Accom Thailand

May 20, 2009

ตร.จับ ม็อบเสื้อแดง ทุบรถนายกฯ คาสนามมวยลุมพินี เพิ่ม 1 คน


ตร.จับเพิ่ม ม็อบเสื้อแดง ทุบรถนายกฯ คาสนามมวย ลุมพินี
นายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี สวมเสื้อสีน้ำเงิน ผู้ต้องหา กลุ่มนปช. บุกรุก กระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับ ลำดับที่ 19

นายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี สวมเสื้อสีน้ำเงิน ผู้ต้องหา กลุ่มนปช. บุกรุก กระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับ ลำดับที่ 19


ตร.จับกุม นปช. ไล่ทุบรถนายกฯ เพิ่มอีก 1 ราย ขณะเข้าไปดูมวยที่ เวทีลุมพินี เบื้องต้น ผู้ต้องหา รับอยู่ในเหตุการณ์จริง แต่ไม่ได้ทุบรถนายกฯ ด้านพนักงานสอบสวน แจ้งข้อหา ชิงทรัพย์ บุกรุก กักขังหน่วงเหนี่ยว และ พกพาอาวุธปืน ก่อนส่งตัว ดำเนินคดี สน.สำราญราษฎร์


เมื่อวานนี้ (19 พ.ค.) เวลา 21.30 น. พ.ต.ท.ปิโยรส กัณหะศิริ สว.สส.สน.ลุมพีนี พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน นำ หมายจับ ศาลแขวงดุสิต เลขที่ 1274/2552 ลงวันที่ 9 พ.ค. 2552 เข้าจับกุมตัว นาย อรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี ผู้ต้องหา กลุ่มม็อบเสื้อแดง ที่ก่อเหตุ บุกรุกกระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกฯ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ที่บริเวณหน้า สนามมวยลุมพินี ถนนพระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.


จากนั้นจึงควบคุมตัว มาสอบสวนที่ สน.ลุมพินี เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้ง 4 ข้อหา คือ
ตำรวจแสดงภาพ ผู้ต้องหา ตามหมายจับ พร้อมรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท

ตำรวจแสดงภาพ ผู้ต้องหา ตามหมายจับ พร้อมรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท


1. ข้อหาชิงทรัพย์
2. ข้อหา ร่วมกันบุกรุก สถานที่ราชการ
3. ข้อหา หน่วงเหนี่ยวกักขัง และ
4. ข้อหาร่วมกันมีและพกพาอาวุธปืน ก่อนนำตัวส่ง สน.สำราญราษฎร์ ท้องที่เกิดเหตุ


พ.ต.ท.ปิโยรส เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุมี พลเมืองดีแจ้งว่าพบ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ขณะกำลังเข้าไปดู การแข่งขันชกมวย ที่สนามมวยลุมพินี จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ ฝ่ายสืบสวนฯ ก่อนเชิญตัว มาสอบที่ ห้องสืบสวน และ แจ้งข้อหา ก่อนส่ง สน.ท้องที่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

ด้าน พ.ต.อ. สมประสงค์ เย็นท้วม ผกก.สน.ลุมพินี กล่าวว่า พลเมืองดีได้แจ้งว่า พบบุคคลตามหมายจับ คดีทุบรถนายกฯ ที่กระทรวงมหาดไทย ภายใน สนามมวยลุมพินี ตำรวจฝ่ายสืบสวน จึงรอ กระทั่ง มวยเลิก แล้วจับกุม และ ทำการสอบสวน

เบื้องต้น นายอรุณ ให้การ ภาคเสธ โดยรับว่า เป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับ และ อยู่ในเหตุการณ์ วันดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ร่วม ทุบรถยนต์ นายกฯ

ส่วนกรณี ที่เข้าแย่งอาวุธปืน จาก เจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของ นายกรัฐมนตรี เนื่องจาก เกรงว่า รปภ. คนดังกล่าว จะยิงปืน สำหรับพลเมืองดี ที่แจ้งเบาะแส จะได้รับรางวัลนำจับ จำนวน 50,000 บาท

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2552 03:07 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร



อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่

ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร
ออกหมายจับ “สุภรณ์” แรมโบ้อีสาน – พวกทุบรถ “มาร์ค-นิพนธ์”
“วรพงษ์” ตั้ง 1 ล้าน ล่า! 20 เสื้อแดง รุมฆ่า นายกฯ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

เจนเนอรัล มอเตอร์ส ล้มละลาย แน่ – More trouble ahead ? If General Motors files Chapter 11


GM หลบหนี ภาวะล้มละลาย ไม่พ้นแน่ ผู้เชี่ยวชาญชี้ จะยุ่งกว่า”ไครสเลอร์” ด้วย
If General Motors must files Chapter 11

If General Motors must files Chapter 11


เอเจนซี – หลังจากดำเนินธุรกิจมา หนึ่งร้อยปี และ ดำเนินการปรับโครงสร้าง อย่างดุเดือด แต่ล้มเหลว อยู่ 10 เดือน เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ก็เหลือเวลา อีกไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่จะต้อง ยื่นเรื่องต่อศาล ขอเข้าสู่ ภาวะล้มละลาย ซึ่งพวกผู้เชี่ยวชาญ บอกว่า นั่นกลับเป็น สิ่งจำเป็น ด้วยซ้ำ เพื่อให้บรรลุ สิ่งที่คณะรัฐบาลประธานาธิบดี บารัค โอบามา ตั้งข้อเรียกร้อง ในการดำเนินการ ยกเครื่องปรับโฉม บริษัท ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแม่แบบ ของอุตสาหกรรมอเมริกัน แห่งนี้ี้

คณะรัฐบาลโอบามา ขีดเส้นตายให้ จีเอ็ม ต้องดำเนินการ ปรับโครงสร้าง ให้เสร็จก่อน วันที่ 1 มิถุนายน โดยสิ่งที่ บริษัทรถยนต์ใหญ่ ที่สุดของ สหรัฐฯ แห่งนี้ จะต้องกระเสือกระสน ทำให้สำเร็จ มีทั้ง การเจรจา กับพวกเจ้าหนี้ เพื่อลดมูลหนี้ จากหุ้นกู้ ที่มีอยู่ ทั้งหมด 27,000 ล้านดอลลาร์ ,การเจรจาเกลี้ยกล่อม ให้ทาง สหภาพแรงงาน ยินยอมอ่อนข้อ ซึ่งจะเป็น การลดต้นทุน ค่าแรง และ สวัสดิการลงไป, รวมทั้ง การลดตัวแทนจำหน่าย ลง 1,600 แห่ง ทั่วสหรัฐฯ

แต่ด้วยเวลา ที่เหลือน้อยลงทุกที พวกผู้เชี่ยวชาญ จึงมองว่า ในที่สุดแล้ว จีเอ็ม ก็จะต้องเดินตามรอยของ ไครสเลอร์ ไปสู่ ศาลล้มละลาย อย่างแน่นอน

“ผมคิดว่า มันหลีกเลี่ยงไม่ได้” อีริค เมอร์เคิล นักวิเคราะห์ อุตสาหกรรมรถยนต์อิสระ ให้ความเห็น “ผมมองไม่เห็นทาง เลยว่า จีเอ็ม จะหลีกเลี่ยงได้ยังไง”

ปัญหาจำนวนมาก ที่ไหลบ่าทับถมเข้าใส่ จีเอ็ม จนอยู่ในอาการซวนเซ ในขณะนี้ มีทั้ง เรื่องยอดขาย ที่ดิ่งลงต่อเนื่อง, ราคาหุ้นตกต่ำ, ไปจนถึง รถยนต์รุ่นต่าง ๆ ที่ออกมา ในช่วง 10 ปี มานี้ ไม่ค่อย ได้รับ ความนิยม, ตลอดจน การตกเป็น ผู้ตาม พวกผู้นำด้านวิศวกรรม อย่างเช่น โตโยต้า มอเตอร์และ ฮอนดา มอเตอร์ ในเรื่อง เทคโนโลยี รถไฮบริด

แต่สำหรับสิ่งที่ทำให้ จีเอ็ม ต้องเผชิญกับวิกฤต ในเฉพาะหน้านี้ ก็คือ งบดุล ที่เต็มไปด้วย หนี้มหาศาล และเป็น เหตุผลเดียว ที่ทำให้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญ ด้านการปรับโครงสร้าง องค์กร,นักวิเคราะห์, และ ผู้บริหาร ในอุตสาหกรรมรถยนต์ คนอื่น ๆ มองไม่เห็นทางที่ จีเอ็ม จะหลีกเลี่ยง การล้มละลาย ที่ต้องเจ็บปวด ยุ่งยาก และ ซับซ้อน ได้เลย

GM หลบหนี ภาวะล้มละลาย ไม่พ้นแน่ ผู้เชี่ยวชาญชี้ จะยุ่งกว่า ไครสเลอร์ ด้วย

GM หลบหนี ภาวะล้มละลาย ไม่พ้นแน่ ผู้เชี่ยวชาญชี้ จะยุ่งกว่า ไครสเลอร์ ด้วย

“หนทางเดียว ที่เหลืออยู่ ที่จะทำให้ เลี่ยงการล้มละลายได้ ก็คือ รัฐบาล จะต้องยอมรับ จำนวน ผู้ถือหุ้นกู้ ของ จีเอ็ม ที่ยอมแลก หุ้นกู้ กับ หุ้นสามัญ ของ จีเอ็ม ซึ่งอาจจะเป็น 40, 50 หรือ 60% ก็ได้ทั้งนั้น” ปีเตอร์ คอฟแมน ประธาน และ หัวหน้าหน่วยงาน ด้านการปรับโครงสร้าง และ พัฒนาการ ควบรวมกิจการ ที่ประสบปัญหา ของ กอร์เดียน กรุ๊ป ในนิวยอร์ก กล่าว

ทาง จีเอ็ม นั้นพูดเรื่อยมาว่า พวกผู้ถือหุ้นกู้ ที่มีตัวเงินสูง ถึง 27,000 ล้านดอลลาร์ นั้น จะต้องมี สัดส่วน 90% ที่เข้าร่วม การแลกหุ้น บริษัท จึงจะอยู่รอดได้ ไม่เช่นนั้น ก็จะต้อง ยื่นขอ ล้มละลาย

ทั้งนี้สิ่งที่ จีเอ็ม เสนอ แลกเปลี่ยน กับ ผู้ถือหุ้นกู้ ก็คือ จะให้หุ้นของ บริษัท ที่ผ่าน การปรับโครงสร้าง แล้ว เป็นจำนวน 10%

ตัวแทน ของ ผู้ถือหุ้นกู้รายใหญ่ ของ จีเอ็ม เรียกข้อเสนอนี้ว่า ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับ สิ่งที่ จีเอ็ม เสนอให้กับ สหภาพแรงงาน

เรื่องที่ ชี้ให้เห็นชัดว่า ทั้งสองฝ่าย มีจุดยืนที่ แตกต่างกันมากขนาดไหน ก็คือ พวกผู้ถือหุ้นกู้ ได้เสนอกลับว่า ต้องการได้ถือหุ้น ส่วนข้างมากใน บริษัทจีเอ็ม ใหม่ โดยที่ ฐานะ การมีอำนาจควบคุม บริษัทใหม่ ได้เช่นนี้ คือสิ่งที่ จีเอ็ม เสนอไปแล้วว่า จะยกให้แก่ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ

หลังจากที่ กระทรวงการคลัง ได้ปล่อยเงินกู้อัดฉีดให้แก่ จีเอ็ม รวมเป็นเงิน 15,400 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ ต้นปีนี้มา ทางกระทรวง จึงจะเป็นเจ้าของ จีเอ็มใหม่ อย่างน้อยที่สุด 50% ทั้งนี้ ตามเงื่อนไข ที่บริษัท เสนอออกมา

ในส่วน สหภาพแรงงาน ยูเอดับเบิลยู นั้น จีเอ็ม เสนอจะให้ หุ้น ร่วม 40% ของ บริษัทใหม่ แก่ ทรัสต์ของ สหภาพแรงงาน นี้ แลกกับ การที่ทางสหภาพแรงงาน ยินยอมให้จ่ายหนี้ที่ จีเอ็ม ค้างอยู่ 10,000 ล้านดอลลาร์ ในรูปของหุ้น แทนที่ จะเป็นเงินสด

“ความพยายาม ที่จะให้ ผู้ถือหุ้นกู้, สหภาพแรงงาน, ดีลเลอร์ และ เจ้าหนี้รายอื่น ๆ ให้เห็นด้วยกับ แผนปรับโครงสร้าง เป็นเรื่องยากมาก” บ๊อบ กอร์ดอน ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการปรับโครงสร้าง องค์กร ธุรกิจ แห่ง คลาร์ค ฮิลล์ กล่าว

กรณีของ ไครสเลอร์ ซึ่งกลายเป็น การล้มละลาย ที่ใหญ่เป็น อันดับหก ของ สหรัฐฯ ไปแล้ว ถูกมองจาก บรรดานักวิเคราะห์ และ เจ้าหน้าที่รัฐบาล ว่าจะเป็น แนวทางตัวอย่าง ของ จีเอ็ม

ไครสเลอร์ ได้ยื่นต่อศาล ขอเข้าสู่ภาวะล้มละลาย เมื่อวันที่ 30 เมษายน และ ศาลก็อนุญาตให้ บริษัท ขายสินทรัพย์ เกือบทั้งหมด ออกมา ให้แก่ บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งจะมี เฟียต (Fiat) แห่งอิตาลี เป็นผู้นำ ในการบริหารงาน อันเป็นการเปิดทางให้ มีความเป็นไปได้ ที่จะ เดินหน้าเรื่องต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้น ภายในเวลา น้อยกว่า 60 วัน

จีเอ็ม กล่าวเมื่อ สัปดาห์ที่แล้วว่า อาจจะต้อง เดินตามรอย ของไครสเลอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขายสินทรัพย์ ที่ดีออกมาให้เร็วที่สุด แต่ นักวิเคราะห์ ก็มองกันว่า ขั้นตอน ของ จีเอ็ม น่าจะยากลำบากกว่า ไครสเลอร์ เพราะขนาดของ จีเอ็ม ใหญ่กว่า ไครสเลอร์ มาก รวมทั้ง สถานการณ์ ก็ซับซ้อนกว่ากันมากนัก

ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (18) ก็มีข่าวออกมาว่า จีเอ็ม, ผู้ถือหุ้น และ สหภาพแรงงาน ก็ยังมีความเห็น ไม่ลงรอยกัน ในเรื่อง การปรับโครงสร้างบริษัท หลายอย่าง รวมทั้ง การปิดโรงงาน 16 แห่ง ในสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งยิ่งทำให้เห็นชัดเจน ขึ้นว่า จีเอ็ม อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยง การเข้าสู่ภาวะล้มละลายได้

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2552 00:27 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ GM หลบหนี ภาวะล้มละลาย ไม่พ้นแน่ ผู้เชี่ยวชาญ ชี้จะยุ่งกว่า “ไครสเลอร์” ด้วย



Related links : เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง
More trouble ahead ?
Dealers could be in for more trouble if General Motors files Chapter 11

GM dealers who thought they had months to wind down their businesses after being told the automaker plans to drop them could face much speedier shutdowns if GM files for Chapter 11. Full Story from flag (150 x 30)


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 19, 2009

ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย ว่าไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ


ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร
นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย รับสารภาพว่า เป็นบุคคลในภาพ ตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุ ไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ ไปร่วมชุมนุม เท่านั้น

นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย รับสารภาพว่า เป็นบุคคลในภาพ ตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุ ไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ ไปร่วมชุมนุม เท่านั้น


รวบแดงถ่อย! บุกรุกทำลาย ทรัพย์สินราชการ ในกระทรวงมหาดไทย ตำรวจชุดสืบสวนสะกดรอยตาม ขณะกำลังจะไปตลาดคลองเตย จากการรับแจ้งพบผู้ต้องสงสัยมีหมายจับ เจ้าตัวสารภาพเป็นคนในภาพตามหมายจับจริง รับอยู่ร่วมสร้างความฉิบหายในวันเกิดเหตุ แต่ยังปากแข็งไม่ได้ร่วมทุบรถ


วันนี้ (19 พ.ค.) พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผกก.สส.น.6 พร้อมเจ้าหน้าที่ ชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมตัว นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 224/126 ม.5 ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ผู้ต้องหา ลำดับที่ 10 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ออกหมายจับ กรณีร่วมกันบุกรุก และ ทำลายทรัพย์สิน ทางราชการ ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา ตามหมายจับ ที่ 1010/2552 ลงวันที่ 15 เม.ย.2552


พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน ได้รับแจ้งว่า พบบุคคล ต้องสงสัย เป็นบุคคลเดียว กับที่มี การออกหมายจับ บริเวณท้องสนามหลวง เจ้าหน้าที่ จึงเข้าตรวจสอบ และพบว่า ผู้ต้องสงสัย รายดังกล่าว กำลังจะเดินทางไป ตลาดคลองเตย จึงติดตาม จนสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณสะพานมอญ ถ.วังบูรพา แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กทม. เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหา ยอมรับว่า เป็นบุคคลในภาพจริง จึงควบคุมตัวมาส่ง พนักงานสอบสวน ที่ สน.สำราญราษฎร์ ดำเนินคดี ข้อหาร่วมกันบุกรุก และ ทำให้เสียทรัพย์ โดยหากมีการยื่นขอประกันตัว ก็มีการตั้งวงเงินไว้ 300,000 บาท

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวต่อว่า การจับกุม กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ก่อเหตุนั้น เป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากมีเพียง ภาพถ่าย ไม่มีชื่อนามสกุล หรือ แม้แต่ที่อยู่ เพราะฉะนั้น นอกเหนือจาก แนวทาง การสืบสวน แล้ว ต้องอาศัยความร่วมมือ จากประชาชน ช่วยแจ้งเบาะแสด้วย ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมกับ ทางผู้บัญชาการแล้วว่า อาจจะนำภาพถ่ายผู้ต้องหา ที่ถูกออกหมายจับ ไปทำเป็นโปสเตอร์ คล้ายๆกับ ปฏิทินโจร ของบช.น. แล้วนำไปติดไว้ตามสถานที่สำคัญๆ เพื่อให้ประชาชน ที่พบเห็น หรือรู้จักช่วยแจ้งเบาะแส

สภาพคนขับรถของ นายนิพนธ์ เลขาฯ นายก ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทุบทำร้าย

สภาพคนขับรถของ นายนิพนธ์ เลขาฯ นายก ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทุบทำร้าย


เบื้องต้น จากการสอบสวนผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า เป็นบุคคล ในภาพตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดงจริง แต่ไม่ได ้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ไป ร่วมชุมนุมเท่านั้น และ ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่รู้จักกับ คนอื่นๆ ที่ปรากฏเป็น ข่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.กล่าวว่า สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ออกหมายจับ กลุ่มผู้ชุมนุม ที่ก่อเหตุ พยายามฆ่านายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงมหาดไทย จำนวน 20 ราย แต่ในสำนวน การสอบสวน ที่ขอหมายจับ ต่อศาลนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีเพียงภาพถ่าย ยังไม่ทราบชื่อ และ ที่อยู่ของผู้ต้องหา จึงขอความร่วมมือ จากประชาชน หากทราบหน้า ของผู้ต้องหา ในภาพถ่าย ชื่อที่อยู่ และ แจ้งเบาะแส จนเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ ก็จะมีรางวัลนำจับ ให้ประชาชน ที่แจ้งเบาะแส ผู้ต้องหารายละ 50,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหา มีทั้งหมด 20 ราย เป็นเงินรางวัลนำจับรวม 1 ล้านบาท

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2552 18:33 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร



อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่
ออกหมายจับ “สุภรณ์” แรมโบ้อีสาน – พวกทุบรถ “มาร์ค-นิพนธ์”
“วรพงษ์” ตั้ง 1 ล้าน ล่า! 20 เสื้อแดง รุมฆ่า นายกฯ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 18, 2009

คณะอนุกรรมการ ข้าราชการพลเรือนมีมติให้ ไล่ นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ออกจาก ตำแหน่ง ปลัดกระทรวง การคลัง


“ศุภรัตน์” ชะตาขาด! อ.ก.พ.มีมติไล่ออกพ้นปลัดคลัง
คณะอนุกรรมการ ข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ว่าได้มีมติให้ไล่ นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ออกจาก ตำแหน่ง ปลัดกระทรวงการคลัง

คณะอนุกรรมการ ข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ว่าได้มีมติให้ไล่ นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ออกจาก ตำแหน่ง ปลัดกระทรวงการคลัง


ที่ประชุมอนุกรรมการ ข้าราชการพลเรือน มีมติ ให้ไล่ออก ปลัดกระทรวงการคลัง ตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูล ความผิดวินัยร้ายแรง กรณีแต่งตั้ง รองอธิบดี กรมสรรพากร เตรียมเสนอ ที่ประชุม ครม.ภายใน 15 วัน


วันนี้ (18 พ.ค.) ผู้สื่อข่าว รายงานจาก ที่ประชุมคณะอนุกรรมการ ข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ว่าได้มีมติให้ไล่ นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ออกจาก ตำแหน่ง ปลัดกระทรวงการคลัง หลังจากที่ คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยืนยันความผิดของ นายศุภรัตน์ ว่า มีความผิด ทางวินัย อย่างร้ายแรง จากการแต่งตั้ง ตำแหน่ง รองอธิบดี กรมสรรพากร ทั้ง 4 คน

ทั้งนี้ เตรียมเสนอ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ภายใน 15 วัน และได้แต่งตั้ง นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รองปลัด กระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจ ด้านรายจ่าย และ หนี้สิน ให้ รักษาการ ปลัดกระทรวงการคลัง ไปก่อน

อย่างไรก็ตาม นายศุภรัตน์ สามารถยื่นเรื่อง ขอให้มีการลดโทษจาก ไล่ออก เป็น ให้ออก และ ขอรับเงินบำนาญ ต่อไปได้
โดยก่อนหน้านี้ คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) สั่งการให้ อนุกรรมการ ข้าราชการพลเรือน กระทรวงการคลัง และ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง พิจารณาลงโทษ นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง

กรณี ความผิดวินัยร้ายแรง เกี่ยวกับ การตั้ง รองอธิบดี กรมสรรพากร 4 คน ในช่วงปี 2549 โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าว มีขั้นตอน ดำเนินการ ทั้งพิจารณา ปลดออก ให้ออก ไล่ออก


คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ “รอบวันทันเหตุการณ์” (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ “รอบวันทันเหตุการณ์” (256 K)
จาก manager multimedia

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 18 พฤษภาคม 2552 12:22 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ “ศุภรัตน์” ชะตาขาด! อ.ก.พ. มีมติ ไล่ออก พ้นปลัดคลัง


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 10, 2009

ภาพจริง ให้ปรากฏว่า กลุ่มคนเสื้อแดง ถูกใส่ร้ายจริงหรือ


Red Anti-government protesters in central Bangkok and demonstrators with firebombs and rocks, propelling Thailand deeper into political crisis.

Thai troops take position as they try to clear a main road blocked by supporters of ousted Thai prime minister Thaksin Shinawatra in Bangkok. Photograph by: Sukree Sukplang , Reuters

Supporters of former Prime Minister Thaksin Shinawatra stand on a bus in the early morning outside the Government House in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

A supporter of exiled ex-premier Thaksin Shinawatra holds a national flag as she runs past a burning bus during clashes with soldiers near the Government House in Bangkok on April 13, 2009. Photograph by: Pornchai Kittiwongsakul, AFP/Getty Images

A protester walks past a burning tire during a protest near Victory Monument in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

Soldiers take position outside a bus torched by supporters of ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra during a protest in Bangkok. Photograph by: Sukree Sukplang, Reuters

Armed troops look up as they clear a road blocked by supporters of ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra in Bangkok. Photograph by: Sukree Sukplang, Reuters

Supporters of former Prime Minister Thaksin Shinawatra prepare fire bombs during a protest near Victory Monument in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

A protester uses a sling shot during a protest near Victory Monument in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

A supporter of ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra brandishes a weapon during a protest in Bangkok. Photograph by: Vivek Prakash , Reuters

Thai army soldiers take position in front of Ananta Samakon palace to face supporters of exiled ex-premier Thaksin Shinawatra in Bangkok on April 13, 2009.
Photograph by: Nicolas Asfouri, AFP/Getty Images


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

จับกุม นางเจริญศรี โสมานุสรณ์ สาวใหญ่ ตุ๋นแรงงานไปนอก – พระพยอม หลงเชื่อโดนด้วย


ปดส.รวบสาวใหญ่ ตุ๋นแรงงานไปนอก – พระพยอม โดนด้วย!

ปดส. ตามรวบ สาวใหญ่วัย 68 หลอกตุ๋นแรงงาน ไปทำงาน ประเทศสวีนเดน เรียกค่าหัวคิว คนละ 1.6 แสน เจ้าเล่ห์ อ้างวีซ่าไม่ผ่าน หลอกส่งตัว ฝึกอาชีพ ที่วัดสวนแก้ว ของ พระพยอม เพื่อขอใบรับรอง การผ่านงาน ก่อนไหวตัวทัน และ หลบหนี จนมาถูกจับกุม พบประวัติ มีหมายจับ คดีฉ้อโกงติดตัว ด้านผู้ต้องหา อ้างไม่มีส่วนรู้เห็น มีหน้าที่ดูแล เรื่องที่พัก และ อาหาร เท่านั้น


วันนี้ (10 พ.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. พ.ต.อ.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผกก.2 บก.ปดส. พร้อม นายอิทธิ คงวีระวัฒน์ นิติกรชำนาญการ กรมการจัดหางาน แถลงข่าว จับกุม นางเจริญศรี โสมานุสรณ์ อายุ 68 ปี อยู่ที่ 555 หมู่ 77 แขวงและเขตสายไหม กทม.
เจ้าหน้าที่คุมตัว นางเจริญศรี โสมานุสรณ์ อายุ 68 ปี มาแถลงข่าว

เจ้าหน้าที่คุมตัว นางเจริญศรี โสมานุสรณ์ อายุ 68 ปี มาแถลงข่าว


พร้อมของกลาง สำเนาเอกสาร 1 แฟ้ม 29 แผ่น สมุดบันทึก 3 เล่ม รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว และ 2 นิ้ว ของคนงาน
หลักฐาน การรับสมัครคนงาน 125 แผ่น และ โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่ บ้านเลขที่ 100/378 หมู่ 6 หมู่บ้านชัยพฤกษ์ 1 ถนนคุ้มเกล้า แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กทม.

พ.ต.อ.วรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อ วันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พลเมืองดี แจ้งเบาะแสกับ บก.ปดส.ว่า มีบุคคล มีพฤติกรรมต้องสงสัยว่า จะหลอกลวง คนงานไปต่างประเทศ จึงทำการสืบสวน ทราบว่า

ผู้ต้องหา ร่วมกับ พวกที่หลบหนีอีก 4 คน หลอกลวง คนงานจำนวน 58 คน ว่า สามารถจัดหางานให้ทำ และส่งไปที่ ประเทศสวีเดน ได้ โดยเรียกเก็บ ค่าหัวคนละ 160,000 บาท เป็นค่าเสียหาย รวม 9,280,000 บาท

แต่ต่อมา อ้างว่าวีซ่าไม่ผ่าน และได้นำคนงานไปพักอาศัย และ ฝึกงานเกษตรกรรมที่ วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี ของ พระพยอม เพื่อให้ ทางวัด ออกใบรับรอง การผ่านงานเกษตร เพื่อสามารถไปประกอบ การขอวีซ่า ได้

ทำให้ พระพยอม หลงเชื่อ และให้ฝึกงาน โดยทางวัด จะจ่ายค่าแรงฝึกงาน คนละ 150 บาท ต่อวัน แต่กลุ่มผู้ต้องหา ไม่รับ และ ขอรับใบรับรอง อย่างเดียว ต่อมา เมื่อไหวตัวว่า เจ้าหน้าที่ จะเข้าตรวจสอบ จึงแอบหนี ออกจากวัด

พ.ต.อ.วรพงษ์ กล่าวต่อว่า ผู้ต้องหา มีหมายจับ คดีฉ้อโกง และ จัดหางาน โดยไม่ได้รับอนุญาต ท้องที่ สภ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ เมื่อปี 2545 และ ได้มีการเจรจาตกลง จ่ายเงินคืนให้ ผู้เสียหาย รายหนึ่ง 4 หมื่นบาท เพื่อยอมความ

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทำมาแล้วหลายครั้ง อ้างว่า จะพาไปทำงานต่างประเทศทั้ง ฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์ อิสราเอล เกาหลี แคนาดา และ ประเทศอื่นๆ แล้วแต่ จะเรียกค่าหัว ก่อนหลบหนี ซึ่งส่วนใหญ่ เป็น คนงานทางแถบอีสาน โดยในรายล่าสุดได้เงิน หัวละ 1 แสนบาท และ หลอกลวงจากพื้นที่ อ.ประทาย จ.นครราชสีมา

ด้าน นางเจริญศรี อ้างว่า ไม่รู้เรื่อง การหลอกลวง มีหน้าที่เพียง ดูแลเรื่อง ที่พักและอาหาร เท่านั้น โดยในรายนี้ได้ค่าจ้าง ค่าดูแล หัวละ 2 หมื่นบาท มีคนอื่นเป็น ผู้ดำเนินการ ตนไม่มีส่วนรู้เห็น ในเรื่องนี้

ด้าน นายอิทธิ กล่าวว่า ขอให้ ผู้ที่จะเดินทาง ไปทำงานต่างประเทศ ตรวจสอบ กับ กรมการจัดหางาน ได้ที่ หมายเลข 1694 เสียก่อน เพราะ บางประเทศ ไม่เปิดรับให้ บุคคลต่างด้าว เข้าไปทำงาน ในประเทศได้ ซึ่งที่ผ่านมา มีกลุ่มขบวนการ หลอกลวงประชาชน อ้างว่า ไปทำงานต่างประเทศได้ และ จับกุมได้ ปีละ กว่า 50 กลุ่ม มีผู้ถูกหลอกลวง กว่า 1,000 คน ต่อไป และ เสียหายนับ 100 ล้านบาท


เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกัน หลอกลวงผู้อื่น ว่า สามารถหางาน หรือ สามารถส่งไปฝึกงาน ในต่างประเทศได้ และ โดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งเงิน หรือ ทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์อื่นใด จากผู้ถูกหลอกลวง และ ร่วมกัน จัดหางาน ให้คนงาน เพื่อไปทำงาน ในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาต จากนายทะเบียน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองการหางาน ม.91 และ ร่วมกัน ฉ้อโกงประชาชน ป.อาญา ม.343

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 10 พฤษภาคม 2552 16:11 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000051973


พิมพ์ ข่าวนี้ ปดส.รวบสาวใหญ่ ตุ๋นแรงงานไปนอก – พระพยอม โดนด้วย!


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 7, 2009

ศาลฎีกาพิพากษา ยืนให้จำคุก “ภาวนาพุทโธ” 50 ปี


ศาลฎีกาพิพากษา ยืน จำคุก 50 ปี “ภาวนาพุทโธ” ข่มขืนเด็ก!
นายจำลอง คนซื่อ หรือ อดีต "พระภาวนาพุทโธ" อายุ 60 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพราน จ.นครปฐม ซึ่งถูกศาลพิพากษาตัดสินจำคุก 50 ปี ในข้อหากระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี

นายจำลอง คนซื่อ หรือ อดีต พระภาวนาพุทโธ อายุ 60 ปี อดีตเจ้าอาวาส วัดสามพราน จ.นครปฐม ซึ่งถูกศาลพิพากษา ตัดสิน จำคุก 50 ปี ในข้อหา กระทำผิด ฐานข่มขืนกระทำชำเรา หญิงอายุไม่เกิน 13 ปี


ศาลฎีกาพิพากษา ยืน คดี ภาวนาพุทโธ ร่วมมือ แม่ชี หลอกข่มขืน เด็กชาวเขา ให้จำคุก “ภาวนาพุทโธ” 50 ปี ส่วนผู้สมรู้ร่วมคิด เป็นธุระจัดหาเด็ก ติดคุกหัวโต กันถ้วนหน้า


วันนี้ (7 พ.ค.) ที่ ศาลอาญา ศาลอ่าน คำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจำลอง คนซื่อ อายุ 56 ปี หรือ “พระภาวนาพุทโธ” อดีตเจ้าอาวาส วัดสามพราน จ.นครปฐม กับพวก รวม 8 คน ประกอบด้วย

น.ส.สมจิตร รักสีขาว อายุ 32 ปี ,
น.ส.ช่อผา สกุลวนาการ อายุ 31 ปี,
น.ส.อนงค์ วงศ์ใจประเสริฐ อายุ 37 ปี,
น.ส.จินตนา ดารานโรดม อายุ 28 ปี ,
น.ส.สุภาพ นาวรัตน์ อายุ34 ปี,
นางศรีเพ็ญ มีกลอนเพราะ อายุ 36 ปี และ
น.ส.ขนิษฐา มีกลอนเพราะ อายุ 31 ปี
จำเลยที่ 1-8 ในความผิด ฐานข่มขืนกระทำชำเรา หญิงอายุไม่เกิน 13 ปี และ ไม่เกิน15ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาตน และ
ฐานได้กระทำต่อศิษย์ ที่อยู่ในความดูแล และ

พวกแม่ชี ถูกฟ้อง ฐานเป็นผู้สนับสนุน เป็นธุระจัดหา และ ชักพาหญิงไป เพื่อสำเร็จความใคร่ เพื่อการอนาจาร

คดีในชั้นฎีกา มีเฉพาะ จำเลยที่ 1 กับ 3 ยังติดใจ ฎีกา ส่วนจำเลยอื่น ไม่ติดใจฎีกา เพราะถูกจำคุกไป จนพ้นโทษแล้ว เป็นส่วนใหญ่


คำพิพากษา ศาลฎีกา ใจความว่า โจทก์ฟ้อง และ นำสืบว่า เมื่อ วันที่ 28 พ.ย. 38 และเมื่อ ระหว่าง เดือน ส.ค.31 – ม.ค.38

จำเลยที่ 1 ขณะบวชเป็น พระภิกษุ และได้เป็น เจ้าอาวาสวัดสามพราน จ.นครปฐม มีนามฉายาว่า พระมหาจำลอง กิตติปัญโญ หรือ พระภาวนาพุทโธ เป็น ประธานมูลนิธิ หลวงพ่อพุทโธภาวนา
รับอุปการะเลี้ยงดู เด็กหญิงชาวเขายากจน และอยู่ในถิ่นทุรกันดาร จาก จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ รวม 20 คน ไว้ใกล้กุฎิ

ส่วน จำเลย ที่ 2-8 เป็นแม่ชี อยู่ในวัดสามพราน และเป็น ลูกศิษย์ของ จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันเป็นธุระ จัดหา เด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี 15 ปี และ หญิงอายุไม่เกิน 18 ปี รวม 9 คน ซึ่งเป็น เด็กชาวเขา ในอุปการะของ จำเลยที่ 1 มาให้ จำเลยที่ 1 กระทำอนาจาร และ ข่มขืน ตั้งแต่ปี 2531-2538 แต่จำเลยทั้งหมด ให้การปฏิเสธ

คดีนี้ศาลอาญา พิเคราะห์คำเบิกความ และ พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งหมด กระทำผิดจริง ข้อต่อสู้ของ จำเลยฟังไม่ขึ้น จึงมี

คำพิพากษาไป เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 47 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 รวมความผิดหลายข้อหา รวม 160 ปี แต่ตามกฎหมาย กำหนดให้ จำคุกจำเลยไว้ได้ ไม่เกิน 50 ปี จึงให้จำคุก
จำเลยที่ 1 ไว้ 50 ปี ,
จำเลยที่ 2 จำคุก 31 ปี ,
จำเลยที่ 3 จำคุก 28 ปี ,
จำเลยที่ 4 จำคุก 10 ปี ,
จำเลยที่ 5 จำคุก 3 ปี ,
จำเลยที่ 6 จำคุก 4 ปี ,
จำเลยที่ 7 จำคุก 10 ปี
ส่วนจำเลยที่ 8 ยกฟ้อง

ต่อมา จำเลยที่ 1-4 และ 6-7 ยื่นอุทธรณ์คดี ขอให้ศาลยกฟ้อง ส่วน จำเลยที่ 5 กับ 8 ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยที่1 และ 3 ถูกขังไว้ ระหว่าง ฎีกา

คดีจึงมีประเด็นพิจารณาใน ชั้นฎีกา ว่า จำเลย เป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ และ ได้กระทำต่อ ผู้เป็นศิษย์ อยู่ในความดูแล ที่ต้องรับโทษหนักขึ้น หรือ ไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์ ที่เป็นผู้เสียหาย เบิกความสอดคล้องกัน ทั้ง 9 ปาก ถึงพฤติการณ์จำเลยว่า ได้มีจำเลย ที่เป็นแม่ชี พาผู้เสียหาย รายละ1คน เข้ามาที่กุฏิ ทางห้องน้ำ อ้างว่า
ต้องไปทำความสะอาด ห้องบันทึกเทป

จากนั้น ได้ให้ผู้เสียหาย ไหว้พระพุทธรูป จำเลยที่ 1 จึงเดินมาจาก ชั้น2 ทางบันได้เหล็ก แล้วให้ผู้เสียหาย มากราบที่ตัก แล้วใช้มือลูบผม แล้วให้ผู้เสียหายไป ปูที่นอน หรือให้ช่วย บีบนวดที่ขา
จากนั้น จำเลยที่ 1 จะเดินมาทางด้านหลัง แล้วโอบกอด โดยให้ แม่ชีช่วยจับ แขนขา

จำเลยที่1 จึงจูบที่นม แล้วใช้อวัยวะเพศ สอดใส่กระทำชำเรา เมื่อสำเร็จความใคร่แล้ว ก็ให้ผู้เสียหาย กินยาคุมกำเนิด แล้วพาไปล้างอวัยวะเพศ ที่ก๊อกน้ำ ในห้องน้ำ ก่อนให้ แม่ชี พากลับห้องพัก

สำหรับรายที่ครั้งแรกไม่ยินยอม ก็จะถูกลงโทษ ด้วยการเดินจงกลมกลางแดด บนพื้นดิน ที่มี กรวดหินแหลมคม

ต่อมาได้มี พระสุรัตน์ พระลูกวัดโพธิ์เรียง ซึ่งเป็นญาติของ ผู้เสียหายรายหนึ่ง ได้ทราบ จากผู้เสียหาย ถึงเรื่องราวดังกล่าว จึงให้เขียนบันทึก ทำแผนที่ แล้วไปร้อง กรมการศาสนา และ กองปราบปราบ

ต่อมา สื่อมวลชน เสนอข่าว ตำรวจได้พบผู้เสียหาย ที่ทยอยเปิดเผยตัว มากขึ้น จึงเริ่มสอบสวนจริงจัง โดยพาไปดู ที่เกิดเหตุ ที่ชี้จุด เก็บหลักฐานพยาน จนได้ รอยลายนิ้วมือจำเลย ร่องรอย ห้องน้ำ ที่ถูกดัดแปลง รอยบันไดเหล็ก

จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า ตนเป็นพระ มีชื่อเสียง ด้านบำเพ็ญภาวนา และนำเด็กชาวเขา ที่นับถือศาสนาอื่น มาเป็นชาวพุทธ สร้างความไม่พอใจแก่ ศาสนาอื่น จึงร่วมกัน กลั่นแกล้ง ปั้นเรื่อง นอกจากนี้ ห้องที่เกิดเหตุ ก็ไม่ตรงกับ บันทึกแผนที่ ของเด็ก และ อวัยวะเพศของตน ก็ผิดปกติ ไม่อาจร่วมเพศได้ ส่วนอวัยวะเพศผู้เสียหาย ก็ไม่มีร่องรอย ถูกชำเรา

ศาลฎีกาเห็นว่า ที่เกิดเหตุ แม้ได้ถูกดัดแปลง ก่อสร้างเพิ่มเติม หลังเกิดเหตุ แต่ยังมีร่องรอย ตรงกับที่ ผู้เสียหายเบิกความ ซึ่งเห็นว่า จำเลยที่ 1 สามารถ เดินขึ้นลง จากกุฏิ ชั้น 2 ลงมา ชั้นล่าง โดยที่ คนภายนอก มองไม่เห็น

นอกจากนี้ จำเลยกลับนำเด็กหญิง มาอยู่ใกล้ๆกุฎิ ทั้งที่ควรจะเป็น เด็กชาย จึงผิดวิสัยของ ผู้ปฏิบัติธรรม บริเวณกุฎิ มีทางเดินซับซ้อน เกินความจำเป็น แม้จะติดป้ายว่าเป็น เขตสงฆ์ แต่เมื่อดูจาก ร่องรอย ก๊อกน้ำเก่า รอยปิดฝ้าเพดานไม้อัด ทับ ช่องทางลับ ที่เคยเป็น บันไดเหล็ก ก็ล้วนแสดงว่า เด็กหญิง สามารถเข้าไปในกุฎิได้ และ จำเลย ก็สามารถเข้ามาใน ห้องบันทึกเทป ชั้นล่าง ได้โดยง่าย

ศาลยังเห็นว่า การที่จำเลย อ้างว่า แม้ตนเป็น เจ้าอาวาส และเป็น ประธานมูลนิธิ แต่ไม่ได้ มีอำนาจกำกับดูแล เด็กหญิงชาวเขา จึงไม่ได้มี การกระทำผิด ต่อศิษย์ ในความดูแลนั้น เห็นว่า
เด็กถูกส่งตัว มาศึกษาธรรม และ ขอรับ การศึกษาระดับสามัญ จึงอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ ของจำเลย

การกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิด ฎีกาของจำเลย ไม่มีข้อสาระสำคัญ ที่จะเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาเป็นอย่างอื่นได้ ที่ศาลล่างทั้งสอง ลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกา เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

หลังฟัง คำพิพากษา นายจำลอง คนซื่อ ซึ่งอยู่ใน ชุดนักโทษ โกนศีรษะโล้น สวมโซ่ตรวน ได้ถูกคุมตัวไปพร้อมกับ แม่ชีจำเลยที่ 3 โดยมีสาวก ต่างนั่งพนมมือร้องไห้ อย่างน่าเวทนา


อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง –
ปรากฏการณ์แห่งศรัทธา “พระพยอม – ภาวนาพุทโธ”
พึลึก! ราชทัณฑ์ไม่ขัดข้องให้นักโทษ “ภาวนาพุทโธ” เทศน์สอนคนนอกคุก!

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 7 พฤษภาคม 2552 17:34 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050952


พิมพ์ ข่าวนี้ ฎีกา พิพากษายืน คุก 50 ปี “ภาวนาพุทโธ” ข่มขืนเด็ก!


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 6, 2009

เลขาศาล รธน. แจ้งความ ดำเนินคดี เว็บบอร์ด “คุยกับ เสธ.แดง”


แจ้งจับ เว็บ “คุยกับ เสธ.แดง” ดูหมิ่นศาล รธน.

เลขาศาล รธน. แจ้งความดำเนินคดี เว็บบอร์ด “คุยกับเสธ.แดง” โพสต์ข้อความ ดูหมิ่นศาล รธน. – ศาลยุติธรรม ชัดเจน ตร. จะสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน อีกครั้ง หาก หลักฐานเพียงพอ จะเรียกสอบ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ต่อไป
นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ กับ นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขานุการ และ รองเลขานุการ ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ นำหลักฐาน เข้าแจ้งความ กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ กับ นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขานุการ และ รองเลขานุการ ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ นำหลักฐาน เข้าแจ้งความ กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ



วันนี้ (6 พ.ค.) เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ สน.พระราชวัง นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ นายเชาวนะ ไตรมาศ รองเลขานุการ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.วิทยา กิจกำธร พนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.พระราชวัง เพื่อแจ้งความ ดำเนินคดี กับ เว็บบอร์ด “คุยกับ เสธ.แดง ในความผิด ข้อหาหมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ข้อหา ดูหมิ่นศาล หรือ ผู้พิพากษา ในการพิจารณา หรือ พิพากษาคดี ตามมาตรา 198 และ ข้อหาดูหมิ่น เจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการ ตามหน้าที่ ตามมาตรา 136

โดยนำหลักฐาน เป็นข้อความที่ถูกโพสต์ไว้ ในเว็บบอร์ด ดังกล่าว มามอบไว้ เป็นหลักฐาน โดยมี พ.ต.อ.สุคณ พรหมายน ผกก. สน. พระราชวัง และ พ.ต.ท.อัศวยุทธ นุชพุ่ม รอง ผกก.สส. สน. พระราชวัง ร่วม ทำการสอบสวน

โดยหลักฐาน ที่นำมามอบให้กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็น หลักฐาน นั้น เป็นข้อความ ที่ถูกโพสต์ไว้ใน เว็บบอร์ดดังกล่าว เช่น เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้มีผู้เข้าไปโพสต์ไว้ ในเว็บบอร์ด ด้วยข้อความที่ หมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ และ ศาลยุติธรรม อย่างชัดเจน


ด้าน พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน ผกก.สน. พระราชวัง กล่าวว่า เบื้องต้น จะรับแจ้งความ ลงบันทึกประจำวันไว้ เป็นหลักฐานก่อน หลังจากนั้น ก็จะเรียก มาสอบปากคำเพิ่มเติม อีกครั้งหนึ่ง และ รวบรวม พยานหลักฐาน ซึ่งถ้าหากมี พยานหลักฐานเพียงพอ ก็จะเรียกตัว ผู้ที่เกี่ยวข้อง มาทำการสอบปากคำ ตามกฎหมาย ต่อไป

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 6 พฤษภาคม 2552 16:47 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050749


พิมพ์ ข่าวนี้ แจ้งจับ เว็บ “คุยกับ เสธ.แดง” ดูหมิ่นศาล รธน.


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

แบร์ลุสโคนี ปฏิเสธ มีความสัมพันธ์กับ เด็กผู้หญิงวัย 18 ปี


นายกรัฐมนตรีอิตาลี ปฏิเสธกิ๊กสาว คราวลูก
นายกรัฐมนตรีอิตาลี ให้สัมภาษณ์รายการทีวี เกี่ยวกับ ชีวิตสมรส ของเขา

นายกรัฐมนตรีอิตาลี ให้สัมภาษณ์รายการทีวี เกี่ยวกับ ชีวิตสมรส ของเขา


เอเจนซี – ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี นายกรัฐมนตรี อิตาลี เมื่อวันอังคาร (5) ปฏิเสธ มีความสัมพันธ์กับ เด็กผู้หญิงวัย 18 ปี ตอบโต้ คำกล่าวอ้างของภรรยา ที่ร้องขอหย่าร้าง


“มันเป็นเรื่องโกหก” แบร์ลุสโคนี สัมภาษณ์กับ รายการทอล์กโชว์ ของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ของอิตาลี อ้างถึง ข้อกล่าวหา ต่อกรณีความสัมพันธ์ กับ โนเอมิ เลติเซีย ที่เขาไปร่วมฉลอง งานวันเกิด ครบ 18 ปี ของเธอ เมื่อเดือนที่แล้ว

เวโรนิกา ลาริโอ แสดงความโกรธกริ้ว ต่อการไปปรากฏตัวใน งานวันเกิด เด็กสาวของ แบร์ลุสโคนี ที่ถูกแฉโดย สื่อมวลชนหลายฉบับ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา และเธอได้เรียกร้อง ขอหย่าขาด จาก เขา

ลาริโอ บอกว่า เธอรู้สึกขุ่นเคือง อย่างมาก เพราะ แบร์ลุสโคนี ไม่เคยมางานปาร์ตีวันเกิด ฉลองอายุ บรรลุนิติภาวะ ของ ลูกตัวเองเลยซักคน แม้ถูกร้องขอเชื้อเชิญ ก็ตาม ทำให้ เธอปักใจเชื่อว่า แบร์ลุสโคนี มีความสัมพันธ์ ฉันท์ชู้สาว กับ เลติเซีย

“ชีวิตแต่งงานของฉัน สิ้นสุดลงแล้ว ฉันไม่สามารถทนอยู่ กับ คนที่อี๋อ๋อ กับ ผู้เยาว์ ได้” ลาริโอ กล่าว

“จะมีนายกรัฐมนตรีคนไหน ที่บ้าพอ ทำตัวเอง ตกอยู่ในสถานการณ์ เช่นนี้” แบร์ลุสโคนี กล่าวอ้าง

แบร์ลุสโคนี บอกว่า เขาสมัครใจ ถ่ายรูป ณ งานปาร์ตี ที่ร่วมด้วย ครอบครัวและเพื่อนๆ ของ เลติเซีย เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่า ไม่มีอะไรต้องปิดบัง

นายกรัฐมนตรีอิตาลี รายนี้ และ ลาริโอ สมรสกัน ในปี 1980 โดยทั้งคู่ มีลูกด้วยกัน 3 คน ซึ่งปัจจุบัน อยู่ในวัย 20 ปีเศษ

ลาริโอ วัย 52 ปี เป็น อดีตนักแสดงละครเวที เธอมีอายุน้อยกว่า สามีถึง 20 ปี และเป็น ภรรยาคนที่สอง ของ ผู้นำอิตาลี

ทั้งคู่ซึ่งไม่ค่อยควงคู่กัน ปรากฏตัวต่อสาธารณชน ครองรักร่วมกัน อย่างระหองระแหง มาตลอด

เมื่อเดือนมกราคม ปีก่อน แบร์ลุสโคนี เคยออกมา ขอโทษภรรยา ต่อสาธารณชน หลังเธอทราบ จากสื่อต่างๆ ว่า สามีตัวดีของเธอ พูดจา เกี้ยวพาราสี สมาชิกสภาสาว หน้าตาจิ้มลิ้มรายหนึ่ง

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 6 พฤษภาคม 2552 05:01 น.
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050450


พิมพ์ ข่าวนี้ นายกรัฐมนตรี อิตาลี ปฏิเสธกิ๊กสาว คราวลูก


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 5, 2009

“วิระยา” เปลือยตัวเอง อ้างเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงตรัสถาม เรื่องบังคับ ขายเสื้อสีฟ้า


“วิระยา” รับสมเด็จฯ ตรัสถาม เรื่องเสื้อสีฟ้า – 5 ปี ยังไม่มีโอกาส ถวายเงิน

“วิระยา” เปลือยตัวเอง อ้างเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงตรัสถาม ด้วยพระองค์เอง เรื่องบังคับ ขายเสื้อสีฟ้า สร้างความเดือดร้อน ให้ผู้มีรายได้น้อย ส่วนเงินขายเสื้อจาก ปี 2547 จนถึงขณะนี้ ผ่านมา 5 ปี ยังไม่ได้นำขึ้น ทูลเกล้าฯ ยังอยู่ใน มูลนิธิตัวเอง ซัด ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ มีอคติส่วนตัว อ้างเป็นฝ่ายทูลลาไม่ขอ ตามเสด็จฯ เอง


ขณะที่พบว่า มูลนิธิมีการจัดจำหน่ายเสื้อ รวม 3 ล้านตัว ตัวละ 400 บาท รวมมูลค่าถึง 1,200 ล้านบาท หลังก่อนหน้านี้ คุยโอ่ เคยทำงานถวาย สมเด็จฯ 300 ล้าน ฟุ้งพร้อมทำงานออกเงินเอง ทุกบาท เพราะ พ่อแม่ ทิ้งสมบัติ ไว้ให้มาก

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม ได้สัมภาษณ์ ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิบำรุงขวัญ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชายแดน ใน พระบรมราชินูปถัมภ์ ที่บ้านพัก ซอยศรีอยุธยา 5 ให้สัมภาษณ์ว่า

Sondhi Limthongkul, founder of the People's Allianace for Democracy (PAD) and who survived an assassination attempt on April 17 speaks press during a press conference at his office in Bangkok on May 3, 2009. The founder of a royalist movement that helped topple former Thailand premier Thaksin Shinawatra said he believed soldiers were to blame for an assassination attempt on his life last month

Sondhi Limthongkul, founder of the People's Allianace for Democracy (PAD) and who survived an assassination attempt on April 17 speaks press during a press conference at his office in Bangkok on May 3, 2009. The founder of a royalist movement that helped topple former Thailand premier Thaksin Shinawatra said he believed soldiers were to blame for an assassination attempt on his life last month


ทุกวันนี้ได้รับกำลังใจจาก เพื่อนฝูง คนรู้จักแสดงความเป็นห่วง ตลอดทั้งวัน ต้องขอบคุณ นายสนธิ ที่พาดพิงถึง หลายเรื่อง จนทำให้ มีโอกาส เปิดอกคุยกับ สื่อ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยสนใจ คำพูด หรือ รายการเอเอสทีวี ด้วยซ้ำ ยืนยันว่า ไม่ได้ตกอับถึงขั้น ขอเงิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บ้านฐานะดี ร่ำรวยที่ดิน ซอยศรีอยุธยา 5 ทั้งซอยเป็นของ คุณแม่

“ที่โยงว่า พี่เกี่ยวข้องกับ การสังหาร อย่างคุณสนธิ ที่เลื่อนการแถลงข่าว หลายครั้ง และที่แถลงข่าว ก็พูดเหมือนว่า พี่เกี่ยว แต่พูดอีกที ก็บอกว่าไม่เกี่ยว ไม่ทราบว่า ถูกยิงที่ สมอง จนเพี้ยน หรือ เปล่า ถึงพูดจา กำกวม เช่นนี้” ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าว

ท่านผู้หญิงวิระยา กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ท่านผู้หญิงวิระยา กับ พ.ต.ท.ทักษิณ


ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวอีกว่า ดูจากวิธีการที่ คนร้ายยิง นายสนธิ ต้องเป็น ฝีมือคนระดับชาติ ไม่ใช่คนตัวเล็กๆ เช่นตน ที่เป็น ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ขนาด ไปกินข้าว กุ้งเป็นๆ ยังไม่ฆ่าเลย จะทำ อย่างนั้น ได้อย่างไร และ ไม่เชื่อ เป็นฝีมือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ด้วย ตนรู้จัก พล.อ.อนุพงษ์ มา ตั้งแต่ติดยศ ร้อยโท รู้ดีว่า นิสัยเป็นคนอย่างไร ขนาดปฏิวัติ ยังไม่ทำ ตอน เกิดม็อบ ก็กำชับ ไม่ให้ ทหารฆ่าประชาชน จึงไม่ทำแน่นอน ตนเชื่อใน กฎแห่งกรรม ใครทำอะไร ต้องได้อย่างนั้น และ มั่นใจว่า นายสนธิ ต้องทราบดีว่า ใครยิง เพียงแต่ไม่เข้าใจว่า ทำไม ต้องมาป้าย ความผิด ให้ตนด้วย

เผย สมเด็จฯ ทรงตรัสถาม เรื่องร้องเรียนขายเสื้อ

ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวต่อว่า กรณี ท่านผู้หญิง จรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขาธิการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทำหนังสือชี้แจงว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง กับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พร้อมกับ โจมตี เรื่องโครงการเสื้อฟ้านั้น

ยอมรับ ตน กับ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ มีปัญหาส่วนตัวกัน ส่วนเรื่องเสื้อฟ้า เป็นเรื่องเก่า ตั้งแต่ปี 2547 โครงการนี้ ตั้งใจทำ เพื่อหารายได้ถวาย ในวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา โครงการนี้ ใช้เงินส่วนตัว ของตนทั้งหมด โดยทำ ทั้งหมด 2 ล้านตัว

ก่อนทำ ขอพระราชทาน พระนามาภิไธยย่อ สก. แต่ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ บอกว่า อย่าทำเลย เพราะ พระนามาภิไธยย่อ สก. ไม่เคยพระราชทาน ให้ใคร ทรงหวง ตอนนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ บอก กับ ตน ว่า ทำแล้วจะช่วยขายอีกแรง ตนอยากเห็น โครงการเกิดขึ้น เพราะอยากเห็น ทุกคนใส่เสื้อฟ้า

ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวด้วยว่า ต่อมา ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทำจดหมายถึง ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้รับฎีกา ว่า มีการบังคับซื้อเสื้อ ทำให้ชาวบ้าน ที่มีรายได้น้อย เดือดร้อน ตนมี โอกาส เข้าเฝ้าฯ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงถามว่า รู้เรื่องหรือไม่ ตนถวายคำชี้แจงว่า ทราบ แต่ยืนยัน ไม่ได้บังคับใคร คนซื้อเพราะรักใน ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงยืนยัน กับ พระองค์ท่าน ว่าจะ เดินหน้าทำต่อไป แม้ว่า จะมีอุปสรรค หากหยุด ก็ต้องมาจากคำสั่งของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เท่านั้น ยืนยัน เงินทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ได้จาก การขายเสื้อยังอยู่ครบ

เงิน 400 ล. ยังอยู่ในบัญชีมูลนิธิ ไม่ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ช่วงนี้ ท่านผู้หญิงวิระยา ได้โชว์ สมุดบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อมูลนิธิ นพรัช-รัตนโกสินทร์ (เสื้อ) ยื่นให้ ผู้สื่อข่าวดู และ กล่าวว่า รอให้ ทางวัง แจ้งกำหนดการ เข้าเฝ้าฯ ตนจะนำเข้าไป ถวาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้รู้สึกท้อ จึงตัดสินใจ เข้ากราบบังคมทูลลา กับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยตัวเองว่า ต่อไปนี้ จะไม่ขอตามเสด็จฯ และ ไม่ทำงานพวกนี้อีกแล้ว ไม่ใช่เพราะถูก ไล่ออก จากวัง เป็นเรื่อง ที่ตนแสดงความประสงค์เอง

เรื่องที่ นายสนธิกล่าวหานี้ ทำให้ตนเสียหายมาก ที่ผ่านมา ตนทำงานใด มักมีอุปสรรค จึงทำให้เข้าใจ หัวอกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่แม้จะรู้ว่า มีอุปสรรคใหญ่หลวง แต่ก็ยัง พยายามทำต่อไป

แจง “ท่านผู้หญิง วิระยา” ไม่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์หน้า 3 วันที่ 4 พ.ค.

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์หน้า 3 วันที่ 4 พ.ค.


หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 4 พฤษภาคม ในหน้าที่ 3 ได้ตีพิมพ์ แก้ไขข่าว ที่ Thanpuying denies plotting to kill Sondhi ที่เผยแพร่ใน หน้าแรก ของ หนังสือพิมพ์เมื่อ วันที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ทางหนังสือพิมพ์ ได้รับคำชี้แจง จาก ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยืนยันว่า ท่านผู้หญิงวิระยา นั้นไม่เคยเป็น นางสนองพระโอษฐ์ (Lady-in-waiting) ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แต่อย่างใด

“กิจกรรม และ ธุรกิจ ทุกประการที่ ท่านผู้หญิงวิระยา ดำเนินการนั้น เป็น กิจกรรมส่วนตัว ของ ท่านผู้หญิงวิระยา ซึ่งไม่มีความเกี่ยวพัน กับ สำนักพระราชวังใดๆ ทั้งสิ้น” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ระบุ

รองราชเลขานุการใน สมเด็จพระนางเจ้าฯ ยังยืนยัน ด้วยว่า ตำแหน่ง นางสนองพระโอษฐ์ นั้น ต้องได้รับ การโปรดเกล้าฯ จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ต้องประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา นอกจากนี้ ท่านผู้หญิงวิระยา ยังไม่มีตำแหน่งใดๆ ใน สำนักพระราชวัง อีกด้วย

เผย มูลนิธิฯ-วิระยา จำหน่าย เสื้อ 3 ล้านตัว รวม 1,200 ล.

ส่วนกรณี การขายเสื้อสีฟ้า จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ ประชาชนนั้น รายละเอียดของเรื่องดังกล่าว ปรากฏอยู่ในข่าว นสพ.มติชนรายวัน ฉบับประจำ วันที่ 3 พ.ค. 47 ดังนี้

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมี พระราชเสาวนีย์ ผ่าน กองราชเลขานุการในพระองค์ถึง ปลัดมหาดไทย – ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ให้ยุติ การใช้วิธี จำหน่ายเสื้อปักอักษร พระนามาภิไธย “สก.” ด้วยวิธี ออกหนังสือเวียนให้ ข้าราชการ และ พนักงาน ทุกระดับชั้นซื้อ เผยทรงเสียพระราชหฤทัย อย่างยิ่ง หลังทรงทราบจาก ฎีการ้องทุกข์หลายฉบับ ระบุ สร้างความเดือดร้อน กับ ผู้มีรายได้น้อย

รายงานข่าว จาก กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สำนักราชเลขาฯ ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 26 เมษายน 2547 ถึง ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด แจ้งว่า กองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีหนังสือชี้แจงไปยัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 23 เมษายน เรื่อง การจัดจำหน่ายเสื้อสีฟ้า ปักอักษร พระนามาภิไธย ส.ก. โดยส่งสำเนาหนังสือ ดังกล่าว มาให้ทราบ โดยทั่วกันอีกครั้ง

สำหรับหนังสือของ กองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถึง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามโดย ท่านผู้หญิง จรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการ ในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

เนื้อหาระบุว่า ข้าราชการ และ หน่วยงานต่างๆ ในสังกัด กระทรวงมหาดไทย รวมทั้ง ประชาชนทั่วไป ได้ทำฎีการ้องทุกข์ กราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เรื่อง การจัดจำหน่ายเสื้อสีฟ้า ของ มูลนิธินพรัช-รัตนโกสินทร์ ราคาตัวละ 400 บาท

พร้อมทั้งระบุ รายละเอียด การจัดจำหน่าย ว่า มีหน่วยงาน 3 แห่ง คือ กระทรวงมหาดไทย ได้รับมา 1 ล้านตัว ธนาคารออมสิน 1 ล้านตัว และ ธนาคารกรุงไทยอีก 1 ล้านตัว

“โดยเฉพาะใน หน่วยงานสังกัด ของ ท่าน ได้ใช้ การจัดจำหน่าย ด้วยวิธีออกหนังสือเวียน ให้ ข้าราชการ และ พนักงาน ทุกระดับชั้น ซื้อ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแก่ ผู้มีรายได้น้อย เป็นอย่างยิ่ง และ ได้ถูกเร่งให้ จัดจำหน่าย ให้เสร็จสิ้น ภายใน เดือนสิงหาคม 2547” หนังสือระบุ

หนังสือระบุต่อ ว่า มูลนิธินพรัช-รัตนโกสินทร์ โดย ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล ประธานกรรมการมูลนิธิ และเป็น ประธาน ฝ่ายผลิตเสื้อยืด ปักอักษรนามาภิไธย สก. 72 พรรษา ได้มีหนังสือ ขอพระราชทาน พระราชานุญาต จัดทำเสื้อดังกล่าว จำนวน 2 ล้านตัว ซึ่งได้รับพระราชานุญาติ

ทั้งนี้ การขอ พระราชทาน พระราชานุญาต จัดทำ โครงการเฉลิมพระเกียรติ ต่างๆ เพื่อถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศล นั้น มักได้รับ พระราชทาน พระราชานุญาต แทบทุกโครงการ โดยที่หวัง พระราชหฤทัย ว่า การดำเนินโครงการ จักเป็นไป โดยความถูกต้อง เหมาะสม และ ไม่สร้างความเดือดร้อน แก่ ประชาชน

“บัดนี้ ความได้ทราบ ฝ่าละอองธุลีพระบาท เรื่องการจัดจำหน่าย เสื้อสีฟ้าปักอักษร พระนามาภิไธย ส.ก. โดยวิธีการ ดังกล่าวแล้ว จากฎีก หลายฉบับ ทำให้ ทรงเสียพระราชหฤทัยยิ่ง จึงมีพระราชเสาวนีย์ ให้แจ้งมายังท่าน และ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้หยุดวิธี จัดจำหน่าย ซึ่งสร้างความเดือดร้อน แก่ประชาชน ทันที และ ขอให้ วางจำหน่ายให้ ประชาชน ซื้อได้ ตามความสมัครใจ” หนังสือ ของ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ระบุในที่สุด

ไม่สนถูกวิจารณ์เสื้อสีฟ้า คุยโอ่เคยทำงานถวายราชินี 300 ล.

ก่อนหน้านี้ ท่านผู้หญิงวิระยา ได่ให้สัมภาษณ์ต่อ สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ซึ่ง ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ถึง กรณีเรื่องเสื้อสีฟ้า ที่เป็นข่าวอื้อฉาว ว่า เคยโกรธ คุณสนธิบ้างไหม ท่านเอง ถูกโจมตีเยอะ ทั้งเรื่อง การขายเสื้อฟ้า เฉลิมพระเกียรติ

“จำได้ว่า ในหลวง เคยสอนดิฉัน มาสมัยก่อนว่า พระพุทธรูปนี่ ยังถูกนินทาเลย ดังนั้น ดิฉันจะถือลัทธิว่า ถ้าใครเขาชอบเรา ถ้าเราจะทำดี หรือทำไม่ดี เขาก็จะ ชอบเรา เห็นว่า เราไม่ผิด คนไหน ที่เขาไม่ชอบเรา ให้เราทำดีให้ตาย ก็จะเห็นว่า เราไม่ดี ดังนั้น ดิฉันไม่สนหรอก ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ เพราะดิฉัน ยืนอยู่บนความถูกต้อง คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีความจริง ที่จะพิสูจน์ตัวมันเอง ตลอด อย่างงานการกุศล ใครทำงานกันมา ก็จะรู้ว่า งานทุกครั้ง ไม่เคยหักค่าใช้จ่าย ถ้ามีค่าใช้จ่าย จะใช้เงินส่วนตัว อย่างงาน ถวายสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ 300 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย บาทเดียว ก็ไม่มี เพราะหลายส่วน ช่วย หากเขาไม่ช่วย ดิฉันจะจ่ายเอง”

“ดิฉันตัวคนเดียว พ่อแม่ ทิ้งมรดกไว้ให้ มากมายก่ายกอง ตายไปก็เอาไปไม่ได้ แค่ที่ดิน ยังไม่ขายเลยซักแปลงที่ แม่พ่อ ให้ไว้ ก็ยังไม่ใช้ไม่หมด เพราะเป็นมัธยัสถ์ ดิฉันเป็นคนไม่เคยซื้อ ของแพง สมัยก่อนอาจจะจริง ชอบใช้ของ มียี่ห้อ ตอนที่ แม่มีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้ ดิฉันจะเก็บเงินไว้ ทำบุญอย่างเดียว”

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤษภาคม 2552 10:20 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050111


พิมพ์ ข่าวนี้ “วิระยา” รับสมเด็จฯ ตรัสถามเรื่องเสื้อสีฟ้า – 5 ปียังไม่มีโอกาสถวายเงิน


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Next Page »

Create a free website or blog at WordPress.com.