที่จะทำหน้าที่ ผู้พิพากษา

ผู้พิพากษา นั้นเป็นคนที่จะเป็นประกันของ ความยุติธรรม ความยุติธรรม นั้นถ้าดูว่าเป็นอะไร ยุติ ก็หยุด หยุดในธรรม อยู่ในสิ่งที่ดี ไม่เฉไฉ ไปทางซ้าย ทางขวา ไปตรงไปตรงมา

สำหรับธรรมนี้ ก็ต้องมีความรู้ ถ้าท่านได้เรียนมา ฉะนั้น สำคัญที่สุด ท่านตั้งใจที่จะ ใช้กฎเกณฑ์ของ กฎหมาย ของ ความยุติธรรม ถ้าทำได้แล้ว ท่านก็ทำสำเร็จ ในงานที่ท่านตั้งใจจะทำ

ที่ท่านได้ปฏิญาณ ด้วยความดีอย่างนี้ ก็เชื่อว่า ท่านจะมีส่วน ในการสร้างให้ บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข แต่ละคน จะอยู่เย็นเป็นสุข มีความสุข มีความเรียบร้อย ของบ้านเมือง ท่านก็ได้ทำตามหน้าที่ ที่ท่านเลือกไว้ที่จะทำ

ฉะนั้น การที่ท่านได้มาปฏิญาณตน เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าท่านถ้าทำตามที่ ท่านตั้งใจไว้ ตั้งแต่ต้น คือ หมายความว่า ท่านเรียนรู้เกี่ยวข้อง กับ กฎหมาย เกี่ยวข้อง กับ ความดี ความตรงไปตรงมา และ ท่านจะได้ปฏิบัติในสิ่งที่ท่าน ได้เรียนมา และ ตั้งใจจะทำ

ฉะนั้น ทุกครั้ง ที่เห็นผู้พิพากษา โดยเฉพาะศาลฎีกา มาปฏิญาณตนว่า จะทำดี ทำตรงไปตรงมา ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกมีความหวังในอนาคตของประเทศ ถ้าผู้พิพากษาทำดี ก็ประเทศชาติก็อยู่ได้”

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
9 มกราคม 2552 20:19 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9520000002422


พิมพ์ ข่าวนี้ “ในหลวง” รับสั่ง ศาล เป็นประกันความสงบสุข ของสังคม – ให้ตรงไปตรงมา ไม่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 16, 2008

รายชื่อ สส. ในการโหวตเลือก นายกฯ คนที่ 27


เช็คชื่อ ส.ส. “สองขั้ว” โหวตเลือก นายกฯ คนที่ 27


ผลการออกเสียงลงมติ เลือกนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ปรากฏว่า

มี ส.ส. 235 คน ยกมือสนับสนุนให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี

มี ส.ส. 198 คน ยกมือสนับสนุนให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
ว่าที่หัวหน้าพรรค เพื่อแผ่นดิน ดำรงตำแหน่ง นายกฯ


มีผู้ไม่มาประชุม 1 คน ได้แก่

นพ.ไกร ดาบธรรม พรรค รวมใจไทยชาติพัฒนา ส.ส.เชียงใหม่

มีผู้งดออกเสียง 3 คน ได้แก่

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน (เดิม)
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.สัดส่วน
นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ส.ส.นครราชสีมา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

235 เสียง ที่สนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ส.ส.สัดส่วน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


1. พรรคประชาธิปัตย์ 164 คน


2. พรรคพลังประชาชน (เดิม) 33 คน จำแนกเป็น


2.1) กลุ่มเพื่อนเนวิน 22 เสียง ได้แก่


1. นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ส.ส.อุดรธานี
2. นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย ส.ส.สกลนคร
3. นายธนเทพ ทิมสุวรรณ ส.ส.สัดส่วน
4. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา
5. นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น
6. นายเพิ่มพูน ทองศรี ส.ส.สัดส่วน
7. นายประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ส.ส.บุรีรัมย์
8. นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น
9. นายพัฒนา สังขทรัพย์ ส.ส.เลย
10. นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา

11. นายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ ส.ส.บุรีรัมย์
12. นายยรรยง ร่วมพัฒนา ส.ส.สุรินทร์
13. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ ส.ส.บุรีรัมย์
14. นายเลิศศักดิ์ ทัศนเศรษฐ ส.ส.สุรินทร์
15. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ส.ส.นนทบุรี
16. นายวิเชียร อุดมศักดิ์ ส.ส.อำนาจเจริญ
17. นายวีระ รักความสุข ส.ส.สัดส่วน
18. นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม
19. นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.บุรีรัมย์
20. นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ส.ส.สุรินทร์

21. นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ส.ส.มหาสารคาม
22. นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์


2.2) กลุ่ม ส.ส. ที่คาดว่าจะย้ายไปอยู่ พรรคกิจสังคม 4 คน ประกอบด้วย


1. นายชยุต ภุมมะกาญจนา ส.ส.ปราจีนบุรี
2. นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ส.ส.สัดส่วน
3. นายวารุจ ศิริวัฒน์ ส.ส.อุตรดิตถ์
4. นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาตย์ ส.ส.พิษณุโลก


2.3) กลุ่ม ส.ส. ภาคกลางและ อีสาน ซึ่งคาดว่าจะย้ายไปสังกัด พรรคเพื่อแผ่นดิน 7 คน ได้แก่


1. นายสันทัด จีนาภักดิ์ ส.ส.กาญจนบุรี
2. นายเฉลิมชาติ การุณ ส.ส.สกลนคร
3. นายกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ ส.ส.สุรินทร์
4. นายสาทิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ส.ส.สุรินทร์
5. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ส.ส.สุรินทร์
6. นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจจ ส.ส.สุรินทร์
7. นายคงกฤช หงษ์วิไล ส.ส.ปราจีนบุรี


3. พรรค รวมใจไทยชาติพัฒนา 5 คน ได้แก่


1. นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล ส.ส.นครราชสีมา
2. นายวัชพล โตมรศักดิ์ ส.ส.นครราชสีมา
3. นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.พิจิตร
4. นายประเสริฐ บุญชัยสุข ส.ส.นครราชสีมา
5. นางวรศุลี สุวรรณปรุสิทธิ์ ส.ส.มุกดาหาร


4. พรรคมัชฌิมาธิปไตย (เดิม) 8 คน ได้แก่


1. นางพรทิวา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท
2. นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ส.ส.สุรินทร์
3. นายมานิต นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี
4. นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี
5. นายณัฐวุฒิ สุขเกษม ส.ส.บุรีรัมย์
6. นายมาโนช เฮงยศมาก ส.ส.บุรีรัมย์
7. นายสมนึก เฮงวาณิชย์ ส.ส.บุรีรัมย์
8. นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ


5. พรรคเพื่อแผ่นดิน 12 คน ได้แก่


1. นายไชยยศ จิรเมาธากร ส.ส.อุดรธานี
2. นายนรพล ตันติมนตรี ส.ส.เชียงใหม่
3. นายประนอม โพธิ์คำ ส.ส.นครราชสีมา
4. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา
5. นายพิกิฏ ศรีชนะ ส.ส.ยโสธร
6. นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา
7. นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร
8. ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา
9. นายวิทยา บุตรดีวงค์ ส.ส.มุกดาหาร
10. นายสุชาติ ตันติวณิชชานนท์ ส.ส.อุบลราชธานี
11. นายอนุวัฒน์ วิเศษจิดาวัฒน์ ส.ส.นครราชสีมา
12. นพ.อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม


6. พรรคชาติไทย (เดิม) 14 คน ได้แก่


1. นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงศ์ ส.ส.ชัยภูมิ
2. นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์
3. นายพีรเดช สิริวันสาณฑ์ ส.ส.นครสวรรค์
4. นายวัชระ ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส
5. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.พระนครศรีอยุธยา
6. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร
7. พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร
8. นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ส.ส.เพชรบูรณ์
9. นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง
10. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี

11. นายตุ่น จินตะเวช ส.ส.อุบลราชธานี
12. นายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.สัดส่วน
13. นางปารีณา ปาจรียางกูล ส.ส.ราชบุรี (คาดว่า จะย้ายไปพรรคกิจสังคม)
14. นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ ส.ส.สุโขทัย (คาดว่า จะย้ายไปพรรคกิจสังคม)


198 เสียงที่ สนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
ส.ส.สัดส่วน ว่าที่ หัวหน้าพรรค เพื่อแผ่นดิน


1. พรรคพลังประชาชน (เดิม) จำนวน 178 คน ได้แก่


1. นายกนก ลิ้มตระกูล ส.ส.อุตรดิตถ์
2. น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ ส.ส.สัดส่วน
3. นายกฤษดาภรณ์ เสียมภักดี ส.ส.เชียงใหม่
4. นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร ส.ส.นครปฐม
5. นายนิคม เชาว์กิติโสภณ ส.ส.สัดส่วน
6. นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.
7. นายกิตติ สมทรัพย์ ส.ส.ร้อยเอ็ด
8. นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.สัดส่วน
9. นายเกษม อุประ ส.ส.สกลนคร
10. นายคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์

11. นายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ขอนแก่น
12. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน
13. นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ ส.ส.ลำปาง
14. นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี
15. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ส.ส.เพชรบูรณ์
16. นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร ส.ส.ขอนแก่น
17. นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ ส.ส.มหาสารคาม
18. นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร
19. นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ
20. นายฉลาด ขามช่วง ส.ส.ร้อยเอ็ด

21. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน
22. นางชมพู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย
23. นายชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน
24. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน
25. ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ส.ส.ชัยนาท
26. น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่
27. นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ ส.ส.ปทุมธานี
28. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี
29. นายสุรชัย เบ้าจรรยา ส.ส.สัดส่วน
30. ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน

31. นายเชิดพงษ์ ราชป้องขันธ์ ส.ส.หนองคาย
32. นายชัยวัฒน์ ติณรัตน์ ส.ส.มหาสาคาม
34. นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู
35. นายเรวัติ สิรินุกุล ส.ส.สัดส่วน
36. นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา
37. นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา
38. นายณรงค์กร ชวาลสันตติ ส.ส.เพชรบูรณ์
39. นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.กทม.
40. นางดวงแข อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น

41. นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ส.ส.อุดรธานี
42. นายไตรรงค์ ติธรรม ส.ส.หนองคาย
43. นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส.อุตรดิตถ์
44. นายทองดี มานิสสาร ส.ส.อุดรธานี
45. นายธนเทพ ทิมสุวรรณ ส.ส.สัดส่วน
46. นายธนาธร โล่ห์สุนทร ส.ส.ลำปาง
47. นายธเนศ เครือรัตน์ ส.ส.ศรีสะเกษ
48. นายธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ
49. นายนพคุณ รัฐผไท ส.ส.เชียงใหม่
50. นางนฤมล ธารดำรง ส.ส.สมุทรปราการ

51. นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น
52. นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส
53. นางนันทนา ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย
54. นายนิทัศน์ ศรีนนท์ ส.ส.นนทบุรี
55. นายนิพนธ์ ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์
56. นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก
57. นายนิยม วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี
58. นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล ส.ส.แพร่
59. นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร
60. นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด

61. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่
62. นางบุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์
63. นายบุญเลิศ ครุฑขุนทด ส.ส.นครราชสีมา
64. ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี
65. นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ
66. นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ
67. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา
68. นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ส.ส.สมุทรปราการ
69. นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์
70. นายปริญญา ฤกษ์หร่าย ส.ส.กำแพงเพชร

71. นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย
72. ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น
73. นายประวีณ แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ
74. นางปานหทัย เสรีรักษ์ ส.ส.แพร่
75. น.ส.ปาริชาติ ชาลีเครือ ส.ส.ชัยภูมิ
76. นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย
77. นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม
78. ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย
79. นายพงษ์ศักดิ์ บุญศล ส.ส.สกลนคร
80. น.ส.พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี

81. นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ส.ส.ศรีสะเกษ
82. นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ส.ส.สัดส่วน
83. นายพ้อง ชีวานันท์ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา
84. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย
85. นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู
86. นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร
87. นายพีระเพชร ศิริกุล ส.ส.กาฬสินธุ์
88. นายเพิ่มพูน ทองศรี ส.ส.สัดส่วน
89. นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม
90. นายไพโรจน์ ตันบรรจง ส.ส.พะเยา

91. นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ส.ส.กทม.
92. นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์
93. นายภูมิ สาระผล ส.ส.ขอนแก่น
94. นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ ส.ส.สมุทรสาคร
95. พล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี
96. นายมานะ โลหะวณิชย์ ส.ส.ชัยภูมิ
97.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน
98. นายถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ ส.ส.สัดส่วน
99. นายยุทธพงษ์ แสงศรี ส.ส.หนองคาย
100. นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.เชียงราย

101. นายรัฐกร เจนกิจณรงค์ ส.ส.นครปฐม
102. นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย ส.ส.ขอนแก่น
103. น.ส.ละออง ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย
104. นางลินดา เชิดชัย ส.ส.นครราชสีมา
105. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่
106. นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลราชธานี
107. นายวราวงษ์ พันธุ์ศิลา ส.ส.ร้อยเอ็ด
108. นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ส.ส.เพชรบูรณ์
109. นายวัลลภ สุปริยศิลป์ ส.ส.น่าน
110. นายวาสิต พยัคฆบุตร ส.ส.ลำปาง

111. นายวิชัย สามิตร ส.ส.หนองบัวลำภู
112. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม.
113. นายวิทยา ทรงคำ ส.ส.เชียงใหม่
114. นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา
115. นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน
116. พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน ส.ส.สัดส่วน
117. นายวิวัฒชัย โหตระไวศยะ ส.ส.ศรีสะเกษ
118. น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย
119. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา

120. นายวีระพล จิตสัมฤทธิ ส.ส.ศรีสะเกษ
121. นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ ส.ส.กาฬสินธุ์
122. นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก
123. นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา
124. พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ส.ส.สัดส่วน
125. นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด
126. นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด
127. นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน
128. นายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน
129. นายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย
130. พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา

131. พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ส.ส.กาญจนบุรี
132.นายสมพล เกยุราพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน
133. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น
134. นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน
135. นายสรรพภัญญู ศิริไปล์ ส.ส.มหาสารคาม
136. นายสฤษฏ์ อึ้งอภินันท์ ส.ส.เชียงราย
137. นายสัญชัย วงษ์สุนทร ส.ส.นครสวรรค์
138. นายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.สัดส่วน
139. นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน

140. นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย

141. นางสิรินทร รามสูต ส.ส.น่าน
142. นายสุชน ชามพูนท ส.ส.สัดส่วน
143. นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี
144. นายสุชาย ศรีสุรพล ส.ส.ขอนแก่น
145. นายสุทธิชัย จรูญเนตร ส.ส.อุบลราชธานี
146. นายสุทิน นพขำ ส.ส.ปทุมธานี
147. น.ส.สุนทรี ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ
148. นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน
149. นายสุพล ฟองงาม ส.ส.อุบลฯ
150. ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี ส.ส.ปทุมธานี

151. นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล ส.ส.มหาสารคาม
152. นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา
153. พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ ส.ส.อุดรธานี
154. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่
155. นายประเกียรติ นาสิมา ส.ส.สัดส่วน
156. นายสุรพล เกียรติไชยากร ส.ส.เชียงใหม่
157. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ
158. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา
159. นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ส.ส.เพชรบูรณ์
160. นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ส.ส.เชียงราย

161. นายเสรี สาระนันท์ ส.ส.สกลนคร
162. นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ส.ส.สัดส่วน
163. นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.แม่ฮ่องสอน
164. นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร
165. นายอนันต์ ศรีพันธุ์ ส.ส.อุดรธานี
166. นายอนุชา สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม
167. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.
168. นายอนุสรณ์ ปั้นทอง ส.ส.กทม.
169. นางอนุสรา ยังตรง ส.ส.สมุทรปราการ
170. พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี

171. น.ส.อรุณี ชำนาญยา ส.ส.พะเยา
172. นายอัสนี เชิดชัย ส.ส.สัดส่วน
173. นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน

174. นายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี
175. นายอิทธิเดช แก้วหลวง ส.ส.เชียงราย
176. นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ส.ส.ลำปาง
177. นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี
178. นายเอี่ยม ทองใจสด ส.ส.เพชรบูรณ์


2. พรรครวมใจไทยฯ 2 คน ได้แก่


1. พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรค ส.ส.สัดส่วน ลาออกจากการเป็น สส. แล้ว
2. นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา


3. พรรคมัชฌิมาธิปไตย (เดิม) 3 เสียง ได้แก่


1. นางกรรณิการ์ เจริญพันธ์ ส.ส.สุรินทร์ โดยมีกระแสข่าวว่า จะย้ายไปสังกัด พรรคประชาราช
2. พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ ส.ส.นครสวรรค์ โดยมีกระแสข่าวว่า จะย้ายไปสังกัด พรรคประชาราช
3. นายอารยะ ชุมดวง ส.ส.สุโขทัย โดยมีกระแสข่าวว่า จะย้ายไปสังกัด พรรคประชาราช


4. พรรคประชาราช 5 คน ได้แก่


1. นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว
2. นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว
3. นายฐานิสร์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว
4. นางตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว
5. นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ส.ส.นครสวรรค์


5. พรรคชาติไทย (เดิม) 1 คน ได้แก่


นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ส.ส.ปทุมธานี


6. พรรคเพื่อแผ่นดิน 9 คน ได้แก่


1. ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ส.ส.สัดส่วน
2. นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.นครราชสีมา
3. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรค ส.ส.สัดส่วน
4. นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา ส.ส.สัดส่วน
5. นายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน
6. นพ.วัลลภ ไทยเหนือ ส.ส.สัดส่วน
7. นายแวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส
8. นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน
9. นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ส.ส.สัดส่วน

mtc1ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หน้า 2 มติชนรายวัน
วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11238
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0102161251&sectionid=0101&selday=2008-12-16


พิมพ์ ข่าวนี้ เช็คชื่อ ส.ส. “สองขั้ว” โหวตเลือก นายกฯ คนที่ 27

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 12, 2008

พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย แถลงการณ์ ฉบับที่ 29/2551 เตือนก่อนเข้าสู่อำนาจ

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ข่าวการศึกษา,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,ตำรวจฆ่าประชาชน,ทุจริต,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,รัฐสั่งฆ่าประชาชน,หมายจับ,หมิ่นเบื้องสูง,อาชญากรรม — accomthailand @ 13:36
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,
พันธมิตรประชาชนเพื่�ประชาธิปไตย  วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551


แถลงการณ์ ฉบับที่ 29/2551
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เรื่อง คำเตือนก่อนเข้าสู่อำนาจ


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง แถลงการณ์พันธมิตรฯ
คลิกที่นี่ เพื่อชม แถลงการณ์พันธมิตรฯ (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม แถลงการณ์พันธมิตรฯ (256 K)
จาก manager multimedia



คลิกที่นี่ เพื่อดาวน์โหลด แถลงการณ์พันธมิตรฯ ฉบับที่ 29/2551


ตามที่ได้มีประกาศ พระบรมราชโองการ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ให้เรียกประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา เพื่อให้ สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรรับตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรี ในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 นั้น


พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ขอให้ นักการเมืองทุกฝ่าย ได้ตระหนักว่า การชุมนุมต่อเนื่องยาวนาน ด้วยความุ่งมั่น อดทน หาญกล้า ของ พี่น้องประชาชน ถึง 193 วัน เป็นการเสียสละ อย่างยิ่งใหญ่ ที่แลกมาด้วย ชีวิตและเลือดเนื้อ ของประชาชน จำนวนมาก จนสามารถ คัดค้าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้สำเร็จ ทำให้ คดีการทุจริตคอร์รัปชัน ของนักการเมือง และคดีทุจริตการเลือกตั้ง ได้ถูกพิพากษา โดยกระบวนการยุติธรรม ส่งผลทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลง ทางการเมือง ในวันนี้


การเสียสละอันยิ่งใหญ่ ของ พี่น้องประชาชน ในช่วงเวลา ที่ผ่านมา เรามิได้ต้องการ แลกมา เพื่อให้ นักการเมืองหุ่นเชิด ในระบอบทักษิณ กลับฟื้น คืนมาอีก และเราก็มิได้ต้องการ เพียงแค่ เปลี่ยนขั้วทางการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง


พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย มีความปรารถนา ที่จะ สะสาง ปัญหาทางการเมือง ในอดีต คืนความเป็นธรรม ให้กับ พี่น้องประชาชน และร่วมกับ ประชาชน ปฏิรูปสร้างการเมืองใหม่ เพื่อป้องกัน ไม่ให้วิกฤติทางการเมือง กลับคืนมาอีก


เราจึงขอประกาศจุดยืน ต่อการเลือก นายกรัฐมนตรี ในการประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ดังนี้


ประการแรก เราคัดค้านและต่อต้าน นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด ที่มาจาก พรรคเพี่อไทย และคัดค้าน นายกรัฐมนตรี ทุกพรรคการเมือง ที่มีรัฐบาลผสม ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น พรรคการเมืองหุ่นเชิด ของระบอบทักษิณ ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่

ประการที่สอง เราขอประณาม การข่มขู่ คุกคาม การต่อรองตำแหน่ง และการเสนอ อามิสสินจ้าง ให้นักการเมือง เพื่อให้นักการเมือง เหล่านั้น มาสนับสนุนให้ พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลต่อไป โดยไม่คำนึงถึงความเสียหาย ต่อประเทศชาติและ ความรู้สึกของประชาชน

ประการที่สาม พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย จะเฝ้าติดตาม การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ในระบบ การเมืองเก่า ว่าจะสามารถฝ่าข้าม วิกฤตการณ์ทางการเมือง จัดการกับ ระบอบทักษิณและ เข้าสู่การเมืองใหม่ ได้หรือไม่ โดย พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ขอเป็นตัวแทน พี่น้องประชาชน และวีรชน ยื่นข้อเรียกร้องต่อ รัฐบาลชุดใหม่ 13 ประการ

1. เร่งรัดดำเนินคดี ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ต่อ นายจักรภพ เพ็ญแข นายวีระ มุสิกพงศ์ เว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุชุมชน และ ปราบปรามขบวนการ ดูหมิ่น และล้มล้าง สถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งหมด โดยด่วนที่สุดเป็นลำดับแรก

2. ขอให้แสดงจุดยืน ที่จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือกฎหมายอื่นใด ที่จะฟอกความผิด ให้กับนักการเมือง ไม่แก้ไขกฎหมาย เพื่อการกระทำที่ขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ของนักการเมือง และ ไม่แก้ไขกฎหมาย เพื่อลดพระราชอำนาจ หรือโครงสร้าง ของ สถาบันพระมหากษัตริย์ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

3. ต้องส่งเสริมให้ คนดีมีความสามารถ มาปกครองบ้านเมือง ป้องกันมิให้ คนไม่ดีมีอำนาจ บริหารราชการแผ่นดิน ด้วยความโปร่งใส อย่าได้นำ นักการเมือง หรือข้าราชการ ที่มีมลทิน ไม่เป็นที่ยอมรับ ของสังคม มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในตำแหน่งหน้าที่ หรือมีพฤติกรรม ที่จะแสวงหา ประโยชน์ ในทางมิชอบ มาร่วมบริหารราชการแผ่นดิน เป็นอันขาด

4. ขอให้เร่งรัดคดีทุจริตคอร์รัปชัน ให้เข้าสู่กระบวนการ ในชั้นศาล โดยปราศจาก การแทรกแซง ทั้งทางตรงและ ทางอ้อม ทำการโยกย้าย ข้าราชการ ที่รับใช้ ระบอบทักษิณ ให้พ้นจากตำแหน่ง อาทิเช่น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณ เลขาธิการ องค์การอาหารและยา ฯลฯ และยึดทรัพย์สิน ที่โกงชาติไป กลับมาเป็นของรัฐ

ทั้งนี้ เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาต ิเป็นที่ตั้ง ขอให้แสดงจุดยืน ที่จะเร่งรัดดำเนินคดีบุกรุก และครอบครองที่ดิน กรณีเขากระโดง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย และที่ดินสาธารณประโยชน์ ในอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

ดำเนินการและ ยกเลิกการเช่าพื้นที่ขายสินค้า ในสนามบินสุวรรณภูมิ ที่มิชอบ ยกเลิกและดำเนินคดีต่อ เจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน ที่ให้เช่ารายการ สถานีโทรทัศน์วิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 อย่างไม่โปร่งใส โดยทันที

5. ขอให้ ยกเลิกหนังสือเดินทาง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีอาญาแผ่นดิน โดยทันที

6. ขอให้เร่งรัดดำเนินการเพื่อให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดินมาดำเนินคดีในประเทศไทยโดยทันที

7. ขอให้ประกาศยกเลิก แถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยก ปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบให้กับ กัมพูชา แต่เพียงฝ่ายเดียว และรักษา อธิปไตย ทั้งดินแดนและ แหล่งพลังงานก๊าซธรรมชาติและ น้ำมันในอ่าวไทย จนถึงที่สุด

8. ขอให้เร่งรัด สลายรัฐตำรวจ โยกย้ายข้าราชการตำรวจ ที่ ใส่ความ กลั่นแกล้ง และคุกคามประชาชน ผู้เข้าร่วมการชุมนุม และผู้สนับสนุน การชุมนุม ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ที่มีความสำคัญ หรือมีส่วนได้เสีย ต่อคดีความ

ขอให้ลงโทษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ทำร้าย สังหารประชาชน ในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2551 ตลอดจนใส่ความประชาชน ผู้ชุมนุม ว่าเป็น กบฏ และ ผู้ก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์, พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด ฯลฯ

และขอให้ คืนความเป็นธรรมให้กับ ตำรวจที่ทำหน้าที่อย่างสุจริตและ กล้าหาญ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ให้เจริญก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน

9. ขอให้เร่งรัดดำเนินคดีความ และลงโทษ ผู้ที่ถูกชี้มูล โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ คณะกรรมาธิการในวุฒิสภา ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง กับการเข่นฆ่าประชาชน เช่น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และเจ้าหน้าที่รัฐ และขอให้ดำเนินการ เอาผิด กับอันธพาลการเมือง ของรัฐบาล ที่ทำร้ายและ เข่นฆ่าผู้ชุมนุม จนถึงที่สุด

10. ยุติการใช้สื่อของรัฐ โฆษณาชวนเชื่อ และ โกหกหลอกลวงประชาชน เพื่อระบอบทักษิณ โดยทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายการ และ ผู้ดำเนินรายการ ความจริงวันนี้ ที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และ ขอให้ปฏิรูปสื่อ เปิดพื้นที่ให้ประชาชน สามารถเข้าถึง ข้อมูลข่าวสาร ได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อ ประเทศชาติและ ประชาชนอย่างแท้จริง

11. ขอให้ประกาศยกเลิกโครงการที่ใช้จ่ายเกินตัว และไม่โปร่งใส ที่จะทำให้ชาติล่มจม เช่น โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ฯลฯ โดยทันที

12. ยกเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และใช้การปฏิรูปและพัฒนา รัฐวิสาหกิจแทน เพื่อประโยชน์สูงสุด ของคนในชาติ และนำเอา รัฐวิสาหกิจ ที่แปรรูปไปแล้ว กลับคืนมา เป็นของรัฐดังเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปตท.

13. ขอให้แสดงจุดยืน ที่จะส่งเสริม สนับสนุน ประชาชน ในการสร้าง การเมืองใหม่ ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ทางการเมือง เพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างแท้จริง ตามแนวทางของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อป้องกัน มิให้เกิดวิกฤติทางการเมืองใน อนาคตอีกต่อไป

พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ขอเรียกร้องให้ นักการเมือง ที่กำลังจะจัดตั้ง รัฐบาล ได้ตระหนักและ คำนึงถึง เจตนารมณ์ของ ประชาชน และ วีรชนผู้เสียสละ เพื่อประเทศชาติ เป็นสำคัญ มากกว่าการต่อรอง เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ ระหว่างกลุ่มการเมือง โดยการแสดงจุดยืน และปฏิบัติตาม ข้อเรียกร้องข้างต้น เพื่อมิให้ประชาชน ต้องผิดหวังและ หมดศรัทธาการเมือง ในระบบปัจจุบัน ไปมากกว่านี้

ถ้าข้อเรียกร้อง และเจตนารมณ์ของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกปฏิเสธ หรือเพิกเฉย เราพร้อมจะดำเนินการเคลื่อนไหว อย่างเหมาะสม กับสถานการณ์ต่อไป

ด้วยจิตคารวะ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 12 ธันวาคม 2551 13:36 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000146290


พิมพ์ ข่าวนี้ พันธมิตรฯ แถลง “คำเตือนก่อนเข้าสู่อำนาจ”

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 10, 2008

วันที่ 10 ธันวาคม วันสิทธิมนุษยชน วันแห่งศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์


บทวิเคราะห์ : วันสิทธิมนุษยชน
ตอนที่ 1 วันแห่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


วันที่ 10 ธันวาคมของ ทุกปี นอกจากจะเป็น วันรัฐธรรมนูญแล้ว ในระดับสากล สหประชาชาติ ได้กำหนดให้เป็น วันสิทธิมนุษยชนสากล ด้วย เพื่อสร้าง ความตระหนักและ พัฒนา ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ให้ก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะปีนี้ ที่ครบ 60 ปี ปฎิญญาสากล ว่าด้วย สิทธิมนุษยชน ของ สหประชาชาติ และเป็นวันท ี่รัฐธรรมนูญของไทย ฉบับพุทธศักราช 2550 เดินหน้า มากว่า 1 ปีแล้ว


นัยสำคัญแห่ง สิทธิมนุษยชน และพันธกิจ


นางสุนีย์ ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชน ได้ให้ คำจำกัดความของคำว่า สิทธิมนุษยชน คือ


การเคารพ ศักดิ์ศรีความเป็นคน
เราต้องการให้ ใครทำอย่างไรกับเรา เคารพเราอย่างไร ปฎิบัติต่อเราอย่างไร
เราก็จะต้องเคารพคนอื่น เช่นนั้นเหมือนกัน
นี่คือความหมาย ที่มีนัยสำคัญ


สำหรับประเทศไทย ได้ผูกพันเป็นสมาชิกของ สหประชาชาติ มีพันธะกรณี ที่ต้องช่วยกันรณรงค์ ส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชน และยังมี การรับรอง ในรัฐธรรมนูญ ให้มี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีไม่กี่ประเทศ ที่มีคณะกรรมการ ที่เป็น องค์กรอิสระ


สิทธิมนุษยชนด้านแรงงาน


ในสถานการณ์ที่ ประเทศไทยอยู่ในภาวะ ที่นอกเหนือจาก ความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว ก็ยังประสบปัญหา วิกฤตเศรษฐกิจ ที่รุมเร้า


คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้ให้ความสำคัญ ในการทำงานร่วมกับ องค์กรเครือข่าย กว่า 10 องค์กร เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ และ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ในครั้งนี้ ในฐานะที่เป็น ปัญหาร่วมชาติ ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจ ในประเทศขณะนี้ จะมีผลกระทบ กับ คนทำงาน โดยตรง


ซึ่งหมายรวมถึง แรงงานที่อยู่ในโรงงาน แรงงานภาคเกษตร แรงงานอิสระ แรงงานที่ รับงานไปทำที่บ้าน หรือแม้แต่ อาชีพอิสระอย่าง คนขับแท็กซี่ ขณะเดียวกัน ก็หมายถึงแรงงานที่ กระจัดกระจาย อยู่ทั่วประเทศ ซึ่งถูกเรียกแตกต่างกันไป รวมถึงคนทำงาน ภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่ เดือดร้อน มากที่สุด คือ ลูกจ้างภาครัฐ ซึ่งไม่ค่อยมีสวัสดิการเท่าที่ควร


แนวคิดในแง่ของ สิทธิมนุษยชน คนวัยทำงาน คือหัวใจหลัก ที่จะช่วยทำให้ สังคมไทยก้าวรุดหน้าไปได้ ดังนั้น กลุ่มคนเหล่านี้ ต้องมีงานทำ มีความมั่นคง ในหน้าที่การงาน มีระบบสวัสดิการประกันสังคม และดูแลไม่ให้เกิดปัญหา เมื่อเขาว่างงาน


แต่ขณะนี้กฎหมายแรงงานของไทย ยังดูแลไม่ทั่วถึง ซึ่งมักมุ่งเน้นไปเฉพาะ กลุ่มแรงงานที่อยู่ใน ระบบอุตสาหกรรม เป็นหลัก คนทำงาน จำนวนมาก รวมทั้ง ลูกจ้างภาครัฐ ยังไม่สามารถเข้าถึง ระบบประกันสังคม หรือสวัสดิการอื่น อย่างครบถ้วน นับเป็นปัญหาใหญ่ ที่จะต้องช่วยกัน สร้างระบบนี้ ขึ้นให้ได้ และ


ภาครัฐต้องทำงานเชิงรุก โดยเตรียมรับมือกับ ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ที่ส่งผลให้ แรงงานเปลี่ยนกลุ่ม เช่น คนตกงาน อาจกลับไปสู่อาชีพอิสระ หรือ กระทั่งกลับไปสู่ ชนบท ก็ต้องย้อนกลับไป ดูแลภาคชนบท และ ภาคแรงงานอิสระ หรือ ลูกจ้างภาครัฐ อาจต้องดูแล กลุ่มอาชีพอิสระ รายย่อย ให้สามารถเข้าถึง กองทุนที่ช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งหา ตลาดรองรับ เชื่อมั่นว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ แรงงานในระบบ ก็จะกลับย้อนไปสู่ กลุ่มอาชีพอิสระ และสู่ภาคเกษตรมากขึ้น


สิทธิมนุษยชนด้าน สิ่งแวดล้อมและชุมชน


ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก กรณีผลกระทบจาก โครงการขนาดใหญ่ ที่อาจมีกลุ่มที่คิดว่า การสร้าง โครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ จะช่วยให้ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจได้


แต่ขณะเดียวกัน ก็ลืมทบทวนถึง ผลกระทบ ที่จะเกิดตามมา รวมทั้งได้ละเมิด สิทธิชุมชน ซึ่งมีความหมายสำคัญมาก นั่นก็คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชน มีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน ทั้งปัญหาที่ดิน การเวนคืน สิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เกี่ยวข้อง ต้องปฎิบัติ ตาม รัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิประชาชน ในการรับรู้ข้อมูล และมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ อย่างเข้มงวด และถือเป็น เรื่องสำคัญ เพราะหากยัง ดึงดันเดินหน้าต่อ


สุดท้าย ก็จะส่งผลย้อนกลับมาให้ รัฐต้องแก้ปัญหาเอง โดยต้องใช้เงินภาษีประชาชน ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต รวมทั้งปัญหา การชุมนุมประท้วงต่างๆ ที่มีให้เห็น เป็นประจำ


สิทธิมนุษยชนด้านการเมือง


ต้องยอมรับว่า สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน นอกจากการต้องมี ปัจจัย 4 เพื่อดำรงชีวิตแล้ว ยังต้องมี พื้นฐานศักยภาพ ทางการเมือง ขณะนี้ สังคมไทย มีความขัดแย้ง เพราะมีความเห็นแตกต่าง ทางการเมือง


ดังนั้นพี่น้องคนไทย ต้องใจกว้างต่อกันคือ เคารพความเห็นแตกต่าง และนำมาสู่ การปรึกษาหารือ แก้ไขปัญหาด้วยกัน ทุกคนทุกฝ่าย เพราะว่า ขณะนี้ ถือเป็นช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อ ที่จะต้องช่วยกัน ฝ่าฟัน ซึ่งความเชื่อมั่น ทางการเมือง ที่ต่างกัน ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่มีเสรีภาพ ทางความคิด


ขณะเดียวกัน ก็ต้องใจกว้าง เคารพว่านี่คือ เสรีภาพทางการเมือง และการจะตัดสินใจ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม ก็ต้องคำนึงเสมอว่า อะไรคือ ผลประโยชน์หลัก ของส่วนรวม โดยไม่ละเมิดสิทธิของ บุคคลทั่วไปด้วย


ส่วนเหตุการณ์ การชุมนุมที่ สนามบินของ กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ผ่านมา แน่นอนว่า ไทยถูกวิจารณ์อย่างมาก แต่ขณะนี้ เหตุการณ์ได้คลี่คลายแล้ว รัฐควรใช้โอกาสนี้ เร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ ที่ดีกลับคืนมาโดยเร็ว เพราะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ยังรอคอย สถานการณ์การเมืองไทยสงบ และพวกเขา พร้อมจะกลับมา ชื่นชม เสน่ห์ของเมืองไทย อีกครั้ง


สถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในประเทศไทย


ในรอบ 7 ปี ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้รับเรื่อง ร้องเรียน ประมาณ 5,000 เรื่อง โดยเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน สูงสุด ค่อนข้างเกี่ยวข้อง กับ กระบวนการยุติธรรม การถูกทำร้ายทุบตี การถูกจับกุม อย่างไม่เป็นธรรม คิดเป็น ร้อยละ ประมาณ 30- 40


รองลงไปคือเรื่องการแย่งชิง ฐานทรัพยากรทั้งจาก กลุ่มทุนและ จากนโยบายของรัฐ ซึ่งอาจเป็น การละเมิดสิทธิมนุษยชน ในเชิงชุมชน มีประมาณ ร้อยละ 10 ซึ่งแม้ว่า จะมีอัตราส่วนที่น้อย แต่ส่งผลกระทบ ต่อผู้คนจำนวนมาก เพราะว่า แต่ละชุมชน ไม่ว่า ป่า หรือนิคมอุตสาหกรรม แต่ละที่ ก็จะมี เป็นร้อย เป็นพันครอบครัว


โดยเฉพาะปัญหาที่ดิน ที่ทุกวันนี้ มีคนจำนวนมาก ที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ แล้วโครงการของรัฐ แม้แต่ การประกาศเขตป่า เขตทหาร ที่ไปครอบทับ พื้นที่ราษฎร มากมายแล้วยัง ไม่ได้รับการแก้ไข เป็นเรื่องใหญ่ ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้ให้ความสำคัญ ที่จะช่วยเร่งแก้ไขโดยเร็ว


นอกจากนี้ ยังมีปัญหา สิทธิแรงงาน ที่ได้รับร้องเรียน ประมาณ 300 กว่าเรื่อง และเรื่องสิทธิของ กลุ่มคนต่างๆ เช่น
สิทธิคนพิการ
สิทธิ ความหลากหลาย ทางเพศ
สิทธิผู้ป่วย
รวมทั้ง สิทธิคนไร้สัญชาติ และ
สิทธิแรงงาน ทั้งคนไทย ที่ไปทำงานต่างประเทศ หรือ
คนงานข้ามชาติ ที่เข้ามาทำงานในไทย เป็นต้น


คำว่าสิทธิมนุษยชน แท้จริง คือการเอาใจเขามาใส่เรา นึกถึงความเดือดร้อน ของผู้อื่น ดังนั้น หากทุกคน เริ่มต้นเคารพสิทธิ ซึ่งกันและกัน เชื่อว่า คนไทย จะฝ่าวิกฤต ความขัดแย้งทางการเมือง หรือวิกฤตทางเศรษฐกิจ ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th วันที่ข่าว 10 ธันวาคม 2551 เลขที่ข่าว 255112100099
ผู้สื่อข่าว : ชุติมา สุขวาสนะ Rewriter : ชูชาติ เทศสีแดง


พิมพ์ ข่าวนี้ บทวิเคราะห์ : วันสิทธิมนุษยชน ตอนที่ 1

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 26, 2008

ที่ประชุม ผู้บริหาร สพฐ. เสนอให้ ผอ.สพท. รอง ผอ.สพท. แบ่งงานกันบริหาร อย่างชัดเจน ให้ คุณภาพการศึกษาดีขึ้น


สพฐ. เอาจริง จ้องดัดนิสัย บิ๊ก สพท. เซ็งผู้บริหาร ไม่ทำงาน – ร.ร.เล็ก ถูกเมิน


สพฐ. เสนอ ผู้อำนวยการ เขตพื้นที่การศึกษา – รองฯ ให้แบ่งงานกันบริหาร อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ โรงเรียน เพื่อช่วยให้ รับทราบปัญหา ของ โรงเรียน แต่ละแห่ง รับการทำงาน ของ สพท. ถูกวิจารณ์แง่ลบ มานานแล้ว กรณีผู้บริหารเพียบ แต่ไม่มีผลงาน หากจี้ชัด ใครคุม ร.ร. ไหน และ หมั่นดูแล เก็บข้อมูล เพื่อพัฒนา สถานศึกษา และ คุณภาพการศึกษา ให้ดีขึ้น


นาย สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ที่ประชุม ผู้บริหาร สพฐ. ได้มีการเสนอให้ ผู้อำนวยการ เขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) รองผู้อำนวยการ เขตพื้นที่การศึกษา (รอง ผอ.สพท.) แบ่งงานกัน บริหารอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ โรงเรียน คือ กำหนดลงไปเลยว่า ผอ.สพท. หรือ รอง ผอ.สพท. คนไหนดูแล วิธีนี้จะช่วยให้ รับทราบปัญหา ของ โรงเรียนแต่ละแห่ง จากนั้น ผู้ที่รับผิดชอบ ของโรงเรียน แต่ละแห่งนั้น จะต้องนำปัญหา มาหาทางแก้ไข ทั้งนี้ ตั้งเป้าไปที่ ผลสัมฤทธิ์ ของนักเรียน ให้สูงขึ้น


“ข้อเสนอให้ ผอ.สพท. รอง ผอ.สพท. จัดสัดส่วนโรงเรียน เพื่อรับผิดชอบนั้น พูดกันมา หลายครั้งแล้ว ซึ่ง บาง สพท. ก็ปฏิบัติ บางแห่ง ก็ไม่ปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังมีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องที่ แต่ละ สพท. มีรอง ผอ.สพท. จำนวนมาก โดยมี 10-11 คน กลับไม่มี ผลงานที่ชัดเจน”


ด้าน นายพิษณุ ตุลสุข ในฐานะ ผู้อำนวยการ พื้นที่การศึกษา จังหวัดตาก เขต 1 บอกว่า เห็นด้วย กับ ข้อเสนอดังกล่าว เพราะแต่ละคน จะได้รู้ว่า ตนเอง ต้องรับผิดชอบ อะไรบ้าง และ จะเป็นตัวชี้วัดว่า ใครทำงาน ใครแก้ปัญหา หรือ ใครไม่ทำงาน ตรงนี้ จะเห็นชัดเจน เพราะจะมี การเปรียบเทียบ กับ ผู้บริหารคนอื่นโดยอัตโนมัติ ในที่สุด ผู้บริหารทุกคน จะได้มุ่งมั่น ขยันทำงาน เพื่อให้ตนเอง มีผลงานที่โดดเด่น


ทั้งนี้ ยอมรับว่า การทำงาน ของ สพท. ได้ถูกวิจารณ์ ในแง่ลบ มานานแล้ว เรื่องมี ผู้บริหารจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยมี ผลงาน หากระบุว่า ใครดูแล โรงเรียน แห่งไหนบ้าง แล้วลงไปดู โรงเรียน เก็บข้อมูลรายละเอียด ถึงสภาพ ความเป็นอยู่ และ ปัญหา ก็จะนำไปสู่ การพัฒนา สถานศึกษา คุณภาพ การศึกษา ให้ดีขึ้น


เช่น เดียวกับ นายนพพล เหลาโชติ ผอ.ร.ร.มัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับ ข้อเสนอดังกล่าว เพราะ โรงเรียน ที่อยู่ห่างไกล อยู่ใน ชนบท โรงเรียนตะเวนชายแดน โรงเรียนชายขอบ ฯลฯ ซึ่งอยู่ห่างไกล การเดินทางไปกลับลำบาก


ทำให้ ขาดผู้หลักผู้ใหญ่ ไปให้กำลัง ไม่มีใครไปดู ความเป็นอยู่ ของเขาว่า ต้องการอะไรบ้าง ถ้า สพฐ. กำหนดเป็น นโยบายอย่างชัดเจน แล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ ที่รับผิดชอบโรงเรียนแห่งนั้น เดินทางไป เดือนละครั้ง 2 สัปดาห์ครั้ง เพื่อให้ เห็นกับตา ตนเอง หรือ รับทราบปัญหา ของ โรงเรียน ที่ตน รับผิดชอบ และหาวิธีแก้ปัญหา มั่นใจว่า เพียง 1 ปี 2 ปี จะพบว่า โรงเรียน นักเรียน จะมี คุณภาพชีวิตดี และ ผลการเรียน ของเด็ก ดีขึ้น อย่างแน่นอน

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
26 กันยายน 2551 08:03 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000114024


พิมพ์ ข่าวนี้ สพฐ.เอาจริงจ้องดัดนิสัยบิ๊ก สพท.เซ็งผู้บริหารไม่ทำงาน-ร.ร.เล็กถูกเมิน


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 24, 2008

“กษมา” ฝากเสมา 1 คนใหม่ ตาม การคืนอัตราเกษียณ ไม่ห่วง “ศรีเมือง” นั่ง รมว.ศธ. หวั่นอายุสั้น ทำงานไม่เดินมากกว่า


“กษมา” ไม่ห่วง “ศรีเมือง” นั่ง รมว.ศธ. หวั่นอายุสั้น ทำงานไม่เดินมากกว่า

คุณหญิง กษมา วรวรรณ ณ �ยุธยา เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

คุณหญิง กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)


เลขาฯ สพฐ.ไม่ห่วง “ศรีเมือง” นั่ง รมว.ศธ.ถ้าหากจะมี รมว.ศธ.คนเดียว แต่ห่วงนั่งเก้าอี้ไม่ทันร้อน ส่งผลให้งานไม่เดินมากกว่า


คุณหญิง กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวถึงรายชื่อ คณะรัฐมนตรี ที่มี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ว่าขณะนี้ ยังไม่ทราบ รายชื่อ ที่ชัดเจน ตนมั่นใจว่า การพิจารณาของ นายสมชาย น่าจะเหมาะสม และ ถ้าคนที่ จะมานั่งใน ตำแหน่ง รมว.ศธ. เป็น นาย ศรีเมือง เจริญศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ตามข่าวจริง เชื่อว่า นายศรีเมือง เข้าใจเรื่องการศึกษา ได้ไม่ยาก เพราะเคยเป็น กรรมาธิการศึกษา มาก่อน


ส่วนกระแสข่าว ที่ว่ามีเพียง รมว.ศธ. เพียงคนเดียวนั้น ถ้าไม่มี รัฐมนตรีช่วย แล้วล่ะก็ รัฐมนตรี คงจะต้องทำงานหนัก เนื่องจาก ศธ. มีเรื่อง จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ไม่ห่วงว่า รมว.ศธ. คนใหม่จะทำงาน ได้หรือไม่ เพราะเรามีนโยบาย ที่ชัดเจน ห่วงเรื่องเวลา ที่ท่านเข้ามา รับตำแหน่ง มากกว่า ถ้านั่งแค่ ระยะสั้น อาจจะทำให้หลายเรื่อง ไม่ได้รับการสานต่อ


“นายกฯ เคยเป็นอดีต รมว.ศธ. ซึ่งรู้ถึงปัญหา ของ ศธ. ดี คงจะช่วยผลักดัน งานต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องที่อยากให้ เร่งดำเนินงานคือ การคืนอัตรา เกษียณครู ครูเออร์ลีฯ และ การจ้างครูเพิ่ม เพื่อลดปัญหา ขาดแคลนครู” เลขาฯ สพฐ. กล่าว


“กษมา” ฝากเสมา 1 คนใหม่ ตาม การคืนอัตราเกษียณ หวั่น “มติ ครม.หมัก” ทำสะดุด


“กษมา” วิตก การคืนอัตราเกษียณ เต็มร้อย อาจสะดุด เพราะมติ ครม. ออกภายหลัง สำนักงบประมาณ จัดสรรงบผ่านไปแล้ว ฝาก เสมา 1 ติดตาม เผยพบ โรงเรียน ขาดแคลนครู เกิน 30% สูงถึง 250 แห่ง เตรียมเกลี่ยครู ที่ได้จาก การคืนอัตราเกษียณ ไปเติม แนะให้ บรรจุครู ตรงสาขาขาด


คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ คณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สำนักงาน คณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องการให้ การจัด การเรียนการสอน ของโรงเรียน ในสังกัด มีคุณภาพ จึงมีนโยบาย ลดจำนวนโรงเรียน ที่ขาดแคลนครู เกิน 30% ของ กรอบ อัตราครู ที่โรงเรียนต้องได้รับ เพื่อไม่ให้ ขาดแคลนครู มากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อ คุณภาพ การจัด การเรียนการสอน ทั้งนี้


จากการสำรวจล่าสุด พบว่า โรงเรียน ในสังกัด ที่ขาดแคลนครูเกิน 30% นั้น มีจำนวนทั้งหมด 250 แห่ง ทาง สพฐ. ตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปีนี้ จะต้อง ทำให้ โรงเรียนที่ขาดแคลนครู เกิน 30% หมดไป

วิตกการคืน�ัตราเกษียณเต็มร้�ย�าจสะดุด เพราะมติ ครม.��กภายหลังสำนักงบจัดสรรงบผ่านไปแล้ว

วิตกการคืนอัตราเกษียณเต็มร้อยอาจสะดุด เพราะมติ ครม.ออกภายหลังสำนักงบจัดสรรงบผ่านไปแล้ว


โดยตนได้ให้นโยบาย ในการประชุม ผู้อำนวยการ สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ในวันนี้ พร้อมกำชับให้ สพท. ได้รับจัดสรร อัตรา เกษียณ คืนไปแล้ว ให้นำอัตราเกษียณ ดังกล่าว เกลี่ยไปให้ โรงเรียนกลุ่มนี้ เป็นอันดับแรก


ขณะนี้ สพฐ. ขาดแคลนครู อยู่ประมาณ 48,000 ราย และ เจ้าหน้าที่ธุรการอีก 20,000 ราย เพื่อมาทำงานธุรการ แทนครู ถ้า สพฐ. ได้รับคืน อัตรา เกษียณ ปี 51 คืนเต็ม 100% จะบรรเทา ปัญหานี้ได้ ระดับหนึ่ง


ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติคืน อัตราเกษียณปี 51 ให้ สพฐ. 100% ประมาณ 5,000 อัตราแล้ว แต่ มติ ครม. ออกมา ภายหลัง การจัดทำ งบประมาณ ผ่านพ้นไปแล้ว ดังนั้น คงต้องรอให้ สำนักงบประมาณ จัดสรรงบดังกล่าว มาให้ คาดว่า ต้องใช้ประมาณ 500 ล้านบาท เรื่องนี้ เป็นงาน เร่งด่วน อันดับต้นๆ ที่ต้องการให้ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ คนใหม่ เข้ามาผลักดันให้


คุณหญิงกษมา กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ ได้กำชับให้ สพท. ทุกแห่ง ดูแลให้การบรรจุครู ในโรงเรียน ขยายโอกาส และ โรงเรียนมัธยมนั้น เลือกรับครู ที่ เอก ตรงตามวิชาที่ ร.ร.ขาดแคลน โดยเฉพาะการบรรจุครู ในวิชาหลักๆ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ


อย่าง ประเทศเวียดนาม หากครูไม่รู้ ภาษาอังกฤษ อย่างแตกฉาน เขาจะไม่ให้สอน ภาษาอังกฤษ ได้ พร้อมกันนี้ สั่งให้ สพท. ไปสำรวจด้วยว่า โรงเรียน ขยายโอกาส ในพื้นที่ มีจำนวนนักเรียน เข้าเรียนระดับ ม.ต้น ลดลง หรือไม่ เพราะการขยาย เปิดระดับมัธยมนั้น ต้องใช้ครู เพิ่มจำนวนมาก หาก นักเรียน เข้าเรียน น้อยเกินไป อาจพิจารณายุบ และ เปิดแค่ ระดับประถมศึกษาเช่นเดิม ซึ่งจะช่วยประหยัดครูไปได้


ทั้งนี้ ฝากนโยบาย กับ สพท. ว่า จะต้องพัฒนาให้ โรงเรียนในสังกัด ทุกโรงเรียน ผ่านการประเมิน ของ สำนักรับรอง มาตรฐาน และ ประเมิน คุณภาพ การศึกษา (สมศ.) เพิ่มนั้น


ต้องไม่มีโรงเรียนใด อยู่ระดับปรับปรุง ปัจจุบัน โรงเรียนมัธยมศึกษา ร้อยละ 85 และ โรงเรียนประถมศึกษา ร้อยละ 75 ผ่าน การประเมิน ของ สมศ. แล้ว สำหรับโรงเรียน ที่อยู่ในระดับปรับปรุง ต้องเร่งพัฒนาคุณภาพ ให้ดีขึ้น

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2551 15:04 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000113324


พิมพ์ ข่าวนี้ “กษมา” ไม่ห่วง “ศรีเมือง” นั่ง รมว.ศธ. หวั่นอายุสั้น ทำงานไม่เดินมากกว่า

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2551 15:04 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000113329


พิมพ์ ข่าวนี้ “กษมา” ฝากเสมา 1 คนใหม่ ตาม การคืนอัตราเกษียณ หวั่น “มติ ครม.หมัก” ทำสะดุด


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 5, 2008

จอย ศิริลักษณ์ ร่วม นร.-นศ. ประท้วงหน้า สตช. ตั้ง 10 คำถามแทงใจดำ!


นร.-นศ.ประท้วงหน้า สตช.ตั้ง 10 คำถามแทงใจดำ!


Special Report ::
รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”


กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา จากโรงเรียนสาธิตมัฆวาน แห่ง มหาวิทยาลัยราชดำเนิน กว่า 300 คน รวมตัวเคลื่อนขบวน บุก สำนักงาน ตำรวจ แห่งชาติ อ่านแถลงการณ์ ระบุ ตร.ทำหน้าที่ ตามคำสั่งของรัฐ ละเลยการทำหน้าที่ ดูแล ประชาชน แล ะดำเนินคดี ในกระบวนการยุติธรรม ล่าช้า พร้อมตั้งข้อสงสัย 10 ข้อให้ ตร. ต้องตอบ ประชาชน ให้ได้
กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา จากหลายสถาบันในนาม โรงเรียนสาธิตมัฆวาน แห่งมหาวิทยาลัยราชดำเนินและเครื�ข่าย กว่า 300 คน เดินทางมารวมตัวด้านหน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ.พระราม 1

กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา จากหลายสถาบันในนาม โรงเรียนสาธิตมัฆวาน แห่งมหาวิทยาลัยราชดำเนินและเครือข่าย กว่า 300 คน เดินทางมารวมตัวด้านหน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ.พระราม 1



วันนี้ (5 ก.ย.) เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา จากหลายสถาบันในนาม โรงเรียนสาธิตมัฆวาน แห่งมหาวิทยาลัยราชดำเนิน และเครือข่าย กว่า 300 คน เดินทางมารวมตัวด้านหน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ.พระราม 1 ซึ่งการเคลื่อนขบวน มายัง สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ในครั้งนี้ มีนักเรียนนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ เช่น


สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทเวศร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทั้งหมด เคลื่อนขบวนมาจาก ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน


มีการใช้รถเคลื่อนที่ มีแกนนำ ขึ้นกล่าวปราศรัย โดยมี นักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทเวศร์ เป็น การ์ด ดูแล ความปลอดภัย ทั้งหมด มาในชุด นักศึกษา มีผ้าพันคอ ผ้าโพกหัวสีเหลือง เขียนอักษร กู้ชาติ มีธง ป้ายผ้า เขียนข้อความ โจมตี การทำงาน ของ ตำรวจ
แกนนำ�่านคำถาม 10 ข้� ฝากให้ ตร.

แกนนำอ่านคำถาม 10 ข้อ ฝากให้ ตร.



จากนั้นได้มีแกนนำ ขึ้นอ่าน แถลงการณ์ ฉบับที่ 5/2551 เรื่อง คำถาม ที่ สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ใน ฐานะ ผู้พิทักษ์ สันติราษฎร์ ต้องตอบ ประชาชน โดยระบุว่า จาก สถานการณ์ ความรุนแรง ที่เกิดขึ้น อย่างมาก ในปัจจุบัน


องค์กรตำรวจ ในฐานะ ผู้พิทักษ์ สันติราษฎร์ ควรจะเป็น หน่วยงาน ที่เป็นที่พึ่ง ของประชาชน แต่กลับกลาย เป็นว่า ใน ขณะนี้ สังคม ได้ตั้ง ข้อกังขา ต่อ องค์กรตำรวจ อย่างมากมาย


ไม่ว่าจะเป็น การปฏิบัติหน้าที่ มีพฤติการณ์ อันแสดงให้เห็นว่า มุ่งปฏิบัติ ตามคำสั่งของรัฐ จนละเลย ที่จะคุ้มครอง สวัสดิภาพ ของ ประชาชน เป็นสำคัญ การเพิกเฉย ต่อ ความเดือดร้อน ของ ประชาชน ความล่าช้า ในการดำเนินการ เป็น ขั้นต้น ของ กระบวน การยุติธรรม ในคดีต่างๆ


เราในฐานะของ เยาวชนรุ่นใหม่ ที่มีความห่วงใย ต่อ สถานการณ์บ้านเมือง จึงพิจารณา รวมข้อสงสัย อันเกี่ยวเนื่อง กับ การทำหน้าที่ ของ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ของท่าน 10 คำถาม ที่ตำรวจ ต้องตอบ ประชาชน ดังต่อไปนี้


1. กรณี นักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกดักยิง ขณะเดินทาง ไปบ้านพัก นายกรัฐมนตรี จะใช้เวลาเท่าใด ในการ สืบสวน สอบสวน หาคนผิด มาดำเนินคดี


2. เหตุใด ขณะที่ เกิดเหตุการณ์ ความรุนแรง ในหลายจังหวัด ทั้งที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีษะเกษ ทั้งกรณี กลุ่มคนรักอุดร รุมทำร้าย พันธมิตรฯ และ กรณี นปช.บุกเข้ามา ทำร้ายประชาชน ที่ สะพานมัฆวาน ทำไม เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงทำได้ เพียงยืนมอง อย่างแน่นิ่ง ราว ไร้วิญญาณ เหตุใด ตำรวจจึงไม่รีบเร่ง ดำเนินคดี กับมวลชน ที่บ้าคลั่ง ทำร้าย ทำลาย ประชาชน


3. ผู้รับผิดชอบ ในเหตุการณ์ ตำรวจทำหน้าที่ เกินขอบเขต ทำร้ายประชาชน และ ขโมยทรัพย์สิน ของ ประชาชน บริเวณ สะพานมัฆวาน คือใคร จะมี การดำเนินการ ลงโทษตำรวจ ที่ทำหน้าที่ เกินขอบเขต หรือไม่

แกนนำขึ้น่านแถลงการณ์

แกนนำขึ้นอ่านแถลงการณ์


4. เหตุการณ์ วางระเบิด ก่อกวน การชุมนุม บริเวณสะพานมัฆวาน และ ย้อนไปถึง เหตุระเบิดใน กรุงเทพฯ เมื่อช่วงปีใหม่ ปี 2550 มี เบาะแส บ้างหรือยัง


5. ทำไมจึงปล่อยให้ กลุ่มที่ก่อความรุนแรง ที่ หน้าบ้าน สี่เสาเทเวศร์ ของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธาน องคมนตรี และ รัฐบุรุษ เมื่อ วันที่ 22 กค.2550 ลอยนวลออกมา ก่อความรุนแรง ครั้งแล้วครั้งเล่า


6. เหตุใด คดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรี ประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี จึงมีความล่าช้า ผิดสังเกต


7. ทนายสมชาย หายไปไหน


8.ตำรวจจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง อย่างเช่น เหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 และ 2519 เกิดขึ้นอีก


9. ระหว่างรัฐบาล ที่มีพฤติกรรม นิยมความรุนแรง กับ ประชาชน ผู้บริสุทธิ์ ท่าน จะเลือก ปกป้องสวัสดิภาพ และ รักษา ผลประโยชน์ ของ ฝ่ายใด


10. เกียรติตำรวจ ของไทย ปัจจุบันอยู่ที่ไหน และ ท่านตระหนัก ในหน้าที่ ดังเพลง มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ ได้กล่าวไว้ มากน้อย เพียงใด

จ�ย ศิริลักษณ์ ร่วม นร.-นศ. ประท้วงหน้า สตช.

จอย ศิริลักษณ์ ร่วม นร.-นศ. ประท้วงหน้า สตช.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเคลื่อนขบวนครั้งนี้ มี นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพ กฟผ. และ น.ส.ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ดารานักแสดง เดินทาง มาด้วย


ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อทราบข่าว ว่าจะมีกลุ่มนักเรียนนักศึกษา เดินทางมา ก็ได้ทำการ ปิดประตู ด้านหน้า สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ โดยทันที เปิดเพียง ประตูเล็ก ให้เจ้าหน้าที่ เดินเข้าออก มี


เจ้าหน้าที่ตำรวจ สันติบาล มากัน ตรึงกำลังไว้ บริเวณด้านหน้า และ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.ปทุมวัน มาอำนวยความสะดวก บริเวณถนน นอกจากนั้น ได้ระดมเจ้าหน้าที่ ตำรวจหญิง กว่า 100 คน นอกเครื่องแบบ มาเตรียมไว้ เพื่อดูแล หากมีเหตุการปะทะ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
5 กันยายน 2551 17:14 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000105416


พิมพ์ ข่าวนี้ “นร.-นศ.ประท้วงหน้า สตช.ตั้ง 10 คำถามแทงใจดำ!


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

« Previous PageNext Page »

Create a free website or blog at WordPress.com.