Accom Thailand

May 19, 2009

ลองชิม สุนัขย่าง ดูหรือยัง? ฮานอย ปิดร้าน หมาย่าง 2 สัปดาห์ หลังอหิวาต์ระบาด


ฮานอย ปิดร้านหมาย่าง 2 สัปดาห์ หลังอหิวาต์ระบาด
พ่อค้าเนื้อสุนัข กำลังชั่ง ให้ลูกค้า ภาพถ่ายวันที่ 18 พ.ค.2552 แม้ทางการ จะสั่งปิด โรงชำแหละ ในเมืองหลวงไปแล้ว นับสิบแห่ง ร้านอาหาร ที่เสิร์ฟเมนูใน กรุงฮานอย หยุดให้บริการ เป็นเวลา 15 วัน แต่ก็ยังมี เนื้อจำหน่าย ตามปกติ คนจำนวนมาก ไม่เชื่อว่า เนื้อสุนัข เป็นแหล่งแพร่ เชื้อบักเตเรีย ที่ทำให้ เกิดอหิวาตกโรค

พ่อค้าเนื้อสุนัข กำลังชั่ง ให้ลูกค้า ภาพถ่ายวันที่ 18 พ.ค.2552 แม้ทางการ จะสั่งปิด โรงชำแหละ ในเมืองหลวงไปแล้ว นับสิบแห่ง ร้านอาหาร ที่เสิร์ฟเมนูใน กรุงฮานอย หยุดให้บริการ เป็นเวลา 15 วัน แต่ก็ยังมี เนื้อจำหน่าย ตามปกติ คนจำนวนมาก ไม่เชื่อว่า เนื้อสุนัข เป็นแหล่งแพร่ เชื้อบักเตเรีย ที่ทำให้ เกิดอหิวาตกโรค


ASTVผู้จัดการออนไลน์ – ลองชิม สุนัขย่าง ดูหรือยัง? แต่อย่าเพิ่งไป ในช่วงนี้ เพราะร้านอาหาร ที่เสิร์ฟเมนูจาก สุนัขทุกแห่งในเมืองหลวง ถูกปิดตาย อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หลังจากเกิด อหิวาตกโรคระบาด และ พบผู้ป่วย ที่มีอาการท้องร่วง อย่างรุนแรง นับสิบราย


ในนครโฮจิมินห์ ร้านอาหารที่ เสิร์ฟเมนูสุนัข ยังคงเปิดให้บริการ และ ลูกค้ายังคับคั่ง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงแม้ทางการ จะประกาศว่า พบเชื้อบักเตเรีย ชนิดที่เป็นสาเหตุ ทำให้เกิด อหิวาตกโรค ใน เนื้อสุนัข และใน ผัก เช่นเดียวกัน

ส่วนในเมืองหลวง กรุงฮานอย ทางการ ได้สั่งเจ้าหน้าที่อนามัย ลงตรวจสอบ ร้านชำแหละ สุนัขทุกแห่ง ในเขต อ.ห่าดง (Ha Dong) หลังจาก ตรวจพบ เชื้ออหิวาต์ ในเนื้อ ที่จำหน่ายทั่วไป รวมทั้ง ให้ปิด ร้านอาหารทุกแห่ง ทั่วอาณาบริเวณนิคม เพื่อฉีดพ่น สารคลอรามินบี (Cloramin B) กำจัดทำลายเชื้อ ทั้งนี้ เป็นการเปิดเผยของ นายด่าววันบี่ง (Dao Van Binh) รองประธาน คณะกรรมการ ประชาชน ฮานอย

ตามรายงาน ที่ตีพิมพ์บน เว็บไซต์ของ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เมื่อวันจันทร์ (18 พ.ค.) เจ้าหน้าที่ สถาบันอนามัย และ การแพร่ระบาดแห่งชาติ (National Institute of Hygiene and Epidemiology) กับ ศูนย์ป้องกัน เวชศาสตร์ กรุงฮานอย ได้ลงตรวจตัวอย่าง เนื้อของสุนัข ในตลาดย่านเดืองโนย (Duong Noi) ระหว่าง วันที่ 7-8 พ.ค. และได้พบ การติดเชื้ออหิวา ดังกล่าว

โรงชำแหละสุนัข ในย่านเดืองโนย ส่งเนื้อไปจำหน่าย ในย่านต่างๆ ทั่ว กรุงฮานอย รวมทั้ง ร้านอาหารต่างๆ ในย่าน ถนนฮั่งเทิน (Hang Than) หว่างมาย (Hoang Mai) เญิตเติ่น (Nhat Tan) ซวนดี่ง (Xuan Dinh) และ เกอเญ้ (Co Nhue)

พ่อค้า ยืนอยู่หลังโต๊ะ ที่แขวนสุนัขย่าง 2 ตัว รอลูกค้า ภาพถ่าย วันที่ 18 พ.ค.2552 ซึ่งทางการ กรุงฮานอย ประกาศปิด โรงชำแหละนับสิบแห่ง แต่สื่อของทางการ กล่าวว่า ตามร้าน และ ตามแผง ในหลายย่าน ยังมีเนื้อสุนัข จำหน่ายตามปกติ

พ่อค้า ยืนอยู่หลังโต๊ะ ที่แขวนสุนัขย่าง 2 ตัว รอลูกค้า ภาพถ่าย วันที่ 18 พ.ค.2552 ซึ่งทางการ กรุงฮานอย ประกาศปิด โรงชำแหละนับสิบแห่ง แต่สื่อของทางการ กล่าวว่า ตามร้าน และ ตามแผง ในหลายย่าน ยังมีเนื้อสุนัข จำหน่ายตามปกติ

แม้ว่าโรงชำแหละ จะปิดลงชั่วคราวแล้ว ก็ยังมีผู้ค้าเนื้อสุนัข ค้าขายอยู่ต่อไป แต่สำนักข่าวเวียดนามเน็ต รายงานขณะเดียวกัน ร้านอาหาร ที่มีชื่อเสียง หลายแห่ง ที่เสิร์ฟเมนูเนื้อสุนัข ในย่านถนนเญิตเติ่น ได้ปิดลง โดยปริยาย เนื่องจากไม่มีลูกค้า

ภัตตาคารยอดนิยมในย่านอื่น เช่น เติ่นหมึก (Tran Muc) และ ห่าแบ๋ว (Ha Beo) แม้จะยังเสิร์ฟ เมนูอื่นๆ ต่อไป แต่ก็ดูเงียบงัน

จนถึงวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา โรงพยาบาล ต่างๆ ใน 11 จังหวัด กับ นครในภาคเหนือ รับผู้ป่วยท้องร่วงอย่างรุนแรง เข้ารับการรักษาแล้ว จำนวน 540 คน ในนั้่น มี 53 ราย ตรวจพบ เชื้ออหิวาตกโรค รวมทั้งใน นครหายฟ่อง (Hai Phong) นามดี่ง (Nam Dinh) บั๊กนีง (Bac Ninh) กว๋างนีง (Quang Ninh) และ จ.แทงฮว้า (Thanh Hoa) ในภาคกลาง ตอนบน แต่หลายคน ก็ยังไม่เชื่อว่า เนื้อสุนัข เป็นบ่อเกิดแห่ง การแพร่ระบาดของ อหิวาตกโรค

“ชาวฮานอย นับพันๆ คน รับประทาน เนื้อสุนัข ถ้าเนื้อ มีเชื้อบักเตเรีย ทำไมจึงมี ผู้ป่วยเพียงไม่กี่คน?” นายเกือง เจ้าของ โรงชำแหละเนื้อสุนัข เตี๋ยนเกือง (Tien Cuong) ตั้งคำถาม ที่นี่ ซื้อสุนัข ไปจาก จ.หายซเวือง (Hai Duong) และ จังหวัดอื่นๆ รอบๆ กรุงฮานอย


เวียดนามเน็ต กล่าวว่า สถานการณ์ใน นครโฮจิมินห์ ต่างไปจากใน ฮานอย ร้านอาหารเมนูสุนัข นครใหญ่ทางภาคใต้ ยังคลาคล่ำ ด้วยลูกค้าตามปกติ แม้จะมีการตรวจพบ บักเตเรีย ทั้งใน เนื้อ และ ใน ผัก ที่รับประทานร่วมกับ เนื้อสุนัข ก็ตาม

แต่ละวัน ตั้งแต่เช้าตรู่ จนถึง 4 ทุ่ม ร้านจำหน่ายเนื้อสุนัข ที่ถนนฝั่มวันหาย (Pham Van Hai) ในท้องที่ อ.เติ่นบี่ง (Tan Binh) จำหน่ายได้วันละ นับร้อยกิโลกรัม ร้านอาหาร ที่เสิร์ฟเมนูสุนัข ที่ถนนแก๊กมางถั่งเติม (Cach Mang Thang Tam) และ ที่ถนนกงกวีง (Cong Quynh) ยังมีลูกค้าหนาแน่น ตามปกติ ลูกค้าประจำ ที่นั่นยังคงเป็น กลุ่มนักศึกษา และเยาวชน ทั่วไป

นายเหวียนวันมีง (Nguyen Van Minh) สมาชิกสภาประชาชนโฮจิมินห์ กล่าวว่า ที่นั่น ไม่เคยอนุญาต ให้เปิดโรงชำแหละสุนัข แต่ก็มีเนื้อจำหน่าย เป็นปกติ และยังไม่สามารถ ควบคุมได้ ผู้บริโภค ต้องระวัง ในการซื้อหา ไปประกอบอาหาร

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2552 15:48 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ฮานอย ปิดร้านหมาย่าง 2 สัปดาห์ หลังอหิวาต์ระบาด



อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

คดีลอบสังหาร สนธิ คำตอบสุดท้าย จะมาเมื่อไหร่?


1 เดือน คดีลอบสังหารสนธิ คำตอบสุดท้าย จะมาเมื่อไหร่? (ตอนจบ)

กรณีเหตุอุกอาจสะเทือนขวัญ คนร้ายใช้อาวุธสงคราม ยิงถล่ม นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้ง หนังสือพิมพ์ ASTV-ผู้จัดการ และ แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย พร้อมคนขับรถ และ ผู้ติดตาม มาถึงวันนี้กว่า 1 เดือน ผ่านมาแล้ว การคลี่คลายคดี มีลำดับความเป็นไป ทีละก้าว และ ตอนนี้จะเป็น ตอนต่อเนื่องจาก เมื่อวันก่อนหน้านี้


วันที่สิบ (26 เม.ย.)

พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.ให้สัมภาษณ์ว่า การสืบสวน มีความคืบหน้า ไปมากพอสมควร แต่ยังไม่สามารถ เปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจาก เกรงจะกระทบต่อรูปคดี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ ขอเวลาอีก 1 สัปดาห์ ในการสรุป วิถีกระสุน และ ทิศทางการยิง ของคนร้าย

ขณะที่ พล.ต.ต.สุรพล พินิจชอบ ผบก.พฐ. ระบุว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านวิถีกระสุน เข้าตรวจหาวิถีกระสุน ภายใน รถโดยสารประจำทาง ขสมก.สาย 53 ซึ่งขณะเกิดเหตุ วิ่งสวนกับ รถของ นายสนธิ เบื้องต้น พบรอยกระสุนปืนอาก้า บริเวณกระจกด้านหน้า และ กระจกข้างคนขับ รวม 2 จุด คาดว่า กระสุนมาจาก ด้านขวา เข้าทางกระจกข้าง ไปทะลุกระจกด้านหน้า ซึ่งจะนำ ข้อมูลที่ได้ ไปประมวลกับ ผลการตรวจสอบรถยนต์ ของ นายสนธิ และ รถโดยสารประจำทาง สาย 30 ที่ได้รับความเสียหายเช่นกัน คาดว่าประมาณ 1 สัปดาห์ จะสามารถ สรุปทิศทาง การยิงได้

ข้อสังเกต : หลัง พล.ต.อ.ธานี พุ่งประเด็นสาเหตุการยิงนายสนธิไปที่ปมประเด็นการเมือง ตำรวจต่างปิดปากเงียบ ไม่มีใครกล้าให้ข่าว โดยเฉพาะชุดสืบสวนชุดใหญ่ต่างลงพื้นที่ควานหาเบาะแสคนร้ายกันหมด ซึ่งเชื่อว่าตำรวจน่าจะได้เค้าลางอะไรบางอย่างบ้างแล้ว

วันที่สิบเอ็ด (27 เม.ย.)

มีรายงานในวันนี้ว่า มีพยานผู้หนึ่ง โทรศัพท์ไปแจ้ง ให้ชุดสืบสวน ว่า ก่อนจะเกิดเหตุ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ มาตามถนนสามเสน ก่อนถึงที่เกิดเหตุ ไม่มากนัก จากนั้น ถูกรถกระบะ 2 คัน ขับปาดหน้า ไปอย่างรวดเร็ว และ จำได้ว่า รถ 1 ใน 2 คัน เป็นรถกระบะโตโยต้า จำทะเบียน ได้เพียงว่า เป็นหมวด จังหวัดสระบุรี ในขณะที่ อีกคัน ไม่สามารถจดจำได้ ซึ่งขณะนี้ ชุดสืบสวน ได้ส่งข้อมูล ดังกล่าว ให้กับ ศูนย์สืบสวน ดำเนินการตรวจสอบ อย่างละเอียดแล้ว

ขณะที่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวเพียงว่า ยังไม่ได้พบ กับ นายสนธิ ก่อนหน้านี้ ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ ดังนั้นจะไม่พูดแล้ว ถ้าพูดแล้ว ต้องได้เรื่อง ถ้าไม่ได้เรื่องไม่พูด แต่คาดว่า ภายในสัปดาห์นี้ จะได้ความชัดเจนเรื่องการสอบสวน
ข้อสังเกต : มีความชัดเจน ในเรื่อง รถของคนร้าย มากขึ้น แต่ตำรวจ ยังปิดเงียบ ถึงความคืบหน้าของคดี


วันที่สิบสอง (28 เม.ย.)

ช่วงเช้า มีข่าวตำรวจลพบุรี จับกุม พ่อค้ายาบ้าได้ พร้อมอาวุธปืนอาก้า และได้ส่งอาวุธปืน ที่ตรวจยึดได้ มายังกองพิสูจน์หลักฐาน ในทันที กระทั่ง เย็นวันเดียวกัน พล.ต.ต.สุรพล พินิชอบ ผบก.พฐ. จึงกล่าวยอมรับว่า เรื่องการส่งอาวุธปืน ที่ต้องสงสัย ในการนำมาใช้ก่อคดีนั้น พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ได้ทำหนังสือเวียน ส่งไปยัง หน่วยงานของ ตำรวจ เพื่อขอความร่วมมือ ในการขอให้ หน่วยงานตำรวจ ที่ตรวจพบอาวุธ ต้องสงสัย ที่ใช้ก่อคดียิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ส่งมาตรวจพิสูจน์ ยังกองพิสูจน์หลักฐาน แล้ว ตั้งแต่ 2-3 วัน ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ ได้ทยอยส่งมาตรวจแล้ว จำนวน 3 ราย

ส่วนการติดตาม พยานหลักฐาน เพื่อคลี่คลายคดี มีรายงานความคืบหน้า ว่า ชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดี ได้ภาพจาก กล้องวงจรปิด หน้าร้านสะดวกซื้อ ย่านเทเวศร์ ที่บันทึกภาพ รถกระบะ มาสด้า ไฟเตอร์ สีน้ำเงิน พร้อมแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งมีคนร้าย นั่งอยู่กระบะหลัง ไว้ได้

ขณะนี้ชุดทำงาน อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แผ่นป้ายทะเบียนว่า ตรงกับคำให้การ ของพยาน ที่เห็นเหตุการณ์ หรือไม่

ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวน อีกชุดลงพื้นที่ ตรวจหา รถกระบะมาสด้า ไฟเตอร์ สีน้ำเงิน ในพื้นที่ รอบกรุงเทพมหานคร พบว่า มีทั้งหมด 19 คัน และ มีรถต้องสงสัย 1 คัน ซึ่งอยู่ใน ความครอบครอง ของ สิบเอก รายหนึ่ง ใน จ.ราชบุรี ซึ่งยังไม่สามารถ ชี้แจงรายละเอียดในการใช้รถ ในวันเกิดเหตุได้ ขณะนี้ อยู่ระหว่าง การประสานงาน กับ ทางทหาร เพื่อเข้าตรวจค้น บ้านพัก และ สอบปากคำ
ข้อสังเกต: เหตุการณ์ผ่านมาได้ 12 วัน ทั้งเรื่องอาวุธปืน และ พาหนะ ของคนร้าย เริ่มมีความชัดเจนขึ้น ในขณะที่ ตำรวจยังคงปิดปากเงียบ ไม่มีการแพร่งพราย ให้สื่อรู้ระแคะระคายว่า ลงพื้นที่ไหน ซึ่งต่างจาก คดีอื่น ที่มัก มีความคืบหน้าของ คดีชัดเจนมากขึ้น


วันที่สิบสาม (29 เม.ย.)
พล.ต.ต.สุรพล พินิจชอบ ผบก.พฐ.กล่าวว่า ตำรวจทุกพื้นที่ ที่พบอาวุธปืน ต้องสงสัย ที่ใช้ในการก่อเหตุยิง นายสนธิ ได้ทยอย ส่งมาตรวจพิสูจน์ เปรียบเทียบ กับรอยกระสุน บนรถของ นายสนธิ ที่ถูกยิงแล้ว ตามคำสั่ง ของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.

ส่วนความคืบหน้า ในการคลี่คลายคดี ปรากฏรายงานว่า ตั้งแต่ เมื่อวันที่ 28-29 เม.ย.ไม่มีการประชุมใหญ่ ชุดคลี่คลายคดี อันเนื่องมาจาก ชุดทำงาน และ สายสืบส่วนใหญ่ ถูกส่งลงไปยัง พื้นที่ จ.กาญจนบุรี เกือบครบชุด มีเพียงชุดสืบสวน ชุดเดียว ที่อยู่ในเขตนครบาล เพื่อเร่งคลี่คลาย ภาพจาก กล้องวงจรปิด ซึ่งจับภาพ รถกระบะมาสด้า ไว้ได้

ซึ่งล่าสุด มีรายงานว่า ชุดสืบสวนชุดนี้ ได้ข้อสรุปแล้วว่า รถกระบะมาสด้า คันดังกล่าว ใครเป็นเจ้าของผู้ครอบครอง และอยู่ระหว่าง การสืบสวน ในเชิงลึก ต่อไปว่า เจ้าของ ผู้ครอบครองรถ กระบะมาสด้า คันดังกล่าว รู้จัก และ มีความสนิทชิดเชื้อ กับ ทหารคนใด หรือไม่

รายงานข่าว แจ้งอีกว่า ชุดคลี่คลายคดีชุดใหญ่ ที่ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี นั้น สามารถ รู้ตัวคนร้าย ทั้งคนรับงาน ทีมยิง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น คนมีสีแล้ว โดยรายงานข่าว ระบุว่า แม้จะรู้ตัว ทีมยิง แล้วก็ตาม แต่เชื่อว่า ไม่น่าจะสามารถสาวถึง ผู้บงการตัวใหญ่ได้ เนื่องจาก การใช้ทีมงาน ให้ลงมือสังหาร นายสนธิ ในครั้งนี้ เป็นเพียงมือสมัครเล่น เพื่อจุดประสงค์ ไม่ให้ต้องการ สาวถึง ผู้บงการตัวจริง
ข้อสังเกต : จิ๊กซอว์แต่ละตัว เริ่มถูกนำมาเชื่อมต่อกัน โดยมีเค้าลาง ที่น่าเชื่อว่าเป็นไปได้ กระทั่ง มีข่าวการควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัย 3 คน และ ผู้อยู่เบื้องหลัง


วันที่สิบสี่ (30 เม.ย.)


เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. เดินทางเข้าสอบปากคำ นายสนธิ ที่บ้านพระอาทิตย์ โดย นายสนธิ กล่าวภายหลัง ให้ปากคำเสร็จว่า ในวันนี้ พล.ต.อ.ธานี ได้นำพนักงาน สอบสวน มาสอบปากคำ ซึ่งได้ให้การ ไปหมดแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามคำให้การ ที่ปรากฏ และ จะไม่ขอให้ปากคำใดๆ เพิ่มเติม เพราะมีความเชื่อมั่น และ ไว้ใจ คณะพนักงานสอบสวน ชุดนี้ ที่มี พล.ต.อ.ธานี เป็นหัวหน้าทีม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะดำเนินการ ทางคดีอย่างไร และ จะหาตัวผู้ต้องหา ได้เมื่อไหร่ ตนไว้ใจ 100 เปอร์เซ็นต์


ขณะที่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ได้มีการควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัยคนใดไว้ ชุดสืบสวน ไม่ว่าทีมใด ก็ตาม ยังไม่มี การจับกุมตัวผู้ต้องหา ทั้งสิ้น โดยตอนนี้ มีแต่พยานหลักฐาน ที่เกี่ยวข้อง กับ คดีเท่านั้น

ส่วนเรื่อง ผู้บงการ หรือ ผู้ต้องสงสัย ที่ก่อเหตุในครั้งนี้ ยังไม่พบว่า มีคนมีสี เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะนี้ได้ให้ คณะทำงานเร่งตรวจสอบ หลักฐานต่างๆ ตามจุดเกิดเหตุ และ กล้องวงจรปิดต่างๆ ส่วนเรื่องกระสุนปืน ที่พบในที่เกิดเหตุ ขณะนี้ได้ให้ ผบช.น.ทำหนังสือ ประสาน ไปยัง กองทัพบก แล้ว ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือ เป็นอย่างดี แต่จะต้องใช้เวลา สักระยะหนึ่ง จึงจะทราบผล

พล.ต.อ.ธานี กล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกคนในคณะทำงาน ได้พยายาม เร่งคลี่คลายคดี กันอย่างเต็มที่ มีการส่งกำลัง กระจายไป ตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อหาข่าว แต่ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ กลุ่มใดเป็นพิเศษ

ข้อสังเกต : นายสนธิ แสดงความมั่นใจ ในตัว พล.ต.อ.ธานี หัวหน้าพนักงานสอบสวน คดีนี้ ในขณะที่ พล.ต.อ.ธานี เอง กล่าวยอมรับ ตามแนวทาง การสืบสวนสอบสวน ที่ปรากฏเป็น กระแสข่าว ต่างๆ มาโดยลำดับ ไม่ว่า เรื่องการตรวจสอบอาวุธปืนสงคราม หรือ การส่งทีมงาน ลงพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่เกี่ยวพัน ยกเว้น แต่ได้ปฏิเสธ เรื่องการควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัย เท่านั้น

วันที่สิบเจ็ด (3 พ.ค.)


นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาให้สัมภาษณ์ถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา เป็นครั้งแรก โดยระบุว่า ประเด็นในการลอบสังหา รครั้งนี้ แยกได้เป็น 2 มิติ คือ
1. การลอบสังหาร ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน ถือเป็นการคุกคามสื่อ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และ
2. คือ ในฐานะ แกนนำมวลชน ที่ต่อสู้เรียกร้อง เพราะการกระทำ ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นการกระทำ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และ


ประเด็นการลอบสังหาร ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และเปรียบเสมือน เป็นการส่งสัญญาณ บางอย่างว่า ใครที่มีอำนาจ มีอาวุธในมือ สามารถ ที่จะทำอะไรก็ได้


“คนร้ายที่ยิง ผมยืนยันชัด ด้วยสายตาว่า ถูกยิงจาก คนที่ถูกฝึก เพราะเป็น ท่านั่งประทับยิง เป็น ท่าที่ฝึก ทางการทหาร ใช้รถ จำนวน 4 คัน มีผู้ที่กระทำการ ประมาณ 10-16 คน เชื่อว่า การกระทำ ครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกัน ของ ผู้ที่มีอำนาจ และ คนที่ลงมือ รู้เส้นทางเดินรถ มีรถจอดรอ เป็นจุด แต่การยิง ไม่ใช่มืออาชีพ แต่เป็น ขบวนการล่าสังหาร เชื่อว่า เป็นฝีมือ ของ ทหารบางคน ไม่ใช่ฝีมือ ของ กองทัพ เชื่อว่า กองทัพ ไม่ทำเรื่อง น่าอัปยศ เช่นนี้”


วันที่ ยี่สิบ ( 6พ.ค.)
หลังจากที่ นายสนธิ ออกมาให้สัมภาษณ์ เป็นครั้งแรก จากนั้นมา อีก 3 วัน พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. จึงออกมา กล่าวถึงรูปคดี ภายหลัง การประชุมพนักงานสอบสวน ในคดีดังกล่าว โดยได้ แสดงความมั่นใจว่า คดีนี้ จะต้องเสร็จ ก่อนที่ตัวเองจะเกษียณ ภายใน 4 เดือน ข้างหน้า พร้อมทั้งย้ำว่า คดีมีความคืบหน้า แต่ปฏิเสธ เรื่อง สตรีผู้สูงศักดิ์ และ ไม่รู้เรื่องที่ นายสนธิ แฉว่ามี จ.ส.อ. เป็นมือยิง เอ็ม 79 ถล่มใส่ ขณะที่ ยังไม่ได้รับคำยืนยันจาก กองทัพ ว่ากระสุนปืน rta มาจาก พล.ร.9 หรือไม่


วันที่ ยี่สิบเอ็ด (7 พ.ค.)
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ออกมาให ้สัมภาษณ์ ถึงคดีเพียงว่า ได้กำชับให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พยายามปิดคดี ให้ได้โดยเร็ว ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ระดมกำลัง ทั้ง ฝ่ายสืบสวน และ สอบสวน เข้าคลี่คลายคดี อย่างเต็มที่ ในทุกประเด็น แต่จะมีข่าวดี ในเร็วๆนี้ หรือ ไม่ ต้องไปสอบถาม พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ที่ตนเอง มอบหมาย ให้เข้าไป ควบคุมการสืบสวนสอบสวน


วันที่ ยี่สิบหก (12 พ.ค.)
พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. หัวหน้าคณะ พนักงานสืบสวนสอบสวน เรียกประชุม คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ทุกนาย ซึ่งประกอบด้วย กก.สส.น.1-9 และ ศูนย์สืบสวน บช.น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบ ความคืบหน้า ในการสืบสวน 2 ประเด็นหลัก ที่ได้มอบให้ไป

พล.ต.อ.ธานี กล่าว ภายหลังการประชุม ว่า ได้เรียกประชุม เพื่อติดตามงาน ที่สั่งการไป ซึ่งต้องรายงาน ภายใน 5 วัน และ ได้ครบกำหนดวันนี้ โดยงานที่มอบไป ก็ทำได้เยอะมาก ในกรอบเวลา ที่กำหนด ทั้งที่เป็น วันหยุด โดยสั่งให้ ไปดูพยานหลักฐาน ในที่เกิดเหตุ

ซึ่งขณะนี้เท่าที่มี ยังไม่สามารถ โยงถึงใครได้ กำลังรวบรวมอยู่ ต้องรอให้ พยานหลักฐาน ที่สั่งการไป ครบถ้วนสมบูรณ์ เสียก่อน ตอนนี้ยังขาด อีกหลายอย่าง ยังไม่ครบ ตามที่สั่งการไป ต้องใช้เวลา

“ขณะนี้ ยังไม่มีการ พาผู้ต้องสงสัย มาสอบ เพราะ คณะพนักงานสอบสวน ชุดนี้ ทำตามขั้นตอน กระบวนการกฎหมาย ทุกอย่าง ไม่มีการทำ นอกลู่นอกทาง ถ้าได้พยานหลักฐาน ชี้ชัดได้ ก็จะมีข่าวดี ตอนนี้ พยานหลักฐาน ที่เกี่ยวกับคดี ยังไม่ครบถ้วน หลายอย่าง ยังไม่ได้ รวมถึง ภาพแท็กซี่ต้องสงสัย ที่ปรากฏ ในกล้องวงจรปิด ก็ยังไม่ได้เลย ส่วนจะ เกี่ยวข้อง อย่างไร ต้องเอามาดู เพราะว่า ใกล้เคียง ในตอนเกิดเหตุ” พล.ต.อ.ธานี กล่าว และ ว่า

แม้พยานหลักฐาน ยังได้ไม่ครบ แต่การสืบสวนสอบสวน ก็น่าพอใจ เพราะเดินมาได้เยอะแล้ว ขณะนี้ถือว่า คืบหน้า ไม่ตัน ส่วนชุดสืบสวน ของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. นั้น ก็คุยกันตลอด คืบหน้า ไปพอสมควร โดยชุดสืบสวน ทุกชุด แบ่งงานกันไปทำ เพื่อให้ได้ข้อมูลรวดเร็ว ยืนยันว่า ไม่มีการควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัย

ข้อสังเกต : วันที่ 17 พ.ค.นี้ ถือเป็น วันครบรอบ 1 เดือน พอดิบพอดี สำหรับ คดีลอบสังหาร นายสนธิ ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ ถือเป็นคดี ที่โด่งดังที่สุด ทั้ง ในประเทศ และ ต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ในด้าน การสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี ในช่วงสัปดาห์แรก สื่อทุกสื่อ ยังคงเกาะติดสถานการณ์ การคลี่คลายคดี ของตำรวจ

แต่ทว่า เมื่อกาลเวลา ผ่านไป กลับกลายเป็นว่า คดีลอบสังหาร นายสนธิ ถือเป็นคดี ที่เงียบที่สุด เงียบ ชนิดที่ไม่มีความคืบหน้า ไม่ปรากฏ แม้เพียงเป็น ข่าวสั้น ของสื่อต่างๆ ซึ่งผิดกับ คดีอาชญากรรม ในลักษณะเดียวกัน ที่คนถูกลอบสังหาร ไม่ได้ชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล”

จะอย่างไรก็ตาม เรายังคงเชื่อมั่น ในตัว หัวหน้าพนักงานสอบสวน ที่ชื่อ “พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์” แม้เหลือเวลา อีกเพียงไม่กี่เดือน พล.ต.อ.ธานี ก็จะเปิดหมวก อำลาชีวิตราชการ แล้ว แต่เชื่อว่า สุดท้าย ตำรวจ จะสามารถ ลากคอ อาชญากร และ ผู้ร่วมขบวนการลอบสังหาร ทั้งหมดได้ ไม่ว่าจะต้องใช้ เวลานานเท่าไหร่ก็ตาม

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2552 05:01 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ 1 เดือน คดีลอบสังหารสนธิ คำตอบสุดท้าย จะมาเมื่อไหร่?(ตอนจบ)
อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่ ตอนที่1


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 9, 2009

ฮ่องกง ให้ แขก และ เจ้าหน้าที่เกือบ 300 คน ที่ถูกกักบริเวณ ในโรงเแรม ออกจาก ที่พักแล้ว ในวันศุกร์(8)


ฮ่องกง คืนอิสรภาพให้ แขกที่ถูกกัก ในโรงแรมจาก พิษหวัดสายพันธุ์ใหม่

แขกและเจ้าหน้าที่ของโรงแรม เฝ้ารอเวลา ที่จะได้ออกมาสูดอากาศภายนอก หลังถูกกักไว้นานกว่า 1 สัปดาห

แขกและเจ้าหน้าที่ของโรงแรม เฝ้ารอเวลา ที่จะได้ออกมาสูดอากาศภายนอก หลังถูกกักไว้นานกว่า 1 สัปดาห


Click to see Video คลิกดูคลิปที่นี่ หรือ บนรูป

China eases quarantine
China is lifting the flu quarantine by stages on visitors detained in Beijing and Hong Kong.
(c) Canwest Publishing

เอเอฟพี – แขก และ เจ้าหน้าที่มากกว่า 280 คน ที่ถูกกักบริเวณ ในโรงเแรมของ ฮ่องกง เนื่องจาก ความกังวลเกี่ยวกับ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ได้รับ อนุญาติ ให้ออกจาก ที่พักแล้ว ในวันศุกร์(8) ผู้สื่อข่าว เอเอฟพี และ พยานบอก

พวกเขาถูกกักตัวไว้ ภายใน โรงแรมเมโทรปาร์ก ตั้งแต่วันศุกร์ ที่แล้ว(1) หลังจาก ผู้เข้าพักโรงแรม รายหนึ่ง ซึ่งเป็น ชาวเม็กซิกัน ถูกตรวจพบว่า ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอช1 เอ็น1

บรรดาแขกต่างรุดออกมา ตามท้องถนน หลังประตู ของโรงแรม ถูกเปิดออก ณ เวลา 18.30 น.(ตรงกับเมืองไทย 19.30 น.) และ เผชิญกับ กำแพงผู้สื่อข่าว และ ช่างภาพ หลายร้อยชีวิต ที่เบียดเสียดกัน หาตำแหน่งถ่ายภาพ หรือ สัมภาษณ์ที่ดีที่สุด โดยในนั้น จำนวนมาก ต่างมาถึง ก่อนเวลาหลายชั่วโมง เพื่อรอถ่ายภาพ และ คุยกับแขก และ เจ้าหน้าที่ ของโรงแรม ที่ได้รับอิสรภาพ อีกครั้ง

“มันมหัศจรรย์มาก ที่ได้สูดอากาศสดชื่น” ชาย ชาวโปรตุเกส รายหนึ่ง ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ กล่าว ขณะที่เดินออกจาก โรงแรม ขณะที่ แขกเกือบทั้งหมด เร่งรีบขึ้น รถบัส เพื่อไปยัง สนามบิน หรือ โรงแรมอื่น ที่อยู่ใกล้เคียง

ส่วนผู้หญิงรายหนึ่ง ที่อยู่ในกลุ่ม ซึ่งปรากฎตัว ออกจาก โรงแรมเมโทรปาร์ก กล่าวว่า เธอกำลังจะไปฉลองที่ ร้านสตาร์บัคส์ ขณะที่ ฉี เวนจิง ล่ามวัย 26 ปี บอกว่า เธอแทบรอไม่ไหว ที่จะได้กลับไป เซียงไฮ้ เจอหน้าสามี และ ลูกชายวัย 3 ขวบ

“ฉันจะเดินทางกลับบ้านเร็วที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ใน วันเสาร์(9) – ครอบครัว เป็นห่วงฉันมาก” ฉี บอก โดยเธอเป็น พนักงานบริษัทการค้า แห่งหนึ่ง ของ ฝรั่งเศส ใน ฮ่องกง
“ฉันต้องห่าง จากลูก เป็นเวลา 10 วัน แล้ว เราคุยกัน ผ่านเว็บแคม ทุกวัน และ เขาถามฉันเสมอว่า ทำไม แม่ยังไม่กลับบ้าน”

รัฐบาลฮ่องกง กล่าวขอโทษ ต่อแขก สำหรับ ความไม่สะดวกครั้งนี้ อีกครั้ง ความยากลำบาก ของผู้พัก ที่ก่อเสียงตำหน จากบางส่วน ที่มองว่า เป็นปฏิริยา ตอบรับ ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ที่มากเกินไป แต่ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า มันคือสิ่งจำเป็น เพื่อปกป้อง การแพร่ระบาด ของ เชื้อไวรัส

นายไอร์แลนด์ แขกรายหนึ่ง บอกกับ เอเอฟพี หลังได้รับอิสรภาพว่า “ผมคิดว่า ผู้คนอาจรู้สึกว่า มันมากเกินไป แต่รัฐบาล ก็จำเป็นต้องทำ ในสิ่งที่ควรทำ”

รัฐมนตรีสาธารณสุข ของ ฮ่องกง กล่าวว่า “ผมมั่นใจว่า ทุกคนรู้สึกว่า ฮ่องกงได้ผ่าน บททดสอบแรก และ เราสามารถหายใจ ได้เต็มปอดขึ้น”

ด้าน ชายชาวเม็กซิโก ผู้มีเชื้อไวรัส และ อีก 3 คน ที่เดินทางมา พร้อมกับเขา ยังคงมี อาการปกติ ตลอดทั้งสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เขาจะถูกปล่อยตัว ออกมา เมื่อไหร่

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 9 พฤษภาคม 2552 00:44 น.
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000051690


พิมพ์ ข่าวนี้ ฮ่องกง คืนอิสรภาพให้แขก ที่ถูกกัก ในโรงแรมจาก พิษหวัดสายพันธุ์ใหม่


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

พบผู้หญิงแคนาดา เสียชีวิตจาก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เป็น รายแรก ในรัฐแอลเบอร์ตา


แคนาดา พบ ผู้ติดเชื้อ H1N1 เสียชีวิตรายแรก – ลามถึงปานามาแล้ว
English Alberta reports first Canadian death from H1N1 flu

เอเอฟพี/เอเจนซี – พบ ชาวแคนาดา เสียชีวิต จากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ รายแรกเป็นผู้หญิง อายุประมาณ 30 ปี ในรัฐแอลเบอร์ตา ขณะที่ การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัส ล่าสุดไปถึง ปามานา หลังพบ ผู้ติดเชื้อแล้ว
Albertan farmers wearing masks to protect themselves from the flu. ชาวแคนาดา จาก เอลเบอร์ตา สวมหน้ากากป้องกันตน จากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 เมื่อครั้งระบาดใหญ่ 1918 flu pandemic ในรัฐแอลเบอร์ตา

Albertan farmers wearing masks to protect themselves from the flu. ชาวแคนาดา จาก เอลเบอร์ตา สวมหน้ากากป้องกันตน จากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 เมื่อครั้งระบาดใหญ่ 1918 flu pandemic ในรัฐแอลเบอร์ตา



“เราพบ ผู้เสียชีวิตรายแรก ใน เอลเบอร์ตา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ ไข้หวัด เอช1เอ็น1″ อันเดร คาร์ริเวอู หัวหน้าแพทย์ของ รัฐแอลเบอร์ตา บอกกับ ผู้สื่อข่าว “นี่คือ รายแรก ใน แคนาดา ที่เรามีหลักฐาน สนับสนุนว่า มีความเชื่อมโยง กับ เชื้อไวรัสเอช1เอ็น1″

คาร์ริเวอู กล่าวต่อว่า ผู้หญิงรายนี้ อายุ 30 ต้นๆ และไม่เคยเดินทางไป เม็กซิโก ศูนย์กลาง ของ การแพร่ระบาดของ ไข้หวัดมาก่อน โดยเธอเสียชีวิต เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา ทั้งนี้ใน แคนาดา พบ ผู้ติดเชื้อไวรัส สายพันธุ์ใหม่ นี้แล้ว 224 ราย แต่เธอเป็น ผู้ป่วยรายแรก ที่เสียชีวิต

กัปตันเครื่องบิน ณ สนามบินใน บราซิล สวมหน้ากากป้องกัน เชื้อหวัด ซึ่งล่าสุดได้แพร่ไปถึง ปานามา แล้ว

กัปตันเครื่องบิน ณ สนามบินใน บราซิล สวมหน้ากากป้องกัน เชื้อหวัด ซึ่งล่าสุดได้แพร่ไปถึง ปานามา แล้ว


ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข ปานามา เมื่อวันศุกร์(8) ยืนยันพบ ผู้ติดเชื้อ ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เป็น รายแรก ของ ประเทศแล้ว โดยเป็น หนุ่มวัยรุ่น ที่เพิ่ง เดินทางกลับ จาก สหรัฐอเมริกา

โรซาริโอ เทอร์เนอร์ รัฐมนตรีสาธารณสุข เรียกร้อง ประชาชน ให้อยู่ในความสงบ โดยเวลานี้ ได้กักตัววัยรุ่น คนดังกล่าวไว้แล้ว แต่ปฏิเสธที่จะ เปิดเผยว่า เขาเดินทาง มาถึงเมื่อไหร่ หรือ ชื่ออะไร

“เขากำลังได้รับการรักษา อาการของเขา ทรงตัว และยังไม่จำเป็น ต้องนำเขา เข้ารักษาตัว ที่โรงพยาบาล” รัฐมนตรีสาธารณสุขบอก พร้อมกันนั้น ยังระบุต่อว่า ครอบครัว ของวัยรุ่นรายนี้ รวมถึง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ไปสัมผัสตัวเขา ก็จะได้รับการตรวจร่างกาย และ ดูแลเช่นกัน

ด้าน อิตาลี ในวันศุกร์(8) ก็ออกมายืนยัน เช่นกันว่าพบ ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส เอช1เอ็น1 ที่ติดจาก คนสู่คนเป็น รายแรกของประเทศ หลังชายสูงวัย อายุ 70 ปี ถูกพบว่า ติดเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ จาก หลานชายวัย 11 ขวบ ที่เพิ่งเดินทาง กลับมาจากไปพักผ่อนใน เม็กซิโก

ในอิตาลี พบผู้ติดเชื้อไวรัส เอช1เอ็น1 จำนวน 8 ราย แต่กรณี ก่อนหน้านี้ ล้วนแต่ ติดเชื้อ มาจากต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข แดนมะกะโรนี กล่าวใน แถลงการณ์ ทั้งนี้ผู้เฒ่า คนดังกล่าว อาการ เริ่มดีขึ้น หลังเข้ารับการรักษาตัว ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

Related links – เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง :
sig-eng
Influenza A(H1N1) in Canada web site
Daily updates will be posted on this site. มีการปรับปรุงข้อมูลทุกวัน จาก สาธารณสุขแคนาดา

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 9 พฤษภาคม 2552 04:05 น.
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000051698


พิมพ์ ข่าวนี้ แคนาดา พบ ผู้ติดเชื้อH1N1 เสียชีวิตรายแรก – ลามถึง ปานามา แล้ว


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 6, 2009

กองทัพเรือสหรัฐฯ ให้ ลูกเรือ ที่ประจำการ ณ ฐานทัพเรือ พอยท์ โลมา ในเมืองซานดิเอโก รายงานตัว เพื่อตรวจเชื้อไวรัส Influenza A(H1N1)


เชื้อมรณะ คร่าชีวิต มะกัน รายแรก พบติดเชื้ออีก 403 รายใน 38 มลรัฐ

เอเจนซี / เอเอฟพี – พบชาวอเมริกัน เสียชีวิต จากเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เป็นรายแรกแล้ว ขณะที่ เชื้อมรณะ ยังลุกลามไม่เลิก ล่าสุดพบ ผู้ติดเชื้อ 403 ราย ในพื้นที่ 38 มลรัฐ ของ สหรัฐฯ

ขณะที่ ยอดผู้ติดเชื้อ ทั่วโลก เพิ่มเป็น 1,491 ราย ใน 22 ประเทศ

*** พบชาวอเมริกัน รายแรก ที่เสียชีวิต จาก ไข้หวัดพันธุ์ใหม่ ***


เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข ของสหรัฐฯ ยืนยัน เมื่อ วันอังคาร (5) ว่า พบ ชาวอเมริกัน รายแรก ที่เสียชีวิตจาก เชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ แล้ว โดย ผู้เสียชีวิต เป็น หญิง วัย 30 กว่าปี ที่อาศัยอยู่ใน มลรัฐเทกซัส และ ถือเป็น ผู้เสียชีวิต นอกประเทศเม็กซิโก เป็นรายที่ 2 ต่อจาก เด็กวัย 23 เดือน ชาวเม็กซิกัน ที่มาเสียชีวิต ในมลรัฐเทกซัส ของ สหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน

ดัก แม็คไบรด์ โฆษกหน่วยงาน ด้านสาธารณสุข ประจำ มลรัฐเทกซัส เปิดเผย กับ สำนักข่าว เอเอฟพี ว่า หญิงชาวอเมริกัน รายนี้ เสียชีวิต เมื่อวันจันทร์ (4) หลังเข้ารักษาตัว ที่โรงพยาบาล นานถึง 3 สัปดาห์ และในเบื้องต้น พบว่า ผู้เสียชีวิต ไม่น่าจะเดินทางไป เม็กซิโก ในช่วงท ี่ผ่านมา แต่เธออาศัย อยู่ใน เขต คาเมรอน เคาน์ตี ซึ่งเป็นเขต ที่อยู่ใต้สุด ของ เทกซัส และ อยู่ติดกับ พรมแดน ของ เม็กซิโก

ด้าน ริชาร์ด อี. เบสเซอร์ รักษาการ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุม และป้องกันโรคของ สหรัฐฯ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ติดเชื้อ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ใน สหรัฐฯ ได้เพิ่มเป็น 403 รายแล้ว ในขณะนี้ และ พบผู้ติดเชื้อ ใน 38 มลรัฐ โดย มลรัฐจอร์เจีย และ มลรัฐเมน ถือเป็น 2 มลรัฐ ล่าสุด ที่มี การยืนยันว่า พบ ผู้ติดเชื้อไวรัส ชนิดนี้

U.S. Human Cases of H1N1 Flu Infection (As of May 6, 2009, 11:00 AM ET)

Cases of H1N1 Flu Virus (Human Swine Flu) in Canada
Summary of laboratory-confirmed cases of H1N1 flu virus (Human Swine Flu) reported to the Public Health Agency of Canada, by the provinces and territories as of May 5, 2009.

ขณะที่ แคธลีน เซเบเลียส รัฐมนตรีสาธารณสุข ของ สหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า มีแนวโน้ม จะพบผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ เพิ่มมากขึ้นใน สหรัฐฯ แม้ว่า สถานการณ์การ แพร่ระบาดใน สหรัฐฯ จะไม่ร้ายแรง เท่ากับ ใน เม็กซิโก ก็ตาม

*** กัวเตมาลาพบผู้ติดเชื้อรายแรก ***


กัวเตมาลา กลายเป็น ประเทศที่ 22 ของโลกแล้ว ที่ยืนยันว่า ตรวจพบ ผู้ติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ในประเทศ เมื่อวันพุธ (6)

ประธานาธิบดี อัลบาโร โกลอม กาบาเยโรส ออกมาแถลงที่ กรุงกัวเตมาลา ซิตี ซึ่งเป็น เมืองหลวงของ ประเทศ โดยระบุว่า พบผู้ติดเชื้อ จำนวน 1 ราย ใน กัวเตมาลา แต่ปฏิเสธ ที่จะให้ รายละเอียด ใดๆ เกี่ยวกับ ผู้ติดเชื้อรายนี้ รวมทั้ง ยังไม่ได้ระบุว่า ผู้ติดเชื้อ คนดังกล่าว เคยเดินทางไปยัง เม็กซิโก ซึ่งเป็น ประเทศ เพื่อนบ้าน ทางทิศเหนือ ของ กัวเตมาลา ด้วยหรือไม่

ขณะที่ ราฟาเอล เอสปาดา รองประธานาธิบดี กัวเตมาลา ยืนยันว่า ทางการ จะดำเนินมาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดขั้นสูงสุด ในประเทศ และ พร้อมให้ ความร่วมมือ อย่างเต็มที่ กับ องค์การอนามัยโลก และ คณะเจ้าหน้าที่ สาธารณสุข นานาชาติ

*** เม็กซิโก ระบุยอดตาย พุ่งเป็น 29 ศพ แล้ว ***

 A worker prepares a restaurant in Mexico City for its reopening on May 6, 2009. Mexico emerged Wednesday from a five-day lockdown, reopening businesses and restaurants shuttered by influenza A(H1N1) (swine flu), as a second death from the virus was recorded over the border in the United States. Today Mexico raised its swine flu death toll to 42 from 29, and said there were now more than 1,000 infections, according to Health Minister Jose Angel Cordova. - Getty Images

A worker prepares a restaurant in Mexico City for its reopening on May 6, 2009. Mexico emerged Wednesday from a five-day lockdown, reopening businesses and restaurants shuttered by influenza A(H1N1) (swine flu), as a second death from the virus was recorded over the border in the United States. Today Mexico raised its swine flu death toll to 42 from 29, and said there were now more than 1,000 infections, according to Health Minister Jose Angel Cordova. - Getty Images



โฮเซ อังเฆล กอร์โดบา รัฐมนตรีสาธารณสุข ของ เม็กซิโก แถลง เพิ่มจำนวน ผู้เสียชีวิตจาก การติดเชื้อ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เป็น 29 รายแล้ว ส่วน จำนวน ผู้ติดเชื้อ ก็เพิ่มเป็น 913 ราย

นอกจากนั้น กอร์โดบา ยังเปิดเผยว่า ทางการ พบผู้เสียชีวิต อีก 39 คน ซึ่งยังไม่ได้รับ การยืนยันว่า เสียชีวิต เพราะติดเชื้อ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ หรือไม่ โดยคนเหล่านี้ เป็นผู้ที่เสียชีวิต ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ที่ผ่านมา จากปัญหา เกี่ยวกับ ระบบทางเดินหายใจ ทั้งสิ้น

ผู้เสียชีวิต จากการติดเชื้อ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ใน เม็กซิโก ส่วนใหญ่ จะเป็นผู้ที่มีอายุ ระหว่าง 20 – 39 ปี โดยผู้เสียชีวิต รายล่าสุด ที่ได้รับการยืนยันว่า ติดเชื้อชนิดนี้ ได้เสียชีวิต ตั้งแต่เมื่อ วันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ท้องถนนใน กรุงเม็กซิโก ซิตี กลับมา มีชีวิตชีวา อีกครั้ง ตั้งแต่เมื่อวันพุธ (6) หลังจากที่ ประธานาธิบดีเฟลิเป กัลเดรอน อิโนโฮซา ประกาศ ยกเลิก คำสั่ง (click to see video) ห้ามดำเนินกิจกรรม ต่าง ๆ ของ ภาครัฐ และ เอกชน ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้ง โรงเรียน ระดับมัธยมปลาย และ มหาวิทยาลัย จะเปิด ทำการเรียนการสอน อีกครั้ง ขณะที่ ร้านค้า และ ร้านอาหาร ต่าง ๆ เริ่มทำความสะอาด เพื่อเตรียมต้อนรับลูกค้า อีกครั้ง เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อกุสติน การ์สเตนส์ รัฐมนตรีคลังของ เม็กซิโก ยอมรับว่า การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ อาจส่งผลกระทบ ต่อ ตัวเลข ผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของ เม็กซิโก ที่คาดว่า น่าจะชะลอตัวลง ร้อยละ 0.3-0.5 ในปีนี้

Situación actual de la epidemia (05 de mayo del 2009)

Situación actual de la epidemia (05 de mayo del 2009)


นอกจากนั้น นาย การ์สเตนส์ ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลเม็กซิโก อาจต้องสูญเสีย รายได้จาก การจัดเก็บภาษีอีก กว่า 752 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการที่ ภาคธุรกิจ และ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ของ ประเทศ ต้องหยุดชะงัก ในช่วงที่ผ่านมา แต่รัฐบาล พร้อมดำเนินมาตรการ ด้านภาษี และ เงินทุนฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือ ธุรกิจภาคต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ จาก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ชนิดนี้


*** จีนงดออกวีซ่าด่วนสำหรับชาวอเมริกัน ***


เว็บไซต์สถานทูตจีนใน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ แถลง เมื่อวันพุธ (6) ว่า ทางการจีน จะขอระงับ การให้บริการวีซ่าด่วน และ วีซ่าด่วนพิเศษ สำหรับ ชาวอเมริกัน แต่ไม่ได้ระบุเหตุผลว่า มีความเกี่ยวข้องกับ มาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ สายพันธุ์ใหม่ หรือไม่

ในแถลงการณ์ ดังกล่าว ระบุว่า จีน จะขอเปลี่ยนแปลง กระบวนการ ขอวีซ่า เป็น 6 วันทำการ รวมทั้ง จะขอระงับ การให้บริการวีซ่าแบบด่วน และ ด่วนพิเศษ โดยไม่ได้ระบุว่า เป็น มาตรการ เพื่อสกัดกั้น เชื้อไวรัส เอช1เอ็น1 ไม่ให้เข้าระบาดใน จีน หรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีการระบุว่า มาตรการนี้ของจีน จะครอบคลุม ไปถึง ประเทศอื่นๆ นอกเหนือจาก สหรัฐฯ ด้วยหรือไม่ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เจมส์ สไตน์เบิร์ก รัฐมนตรีช่วย กระทรวงต่างประเทศ ของ สหรัฐฯ ระบุว่า การที่ ทางการจีน ออกมาตรการดังกล่าว น่าจะเป็น การเพิ่มความเข้มงวด เพื่อป้องกัน การแพร่ระบาด ของ เชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เช่นเดียวกับ มาตรการ กักตัวนักท่องเที่ยว ชาวเม็กซิกัน และ ชาวแคนาดา ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ มีความเข้าใจดี ถึงจุดมุ่งหมาย ของ ทางการจีน ที่ไม่ต้องการให้ เชื้อไวรัส ชนิดนี้ แพร่ระบาดเข้าไป ในประเทศ แต่ก็เรียกร้องให้ จีน ยกเลิกมาตรการดังกล่าว โดยเร็ว หากสถานการณ์การ แพร่ระบาด กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

*** พบลูกเรือมะกัน ราว 50 นาย ต้องสงสัย ติดเชื้อ ไข้หวัดพันธุ์ใหม่ ***


กองทัพเรือสหรัฐฯ มีคำสั่งยกเลิก การส่งเรือ ที่ประจำการ ณ ฐานทัพเรือ พอยท์ โลมา ในเมืองซานดิเอโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ออกปฏิบัติภารกิจ ด้าน มนุษยธรรม เป็นการชั่วคราว พร้อมมีคำสั่ง สั่งให้ เจ้าหน้าที่กองทัพเรือ และ พลเรือน จำนวน 22,000 คน ที่ประจำการ ในฐานทัพเรือแห่งนี้ มารายงานตัว เพื่อรับการตรวจเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เป็นการด่วน หลังจาก มีการยืนยันว่า พบ ลูกเรือ ที่มีอาการต้องสงสัยว่า อาจติดเชื้อไวรัส ชนิดนี้

โฆษก กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า พบ ลูกเรือบนเรือรบ “ยูเอเอส ดูบูเก” ราว 50 นาย ที่ต้องสงสัยว่า อาจติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ โดยในขณะนี้ ลูกเรือ ที่คาดว่า จะติดเชื้อ ต่างได้รับการรักษา ด้วย ยาต้านไวรัสทามิฟลู แล้ว และ กำลังฟื้นตัว จากอาการป่วย ส่งผลให้ ต้องมีการยกเลิก การส่งเรือรบลำดังกล่าว และ เรือรบลำอื่นๆ อีกหลายลำ ในฐานทัพ แห่งนี้ ออกไปปฏิบัติภารกิจ ให้ความช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรม ในพื้นที่ มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ แบบไม่มีกำหนด ซึ่งรวมทั้ง การให้ความช่วยเหลือ ด้านการแพทย์ และ การก่อสร้าง สาธารณูปโภค ต่างๆ ด้วย เช่นกัน

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ลูกเรือ อีก 370 นาย ของเรือรบ ลำดังกล่าว ซึ่งไม่แสดงอาการป่วย ได้เริ่มเข้ารับการรักษา เพื่อป้องกัน การติดเชื้อแล้ว ขณะที่ ตัวเรือ ก็ถูกทำความสะอาด และ ฆ่าเชื้อ แล้วเช่นกัน

*** บรูไน สั่งกักตัวทหารอังกฤษ 200 นาย ***


สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า ทหารของ กองทัพอังกฤษ ราว 200 นาย ซึ่งเพิ่งเดินทาง มาถึงยัง บรูไนดารุสซาลาม เพื่อปฏิบัติภารกิจ ซ้อมรบ ถูกทางการบรูไน สั่งกักบริเวณ หลังพบว่า มี ทหาร ที่มีอาการ ต้องสงสัยว่า อาจติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่

รายงานข่าว ระบุว่า ทหารอังกฤษ ประมาณ 200 นาย ถูกสั่งให้อยู่แต่ภายใน อพาร์ทเมนต์ แห่งหนึ่ง ใกล้กับ สนามบินนานาชาติของ บรูไน หลังจาก พบว่า มีทหาร อย่างน้อย 3 นาย ที่มีอาการ ต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม นายซูโวย อุซมัน รัฐมนตรีสาธารณสุข ของ บรูไน ออกมาเปิดเผย เมื่อวันพุธ (6) ว่า ทางการบรูไน ได้สั่งปล่อยตัว ทหารอังกฤษ ทั้งหมด แล้ว เนื่องจาก ผลการตรวจร่างกาย ของ ทหาร ที่ต้องสงสัย ออกมาเป็นลบ โดยในขณะนี้ ทหารอังกฤษ ทั้งหมด ได้ถูกย้ายไปยัง สถานที่ปลอดภัย แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่เปิดเผย

ทั้งนี้ รายงานข่าว ระบุว่า ทหารเหล่านี้ เดินทางมาจาก อังกฤษโดยแวะที่ ฮ่องกง ซึ่งเป็นสถานที่ ที่เพิ่งพบผู้ติดเชื้อเป็น รายแรก ของ ทวีปเอเชีย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่จะ เดินทางต่อ มายัง บรูไน เพื่อร่วมการซ้อมรบ

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 6 พฤษภาคม 2552 21:26 น.
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050877


พิมพ์ ข่าวนี้ เชื้อมรณะ คร่าชีวิต มะกัน รายแรก พบติดเชื้อ อีก 403 รายใน 38 มลรัฐ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 30, 2009

ประเทศไทย ยกระดับ มาตรการ ควบคุมโรค ไข้หวัดเม็กซิโก อยู่ ในระดับเข้มข้น


จนท.พ่นยาฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน หวั่น “หวัดเม็กซิโก” ระบาดในไทย

เจ้าหน้าที่ได้ ทำการ พ่นยาฆ่าเชื้อ และ ทำความสะอาด เครื่องบินแอร์บัส 340-500 ซึ่งเดินทางกลับจาก นครลอสแองเจลิส

เจ้าหน้าที่ได้ ทำการ พ่นยาฆ่าเชื้อ และ ทำความสะอาด เครื่องบินแอร์บัส 340-500 ซึ่งเดินทางกลับจาก นครลอสแองเจลิส


เจ้าหน้าที่ ทำการพ่นยา ฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน เพื่อป้องกัน การแพร่ระบาดของ “ไข้หวัดเม็กซิโก” หลังไทย ประกาศยกระดับ มาตรการ ควบคุมโรค ให้อยู่ในระดับ เข้มข้น พร้อมตรวจเข้ม ผู้โดยสาร ขาเข้า ด้วยเครื่อง เทอร์โมสแกนเนอร์ หาก อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ เครื่องส่งสัญญาณ – ตรวจจับ ได้ทันที

นอกจากนี้ มีการแจก แบบฟอร์ม กรอกประวัติ การเดินทางผู้โดยสาร หากอยู่ใน กลุ่มเสี่ยง ต้องตรวจร่างกาย ก่อนเข้าประเทศ

วันนี้ (30 เม.ย.) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ได้ ทำการ พ่นยาฆ่าเชื้อ และ ทำความสะอาด เครื่องบินแอร์บัส 340-500 ซึ่งเดินทางกลับจาก นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยขณะนี้ ประเทศไทย ได้ยกระดับ มาตรการควบคุมโรค ดังกล่าวให้อยู่ ในระดับ ที่เข้มข้น ตามที่ องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศ ยกระดับ การแพร่ระบาด เชื้อโรคดังกล่าว ให้อยู่ใน ระดับ 5 หรือ หมายถึง มีการแพร่ระบาด และ ติดต่อ ระหว่างประเทศแล้ว จึงทำให้ ประเทศไทย ต้องเข้มงวด และ เฝ้าระวัง ผู้โดยสาร รวมทั้ง ความสะอาด ของพาหนะ และ ยวดยาน ขนส่ง ต่างๆ ซึ่งอาจนำเชื้อโรค ดังกล่าว เข้าสู่ประเทศไทย ได้

นอกจากนี้ ภายในบริเวณ ท่าอากาศสุวรรณภูมิ ยังมี การตรวจตราผู้โดยสาร ที่เดินทางเข้ามา ยังประเทศไทย อย่างเข้มงวด ด้วย เครื่อง เทอร์โม สแกนเนอร์ ซึ่งสามารถ ตรวจจับ วัดอุณหภูมิ และ ความผิดปกติ ของ ร่างกายมนุษย์ ได้อย่างแม่นยำ โดยหาก บุคคลใด มีอุณหภูมิร่างกาย สูงผิดปกติ เครื่องจะแสดง สัญญาณ บ่งบอก ทันที

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็น การป้องกัน การแพร่ระบาด เชื้อไข้หวัดเม็กซิโก ขณะนี้ ทางการไทย ได้มีการแจก แบบฟอร์มให้ ผู้โดยสาร ที่จะเดินทาง เข้ามายัง ประเทศไทย ได้กรอกประวัต ิการเดินทาง ว่า มีการเดินทาง ไปยัง ประเทศ ที่มีการแพร่ระบาด ของเชื้อ ดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหาก ผู้โดยสาร คนใด มีประวัติ ให้จัดว่า อยู่ใน กลุ่มเสี่ยง ต้องทำการ ตรวจเช็คร่างกาย อย่างละเอียด ก่อนจะเดินทาง เข้าประเทศไทย เพื่อสร้างมั่นใจ และ หยุดยั้ง การแพร่ระบาด ของเชื้อโรค

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล บำราศนราดูร ได้ทำการตรวจเช็ค และ ทำความสะอาดอุปกรณ์ รวมทั้งเครื่องมือ ดูแลผู้ป่วย ให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล บำราศนราดูร ได้ทำการตรวจเช็ค และ ทำความสะอาดอุปกรณ์ รวมทั้งเครื่องมือ ดูแลผู้ป่วย ให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน


ทั้งนี้ นอกจาก ที่บริเวณ ท่าอากาศสุวรรณภูมิ แล้ว ยังมีการตรวจตรา และป้องกัน การแพร่ระบาดของ เชื้อหวัดเม็กซิโก ตามสถานที่ สาธารณะ ต่างๆ โดยตั้งศูนย์ ปฏิบัติการ เฝ้าระวัง ไว้ที่ โรงพยาบาล บำราศนราดูร เพื่อเป็น ศูนย์กลาง การให้ข้อมูล และตรวจเช็ก การแพร่ระบาดของ โรค อย่างใกล้ชิด


ซึ่งในวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาล บำราศนราดูร ได้ทำการตรวจเช็ค และ ทำความสะอาด อุปกรณ์ รวมทั้งเครื่องมือ ดูแลผู้ป่วย ให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน โดยหากมี การส่งตัวผู้ป่วย ที่อยู่ใน กลุ่มเสี่ยง มายังโรงพยาบาล ก็มีการเตรียม ความพร้อม ด้วยการ จัดหาห้องพัก สำหรับดูแล อาการไว้ จำนวน 5 ห้อง

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 30 เมษายน 2552 20:24 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048734


พิมพ์ ข่าวนี้ จนท.พ่นยาฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน หวั่น “หวัดเม็กซิโก” ระบาดในไทย


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

คดีทุจริตคลองด่าน – ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา”


ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม

นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม


ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ คดี “วัฒนา อัศวเหม” อดีต รมช.มหาดไทย ทุจริต จูงใจ จนท. ที่ดิน สมุทรปราการ ออกโฉนด คลองด่าน ทับที่สาธารณะ ส่งผล คดีถึงที่สุด รอตามตัว ที่หลบหนี ไปต่างประเทศ กลับมา รับโทษจำคุก 10 ปี ภายใน อายุความ 15 ปี


วันนี้ (30 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ คดีที่ นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย เป็นจำเลย ซึ่ง ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ จำคุก นายวัฒนา เป็นเวลา 10 ปี ในความผิด ต่อ ตำแหน่ง หน้าที่ ราชการ ตาม ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 148

ที่ใช้ อำนาจหน้าที่ โดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้เพื่อให้ บุคคลใด มอบให้ ซึ่งทรัพย์สิน ด้วย การบังคับซื้อ ที่ดิน ต.บางเหี้ย (คลองด่าน) อ.บางเหี้ย (บางบ่อ) จ.สมุทรปราการ จาก ราษฎร หลายราย และ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ด้วย การบังคับขู่เข็ญ หรือ กระทำการ โดยวิธีการ อื่นใด ให้ ข้าราชการ สังกัดกรมที่ดิน และ กรมการปกครอง ปฏิบัติ หรือ ละเว้น ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือ โดยทุจริต ในการออกโฉนด ที่ดิน 5 แปลง

คดีนี้ หลังจากที่ ศาลฎีกา มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2551 แล้ว ทนายความ นายวัฒนา ได้ใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กำหนดไว้ ในมาตรา 278 วรรคสาม ยื่นอุทธรณ์ ต่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2551 โดยฝ่ายจำเลย ระบุว่า มีพยานบุคคล รวม 17 ปาก เป็น หลักฐานใหม่

เมื่อจำเลย ยื่นอุทธรณ์แล้ว ที่ประชุมใหญ่ จึงแต่งตั้ง องค์คณะผู้พิพากษา รวม 5 คน พิจารณาอุทธรณ์ เพื่อทำบันทึกความเห็น สรุปสำนวน เสนอ ที่ประชุมใหญ่ ซึ่งองค์คณะ พิจารณา ตามบทบัญญัติ รธน.มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบ กับ ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 แล้วเห็นว่า

พยานหลักฐาน ที่จำเลย ยกขึ้นอ้าง ไม่ใช่ พยานหลักฐานใหม่ ที่อาจจะทำให้ ข้อเท็จจริงเปลี่ยน แปลงไป ในสาระสำคัญ และ ไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ จำเลยไม่รู้ หรือ มีเหตุอันควรรู้ว่า พยานหลักฐาน ดังกล่าว มีอยู่ ดังนั้น จึงไม่ควร ที่จะรับอุทธรณ์ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณาแล้ว ก็เห็นด้วยกับ ความเห็น สรุปสำนวน องค์คณะ ซึ่งพิจารณา 3 ประเด็น คือ


1. พยานหลักฐาน ประเด็นว่า การออกโฉนดที่ดิน ชอบด้วย ระเบียบ และ กฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยอ้าง

นายไพฑูรย์ สุนทรวิภาค อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2533-2547, นายวีระ รอดเรือง อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2537-2542, นายวิเชียร รัตนพีระพงศ์ อดีต อธิบดีกรมที่ดิน, พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีต รองเลขาธิการ ครม., นายประพันธ์ ชลวีระวงศ์ อดีต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ, นางอุบล เอื้อศรี อดีต ปลัดจังหวัด สมุทรปราการ, นายสมมาตร ดลมินทร์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ, นายคมชิต วิชญะเดชา อดีตเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ ม.ล.พีพล นพวงศ์ อดีตนายอำเภอบางบ่อ ปี 2535-2536 เป็นพยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2531 ครม. มีมติให้ออก หนังสือแสดงสิทธิ์ ในที่ดินให้กับ ราษฎร บริเวณ ที่ดิน พิพาท ดังกล่าว ซึ่ง จ.สมุทรปราการ ได้แจ้งให้ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ ทราบ และ ปฏิบัติ ตามมติ ครม. อย่างเคร่งครัด และ มีการออกโฉนด ให้กับ รายอื่นหลายราย โดยไม่ปรากฏว่า มี ข้อขัดข้อง หรือ โต้แย้ง ของ ราษฎร ในพื้นที่แต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังได้รับการยืนยัน จาก คณะกรรมการป้องกัน และ หยุดยั้ง การบุกรุก ที่ดินป่าชายเลน ที่ทำการ ตรวจสอบที่ดิน แล้วว่า ไม่มีการบุกรุก และ ที่ดินไม่มีสภาพ เป็นทางสาธารณะ และ

2. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า จำเลย ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน ฝ่ายปกครอง และ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดิน โดยมิชอบด้วยระเบียบ หรือ กฎหมาย หรือไม่ จำเลยอ้าง

นายสุทัศน์ ธรรมรักคิด ซึ่งอ้างว่า เป็นผู้ติดต่อใกล้ชิด กับ เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายจำเนียร ปานพุ่มชื่น นายอำเภอ บางบ่อ ในช่วงเกิดเหตุ, นายสมบัติ เลาประเสริฐ สารวัตรกำนัน ต.คลองด่าน ในช่วงเกิดเหตุ, นายวีระวงศ์ สุวรรณวานิช เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ในช่วงเกิดเหตุ, นายบุญเชิด คิดเห็น สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายวีระ รอดเรือง, ท่านเจ้าคุณ พิพิธธรรมสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสุทัศน์ และ พล.ต.ชิณเสน ทองโกมล เป็นพยาน นำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อยืนยันว่า จำเลย ไม่เคยข่มขู่ เจ้าหน้าที่ รวมทั้ง นายไพศาล กาญจนประพันธ์ และ นายสมชัย แตงน้อย แต่อย่างใด ในการรังวัด โฉนดที่ดิน และ ฝ่ายรังวัด ก็ไม่ได้แจ้งขัดข้อง ในการออกโฉนด ว่า ทับที่ สาธารณะ รวมทั้งประเด็น การมอบ พระเครื่องผงสุพรรณ เพื่อจูงใจ เจ้าพนักงาน ในการออกโฉนด

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นว่า พยานหลายปาก ไม่เคย มาเบิกความต่อศาล ขณะที่เรื่องมติ ครม. ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลง และ ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่ จำเลย ไม่รู้ถึง ความมีอยู่ ของ พยานหลักฐาน นั้น


3. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า การที่จำเลย ใช้อำนาจ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ออกโฉนด ให้ โดยมิชอบ นั้น เป็นการใช้อำนาจ โดยตำแหน่ง อันเป็นความผิด ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 148 หรือไม่ จำเลยอ้าง

พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีตรองเลขาธิการ ครม. เป็น พยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า จำเลย ไม่มีอำนาจ ให้คุณ ให้โทษกับ กรมที่ดิน เพราะ จำเลย ไม่มีหน้าที่ ดูแล รับผิดชอบ กรมที่ดิน โดยตรง การแต่งตั้ง เสนอ ข้าราชการ ที่จะนำเข้าสู่ ครม. จะเป็นการพิจารณาแต่งตั้ง ระดับ 10 ขึ้นไป และ การแต่งตั้ง โยกย้าย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือ เจ้าหน้าที่ กรมที่ดิน เป็นอำนาจของ กรมที่ดิน โดยตรง

ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา พิจาณาแล้ว เห็นว่า พยานดังกล่าว ไม่ใช่หลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง ข้อเท็จจริง รับกันว่า ในช่วงเกิดเหตุ จำเลย ไม่ได้รับมอบหมาย ให้มีอำนาจ การสั่ง อนุญาต อนุมัติ การปฏิบัติ หน้าที่ราชการ เกี่ยวกับ กรมที่ดิน แต่ที่ ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการใช้อำนาจ ในตำแหน่ง ของ จำเลย เนื่องจากเห็นว่า จำเลย มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบ บริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534, พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 และ มีอำนาจ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 ก.ย.2515 มีสิทธิ์เข้าร่วม ประชุมครม. เพื่อมีข้อเสนอแนะ ให้ความเห็น และ มีมติในกิจการงานกรม หรือกระทรวงอื่น รวมทั้งมีสิทธิ์แสดงความเห็น และการมีมติ แต่งตั้ง ข้าราชการระดับ 10 และ 11 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยประเด็น โดยอาศัยข้อกฎหมาย ดังนั้นข้ออ้าง ทางปฏิบัติของจำเลย จึงไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ทำให้ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จึงมีมติว่า อุทธรณ์ของ จำเลย ทุกข้อ ไม่เข้าตามบทบัญญัติ รธน. มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบกับ ระเบียบ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มี พยาน หลักฐาน ใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 จึงมีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ เมื่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ นายวัฒนา แล้ว ได้นำลงประกาศไว้ใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา สำหรับ นายวัฒนา ขณะนี้ อยู่ระหว่างการหลบหนคดี

โดยศาลฎีกา ได้ออกหมายจับ เพื่อให้ติดตามตัวมารับโทษแล้ว และ เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ จึงทำให้ คดีถึงที่สุด ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถจับกุมตัว นายวัฒนา ได้ ก็จะถูกนำตัวคุมขังที่ เรือนจำทันที ตามโทษที่ ศาลฎีกา พิพากษา ลงโทษจำคุก 10 ปี อย่างไรก็ดี สำหรับคดีดังกล่าว มีอายุความ 15 ปี ที่จะติดตามตัว นายวัฒนา มารับโทษ

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 30 เมษายน 2552 19:49 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048711


พิมพ์ ข่าวนี้ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 27, 2009

สธ. ใช้แผน รับไข้หวัดนก ปรับใช้ รับมือ “ไข้หวัดเม็กซิโก” หาก WHO เพิ่มระดับความอันตราย


สธ. เตรียมใช้แผน รับ หวัดนก
หาก WHO เพิ่มความรุนแรง “หวัดหมู”
เตรียมทำ คู่มือแจก ปชช.

เจ้าหน้าที่กับเครื่องเทอร์โมแสกนที่สุวรรณภูม

เจ้าหน้าที่กับเครื่องเทอร์โมแสกนที่สุวรรณภูม


สธ. เตรียมพร้อม เสนอ แผนรับมือหวัดนก ใช้ป้องกัน หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เม็กซิโก หากองค์การอนามัยโลก ประกาศระดับความรุนแรง ของโรค เพิ่ม เผยเตรียม จะทำคู่มือโรค แจกปประชาชน 1 แสน เล่ม ด้าน “วิทยา” ควง “มานิต” พร้อมทัพกระทรวงหมอ แท็กทีม ตรวจสุวรรณภูมิ


นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นายมานิต นพอมรบดี รมช. สาธารณสุข นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัด กระทรวงสาธารณสุข และ นพ. ม.ล. สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เดินทางไปตรวจเยี่ยม การเฝ้าระวัง โรคไข้หวัดใหญ่ ที่ระบาดใน เม็กซิโก ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

นายวิทยา กล่าวว่า มาตรการ ในการดูแล ผู้ที่เดินทางมาจาก ต่างประเทศ ที่เป็น แหล่งระบาด เพื่อป้องกัน การแพร่กระจายของโรค โดยได้มีการติดตั้ง เครื่องวัด อุณหภูมิ เทอร์โมสแกน ในสนามบินนานาชาติ ทั้ง 3 แห่ง คือ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินเชียงใหม่ และ สนามบินภูเก็ต เพื่อเฝ้าระวัง ผู้โดยสาร ที่เดินทาง มาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ ประเทศที่มี การแพร่ระบาด เช่น เม็กซิโก สหรัฐฯ และ แคนาดา

ซึ่งหาก องค์การอนามัยโลก ประกาศเพิ่มระดับ ความรุนแรงของโรคจาก ระดับ 3 ที่มีการติดต่อจาก คนสู่คน เป็นวงแคบไม่แพร่หลาย เป็น ระดับ 4 ที่มีการติดต่อจาก คนสู่คน กว้างขวาง ภายในประเทศ

อาจต้องเพิ่ม มาตรการเฝ้าระวัง ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยมีการจัดพื้นที่ ให้มีการคัดกรอง ผู้โดยสาร เฉพาะเที่ยวบิน เช่น อเมริกา แคนาดา เป็นช่องทางพิเศษ เพื่อป้องกัน โรคไม่ให้แพร่กระจาย ไปยังผู้อื่น

“มาตรการ ในการเฝ้าระวังโรค ถือว่า มีความพร้อมเต็มที่ โดยที่ไม่พบ เชื้อไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก ในประเทศไทย อีกทั้งไม่ต้องกังวลว่า จะมีการแพร่ระบาด มาจากเพื่อนบ้าน ที่มีอาณาเขต ติดกัน เช่น กัมพูชา พม่า ลาว เนื่องจาก ประเทศดังกล่าว เหล่านี้ ยังไม่พบว่า มีการระบาดเช่นเดียวกัน ดังนั้น ที่จะต้องเฝ้าระวัง อย่างใกล้ชิด คือ ที่ท่าอากาศยาน นานาชาติ ทั้ง 3 แห่ง โดย ในวันที่ 28 เมษายน นี้ เตรียมนำข้อมูลทั้งหมด รายงานให้ ครม. ทราบด้วย” นายวิทยา กล่าว

เครื่องเทอร์โมแสกน ที่ สุวรรณภูมิ

เครื่องเทอร์โมแสกน ที่ สุวรรณภูมิ

นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัด กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับ เครื่องวัดอุณหภูมิ เทอร์โมสแกน ที่ติดตั้งที่ สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้ง 3 จุด รวมถึงการติดตั้ง เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ ที่ สนามบินนานาชาติ เชียงใหม่ และ ภูเก็ต ด้วย แห่งละ 1 จุด มีประสิทธิภาพ การทำงาน เป็นอย่างดี

โดยขั้นตอนการทำงาน เมื่อผู้โดยสารเดินผ่านจุด ที่มีการติดตั้ง เครื่องดังกล่าว จะมีการส่งภาพจาก เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ เชื่อมต่อมายัง จอคอมพิวเตอร์แสดงเป็น ภาพเคลื่อนไหวขาวดำ หากผู้โดยสาร มีอุณหภูมิร่างกาย สูงเกินกว่าค่า ที่ตั้งไว้ ภาพจะแสดงเป็นสีแดง ที่ผู้โดยสารทันที พร้อมแสดง ระดับอุณหภูมิด้วย ซึ่งผู้โดยสาร จะไม่รู้สึกอึดอัด ในการตรวจ เพราะสะดวก ง่าย และ ทำให้ประชาชน ในประเทศ เกิดความมั่นใจ มากขึ้นด้วย

นพ.ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า แนวทาง การป้องกันโรค ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ที่ระบาดใน เม็กซิโก และ สหรัฐอเมริกา นี้ จะมีการใช้แผน แม่บทเดียวกัน กับ แผนแม่บท ในการป้องกัน โรคไข้หวัดนก ที่มีการนำเข้า คณะรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากเป็น สายพันธุ์หนึ่งของ ไวรัสโรคไข้หวัดใหญ่ ที่มีหลากหลายสายพันธุ์

“ข้อมูลที่ สธ.จะนำเสนอ ต่อ ครม.ในวันที่ 28 เม.ย. จะเป็นเรื่องสถานการณ์ การระบาด ที่เกิดขึ้น รวมถึงมาตรการ ของ สธ. และ ของประเทศไทย ที่ดำเนินการป้องกันโรค ว่า ดำเนินการอะไร ไปแล้ว บ้าง ซึ่งจะใช้ แผนแม่บทเดิม กับ มาตรการ การป้องกันโรค ไข้หวัดนก แต่จะตัดในส่วนของ มาตรการ การควบคุมสัตว์ปีก ทิ้ง เพื่อมาปรับใช้ กับ การระบาด ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก นี้” นพ.ไพจิตร์ กล่าว

นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า คงต้องรอดู สถานการณ์จาก องค์การอนามัย อีกครั้ง หากมีการเลื่อนระดับความรุนแรง คงจำเป็น ต้องทำเอกสารคู่มือแจก ประชาชน ประมาณ 1 แสนเล่ม เพื่อความเข้าใจ โรคดังกล่าว รวมถึง วิธีการป้องกัน ซึ่งเป็นการป้องกัน โรคไข้หวัดใหญ่ ทั่วๆ ไป


astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2552 20:00 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047251


พิมพ์ ข่าวนี้ สธ.เตรียมใช้แผนรับหวัดนก หาก WHO เพิ่มความรุนแรง “หวัดหมู” เตรียมทำคู่มือแจก ปชช.


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ศิริราช” ไม่ฟันธง ผล ชันสูตร “พลฯ อภินพ” ฐานกะโหลกร้าว โดยถูกซ้อม หรือ หกล้ม


ผลชันสูตร “พลฯ อภินพ” ฐานกะโหลกร้าว
“ศิริราช” ไม่ฟันธง ถูกซ้อม หรือ หกล้ม

ที่โรงพยาบาลศิริราช ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมด้วย รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการชันสูตรพลิกศพและชันสูตรบาดแผล ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบศพฯ แถลงผลการตรวจชันสูตรศพพลทหาร อภินพ เครือสุข

ที่โรงพยาบาลศิริราช ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมด้วย รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการชันสูตรพลิกศพและชันสูตรบาดแผล ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบศพฯ แถลงผลการตรวจชันสูตรศพพลทหาร อภินพ เครือสุข


หมอ ศิริราช ไม่ฟันธง “พลทหาร อภินพ” หกล้ม หรือ ถูกซ้อม
บอกเพียงว่า ศีรษะ กระแทกของแข็ง อย่างแรง ฐานกะโหลก แตกร้าว


ระบุ ตายเพราะ เลือดออก เหนือเยื่อหุ้มสมอง
ด้าน ส.ส. เพื่อไทย ยังปักใจเชื่อว่า มีคนทำให้ตาย


วันนี้ (27 เม.ย) เวลา 13.30 น.ที่โรงพยาบาล ศิริราช ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ร่วมด้วย รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชา นิติเวชศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การชันสูตรพลิกศพ และชันสูตรบาดแผล ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบศพฯ

แถลงผลการตรวจชันสูตรศพ พลทหาร อภินพ เครือสุข อายุ 22 ปี ทหารรับใช้ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งเสียชีวิต ภายในบ้านพัก แม่ทัพภาคที่ 1 ตั้งอยู่ใน กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) เมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา

โดย นพ.วิสูตร กล่าวว่า ทาง รพ.ศิริราช ได้เริ่มทำการตรวจศพที่ ห้องตรวจศพ เมื่อเวลา 10.30 น. ทีตึกอดุลยเดชวิกรม ชั้นหนึ่ง คณะแพทย์ได้ทำการตรวจ อวัยวะภายนอก และ ภายใน ทำการเอกซเรย์อวัยวะ ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น กะโหลกศีรษะ คอ หน้าอก เชิงกราน แขน และ ขา ซึ่งมีการถ่ายภาพ เก็บเป็น หลักฐาน ไว้ทุกขั้นตอน

สำหรับผล การตรวจศพ ในเบื้องต้น พบว่า มีอาการช้ำ บริเวณ ต้นคอด้านหลัง ค่อนมาทางซ้าย ฐานกะโหลกศีรษะ ด้านซ้าย ส่วนหลัง มีรอยแตกร้าว ตำแหน่ง ที่ใกล้กับ ช่องไขสันหลัง มีรอยแตก ยุบเล็กน้อย เป็นแผลยาวต่อเนื่อง เป็นแผลที่ 2 และ 3 มีเลือดออก เหนือเยื่อหุ้ม ไขสันหลัง บริเวณคอ ส่งผลให้ เนื้อสมองกลีบซ้าย ส่วนหลัง มีรอยกดยุบจาก เลือดที่ออกเหนือ เยื่อหุ้มสมอง ชั้นหนา ที่คงค้างอยู่

“สรุปสาเหตุ การเสียชีวิต ไม่ได้เกิดจาก คอหัก แต่เกิดจาก กะโหลกศีรษะ ส่วนหลังแตก มีเลือดออก เหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นหนา ที่กดเนื้อสมอง ซึ่งไม่ได้ทำให้ เสียชีวิต ในทันที อย่างไรก็ตาม การตายเร็ว หรือ ช้า ขึ้นอยู่กับ การไหลซึม ของเลือด แต่จากรอยแผล ที่ต่อเนื่องนั้น เชื่อว่า เป็นการกระแทก อย่างรุนแรง หนึ่งครั้ง แต่ แพทย์เจาะจงไม่ได้ว่า เกิดจากการซ้อม หรือ ลื่นหกล้มเอง บอกได้เพียงว่า เกิดจาก การกระแทก กับ ของแข็ง หรือ ถูกของแข็ง มากระแทก”

นพ.วิสูตร กล่าวต่อว่า คณะแพทย์ ได้ตรวจสอบ อวัยวะภายในแล้ว พบว่า ไม่มีส่วนใดผิดปกติ หรือ ฉีกขาด แต่บาดแผลภายนอก ที่พบเห็น ก็คือ มีรอยช้ำ บริเวณแขนขา เป็นจุดเล็กๆ ซึ่งแพทย์ได้ ตัดเนื้อเยื่อ บริเวณดังกล่าว ไปสุ่มตรวจ โดยการย้อมพิเศษ ซึ่งต้องรอผล อย่างน้อย 7 วัน และ จะรวบรวม ข้อมูล พร้อมแนบ สาเหตุการเสียชีวิต ให้กับ เจ้าพนักงานเจ้าของคดี ทั้งนี้ เนื่องจาก แพทย์ไม่สามารถ ระบุ พฤติการณ์แห่งเหตุได้ แต่เชื่อว่า เมื่อ พนักงานสอบสวน
ได้รับข้อมูลแล้ว จะสามารถ สรุปสำนวนได้

ด้าน นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ซึ่งเข้าร่วม สังเกตการณ์ ในการแถลงข่าว ในครั้งนี้ด้วย ให้สัมภาษณ์ว่า แม่ ของ พลทหาร อภินพ เชื่อใจ รพ.ศิริราช จึงขอย้าย ให้มา ชันสูตรศพ ที่นี่ และ จากที่ตน ได้ฟัง ผลการชันสูตรศพ

ตนเชื่อว่า บาดแผล ที่เกิดนั้นใหญ่ มีความเป็นไปได้สูงที่ พลทหาร อภินพ จะถูกของแข็ง กระแทกที่ศีรษะ หรือ ถูกซ้อม สูงกว่า การลื่นล้ม เอง อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะ ส.ส. ได้หมดหน้าที่แล้ว ต่อจากนี้ ต้องเป็น หน้าที่ ของ เจ้าพนักงานสอบสวน


astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2552 20:37 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047125


พิมพ์ ข่าวนี้ ผลชันสูตร “พลฯ อภินพ” ฐานกะโหลกร้าว
“ศิริราช” ไม่ฟันธง ถูกซ้อม หรือ หกล้ม



ยธ.สั่ง ดีเอสไอ แจงข้อเท็จจริง จุ้นศพ พลทหาร มทภ.1

รองปลัดยุติธรรม สั่ง “ดีเอสไอ” ทำบันทึก รายงานข้อเท็จจริง โดยด่วน
กรณี ส่งหนังสือ ขอความอนุเคราะห์ ผ่าศพ พลทหาร บ้านแม่ทัพภาคที่ 1
ไปยัง โรงพยาบาลศิริราช


วันนี้ (27 เม.ย.) ที่ กระทรวงยุติธรรม นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัด กระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแล กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึง กรณีที่ คณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราช แถลงผล ผ่าชันสูตรพลิกศพ พลทหาร อภินพ เครือสุข ทหารรับใช้ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่เสียชีวิต ภายในบ้านพัก ของ แม่ทัพภาคที่ 1 ตั้งอยู่ใน กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.)

โดยออกมาระบุว่า การผ่าชันสูตรครั้งนี้ เป็นไป ตามหนังสือ ขอความอนุเคราะห์ที่ ดีเอสไอ ส่งมา ตามหมายเลขหนังสือ ที่ ยธ.0800/พิเศษ
ว่า ตนได้รับเอกสารดังกล่าว จาก โรงพยาบาลศิริราชแล้ว ซึ่งในหนังสือระบุ

คำขอความอนุเคราะห์ ว่า นางศิริมล มาเพชร มารดา ของผู้ตาย ประสงค์ จะขอนำศพ ไปทำการ ชันสูตรพลิกศพ ที่ โรงพยาบาลศิริราช จึงขอ ส่งศพ มาตามความประสงค์ ของมารดาผู้ตาย

ทั้งนี้ ดีเอสไอได้ชี้แจงเบื้องต้น ว่า หนังสือดังกล่าว เป็นเพียง การประสานงาน กับ โรงพยาบาลศิริราช เท่านั้น เนื่องจาก นางศิริมาได้ร้องขอต่อ ดีเอสไอ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ดีเอสไอ ยังไม่ใช่ พนักงานสอบสวน ไม่มีอำนาจ เข้าไป สืบสวนคดีนี้ โดยตรง ทำได้ เพียงการสืบสวนข้อเท็จจริง เบื้องต้น เท่านั้น ตน จึงได้ สั่งการให้ ดีเอสไอ ทำบันทึกรายงาน อย่างละเอียด ส่งให้ตนพิจารณา โดยด่วนแล้ว


astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2552 16:36 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047154


พิมพ์ ข่าวนี้ ยธ.สั่ง ดีเอสไอ แจงข้อเท็จจริง จุ้นศพ พลทหาร มทภ.1


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 25, 2009

สหรัฐฯ-เม็กซิโก เร่งยับยั้ง “ไข้หวัดหมู” หลังเสียชีวิต ไปแล้วกว่า 60 คน ก่อนระบาดท่วมโลก


สหรัฐฯ-เม็กซิโก เร่งยับยั้ง “ไข้หวัดหมู” – WHO ส่งผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือ

สหรัฐฯ และเม็กซิโก ดำเนินมาตรการเร่งด่วน เพื่อยับยั้ง การระบาดของ ไข้หวัดหมู สายพันธุ์ใหม่ หลัง คร่าชีวิตประชาชน ไปแล้วกว่า 60 คน ใน เม็กซิโก และ มีผู้ติดเชื้อ 8 คนใน สหรัฐฯ


ขณะที่ทางการเม็กซิโก สั่งปิดสถานที่สาธารณะ ในกรุงเม็กซิโกซิตี เมืองหลวง เป็นการชั่วคราว เมื่อวานนี้ พร้อมกำลัง ตรวจสอบ ผู้ต้องสงสัย ติดเชื้อ อีก 943 คน
WHO ส่งผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือยับยั้ง ไข้หวัดหมู Swine Flu

WHO ส่งผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือยับยั้ง ไข้หวัดหมู Swine Flu


ส่วนในแคนาดา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ยืนยันว่า ยังไม่พบ ผู้ติดเชื้อนี้ ในประเทศ


ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่ในภาวะ เตรียมพร้อม ขั้นสูงสุด รวมทั้งส่งผู้เชี่ยวชาญ ระดับสูง ไปยัง สหรัฐฯ และ เม็กซิโก ท่ามกลาง ความวิตกว่า ไข้หวัดหมู สายพันธุ์ใหม่ อาจลุกลามไป ทั่วโลก


สำหรับไข้หวัดหมู ดังกล่าว เป็นเชื้อไวรัส สายพันธุ์ใหม่ ที่นักวิจัย ไม่เคยพบมาก่อน เป็นการผสมกัน ระหว่าง เชื้อไวรัส ชนิดที่พบ ใน หมู นก และ คน อีกทั้งยังเป็น สายพันธุ์ ที่แพร่ระบาด จาก คนสู่คน ได้ด้วย

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 25 เมษายน 2552 12:38 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ สหรัฐฯ-เม็กซิโก เร่งยับยั้ง “ไข้หวัดหมู” – WHO ส่งผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือ
อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่ (ภาษาอังกฤษ)
ไข้หวัดเม็กซิโก ทำไม คนหนุ่มสาว ตายก่อน?

สายด่วน ใข้หวัดหมู กระทรวงสาธาณะสุข โทร. 02-590 3333


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Next Page »

Create a free website or blog at WordPress.com.