Accom Thailand

May 4, 2009

ศาลปกครอง เรียก “พัชรวาท”- บก.มติชน แจง หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครอง


ศาลปกครองเรียก “พัชรวาท”- บก.มติชน แจง หลังอ้าง
ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ศาลปกครองสูงสุด เรียก ผบ.ตร. และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด ระบุ ทำให้ประชาชน เข้าใจผิด คิดว่า ศาลปกครอง คุ้มครอง ASTV ทั้งที่ มีความเหมือน ดีสเตชั่น เผย


กรมประชาฯ ถอนอุทธรณ์คดีที่ แพ้ ASTV โดย ศาลปกครองสูงสุด สั่งจำหน่ายคดี ออกจากสารบบแล้ว
ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้าง ดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด


วันที่ 4 พ.ค.รายงานข่าวจาก สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง แจ้งว่า สืบเนื่องจาก กรณีตามหนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 เมษายน 2552 หน้า 2 ลง บทความ “คำแถลง สนง.ตร. แจงเหตุ คดีเหลือง-แดง ต่างกัน” และ มีประเด็นข้อความ ในลักษณะ แนวคำตอบ ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และคณะ ฯลฯ” ซึ่งข้อความในบางตอนระบุว่า “ดีสเตชั่น ถูกจับดำเนินคดี ในข้อหาผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วน เอเอสทีวี มีข้อจำกัด ไม่สามารถจับกุมดำเนินคดีได้ เนื่องจาก ได้รับความคุ้มครอง ตามคำสั่ง ศาลปกครองสูงสุด ที่ 147-148/2549 ลง วันที่ 24 เมษายน 2549 ปัจจุบัน ยังได้รับ ความคุ้มครอง ตามคำสั่ง ดังกล่าวอยู่”
ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้างดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดเรียก ผบ.ตร.และ บก.มติชนรายวัน เข้าให้ถ้อยคำ หลังอ้างดำเนินคดี ASTV ไม่ได้ เพราะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุด



โดยประเด็น ข้อความดังกล่าว บ่งบอกถึง เจตนาของผู้ให้ข้อความ ต้องการให้ ประชาชน หรือ ผู้อ่านเข้าใจผิด ว่า

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครอง เอเอสทีวี ผู้กระทำความผิดเฉกเช่นเดียวกับ ดีสเตชั่น จนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถจับกุมดำเนินคดี ในมาตรฐานเดียวกันกับ ดีสเตชั่น ซึ่งเป็นข้อความที่ สื่อความหมาย ผิดไปจาก ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โดยประเด็น ข้อความดังกล่าว ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อเผยแพร่ หรือ โฆษณา ต่อ สาธารณชน ถือไม่ได้ว่า เป็นการ วิจารณ์การพิจารณา หรือ การพิพากษาคดี ของ ศาลปกครองสูงสุด ด้วยวิธีการทางวิชาการ

อันเป็นการกระทำ ที่น่าจะเข้าข่าย ผู้กระทำความผิด ฐานละเมิด อำนาจศาล ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้ง ศาลปกครองฯ พ.ศ.2552 ประกอบมาตรา 32(2) แห่ง ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณา ความแพ่ง

ศาลปกครองสูงสุด จึงมีคำสั่ง ลงวันที่ 29 เมษายน 2552 ถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ นายสุวพงษ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการ ผู้พิมพ์โฆษณา หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน เรียกให้ เข้าไปให้ถ้อยคำต่อ ศาลในเรื่องนี้ โดยศาล นัดไต่สวน ใน วันที่ 13 พฤษภาคม 2552 เวลา 13.30 น.ที่ศาลปกครองสูงสุด ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดี ที่ 12

ทั้งนี้ การที่ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเรียก ผู้เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำต่อศาล ในเรื่องดังกล่าวนั้น เนื่องจาก เห็นว่า ข้อความตอนหนึ่งที่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ คณะ ได้แถลงต่อ สาธารณชน ตามที่ปรากฏใน ข่าวของ หนังสือพิมพ์มติชน ดังกล่าวนั้น

ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่าเป็นการให้ข้อมูล ที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และผิดไปจากข้อเท็จจริง แห่งคดี ซึ่งอาจทำให้ ประชาชน เกิดความเข้าใจผิด ได้ว่า ศาลปกครอง ปฏิบัติ สองมาตรฐาน

จึงเห็นควรเรียกให้ บุคคลทั้งสองราย เข้ามาให้ถ้อยคำต่อศาล เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ในประเด็นที่เกิดขึ้น รวมทั้งเพื่อ จะได้ทำให้เกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับข้อเท็จจริง แห่งคดีต่อไป

นอกจากนี้ สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง ได้เผยแพร่ บทความ เรื่อง คดีเอเอสทีวี (ASTV) ที่เคยตีพิมพ์ใน

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2551 คอลัมน์นิติปกครอง โดย นายมหาชน เพื่อชี้แจง ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการพิจารณาคดีเอเอสทีวี ของ ศาลปกครอง

ซึ่งเป็นคดีที่ ฝ่ายเอเอสทีวี ได้ฟ้อง กรมประชาสัมพันธ์ ที่สั่งให้ กสท ระงับ การให้บริการดาวเทียมโกล็บแซต แก่ เอเอสทีวี เมื่อต้นปี 2549 ซึ่งศาลปกครองกลาง มี คำพิพากษา ให้ เอเอสทีวี ชนะคดี เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 โดยให้ กรมประชาสัมพันธ์ ชดใช้ค่าเสียหาย 120,000 บาท หลังจากนั้น ฝ่ายกรมประชาสัมพันธ์ ได้ยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลปกครองสูงสุด

สำนักงาน ประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ศาลปกครอง ชี้แจงข้อเท็จจริง อีกว่า คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1-3 ได้มีการอุทธรณ์ คำพิพากษาขอ งศาลปกครอง ชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) ต่อ ศาลปกครองสูงสุด และ ในเวลาต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสามรายดังกล่าว ได้ร้องขอถอนอุทธรณ์ คำพิพากษาฯ

ศาลปกครองสูงสุด จึงได้มีคำสั่งคดี หมายเลขแดง ที่ อ.515/2551 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 อนุญาตให้ ถอนอุทธรณ์คำพิพากษา และ ให้จำหน่ายคดี ออกจากสารบบความ


สำหรับคดีนี้ บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พวกรวม 9 คน เป็นผู้ฟ้องคดีต่อ
กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
นายดุษฎี สินเจิมศิริ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
นางภัทรียา สุมะโน รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3
บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 4
นายพิศาล จอโภชาอุดม รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และ
นายจิรชัย สีจร รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6

ในกรณีที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่มีคำสั่ง ระงับการให้บริการ เครือข่ายดาวเทียมโกลบแซต ในการเผยแพร่ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และ ระงับการให้ บริการ ระบบ อินเทอร์เน็ต ทั้งที่ บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม ไม่ได้กระทำการ ผิดสัญญาใดๆ จึงเป็นคำสั่ง ทางปกครอง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 37 ที่ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพ ในการสื่อสาร ถึงกัน และ พ.ร.บ. ว่าด้วย ธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2545 นอกจากนี้ ยังขัดต่อ รัฐธรรมนูญมาตรา 39 วรรค 3 ในเรื่องของ การจำกัด สิทธิเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็น ของ สื่อมวลชน

บทความเรื่อง “คดีเอเอสทีวี (ASTV)” ที่เคยตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2551 คอลัมน์ นิติปกครอง โดย นายมหาชน

คดีเอเอสทีวี (ASTV)

ความพยายามของรัฐบาล ที่ต้องการยุติ การออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) ยังคงมีอยู่ ตลอดมา โดยอ้างว่า สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ไม่ได้รับอนุญาต ให้จัดตั้งสถานี เพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ และเป็น สื่อที่ปลุกระดมมวลชน

ท่านที่ติดตามข่าวคงจำได้ว่า คดีนี้ศาลปกครองกลาง ได้เคยมีคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราว ให้ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว สามารถออกอากาศได้ ตามที่ ผู้ฟ้องคดีคือ บริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด และ พวกได้ร้องขอ และ ต่อมา ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืน ตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ในการคุ้มครอง การออกอากาศ ของ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ต่อไป จนกว่า คดีจะถึงที่สุด หรือ จนกว่าศาล จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

กระทั่งใน วันที่ 31 มกราคม 2551 ศาลปกครองกลาง จึงได้มีคำพิพากษา ตัดสินในคดี โดยตัดสินให้ กรมประชาสัมพันธ์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) เป็นฝ่ายแพ้คดี และ ต้อง ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน จำนวน 120,000 บาท

ขณะนี้ คดีดังกล่าว ยังอยู่ในชั้นอุทธรณ์ เพราะผู้ถูกฟ้องคดี ไม่เห็นด้วย จึงยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลปกครองสูงสุด

วันนี้ ผมจึงขอนำ เหตุผลของ ศาลปกครองทั้ง กรณี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และ คำพิพากษา มานำเสนอ เพื่อให้เกิด ความกระจ่าง ว่า เหตุใด สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว จึงยังสามารถออกอากาศได้ และ เหตุใด การกระทำของ กรมประชาสัมพันธ์ จึงผิดกฎหมาย และ ละเมิด ต่อ ผู้ฟ้องคดี

คดีนี้ ผมเห็นว่า สำคัญ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญ

เป็นที่ทราบกันว่า สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี นั้น ต่างจาก สถานีโทรทัศน์ ฟรีทีวี ทั่วไป เพราะ สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว ใช้บริการ โกลบแซ็ต ในการยิงสัญญาณ จากรถถ่ายทอดสด ขึ้นดาวเทียมไทยคม เพื่อส่งสัญญาณ มาที่ ห้องส่ง ถนนพระอาทิตย์ ซึ่ง สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ได้ทำสัญญาเช่า ใช้บริการโกลบแซ็ต กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

แต่ กรมประชาสัมพันธ์ เห็นว่า สถานีโทรทัศน์ ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ จัดตั้งสถานี เพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ จึงมีคำสั่งให้ บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณ แก่ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ซึ่งเป็นต้นเหตุ ของการนำคดีขึ้นสู่ ศาลปกครอง และ ต่อมา ศาลปกครองกลาง และ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครอง ให้สถานีโทรทัศน์ดังกล่าว สามารถออกอากาศได้ ตามปกติ ในระหว่างที่ คดียังไม่ถึงที่สุด

โดยศาลให้เหตุผล ในการคุ้มครองชั่วคราว สรุปใจความ ได้ว่า หากกรมประชาสัมพันธ์ เห็นว่า การออกอากาศ ของ ผู้ฟ้องคดี ผิดกฎหมาย วิทยุกระจายเสียง และ วิทยุโทรทัศน์ กรมประชาสัมพันธ์ ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ ดำเนินคดีอาญา

กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมประชาสัมพันธ์ ในการที่จะสั่ง บริษัท กสท.ฯ ระงับ การส่งสัญญาณของ ผู้ฟ้องคดีได้

การกระทำของ กรมประชาสัมพันธ์ เป็นการกระทบเสรีภาพ ในการสื่อสาร และ การสื่อความคิดเห็น ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้รับรองไว้ การจะ จำกัด เสรีภาพดังกล่าวได้ ก็แต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือ ความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล อื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือ เพื่อป้องกัน หรือ ระงับความเสื่อมทราม ทางจิตใจ หรือ สุขภาพ ของประชาชน

โดยกรณีจะเป็นเช่นที่ว่า และมีผลให้ต้อง จำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวได้ ก็ต่อเมื่อ ได้มีคำพิพากษา ของศาลถึงที่สุด ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เพื่อการ ดังกล่าว โดยเฉพาะ เท่านั้น

ดังนั้น เมื่อยังมิได้มี คำวินิจฉัยชี้ขาด ของศาลเป็นที่สุด สิทธิเสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน ของราษฎร ที่ รัฐธรรมนูญ ให้การคุ้มครอง จึงควรมี หลักประกันว่า จะไม่ถูกละเมิด ได้โดยง่าย ศาล จึงมีคำสั่งคุ้มครอง การออกอากาศสถานีโทรทัศน์ ดังกล่าว

สำหรับ คำพิพากษา ของศาลปกครองกลาง ซึ่งได้มีคำตัดสินไปแล้ว เมื่อต้นปี สรุปความได้ว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมประชาสัมพันธ์ ในการสั่ง บริษัท กสท.ฯ ระงับสัญญาณ ของผู้ฟ้องคดีได้

การกระทำดังกล่าว จึงเป็นการกระทำ โดยปราศจาก อำนาจ และเป็นการล่วงละเมิดสิทธิ ตามสัญญา ระหว่าง ผู้ฟ้องคดี กับ บริษัท กสท.ฯ อันก่อให้เกิด ความเสียหาย แก่ผู้ฟ้องคดี ในการไม่สามารถ ผลิต และ ส่งรายการ ตามกำหนด ตามที่ตกลงกับ บริษัทคู่สัญญาได้ ซึ่งจะต้องเสียค่าปรับ ในการผิดสัญญา ดังกล่าวด้วย

ประการสำคัญคือ การสั่งระงับสัญญาณนั้น ทำให้ผู้ฟ้องคดี ต้องเสียเสรีภาพ ในการสื่อสารถึงกัน โดยทางที่ ชอบด้วยกฎหมาย เสรีภาพ ในการแสดง ความคิดเห็น การรับรู้ ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชน ฯลฯ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติรับรองไว้ จึงควรมีหลักประกันว่า จะไม่ถูกละเมิด ได้โดยง่าย

ศาลปกครองกลาง จึงพิพากษา ให้เพิกถอนหนังสือของ กรมประชาสัมพันธ์ ที่ให้บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณ แก่ ผู้ฟ้องคดี และ ชดใช้ค่าเสียหาย แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามกฎหมาย

ผลจาก คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของ ศาลปกครองสูงสุด และ คำพิพากษาของ ศาลปกครองกลาง จึงทำให้ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี สามารถออกอากาศ ได้ดังทุกวันนี้

คดีนี้บทสรุปจะเป็นอย่างไร คงต้องรอคำชี้ขาดสุดท้ายจาก ศาลปกครองสูงสุด (คดีหมายเลขแดงที่ 131/2551)

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 4 พฤษภาคม 2552 17:58 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000049960


พิมพ์ ข่าวนี้ “ศาลปกครอง เรียก “พัชรวาท” – บก.มติชน แจง อ้างคำสั่งคุ้มครอง ขวางเอาผิด ASTV


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 30, 2009

คดีทุจริตคลองด่าน – ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา”


ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม

นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม


ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ คดี “วัฒนา อัศวเหม” อดีต รมช.มหาดไทย ทุจริต จูงใจ จนท. ที่ดิน สมุทรปราการ ออกโฉนด คลองด่าน ทับที่สาธารณะ ส่งผล คดีถึงที่สุด รอตามตัว ที่หลบหนี ไปต่างประเทศ กลับมา รับโทษจำคุก 10 ปี ภายใน อายุความ 15 ปี


วันนี้ (30 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ คดีที่ นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย เป็นจำเลย ซึ่ง ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ จำคุก นายวัฒนา เป็นเวลา 10 ปี ในความผิด ต่อ ตำแหน่ง หน้าที่ ราชการ ตาม ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 148

ที่ใช้ อำนาจหน้าที่ โดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้เพื่อให้ บุคคลใด มอบให้ ซึ่งทรัพย์สิน ด้วย การบังคับซื้อ ที่ดิน ต.บางเหี้ย (คลองด่าน) อ.บางเหี้ย (บางบ่อ) จ.สมุทรปราการ จาก ราษฎร หลายราย และ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ด้วย การบังคับขู่เข็ญ หรือ กระทำการ โดยวิธีการ อื่นใด ให้ ข้าราชการ สังกัดกรมที่ดิน และ กรมการปกครอง ปฏิบัติ หรือ ละเว้น ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือ โดยทุจริต ในการออกโฉนด ที่ดิน 5 แปลง

คดีนี้ หลังจากที่ ศาลฎีกา มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2551 แล้ว ทนายความ นายวัฒนา ได้ใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กำหนดไว้ ในมาตรา 278 วรรคสาม ยื่นอุทธรณ์ ต่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2551 โดยฝ่ายจำเลย ระบุว่า มีพยานบุคคล รวม 17 ปาก เป็น หลักฐานใหม่

เมื่อจำเลย ยื่นอุทธรณ์แล้ว ที่ประชุมใหญ่ จึงแต่งตั้ง องค์คณะผู้พิพากษา รวม 5 คน พิจารณาอุทธรณ์ เพื่อทำบันทึกความเห็น สรุปสำนวน เสนอ ที่ประชุมใหญ่ ซึ่งองค์คณะ พิจารณา ตามบทบัญญัติ รธน.มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบ กับ ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 แล้วเห็นว่า

พยานหลักฐาน ที่จำเลย ยกขึ้นอ้าง ไม่ใช่ พยานหลักฐานใหม่ ที่อาจจะทำให้ ข้อเท็จจริงเปลี่ยน แปลงไป ในสาระสำคัญ และ ไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ จำเลยไม่รู้ หรือ มีเหตุอันควรรู้ว่า พยานหลักฐาน ดังกล่าว มีอยู่ ดังนั้น จึงไม่ควร ที่จะรับอุทธรณ์ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณาแล้ว ก็เห็นด้วยกับ ความเห็น สรุปสำนวน องค์คณะ ซึ่งพิจารณา 3 ประเด็น คือ


1. พยานหลักฐาน ประเด็นว่า การออกโฉนดที่ดิน ชอบด้วย ระเบียบ และ กฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยอ้าง

นายไพฑูรย์ สุนทรวิภาค อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2533-2547, นายวีระ รอดเรือง อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2537-2542, นายวิเชียร รัตนพีระพงศ์ อดีต อธิบดีกรมที่ดิน, พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีต รองเลขาธิการ ครม., นายประพันธ์ ชลวีระวงศ์ อดีต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ, นางอุบล เอื้อศรี อดีต ปลัดจังหวัด สมุทรปราการ, นายสมมาตร ดลมินทร์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ, นายคมชิต วิชญะเดชา อดีตเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ ม.ล.พีพล นพวงศ์ อดีตนายอำเภอบางบ่อ ปี 2535-2536 เป็นพยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2531 ครม. มีมติให้ออก หนังสือแสดงสิทธิ์ ในที่ดินให้กับ ราษฎร บริเวณ ที่ดิน พิพาท ดังกล่าว ซึ่ง จ.สมุทรปราการ ได้แจ้งให้ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ ทราบ และ ปฏิบัติ ตามมติ ครม. อย่างเคร่งครัด และ มีการออกโฉนด ให้กับ รายอื่นหลายราย โดยไม่ปรากฏว่า มี ข้อขัดข้อง หรือ โต้แย้ง ของ ราษฎร ในพื้นที่แต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังได้รับการยืนยัน จาก คณะกรรมการป้องกัน และ หยุดยั้ง การบุกรุก ที่ดินป่าชายเลน ที่ทำการ ตรวจสอบที่ดิน แล้วว่า ไม่มีการบุกรุก และ ที่ดินไม่มีสภาพ เป็นทางสาธารณะ และ

2. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า จำเลย ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน ฝ่ายปกครอง และ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดิน โดยมิชอบด้วยระเบียบ หรือ กฎหมาย หรือไม่ จำเลยอ้าง

นายสุทัศน์ ธรรมรักคิด ซึ่งอ้างว่า เป็นผู้ติดต่อใกล้ชิด กับ เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายจำเนียร ปานพุ่มชื่น นายอำเภอ บางบ่อ ในช่วงเกิดเหตุ, นายสมบัติ เลาประเสริฐ สารวัตรกำนัน ต.คลองด่าน ในช่วงเกิดเหตุ, นายวีระวงศ์ สุวรรณวานิช เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ในช่วงเกิดเหตุ, นายบุญเชิด คิดเห็น สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายวีระ รอดเรือง, ท่านเจ้าคุณ พิพิธธรรมสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสุทัศน์ และ พล.ต.ชิณเสน ทองโกมล เป็นพยาน นำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อยืนยันว่า จำเลย ไม่เคยข่มขู่ เจ้าหน้าที่ รวมทั้ง นายไพศาล กาญจนประพันธ์ และ นายสมชัย แตงน้อย แต่อย่างใด ในการรังวัด โฉนดที่ดิน และ ฝ่ายรังวัด ก็ไม่ได้แจ้งขัดข้อง ในการออกโฉนด ว่า ทับที่ สาธารณะ รวมทั้งประเด็น การมอบ พระเครื่องผงสุพรรณ เพื่อจูงใจ เจ้าพนักงาน ในการออกโฉนด

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นว่า พยานหลายปาก ไม่เคย มาเบิกความต่อศาล ขณะที่เรื่องมติ ครม. ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลง และ ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่ จำเลย ไม่รู้ถึง ความมีอยู่ ของ พยานหลักฐาน นั้น


3. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า การที่จำเลย ใช้อำนาจ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ออกโฉนด ให้ โดยมิชอบ นั้น เป็นการใช้อำนาจ โดยตำแหน่ง อันเป็นความผิด ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 148 หรือไม่ จำเลยอ้าง

พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีตรองเลขาธิการ ครม. เป็น พยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า จำเลย ไม่มีอำนาจ ให้คุณ ให้โทษกับ กรมที่ดิน เพราะ จำเลย ไม่มีหน้าที่ ดูแล รับผิดชอบ กรมที่ดิน โดยตรง การแต่งตั้ง เสนอ ข้าราชการ ที่จะนำเข้าสู่ ครม. จะเป็นการพิจารณาแต่งตั้ง ระดับ 10 ขึ้นไป และ การแต่งตั้ง โยกย้าย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือ เจ้าหน้าที่ กรมที่ดิน เป็นอำนาจของ กรมที่ดิน โดยตรง

ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา พิจาณาแล้ว เห็นว่า พยานดังกล่าว ไม่ใช่หลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง ข้อเท็จจริง รับกันว่า ในช่วงเกิดเหตุ จำเลย ไม่ได้รับมอบหมาย ให้มีอำนาจ การสั่ง อนุญาต อนุมัติ การปฏิบัติ หน้าที่ราชการ เกี่ยวกับ กรมที่ดิน แต่ที่ ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการใช้อำนาจ ในตำแหน่ง ของ จำเลย เนื่องจากเห็นว่า จำเลย มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบ บริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534, พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 และ มีอำนาจ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 ก.ย.2515 มีสิทธิ์เข้าร่วม ประชุมครม. เพื่อมีข้อเสนอแนะ ให้ความเห็น และ มีมติในกิจการงานกรม หรือกระทรวงอื่น รวมทั้งมีสิทธิ์แสดงความเห็น และการมีมติ แต่งตั้ง ข้าราชการระดับ 10 และ 11 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยประเด็น โดยอาศัยข้อกฎหมาย ดังนั้นข้ออ้าง ทางปฏิบัติของจำเลย จึงไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ทำให้ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จึงมีมติว่า อุทธรณ์ของ จำเลย ทุกข้อ ไม่เข้าตามบทบัญญัติ รธน. มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบกับ ระเบียบ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มี พยาน หลักฐาน ใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 จึงมีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ เมื่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ นายวัฒนา แล้ว ได้นำลงประกาศไว้ใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา สำหรับ นายวัฒนา ขณะนี้ อยู่ระหว่างการหลบหนคดี

โดยศาลฎีกา ได้ออกหมายจับ เพื่อให้ติดตามตัวมารับโทษแล้ว และ เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ จึงทำให้ คดีถึงที่สุด ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถจับกุมตัว นายวัฒนา ได้ ก็จะถูกนำตัวคุมขังที่ เรือนจำทันที ตามโทษที่ ศาลฎีกา พิพากษา ลงโทษจำคุก 10 ปี อย่างไรก็ดี สำหรับคดีดังกล่าว มีอายุความ 15 ปี ที่จะติดตามตัว นายวัฒนา มารับโทษ

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 30 เมษายน 2552 19:49 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048711


พิมพ์ ข่าวนี้ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 24, 2009

ศาลอาญาให้ประกัน 3 แกนนำ นปช.แต่วางเงื่อนไข ห้ามปลุกระดม


ศาลปล่อยชั่วคราว 3 โจรแดง! สั่งห้ามปลุกระดม-ออกนอกประเทศ
ศาลอาญาให้ประกัน 3 แกนนำ นปช.แต่วางเงื่อนไข ห้ามปลุกระดม หรือกระทำการใดๆ

ศาลอาญาให้ประกัน 3 แกนนำ นปช.แต่วางเงื่อนไข ห้ามปลุกระดม หรือกระทำการใดๆ


ศาลอาญาให้ประกัน 3 แกนนำ นปช.แต่วางเงื่อนไข ห้ามปลุกระดม หรือกระทำการใดๆ อันก่อความวุ่นวาย ในบ้านเมือง พ่วง ห้าม ออกนอกประเทศ ด้าน “วีระ” ไม่กล้ารับปาก ขึ้นเวทีเสื้อแดงสนามหลวง พรุ่งนี้ (25 เม.ย.) ขอปรึกษาทนาย หวั่นผิดข้อกำหนดศาล


วันนี้ (24 เม.ย.) เมื่อเวลา 13.45 น.ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ได้ยื่นคำร้อง ขอฝากขัง ครั้งแรก นายวีระ มุสิกพงศ์ อายุ 60 ปี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 33 ปี และ นพ.เหวง โตจิราการ 58 ปี แกนนำ แนวร่วม ประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาที่ 1-3 คดีปลุกระดมมวลชน เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิด กฎหมายแผ่นดิน และ มั่วสุม ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวาย ในบ้านเมือง
นายวีระ มุสิกพงศ์ อายุ 60 ปี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 33 ปี และ นพ.เหวง โตจิราการ 58 ปี

นายวีระ มุสิกพงศ์ อายุ 60 ปี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 33 ปี และ นพ.เหวง โตจิราการ 58 ปี


ซึ่งศาลอาญา ได้อนุมัติ ออกหมายจับ พร้อมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ พวกรวม 14 คน ตามประมวลวิธี พิจารณาความอาญา หลังจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุติ สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ในพื้นที่ กทม. และ ปริมณฑล

โดยคำร้องสรุปว่า ผู้ต้องหาทั้งสาม ถูกออกหมายจับ ในข้อหา ร่วมกันกระทำให้ปรากฏ แก่ประชาชน ด้วยวาจา อันมิใช่ เป็นการกระทำภายใน ความมุ่งหมาย แห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช่ เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชม โดยสุจริต เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 116(3) และ มั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป กระทำการ อย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวาย ในบ้านเมือง โดยเป็น หัวหน้า หรือ ผู้สั่งการ มาตรา 215 วรรคแรก และ วรรคสาม ซึ่งพนักงานสอบสวน ได้ยื่นคำร้อง ขอฝากขัง ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา แต่ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหา ทั้งสาม ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุม ตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 12 จึงให้ยกคำร้อง

โดยให้จับกุม และ ควบคุมตัวทั้งสามไว้ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.ก.ได้ควบคุมตัว ทั้งสามไว้ที่ กองบังคับการตำรวจ ตระเวนชายแดนภาค 1 คลองห้า จ.ปทุมธานี จนครบ 7 วัน ในวันที่ 22 เม.ย. และได้ขออนุญาตศาล ขยายเวลาควบคุมตัว อีก 7 วัน จนถึงวันที่ 29 เม.ย. ต่อมา วันที่ 24 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศ ยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงทำให้การควบคุมตัว ทั้งสาม ตาม พ.ร.ก.สิ้นสุดลง แต่การสอบสวนคดียัง ไมเสร็จสิ้น ต้องสอบสวนพยาน อีก 20 ปาก และ รอผลการตรวจสอบ ประวัติอาชญากร จึงมีความจำเป็น ต้องฝากขังผู้ต้องหา เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.- 5 พ.ค.นี้

ด้าน นายคารม พลทะกลาง ทนายความ นปช.กล่าวว่า ตนได้ยื่นคำร้องคัดค้าน การฝากขังของ พนักงานสอบสวน เนื่องจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศ ยกเลิก พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แล้ว และ ที่ผ่านมา ได้พ้นระยะ เวลาการควบคุมตัว 48 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.แล้ว และ ยืนยันว่า ผู้ต้องหาทั้งสาม ไม่ได้มี พฤติการณ์ ที่จะหลบหนี หรือ ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ขณะเดียวกัน ตนก็ยื่นคำร้อง ขอประกันตัว 3 แกนนำ ด้วย ซึ่งเตรียมหลักทรัพย์ ทั้งเงินสด คนละ 5 แสนบาท และ ตำแหน่ง ส.ส. ต่อศาล รวมทั้งตำแหน่ง ส.ส.ของ นายการุณ โหสกุล และ นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ต้องหาทั้งสาม ถูกนำตัวจาก บก.ตชด.ภาค 1 มายังศาล โดยมีกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ นครบาล 2 จำนวน 1 กองร้อย 150 นาย กระจายกำลัง รอบบริเวณศาล เพื่อดูแลความปลอดภัย

ซึ่งวันนี้มี กลุ่มผู้สนับสนุน นปช.สวมเสื้อแดง และ เสื้อผ้าหลากสี ประมาณ 30 คน เดินทางมา พร้อมนำ ดอกกุหลาบสีแดง มามอบให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้ง นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ และ นายการุณ โหสกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมา ให้กำลังใจ ผู้ต้องหาทั้งสาม ด้วย

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ห้องพิจารณา 801 ศาลได้ไต่สวน คำร้องฝากขัง ของ พนักงานสอบสวน และ คำคัดค้าน ฝากขังผู้ต้องหา โดย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. เข้าเบิกความสรุป ว่า

หลังจากที่ ศาลออกหมายจับผู้ต้องหา เมื่อวันที่ 14 เม.ย. เวลา 15.30 น. ผู้ต้องหา ได้แสดงตน ต่อ พนักงาน สอบสวน บช.น. ซึ่งแจ้งข้อหา ดำเนินคดี

ต่อมาวันที่ 16 เม.ย.เวลา 08.00 น. พนักงานสอบสวน ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหา มายื่นคำร้อง ขอขยายระยะเวลา ควบคุมตัว ซึ่งศาลได้อนุญาต ให้ควบคุมตัว ผู้ต้องหา ไว้ตามที่ถูกออกหมายจับ และ ควบคุมตัว ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 11 อนุ 1 มาตรา 12 เป็นเวลา 7 วัน และ วันที่ 24 เม.ย. เวลา 12.00 น.นายกรัฐมนตรี ได้มีประกาศ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เจ้าพนักงาน จึงหมดอำนาจควบคุมตัว ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำเป็นต้อง ยื่นคำร้องฝากขัง ในคดีอาญา เป็นเวลา 12 วัน

พล.ต.ต.อำนวย ได้ตอบ การซักค้าน ทนายความ เกี่ยวกับการชุมนุมของ คนเสื้อแดง และ ระยะเวลา การควบคุมตัว ผู้ต้องหาว่า การชุมนุม ของกลุ่ม นปช. ไม่ถือว่า สงบ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งการชุมนุม ได้ใช้ถ้อยคำ ยุยงให้ประชาชน กระทำละเมิดต่อกฎหมาย และ ใช้ความรุนแรง ขึ้นเป็นลำดับ

ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุม จะมาด้วยความสมัครใจ หรือ ไม่ ตนไม่ทราบ ส่วนการควบคุมตัว ผู้ต้องหา 48 ชั่วโมง หลังแสดงตัวต่อ เจ้าหน้าที่ จะนับรวมการเดินทาง เข้ามอบตัว และ การเดินทางจาก สถานที่ควบคุมตัว มาศาล

สำหรับเรื่องการขอปล่อยตัว ชั่วคราว พนักงานสอบสวน ไม่คัดค้าน จึงขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล และ ระหว่างการควบคุมตัว ผู้ต้องหาได้ปฏิบัติตัวถูกต้อง ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี หรือไปยุ่งเหยิง กับพ ยานหลักฐาน ซึ่งการยื่นคำร้องฝากขัง ได้ปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณา ความอาญา ซึ่งผู้ต้องหา ถูกตั้งข้อหา ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 116 และ มาตรา 215 พยานเบิกความเรื่องอื่นๆ แล้วเสร็จ ศาล จึงนัดฟังคำสั่ง ต่อไป

ต่อมา เมื่อเวลา 17.30 น.ศาลมีคำสั่ง อนุญาต ให้ฝากขัง นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ 3 แกนนำ นปช.เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.-5 พ.ค. นี้ และ อนุญาตให้ ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาประกัน คนละ 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไข

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งสาม เป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับ ที่ออกเมื่อวันที่ 14 เม.ย. ซึ่งปรากฏว่า ผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัว ในวันเดียวกัน ต่อมา เมื่อวันที่ 16 เม.ย.พนักงานสอบสวน นำตัวผู้ต้องหา มาฝากขัง ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ กำหนดให้ควบคุมตัว ตาม พ.ร.ก. จำนวน 7 วัน หลังครบ กำหนด พนักงานสอบสวน นำตัวมา ขอขยายเวลาควบคุม ตาม พ.ร.ก. อีก 7 วัน

กระทั่ง วันที่ 24 เม.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ มีคำสั่ง ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พนักงานสอบสวน จึงไม่มีอำนาจควบคุมตัว เกินกว่า 48 ชั่วโมง ตาม กฎหมาย กำหนด ผู้ต้องหาทั้งสาม คัดค้านว่า หลัง ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พนักงานสอบสวน ไม่มีอำนาจควบคุมตัว จึงขอให้ศาลปล่อยตัว

ศาลเห็นว่า การควบคุมตัวผู้ต้องหา ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. พนักงานสอบสวน ทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับเห็นว่า คำร้องฝากขัง พนักงานสอบสวน อ้างว่า ต้องมีการ สอบสวน พยานเพิ่มเติม อีก 20 ปาก และ ต้องรอผล ตรวจประวัติอาชญากร จาก สตช. จึงมีเหตุจำเป็น ให้ต้องคุมขังต่อไป จึงอนุญาตให้ ฝากขัง ผู้ต้องหา ตามคำร้อง ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.-5 พ.ค. คำคัดค้านของผู้ต้องหา ฟังไม่ขึ้น

ส่วนคำร้องผู้ต้องหา ขอประกันตัว ศาลเห็นว่า ข้อหา ที่ผู้ต้องหาทั้งสาม ถูกออกหมายจับ มีอัตราโทษไม่สูง ประกอบกับ มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สถานการณ์ มีความคลี่คลาย ลงแล้ว จึงอนุญาตให้ ปล่อยตัวเป็นการชั่วคราว โดยตีราคาหลักทรัพย ์คนละ 5 แสนบาท และ ห้ามผู้ต้องหา ออกนอก ราชอาณาจักร โดยให้แจ้ง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ทราบด้วย และ วางเงื่อนไข ห้ามผู้ต้องหา กระทำการปลุกระดม หรือ กระทำการใดๆ อันก่อความวุ่นวาย ในบ้านเมือง และ ห้ามมิให้กระทำการใดๆ ที่มีผลกระทบ ต่อการสอบสวน ของพนักงานสอบสวน มิฉะนั้น ศาลจะถอดประกัน

ภายหลังศาล มีคำสั่งปล่อยตัว นายวีระ, นายณัฐวุฒิ และ นพ.เหวง เดินลงมาจาก ห้องพิจารณาคดี พบกับ กลุ่มผู้สนับสนุน ที่เฝ้ารอให้กำลังใจ ประมาณ 100 คน พร้อมกล่าวขอบคุณ กลุ่มผู้สนับสนุน โดย นายวีระ กล่าวว่า

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณศาล ที่ให้ประกันตัว ซึ่งถือเป็น การมองเห็นถึง สิทธิของประชาชน ตาม รธน. ส่วนที่กลุ่ม นปช. นัดชุมนุมกัน ในวันพรุ่งนี้ (25 เม.ย.) สนามหลวง พวกตน จะเดินทางไปร่วม ได้หรือไม่ ต้องรอปรึกษา ทีมทนายความก่อน ว่าจะเป็น การฝ่าฝืนข้อกำหนดของศาล ในการปล่อยตัวชั่วคราว หรือไม่

ด้าน นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สิ่งแรกที่ตนจะทำ หลังจากได้รับอิสรภาพ คือ ชำระล้าง ข้อเท็จจริง เรื่องการเสียชีวิต ของ กลุ่มคนเสื้อแดง ในการใช้กำลังทหาร สลายการชุมนุม เมื่อเช้าวันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากวันดังกล่าว หลังได้ยินเสียงปืนนัดแรก มีกลุ่ม คนเสื้อแดง รวมทั้ง กลุ่มแท็กซี่ โทรศัพท์แจ้งตนว่า มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งตนเชื่อว่า กลุ่มคนดังกล่าว ไม่มีเหตุผล ที่จะมาโกหก เมื่อรัฐบาล มีข้อเท็จจริง ที่แตกออกไป ก็ต้องนำข้อเท็จจริง 2 ฝ่าย มาชำระ ล้างกัน

ขณะที่ นพ.เหวง กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ขอขอบคุณ ในความกรุณา ของศาล และ เคารพ เงื่อนไข ที่ศาลกำหนดไว้

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 24 เมษายน 2552 20:24 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ศาลปล่อยชั่วคราว 3 โจรแดง! สั่งห้ามปลุกระดม-ออกนอกประเทศ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“สุเทพ” โยน ตร. จัดการแกนนำ ม็อบแดงถ่อย หลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน


“สุเทพ” โยน ตร. จัดการ แกนนำม็อบแดงถ่อย หลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูแล ด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึง การยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน

นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูแล ด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึง การยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน


รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เผยเหตุยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังประเมินแล้ว คาดว่าจะไม่มี สถานการณ์ ความไม่สงบ ขึ้นอีก แต่ไม่ประมาท ยังสั่งตรึงกำลัง ทหารบางส่วนไว้ ป้องกันทำเนียบฯ ลั่น ปิดปาก เลิกแจงสถานการณ์ มอบกรรมการ ประมวลเหตุการณ์ จัดทำเป็นรายงานแจงแทน ปัดเป็นหน้าที่ตำรวจ จะปล่อยตัวแกนนำ นปช. หรือไม่


วันนี้ (24 เม.ย.) นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูแล ด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึง การยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน ว่า นายกฯ ได้แสดงความตั้งใจไว้ อยู่แล้วว่า ต้องรีบทำงาน ให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อจะได้ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ให้เร็วที่สุด ตนในฐานะผู้รับผิดชอบ เมื่อเห็นว่า สถานการณ์คลี่คลาย จึงแจ้งให้ นายกฯ ทราบ จนมีการยกเลิกในที่สุด


เมื่อถามว่า เมื่อยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน แล้ว ทำอย่างไรจะดูแลสถานการณ ให้อยู่ในความเรียบร้อยได้
นายสุเทพ กล่าวว่า คิดว่าตอนนี้ทุกฝ่ายรู้ดีว่า จะต้องช่วยกัน รักษาสถานการณ์บ้านเมือง ให้เรียบร้อย


ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน แล้ว ยังจำเป็นต้องให้ ทหารมาช่วยดูแลสถานที่ราชการ อยู่หรือไม่
รองนายกฯ กล่าวว่า ทหาร ก็ยังคงเป็น ผู้ช่วยของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ยังคงต้องไว้บ้าง เท่าที่จำเป็น ในฐานะผู้ช่วยตำรวจ

เมื่อถามว่า ทำเนียบฯ จะเข้าสู่ภาวะปกติเท่าไหร่
รองนายกฯ กล่าวว่า นี่ก็เรียบร้อยดูเยอะแล้ว ใจเย็น ๆ

เมื่อถามว่า การที่จะดำเนินความยุติธรรม กับฝ่ายต่าง ๆ ที่พูดกันในสภา รวมถึงการไล่ล่านั้น รัฐบาลจะมีการดำเนินการ อย่างไร
นายสุเทพ กล่าวว่า นายกฯ ได้พูดชัดเจนว่า จะไม่มีการไล่ล่าอะไรกันทั้งสิ้น
ส่วนการดำเนินคดีกับ ผู้ที่ทำผิด ก็เป็นการดำเนินไปตามปกติ และจะพยายามเร่งรัด ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

เมื่อถามว่า หากยังคงมี ความเคลื่อนไหว ของ กลุ่มคนเสื้อแดง อีก ภาครัฐ จะติดตามดูแลอย่างไร
นายสุเทพ กล่าวว่า ตนก็จะทำไปตามหน้าที่

เมื่อถามว่า จะใช้กฎหมายอะไร มาดูแลเป็นพิเศษ หรือไม่
นายสุเทพ กล่าวว่า นายกฯ พูดไปแล้วว่า ประชาชน มีสิทธิ แสดงความคิดเห็น ทางการเมือง ได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบ ของ กฎหมาย ซึ่งเราทุกคน ก็ต้องช่วยกันดู

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการประชุมร่วมรัฐสภา คิดว่าจะทำให้ประชาชนเข้าใจ มากขึ้นหรือไม่ เพราะขณะนี้ ดูเหมือนรัฐบาล จะเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว
รองนายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ นายกฯ ได้พูดสรุป ในช่วงท้ายของการประชุมนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด จึงอยากให้ทุกฝ่าย ได้พิจารณา ซึ่งจะชัดเจน


โดยเฉพาะข้อเสนอ 2 ข้อ ที่นายกฯพูด คิดว่าประชาชนทั่วประเทศ เห็นด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นแรงกดดัน ให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมมือกัน


ส่วนการให้ข้อมูลของ อีกฝ่ายหนึ่ง ที่ไม่ตรงกับ ที่รัฐบาล ได้ชี้แจงไปนั้น
นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลคงไม่ชี้แจงแล้ว เพราะได้มี การตั้งคณะกรรมการ ที่จะประมวลเหตุการณ์ ทั้งหมดแล้ว

เมื่อถามว่า คิดว่า คณะกรรมการฯ ชุดนี้ จะสามารถคลี่คลาย และทำให้ทุกฝ่าย ยอมรับได้หรือไม่
รองนายกฯ กล่าวว่า ความจริงก็คือความจริง เมื่อนำความจริงมาพูด ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ


ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีใบปลิวโจมตีรัฐบาลว่า มีการจัดฉาก สร้างสถานการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ คิดว่า หลังยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน แล้ว ลักษณะของใบปลิวอย่างนี้ จะยังคงมีอยู่อีกหรือไม่
นายสุเทพ กล่าวว่า จริง ๆ แล้ว วันนี้บ้านเมือง โชคดีอย่างหนึ่ง ก็คือ สื่อได้เปิดเผยข้อมูลที่ทันที ทันใด ประชาชนได้เห็น ไปพร้อม ๆ กัน
ซึ่งเมื่อประชาชนเห็นแล้ว ใครจะมาบิดเบือนอย่างไรก็ยาก


เมื่อถามว่า คิดว่าจะมีการดำเนินการลักษณะใต้ดิน อยู่อีกหรือไม่
รองนายกฯ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปมองโลก ในแง่ร้าย เราพยายามทำให้ดีที่สุด


ผู้สื่อข่าวถามว่า การยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน มีผลอย่างไร ต่อการควบคุมตัวแกนนำเสื้อแดง หรือไม่
นายสุเทพ กล่าวว่า หลังยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน แกนนำ ที่ควบคุมตัวไว้ ทั้ง 3 คน ก็จะได้รับการปล่อยตัว
จากนั้นตำรวจ ก็จะมาขออำนาจศาล เพื่อฝากขังต่อไป ตามกฎหมายอาญา ต่อไปนี้ทุกคน ก็จะต้องดำเนินการ ตามกฎหมายอาญา ปกติ
เมื่อถามว่า จะต้องมีการติดตามตัว หรือติดตามความเคลื่อนไหว เป็นพิเศษหรือไม่
นายสุเทพ กล่าวว่า ตนดำเนินการตามกฎหมาย


ผู้สื่อข่าวถาม กรณี นาย จักรภพ เพ็ญแข แกนนำนปช. มีรายงานชัดเจน หรือยังว่าอยู่ที่ไหน
นายสุเทพ กล่าวว่า ตนได้ยินแต่ข่าวว่า อยู่ต่างประเทศ แต่ยังไม่ทราบว่า อยู่ที่ไหน ต้องพยายามดู

เมื่อถามว่า จะต้องมีการส่งหมายจับ ไปยังประเทศต่าง ๆ หรือไม่
รองนายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวจะให้ฝ่ายกฎหมายเขาดู


ส่วนกรณีของ นาย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำเสื้อแดง อีกคนหนึ่ง ที่หนีการประกันตัว ก็เช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ก็ต้องมีการติดตามตัว กันต่อไป เพื่อนำมาดำเนินคดี


คลิกที่นี่ เพื่อชม นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ (256 K)
จาก manager multimedia

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 24 เมษายน 2552 11:43 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9520000046016


พิมพ์ ข่าวนี้ “สุเทพ” โยน ตร.จัดการแกนนำม็อบแดงถ่อย หลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 4, 2009

วันที่ 8 เมษายน หาใช่ “ยกสุดท้าย”

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ก่อความไม่สงบ,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,คดีที่ดินรัชดาฯ,คดียุบพรรค,คดีอาญา,คดีแพ่ง,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ทุจริต,ประวัติศาสตร์ไทย,พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,ศาลปกครอง,ศาลรัฐธรรมนูญ,อาชญากรรม,เสื้อแดง — accomthailand @ 04:10
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

หยุด! เอาชาติเป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ

8 เมษายน 52 วันนัดหมายใหญ่ของ “คนเสื้อแดง” ที่ ทักษิณ ชินวัตร และ แกนนำคนเสื้อแดง หมายมั่นปั้นมือ จะให้เป็น วันแห่ง การเปลี่ยนแปลง การเมือง ครั้งใหญ่ บน เป้าหมาย “เปรม ลาออก อภิสิทธิ์ ยุบสภา” “ล้มล้าง อำมาตยาธิปไตย – ทำลาย ชนชั้นสูง”

ประธานองคมนตรี - รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ประธานองคมนตรี - รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์


ไม่ต้องรอถึง วันนั้น ก็รู้ได้ว่า สิ่งที่ ทักษิณ – เสื้อแดง คิดก่อการ ไม่มีวัน สัมฤทธิ์ผล แน่ เพราะคนอย่าง ประธานองคมนตรี – รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ผ่าน การรบ – การเมือง มาอย่างโชกโชน และ สมัยเป็น นายกฯ 8 ปี ก็สู้รบตบมือ กับ สารพัดแรงกดดัน ทั้งใน ทำเนียบฯ – นอก รัฐสภา มาหมดแล้ว แค่ ม็อบเสื้อแด – วีดีโอลิงก์ ทักษิณ แค่นี้ เชื่อได้ว่า ชายชาติทหาร อย่าง “ป๋าเปรมฯ” ไม่ถอดใจแน

ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เช่นกัน แม้ อายุอานาม จะน้อย และ ถูกมองว่าเป็น ลูกคุณหนู – ลูกผู้ดี เจอแรงเสียดทานหนักๆ อภิสิทธิ์ จะอำลาตำแหน่ง ก็เป็นเรื่อง ที่คิดได้ แต่คงยาก จะได้เห็น

เมื่อประเมินการสู้รบ ของ เสื้อแดง – ทักษิณ ยามนี้ วันที่ 8 เมษายน หาใช่ “ยกสุดท้าย” แม้แกนนำ นปช. ที่เป็นพวก เศษสวะ-ลิ่วล้อ-มือปืนรับจ้าง นายใหญ่ ในนิยาม ของ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ จะทำที ขึงขัง-ตาถลน เหมือนจะนำ กองทัพเสื้อแดง ทุบหม้อข้าว ทำศึกสงคราม กู้ชาติ ให้ใครบางคน ที่คิดร้าย ทำลาย แผ่นดินเกิด เพราะดูจาก สภาพการณ์ และ ยุทธศาสตร์ การวางแผนของ คนเสื้อแดง แล้ว แกนนำหลายคน ก็รู้ดีว่า ยากที่จะทำให้ทั้ง “เปรม-อภิสิทธิ์”ตอบรับ ทุกเงื่อนไข

เพียงแต่การระดมพล ทำศึก 8 เมษายน หวังให้ แดงทั้งแผ่นดิน แล้วเขย่าขวัญให้ รัฐบาล และ บ้านสี่เสาฯ ผวาเล่น แล้วโอบล้อม ที่มั่น เพื่อให้เกิด การเผชิญหน้า เท่านั้นเอง แต่ก็ เชื่อได้ว่า รัฐบาล – กองทัพ – ตำรวจ ก็ย่อมอ่านเกม นี้ออก และ ไม่ตกหลุมพราง แม้จะมีความพยายาม ยั่วยุ รวมถึงอาจจะมี “มือที่สาม” มาสร้างสถานการณ์ เพื่อให้ ปิดเกม เร็ว

การศึก 8 เมษายน มันจึงอยู่ใน ช่วงเริ่มต้น “ยกที่ 2” หลังจาก ยกแรก ผ่านพ้นไป ซึ่ง ยกแรก ที่ ทักษิณ-เพื่อไทย เน้น กลยุทธ์ “ทำลายความน่าเชื่อถือ” เพื่อให้เกิด สภาวะวิกฤตศรัทธา แก่ องค์กร-ตัวบุคคล ที่ถูกกล่าวถึง ทั้งใน วีดีโอลิงก์ และ บนเวที ข้างทำเนียบรัฐบาล เป็นหลัก

ไล่เรียงตั้งแต่ สถาบันองคมนตรี และ องคมนตรี ทักษิณ และ เสื้อแดง พยายามใส่ความว่า “ขาดความเป็นกลาง – ฝักใฝ่การเมือง หนุนพรรคประชาธิปัตย์” ที่ระบุชื่อ ทั้ง พลเอก เปรม, พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ

แต่ผู้ถูกเอ่ยชื่อ ออกมาสวนกลับ และ ปฏิเสธ ข้อกล่าวหาทั้งหมด ให้สังคม ได้ข้อมูล 2 ด้าน ว่า ใครพูดจริง พูดเท็จ ฝ่ายไหนชั่ว และ ฝ่ายไหน ทำไปเพื่อ ปกป้องประเทศชาติ และ สถาบันหลัก

สำหรับ องค์กรศาล ก็พบว่า ทักษิณ พยายามโจมตีทำให้ องค์กรศาล ถูกมองว่า ไม่มีความยุติธรรม โดย ทักษิณ อ้างถึง การพิจารณาคด ของ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ที่ตัดสิน จำคุก เขา 2 ปี เป็นกระบวนการ ไม่ยุติธรรม

ถึงกับระบุว่า ทั่วโลก ไม่ยอมรับระบบศาลเดียว แบบที่ ศาลฎีกาฯ ถูกออกแบบเอาไว้ และ ระบบไต่สวน ที่ให้ จำเลย แก้ข้อกล่าวหาของ โจทก์ ก็เป็นระบบที่ นานาประเทศ ไม่เห็นด้วย และ ยกเลิก กันไปหมดแล้ว

หรือ กรณี การตัดสิน ของ ศาลรัฐธรรมนูญ “คดีชิมไปบ่นไป” ของ สมัคร สุนทรเวช ที่ ทักษิณ บอกว่า ทำให้ ประเทศไทย กลายเป็น ไทยแลนด์ อิส อะ โจ๊ก เพราะ ตัดสินเอาผิด ตาม พจนานุกรม มากกว่า ยึดหลักกฎหมาย

รวมทั้งยัง ทิ่มแทงไปที่ ผู้นำศาล-ตุลาการ หลายครั้ง อันพุ่งไปที่ อักขราทร จุฬารัตน ประธาน ศาลปกครองสูงสุด ที่เป็น อดีต ตุลาการรัฐธรรมนูญ ใน “คดียุบพรรค ไทยรักไทย” และ จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี บทบาทสำคัญใน “คดี ชิมไปบ่นไป” และ“คดียุบพรรค พลังประชาชน” ว่า

ทั้งสองคน มีส่วนร่วมวางแผน การทำปฏิวัติ 19 กันยายน 49 และ ใช้อำนาจตุลาการ ล้มล้าง รัฐบาลไทยรักไทย

สำหรับกองทัพ พบว่า ทักษิณ-เสื้อแดง มุ่งหมายเพื่อ การแก้แค้น อย่างเห็นได้ชัด ในประเด็นเรื่อง กองทัพ ทำตัวเป็น “เปลือกหอย” ให้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งการที่ ผู้นำเหล่าทัพ และ ตัว รมว.กลาโหม คือ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับบำเหน็จ จากการช่วยตั้งรัฐบาล

เช่นการที่ รัฐบาล ให้งบกับ กองทัพ อย่างง่ายดาย หลายครั้ง อาทิ งบ 1 พันล้านบาทให้ กอ.รมน. ไปทำการสลาย กลุ่มเสื้อแดง โดยไม่สามารถตรวจสอบ การใช้งบ ดังกล่าวได้

เมื่อ ยกที่ 1 ของ การตั้งกองกำลัง เสื้อแดง จนล้อมทำเนียบรัฐบาล ได้ 10 วัน 10 คืน สำเร็จ และ ใช้สงครามปาก ทำลายความเชื่อถือต่อ สถาบันสำคัญ ไปแล้ว ตอนนี้ให้ จับตา ยกที่ 2 เอาไว้ ซึ่งข่าวว่า จะเป็นสถานการณ์ที่ ดุเดือดเลือดพล่าน อาจต้องมี การเสียเลือดเนื้อกันอีกครั้ง

ก่อนจะประเมิน ศึกยืดเยื้อ นี้ว่า จะจบอย่างไร ขณะนี้ เริ่มมีข่าวแพร่สะพัดใน วงการการเมือง ว่า จะมี “คนกลาง” เข้ามา คลี่คลายสถานการณ์ ก่อนที่ จะยกระดับไปสู่ ความรุนแรง ในอีก ไม่กี่วันข้างหน้า

ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ออกมาระบุว่า หลังสงกรานต์ จะมีข่าวดี เพราะผู้มีบุญบารมี จะมาไกล่เกลี่ยปัญหา และ เป็น “คนกลาง” ที่ทุกฝ่ายให้ ความเคารพ


ก่อนหน้านี้ ชัย ชิดชอบ เข้าออกบ้านสี่เสา อย่างถี่ยิบ ในช่วงก่อนให้ ลูกชาย เนวิน ชิดชอบ แปลงร่างเป็น งูเห่า เพื่อไทย ล้มการจัดตั้ง รัฐบาลเพื่อไทย เสมือนว่า ชัย ชิดชอบ รู้สัญญาณอะไรมา แน่นอนว่า การมาของ คนกลาง จะเป็น ฉากการเมือง ในตอนต่อไป แต่จะหมุนเปลี่ยน สถานการณ์ ออกไปจาก เหตุการณ์ปัจจุบัน ได้แค่ไหน หรือไม่ ก็ต้องจับตา ติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม หลายคนหวั่นใจว่า มันจะมีเหตุรุนแรง ก่อนสงกรานต์ เพราะอาจ เกิดเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งมีข่าวว่า ทักษิณ-เสื้อแดง ต้องการให้เกิด การเผชิญหน้า จนเกิดเหตุรุนแรง และ แตกหัก กันไปข้าง

ถ้าหาก ทักษิณ-เสื้อแดง ต้องการเช่นนั้นจริงๆ “บาปการเมือง” นี้ คงไม่มีใครให้อภัย หากคิดเอา ประชาชน มาเป็น “เครื่องมือแก้แค้น” ให้ฝ่ายตัวเอง

เราขอบอกไปยัง ทักษิณ – แกนนำคนเสื้อแดง – ส.ส.เพื่อไทย – อดีตกรรมการบริหารพรรค ไทยรักไทย และ พลังประชาชน – เจ้าหน้าที่รัฐ และ นักธุรกิจ ซึ่งหนุนหลัง การชุมนุม ครั้งนี้ว่า ทุกท่าน มีสิทธิ์ที่จะ เคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน จะ หน้าทำเนียบรัฐบาล หน้ารัฐสภา หรือ แม้แต่ หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ พลเอกเปรม หาก ทุกคนเคลื่อนไหว รวมตัวเรียกร้อง ภายใต้ หลักกฎหมาย ความเคารพ ในสิทธิ ของ ผู้อื่น ไม่เปิดเวทีปราศรัย แล้วใส่ร้ายป้ายสี ให้ความเท็จ ปลุกระดม ให้เกิดความเกลียดชัง และ เคียดแค้น จนนำไปสู่ ความแตกแยก และ ปลุกปั่น ให้เกิด ความรุนแรง ในรูปแบบต่างๆ


เท่าที่ ติดตาม การชุมนุมของ คนเสื้อแดง ก็เชื่อว่า เป็นฝ่ายต้องการ จะให้เกิด ความรุนแรง เพื่อบีบให้ รัฐบาล ต้องดำเนินการ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การใช้ กฎหมายความมั่นคง หรือ ประกาศ สภาวะฉุกเฉิน ซึ่งทั้งหมด จะยิ่งทำให้ การชุมนุมของ คนเสื้อแดง มีความชอบธรรม มากขึ้น และ ทำให้รัฐบาล อยู่ใน สถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ ทันที

ขณะที่ดูท่าที รัฐบาล ยังเชื่อว่า น่าจะอดทน จนถึงที่สุด และ ไม่ใช้ความรุนแรง กับ ประชาชน แม้จะมี ความพยายาม หวังสร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่เหตุวุ่นวาย จนอำนาจรัฐ ง่อยเปลี้ย ซึ่งเห็นแล้วว่า ตลอดช่วง การชุมนุมล้อมทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งถึงวันนี้ เป็น วันที่ 10 แล้ว รัฐบาล-ตำรวจ-กองทัพ ก็ปล่อยให้ ใช้สิทธิเต็มที่ ไม่ได้มีการสั่งให้ สลายการชุมนุม หรือ ใช้ความรุนแรง ไม่มี การตัดสัญญาณ การโฟนอิน – วีดีโอลิงค์ – การถ่ายทอด เสียง ทั้งทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต

จน รัฐบาล และ หน่วยงานความมั่นคง ถูกด่า เสียด้วยซ้ำ ว่า ไม่เด็ดขาด อ่อนหัด และ หน่อมแน้ม แต่อีกความเข้าใจหนึ่ง ก็อ่านใจได้ว่า หาก รัฐบาล คิดจะเล่นงาน หรือ สกัดการชุมนุมจริง ก็สามารถ ทำได้ แต่มันจะ “เข้าทาง” คนเสื้อแดง

เช่น การตัดสัญญาณ วีดีโอลิงก์ หรือ ไม่ให้มี การเผยแพร่เสียงภาพ ทางทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต เพราะรู้ดีว่า จะถูกโจมตี ว่าเป็น เผด็จการ จนอาจนำมาเป็น เงื่อนไขปลุกระดม และ จะยิ่งทำให้ ประชาชน ยิ่งออกจากบ้าน มารวมตัวกัน หน้าทำเนียบรัฐบาล มากขึ้น

ขณะนี้ รัฐบาล ตั้งรับอย่างเดียว ยังไร้แนวทาง จะรุกกลับเมื่อไร แบบไหน มีแต่เปิดท่าที จะเจรจากับ คนทำลายชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ขัดต่อหลักนิติรัฐ จนหลายฝ่ายรับไม่ได้

ทั้งหลายทั้งปวง แม้จะมั่นใจ ลึกๆ ว่า 8 เมษายน ไม่น่าจะ เกิดเหตุ “ไทยฆ่าไทย จนเลือดนองท่วมแผ่นดิน ” อย่างที่ หลายฝ่ายหวั่นเกรง แต่ก็ใช่ จะวางใจเสียทีเดียว สิ่งที่อยากเตือน ทักษิณ – แกนนำเสื้อแดง ก็คือ

เรารู้ดีว่า คนอย่าง ทักษิณ ไม่หยุดคิดทำร้ายประเทศไทย แน่นอน ทว่า ขอเพียงให้ การวางแผนสู้รบนั้น อย่าเอา ประเทศชาติ เป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ เพราะยามนี้ สิ่งสำคัญ ก็คือ ความสามัคคี ของ คนไทย ที่ต้องร่วมกันฟันฝ่า วิกฤตเศรษฐกิจ ไปให้พ้น

ดังนั้น ถ้าจะเคลื่อนไหวใดๆ ก็ทำไปเถิด ถ้าไม่ได้ทำให้ แผ่นดินไทยเสียหาย


ขณะเดียวกัน เราขอเรียกร้องให้ บรรดา ผู้มีอำนาจใน รัฐบาล กองทัพ และ แม้แต่ พลเอก สุรยุทธ์ ออกมาแสดงความรับผิด ในบทบาทหน้าที่ ที่ท่านมีอยู่ เพื่อแก้ปัญหา ให้เหตุการณ์ ความขัดแย้ง ครั้งนี้ยุติโดยเร็ว เพราะ เหตุปัญหา เริ่มมาจาก เรื่องส่วนตัว แต่ ประเทศชาติ และ ประชาชน ต้องรับผลกรรม

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 4 เมษายน 2552 04:10 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ หยุด! เอาชาติเป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

January 13, 2009

ศาลรู้ทัน ไม่รับฟ้อง “อำนวย” กล่าวหา 9 ป.ป.ช.!

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,ข่าวการศึกษา,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความรุนแรง,คำสั่งศาล,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ตำรวจฆ่าประชาชน,ประวัติศาสตร์ไทย,รัฐสั่งฆ่าประชาชน,องค์กรสิทธิมนุษยชน,อาชญากรรม — accomthailand @ 18:39
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ศาลรู้ทัน ไม่รับฟ้อง “อำนวย” กล่าวหา 9 ป.ป.ช. !

พล.ต.ต.ภ??นวย นิ่มมะโน รภ?? ผบช.น.

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.


ศาล ไม่รับฟ้อง “อำนวย นิ่มมะโน” ยื่นฟ้อง “ป.ป.ช.ทั้งคณะ” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตั้งอนุกรรมการไต่สวน กรณีปราบม็อบ บุกสภา 7 ต.ค. ไม่ชอบ เหตุคดีไม่ครบ องค์ประกอบ ความผิด ขณะที่ ทนายเตรียมยื่น อุทธรณ์ต่อ


ศาลไม่รับฟ้อง “อำนวย นิ่มมะโน” ยื่นฟ้อง “ป.ป.ช.ทั้งคณะ” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตั้งอนุกรรมการ ไต่สวน กรณี ปราบม็อบบุกสภา 7 ต.ค.ไม่ชอบ เหตุคดีไม่ครบ องค์ประกอบความผิด ขณะที่ ทนายเตรียมยื่น อุทธรณ์ ต่อ

วันนี้ (13 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ว่า เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง คดีที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. มอบอำนาจให้ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน กรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช ),
นายกล้านรงค์ จันทิก,
นายใจเด็ด พรไชยา,
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย,
นายภักดี โพธิศิริ,
นายเมธี ครองแก้ว,
นายวิชา มหาคุณ,
นายวิชัย วิวิตเสวี และ
น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
ซึ่งเป็น กรรมการ ป.ป.ช. เป็นจำเลย ที่ 1-9 ในความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือ ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 157

กรณีที่ ป.ป.ช. แต่งตั้ง อนุกรรมการไต่สวน การกระทำผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีสั่งให้ ตำรวจสลายการชุมนุม พื้นที่หน้าบริเวณรัฐสภา เมื่อ วันที่ 7 ต.ค. 51 ไม่ชอบ ไม่ยุติการไต่สวน ทั้งที่ ศาลอาญาได้รับฟ้อง คดีที่ นายสิทธิพร โพธิโสดา ยื่นฟ้อง

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น),
พล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร.,
พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.,
พล.ต.ท.สุชาติ ผบช.น. และ
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.
เป็น จำเลยที่ 1-5 ต่อ ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.4142 /2551 ในความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงาน ร่วมกันใช้กำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สลาย การชุมนุม เป็นเหตุให้มี ผู้เสียชีวิต และ ได้รับบาดเจ็บแล้ว

ซึ่งประเด็นเดียวกับ ข้อกล่าวหา ที่ ป.ป.ช.ไต่สวน ซึ่งตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 86 บัญญัติ ห้ามไม่ให้ ป.ป.ช. รับคำกล่าวหา ที่เกี่ยวกับเรื่องที่ ศาลรับฟ้อง ในประเด็นเดียวกัน

คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งศาลได้นัด ไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ เวลา 13.30 น. อย่างไรก็ดี เมื่อศาลนำ คำฟ้อง มาตรวจพิจารณา แล้วเห็นว่า คดีไม่ครบองค์ประกอบความผิด จึงมีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง และ งดการไต่สวนมูลฟ้อง ดังกล่าว

ขณะที่ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความโจทก์ กล่าวว่า เตรียมจะยื่น อุทธรณ์คดี ต่อไป

แฉเล่ห์ “อำนวย” ล่าชื่อตำรวจ พวกแม้ว ถอด ป.ป.ช. ขวางสอบ 7 ตุลาเลือด

แฉเล่ห์ฉ้อฉล “อำนวย” ส่งคนแสร้งฟ้องศาล สกัด ป.ป.ช.เชือดคดี 7 ตุลาเลือด

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 18:39 น.
http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003854


พิมพ์ ข่าวนี้ ศาลรู้ทัน ไม่รับฟ้อง “อำนวย” กล่าวหา 9 ป.ป.ช.!

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

October 24, 2008

23 ตุลาคม 2551 “สมศักดิ์” ปราศรัย เทอดทูน พระปิยะมหาราช


“สมศักดิ์” จวก รบ.สุดด้าน! ใช้ “เอ็นบีที” ยิงสด “แม้ว” โชว์ปาหี่ ข้ามประเทศ

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่ภ??ระชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัย ที่ทำเนียบรัฐบาล เทภ??ทูน พระปิยะมหาราช

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัย ที่ทำเนียบรัฐบาล เทอดทูน พระปิยะมหาราช


“สมศักดิ์” จวกยับ “รัฐบาลนอมินี” สุดด้าน เตรียมใช้ “เอ็นบีที” ยิงสด “แม้ว” โชว์ปาหี่จากต่างประเทศ อัดซ้ำ “สมชาย” ปากบอกรักษา ประชาธิปไตย แต่กลับใช้ “สื่อทรราช” ที่เป็นของ ปชช. มาใช้เป็นเครื่องมือ ช่วย “พี่เมีย” เย้ย “รัฐบาลทักษิณ” ฉิบหาย ตามคำสาปแช่ง หลังโกงกิน – ขาย “รัฐวิสาหกิจ” ที่เกิดจาก ปณิธานของ “พระปิยะมหาราช”


วานนี้ (23 ต.ค.) นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัย ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยกล่าวถึง กรณีที่จะมี การระดม แนวร่วมพันธมิตรฯ เพื่อป้องกัน กลุ่ม นปก. ที่ออกมาประกาศว่า จะยึดทำเนียบฯ จากพันธมิตรฯ ว่า


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ปราศรัย (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม นายสมศักดิ์ โกศัยสุข (256 K)
จาก manager multimedia




คลิกที่นี่ เพื่อชม
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ปราศรัย (56 K) หรือ
ดาวน์โหลด 18,126 KB จาก 4 shared



คลิกที่นี่ เพื่อชม
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ปราศรัย (256 K) หรือ
ดาวน์โหลด 76,228 KB จาก 4 shared


ในช่วงนี้ เราจะเห็นว่า กลุ่ม นปก. ระดมพล บุคลคล จำนวนมาก ไปชุมนุมกันที่ สนามกีฬาราชมังคลาสถาน โดยจะมีการนำเอาจอโปรเจกต์เตอร์ ถ่ายทอด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูก ศาลพิพากษาจำคุก ออกทีวีผ่าน สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ทั้งๆ ที่ เอ็นบีที เป็นสื่อของประชาชน ถามว่าวันนี้ เอ็นบีที เป็นสื่อมวลชน หรือสื่อทรราช ฉะนั้น คนที่บริหารบ้านเมือง ในขณะนี้ จึงไม่ใช่รัฐบาล แล้วยังหน้าด้าน มาบอกว่า จะรักษาประชาธิปไตย


แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญ รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ เตรียมที่จะย้าย นายกิติ วสีนนท์ ทูตประจำประเทศอังกฤษ โดย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ต่างประเทศ แล้วจะหาทูต ซึ่งเป็นคนของเขา ไปอยู่ที่ ประเทศอังกฤษ แทน เห็นหรือไม่ว่า เขามีความชั่วช้าสามาน แค่ไหน เพราะเขาพยายาม ที่จะไปช่วยเหลือ พี่เมีย


ส่วนกรณีที่ นายบรรหาร ศิลปะอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ทีออกมาระบุว่า รับไม่ได้ที่ สหภาพวิสาหกิจโทรศัพท์ ไปไล่นั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ดูเหมือน นายบรรหาร เป็นผู้ดีมาก แต่ทำไมถึงเข้าไปเป็น สมัน ของ นายสมชาย แล้วบอกว่าการที่ ตำรวจไล่ยิงคน นั้นเหมาะสมแล้ว เพราะลูกของเขา ได้เป็น รัฐมนตรี ฉะนั้นถ้าเราว่างๆ เราจะไปไล่ทั้ง พ่อ และ ลูก ที่กระทรวงคมนาคม เพราะประเทศนี้ ถูกผูกขาด โดยพวก หลงจู๊ แล้วยังมีหน้ามาบอกว่า เรารักษาประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ประชาธิปไตย คืออะไร ดังนั้นคนพวกนี้ จึงเปรียบเสมือน สิ่งปฏิกูลที่เหม็นมาก เพราะเขาไม่รู้จักตัวเอง


“วันนี้ เป็น วันปิยะมหาราช ซึ่งประชาชนชาวไทย ให้ความเคารพ รัชกาลที่ 5 เป็นอย่างยิ่ง และใน วันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา พี่น้องรัฐวิสาหกิจ ได้ประกาศให้ วันที่ 20 ก.ย. ของทุกปี เป็นวัน รัฐวิสาหกิจไทย สำหรับพระบรมราชานุสรณ์ของ พระองค์จะครบรอบ 100 ปี ในอีกไม่กี่วัน ข้างหน้านี้ ในส่วน พระราชกรณียกิจ ที่สำคัญของพระองค์คือ ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาส เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2448 แสดงว่า พระองค์ ประกาศเลิกทาส อย่างเป็นทางการ มาแล้วกว่า 103 ปี ดังนั้นสังคมไทย จึงเป็นสังคมทาส มาก่อน โดยจะซื้อหากัน เหมือนวัว เหมือนควาย แต่เพราะ พระราชกรณียกิจ ของพระองค์ ทำให้มีการเลิกทาส ถือเป็น พระราชกรณียกิจ ที่สำคัญ และยิ่งใหญ่” แกนนำพันธมิตรฯ ระบุ


นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า วันนี้พวกนักการเมืองไทย ก็ยังคงเอาคนไปเป็นทาส โดยกดขี่คนจน แล้วบังคับให้ ไปเลือกตั้ง นี่คือ ทาสยุคใหม่ ที่กำลังจะ เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ รัชการที่ 5 ยังทรง ปฏิรูประบบราชการ โดยในสมัยก่อน มีอยู่เพียง 6 กระทรวง ซึ่งมีกระทรวงใหม่ ที่ตั้งขึ้นมาคือ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงธรรมการ หรือ กระทรวงศึกษาธิการ โดยในสมัยก่อนนี้ การศึกษา ต้องคู่กับ ศาสนา แต่ในสมัยนี้ กลับยกเลิกไป จนทำให้คนเห็นแก่ตัว


“พระองค์ได้ทรงสร้าง รัฐวิสาหกิจ ด้วยเจตนารมณ์ ให้รัฐวิสาหกิจทั้งหลาย เป็นประโยชน์เพื่อชาติ และ ประชาชน ไม่ใช่เอาไปขาย อย่างกรณี ของ ปตท. โดยให้ นายทุนไปขึ้นราคาขูดรีด จะเห็นได้จาก ราคาน้ำมัน ลดราคาลงแล้ว แต่ราคาสินค้า ไม่ได้ลดลงตามไปด้วย แต่สินค้า ของเกษตรกร นั้น ราคาผลผลิต กลับลดลง ตลอดเวลา” นายสมศักดิ์ กล่าว


แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวอีกว่า รัฐวิสาหกิจที่ พระปิยะมหาราช ทรงสถาปนาสร้างขึ้น โดยเฉพาะ การรถไฟ ซึ่งสร้างครั้งแรก จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2439 รวมเวลาแล้ว 112 ปี การรถไฟ ยังไปไม่ถึงไหน นั่นเป็นเพราะ ลูกหลานจัญไร มันไม่พัฒนา มั่นชั่ว มันโกงกิน โดยใน สมัยก่อน รางรถไฟสร้างครั้งแรก มีความกว้าง เท่ากับในยุโรป คือ 1.435 เมตร แต่ในปัจจุบัน เหลือเพียง 1.35 เมตร


“พระองค์ ทรงเสียดินแดน ในสมัยขึ้นครองราชย์ เมื่ออายุได้เพียง 16 พรรษา ซึ่งในขณะนั้น ฝรั่งเศส เข้ามาล่าอาณานิคม ใน เอเชีย ตะวันออก เฉียงใต้ จนทำให้ ไทยต้องยอมสูญเสีย ดินแดนบางส่วน เพื่อแลกกับ เอกราชของชาติไทย แต่วันนี้ รัฐบาล ล่าอาณานิคม ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ รัฐบาลทักษิณ เอา รัฐวิสาหกิจต่างๆ ของ พระปิยะมหาราช ไปขาย ทำให้ ประชาชนเดือดร้อน ไปทุกหย่อมหญ้า ทั้งไฟฟ้า ประปา และ ไปรษณีย์ วันนี้ รัฐวิสาหกิจ มีทั้งสิ้น 59 แห่ง โดยมีมูลค่า กว่า 6 ล้านล้านบาท ทำให้ บริษัททุนข้ามชาติ จ้างธนาคารโลก นำวิธีการ มาล้างสมองนักวิชาการ แล้วบอกว่า ประเทศไทย ต้องเปิดอย่างล่อนจ้อน โดยให้ทุนต่างชาติ เข้ามาซื้อได้ มหาวิทยาลัย ก็ขายได้ รวมทั้ง แปลงทรัพย์สิน ให้เป็นทุน โดย ที่ดิน ก็ขายให้หมด โดยออก พ.ร.บ. ให้ที่ดินขายได้ เดี๋ยวนี้ แก้กฎหมายหมด หรือ กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ และ ด้วยความสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณ ตนจึงลึกขึ้นมาสู้ เพื่อต่อต้านการขาย รัฐวิสาหกิจ เพราะในประเทศ ที่เจริญแล้ว เขาไม่มีการขาย” แกนนำพันธมิตรฯ กล่าว


นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปรัชญาของ รัฐวิสาหกิจ คือ ไม่ได้แสวงกำไร โดยหน่วยงานไหน ที่มีกำไร ก็จะเอาไปช่วย ด้านการศึกษา และเอาไปช่วย รัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ต้องการกำไร เพื่อให้ ประชาชนจ่าย ค่าขนส่ง ค่าพาหะนะ ในต้นทุนที่ไม่แพง คือ ทั้งน้ำ ทั้งไฟ ราคาไม่แพง รวมทั้ง สถานประกอบ การ ที่ต้องใช้น้ำใช้ไฟ ในราคาต้นทุนไม่สูง ก็จะทำให้เป็นการ ช่วยเพิ่มผลผลิต และ ช่วยผู้ใช้แรงงาน ให้มีความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น ซึ่งจะเกิดประโยชน์ ต่อ คนไทย ทุกๆ คน นี่คือ พระราชปณิธาน ของ พระปิยะมหาราชเจ้า


“แต่เรามี นักการเมืองเลว 15 สกุล ซึ่งขาย ปตท. 1 นาที 17 วินาที มันซื้อกันหมดเลย ทั้ง ตระกูล ชินวัตร จึงรุ่งเรืองกิจ เทพกาญจนา และ อีก หลายๆ สกุล ที่ล้วนแล้ว แต่อยู่ในแวดวงของ รัฐบาลทักษิณ ทั้งสิน แล้วพวกมัน ก็ร่ำรวยกัน โดยไปแบ่งโบนัส กับบอร์ดผู้บริหาร ประมาณ 109 ล้านบาท แถมเงินเดือน ยังสูงถึง 7-8 แสนบาท ซึ่งเทียบไม่ได้ กับแรงงานขั้นต่ำ ตามที่รัฐบาลกำหนดเลย แม้แต่น้อย ฉะนั้น การปฏิรูปการเมืองใหม่ เราต้องเอา รัฐวิสาหกิจ กลับมาเป็นของประชาชน เพราะถ้าผู้นำไม่โกง ผู้ตามมันก็ไม่กล้าโกง” นายสมศักดิ์ ระบุ


แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวอีกว่า ดูอย่างกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น โคตรโกง สมุน ก็เลย โกงกินชาติบ้านเมือง ตามนายไปด้วย แล้วยังหน้าด้าน ประกาศว่า จะต่อสู้ กับคอร์รัปชั่น ฉะนั้น พวกเราจะ ปฏิรูป รัฐวิสาหกิจ เพราะ รัฐวิสาหกิจ มาจากเงินภาษี ของประชาชนทุกคน โดยเราจะช่วยกัน พัฒนา ให้เป็นไปตาม พระราชปณิธาน ของ พระปิยะมหาราช ให้จงได้ ส่วนตน เคยสาปแช่ง รัฐบาลทักษิณ ว่า หากรัฐบาลทักษิณ โกงกิน รัฐวิสาหกิจ ของพระปิยะมหาราช ขอให้พวกมัน ฉิบหายๆ แล้ววันนี้ พวกมัน ก็ฉิบหายจริงๆ ฉะนั้น รัฐบาลนี้ จึงไร้ความชอบธรรม จึงขอให้พวกเรา เด็ดขาด และเด็ดเดี่ยว โดยในระยะเวล าอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพราะเราจะตัดขั้ว เด็ดยอด ให้จงได้


“วันนี้ ข้อมูลต่างๆ ตอกย้ำว่า รัฐบาลนี้ไม่มีความชอบธรรม ซึ่งขึ้นสูงสุดของ ความไม่ชอบธรรม ในประวัติศาสตร์ การเมืองไทย โดยทำครบวงจร คือ จาบจ้วงสถาบัน โกงกิน ฆ่าตัดตอน ในสมัยปราบยาเสพติด และ ปัญหาภาคใต้ ที่สำคัญ ยังไล่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ในวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา แล้วยังเอา พี่เมีย ให้มาออกอากาศ ที่สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที การกระทำเช่นนี้ ถือว่าคนที่ โดนคำพิพากษานั้น เลวยิ่งกว่านักโทษ เสียอีก และที่เรายอมไม่ได้คือ การที่เขา จะแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อช่วยเหลือ พี่เมีย ดังนั้นพวกเรา ต้องออกมาช่วยกัน เพื่อทำให้คนชั่ว ที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน ติดคุก ให้หมดทุกคน” นายสมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 24 ตุลาคม 2551 07:56 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000126158


พิมพ์ ข่าวนี้ “สมศักดิ์” จวก รบ.สุดด้าน! ใช้ “เอ็นบีที” ยิงสด “แม้ว” โชว์ปาหี่ ข้ามประเทศ


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

October 10, 2008

ตำรวจ ร่วมมือให้ประกัน 7 แกนนำพันธมิตรฯ ไม่้มีการกักขัง โดยอนุญาต ให้ประกันตัว โดยไม่มีเงื่อนไข แต่อย่างใด


ตร.ให้ประกัน 7 แกนนำพันธมิตรฯ โดยไม่มีเงื่อนไข


“สนธิ ลิ้มทองกุล” ฝากประชาชนไม่ต้องกังวล ตำรวจไม่กักขัง และอนุญาตให้ประกันตัว โดยไม่มีเงื่อนไข ขณะที่ รักษาการ ผกก.สน.นางเลิ้ง ระบุ ผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การปฎิเสธ ตำรวจให้ประกัน และจะนัด สอบปากคำอีกครั้ง

นายสนธิ ลิ้มท�งกุล และ นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ


วันนี้ (10 ต.ค.) ที่ สน.นางเลิ้ง ผู้สื่อข่าวรายงาน ความคืบหน้า การเข้ามอบตัว ของ 7 แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสุริยะใส กตะศิลา นายอมร อมรรัตนานนท์ และ นายเทิดภูมิ ใจดี หลังจาก เมื่อเช้าที่ผ่านมา ได้เข้ามอบตัวเพื่อต่อสู้คดี


ต่อมาเวลา 11.40 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เดินลงมาจาก ห้องสอบสวนเป็นคนแรก ท่ามกลางเสียงตบมือ ของประชาชน ที่มาให้กำลังใจ โดย นายสนธิ เปิดเผยสั้นๆว่า การสอบสวนในวันนี้ ตนได้เสร็จสิ้นเป็นคนแรก จึงได้เดินทาง กลับออกมาก่อน โดยจะเดินทางไปที่ สำนักงานหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ เพื่อไปจัดการ เรื่องเอกสารให้เสร็จสิ้น


สำหรับการสอบสวน ในวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ให้ความร่วมมือ ไม่ได้มีการกักขัง โดยได้อนุญาต ให้ประกันตัว โดยไม่มีเงื่อนไข แต่อย่างใด


อย่างไรก็ตาม นายสนธิ ได้กล่าวถึง การประชุมของตำรวจนครบาล เมื่อวาน ที่ผ่านมาว่า ทาง พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. พยายามที่จะให้ มีการเพิ่มข้อกล่าวหา ฐานกบฎ ให้กับ แกนนำพันธมิตรฯ โดยไม่ยอมรับคำสั่งของ ศาลอุทธรณ์

ภาพแกนนำพันธมิตรฯ เดินทางเข้าม�บตัว สน .นางเลิ้ง

ภาพแกนนำพันธมิตรฯ เดินทางเข้ามอบตัว สน .นางเลิ้ง


แต่ในที่ประชุม โดยเฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.ไม่เห็นด้วย และ นายตำรวจ ส่วนใหญ่ ก็ยอมรับ คำสั่งของ ศาลอุทธรณ์ ทำให้เรื่อง จบลงได้ด้วยดี


ส่วนรายละเอียดทั้งหมด เกี่ยวกับคดี นายสนธิ กล่าวว่า ได้มอบให้ นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นผู้แถลง อย่างไรก็ตาม นายสนธิ กล่าวย้ำว่า ขอให้พี่น้องประชาชน ไม่ต้องกังวล เพราะตำรวจไม่ได้กักขัง เหตุการณ์ทุกอย่าง ผ่านไปด้วยดี


จากนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิภพ ธงไชย ได้เดินทางมา เป็นคนที่สอง ท่ามกลาง การตบมือของประชาชน


พ.ต.อ.วิบุลยุทธ สันทัดเวช รักษาการ ผกก.สน.นางเลิ้ง กล่าวว่า พนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำ ผู้ต้องหาทั้ง 7 คน โดยผู้ต้องหาทั้งหมด ปฎิเสธ ตลอดข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวน จะอนุญาตให้ประกันตัว โดยตั้งมูลค่าหลักทรัพย์ ประกันตัวคนละ 1 แสนบาท และ จะนัดสอบปากคำ อีกครั้งต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
10 ตุลาคม 2551 12:10 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000120511


พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ให้ประกัน 7 แกนนำพันธมิตรฯโดยไม่มีเงื่อนไข


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

แกนนำพันธมิตร ถึง สน.นางเลิ้ง มอบตัว และ ได้รับการประกันตัวแล้ว


7 พันธมิตรฯ มอบตัว สน.นางเลิ้ง
“สุชาติ” รับปาก ไม่มีเงื่อนไขประกันตัว


ผบช. น. “สุชาติ เหมือนแก้ว” เผยแกนนำประสานมอบตัว สน.นางเลิ้ง ระบุตำรวจสอบปากคำ โดยไม่มีเงื่อนไข ในการประกันตัว ด้าน “สุวัตร” ทนาย เตรียมตำแหน่ง 3 ส.ว.ประกันตัว เชื่อสู้คดีได้


วันนี้ (10 ต.ค.) พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย 7 คน
นายสนธิ ลิ้มทองกุล
นายพิภพ ธงไชย
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน
นายอมร อมรรัตนานนท์ และ
นายเทิดภูมิ ใจดี แนวร่วมพันธมิตรฯ
ประสานขอเข้ามอบตัวกับ พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ในเวลา 10.00 น.


หลังจากวานนี้ ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ ข้อหากบฏ หลังจากนั้น พนักงานสอบสวน จะสอบปากคำผู้ต้องหา โดยไม่มีเงื่อนไข ในการ ประกันตัว หากมีการยื่นประกัน จะต้องพิจารณาไปตามกฎหมาย ป.วิอาญา ซึ่งหาก พนักงานสอบสวน แล้วพิจารณา ให้ปล่อยตัว ก็ปล่อยตัว แต่หาก ไม่ให้ประกันตัว ต้องเสนอเรื่อง มาที่ตน อีกครั้งเพื่อพิจารณา


อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวอีกว่า การเข้ามอบตัววันนี้ จะไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น เนื่องจากแกนนำพันธมิตรฯ ประสานเข้าพบ เจ้าหน้าที่ ตำรวจ เอง และ แกนนำคงรู้ว่า การนำผู้ชุมนุม เข้ามาเป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้เกิดความ วุ่นวาย หรือความล่าช้า ในการปฏิบัติหน้าที่ ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ


พล.ต.ท.สุชาติ ยังกล่าวถึง กรณีศาลปกครอง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว พันธมิตรฯ ไม่ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้ความรุนแรงว่า ในตัวคำสั่งดังกล่าว ศาลได้ระบุให้ ทางเจ้าหน้าที่ ใช้หลักสากล ในการควบคุมฝูงชนได้ ซึ่งคำว่า “ควบคุมฝูงชน” มีบทบัญญัติไว้ ในหลักการปฏิบัติ อยู่แล้ว อาทิ


การดำเนินการ ตั้งแต่ระดับน้อยไปหามาก โดยการเข้าเจรจา ไปจนถึงการใช้รถน้ำฉีด แต่ในทางปฏิบัติ ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ ไม่มีงบประมาณ ในส่วนนี้ ซึ่งจะต้อง มีการตั้งงบประมาณ จัดซื้อขึ้นมา และหากประสาน ขอรถน้ำของ กทม. เห็นว่า น้ำที่นำมาใช้ ซึ่งเป็นน้ำ ที่ใช้รถน้ำต้นไม้ อาจไม่มี ความสะอาดเพียงพอ อาจทำให้ผู้ชุมนุม เกิดอาการป่วยได้


ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ ได้ให้คณะกรรมการ ซึ่งเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ไปศึกษาเรื่อง การใช้แก๊สน้ำตาว่า มีความเหมาะสมหรือไม่ แต่ขณะนี้ หากไม่มีข้อจำกัด ก็ให้ใช้แก๊สน้ำตา กับผู้ชุมนุม ไปก่อน แต่ขอเป็น ทางเลือกสุดท้าย


อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำพันธมิตรฯ ได้เดินทางถึง สน.นางเลิ้งแล้ว


โดย นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ กล่าวว่า ได้เตรียมตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภา ไว้ จำนวน 3 คน เพื่อใช้ประกันตัว 7 แกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งหาก ตำรวจไม่ให้ประกันตัว ก็จะไปยื่นประกันตัว ต่อศาล พร้อมกับมั่นใจว่า จะต่อสู้คดีได้


ขณะที่ แกนนำพันธมิตร ขณะนี้ อยู่ระหว่าง การให้ปากคำ ต่อ พนักงานสอบสวน โดยมี กลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย เดินทางมาให้ กำลังใจ ที่ สน.นางเลิ้ง ส่วนบรรยากาศ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมี สื่อมวลชนทั้ง ไทย และต่างประเทศ เดินทาง มาทำข่าว จำนวนมาก
***สำหรับความคืบหน้า การมอบตัว จะเสนอให้ทราบต่อไป***

แกนนำพันธมิตรฯ จะใช้ตำแหน่ง ส.ว.ประกันตัว


โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 10:16 น. http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000120435


นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ เปิดเผยก่อนเข้าประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง เพื่อนำแกนนำพันธมิตรฯ เข้ามอบตัวว่า ขณะนี้มีการประสานกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะนำแกนนำพันธมิตรฯ เข้ามอบตัว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวน ก่อนพิจารณา เรื่องขอประกันตัว ต่อไป ยกเว้น นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ โดยใช้ ส.ว. 3 คน ในการขอประกันตัว คือ


นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา และ
นายสาย กังกเวคิน ส.ว.ระยอง


่ทั้งนี้ ใช้ ส.ว.เพียง 1 คนก็พอแล้ว เนื่องจากตำแหน่ง ส.ว. 1 คน สามารถใช้วงเงินประกันได้ถึง 1,400,000 บาท


อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แกนนำ ได้เดินทางมาถึง สน.นางเลิ้งแล้ว

แกนนำพันธมิตรฯ ได้รับการประกันตัว เตรียมร่วมงานศพ “พ.ต.ท.เมธี”


โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 11:56 น. http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000120501


ที่ สน.นางเลิ้ง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการชี้แจงข้อกล่าวหาและประกันตัว โดยล่าสุด นายสนธิ ลิ้มทองกุล 1 ในแกนนำนั้น ได้รับการประกันตัว ออกมา เป็นคนแรก


นายสนธิ กล่าวย้ำว่า แกนนำทั้งหมด ได้รับการประกันตัว อย่างไม่มีเงื่อนไข ขณะที่แกนนำทั้งหมด กล่าวว่า หลังจาก ได้รับการประกันตัวแล้ว จะเดินทางไปร่วม งานศพของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี แกนนำพันธมิตรฯ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่เสียชีวิตจา กเหตุรถจี๊ประเบิด ที่พรรคชาติไทยทันที

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
10 ตุลาคม 2551 09:45 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000120423


พิมพ์ ข่าวนี้ 7 พันธมิตรฯมอบตัว สน.นางเลิ้ง “สุชาติ” รับปาก ไม่มีเงื่อนไขประกันตัว


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

October 9, 2008

ศาลปกครอง มีคำสั่งให้คุ้มครอง การสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ให้ยึดตามหลักสากล

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวรอบโลก,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความรุนแรง,คำสั่งศาล,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,วิกฤติ,ศาลปกครอง,สิทธิมนุษยชน,อาชญากรรม — accomthailand @ 19:39
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


ตบหน้าทรราช!


ศาล ปค. คุ้มครอง
ห้ามสลายชุมนุม
รุนแรง – เถื่อนถ่อย

รัฐตำรวจเถื่�น สลายการชุมนุม วันที่ 7 ตุลาคม 2551

รัฐตำรวจเถื่อน สลายการชุมนุม วันที่ 7 ตุลาคม 2551


ศาลปกครอง มีคำสั่งให้คุ้มครอง การสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ให้ยึดตาม หลักสากล และให้ ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ บังคับบัญชา จนท.ตร. ให้ ปฏิบัติหน้าที่ ตามคำสั่งศาล พร้อมให้นายกฯ ใช้อำนาจหน้าที่ ดำเนินการให้ สตช. ปฏิบัติตาม มาตรการ หรือ


วิธีการ คุ้มครองชั่วคราว ตามคำสั่งศาล จนกว่า ศาลจะมี คำพิพากษา หรือ คำสั่ง เป็นอย่างอื่น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจ จากผู้ได้รับบาดเจ็บ จากการสลาย การชุมนุม ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. กล่าวว่า ตนพร้อมผู้ชุมนุม ที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 6 คน ได้เดินทางมายัง ศาลปกครอง ยื่นคำร้อง ต่อ ศาลปกครองกลาง พร้อมด้วย


นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา และ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ที่เป็นผู้ร้องสอด ร่วมด้วย โดยฟ้อง
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) ว่า


ให้ยุติการใช้กำลัง ในการเข้าสลาย กลุ่มผู้ชุมนุม เหมือนอย่างที่หน้ารัฐสภา อีกนั้น หลังจากที่ตุลาการ ได้ทำการไต่สวนฉุกเฉิน ตามคำร้อง ของ ผู้ถูกร้องไป เมื่อวันที่ 8 ต.ค.นั้น


นายนิติธร เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 18.40 น. วันนี้ (9 ต.ค.) ตุลาการ ศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่ง ให้กำหนดมาตรการ หรือ วิธีการคุ้มครอง ให้ผู้ฟ้องคดี ที่หก โดยมีคำสั่งให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากจะกระทำการใดๆ ต่อผู้เข้าร่วมชุมนุม ต้องดำเนินการ เท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึง ความเหมาะสม มีลำดับขั้นตอน ตามหลักสากล ที่ใช้ใน การสลายการชุมนุม ของประชาชน และ


ให้ ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่ ตามคำสั่งศาล และ ให้ นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจ หน้าที่ ของตน ดำเนินการให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติตามมาตรการ หรือวิธีการ คุ้มครองชั่วคราว ตามคำสั่งศาล จนกว่าศาล จะมีคำพิพากษา หรือ คำสั่ง เป็นอย่างอื่น


นายนิติธร ย้ำว่า คำสั่งการคุ้มครอง ของศาลปกครองกลาง นั้นมีผลบังคับใช้คุ้มครอง ทั่วประเทศ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
9 ตุลาคม 2551 19:39 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000120317


พิมพ์ ข่าวนี้ ตบหน้าทรราช! ศาล ปค. คุ้มครอง ห้ามสลายชุมนุมรุนแรง – เถื่อนถ่อย


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Next Page »

Create a free website or blog at WordPress.com.