Accom Thailand

January 14, 2009

แค่ ถอดยศ “นช.ทักษิณ” จะเป็น จะตาย กันเชียวหรือ?


แค่ถอดยศ “ทักษิณ”…จะเป็นจะตายกันเชียวหรือ?

ไม่น่าเชื่อว่า แค่เห็น “กองวินัย” ชง เรื่องถอดยศ “พ.ต.ท.”ของ “ทักษิณ” เหล่าคนรอบข้าง ทั้งอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้งทีมกฎหมาย ของ “นายใหญ่” ต่างพากันโวยวาย


รับไม่ได้ที่ “นาย” จะเหลือคำนำหน้า แค่ “นาย” ทั้งที่รู้ว่า พฤติกรรม และ ความผิดของ “นาย” เข้าข่าย ต้องถูก ถอดยศ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ยังพาล หาเหตุมาอ้าง และ ปกป้อง “นาย” อย่างไม่ลืมหูลืมตา ลองมาดูกันว่า เหตุผลที่ คนเหล่านี้ ยกขึ้นมาอ้าง มีอะไรบ้าง และ ฝ่ายต่างๆ ในสังคม มองเรื่อง การถอดยศ ทักษิณ และ การยึด เครื่องราชอิสริยาภรณ์ คืน จาก นักโทษหนีคดี ผู้นี้ อย่างไร


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง รายงานพิเศษ
จาก manager multimedia


คงยังจำกันได้ถึง วันประวัติศาสตร์ ที่เปลี่ยนสถานะของ อดีตนายกฯ อย่าง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จาก “จำเลย” ในคดี ซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ มาเป็น “นักโทษ” ที่หนีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี

วันนั้น 21 ต.ค. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษา ชี้ความผิด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่รู้เห็นเป็นใจ และ ใช้ตำแหน่ง นายกฯ เอื้อให้ คุณหญิงพจมาน ภริยา (จำเลยในคดีนี้เช่นกัน) ซื้อที่ดิน ย่านรัชดาฯ จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และ พัฒนา ระบบสถาบัน การเงิน ในราคาต่ำ

ม็บรักทักษิณ ถืป้ายเหน็บแนมศาล ที่หน้าศาลฎีกาฯ วันพิพากษา คดีซื้ที่รัชดาฯ (21 ต.ค.51)

ม็อบรักทักษิณ ถือป้ายเหน็บแนมศาล ที่หน้าศาลฎีกาฯ วันพิพากษา คดีซื้อที่รัชดาฯ (21 ต.ค.51)


โดยศาลฎีกาฯ ระบุว่า “ขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น นายกฯ มีอำนาจบารมี เหนือ รัฐมนตรี และ มีอำนาจทาง การเมือง สูง อีกทั้งฐานะ การเงิน มั่งคั่ง ซึ่งตามหลักธรรมาธิบาล แล้ว นายกฯ ภริยา หรือ บุตร ไม่สมควรเข้าไป ประมูลซื้อที่ดิน ดังกล่าว เพราะการซื้อได้ราคาต่ำ ส่งผลให้ กองทุนฯ มีรายได้ น้อยลง

ขณะที่ คุณหญิงพจมาน (จำเลยที่ 2) ก็มี ผู้รู้จัก จำนวนมาก ประกอบกับ ข้าราชการ มีค่านิยม จำนนต่อผู้มีบารมีสูง นอกจากนั้น ยังอยู่ในฐานะที่อาจ ให้คุณให้โทษ ทางราชการได้ และ เมื่อปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้บัตรประจำตำแหน่งนายกฯ ลงนามยินยอมให้ คุณหญิง พจมาน ทำสัญญา ซื้อขายที่ดิน ย่อมถือได้ว่าเป็นการเข้าทำสัญญา ด้วยตัวเอง ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100(1) วรรคสาม

ส่วนที่ พ.ต.ท. ทักษิณ อ้างว่า การลงชื่อยินยอม เป็นเพียงการทำ ตามระเบียบราชการ แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ไม่มีหลักฐานมาแสดง ให้เห็นว่า ไม่มีส่วน รู้เห็น ต่อการซื้อขายแต่อย่างใด องค์คณะ จึงมีมติ 5 ต่อ 4 เห็นว่า พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย ป.ป.ช.มาตรา 100(1) วรรคสาม และ ต้องรับโทษตามมาตรา 122”

ศาลฎีกาฯ ยังระบุถึงเหตุผล ที่ไม่รอ การลงโทษจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่า “ขณะเกิดเหตุ จำเลย เป็น นายกฯ ได้รับมอบหมายให้ บริหารราชการ แผ่นดิน เพื่อประโยชน์สูงสุด แก่ ทางราชการ และ ประชาชน แต่ จำเลย กลับฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งที่เป็น หัวหน้ารัฐบาล ต้องกระทำตัว ให้เป็น แบบอย่าง ที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงาม ตามจริยธรรม ของ นักการเมือง ให้เหมาะสม กับที่ ได้รับความไว้วางใจใน ตำแหน่งหน้าที่ อันสำคญยิ่ง จึงไม่สมควร รอการลงโทษ พิพากษาให้ จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี”

ปกติแล้ว เมื่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่าอย่างไร จะถือเป็นที่สุด จำเลย ไม่มีสิทธิ์ อุทธรณ์ใดใดอีก แต่เพราะ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 (มาตรา 238 วรรค 3) เปิดช่องให้ จำเลย อุทธรณ์ได้ หากมี “พยานหลักฐานใหม่ ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ”

พ.ต.ท.ทักษิณ จึงมีเวลา อุทธรณ์ 30 วัน แต่เมื่อครบกำหนด 19 พ.ย. เขาก็ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์นั้น อาจเพราะจำนนด้วย หลักฐาน และ ไม่มี พยานหลักฐานใหม่ ที่จะมา อุทธรณ์ นั่นเอง!

การที่ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นถึง อดีตนายกฯ แต่กลับใช้ตำแหน่งนั้น ในทางมิชอบ ด้วยการเอื้อประโยชน์ให้ บุคคลในครอบครัว กระทั่งถูก ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก ส่งผลให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่เหลือเครดิตอีกต่อไป

ขนาด ประเทศอังกฤษ ยังประกาศ ถอนวีซ่าของ พ.ต.ท. ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ไม่ให้เดินทางเข้าประเทศอีก ขณะที่ในไทยเอง ก็เริ่ม มีเสียงเรียกร้อง ว่า เมื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิ ของตำแหน่งนายกฯ แล้ว เขายังสมควร จะได้ครอง “เครื่องราชอิสริยาภรณ์” ที่ได้รับพระราชทานในฐานะ นายกฯ อยู่อีกหรือ ถึงเวลาที่จะต้อง ยึดคืนเครื่องราชฯ เหล่านั้นหรือยัง และ การที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ครองยศ ตำรวจ อยู่ด้วย แต่กลับประพฤติตน ไม่เหมาะสมแก่ เกียรติศักดิ์ ของ ตำรวจ กระทำการมิชอบจนถูก ศาลพิพากษา จำคุก เท่ากับนำความเสื่อมเสียมาสู่ วงการตำรวจนั้น ยังสมควรจะ ครองยศ “พ.ต.ท.” อยู่อีกหรือไม่?

ซึ่งสื่อหลายสำนักได้ค้น ระเบียบ-กฎหมาย เกี่ยวกับการยึดคืนเครื่องราชฯ และ การถอดยศตำรวจ มาตีแผ่ให้สังคม ได้ทราบว่า กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไขดังกล่าว หรือไม่ ซึ่งปรากฏว่า เข้าทั้ง 2 กรณี

โดยกรณีของ การยึดคืนเครื่องราชฯ นั้น มีระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วย การขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต เรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ ในฐานะนายกฯ ขณะนั้น เป็นผู้ลงนามเอง เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2548 ( ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 18 ส.ค. 2548 )

ซึ่งระเบียบดังกล่าวได้กำหนด เงื่อนไขไว้ 8 ข้อ ที่เข้าข่ายต้องเรียกคืน เครื่องราชฯ ประกอบด้วย

(1) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ ประหารชีวิต
(2) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ จำคุก เว้นแต่ในความผิด อันได้กระทำ โดยประมาท หรือ ความผิดลหุโทษ
(3) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือ คำสั่งของศาล ให้ทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมี ทรัพย์สิน เพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือเพราะ กระทำความผิด ตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปราม การฟอกเงิน
(4) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือ ให้ออก เพราะกระทำผิดวินัย ตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือ ตามกฎหมาย อื่น โดยคำสั่ง อันถึงที่สุด
(5) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือ ให้ออก เพราะกระทำผิดวินัย จาก รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานอื่น ของรัฐ โดยคำสั่งอันถึงที่สุด
(6) เป็นผู้ถูกถอดถอน ออกจากตำแหน่ง ที่ดำรงอยู่ เพราะมี พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำความผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่า กระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม หรือ จงใจ ใช้อำนาจหน้าที่ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย
(7) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้เป็น บุคคลล้มละลาย ทุจริต ตามกฎหมาย ว่าด้วยล้มละลาย
(8 ) เป็นผู้ประพฤติตน ไม่สมเกียรติ หรือนำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไปใช้ ในกรณีไม่สมควร

ซึ่งชัดเจนว่า กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าข่าย ข้อ 2 อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ จำคุก และ ดีไม่ดี อีกหน่อย อาจจะเข้าข่าย ข้อ 3 ด้วย ถ้า ศาลฎีกาฯ พิพากษาให ้ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ฐานร่ำรวยผิดปกติ

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ ผู้เกี่ยวข้อง ดำเนินการถอดยศ และ ยึดคืนเครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ แต่เรื่องก็เงียบในสมัย รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย พ.ต.ท. ทักษิณ กระทั่ง เปลี่ยนรัฐบาลมาเป็น รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเริ่มมีความคืบหน้าบ้างแล้ว ในส่วนของ การถอดยศ

พล.ต.�.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ชี้ การถ�ดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่�งละเ�ียด�่�น ต้�งพิจารณา�ย่างร�บค�บ

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ชี้ การถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

โดยเมื่อ วันที่ 8 ม.ค. พล.ต.ต.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บังคับการ กองวินัย เผยว่า กองวินัย ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไข องค์ประกอบ ตามระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 เนื่องจาก ถูกศาลพิพากษาจำคุก และ คดีถึงที่สุดแล้ว จึงได้ส่งเรื่องไปยัง กองกำลังพล เมื่อวันที่ 5 ม.ค. และว่า ขั้นตอนต่อไป ทาง กองกำลังพล จะต้องประมวลเรื่อง เพื่อเสนอไปยัง พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาดำเนินการ ถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ต่อไป

ด้าน พล.ต.ต. ชนาภัทร เชยสมบัติ ผู้บังคับการ กองกำลังพล บอกว่า ได้รับเรื่องจาก กองวินัย แล้วเมื่อ วันที่ 7 ม.ค. และ ว่า กองกำลังพล ต้องนำมา พิจารณาประมวลว่า กรณีดังกล่าว เข้าระเบียบเกี่ยวกับ กำลังพล หรือไม่

โดย กองกำลังพล จะทำไปตามขั้นตอน พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการยื้อ หรือ ประวิงเวลา แต่ขอเวลา ประมวลเรื่อง 1-2 วัน จากนั้น จะเสนอ พล.ต.อ. พัชรวาท เพื่อพิจารณา ดำเนินการ ตามขั้นตอนต่อไป

ขณะที่ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูเหมือนจะหนักใจ กับเรื่อง การถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ โดยบอกว่า ยังไม่เห็น เรื่องนี้ เสนอขึ้นมา และ ว่า เรื่องนี้เป็น เรื่องละเอียดอ่อน ต้องให้ เจ้าหน้าที่ ไปพิจารณา ทุกแง่ทุกมุม ให้เกิดความชัดเจน ต้องดูเจตนาของ ระเบียบ และ รายละเอียดของระเบียบว่า เขียนไว้อย่างไร ซึ่งเจ้าหน้าที่ ต้องพิจารณา อย่างรอบคอบที่สุด

วิชิต ปลั่งศรีสกุล ทนายความข�ง พ.ต.ท.ทักษิณ �้าง การถ�ดยศทักษิณ เป็นการจ�งเวรไม่เลิก

วิชิต ปลั่งศรีสกุล ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้าง การถอดยศทักษิณ เป็นการจองเวรไม่เลิก


ทั้งนี้ หลังมีข่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมพิจารณาเรื่อง ถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ปรากฏว่า ทีมทนาย และ โฆษกส่วนตัว ของ พ.ต.ท. ทักษิณ รวมทั้ง ส.ส. พรรคเพื่อไทย ต่างอยู่ไม่เป็นสุข และ พร้อมใจกัน ออกมาโวยวาย แทน พ.ต.ท. ทักษิณ โดย

นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตแกนนำ พรรคไทยรักไทย ปัจจุบันเป็น ทนายความ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ รีบออกมาบอกว่า การจะถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ เหมือนเป็นการ จองเวร พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่เลิก พร้อมอ้างว่า เรื่องนี้ ฝ่ายกฎหมาย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้ตรวจสอบ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ ระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้ว พบว่า เจตนารมณ์ของกฎหมาย เรื่องการถอดยศนายตำรวจ นั้น เพื่อใช้ดำเนินการกับ ตำรวจ ที่ได้สร้าง ความเสียหาย เสื่อมเสียแก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยสร้างความเสียหายให้ สตช. ซ้ำยังสร้าง ความดีงามให้ สตช. มากมาย

นายวิชิต ยังชี้ ด้วยว่า คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลสั่งจำคุก ไม่ใช่ คดีอาญา ปกติ แต่เป็น คดีการเมือง ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่า มีใครถูก ถอดยศ จาก คดีการเมือง นายวิชิต ยังตั้งข้อสังเกต การเดินหน้า เรื่องถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ด้วยว่า เพราะตำรวจ ที่ดำเนินการเรื่องนี้ (พล.ต.ต.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผบก.กองวินัย) นามสกุลเดียวกับ นักการเมืองใหญ่ใน พรรคประชาธิปัตย์ ใช่หรือไม่

นพดล ปัทมะ �ดีตที่ปรึกษากฎหมายข�ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้ การถ�ดยศ เท่ากับต้�งการไล่บดขยี้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณหมดหนทางต่�สู้

นพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้ การถอดยศ เท่ากับต้องการไล่บดขยี้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณหมดหนทางต่อสู้


ด้าน นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า พล.ต.ต.ปัญญา เป็นญาติกับตนจริง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยสั่ง หรือ ขอร้องให้ ดำเนินการเรื่องนี้ พร้อมยืนยัน พล.ต.ต.ปัญญา ไม่เคยมาปรึกษา ดังนั้น จึงไม่ใช่ การกลั่นแกล้ง ทางการเมือง แน่นอน

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ก็ยืนยันว่า การพิจารณา ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องของฝ่าย ที่ต้องดำเนินการ ตามระเบียบ ไม่ได้มี การส่งสัญญาณใดใด ทั้งสิ้น และ ไม่ทราบว่า เรื่องนี้จะได้ข้อยุติอย่างไร ส่วนความเป็นไปได้ ในการขอคืน เครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ นั้น นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ยังไม่เห็นเรื่อง แต่ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามระเบียบ ระเบียบว่าอย่างไร ก็เอาตามนั้น ไม่มีการละเว้น และ กลั่นแกล้ง

ด้าน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ออกมาปกป้องนาย โดยข้องใจว่า ระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่องการถอดยศ มีการบังคับใช้อย่างเสมอภาคหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา ไม่เห็นเคยมีข่าวการถอดยศตำรวจ ทั้งที่บางคนกระทำผิดร้ายแรงกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อีก

ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็รีบออกมาชี้เช่นกันว่า การที่ ตำรวจ จะพิจารณาถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ เห็นชัดเจนว่า ต้องการไล่บดขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้หมดหนทางต่อสู้ ซึ่งถือว่า ไม่เหมาะสม เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นถึง อดีตนายกฯ เคยทำ คุณประโยชน์มากมาย ให้บ้านเมือง นายนพดล ยังฝากถึง ตำรวจ และ ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ในขณะนี้ ด้วยว่า “คนล้มอย่าข้าม”

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่�ไทย เตรียมถาม รัฐบาล จะแก้ปัญหา�ย่างไร ถ้าคนรักทักษิณ ไม่พ�ใจ การถ�ดยศ

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เตรียมถาม รัฐบาล จะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าคนรักทักษิณ ไม่พอใจ การถอดยศ


ด้าน ร.ต.ท. เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก็ได้เตรียม ยื่นกระทู้ถาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในการประชุมสภา สมัยสามัญ ที่จะมีขึ้น ในวันที่ 21 ม.ค. นี้ โดย 1 ใน 3 ประเด็น ที่ ร.ต.ท.เชาวริน จะถาม ก็คือ รัฐบาล จะแก้ปัญหาอย่างไร หากการถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ส่งผลให้ ประชาชนที่ยัง รักและศรัทธา ต่อผลงานของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ออกมาประท้วง หรือ แสดงความไม่เห็นด้วย กับ การดำเนินการ ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก็พูดถึง การเสนอถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ว่า แม้ในระเบียบ สามารถกระทำได้ แต่ที่ผ่านมา ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งนี้ ร.ต.อ. เฉลิม อ้างว่า การถอดยศ จะทำได้กับ ตำรวจ ที่ยังรับราชการอยู่ เท่านั้น โดยประพฤติชั่วร้าย หรือ เป็นเรื่องทุจริต ต้องจำคุก แต่กรณี ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้ออกจากราชการ มานานกว่า 30 ปีแล้ว และที่สำคัญ ร.ต.อ. เฉลิม ย้ำว่า คำสั่งของ ศาลฎีกาฯ ในคดีทุจริต ซื้อขายที่ดินรัชดาฯ ไม่เข้าข่าย ที่จะนำมากล่าวอ้างว่า มีการกระทำทุจริต

ร.ต.อ. เฉลิม ยังชี้ด้วยว่า หากรัฐบาล ดำเนินการ เรื่องถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ใช้อารมณ์กลั่นแกล้ง และ จะยิ่งสร้าง ความแตกแยก ให้บ้านเมืองมากขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับ กรณีของ พล.ต.ท. ชลอ เกิดเทศ (ผู้ต้องหาคดีอุ้มฆ่า แม่ลูก ตระกูลศรีธนะขันฑ์ ที่ศาลอุทธรณ์ ตัดสินประหารชีวิต) และ นายตำรวจคนอื่นๆ ที่ถูกจำคุก นานถึง 14 ปี กลับไม่มีการถอดยศ

ร.ต.�.เฉลิม �ยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่�ไทย บิดเบื�นข้�เท็จจริง ด้วยการ�้างว่า การถ�ดยศ จะทำเฉพาะกับ ตร.ในราชการ เท่านั้น

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย บิดเบือนข้อเท็จจริง ด้วยการอ้างว่า การถอดยศ จะทำเฉพาะกับ ตร.ในราชการ เท่านั้น


ทั้งนี้ หากพิจารณาคำอ้างของ ร.ต.อ. เฉลิม ที่ว่า “การถอดยศตำรวจ จะทำกับตำรวจ ที่ยังรับราชการอยู่เท่านั้น” จะพบว่า เป็นการอ้างเท็จ เพราะระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 ที่ออกตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 สมัย พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ เป็น ผบ.ตร. ระบุไว้ชัดว่า การเสนอถอดยศสามารถ ดำเนินการได้ ทั้งกับ ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และ ที่พ้นจาก ราชการตำรวจ ไปแล้ว โดยกำหนดเงื่อนไข การกระทำ ที่เข้าข่ายถูกเสนอถอดยศไว้ 7 ข้อ ประกอบด้วย

(1) ต้องคำพิพากษาของศาล ถึงที่สุด ว่าทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แม้ศาลจะ พิพากษารอการกำหนดโทษ หรือ กำหนดโทษ แต่รอการลงโทษไว้ ก็ตาม
(2) ต้องคำพิพากษาของศาล ถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก หรือ โทษที่หนักกว่า จำคุก เว้นแต่ ความผิดลหุโทษ หรือ ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
(3) ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะก่อให้เกิดหนี้สินขึ้น โดยทุจริต
(4) กระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และ มีคำสั่งลงโทษไล่ออก จากราชการ
(5) ประพฤติชั่วร้ายแรง สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐ
(6) ต้องหาในคดีอาญา แล้วหลบหนีไป สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐ
(7) ถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะขาดคุณสมบัติ มาตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุเป็น ข้าราชการตำรวจ

ซึ่งชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าข่ายถูกถอดยศ ทั้งตามข้อ 2 และข้อ 6 คือ ต้องคำพิพากษาของศาล ถึงที่สุดให้ ลงโทษจำคุก และ ต้องหาใน คดีอาญา แล้วหลบหนีไป

การกล่าวอ้างของ ร.ต.อ.เฉลิม จึงเข้าข่ายเจตนา บิดเบือนข้อเท็จจริง ต่อสาธารณชน เพียงเพื่อปกป้อง หรือ ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น


เห็นปฏิกิริยาของ บรรดาแกนนำ พรรคเพื่อไทย และ คนรอบข้าง พ.ต.ท. ทักษิณ แล้ว ลองมาฟังมุมมองของ ฝ่ายอื่นๆ ในสังคมกันบ้างว่า จะรู้สึกอย่างไรกับ การถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ รวมถึง การยึดคืน เครื่องราชฯ ด้วย

พล.ต.ท. สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ให้สัมภาษณ์ วิทยุผู้จัดการ โดยยืนยันว่า พ.ต.ท. ทักษิณ สมควรถูกถอดยศ เพราะเข้าหลักเกณฑ์ ระเบียบของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชัดเจน ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ และ หากผู้เกี่ยวข้อง ไม่ดำเนินการ ก็จะถูกดำเนินคดี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ หาก ผบ.ตร. ไม่ดำเนินการ ผบ.ตร. ก็อาจจะต้องติดคุกแทน

เมื่อเข้าหลักเกณฑ์แล้ว เจ้าหน้าที่เขาไม่ทำเนี่ย เขาก็มีความผิด และ เขาก็ต้อง ถูกออกจากราชการ และ เขาก็ต้องถูก ดำเนินคดี ละเว้นการปฏิบัติ ตามหน้าที่

(ถาม – แต่ดูเหมือนสุ้มเสียง ของ พล.ต.อ. พัชรวาท จะค่อนข้างหนักใจ บอกว่า เรื่องนี้ละเอียดอ่อน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ?)


ไม่มีคำว่า ละเอียดอ่อน หรอกครับ มียศแบบนี้ แล้วผิดระเบียบอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่องละเอียดอ่อน ถ้า ท่านพัชรวาท ไม่ดำเนินการ พัชรวาท ก็เข้าคุกแทน ถูกมั้ย ชัดเจนอยู่แล้ว ผมไม่ได้มองคำว่า ละเอียดอ่อน เลย

พงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ข้�งใจ มีการเลื�กปฏิบัติกับ พ.ต.ท.ทักษิณหรื�ไม่ในการถ�ดยศ

พงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ข้องใจ มีการเลือกปฏิบัติกับ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ในการถอดยศ


(ถาม – คุณพงศ์เทพ โฆษกส่วนตัว คุณทักษิณ บอกว่า ที่ผ่านมา เห็นตำรวจ ทำผิดร้ายแรงกว่า คุณทักษิณ ไม่เห็นถูกถอดยศเลย?)


ต้องคดีสิ้นสุดนะ อย่างคุณทักษิณ คดีเรื่องนี้เนี่ย มันสิ้นสุดไปแล้ว


(ถาม – มีคนยกตัวอย่างว่า ทำไม พล.ต.ท ชลอ เกิดเทศ ถึงไม่ถูกถอด?)


อันนี้คดียังไม่สิ้นสุดฮะ อันนี้ ไม่ต้องมาเปรียบเทียบเลย เรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุด


(ถาม – บางคนบอกว่า เพราะคุณทักษิณถูกจับตา อยู่ในความสนใจ ก็เลยต้องถอดยศใช่มั้ย?)


ผมว่า ข้อที่ 1 มันเป็นระเบียบ ข้อที่ 2 การเป็นนายกฯ ก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย ถ้าหากว่าคนดังๆ ไม่ทำเป็นตัวอย่าง ก็ทำให้คนอื่นๆ ที่เป็น ข้าราชการ เนี่ย ก็ งั้นก็ไม่เป็นไร! มันก็เป็นมาตรการหนึ่ง ที่จะลงโทษ คนที่เป็นข้าราชการ อยู่ใน พ.ร.บ. ตำรวจ ได้เห็นว่า ถ้าเราทำผิดติดคุกไป เราก็ถูกถอดยศ อย่างนี้แหละ


ส่วนทางด้าน สภาทนายความ ซึ่งเคยออกแถลงการณ์ ก่อนหน้านี้ ว่า หากคดีซื้อที่รัชดาฯ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี ถึงที่สุดแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องดำเนินการ ปลด และ ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้ง สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก็ต้องเรียกคืน เครื่องราชฯ ทั้งหมดที่ พ.ต.ท. ทักษิณได้รับ กลับคืนโดยเร็วนั้น


ล่าสุด แหล่งข่าวจาก สภาทนายความ ก็ยืนยันว่า การถอดยศ และ การยึดคืน เครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ ถือเป็น การดำเนินการ ตามกฎหมาย ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ ตามที่บางฝ่ายกล่าวอ้าง ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้อง ที่ต้องดำเนินการ ไม่ควรยื้อเวลา พิจารณาเรื่องนี้ หาไม่แล้ว จะโดนกฎหมาย เล่นงาน เสียเองได้


“คำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เป็นหน้าที่ กฎหมายบังคับให้ปฏิบัติ คงไม่ใช่เลือกปฏิบัติ เพราะข้อเท็จจริง มันประจักษ์ชัด นี่ไม่ใช่เฉพาะ ตำรวจ สำนักเลขาธิการ ครม. ก็ต้องถอด เครื่องราชอิสริยาภรณ์

(ถาม-กังวลมั้ย เพราะสุ้มเสียงของท่าน พัชรวาท บอกว่า เรื่องนี้เป็น เรื่องละเอียดอ่อน เราต้องพิจารณา อย่างรอบคอบ?)

มันเป็นข้อพิจารณา ของผู้มีหน้าที่ดำเนินการ ตามกฎหมาย จะใช้เวลาเท่าไหร่ ใช้เวลานานเกินไป มันก็ทำให้ มีข้อพิรุธ แต่ถ้าเป็นเรื่องของ การพิจารณาโดยหลักการ และ เหตุผล ก็ว่ากันไป ดูว่ามีอะไร ถ้ายังไม่ตัดสินใจ จะตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมา กลั่นกรอง ก็ว่ากันไป

(ถาม-ทางอดีต แกนนำไทยรักไทย บอกว่า เพราะ ผู้บังคับการ กองวินัย นามสกุล “เอ่งฉ้วน”ใช่มั้ย?)

ถ้าเขาไม่ทำ (ไม่ถอดยศ)สิ เขาจะผิด ไปอ่านกฎหมายดูให้ดี จะ ทักษิณ ชินวัตร หรือใคร ถ้าในอดีต เขาไม่เคยทำ (ผิด) เขาเคยปลดมั้ย จะ “เอ่งฉ้วน” หรือ อะไร ผมคิดว่า ก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำ เขาจะโดน กฎหมายเล่นงาน”

แหล่งข่าวจาก สภาทนายความ ยังเชื่อด้วยว่า การถอดยศ และ การยึดคืน เครื่องราชฯ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ จะไม่เป็นเงื่อนไข ที่นำไปสู่ความรุนแรง จากกลุ่ม นปช. หรือ คนเสื้อแดง เพราะถึงแม้จะมี กระแสที่รัก พ.ต.ท. ทักษิณ มากจนไม่ดูว่า อะไรผิดอะไรถูก แต่ก็ควรจะรู้ว่า กรณีนี้ไม่ใช่ กรณีที่ ใครผิดใครถูก เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ผิดจริงๆ และ ศาลฎีกาฯ ก็ตัดสินแล้ว

ด้าน พล.ต.ท. สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการ ตำรวจสันติบาล ก็ฝากถึง บรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาพูด โจมตี การเสนอถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ว่า แทนที่ นักการเมืองเหล่านี้ จะมาพูดเฉไฉ เพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท. ทักษิณ ควรจะทำตัวเป็น นักการเมืองที่ดี ด้วยการพูดให้ เด็กรุ่นหลัง ได้เห็นว่า

คนที่เป็น นายกฯ ต้องเป็น ตัวอย่างที่ดี ต่อไป ใครมาปกครองบ้านเมือง หรือ เป็นข้าราชการ มียศมีตำแหน่ง ก็ต้องทำตัวให้ดี ไม่เดินตามแบบ อดีตนายกฯ บางคน ที่เดินทางผิดแบบนี้!!

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ อมรรัตน์ ล้อถิรธร…รายงาน 14 มกราคม 2552 16:27 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004254


พิมพ์ ข่าวนี้ รายงานพิเศษ : แค่ถอดยศ “ทักษิณ”…จะเป็นจะตายกันเชียวหรือ?

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

นายเขียว กัญฤทธิ์ โม้ได้อีก: “ฮุนเซน จะยอมอ่อนข้อ มาประชุมอาเซียน กู้หน้า ไทย”


เขมร โม้ได้อีก “ถ้าฮุนเซน ไม่มาไทย ผู้นำอาเซียน อีกหลายชาติ ก็ไม่มา”

ASTV ผู้จัดการออนไลน์ – โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ยังไม่เลิกให้สัมภาษณ์ แบบ เกทับ บลัฟแหลก รัฐบาลไทย ล่าสุด นายเขียว กัญฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าว ในฐานะ โฆษกรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ ว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจ จะเดินทางมา ร่วมการประชุม ผู้นำอาเซียน ในประเทศไทย เพราะถ้าหากไม่ไป ผู้นำอาเซียน อีกหลายประเทศ ก็จะไม่ไปร่วมด้วย เช่นกัน


552000000442401
ภาพจากเอเอฟพ วันที่ 24 ก.ค. ขณะความตึงเครียดชายแดน กำลังเขม็งเกลียว นายเขียว กัญฤทธิ์ รมว. กระทรวง แถลงข่าวกัมพูชา ออกแถลง รายวัน โจมตีไทย มาตลอด คราวนี้ออกโรง อีกครั้ง บนเว็บไซต์ สถานีวิทยุเสียงอเมริกา


คำให้สัมภาษณ์ล่าสุด ของ นายเขียว ปรากฏอยู่ บนเว็บไซต์ สถานีวิทยุเสียงอเมริกา ภาคภาษาเขมร วันอังคาร (13 ม.ค.) ที่ผ่านมา

นายเขียว กล่าวก่อนหน้านี้ ว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน ได้เรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่ของไทย พิจารณาจัด กำหนดการประชุมใหม่ โดยให้เลื่อนการประชุม ผู้นำอาเซียน กับ ประเทศคู่เจรจา ทั้งกรอบ “อาเซียน+3” และ “อาเซียน+6” ออกไปเป็น ช่วงปลายปี แทนที่จะเป็น เดือนหน้า และ ข้ามไปเป็นเดือน เม.ย. อีกรอบหนึ่ง

นายเขียว กล่าวว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน อาจจะไม่สามารถ เดินทางไปประเทศไทย ปีละ 2-3 หนได้ และ ผู้นำชาติอาเซียนอื่นๆ ก็คงจะเหมือนกัน

“หลังจากนั้น ประเทศเพื่อนมิตร ของกัมพูชาได้ขอร้องให้ สมเด็จฯ ฮุนเซน ไปร่วมการประชุมด้วย โดยบอกว่า หากไม่ไป ประเทศอาเซียนอื่นๆ ก็อาจจะ ไม่ไปเช่นเดียวกัน” นายเขียว กล่าวกับ วีโอเอภาคภาษาเขมร

คำให้สัมภาษณ์ขอ งนายเขียวสอดคล้อง กับคำกล่าว ของ นายฟายสีฟาน (Phai Siphan) ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษก คณะรัฐมนตรี ที่บอกว่า การตัดสินใจ “ยอมอ่อนข้อ” ของ สมเด็จฯ ฮุนเซน นั้น เป็นการ “ช่วยกู้หน้า ประเทศไทย”

อย่างไรก็ตาม นายฮอร์นัมฮอง (hor nam hong) รองนายกฯ และ รัฐมนตรีต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ หลังการพบ หารือกับ รัฐมนตรี ต่างประเทศ ญี่ปุ่น นายนากาโซเน ฮิโรฟุมิ เมื่อวัน อาทิตย์ (11 ม.ค.) ยืนยันว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน จะไปร่วม การประชุมผู้นำอาเซียน ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่จะเริ่มใน วันที่ 27 ก.พ. อย่างแน่นอน

สัปดาห์ที่แล้ว นายเขียว ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน อาจจะไม่สามารถไปประชุมผู้นำ ที่รัฐบาลไทยได้เลื่อน กำหนดเวลา ออกไปเป็น ครั้งที่ 3 และ ยังเปลี่ยนสถานที่ ประชุมจาก กรุงเทพฯ ไปเป็น หัวหิน อีกด้วย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2552 15:02 น.
http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004192


พิมพ์ ข่าวนี้ เขมรโม้ได้อีก: “ฮุนเซน ไม่มาไทย อีกหลายชาติ ก็ไม่มา”

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

กระบวนการ ถอดยศ “นช.ทักษิณ” กลั่นแกล้ง หรือ กฏหมายกำหนด


ถอดยศ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ถูกกลั่นแกล้ง หรือ กฏหมายกำหนด
552000000384901
การดำเนินการ ถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้อื้อฉาว กลายเป็นประเด็นร้อน ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา วิพากษ์วิจารณ์ กันอย่างครึกโครม ตั้งแต่เริ่มศักราชใหม่

เมื่อ กองวินัยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ หน่วยงานต้นเรื่อง ได้รวบรวมข้อมูล เสนอไปยัง กองกำลังพล เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา พร้อมชี้ชัดว่า กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไข องค์ประกอบ ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศ พ.ศ. 2547 ถือเป็น การเริ่มกระบวนการถอดยศ อย่างเป็นทางการ

สำหรับปฐมบทของเรื่องนี้ เริ่มจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งถูก ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา จำคุก 2 ปี ในคดี ทุจริต จัดซื้อที่ดิน จากกองทุน เพื่อการฟื้น และ พัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ซึ่งเป็น ความผิด ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และ 122 ขณะเดียวกัน ยังเป็นนักโทษ หลบหนีคดีอาญา

กรณีดังกล่าว จึงเป็นเหตุสำคัญ ที่จะทำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกเรียก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) หรือ เทียบเท่า ชั้น “เจ้าพระยา” ที่ได้รับพระราชทานคืน ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย การขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต เรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548

นอกจากนี้ ยังเป็นเหตุสำคัญ ที่จะทำให้ ถูกถอดยศ “พ.ต.ท.” ตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และ ระเบียบ สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 โดยระเบียบดังกล่าว ระบุเหตุผลว่า “เนื่องจากผู้ที่ดำรงอยู่ใน ยศตำรวจ สมควรจะประพฤติ หรือ วางตนให้เหมาะสมแก่ เกียรติศักดิ์ มิฉะนั้น ย่อมเป็นทางนำ ความเสื่อมเสีย มาสู่หมู่คณะ โดยเหตุผลดังกล่าว หากผู้ใดประพฤติ หรือ วางตนให้ เหมาะสมแก่ เกียรติศักดิ์ ไม่ได้ ก็ไม่สมควร จะดำรงอยู่ใน ยศตำรวจต่อไป”

จากระเบียบดังกล่าว จะเห็นว่า พฤติกรรม ของ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าเงื่อนไข ในการ “ถอดยศ” ถึง 2 ข้อ ด้วยกัน คือ


หนึ่ง ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก หรือ โทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ ความผิดลหุโทษ หรือ ความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาท

สอง ต้องหาในคดีอาญา แล้วหลบหนีไป สำหรับ ผู้ที่มิได้อยู่ในราชการ หรือ หน่วยงานของรัฐ

เมื่อกฎหมายระบุ ชัดไว้เช่นนี้แล้ว การไม่ดำเนินการ กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ผู้มีหน้าที่ รับผิดชอบตามกฎหมาย อันได้แก่ กองวินัย และ กองกำลังพล จะเรียกว่า ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ คงไม่ต้องตอบ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการคลายข้อกังขาที่ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกกลั่นแกล้ง มีสองมาตรฐาน หรือ เลือกปฏิบัติ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้ อย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว ชนิดที่ ไม่ต้องตีความ อะไรกันอีก


อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้า กรณี พ.ต.ท. ทักษิณ มีข้าราชการตำรวจนอกแถว จำนวนไม่น้อย ที่ถูกถอดยศ จากการสืบค้น จากประกาศ ราชกิจจานุเบกษา พบว่า นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร นายแรก ที่ถูกถอดยศ คือ

พ.ต.ต. หลวงพิศนุแสน(สุด ประทีปจิต) ซึ่งถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ จำคุก 11 ปี 4 เดือน ในความผิด ฐานยักยอกเงิน ของ กรมตำรวจนครบาล ถูกถอดยศ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2472

หลังจากนั้น ก็มี ตำรวจถูกถอดยศ กว่า 100 นาย ในจำนวนนี้มี ตำรวจ ยศ พล.ต.จ. (พลตำรวจจัตวา เทียบเท่า พ.ต.อ.พิเศษ ปัจจุบันไม่มีแล้ว) 2 นาย คือ

พล.ต.จ. ทม จิตรวิมล และ พล.ต.จ. ผาด ตุงคะสมิต ประจำกรมตำรวจ ก่อเหตุฆ่า 4 รัฐมนตรี ศัตรูทางการเมืองของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งถูก ศาลฎีกาพิพากษาให้ จำคุกตลอดชีวิต จึงมี พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ ถอดยศ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2505

หลังมีการประกาศใช้ ระเบียบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย การถอดยศ พ.ศ.2547 เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2547 ซึ่งระเบียบ ดังกล่าว ลงนามโดย พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร. ในสมัยนั้น ตรงกับ สมัยรัฐบาล ทักษิณ 2 มีข้าราชการตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร ถูกถอดยศไปแล้ว ทั้งสิ้น 62 นาย เฉลี่ยปีละ กว่า 10 นาย แยกเป็น นายตำรวจระดับ
พ.ต.ท. 16 นาย
พ.ต.ต. 12 นาย
ร.ต.อ. 24 นาย
ร.ต.ท.9 นาย และ
ร.ต.ต. 1 นาย


เหตุที่ทำให้ นายตำรวจ เหล่านี้ถูก ถอดยศ มีด้วยกัน 2 ประการ คือ

ประการแรก ทำผิดคดีอาญา ซึ่งศาลพิพากษา จำคุกถึงที่สุด เช่น
มียาเสพติดไว้เพื่อจำหน่าย
ทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฆ่าผู้อื่น เป็นต้น

ประการที่สอง คือ ทำผิดวินัยร้ายแรง ถูกปลด หรือ
ไล่ออกจากราชการ
ละทิ้งหน้าที่ราชการ ติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน
ยักยอกทรัพย์สิน ทางราชการ เป็นต้น


กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งเป็น อดีตข้าราชการตำรวจ แม้จะเคยเป็น นายกรัฐมนตรี แต่เมื่อทำผิดกฎหมาย และ ถูกศาลพิพากษา ลงโทษจำคุก การถูกถอดยศ จึงเป็นชะตากรรม ที่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับ เพื่อนข้าราชการตำรวจนอกแถว ที่ถูกถอดยศ ไปก่อนหน้านี้

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2552 10:50 น.
http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004029


พิมพ์ ข่าวนี้ ถอดยศ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ถูกกลั่นแกล้ง หรือ กฏหมายกำหนด

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

January 13, 2009

ศาลรู้ทัน ไม่รับฟ้อง “อำนวย” กล่าวหา 9 ป.ป.ช.!

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,ข่าวการศึกษา,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความรุนแรง,คำสั่งศาล,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ตำรวจฆ่าประชาชน,ประวัติศาสตร์ไทย,รัฐสั่งฆ่าประชาชน,องค์กรสิทธิมนุษยชน,อาชญากรรม — accomthailand @ 18:39
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ศาลรู้ทัน ไม่รับฟ้อง “อำนวย” กล่าวหา 9 ป.ป.ช. !

พล.ต.ต.ภ??นวย นิ่มมะโน รภ?? ผบช.น.

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.


ศาล ไม่รับฟ้อง “อำนวย นิ่มมะโน” ยื่นฟ้อง “ป.ป.ช.ทั้งคณะ” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตั้งอนุกรรมการไต่สวน กรณีปราบม็อบ บุกสภา 7 ต.ค. ไม่ชอบ เหตุคดีไม่ครบ องค์ประกอบ ความผิด ขณะที่ ทนายเตรียมยื่น อุทธรณ์ต่อ


ศาลไม่รับฟ้อง “อำนวย นิ่มมะโน” ยื่นฟ้อง “ป.ป.ช.ทั้งคณะ” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตั้งอนุกรรมการ ไต่สวน กรณี ปราบม็อบบุกสภา 7 ต.ค.ไม่ชอบ เหตุคดีไม่ครบ องค์ประกอบความผิด ขณะที่ ทนายเตรียมยื่น อุทธรณ์ ต่อ

วันนี้ (13 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ว่า เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง คดีที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. มอบอำนาจให้ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน กรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช ),
นายกล้านรงค์ จันทิก,
นายใจเด็ด พรไชยา,
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย,
นายภักดี โพธิศิริ,
นายเมธี ครองแก้ว,
นายวิชา มหาคุณ,
นายวิชัย วิวิตเสวี และ
น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
ซึ่งเป็น กรรมการ ป.ป.ช. เป็นจำเลย ที่ 1-9 ในความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือ ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 157

กรณีที่ ป.ป.ช. แต่งตั้ง อนุกรรมการไต่สวน การกระทำผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีสั่งให้ ตำรวจสลายการชุมนุม พื้นที่หน้าบริเวณรัฐสภา เมื่อ วันที่ 7 ต.ค. 51 ไม่ชอบ ไม่ยุติการไต่สวน ทั้งที่ ศาลอาญาได้รับฟ้อง คดีที่ นายสิทธิพร โพธิโสดา ยื่นฟ้อง

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น),
พล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร.,
พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.,
พล.ต.ท.สุชาติ ผบช.น. และ
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.
เป็น จำเลยที่ 1-5 ต่อ ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.4142 /2551 ในความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงาน ร่วมกันใช้กำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สลาย การชุมนุม เป็นเหตุให้มี ผู้เสียชีวิต และ ได้รับบาดเจ็บแล้ว

ซึ่งประเด็นเดียวกับ ข้อกล่าวหา ที่ ป.ป.ช.ไต่สวน ซึ่งตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 86 บัญญัติ ห้ามไม่ให้ ป.ป.ช. รับคำกล่าวหา ที่เกี่ยวกับเรื่องที่ ศาลรับฟ้อง ในประเด็นเดียวกัน

คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งศาลได้นัด ไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ เวลา 13.30 น. อย่างไรก็ดี เมื่อศาลนำ คำฟ้อง มาตรวจพิจารณา แล้วเห็นว่า คดีไม่ครบองค์ประกอบความผิด จึงมีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง และ งดการไต่สวนมูลฟ้อง ดังกล่าว

ขณะที่ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความโจทก์ กล่าวว่า เตรียมจะยื่น อุทธรณ์คดี ต่อไป

แฉเล่ห์ “อำนวย” ล่าชื่อตำรวจ พวกแม้ว ถอด ป.ป.ช. ขวางสอบ 7 ตุลาเลือด

แฉเล่ห์ฉ้อฉล “อำนวย” ส่งคนแสร้งฟ้องศาล สกัด ป.ป.ช.เชือดคดี 7 ตุลาเลือด

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 18:39 น.
http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003854


พิมพ์ ข่าวนี้ ศาลรู้ทัน ไม่รับฟ้อง “อำนวย” กล่าวหา 9 ป.ป.ช.!

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ครม. เห็นชอบ ตั้ง ครม.พิเศษ 5 จังหวัดใต้ ให้ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ คุมนโยบาย-งบฯ พร้อมต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 3 เดือน


ตั้ง ครม.พิเศษ 5 จว. ใต้ คุม นโยบาย-งบ ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 นาย ภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้ง ประมวลเหตุการณ์ ในช่วงเวลา ต่จากนี้เป็นต้นไป หลังจากที่ มีการใช้พรก.

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประมวลเหตุการณ์ ในช่วงเวลา ต่อจากนี้เป็นต้นไป หลังจากที่ มีการใช้พรก.


ครม. เห็นชอบ ตั้ง ครม.พิเศษ 5 จังหวัดใต้ ให้ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ คุมนโยบาย-งบฯ พร้อมต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 3 เดือน เผย “มารค์” ให้ถาม ความรู้สึก ชาวบ้าน ก่อนต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ครั้งหน้า


วันนี้ (13 ม.ค.) นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมของ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. รับทราบ และ เห็นชอบให้ ขยายระยะเวลา การประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกไปอีก 3 เดือน

นับตั้งแต่ 20 มกราคม 52 ถึง 19 เมษายน 52 ตามที่ สำนักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอตาม มาตรา 5 ในพระราชกำหนด การบริหารราชการ ในสถานการฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งได้ประกาศใช้ จนมาถึง ปัจจุบันนี้ รวมเป็นครั้งที่ 13

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า สมช. ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ ครม.ว่า กองอำนวยการ รักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ได้รายงาน ผลการปฏิบัติงาน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่า ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ได้ให้ความสำคัญ กับ การใช้อำนาจ ตาม พ.ร.ก. เพื่อจับกุม และ ควบคุม บุคคลผู้ต้องสงสัย ที่เชื่อว่า เป็นผู้กระทำความผิดได้

เห็นว่า การใช้อำนาจ พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตั้งแต่ 20 ตุลาคม 51 จนถึง 21 ธันวาคม 51 สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และ เป็นการ เพิ่มขีดความสามารถ ขยายผล สืบสวนสอบสวน และ รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อรวบรวม ผู้กระทำความผิด นำไปสู่ กระบวนการยุติธรรม ในชั้นศาล

ทาง สภาความมั่นคง ยังเห็นว่า การประเมินสถานการณ์ข่าว พบว่า ผู้ก่อความไม่สงบ ยังคงมีแผนการณ์ ที่จะ ก่อความไม่สงบในพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง ขยายระยะเวลา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายใต้

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประมวลเหตุการณ์ ในช่วงเวลา ต่อจากนี้เป็นต้นไป หลังจากที่ มีการใช้พรก. ดังกล่าว ว่าปฏิบัติงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางใด ด้านใดบ้าง

เนื่องจากใน 3 จังหวัดภาคใต้ มีการใช้กฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.ก. กฎอัยการศึก กฎหมายความมั่นคง เพราะฉะนั้น นายกฯ จึงต้องการให้ ทำข้อมูล รายละเอียดว่า มีวิธีการ เลือกใช้กฎหมาย ฉบับใด ในเงื่อนไขใด

นอกจากนี้ นายกฯ ยังต้องการ รายละเอียด เรื่องผลของคดีต่างๆ ว่าใช้กฎหมาย ทางช่องทางใด ผลของคดี มีการ ยกฟ้อง หรือ ลงโทษ ด้วยเหตุผล อะไร ให้ทำสถิติถึง การดำเนินงาน ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ว่า มีผลในการทำงาน ที่เป็นประโยชน์อย่างไร รวมถึงให้สำรวจ ความพึงพอใจ ของ ประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่ ว่าการใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ มีความรู้สึกเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย อย่างไร ซึ่งได้กำชับ ให้มีการรายงานเข้ามา ก่อนการที่ จะขออนุมัติ ขอความเห็นชอบ ในคราวต่อไป

รองโฆษกฯ แถลงอีกว่า นอกจากนี้ ครม. ยังอนุมัติ แต่งตั้ง คณะกรรมการ รัฐมนตรีพัฒนา พื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ตามที่ คณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจ และ สังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอ

ซึ่ง องค์ประกอบ ของ คณะกรรมการพัฒนาฯ มี นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน สำหรับอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่ กำหนด นโยบาย และ มาตรการ พิจารณาเห็นชอบแผนงาน โครงกา รและ การจัดตั้ง งบประมาณ

เพื่อการสนับสนุน การพัฒนา ในพื้นที่เกษตร 5 จังหวัดชายแดนใต้ คือ จ.สตูล จ.สงขลา จ.ปัตตานี จ.นราธิวาส จ.ยะลา รวมทั้ง กำกับดูแล เร่งรัด ติดตาม แก้ไขกฎระเบียบ ขั้นตอน การปฏิบัติงานต่างๆ เพื่อให้ การพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นไปตามนโยบาย อย่างมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับ การเบิกจ่ายเบี้ยประชุม และ ค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานของ คณะกรรมการฯ ให้เบิกจ่ายจาก งบประมาณ ของ สภาพัฒน์

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 18:32 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003853


พิมพ์ ข่าวนี้ ตั้ง ครม.พิเศษ 5 จว. ใต้ คุม นโยบาย-งบ ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์”


นายกฯ พบสื่อเดินหน้าปฏิรูปช่อง 11


นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่� ข�งรัฐบาล�ภิสิทธิ์

นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นของ องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมบรรยาย เรื่อง “นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาล อภิสิทธิ์” โดยกล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ มีแนวคิด ที่จะปฏิรูปรูปแบบ ของ สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ให้กลับมาเป็น สถานีสาธารณะ พร้อมระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ จะไม่แทรกแซง การทำงานของสื่อ


วันนี้ (13 ม.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล สื่อของรัฐ ได้เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นของ องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย โดยมี ตัวแทน องค์กรวิชาชีพ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เข้าร่วมเสนอ ความคิดเห็น
นาย�ภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ ความสำคัญข�ง การปฏิรูปสื่�

นายอภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ ความสำคัญของ การปฏิรูปสื่อ


โดย นายอภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของ รัฐบาลอภิสิทธิ์” ว่า ความสำคัญของ การปฏิรูปสื่อ มีความสำคัญ 2 ประการ เพราะ

1. ในเชิงของ สภาวะแวดล้อม ของสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโลกของข้อมูลข่าวสาร หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เหมือนคนละโลก เพียงแค่ 10 ปี หรือ 20 ปี ก็สัมผัสความแตกต่าง ที่สื่อมีต่อประชาชน ได้ย้ำเสมอว่า บทบาทของสื่อ ในการหล่อหลอม และ สร้างค่านิยม ให้กับคน มากกว่า พ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือ ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อกลุ่มเยาวชน เพราะเป็นโลก ของคนวัยเหล่านี้ หลายสิ่งเป็น ค่านิยมที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อ มีอิทธิพล

2. สื่อ มีบทบาทอย่างสำคัญ ในการนำสังคม กลับคืนสู่ความเป็นปกติ ให้มากที่สุด เพราะความขัดแย้ง ทางสังคม เป็นนโยบายเร่งด่วน ที่ รัฐบาล ประกาศ ตั้งแต่ต้น อย่างน้อยที่สุด การนำบ้านเมือง กลับสู่ภาวะปกติ ให้มากที่สุด และ เร็วที่สุด ตนเชื่อว่า บทบาทของสื่อ มีความสำคัญมาก

เมื่อ เป็นเช่นนี้ จึงต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้ สื่อ มีสิทธิเสรีภาพ บนหลักการ ของวิชาชีพ และ มืออาชีพ ในการสะท้อน ข้อมูลข่าวสาร เสนอความเห็น มุมมองต่างๆ ต่อประชาชน การปฏิรูปสื่อ ต้องดูโครงสร้าง ถ้าไม่แก้โครงสร้าง ผู้ทำงาน หรือ ผู้ปฏิบัติงาน ก็ประสบกับ ความยากลำบาก ในการทำงาน ให้ตรงไปตรงมาในการเสนอ ความคิดต่อสังคม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่คุกคาม การทำงานของ สื่อ คือ อำนาจรัฐ และ อำนาจทุน อำนาจรัฐ เกิดจาก ความพยายายาม หรือ ความเชื่อว่า เมื่อยุคสมัยนี้ เป็น สงครามข้อมูลข่าวสาร ใครสามารถควบคุม ข้อมูลข่าวสาร ก็สามารถชนะในการต่อสู้ จึงเอาสื่อ มาเป็นเครื่องมือ ทำให้ เป็นปัญหา มาโดยตลอด โดยเฉพาะ สื่อของรัฐ

ส่วนอำนาจทุน ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา ก็ไปอยู่ในที่เดียวกันกับ อำนาจรัฐ ยิ่งทำให้ เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น เกิดการกดดันผ่านทุน แม้สื่อ จะมีความคิด เชิงอุดมคติ แต่ สื่อสารมวลชน ก็คือ ธุรกิจ หนีความจริงได้ยาก การใช้อำนาจทุน ในการกดดัน เกิดผลกระทบ เป็นช่องทางสำคัญ ในการเข้าไป แทรกแซง หรือ บิดเบือน

ดังนั้น มาตรการสำคัญๆ เราจะต้องมาดู ทั้ง อำนาจรัฐ และ อำนาจทุน ในส่วนของ อำนาจรัฐ คือ กฎหมายบางอย่าง ที่จะเอื้อต่อ สิทธิเสรีภาพ ของ ประชาชน สิทธิเสรีภาพ ของ สื่อ ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เช่น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร

ในฐานะ ที่เป็นคนเสนอกฎหมาย เมื่อสิบสองสิบสามปี ที่ผ่านมา ก็พบความจริงว่า กฎหมายไม่ได้เป็นไป อย่างที่คาดหวังไว้ วันที่ มีการเสนอกฎหมาย นั้น ฝ่ายตรวจสอบ ไม่มีทางเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารได้ ฝ่ายค้านทำงาน ต้องใช้วิธีการ แนวทางอื่น ตนไม่เห็นว่า กฎหมายนี้ใช้ได้ จึงเป็นประเด็น ที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กฎหมายนี้ ล้ำหน้ารัฐธรรมนูญ 2540 เพราะทำไว้ก่อน หากกฎหมายนี้ เกิดทีหลัง ก็จะไม่เป็นปัญหา

ทั้งนี้ ถ้าเริ่มต้นจาก การทำให้ข้อมูลข่าวสาร ของราชการเป็น สิทธิของประชาชน ที่จะต้องรับรู้ ยกเว้นเหตุผล เฉพาะตามกฎหมาย และ การปฏิรูปสื่อ ให้เข้มแข็ง ดีกว่าต้องมาตรวจสอบ บนกฎหมาย ที่คิดว่า เป็นนโยบาย ที่สำคัญ ที่ต้องผลักดันคือ กฎหมาย ในแง่ โครงสร้างสื่อของรัฐ คือ กฎหมายว่าด้วย วิทยุ และ โทรทัศน์ และ องค์กรกำกับ คือ กสทช. เพราะเรื่องนี้ ตั้งแต่ปี 2542-2543 มีปัญหามา ตั้งแต่ต้น

เพราะ สื่อวิทยุ และ โทรทัศน์ ไปพันกับ กิจการโทรคมนาคม มีความเห็นเป็น สองฝ่ายว่า เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ แต่สำหรับตน เห็นว่า เป็นเรื่องเดียวกัน

วันข้างหน้า มีความยากมาก ว่าจะดูเป็นสองเรื่อง ได้อย่างไร เช่น บริการข้อความสั้น ที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถสรุปเรื่องยาวๆ ให้สั้น เวลาอ่านแล้ว รู้สึก ตกใจ และ อันตรายมาก

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า องค์กรกำกับ เกิดได้ยาก จะเอา องค์กรไหน มากำกับ ช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน ตนก็ไม่เห็นกับ กระทรวงไอซีที เพราะไม่มี หลักประกัน จึงต้องหา ความพอดี ที่ผ่านมา จะเห็นว่า ถ้าได้เร็ว เราก็ได้ กรรมการไม่ดี ถ้าจะได้คนดี มาเป็นกรรมการ ก็มีการร้องเรียน กันไปมา จึงได้ มอบโจทย์ให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ไปหาความพอดี และ อิสระ

อย่าทำให้เรื่องยุ่งยาก หรือ เกิดการร้องเรียน จนไม่มีกรรมการทำงานได้ ประการถัดมา ก็มีความเป็นห่วง เรื่องหลักประกัน ของสื่อบางประเภท เช่น สื่อชุมชน หรือ สื่อเชิงสาธารณะ ที่ผ่านมา กฎหมายของรัฐบาลก่อน ไม่ได้กำหนดสัดส่วนเอาไว้ จึงควรจะมีสัดส่วน เพื่อเป็นหลักประกัน ในการ กระจายสื่อ บางเวลา ต้องมี สาระ สำหรับ ประชาชน ไม่ว่าจะเป็น สื่อของใคร

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราคิดว่าปล่อย ที่สุดคือ ประชาชน อาจจะไม่ได้มีโอกาสซึมซับบางเรื่อง เพราะประชาชนจะ หนีรายการ ที่มีสาระ แต่อะไร ที่เป็น เนื้อหาสาระ ก็ควรมี แต่ไม่ใช่มี สาระเพียงหนึ่ง หรือ สอง แล้วปล่อยให้เป็น เรื่องธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่แนวทาง ที่จะสนับสนุน

แต่สำหรับ สื่อของรัฐ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เดิมเราคิดว่า ถ้าให้ไอทีวีเดิม เป็นทีวีเสรี แล้วเปลี่ยน ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็น ทีวีสาธารณะ ช่อง 11 จึงอยู่ในฐานะ ที่ต้องมาคิดกันว่า จะมีรูปแบบใด แต่ความจริง อยากเป็น รูปแบบสาธารณะ

นาย�ภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตน�ยากเห็น กฎหมายคุ้มคร�ง ผู้ประก�บวิชาชีพสื่�

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเห็น กฎหมายคุ้มครอง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ


อย่างไรก็ตาม พื้นที่ สำหรับราชการ หรือ รัฐ ต้องมี เพื่อการชี้แจง แต่ไม่ใช่นำไปใช้ประโยชน์ ในทางการเมือง

แม้เส้นแบ่ง อาจจะยาก แต่โดยสำนึกแล้ว สามารถแบ่งได้ การทำงานคือ การอธิบายชี้แจงถึง มาตรการ ที่ได้ผลักดันออกไปว่า ทำด้วย อะไร ใช้เหตุผล อะไร ใช้เพื่อทำลายคู่แข่ง ในทางการเมือง ไม่ได้ ส่วนเวลา สำหรับฝ่ายค้าน ก็ควรมี แม้จะเป็น การเมืองมาก เพราะฝ่ายค้าน มีหน้าที ตรวจสอบ แต่อยากให้เป็น เชิงแลกเปลี่ยน ในมุมมอง ของนโยบาย ไม่ใช่ตอบโต้กัน ทางการเมือง เพราะสามารถใช้พื้นที่ การนำเสนอข่าว ได้ทุกวันอยู่แล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเห็น กฎหมายคุ้มครอง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่พบว่ากฎหมายเช่นนี้ มักจะถูกแปลงสาร ไปเป็น กฎหมาย ควบคุมสื่อ และ อยากทำงาน ร่วมกับ องค์กร วิชาชีพสื่อ อะไรที่คุ้มครอง คนทำงาน ที่ทำหน้าที่ ตรงไปตรงมา เมื่อเจอ อำนาจรัฐ อำนาจทุน รัฐ จะดูแล คุ้มครองเขา ได้อย่างไร ถือเป็นสัญญาณ ที่สำคัญ เพื่อให้ สื่อมีหลักประกัน ที่ดีมากขึ้น ในการเป็นอิสระ แต่รายละเอียด ไม่อยากให้ การเมืองเข้าไปยุ่ง มีการประเมิน เป็นระยะๆ ว่า บทบาทของสื่อ ควรจะเป็นอย่างไร เพื่อให้การทำหน้าที่ เป็นไป ตามเป้าหมาย และ อุดมการณ์

และ สำหรับข่าวโทรทัศน์ วันนี้ ที่มีการคุยข่าว ไปเรื่อยๆ เป็นอันตราย แม้ข้อดี คนจะได้ มีความเพลิดเพลิน แต่อันตรายของ การคุยข่าว คือ การชี้นำ เพราะไม่เหมือนกับ การอ่านข่าว หรือ ประกาศข่าว อย่างที่เราเห็นในอดีต

“ถ้าคุย อย่างเดียวไม่มีข่าว ก็น่าเป็นห่วง เพราะมีการชี้นำ ตั้งแต่คำพูด ไปจนถึงสีหน้า ที่เราสัมผัสอยู่ทุกวัน แต่ก็ไม่อยากให้ รัฐเข้าไปยุ่ง องค์กรวิชาชีพ ควรเอาปัญหานี้ มาพูดคุยกัน ความพอดี และ มาตรฐาน ควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ทุกอย่าง เป็นไปด้วยดี” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในสภาวะความขัดแย้ง อย่างนี้ ตนเคารพ การทำหน้าที่ ของสื่อ แต่ เวลา และ สถานการณ์ ที่ไม่ปกติ มีความขัดแย้งสูง ต้องช่วยกันคิดกันทำว่า จะทำอย่างไร เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยไม่บิดเบือนความจริง ทำอย่างไม่ให้ตกเป็น เหยื่อของ คนที่มีวาระ ในเชิงการเมือง ซึ่งสื่อรู้ดีกว่า ถ้าสื่อเสนอข่าว แต่คนกัดหมา คนกัดหมา ก็จะเป็น เรื่องปกติ หมากัดคนไม่มี

การช่วงชิงพื้นที่สื่อคือ ยุทธศาสตร์ การต่อสู้ทางการเมือง ก็คือการทำให้ ผิดปกติมากที่สุด ถ้าสื่อเสนอ แต่ความไม่ปกติ นับวัน สังคม ก็จะเสพ แต่ความไม่ปกติ ของสังคม ประวัติการทำงาน 17 ปี ตนไม่เคยคุกคามสื่อ อาจจะตอบโต้ เวลาไม่ได้รับ ความเป็นธรรม แต่ใช้น้อยมาก จะพยายาม รักษาแนวทางนี้ไว้ การถูกตำหน ิวิจารณ์ ต้องมีแน่นอน เพราะเข้าใจ ดีว่า โลกมี ความสลับซ้อน

ช่วงท้าย ตัวแทนสื่อ ได้ถามคำถาม และ เสนอความคิดเห็นต่อ นายกรัฐมนตรี โดย นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ รองบรรณาธิการอำนวยการ เครือ มติชน ได้สอบถามถึง การจัดสรร คลื่นความถี่ ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ต้องดู ตามความเป็นจริงว่า จะจัดการอย่างไร โดยไม่เสียหลักการ หน่วยงานราชการ ได้ประโยชน์ หรือ ไม่ คลื่นที่มีอยู่ ใช้เพื่อความมั่นคงหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ เนื้อหาไม่ใช่ เหมือนกับ ส่วนราชการต่างๆ นำไป ครอบครอง มีความเป็นธุรกิจ มากขึ้น หากดึงกลับมา อยู่ในกรอบ จะมีการชดเชยให้อย่างไร เราไม่ต้องการเห็น ผลกระทบ ส่วนวิทยุชุมชน กฎหมาย ก็ยังมีความสับสน

ด้าน นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา อดีตผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านวิทยุ กล่าวว่า ภายใน 6 เดือน จะมีความชัดเจน เรื่องคลื่นความถี่ หรือ ไม่ และ ต้องการให้ นายกฯ ไปดู คณะอนุกรรมการ จำนวน 22 คน ที่มีอำนาจ ในการจัดการ เรื่องเคเบิล ทีวีดาวเทียม รัฐบาล จะทำให้สำเร็จ หรือไม่

สถานีเอ็นบีที และ กรมประชาสัมพันธ์ ควรจะมีการปฏิรูป อย่างจริงจัง เพราะก่อนหน้านี้ เคยมีแนวคิด ให้ยุบ เป็นเพียง หน่วยงาน ประชาสัมพันธ์ ของ รัฐ เท่านั้น โดย รัฐบาล สามารถปฏิรูปได้ โดยการออก พระราชกฤษฎีกา หรือ พระราชบัญญัติ ได้ จึงอยากให้ตั้ง คณะกรรมการ และ ทำให้แล้วเสร็จ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 18:27 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003851


พิมพ์ ข่าวนี้ นายกฯ พบสื่อเดินหน้าปฏิรูปช่อง 11

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

แฉเล่ห์ “อำนวย” ล่าชื่อตำรวจ พวกแม้ว ถอด ป.ป.ช. ขวางสอบ 7 ตุลา เลือด

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,ข่าวการศึกษา,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความรุนแรง,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ตำรวจฆ่าประชาชน,ปปช,ประวัติศาสตร์ไทย,รัฐสั่งฆ่าประชาชน,องค์กรสิทธิมนุษยชน,อาชญากรรม — accomthailand @ 18:10
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


ศาลรู้ทัน ไม่รับฟ้อง “อำนวย” กล่าวหา 9 ป.ป.ช. !

พล.ต.ต.ภ??นวย นิ่มมะโน รภ?? ผบช.น.

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.


ศาล ไม่รับฟ้อง “อำนวย นิ่มมะโน” ยื่นฟ้อง “ป.ป.ช.ทั้งคณะ” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตั้งอนุกรรมการไต่สวน กรณีปราบม็อบ บุกสภา 7 ต.ค. ไม่ชอบ เหตุคดีไม่ครบ องค์ประกอบ ความผิด ขณะที่ ทนายเตรียมยื่น อุทธรณ์ต่อ


ศาลไม่รับฟ้อง “อำนวย นิ่มมะโน” ยื่นฟ้อง “ป.ป.ช.ทั้งคณะ” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตั้งอนุกรรมการ ไต่สวน กรณี ปราบม็อบบุกสภา 7 ต.ค.ไม่ชอบ เหตุคดีไม่ครบ องค์ประกอบความผิด ขณะที่ ทนายเตรียมยื่น อุทธรณ์ ต่อ

วันนี้ (13 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ว่า เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง คดีที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. มอบอำนาจให้ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน กรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช ),
นายกล้านรงค์ จันทิก,
นายใจเด็ด พรไชยา,
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย,
นายภักดี โพธิศิริ,
นายเมธี ครองแก้ว,
นายวิชา มหาคุณ,
นายวิชัย วิวิตเสวี และ
น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
ซึ่งเป็น กรรมการ ป.ป.ช. เป็นจำเลย ที่ 1-9 ในความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือ ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 157

กรณีที่ ป.ป.ช. แต่งตั้ง อนุกรรมการไต่สวน การกระทำผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีสั่งให้ ตำรวจสลายการชุมนุม พื้นที่หน้าบริเวณรัฐสภา เมื่อ วันที่ 7 ต.ค. 51 ไม่ชอบ ไม่ยุติการไต่สวน ทั้งที่ ศาลอาญาได้รับฟ้อง คดีที่ นายสิทธิพร โพธิโสดา ยื่นฟ้อง

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น),
พล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร.,
พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.,
พล.ต.ท.สุชาติ ผบช.น. และ
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.
เป็น จำเลยที่ 1-5 ต่อ ศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.4142 /2551 ในความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงาน ร่วมกันใช้กำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สลาย การชุมนุม เป็นเหตุให้มี ผู้เสียชีวิต และ ได้รับบาดเจ็บแล้ว

ซึ่งประเด็นเดียวกับ ข้อกล่าวหา ที่ ป.ป.ช.ไต่สวน ซึ่งตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 86 บัญญัติ ห้ามไม่ให้ ป.ป.ช. รับคำกล่าวหา ที่เกี่ยวกับเรื่องที่ ศาลรับฟ้อง ในประเด็นเดียวกัน

คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งศาลได้นัด ไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ เวลา 13.30 น. อย่างไรก็ดี เมื่อศาลนำ คำฟ้อง มาตรวจพิจารณา แล้วเห็นว่า คดีไม่ครบองค์ประกอบความผิด จึงมีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง และ งดการไต่สวนมูลฟ้อง ดังกล่าว

ขณะที่ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความโจทก์ กล่าวว่า เตรียมจะยื่น อุทธรณ์คดี ต่อไป

แฉเล่ห์ “อำนวย” ล่าชื่อตำรวจ พวกแม้ว ถอด ป.ป.ช. ขวางสอบ 7 ตุลาเลือด

แฉเล่ห์ฉ้อฉล “อำนวย” ส่งคนแสร้งฟ้องศาล สกัด ป.ป.ช.เชือดคดี 7 ตุลาเลือด

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 18:39 น.
http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003854


พิมพ์ ข่าวนี้ ศาลรู้ทัน ไม่รับฟ้อง “อำนวย” กล่าวหา 9 ป.ป.ช.!

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“มาลีรัตน์” ระบุ ตร. กำลังลองของ “มาร์ค” ด้าน “ไทกร” แฉแผนลับ “เพื่อแม้ว” ดึง “เพื่อนเนวิน” คืน


พธม.เตือน “มาร์ค” เร่งจัดการตำรวจ
“ไทกร” แฉแผนลับ “เพื่อแม้ว” ดึง “เพื่อนเนวิน” คืน


“มาลีรัตน์” ระบุ ตร. กำลังลองของ “มาร์ค” ท้าทายอำนาจรัฐ ยิ่งกว่า เสื้อแดง จี้ต้องจัดการโดยเร็ว อย่ามัวเงื้อง่า จนหมดเวลา เหมือนรัฐบาล “สุรยุทธ์” เตือนพี่น้องพันธมิตรฯ เตรียมพร้อม “เพื่อแม้ว” ยื่นแก้ รธน. ช่วยนายใหญ่ เคลื่อนกำลัง ทันที

ด้าน “ไทกร” แฉกลุ่มก๊วน ในพรรคหุ่นเชิด แตกคอกันหนัก “เป็ดเหลิม” เดินเกมสร้างมวลชน ช่วงชิงการนำ หวังต่อรองกับ “นช.แม้ว” ขณะที่หลายกลุ่ม ไม่ยอมรับ หวั่นเอามรดกทักษิณไป ปู้ยี่ปู้ยำ จับตา แผนลับ ดึง “เพื่อนเนวิน” กลับลำ เตรียมเปิด อภิปราย “มาร์ค” ใส่ชื่อ “ปู่ชัย” เป็นนายกฯ ไว้รอ
552000000364809
รายการ “พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย”ออกอากาศ ทางเอเอสทีวี – ทีวีของประชาชน ช่วงเวลา 20.30-23.00 น. วันที่ 12 มกราคม 2552 สโรชา พรอุดมศักดิ์ ดำเนินรายการ โดยมีพี่น้องพันธมิตรฯ มาร่วมชมเต็มห้องส่ง เพื่อฟังการปราศรัย ของ นางมาลีรัตน์ แก้วน่า แกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 และ นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำ กลุ่มอีสานกู้ชาติ

คั่นรายการด้วยการร้องเพลงสดๆ ในห้องส่ง โดย “โรเบอร์โต เม้ง” นักร้องชนะเลิศ การประกวด ระดับประเทศ ปิดท้ายด้วย ช่วงสนทนาประเด็น แนวโน้มการเมืองไทย หลังการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. โดยมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำสมัชชา ประชาชนภาคอีสาน และ นายเทิดภูมิ ใจดี อดีตผู้นำแรงงานร่วมสนทนา


คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ “พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย” (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ “พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย” (256 K)
จาก manager multimedia


สโรชา – สวัสดีค่ะพ่อแม่พี่น้อง ขอต้อนรับเข้าสู่ รายการ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ขอต้อนรับ พ่อแม่พี่น้อง ที่มาดูสดๆ ในห้องส่ง ของเราด้วย ต้อนรับไปยัง พ่อแม่พี่น้อง ทางบ้าน ที่ดูอยู่ทั่วประเทศไทย รวมถึงในต่างประเทศด้วย ช่วงนี้ พันธมิตรฯ อารมณ์ดีค่ะ อารมณ์ดี มาตั้งแต่ เมื่อวานบ่ายๆ เพราะว่าในช่วง เสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมา เราไปพบปะสังสรรค์กัน หลายต่อหลายท่าน

เชื่อไหมคะว่า มากันมืดฟ้ามัวดิน สำหรับ โรงเรียนผู้นำของ คุณลุงจำลอง ศรีเมือง ไปกันเยอะจริงๆ เกินคาด ทำให้พื้นที่ในบริเวณนั้น เต็มไปด้วยเต็นท์ เต็มไปด้วยผู้คน เต็มไปด้วยพันธมิตรฯ เราไปพบปะสังสรรค์กันมา ทำให้อารมณ์ดีแล้ว ปรากฏว่ากลับมาใน กรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ หลายท่านบอกว่า รีบกลับมา ออกจาก กาญจนบุรี ตั้งแต่เช้า เพราะว่าอยากจะมาเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ในช่วงบ่าย ให้ได้ ก็มา

ปรากฏว่าได้ข่าวดีในช่วงบ่าย เช่นเดียวกัน ไม่ใช่เพียงแค่ กระแสผู้ว่า กทม.อย่างเดียวนะคะ แต่กระแสของ การเลือกตั้งซ่อม ทั่วประเทศ ก็ทำให้ พันธมิตรฯ อารมณ์ดีเข้าไป อีกซักนิดหนึ่ง

เพราะฉะนั้น วันนี้อารมณ์ดีกันถ้วนหน้านะคะ ที่มีอารมณ์มีอยู่ไม่กี่คนหรอกคะ พ่อแม่พี่น้อง ที่ดูอารมณ์ไม่ดีเลย ดูบูดๆ ดูเบี้ยวๆ ยังไงชอบกล คุณแซม เนี้ย เชื่อไหมคะว่า เขาอุตส่าห์นะ ต้องใช้คำว่าอุตส่าห์ งัดกลยุทธ์เม็ดสุดท้าย

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของ การเลือกตั้ง เห็นใช่ไหมคะ ป้ายหาเสียงของเขา เนี้ย ถึงขั้นพยายาม ฉุดกระแส รักทักษิณสุดชีวิต พยายาม ฉุดกระแสเสื้อแดง สุดชีวิต เจ็บใจ แค้นใจ สงสาร เทคะแนน วันที่ 11 ม.ค. อะไรประมาณนั้น เรียกว่า ฉุดกันสุดชีวิต ไม้เด็ดจริงๆ เขาเชื่อว่าอย่างนั้น

ผลปรากฏว่า ในที่สุดแล้ว ไม่สามารถเอาชนะใจ คนกรุงเทพมหานคร ได้ ข่าวบอกว่า จาก 50 เขต ในกรุงเทพฯ คุณแซม ชนะเพียง 4 เขต เท่านั้น คุณชาย สุขุมพันธุ์ได้ไป ทั้งหมด 46 เขต 4 เขตที่ไม่ได้เลือก คุณสุขุมพันธุ์ มาเป็นอันดับ 1 คือ

เขตดอนเมือง เป็นปกติอยู่แล้ว อันนี้เราทราบกันดี เขตลาดกระบัง นี่ก็ใช่เป็นเขต ส.ส.เขา เขตสายไหม ก็ใช่ เขตดุสิต เขาว่าผิดแปลก ไปเล็กน้อย เพราะ คุณแซมชนะคุณชายสุขุมพันธุ์ ไปเพียง 345 คะแนน เท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น 4 เขตในกรุงเทพฯ ดอนเมือง ลาดกระบัง สายไหม ดุสิต เป็น 4 เขต ที่คุณแซมคะแนนนำ เป็นอันดับ 1 แต่ที่เหลือ 46 เขต คุณชายสุขุมพันธุ์ กวาดเรียบ จนได้มา 9 แสน กว่าคะแนน ทำให้ ประชาธิปัตย์ ชื่นอกชื่นใจไปตามๆ กัน

แหมอย่างนี้ (เสียงหัวเราะ) หัวเราะเล็กน้อย พ่อแม่พี่น้อง เพราะว่าไม่ได้ ไม่ได้ คือในช่วงสัปดาห์สุดท้าย เห็นป้ายโฆษณาเขาแล้วหละ เห็นป้าย หาเสียงแล้ว นึกในใจ โอ้โห ใช้ไม้นี้เลยหรือ เพราะเขาพยายาม จะวางตัวค่อนข้างห่างจาก การเมืองระดับประเทศ มาโดยตลอด สังเกตว่า คุณแซม ไปสัมภาษณ์ ที่ไหน ก็พยายามจะบอกว่า การเมืองท้องถิ่น การเมืองกรุงเทพฯ นั้น ถือว่า เป็นคนละส่วน คนละระดับ กับ การเมืองในภาพรวม ในภาพใหญ่ เขาพยายามจะพูดอย่างนี้ ตลอด

เพราะคน มักจะถามเขาว่า ช่วงนี้กระแสของ เพื่อไทยตกใช่ไหม โดยเฉพาะใน กรุงเทพฯ กระแสประชาธิปัตย์ มาแรงนะ คุณแซม ก็พยายามจะ ดึงตลอด ท้ายสุดไม่ได้ละ สงสัยต้องพึ่งกระแส เพราะว่า โพลคะแนน ไม่ขึ้นจริงๆ ในที่สุด ก็ว่ากันไปตามนั้น (หัวเราะ) ขอโทษค่ะ ขอนิดหนึ่งนะคะ

ที่เศร้าเหงาหงอย ก็คือ คุณตู่-จตุพร บอกว่าไม่ได้นะ ใครบอกว่าเลือกตั้งซ่อมแล้ว มาแนวนี้แล้ว กระแสทักษิณ ตกเนี้ย ไม่ใช่เลยนะ คุณอภิสิทธิ์ คุณเก่งจริงนะ คุณยุบสภา เลือกตั้งใหม่ และ ถ้าคุณเชื่อว่ากระแสของ พรรคประชาธิปัตย์ มาแรงจริงๆ แสดงว่า คุณต้องกล้ายุบสภา และ เลือกตั้ง ใหม่ ถ้าหากว่า เลือกตั้งใหม่แล้ว ประชาธิปัตย์มาได้เป็นรัฐบาล เขาบอกว่าเขาจะ ยุติการเคลื่อนไหว ทั้งหมด และ พรรคเพื่อไทย จะยอมแพ้ และ กลายเป็นฝ่ายค้านในที่สุด

โธ่ คุณตู่ขา แค่นี้ 29 คน ยังไม่พิสูจน์ อีกหรอคะ ว่ากระแสตกไม่ตก คุณตู่ บอกว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ จริงๆแล้วไม่เกี่ยว จะบอกว่า กระแสตก คงไม่ใช่ แต่ด้วย อำนาจเงิน และ ด้วยอำนาจรัฐเนี้ย ทำให้การเลือกตั้งซ่อม ในครั้งนี้เนี้ย ทำให้พรรคเพื่อไทย เสียเปรียบ ในการหาเสียง เสียเปรียบ ในการเลือกตั้ง จนในที่สุด ได้กลับไปไม่กี่เสียงเนี้ย ก็ถือว่าเป็นเหตุผลที่ คุณตู่ เอามาอ้างเนี้ย นั่นคือสาเหตุ ที่จะทำให้ เพื่อไทยแพ้ไป

แต่คุณตู่บอกว่า ถ้าเกิดไม่ ยังวกกลับไป ประเด็นของ คุณกษิต ภิรมย์ นะคะ บอกว่าถ้าเกิดไม่มี การปลด รัฐมนตรีกษิต รัฐมนตรีว่าการ กระทรวง การต่างประเทศ นั้น กลุ่มของคุณจตุพร จะไปปิดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ และ ทำเนียบรัฐบาล นอกจากนี้แล้ว เห็นไหม อาเซียน ที่จะประชุม กันเนี้ย ไม่น่าจะเข้าท่าเลย เพราะว่าหลายประเทศ กำลังจะถอนตัวไม่ยอมมาประเทศไทย เพราะไม่เห็นด้วย และไม่เห็นความชอบธรรม ของ รัฐบาลชุดนี้ แหม คุณตู่ ต้องเช็คข้อมูลหน่อย นะคะ จะพูดอะไรเนี้ย ต้องเช็คข้อมูล นิดหนึ่ง

เพราะว่าล่าสุดเนี้ย ประเทศกัมพูชา เขายืนยันมาแล้วนะคะ ว่าสัปดาห์ที่แล้ว ที่เขาออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สมเด็จฮุนเซน นั้นอาจจะไม่พร้อม ในบางด้าน จึงอาจจะ ไม่สามารถมาประชุมอาเซียน ที่ประเทศไทย ในปลายเดือนหน้าได้เนี้ย สรุปแล้ว วันนี้ รัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าว นะคะ คุณเขียว กันนะริด ออกมาแถลง เป็นคนเดิม กับที่พูดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ออกมาบอกว่า

ท่านฮุนเซน ท่านไม่ได้พูดว่า จะไม่มาร่วม แต่ท่าน มีความยุ่งยากบางประการ แต่หลังจากที่หารือกันแล้ว ท่านมั่นใจว่ามาได้ สรุปว่า กัมพูชา มานะคะ แล้วประเทศอื่น ก็ไม่ได้ดูมีทีท่ามีปัญหาอะไร ลองดูว่า คุณตู่-จตุพร ข้อมูล จะแม่นหรือไม่อย่างไร แต่ว่า คุณจักรภพ เพ็ญแข วันนี้ออกมาบอกว่า มีแนวทาง ที่จะเคลื่อนไหวของ กลุ่ม นปช. 3 แนวทาง

1.ในสัปดาห์หน้า จะมีการยื่นหนังสือต่อ สถานทูตของ ประเทศอาเซียน 9 แห่ง เบื้องต้นประสานงานไปแล้ว เจ้าหน้าที่ของสถานทูต บอกว่า จะมารับหนังสือ ด้วยตัวเอง ประมาณ 4-5 ประเทศ จาก 9 ประเทศ บอกว่าไม่ควรจะมา เพราะว่า รัฐบาลชุดนี้ ไม่มีความชอบธรรม เขาอ้างอย่างนั้น

2. จะมีการยื่นหนังสือต่อ สมาชิกถาวรของ องค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ทั้งหมด 5 ประเทศ เพื่อชี้ถึง ความไม่ชอบธรรม ในการดำรงตำแหน่ง ของ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ

3. แนวทางสุดท้าย คุณจักรภพบอกว่า จะมีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น และ ขอคำแนะนำ จาก บางประเทศ ที่มีประสบการณ์ ครองอำนาจแบบ เผด็จการซ่อนรูปประชาธิปไตย เช่น ประเทศอาร์เจนตินา

คุณจักรภพ เพ็ญแข ว่าอย่างนั้น แต่พรุ่งนี้ผู้สื่อข่าว ASTV บอกว่า คุณจักรภพ มีนัดสำคัญ พรุ่งนี้คุณจักรภพ จะไปรายงานตัว หรือไปมอบตัวกับ สำนักงานอัยการสูงสุด เพราะว่าจะต้องไปรายงานตัว เกี่ยวกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พรุ่งนี้รอดูนะคะ คุณจักรภพ 10.00 น. ที่สำนักงาน อัยการสูงสุด รอดูว่า คุณจักรภพ จะว่าอย่างไร กับข้อกล่าวหา เกี่ยวกับ การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เดี๋ยวมีอีกหลายเรื่อง ที่เราจะต้องมาพูดคุยกัน ในวันนี้ ความเคลื่อนไหวทางการเมือง ค่อนข้างร้อนแรง เพราะว่า กระแสของรัฐบาล กระแสของฝ่ายค้าน เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และ ต้องวิเคราะห์กัน หลายประเด็น แต่ตอนนี้ไปพบกับ ท่านนี้ค่ะ แกนนำพันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 คุณมาลีรัตน์ แก้วก่า สวัสดีค่ะ เชิญพี่ มาลีรัตน์ ค่ะ

552000000364812
มาลีรัตน์ – สวัสดีค่ะคุณแอ้ม สวัสดีท่านผู้ฟัง ที่อยู่ทางบ้าน ท่านผู้ชม ที่อยู่ในห้องส่ง ท่านผู้ชม ที่อยู่ทางบ้าน และ ท่านผู้ชม ที่อยู่ต่างประเทศ ด้วยนะคะ หลังปีใหม่ เพิ่งมาเจอกัน แต่ได้เจอหน้ากันบ่อยๆ เพราะดิฉันเอง ก็จัดรายการทางช่อง อีสานดิสคัฟเวอรี่ คือ ASTV 4 ของเรา ท่านผู้ชม ที่อยู่ต่างประเทศ จะไม่มีโอกาสได้กดเจอ เพราะไม่มีใน อินเตอร์เน็ต แต่ใครที่อยู่ใน ประเทศไทย กดไปช่อง 4 จะเจอกัน เดี๋ยวนี้จัด เสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์หนึ่ง 2 วัน วันละ 2 ชั่วโมง ท่านมีโอกาสได้เจอกับ ดิฉันอยู่แล้ว แล้วก็เจอตามงานต่างๆ ตามงานนี่ ไม่ค่อยพลาด แต่ห้องส่ง เอาเป็นว่า หลังปีใหม่ เพิ่งจะมาวันนี้ ได้เจอกันหน้าจอ ก็แล้วกัน

วันก่อนไปที่กาญจนบุรี วันรุ่งขึ้นกลับ จอดรถอยู่ที่หนึ่ง ที่กาญจนบุรี ประทับใจมาก ตื่นเต้นมาก คุณแอ้ม ทราบไหมคะ ท่านผู้ชม จะเล่าให้ฟังว่า ขับผ่าน ยังไม่ถึงท่าม่วง แต่จะมีร้านอยู่ทางซ้ายมือ เป็นไม้มันวับเลย แล้วทุกคน ที่เข้าไปใน ร้านเนี้ย ถอดรองเท้า

เราก็เฮ้ย ร้านนี้ทำไมคนเยอะจังเลย นะคะ น้องๆเขาก็บอกว่าเขาไปซื้อขนม ซื้อของฝากกันนะ เราก็เฮ้ยร้านอะไรกัน ถอดรองเท้า ซื้อของฝาก ตื่นเต้นมาก ก็เลยลงไปดู เพราะว่าจะไป ทานข้าวร้านใกล้ๆนะคะ ปรากฏว่าลงไปดูนะคะ ก็ไปเจอ

ถาดใส่สารพัดอย่าง แล้วก็กำลังขูดมะพร้าว กำลังล้างสมุนไพร ก็คือ พวกมะกรูดอะไรอย่างเนี้ยเยอะๆ เราก็ไปถามว่า นี่คืออะไรคะ เขาก็บอกว่า สมุนไพร เราก็เอ๊ะ เอาสมุนไพร มาทำขนมหรอคะ ปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม เขาก็บอกว่าไม่ใช่ ที่นี่รักษาฟรี พอเราพูดสักพัก คนก็เริ่มมา มุงดูในร้านนะคะ มามุงดู กันใหญ่เลย

เอ่อ แกนนำรุ่น 2 ใช่ไหม ก็ชักเอ๊ะ แบบมากขึ้นๆ เราก็เลยเดินไปในร้าน ให้เขาดูเลย รู้แล้ว รู้รอด คนเกือบร้อย นะคะ ที่เตรียมของอยู่ เป็นอาสาสมัคร ที่นั่นรักษาฟรี ด้วยสมุนไพร ก็ผลพวงมาจาก วัดพระพุทธบาทที่ สระบุรีนะคะ ซึ่งพระอาจารย์ ท่านก็ไปเปิดอยู่ที่นั่น แล้วรักษาหายกันเยอะ ว่าอย่างนั้น นะคะ แล้วดิฉัน ก็เออตื่นตาตื่นใจ เล่ากันให้ฟัง แต่ไม่ต้องห่วงเลยคะ

เดินเข้าไปร้านอาหาร มีแต่คนทักเต็มไปหมด เหมือนกัน ปรากฏว่า มาจาก โรงเรียนผู้นำ กันหมดเลยเมื่อคืน ก็อันนี้ก็เป็นอันว่า รถติดกันอยู่ 2 วัน เต็มๆ ไปโรงเรียนผู้นำ นะคะ ดิฉันเอง ก็เหมือนที่ คุณแอ้มว่า ก็คืองานนี้เนี้ย คนไป แบบมหาศาล ท่านก็คงทราบแล้วว่า ดิฉันพูดออกรายการ ไปแล้วว่า หลานสาวเนี้ย ถามว่า ป้าๆ นั่นต้นอ้อยใช่ไหม เห็นคน นะคะ นึกว่า เป็นต้นอ้อย คนเยอะมาก เราก็นึกว่าเป็นต้นอ้อย แบบติดๆๆ คุณแอ้ม คงงงเนอะ มองคนเป็นต้นอ้อยได้อย่างไร เขามองเห็น หัวคน ที่เป็นต้นอ้อย นะคะ มันถี่ๆ จนแบบว่า นึกว่าเป็นอย่างนั้น เอาเข้าจริงๆ กลายเป็นว่า คนเต็มไปหมด นะคะ

แสดงว่าพวกเราเนี้ย ทำงาน ทำอะไรทำจริง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราพบว่า เราจากกัน ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. เนี้ย ประมาณ เดือน กับอีก 10 วัน เอง ยังไม่ถึงดีด้วย ไปไหนก็ไปกันเต็มไปหมด

เพราะฉะนั้นก็เนี้ยแหละก็คือ ความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน วันนี้ก็เลย จะคุย เรื่องนี้แหละคะ ก้าวต่อไปของ ประชาชนเราเนี้ย นอกจาก คอนเสิร์ตการเมือง แบบนี้เนี้ย หรือการชุมนุมแบบนี้ เราจะทำอะไรกันต่อไป ก็คืออีกหัวข้อหนึ่ง ที่อยากจะพูดคุยนะคะ แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น

ก็อยากจะสรุปกันสั้นๆ ก่อนว่า 193 วัน เราได้อะไรกันบ้าง เอาเป็นข้อย่อยๆ ก่อนนะคะ ว่าจะมาตอบเหตุการณ์ปัจจุบัน แล้วค่อยก้าวต่อไป อันที่หนึ่งเนี้ย ดิฉัน เอาแค่ 4 ข้อ วันนี้

1. ก็คือสามารถปกป้อง เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ชาติอย่างไรนะคะ ท่านมีคำตอบอยู่ในใจทุกคนแล้ว ดิฉันคงไม่ต้องกระตุ้นนะคะ ถ้าจะพูดบอกว่าปกป้องได้อย่างไรเนี้ย ศักดิ์ศรีของชาติเราเนี้ย เราสามารถรักษาไว้ได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น กรณีของ การชุมนุมของเรา เรียกร้องให้ สถานทูตอังกฤษ หรือว่า รัฐบาลอังกฤษเนี้ย อย่าให้ ที่ลี้ภัยกับนักโทษต้องคดี อังกฤษ ก็เพิกถอนวีซ่า อาจจะไม่ใช่เพราะเรา ก็ได้ แต่การชุมนุม ของเรา เราเรียกร้อง มาตลอดแบบนี้

ในขณะเดียวกันก็อายัดทรัพย์ อีก 1.4 แสนล้าน เพราะฉะนั้น ผลงานนี้ ก็เป็นผลงานเราด้วย ด้านศาสนา ดิฉันไม่ต้องซ้ำ ด้านพระมหากษัตริย์ ปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นที่รู้กันดี เหตุที่ คุณแอ้มพูด พรุ่งนี้ใช่ไหมคะที่ คุณจักรภพ เพ็ญแข จะไปมอบตัวต่อ อัยการสูงสุด นี่ก็เป็น ตัวอย่างหนึ่งค่ะ ท่านผู้ชม ที่มันเป็นผลงาน ผลสำเร็จ ของพวกเรานั่นเอง

ถามว่า ไม่มีการชุมนุมของ พันธมิตรฯ จักรภพ อาจจะยังเชิดหน้าชูตาเป็น รัฐมนตรี ของประเทศไทย ต่อไป ไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ เลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น อันนี้ ก็เห็นกันชัดๆ อยู่แล้ว ไม่รวมเรื่องของ ดารณี ไม่รวมเรื่องของ ดารณี คนละดา นะคะ แต่ดา 2 ดา ชื่อคล้ายกัน แล้วไปสนับสนุน พลพรรคเสื้อแดง ทั้งคู่ คนหนึ่ง ก็โดนคดีหมิ่นไปแล้ว จำคุกไปแล้ว หรือ คุณสุชาติ นาคบางไทร ซึ่งวันนี้สงสัย ไปถือกระเป๋าให้ นักโทษคนไหน ก็ไม่ทราบ เพราะว่าหาไม่เจอ ตำรวจหาไม่เจอแล้ว กว่าจะ ดำเนินคดี ก็หาไม่เจอ แต่เพราะ ผลพวงมาจาก การชุมนุม ทั้งนั้น อันนี้คือเรื่อง ผลสำเร็จข้อที่ 1

ข้อที่ 2. เราสามารถ ปกป้องรัฐธรรมนูญ และ ประชาธิปไตย ให้ยั่งยืน อันนี้ไม่ต้องกล่าวซ้ำ ท่านทราบดีกันอยู่แล้ว

ประการที่ 3 ปกป้อง กระบวนการยุติธรรม หรือ ตุลาการ ให้สามารถดำเนินการ ไปได้ด้วยดี และสามารถ ตรงไปตรงมาได้ เหมือนที่ องค์พระบาท สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราโชวาท ให้ผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่เข้าเฝ้าฯ เมื่อไม่นานมานี้

2-3 วันนี้ พระองค์ท่านมีพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท ให้กับผู้พิพากษา ว่า สถาบันนี้ เป็นสถาบัน ที่สร้างความเป็นธรรม และ ทำให้ คนอยู่เย็น เป็นสุขได้

ในขณะเดียวกัน ท่านย้ำว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นต้อง ไม่เลี้ยวซ้าย ไม่เลี้ยวขวา ตรงไปตรงมา ก็คือไม่ได้พูด เรื่องเป็นกลาง แต่บอกว่า ตรงไปตรงมา พระองค์ท่าน ตรัสด้วยคำนี้เลย แล้วถือ เกณฑ์กฎหมาย เป็นหลัก เพราะฉะนั้น จุดนี้ เรามีส่วนช่วยจรรโลง กระบวนการยุติธรรม ด้วย

ประการที่ 4 สำหรับผลงานของเรา ก็คือเราสามารถ ที่จะ จริงๆ พูดไปแล้วหละ คือ รักษาศักดิ์ศรี ของประเทศ เกียรติภูมิ ของประเทศ เหมือนกับ เราปกป้อง สถาบันชาติ ด้วย เอา 4 ข้อพอ

ทีนี้ทั้ง 4 ข้อมาจากอะไร วันนี้ได้อ่านข่าว เรื่องของนายกรัฐมนตรี ไปบรรยายพิเศษ พี่น้อง พูดแล้วก็ตลก ดิฉันก็งง พล.ต.ท.คนหนึ่ง ชื่อว่า อำนวย นามสกุล จำไม่ได้ ไม่ใช่ สมยศ พุ่มพันธุ์เพ็ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บังอาจขนาดไหนพี่น้อง ลุกขึ้นถาม คุณอภิสิทธิ์

คุณอภิสิทธิ์ ไปบรรยายที่ เขาเรียกว่า ผู้บริหารระดับสูงใน กระบวนการยุติธรรม คือมีทั้ง ข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร นักธุรกิจ ไปเรียนร่วมกัน เป็นหลักสูตรของ กระทรวงยุติธรรม นายกฯ ไปบรรยาย

นายตำรวจคนนี้ ลุกขึ้นถามว่า กระบวนการยุติธรรม มีจริงหรือเปล่า คำถามคือ เขาถามว่า 7 ตุลา ตำรวจทำตามนโยบาย ของรัฐบาล เขาผิดด้วยหรือ นี่หรือคือ กระบวนการยุติธรรม

พี่น้องคิดอย่างไร ดิฉันงงมาก คุณอภิสิทธิ์ ก็ใจดีเนาะ นายกฯ ใจดีมาก นายกฯ ก็ตอบ แบบตรงไปตรงมา เหมือนกัน นายกฯ บอกว่า จริงๆ แล้ว เขาอ้างว่า ป.ป.ช. สอบพวกเขาอยู่ขณะนี้ จะเอาผิดพวกเขา มันถูกหรือ ประมาณนั้น คุณอภิสิทธิ์ บอกว่า ป.ป.ช. ยังไม่ชี้มูลเลย แต่ถ้า ป.ป.ช. ชี้มูลออกมา ใครผิด ก็ต้องว่าไป ตามผิด ก็เลยสะใจ

นี่คือเหตุการณ์ปัจจุบัน ที่เกิดขึ้น แถมคุณอภิสิทธิ์ พูดต่อไปอีก บอกว่า การทำตามนโยบาย คนที่กำหนดนโยบาย ก็ต้องดูว่า ยุติธรรมไหม สามารถ ปกป้องชีวิตประชาชนไหม คนทำตามนโยบาย ถามว่า การยิงแก๊สน้ำตา ได้มาตรฐาน หรือไม่ นี่คือ

นายกฯ อภิสิทธิ์ ถาม คุณสมยศ คืน แต่ดิฉันอยากจะชี้ว่าเรื่องนี้ นั่นมันหมายถึงว่า ตำรวจคนนี้ หรือคนอื่นๆ ที่ประพฤติตัว แบบไม่ดี กำลังลองของ นายกรัฐมนตรี คนนี้หรือไม่ กำลังลองของ รัฐบาล นี้หรือไม่ พอเจอ ตำรวจ ทำแบบนี้ ในทัศนะดิฉัน เสื้อแดง ที่จะชุมนุมต้าน การประชุมสุดยอด อาเซียน เล็กไปเลย

เรื่อง ตำรวจทำแบบนี้ ใหญ่กว่า ท้าทาย รัฐบาลมากกว่าเสื้อแดง ที่ทำมา เพราะว่า เสื้อแดง เห็นแล้ว ไปไล่ คุณชวน ที่ลำพูน สะใจดี ชนะไปเลย ชนะไปเลย ประชาธิปัตย์ชนะ

ลำพูน – ประชาธิปัตย์ไม่เคยมี ส.ส. มายาวนานมากๆ ก็ได้มาเรียบร้อย นี่อันที่ 1

จ.ลำปาง ไปไล่เขาอีก ประชาธิปัตย์ที่ ลำปาง พี่น้องเอ๊ย ดิฉัน จะบอกว่า มันแบบ ห่างกันคนละสิบโยชน์ เป็นร้อยเท่า ไม่ใช่สิบเท่า คะแนน ประชาธิปัตย์ กับคะแนน ไทยรักไทย ที่ผ่านมาในอดีต

แต่รอบนี้ แพ้ไป 2,700 คะแนน คุณชวนบอกว่า อาจารย์เราแพ้ 2,700 คะแนน แสดงว่า เราชนะ ก็เลยอยากจะมองเหตุการณ์ ในปัจจุบันว่า มันไม่มีความแน่นอน

1. ตำรวจท้าทายอำนาจรัฐบาล
2.เสื้อแดงตามป่วน

แต่การกระทำของ เสื้อแดงไม่ได้ทำให้ เสียงของ พรรคเพื่อไทย งอกขึ้นมามาก เท่ากับที่คาดหวัง ได้มา 5 เสียง จาก 29 สะใจเนาะ พี่น้อง แล้วแถม ใน 5 เสียง คืออะไรก็ไม่รู้ เอาเป็นว่า เป็นอย่างนี้ เราไม่ได้เยาะเย้ยใคร

เหตุการณ์แบบนี้ ถ้าดิฉันเป็น นายกรัฐมนตรี และเป็น คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ดิฉันคงจัดการกับ ตำรวจ ให้เสร็จ ในเร็ววัน จัดการ รัฐตำรวจ ที่ใช้อำนาจ เหนือ กฎหมาย อย่าไปเงื้อง่าราคาแพง อย่าไปมัว แต่จัดการ แล้วไม่จัดการ ซักที

เดี๋ยวก็เหมือนรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ หมดเวลาครบเทอมไป ยังจัดการกับ อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ที่ตำรวจบางคน ใช้เนี้ย ไม่ได้ อันนี้คือ สิ่งที่ฝากไว้ อันที่หนึ่ง

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วนะ พูดเรื่องรัฐบาลนะ ก็เลยจะลามไปถึง เรื่องที่เราพูดกันในนี้ มันจะก้าวต่อไปของเรา จะทำอย่างไร แล้ว รัฐบาล จะทำอย่างไร ด้วย เพราะมันคาบเกี่ยว ซึ่งกันและกัน สถานการณ์เนี้ยมันวางใจไม่ได้เลย

พรุ่งนี้จะมีการอนุมัติ งบประมาณว่ากลางปีไหม ใช่หรือเปล่าไม่ทราบ เอาเป็นว่า งบประมาณจำนวนมาก นะคะ ในวันพรุ่งนี้ การประชุม ครม. เพราะฉะนั้นเนี้ย จะทำอย่างไร เงินทุกบาททุกสตางค์ มันถึงจะเป็นผล

เมื่อกี้ตอนหัวค่ำได้ฟัง ท่านรองนายกรัฐมนตรี คุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ คุยกับท่าน อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในรายการ รู้ทันประเทศไทย ปรากฏว่า ดิฉันฟังไปก็เอ๊ะ สิ่งหนึ่งที่เห็นอยู่เสมอ ก็คือเวลาที่ จัดอบรม หรือ จัดเงินให้กับการ จ้างคนเพื่อไม่ให้ว่างงานเนี้ย กองทุน SIP ก็ดี อะไรก็ดีเนี้ย สิ่งหนึ่งที่ ดิฉันเคยร่วม และ ก็เคยเห็น เวลาจัดเงินแบบนี้ออกไปเนี้ย การให้ความรู้ประชาชน ทางการเมือง ไม่มีพี่น้อง

เมื่อกี้ก็เลย ถือโอกาสแว้บเข้าไปเสนอ ท่านรองนายกฯ นะคะ พูดตรงไปตรงมาเลย บอกว่า ท่านรองนายกฯ ที่ท่านพูดมาเนี้ย ดีหมดเลย จะจัดเศรษฐกิจ แบบนู้น แบบนี้ จะให้คนที่ว่างงาน มีงานทำ อย่างน้อย 4 เดือน ต่อปีนะคะ จบใหม่ๆ มีงานทำ แต่ถ้าไม่ติดอาวุธ ความคิด เหมือน พันธมิตรฯ เราไม่ได้ให้เลือกสี เหมือนเรานะ แต่หมายถึงว่าติดอาวุธ ความคิดว่า คุณกับการเมืองเนี้ย มันแยกกันไม่ออก คุณจะต้องทำอย่างไร ทำให้การเมืองเนี้ย ในการทำให้ชีวิตเราดีขึ้นมาได้ ก็คือต้องทำให้ กระบวนการเลือกตั้ง เข้าสู้อำนาจสุจริต โปร่งใส และ เที่ยงธรรม นั่นเองนะคะ

ก็เลยมาสรุปตบท้ายของพวกเรา ว่าก้าวต่อไปของประชาชนเนี้ย ควรจะเป็นอย่างไร ดิฉันใช้ 6 ต. นะคะ ก็เราไหนก็เป็น นักรบมือตบ แล้วนะ ก็เอา ต. เต่า นี่หละ เป็นเงื่อนไขนะคะ แต่ไม่ใช่คลาน แบบเต่าไปช้าๆ ไม่ใช่นะคะ เราจะเอาจริงเอาจัง อย่างไร

อันดับแรกเลยคะ เราต้องตื่นตัว ตื่นรู้ อยู่เสมอ ซึ่งข้อนี้เรามี เราจะต้องติดตามข่าวสารนะคะ เติมอาวุธทางปัญญาของเรา เพื่อให้เรา ตื่นรู้ รู้ทันข่าวสารตลอดเวลา แล้วเอาข่าวสารอันนี้เนี้ยมาใช้กับพวกเรานะคะ

อันที่สอง เราจะต้องตั้งกลุ่ม คือเมื่อติดตาม ตื่นตัวแล้วนะคะ ติดตามข่าวสารแล้วเนี้ย อย่างเมื่อกี้ ดิฉันพูดไป เรื่องของ ท่านนายกฯ กับ ตำรวจ ใช่ไหมคะ มันบ่งบอกถึงอะไร

เรื่อง เสื้อแดง จะไปคัดค้าน ประท้วง การประชุมสุดยอด อาเซียน เราตามแล้ว เราคิดว่า เราจะทำอะไรต่อไป นะคะ ก็มาถึงเรื่อง ตั้งกลุ่ม วันนี้ พันธมิตรฯ เราเยอะ แล้วก็มา ชุมนุมเมื่อไหร่ เห็นบอกว่า คอนเสิร์ต ที่วันที่ 17 ใช่ไหมคะ 8 หมื่นใบนะ ขายตั๋วไม่ทราบ หมดหรือยัง แต่ทราบว่า มีรับประกัน การขายตั๋ว เรียบร้อยแล้ว อันนี้อันที่หนึ่ง

อันที่สอง 31 มกราคม จะมีคอนเสิร์ตอยู่ที่ สระบุรี ว่าอย่างนั้น แต่คอนเสิร์ตที่สระบุรี จะน้อยลงมาหน่อย ก็คือ ประมาณ 3 หมื่น ที่ชลบุรี เนี้ย ใครอย่าไปท้า แชมป์เขานะคะ เขาบอกว่า ถ้าใครเนี้ยจังหวัดใดจัดได้ เกิน 8 หมื่น เขาจะจัดใหม่ ให้ยิ่งใหญ่กว่าจังหวัด ที่จัดไปแล้ว

สมมตินะคะ สระบุรี ขายได้ 9 หมื่น เขาบอก ของเขาต้องขาย แสนใบ แบบนี้คะ อันนี้ก็เป็นเรื่อง ที่ไม่ได้แข่งกันด้วยเงิน ไม่ได้แข่งกัน ด้วยอย่างอื่น แต่แข่งกันด้วย การรวมพลังของพวกเรา

แต่ดิฉัน มองว่าแค่เรามารวมกันเยอะๆ ในแต่ละครั้ง ไม่พอคะพี่น้อง อยากจะขอให้ ตั้งกลุ่มจริงๆ นะคะ ตั้งกลุ่มทำงาน กระชับความสัมพันธ์ ของเรา ให้แน่นแฟ้น เรามีเพื่อนใช่ไหมคะ เนี้ยมานั่งๆ กันเนี้ย มีเพื่อนเนี้ย ถามว่า รู้จักกันหมดหรือยัง รู้จักกันหมดแล้ว ใครที่ถูกอัธยาศัยกันเนี้ย ไปตั้งกลุ่ม รวมกันนะคะ ตั้งแต่กลุ่มเล็ก กลุ่มน้อย ไปจนถึง ต่อยอด

ต. ที่ 3 ก็คือ ต่อยอด ข้อที่สามก็คือ ต่อยอด ต่อยอด คืออะไร ติดต่อสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิด โทรศัพท์หากันบ้างว่า เออตอนนี้ลูกแต่งงานนะ ลูกบวชนะ หลานโกนผม โกนผมลูก หลาน อะไรอย่างเนี้ย เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วเนอะ แต่ก่อนนี้มี 1 เดือน เอาเป็นว่า ก็รับขวัญหลาน อะไรก็แล้วแต่เนี้ย หรือ งานบุญ งานบวช อยากบอกกันก็บอกกัน ติดต่อสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิด และแน่นแฟ้น เพื่อที่จะอะไร สร้างเครือข่าย ที่จะทำงาน ร่วมกัน เป็นกลุ่มๆ นะคะ อันนี้ก็คือเรื่อง ที่อยากจะบอกว่า ขยายตัว พร้อมกับทั้ง ด้านปริมาณ และ คุณภาพนะคะ เพื่อที่จะทำให้ งานของเรา เดินหน้า ต่อไปได้ เอาละคะ ต่อยอดแล้ว จะไปอะไรต่อ ไปตรวจสอบ

ต.ที่ 4 ตรวจสอบ อะไรนะคะ ตรวจสอบ เรื่องของรัฐบาล เอ๊ะจะไปใช้จ่ายเงินอย่างไร ตอนนี้หน้าหนาว ภัยหนาว ประกาศภัยหนาว กรมป้องกัน และ บรรเทาสาธารณภัย หรือ เรียกกันย่อๆ ว่า ปภ. อนุมัติงบประมาณ ซื้อผ้าห่มแจกให้กับ ประชาชน ปีนี้ 1 ล้านผืน และ อาจจะเพิ่มเติมได้ ตามความจำเป็น ของแต่ละพื้นที่ ช่วยกันดูหน่อยนะคะ ซื้อได้สเปกไหม ราคาถูกหรือว่า ใครไปกินสินบน อยู่ตรงไหน หรือ เปล่านะคะ ข้าราชการคนไหน เรียกเปอร์เซ็นต์ไหม มาบอกเบาะแสกันหน่อย นี่ก็คือเรื่องของ การตรวจสอบ

ในขณะเดียวกัน ตรวจสอบรัฐบาลแล้ว ก็มาตรวจสอบ ต่อซิว่า พรรคการเมือง เนี้ยนะคะ ที่เป็นรัฐบาลก็ดี ที่เป็นฝ่ายค้านก็ดีเนี้ย ทำอะไรผิดๆ บ้าง สุดท้าย ก็คือ ดูนักการเมืองนี้ละ ว่าเขากินเงินเดือนภาษีเรา เขาจะไปทำอะไรให้เราบ้าง หรือ จะเปิดสภา อยู่ไม่นานนี้ ประกาศมาแล้ว งานจะเข้า พันธมิตร อีกหรือเปล่านะ ก็เลยมาในเรื่องของการ

ข้อ 5 เตรียมพร้อม ทราบแล้วใช่ไหมคะ จะเปิดสภาเมื่อไหร่ 21 มกราคม ทราบ หรือยังคะ ว่าจะมีอะไร พลพรรคของ เพื่อไทย เขาจะทำอะไร ทราบกันยังคะ พี่น้อง ในห้องส่ง เขาจะไปสภา นั่นแหละ เขาจะทำอะไร ในสภา เขาจะเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอแก้ไขแบบไหน

ถ้าเสนอแก้ไข โดยมีหลักการ ที่ไม่แตะผลประโยชน์ ของตนเอง และ พวกพ้อง อันนี้เราอาจจะยอมฟัง แต่นี่ละคะ คือการเตรียมพร้อม ของเรา พร้อมตลอดเวลา มาเมื่อไหร่ไปเมื่อนั้น เกิดว่าเอาละ 309 รื้อฟื้น ป.ป.ช. ล้ม คตส. ที่ทำมาในอดีต ยกเลิกทั้งหมด แบบนี้ท่านเอาไหมคะ คือเตรียมพร้อม จะรุกตลอดเวลา นั่นเอง

สุดท้าย ต่อสู้ต่อไป เป็น ต.ที่ 6 สู้ต่อไป วันนี้สู้อะไร ท่านอาจจะบอกว่า รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรผิด เราให้กำลังใจรัฐบาล อยู่นะตอนนี้ ดิฉันก็แอบลุ้น ช่วยเกือบตลอดเวลา เมื่อไหร่จะติดอาวุธ ทางความคิด ให้ประชาชน เมื่อไหร่จะขยายฐาน การเรียนรู้ของประชาชน

เมื่อไหร่ จะตั้งศูนย์เรียนรู้ ทางการเมือง อะไรประเภทนี้ ลุ้นตลอดเวลาเลย แต่พี่น้อง การต่อสู้ต่อไปของเรา ไม่ใช่สู้กับ รัฐบาล เท่านั้น สู้กับ ตัวเราเอง ด้วย สู้ร่วมสร้างการเมืองใหม่ ก็คือ การสู้ต่อไป ของเรานั่นเอง คือสิ่งสุดท้าย ที่เราทำมาแล้ว และ เราจะทำต่อไป เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ ของพี่น้องเรา วีรชน ที่เสียทั้งเลือดเนื้อ ชีวิต เสียอวัยวะ และ ที่สำคัญ เราสูญเสียเงินทองไปมหาศาลแล้ว อย่าให้มันเสียเปล่า นี่คือสิ่งที่ก้าวต่อไป ของพวกเรา ที่ดิฉันใช้ว่า 6 ต. ไหนๆ ก็มือตบ แล้ว ก็ 6 ต.ซะเลย

สุดท้ายปิดที่กลอนเช่นเคย สำหรับวันนี้ ขอกลอนแบบ รำลึกความหวัง แล้วก็จะเดินหน้าต่อไป

“สงครามกู้ชาติ 2551 จักตราตรึง ประวัติศาสตร์ ครั้งยิ่งใหญ่
พันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย รวมพลังประชาไทย กู้แผ่นดิน
193 วันการต่อสู้ ศัตรูร้าย ระบอบทักษิณอันตราย จึงจบสิ้น”

จบรึยังไม่รู้ เอาเป็นว่าจบชั่วคราว ก็ได้นะ
“รัฐบาลหุ่นเชิดมารทมิฬ ต้องพังพิณพินาศยับ แตกดับไป” อันนี้จริงนะคะ
“ด้วยพลังยืนหยัด อย่างหาญกล้า
ยอมหลั่งเลือดพลีชีวาอุทิศให้
การต่อสู้ประชาชนจึงกำชัย
ขอเทิดไว้วีรกรรมนักรบ มือตบ เอย”

ขอบพระคุณทุกท่านคะวันนี้ ลืมเอามาจากกระเป๋า ก็เลยไม่ได้สนุกกับท่านด้วย เอาเป็นว่า วันที่ 17 นี้ ที่ จ.ชลบุรี ดิฉันกับทีมงาน ได้เรียบเรียง ย่อ 193 วัน และ สรุปผลสำเร็จ

รวมทั้งมี ภาคพิเศษ สรุปคดีของคุณทักษิณ อยู่ในหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า นักรบมือตบ 2551 ได้รับการสนับสนุน การจัดพิมพ์จาก ซ้อแปด ก็มีแจกอยู่ จำนวนหนึ่ง ที่เหลือ ไม่ใช่ ซ้อเจ็ด แน่ๆ คือเขาไม่อยากให้ รู้ชื่อเขา เขาบอกว่า ซ้อแปด ที่เหลือ ซ้อแปด บอกว่าจะแจกที่ชลบุรี น้อยหน่อย คนชล กับ พวกเรารับน้อยหน่อยก็ได้ แต่อยากจะให้ทุกเล่ม ซึ่งจัดพิมพ์ทั้งหมด 20,000 เล่ม ไปถึงพี่น้องประชาชน ทางภาคอีสาน ขอกราบขอบพระคุณ ซ้อแปด ไว้ในที่นี้ ที่คิดถึง พวกเราทางอีสาน และขอบคุณพี่น้องทุกคน ที่ตั้งใจฟัง สวัสดีค่ะ

พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย (12/01/52) ช่วงที่ 2


สโรชา – กลับเข้าสู่ รายการ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย นะคะ เมื่อสักครู่นี้มี พ่อแม่พี่น้อง ทางบ้าน SMS มาแซว บอกว่า คุณสโรชา คงจะเสียใจมากนะที่ ปลื้ม สอบตก ลงชื่อว่า พันธมิตรฯ ขี้เล่น คะ
552000000364810
เสียใจคะ เสียใจจริง เสียใจจนน้ำตา เกือบไหลแน่ะ สงสารปลื้ม เพื่อนยาก ไม่น่าคิดเลยว่า เพื่อนจะได้การไว้วางใจจาก ชาวกรุงเทพมหานคร เพื่อนพยายาม ไปเรื่อยๆนะ เดี๋ยวเราคงจะได้เห็นกัน แต่ว่า เขาคงภูมิใจนะ คงภูมิใจใน 3 แสนคะแนน ของเขา คิดว่าเขาคงจะเดินหน้า แล้วก็คงจะ พยายามสร้างฐานเสียง เพื่อที่จะลง ส.ส. อย่างน้อยที่สุด ก็คงสร้างคะแนนให้กับ พรรคการเมือง ที่จะมาทาบทามเขาไปลง ส.ส. ได้ ในระดับหนึ่ง นะคะ

เดี๋ยวเรามาดู กำหนดการของ พันธมิตรฯ กันก่อนดีกว่า เดี๋ยว วันพุธที่ 14 มกราคมนี้ จะมีการพบปะสังสรรค์กัน ของ พันธมิตรฯ ชะอำ นะคะ ก็สามารถ ที่จะไปรวมตัวกันได้ แต่ว่าเข้าใจว่า พี่เขาไม่ได้เขียนสถานที่ มานะพี่นะ

ขอเชิญ พันธมิตรฯ หัวหิน ปราณฯ และ ประจวบฯ ทุกท่านนะคะ มาร่วมงาน แต่ว่าไม่ได้บอกสถานที่ไว้ บอกเพียงแค่ว่า จะเจอกันในวันที่ 14 มกราคม นี้นะคะ

ส่วนในวันที่ 20 คะ วันที่ 20 เทศบาล เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะมี การจัดงานคอนเสิร์ต ร้อยเกาะ ย่างก้าวสู่ การเมืองใหม่ ในวันที่ 20 มกราคม เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป บริเวณท่าเทียบเรือ เทศบาลเกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบกับ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล นะคะไป คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข คุณมาลีรัตน์ แก้วก่า คุณตั้ม คุณเสน่ห์ คุณอำนาจ คุณแอน จินดารัตน์นะคะ วงกากบาท คุณหรั่ง ร็อคเคสตร้า และ น้องจอย ศิริลักษณ์ ผ่องโชคนะคะ ไปงานนี้ด้วย

เดินทางโดย เรือราชาเฟอรี่นะคะ ณ ท่าเทียบเรือ อ.ดอนศักดิ์ เรือออก 08.00 น. 10.00 น. และ 14.00 น. นะคะ ค่าใช้จ่าย คนละ 220 บาท แต่ว่า เข้าไปในงานแล้ว ฟรีตลอดทั้งงานนะคะ นำเพียงเต็นท์ ไปนอนริมทะเล แค่นั้น ก็พอแล้ว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ด้วยที่ ได้ที่

คุณบรรจิต นะคะ 080 534 6068 คุณกาญจน์คะ 081 676 8364 และ คุณทวีศักดิ์ 081 677 7455 สำหรับ พันธมิตรฯ ชาวเกาะพะงัน นะคะ ไปรวมตัว กันได้นะคะ

นอกจากนี้แล้ว พันธมิตรฯ นครปฐม คะ จัดงานสังสรรค์ปีใหม่ เมื่อ วันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมานะคะ มอบเงินให้ ASTV เป็นเงิน 17,560 บาท นะคะ ฝากมาทาง พี่ศิริชัย ไม้งาม ขอบพระคุณมาก นะคะ

นอกจากนี้แล้ว คุณนิพนธ์ วาสนาส่ง นะคะ จากแอลเอคะ มอบให้ ASTV 100 ดอลลาร์สหรัฐ นะคะ คุณมาลัย สุรวัฒนาวรรณ มอบให้ ASTV เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 1 ปีเต็มๆ นะคะ ขอบพระคุณมาก นะคะ

นอกจากนี้แล้วยังมี คุณสิทธิ์ และคุณสุมาลี รัตนภูมิ พันธมิตรฯเฟรสโน แคลิฟอร์เนีย บริจาคให้ ASTV 1 หมื่นบาท และ บริจาคให้ พี่วีระ สมความคิด 5 พันบาท นะคะ และก็มี คุณสุพรนะคะ ประภาศุตินะคะ ได้ส่งใบเปย์อินมาให้แอ้มนะคะ เป็นเงิน 1 พันบาท ได้รับเรียบร้อยแล้ว ขอบพระคุณคะ ขอบพระคุณทุกท่าน เลยนะคะ

แล้วก็อย่าลืมติดตาม กำหนดการต่างๆ ของ พันธมิตร เรา เราจะมีตลอดระยะเวลาช่วงเดือน มกราคมถึง เดือนกุมภาฯ ตอนนี้ เลยไปถึง ต้นเดือน มีนาคม แล้วนะคะ เพราะฉะนั้น ติดตามดีๆ ส่วนเรา จะไปจังหวัดไหน เดี๋ยวเราจะเรียนให้ พ่อแม่พี่น้อง ทราบกัน

สั้นๆ ก่อนเราจะไปพบกับ วิทยากร ท่านต่อไปนะคะ เพราะว่าเป็น ข่าวดีของประเทศไทย ในยามที่ 2551 ที่เรา ชุมนุมประท้วงกัน เขากล่าวหาเรา ต่างๆนาๆ ว่า เราทำให้ภาพลักษณ์ ของประเทศไทย ในสายตาของ คนต่างชาติเนี้ย เสียไป ท่องเที่ยว ทรุดโทรมต่างๆ นานา ไปดูที่ นิวยอร์กไทม์ ไปดูเว็บไซต์ของ นิวยอร์กไทม์ นิวยอร์กไทม์ ในทุกๆปี เขาจะมี การจัดอันดับสถานที่ ที่น่าเที่ยวมากที่สุด ในรอบปี

ปีนี้ 44 แห่ง ที่ควรจะต้องไป ปี 2009 มีหลายต่อหลายสถานที่จริงๆ ภูเก็ต ของเรา ติดอันดับที่ 12 ในหมวดทั่วไป นะคะ แต่คลิกเข้าไปใน ภูเก็ต จะเห็นว่าเป็น อันดับหนึ่ง ของสถานที่ หรือว่าแหล่งที่พัก ของชนชั้นกลางถึงสูง คือหมายความว่า ถ้าเกิดไป มีสตางค์หน่อย อยากจะไปใน สถานที่ที่สวย และได้รับความสะดวกสบาย สถานที่ที่ควรจะไปคือ ภูเก็ตนะคะ เพราะว่าในยามนี้ สิ่งที่ควรจะหากันมากที่สุด ก็คือ สิ่งที่สวยงาม บรรยากาศที่ดี บริการที่เยี่ยม เพราะฉะนั้นเนี้ย ภูเก็ตถือว่า ติดอันดับ 12 ของโลก

แต่อันดับหนึ่งในส่วน ของ Luxury Destination ที่ฝรั่ง เขาเรียกกัน เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ทั้งชาวภูเก็ตเอง และ ชาวไทยเอง ไม่ได้ บอกว่า พันธมิตรฯ ทำให้เสียบรรยากาศนะ บอกว่าเขาไม่ท่องเที่ยวกันนี่ไม่จริง เพราะว่า นิวยอร์กไทม์ 44 สถานที่ ที่ควรจะต้องไป ในปี 2009 ให้ได้ ของเรา ติดอันดับต้นๆ เลยนะคะ

บรรยากาศของ การเลือกตั้ง แน่นอนว่า คงจะมีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ กัน และ ก็มีการตั้งข้อสังเกต หลายต่อหลายประการ จริงๆ คงต้องไปถามท่าน ผู้นี้นะคะ คุณไทกร พลสุวรรณ คะ ขอบพระคุณค่ะ ที่มาร่วมรายการ สวัสดีคะ พี่ไทกร เชิญพี่ไทกร คะ

ไทกร – สวัสดีครับ ครับ พี่น้องประชาชน ผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทุกท่านครับ ทั้งที่อยู่ในห้องส่ง และที่อยู่ทางบ้าน พี่น้องคงทราบแล้วว่า วันนี้ ผลการเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 29 คน

ได้สะท้อนให้เห็นว่า วันนี้สภาพของ ระบอบทักษิณ น่าจะเป็นการยืนอยู่ในแนวการต่อสู้ ในวิถีทาง ที่บอกว่า สุดท้ายแล้ว สุดท้ายที่ต้องบอก ก็คือว่า วันนี้ หากระบอบทักษิณ ยังใช้วิธีการที่จะเดินไปสู่ การสร้างความขัดแย้งที่รุนแรง ในประเทศ เชื่อว่า พี่น้องประชาชน ซึ่งมีความคิด มีจิตสำนึก ในการรักชาติ บ้านเมือง และ จงรักภักดีต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์ จะหลีกหนีจาก พรรคการเมือง ที่เป็นนอมินีของ ทักษิณ ชินวัตร และ วันนั้น จุดจบ ของ ระบอบทักษิณ ก็จะมาถึง

แต่พี่น้องประชาชน ที่เคารพครับ วันนี้ต้องมาบอกว่าสิ่งที่ วอร์รูมพรรคเพื่อไทย หรือ พรรคพลังประชาชน เดิม พูดง่ายๆ คือนักการเมืองใน ระบอบ ทักษิณ ได้วิเคราะห์แล้วก็ หาเหตุ หาผล เพื่อที่จะมาเปลี่ยนแปลง แล้วจะนำการเมืองไปสู่ชัยชนะของ ระบอบทักษิณนั้น เขาได้มองอย่างนี้ครับ พี่น้องครับ เขาได้มองว่า มีการต่อสู้กันในหลายพื้นที่ และ

บางพื้นที่ พรรคเพื่อไทย ของเขา ก็ยังเกาะติดกระแส และ พี่น้องประชาชน ในพื้นที่นั้น ยังพร้อมที่จะ เลือกผู้สมัครจาก ระบอบทักษิณ บางพื้นที่ เช่น จ.ลำพูน จ.สมุทรปราการ จ.สิงห์บุรี หรือ จ.ลพบุรี หรือแม้กระทั่ง นครปฐม ราชบุรี คนเหล่านี้ ได้แสดงออก อย่างชัดเจนว่า วันนี้พี่น้องประชาชน ที่ได้รับรู้ ข่าวสารข้อมูล โดยเฉพาะผ่าน ASTV นั้น ได้ตัดสินอย่างชัดเจน แล้วว่า ระบอบทักษิณ เป็นระบอบ ที่อันตรายต่อประเทศ

พี่น้องที่เคารพ ทั้งหลายครับ วันนี้เรามาพูดถึง สาเหตุว่า ทำไม พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นนอมินี ล่าสุดของ ระบอบทักษิณ จึงอยู่ในสถานการณ์ ที่ อ่อนแอ ทางการเมือง จะล้มแหล่ มิล้มแหล่ วันนี้พี่น้องครับ มีเหตุผลหลักๆ อยู่ 5 ประการ

ประการที่ 1.ขณะนี้ใน พรรคเพื่อไทย ไม่มีเอกภาพ คำว่า ไม่มีเอกภาพนั้น หมายถึงว่า ผู้นำทางการเมือง ส.ส. ในพรรคเพื่อไทย ทั้งกลุ่มก๊วนต่างๆ แตกแยกกัน อย่างมาก หลังจากที่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง การเชื่อมต่อระหว่าง ตระกูลชินวัตร กับนักการเมือง นั้นได้ขาดไป เพราะไม่มี เนื้อแท้ตัวจริง ของ ตระกูลชินวัตร อยู่ในพรรคเพื่อไทย จะมี ก็เพียงคนที่จะพยายามปลุกปั้น แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับ 2 คน

1. คือ พล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ไม่มีเสน่ห์ ทางการเมือง และ ไม่มีความคิดความอ่าน ทางการเมือง ติดการใช้ความรุนแรง ในการต่อสู้ ทางการเมือง

คนที่ 2 น้องสาวคนสุดท้อง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังอ่อนพรรษา ทางการเมือง และ การจะขึ้นเป็น ผู้นำระดับชาติ นั้น ค่อนข้างที่จะมี ปัญหา เนื่องจากว่า ไม่มีประสบการณ์ ในการบริหาร และ ไม่มีประสบการณ์ ทางการเมือง อาจจะถูกนักการเมือง ที่แวดล้อมทำลายได้ นี่คือสิ่งที่ ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีในขณะนี้ นั่นคือ เนื้อแท้ตัวจริง เมื่อไม่มีเนื้อแท้ตัวจริงของ ตระกูลชินวัตร ในพรรคเพื่อไทย จึงเกิดการ แย่งชิงอำนาจกัน อย่างมาก ทำให้เกิด ความแตกแยกอย่างหนัก ในพรรคเพื่อไทย

ประการที่ 2 นั่น ก็คือ บทบาทการชิงอำนาจ ได้ตกมาอยู่ที่ ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ขณะนี้ ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ได้พยายามจะเข้ามาเป็น ผู้นำของ พรรคเพื่อไทย ภาษาทางการเมือง บอกว่า ขณะนี้ ดร.เฉลิม กำลังชิงการนำ เพื่อที่จะดึงพลังของ ผู้แทนราษฎร และ กลุ่มมวลชนเสื้อแดง ทั้งหมด ให้มาขึ้นอยู่กับ เฉลิม เพื่อ เฉลิม จะได้ไปบอกกับ ทักษิณ ชินวัตร ว่า เขาพร้อมจะเป็นตัวแทนของ ทักษิณ และ จะบริหารประเทศ และ จะช่วย ทักษิณ ในการหลุดคดี นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อ เฉลิม ชิงการนำ ก็เกิดเหตุ ประการที่ 3

ประการที่ 3 ก็คือว่า มีกลุ่มคนใน พรรคเพื่อไทย หลายกลุ่มไม่ยอมรับ เฉลิม ได้สะท้อน ตั้งแต่ความคิด หลังจากที่ พรรคพลังประชาชน ถูกยุบ ผู้แทนราษฎร หลายคน ถูกตัดสิทธิ์ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกตัดสิทธิ์ ทางการเมือง วันนั้น มีการเสนอชื่อ เฉลิม อยู่บำรุง ให้เป็นตัวแทน ของ พรรคเพื่อไทย เพื่อจะให้ ส.ส. โหวต เป็นนายกรัฐมนตรี

พี่น้องครับ หลังจากปรากฏชื่อ เฉลิม แล้ว พี่น้องเห็นอะไรไหม การต่อต้าน ในพรรค ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มอีสานพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใกล้ชิดของ คุณนาย แดง ไม่ว่าจะเป็น พรรคร่วม นอกพรรคอย่าง เสนาะ เทียนทอง

ท่านเสนาะ เทียนทอง ออกมาค้าน เฉลิม ว่า เอา เฉลิม มาเป็นนายกฯ เหมือนจุดไฟเผาบ้าน นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น แต่พี่น้องครับ เฉลิม อยู่บำรุง ก็คือ เฉลิม อยู่บำรุง

เฉลิม อยู่บำรุง ก็มองกวาดสายตาไปทั่ว พรรคเพื่อไทย ไม่มีใครจะแข็งกว่า เฉลิม นี่หว่า เฉลิม จึงรุกอย่างหนัก เพื่อจะชิงการนำ ทั้งหมด การนำ ทางการเมือง การนำด้านมวลชน ให้มาอยู่กับ เฉลิมคนเดียว พี่น้องเห็นภาพ เฉลิม อยู่บำรุง เดินทางไปที่ อุดรฯ เดินทางไปที่ นครพนม เดินทางไปที่ มหาสารคาม เดินทางไปที่ ร้อยเอ็ด เสียดายอย่างเดียวครับ เฉลิมไม่ไป ประโคนชัย บุรีรัมย์ ไม่อย่างนั้น เฉลิม จะได้ลิ้มรสไข่ ของพวกเสื้อแดง เหมือนกันครับ พี่น้องครับ นี่คือสิ่งที่ เฉลิม ได้แสดงภาพ การนำทางการเมือง นี่คือสิ่งที่ เฉลิม ได้แสดงภาพการนำทางการเมืองใน พรรคเพื่อไทย

พี่น้องครับ เมื่อเป็นอย่างนี้จึงเกิด ข้อขัดแย้ง ประการที่ 4 ขึ้น นั่นก็คือ กลุ่มที่ไม่ยอมรับ บทบาทของ เฉลิม อยู่บำรุง ในการขึ้นมาเป็น ผู้นำ พรรค เพื่อไทย ได้เริ่มแยกตัวออกมา อย่างชัดเจน สิ่งที่เห็นวันนี้ การชุมนุมของ กลุ่มแกนนำเสื้อแดง บางกลุ่มโดย นายสมยศ ได้สะท้อน ให้เห็นชัดเจน ว่า

ขณะนี้ ได้เกิดกระบวนการ ต่อต้าน เฉลิม ในพรรคเพื่อไทย อย่างชัดเจน แล้วครับพี่น้อง นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ผมจะแยกแยะ กำลังของ ฝ่ายเฉลิม และ ฝ่ายที่ไม่เอาเฉลิม อย่างเท่าๆ ให้พี่น้องได้รับทราบ

กลุ่มที่หนุน เฉลิม อยู่บำรุง ชัดเจน ก็คือ กลุ่มสามเกลอหัวขวด ไม่ว่าจะเป็น จตุพร พรหมพันธุ์, วีระ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กลุ่มนี้ กลุ่มความจริงวันนี้ พร้อมทุ่มเทชีวิต พร้อมทุ่มเท จิตวิญญาณรับใช้ เฉลิม สุดหัวจิตหัวใจ เมื่อได้ กลุ่มความจริงวันนี้ มาแล้ว ก็เหลือมวลชน พี่น้องจะเห็น เสื้อแดงแตก เสื้อแดงสาย ความจริงวันนี้ จะสนับสนุนเฉลิม เฉลิมจะไปดึง กลุ่มเก่าของเนวิน ชิดชอบ มาเป็นพวก เช่น ขวัญชัย ไพรพนา เช่นกลุ่มที่อยู่ จ.ขอนแก่น คาราวานคนจน เดิม เฉลิม จะกวาดมาเป็นพวก มวลชน จัดตั้งที่ คุณสุดารัตน์ ได้ทำ ไม่ว่าจะเป็น แถวบางโพ ไม่ว่าจะ แถวหลังโรงแรมเอเชีย ไม่ว่าจะอยู่ที่ คลองเตย

เฉลิม จะกวาดพวกนี้มาเพื่อเป็น ฐานมวลชนเสื้อแดง ให้กับ พรรคเพื่อไทย กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับ เฉลิม ชัดเจนครับ ต้องมี ยงยุทธ ติยะไพรัช ต้องมี พงศ์เทพ เทพกาญจนา คนเหล่านี้ เขามองว่า เฉลิม จะนำมรดกของ ทักษิณ ชินวัตร ไปปู้ยี่ปู้ยำ แล้วเขาสรุปว่าวันใดที่ ทักษิณ เชื่อ เฉลิม วันนั้น ลูกคนใหม่ ของทักษิณ ต้องออกเป็น ลิง แน่นอน เพราะยังไง เฉลิม ต้องหักหลัง ทักษิณ

กลุ่มนี้เลยตั้งก๊วนขึ้นมาโดยมี ส.ส.บางส่วน จากภาคอีสาน เช่น กลุ่มอีสานพัฒนา ซึ่งเป็นกลุ่ม ที่ต่อสู้หลัก กับ กลุ่มเนวิน เข้ามาร่วมกับกลุ่มนี้ เพื่อต่อต้าน เฉลิม

กลุ่มคนรักแท็กซี่ ของ คุณชินวัฒน์ หาบุญพาด ที่ยกพวกมาทำร้ายพันธมิตรฯ บริเวณปากซอยวิภาวดี 3 กลุ่มนี้จะเข้ามา กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มนิวัฒน์พลเมือง ซึ่งเป็นกลุ่ม ที่ต่อต้านการยึดอำนาจของ คมช. ในอดีต กลุ่มนี้จะเข้ามาร่วมกับ สายเสื้อแดง สายนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ สายเสื้อแดง สายนี้ จะเป็นคนเชื่อมั่นใน ลัทธิคอมมิวนิสต์ เชื่อมั่นใน ลัทธิมาร์กซิสม์ หรือเชื่อมั่นใน ลัทธิเหมาอีสม์ เรียกว่า มวลชนแดงฝ่ายซ้าย กลุ่มเหล่านี้ จะตั้งป้อม และ จะต่อสู้กับ เฉลิม อย่างเต็มรูปแบบ

การเดิมเกม ของ 2 กลุ่ม ก็ต่างกัน กลุ่ม เฉลิม อยู่บำรุง จะเดินเกมทุกอย่าง เพื่อที่จะโค่นล้ม พรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยใช้ กลไก การทำลายใน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี มวลชนเสื้อแดง ซึ่งอยู่ใน สายความจริงวันนี้ ชุมนุม เพื่อสร้างความชอบธรรม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ นิยมความรุนแรง และ กลุ่มนี้เป็นกลุ่ม ที่ต้องการให้ เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางการเมือง มากกว่า การเปลี่ยนรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น รัฐบาล ของ พรรคเพื่อไทย กลุ่มนี้ จึงได้ยื่นเงื่อนไขสำคัญ ที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ในสังคม เงื่อนไขอะไรครับ เงื่อนไข คือให้

แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เขายื่นเงื่อนไข เพื่อต้องการให้ แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่า กลุ่มเหล่านี้ ต้องการให้เกิด วิกฤตทางการเมือง กลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะในสมองเหล่านี้ เขาคิดว่า หากวันใดที่กดดันให้ รัฐบาลรับร่างรัฐธรรมนูญ รับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าไปบรรจุไว้ พี่น้องพันธมิตรฯ ของเรา ต้องออกมา ชุมนุมคัดค้าน

พี่น้องที่เคารพ เห็นไหมว่า ขณะนี้การเมืองใน พรรคเพื่อไทย นั้นเป็นการเมือง ที่ต่อสู้กันเอง ภายใน แล้วพี่น้องรู้ไหมว่า คณะกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไปอยู่ที่ไหน วันนี้เราแทบไม่เห็น บทบาทของ ผู้นำของ เพื่อไทย เลย

หัวหน้าพรรครู้แต่ว่าชื่อ ยงยุทธ แต่ไม่รู้ว่า ยงยุทธ วิชัยดิษฐ คนนี้ มีความคิดอ่านทางการเมือง อย่างไร ยงยุทธ วิชัยดิษฐ คนนี้ จะนำพาประเทศชาติ จะมีนโยบาย จะมีวิสัยทัศน์ ทางการเมือง หรือ มีความกล้าหาญ ทางการเมือง แบบไหน ไม่ปรากฏครับ

นั่นจึงสรุปว่า สถานภาพของ พรรคเพื่อไทย ปัจจุบัน ผู้นำพรรค หัวหน้าพรรค คณะกรรมการ บริหารพรรค แทบไม่มีความหมาย เพื่อที่จะมาเป็น ประโยชน์ ทางการเมืองของ ทักษิณ และ พรรคเพื่อไทย เลย ผมถึงบอกกับพี่น้องว่า ไม่นานครับ น่าจะเกิด การเปลี่ยนแปลง ทางการเมือง ที่สำคัญใน พรรคเพื่อไทย

เพราะวันนี้หลังจากที่ เฉลิม พยายามจะชิงอำนาจจาก พรรคเพื่อไทย มีการติดต่อให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาเป็น ที่ปรึกษา มีการพยายามดึง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ให้เข้ามาเป็น ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เพื่อที่จะกระชับ การนำของ เฉลิม ให้สูงขึ้น

พี่น้องครับ วันนี้มีการเดินงาน ทางการเมือง ที่สำคัญหลายอย่าง มีการเตรียมการ จะหักโค่น รัฐบาลอภิสิทธิ์ ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งซีกเสื้อแดงฝ่าย เฉลิม อยู่บำรุง เดินเกม เพื่อเตรียมการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีทั้งคณะ

ผมต้องบอก พี่น้องที่อยู่ที่นี่ และ ทางบ้านว่า วันนี้ใน คณะรัฐมนตรีนั้น มี รัฐมนตรี ที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมด 23 คน เขาจะ สร้างกระแส ไม่ให้คน 23 คน ที่เป็น ส.ส. และเป็น รัฐมนตรี ในคราวเดียวกันนั้น ยกมือไว้วางใจ ตนเอง เมื่อถูกอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ทางการเมือง

ขณะนี้ ฝ่ายกฎหมายของ พรรคเพื่อไทย กำลังนำ รัฐธรรมนูญ และ นำเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ 2 ส่วน มาใช้ ให้เป็นประโยชน์ ทางการเมือง และ ใช้บิดเบือน โดยเฉพาะ รัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ 2 เขาเรียกว่า

หมวดของ การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มาตรา 266 มาตรา 268 สองมาตรานี้ ฝ่ายกฎหมายของ พรรคเพื่อไทย กำลังจะโฆษณา ชวนเชื่อ ให้พี่น้องทั้งประเทศ เชื่อว่า การที่รัฐมนตรี ซึ่งเป็น ส.ส. ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ไม่สามารถยกมือไว้วางใจตัวเองได้ เพราะเป็น การกระทำ ซึ่งขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ

แต่พี่น้องครับ รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ว่า ต้องไม่ให้ตำแหน่ง ต้องไม่ใช้ตำแหน่ง ส.ส., ส.ว. หรือ นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี เข้าไป ก้าวก่ายแทรกแซง เพื่อประโยชน์ ของตนเอง ของ ผู้อื่น หรือของ พรรคการเมือง ไม่ว่าโดยตรง หรือ โดยอ้อม แต่เป็นการใช้ ในการ แต่งตั้งโยกย้าย ในการใช้ เข้าไปรับสัมปทาน ในการใช้ เข้าไป เพื่อบงการ รัฐวิสาหกิจ ไม่ได้เกี่ยวกับหมวดของ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ซึ่งผมจะบอก พี่น้องประชาชน ให้ทราบก่อน เพราะขณะนี้ ฝ่ายกฎหมายของ พรรคเพื่อไทย กำลังจะชี้ให้เห็นว่า การยกมือ เพื่อไว้วางใจตัวเอง ขัดมาตรา 266 ขัดมาตรา 268 ของ รัฐธรรมนูญ และ อีกหมวดหนึ่งครับพี่น้อง เขาจะใช้

หมวดที่ 13 คือเรื่อง จริยธรรมของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เขาจะกล่าวหาว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ ท่านอภิสิทธิ์ กระทำการ ที่ไร้จริยธรรอย่างมาก หากคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็น ส.ส. ยกมือไว้วางใจตนเอง

พี่น้องครับ นี่คือสิ่งที่เขากำลังจะโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจของ ฝ่ายเสื้อแดง เฉลิม อยู่บำรุง ประสบความสำเร็จ

พี่น้อง ที่เคารพครับ วันนี้ต้องบอกพี่น้องว่า การติดตามทางการเมือง ของผมและคณะ ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และ วันนี้ เราได้พบร่องรอย ของการ เจรจา และ การวางแผน อย่างลับๆ ของกลุ่มคนที่อยู่ในซีก ของ ระบอบทักษิณ กับ แกนนำ พรรคร่วมรัฐบาล บางคน มีการจะใช ประโยชน์ จาก การอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ของกลุ่มเสื้อแดง นายเฉลิม ให้เป็นประโยชน์ ทางการเมือง เพราะ การยื่นอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ของ พรรคเพื่อไทย นี่จะเกิดขึ้น เมื่อการเจรจาประสบความสำเร็จ

การยื่นอภิปราย ตามมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นการยื่นอภิปราย แล้ว นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถ จะยุบสภาได้ เมื่อมาตรา 158 ระบุว่า หากพรรคฝ่ายค้าน หรือ ส.ส. รวมชื่อกันแล้ว ยื่นอภิปราย ไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐบาล ทั้งคณะนั้น จะต้องเสนอชื่อ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ของฝ่ายยื่นอภิปราย ประกอบไปด้วย

ผมใช้ภาษาชาวบ้าน เพื่อให้พี่น้องที่นี่ และพี่น้องที่อยู่ทางบ้าน ได้ทราบ นั่นหมายถึงว่า ถ้า พรรคเพื่อไทย จะยื่นอภิปราย รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยื่นอภิปราย นายกฯ อภิสิทธิ์ พรรคเพื่อไทย ต้องระบุชื่อ นายกรัฐมนตรี คนใหม่ ลงในญัตติ นั้นด้วย

ขณะนี้จึงมีการเจรจากับ แกนนำพรรคร่วมบางคน กลุ่มที่สำคัญๆ เพื่อที่จะขอเอาชื่อ หัวหน้ากลุ่ม มาเป็น นายกรัฐมนตรี ที่ระบุไว้ในญัตติ อภิปราย ไม่ไว้วางใจ

พี่น้องครับ ในรัฐธรรมนูญ เขียนต่อไปอีกว่า หากการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ จบลง และมีการ ลงมติ หากพรรคฝ่ายค้าน มีเสียงไม่ไว้วางใจ มากกว่า รัฐบาล นั่นหมายถึง ขณะที่ลงมติ อาจจะเอาเงินไปทุ่ม ซื้อ ส.ส. เอาเงินไปทุ่มซื้อจำนวนมาก เพื่อให้ไม่ไว้วางใจรัฐบาล

คำว่าไม่ไว้วางใจรัฐบาล กฎหมายระบุต่อไปอีกว่า ให้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำชื่อของคนที่อยู่ใน ญัตติไม่ไว้วางใจ นั้นเสนอขอ พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี ได้เลย

นั่นหมายถึงว่า ไม่ต้องนำชื่อ นายกฯ มาโหวต ในสภาอีก คนที่ไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็คือ คนที่ไว้วางใจให้มี นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็นคนที่มีชื่ออยู่ใน ญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

พี่น้องครับ ขณะนี้เราวิตกกังวลว่า กลุ่มเพื่อนเนวิน หากการเจรจาสำเร็จ มีการเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็น นายชัย ชิดชอบ เสนอไปพร้อมกับ ญัตติ นายชัย ในฐานะเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ปฏิเสธ ที่จะรับญัตติไม่ได้ ต้องรับญัตตินี้ และชื่อของตนเอง ก็เป็นชื่อที่ปรากฏว่า จะเป็น นายกรัฐมนตรี ต่อไป

ภายใต้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากรัฐบาลแพ้ พี่น้องครับ จะเกิดอะไรขึ้น หากรัฐบาลอภิสิทธิ์แพ้ เกิดกลุ่มเนวิน ต้องการมากกว่า กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ถ้า ชัย ชิดชอบ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเงื่อนไขทางกฎหมายนี้ กลุ่มเนวิน ก็เอาไปซิ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร ได้ทั้งหมด เพราะ นายกรัฐมนตรี คนใหม่ จะต้องนำขึ้นกราบบังคมทูล โดยอัตโนมัติ เมื่อรัฐบาลแพ้ญัตติ อภิปราย ไม่ไว้วางใจ

พี่น้องครับ วันนี้ ต้องฝากพี่น้อง ที่ฟังผมพูดจาปราศรัยกับ พี่น้อง ให้ถาม กลุ่มเนวิน ให้ถาม ท่านชัย ชิดชอบ ว่า หากมีชื่อของท่าน ปรากฏอยู่เป็น ชื่อที่ จะได้รับการแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี ท่านจะยอมรับ หรือ ท่านจะปฏิเสธ เรื่องนี้เกิดขึ้นแน่นอนครับ ผมถึงต้องฝากพี่น้อง ที่นี่ และ พี่น้อง ที่อยู่ทางบ้านว่า

การเมืองจากนี้ไป อย่าไปให้ นักการเมือง เล่นจน ประเทศชาติเสียหาย เราในฐานะ คนรักชาติ รักบ้าน รักเมือง เป็นมวลชน คนกู้ชาติ จะยอมให้ นักการเมือง ปู้ยี่ปู้ยำ ประเทศของเรา แต่เพียงลำพังไม่ได้ เราต้องลุกขึ้นมา ทวงถาม และ คัดค้าน การกระทำ ที่ทำลายชาติ บ้านเมือง จนถึงที่สุด ครับ พี่น้อง ขอบพระคุณมาก ครับ สวัสดีครับ

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 13 มกราคม 2552 05:09 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003458


พิมพ์ ข่าวนี้ พธม.เตือน “มาร์ค” เร่งจัดการตำรวจ – “ไทกร” แฉแผนลับ “เพื่อแม้ว” ดึง “เพื่อนเนวิน” คืน

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ป.ป.ช. พิจารณา คดี 7 ตุลาเลือด ได้ช้า เพราะ ตำรวจ ส่งคน ฟ้องศาล สกัด ป.ป.ช. เชือด

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,ข่าวการศึกษา,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความรุนแรง,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ตำรวจฆ่าประชาชน,ปปช,ประวัติศาสตร์ไทย,รัฐสั่งฆ่าประชาชน,องค์กรสิทธิมนุษยชน,อาชญากรรม — accomthailand @ 00:47
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


แฉเล่ห์ ฉ้อฉล “อำนวย” ส่งคนแสร้งฟ้อง ศาล
สกัดป.ป.ช.เชือดคดี 7 ตุลาเลือด


พล.ต.ต.ภ??นวย นิ่มมะโน รภ?? ผบช.น.

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.


แฉเล่ห์ฉ้อฉล ตำรวจ “อำนวย นิ่มมะโน” ส่งเพื่อน คนบ้านเดียวกัน แสร้งฟ้องศาล ให้เอาผิด กรณี 7 ตุลาเลือด เพื่อสกัดให้ ป.ป.ช. หยุดไต่สวน เอาผิด อ้าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ คดีเรื่องเดียวกัน ที่อยู่ในชั้นศาลแล้ว ป.ป.ช.ต้องหยุดไต่สวน


นอกจากนี้ ยังเล่นแร่แปรธาตุ มอบทนายฟ้อง 9 อรหันต์ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพื่อให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทั้งคณะ ขณะที่ป.ป.ช.ระบุ เมื่อศาล ยังไม่รับฟ้อง ยังมีอำนาจไต่สวนได้ แต่เมื่อศาลรับฟ้อง จำเลย ต้องพักราชการทั้งหมด ด้าน “ทนายพันธมิตรฯ” ชี้ “เพื่อนอำนวย” ใช้สิทธิ ที่ไม่สุจริต ใช้วิชามาร เป็นการฟ้องร้อง รูปแบบซูเอี๋ย ใช้ศาล เป็นเครื่องมือ

วานนี้ (12 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ ตำรวจใช้อาวุธ และ แก๊สน้ำตา เข้าสลายการชุมนุม ของ กลุ่มพันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเดินทางไปปิดล้อม อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 เพื่อไม่ให้รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบาย จนมีผู้เสียชีวิต และ บาดเจ็บจำนวนมาก

ซึ่งภายหลังเหตุการณ์ ดังกล่าวผ่านพ้นไป คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่มี นายสุรสีห์ โกศลนาวิน เป็นประธาน ได้สรุปผลการสอบสวน และ ส่งสำนวนไปยัง คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการ กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในการสั่งการ สลายการชุมนุมดังกล่าว

โดยมีทั้ง นักการเมือง และ นายตำรวจ ที่เกี่ยวข้องหลายนาย เข้าข่ายมีความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงาน ปฏิบัติ และ/หรือ ละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตราย แก่กาย หรือ จิตใจ ทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตราย สาหัส ฆ่า และ พยายามฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 295, 297, 288, 289, 83 อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. ฯลฯ

ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เตรียมดำเนินการ ฟ้องร้องเอาผิด กับ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ดังกล่าว โดยอยู่ระหว่าง การรวบรวมพยานหลักฐาน

ทั้งนี้ หากป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวน และ ชี้มูลความผิด กับ นักการเมือง และ นายตำรวจ ทั้งหมดแล้ว จะส่งผลให้ นายตำรวจทั้งหมด ต้องถูกให้ ออกจากราชการ จึงทำให้มี นายตำรวจ บางนาย พยายามหาช่องทางให้พ้นผิด จากกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2551 ปรากฏว่า นายสิทธิพร โพธิโสดา ซึ่งอ้างว่าเป็น ทนายความ ได้ฟ้องร้องต่อ ศาลอาญา เพื่อให้ดำเนินการเอาผิด กับ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร.
พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.
พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. และ
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. รวม 5 คน

ในความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และ ความผิดเกี่ยว กับ ชีวิตและร่างกาย เป็นจำเลยที่ 1-5 ตามคดี หมายเลขดำ ที่ อ.4142/2551 โดยศาลนัด ไต่สวนมูลฟ้อง ในวันที่ 15 ธ.ค. 2551

ทว่า เมื่อถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง นายสิทธิพร ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ในครั้งนี้ ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีออกไป โดยอ้างว่า มีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ซึ่งแพทย์ผู้ทำการรรักษา มีความเห็นให้หยุดพัก 1 วัน จึงขอเลื่อนนัด การไต่สวนมูลฟ้องไปนัดหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า นายสิทธิพร ซึ่งเป็น โจทก์ยื่นฟ้อง ในครั้งนี้ ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่ใช่ กลุ่มพันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย แต่เหตุไฉน จึงได้ไปดำเนินการ ฟ้องร้อง นายสมชาย กับ พวก รวม 5 คนดังกล่าว

ซึ่งมีรายงานว่า นายสิทธิพร เป็นเพื่อนสนิท และเป็น คน จ.สงขลา บ้านเดียวกัน กับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. การฟ้องร้องครั้งนี้ อาจเป็นไปได้ว่า จะมีการทำสำนวนการฟ้องร้อง ที่ค่อนข้างอ่อน พยานหลักฐาน เพื่อให้ศาลยกฟ้อง และ เพื่อจะได้นำไปอ้าง กับ ป.ป.ช.ว่า ศาลยกฟ้องแล้ว

ในขณะเดียวกัน ยังหวังผลอีกว่า หากศาลประทับรับฟ้อง ในคดีดังกล่าว การไต่สวน ของ ป.ป.ช. ก็จะต้องหยุดชะงัก เพราะคดีอยู่ในความดูแล ของ ศาล ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 86 แล้ว

ต่อมาเมื่อ วันที่ 26 พ.ย.2551 พล.ต.ต.อำนวย ทำหนังสื่อ ที่ตช.0016.146/5820 เรื่องขอคัดค้าน อำนาจการไต่สวน ของ คณะกรรมการป.ป.ช. ถึง ประธานป.ป.ช. โดยอ้างว่า การไต่สวนคดี ดังกล่าว นายสิทธิพร โพธิโสดา ได้ไปดำเนินการฟ้องร้อง ยังศาลอาญา แล้ว

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 จึงห้ามมิให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน ในคดี ดังกล่าว พร้อมทั้ง ยกตัวอย่าง กรณีตำรวจนครบาล 2 จับกุม พล.ต.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งต่อมา พล.ต.ขัตติยะ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ ดำเนินคดี กับ ตำรวจชุดจับกุม และ พนักงานสอบสวน ได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้ ป.ป.ช. แต่ต่อมา พล.ต.ต.ขัตติยะ ได้ยื่นฟ้องตำรวจ ชุดจับกุมต่อศาล ทาง ป.ป.ช. จึงมีหนังสือแจ้งไปยัง พนักงานอัยการว่า เรื่องอยู่ระหว่าง การพิจารณาของศาล กรณีจึงต้องห้าม มิให้คณะกรรมการป.ป.ช.รับ หรือ ยกคำกล่าวหา ขึ้นพิจารณา

ด้วยข้อเท็จจริง และ เหตุผลดังกล่าว จึงขอคัดค้านเพิ่มเติม ในประเด็นอำนาจ การไต่สวนของ คณะกรรมการป.ป.ช. ในเรื่องที่กล่าวหา ทุกข้อ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2551 พล.ต.ต.อำนวย ยังทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ตช.0016.146/6340 เรื่องขอคัดค้านอำนาจการไต่สวน ของ ป.ป.ช.(เพิ่มเติม) ถึง ประธานป.ป.ช. อีกครั้ง

โดยครั้งนี้ ได้นำสำเนาหมายเรียก พยานเอกสาร หรือ พยานวัตถุ (คดีอาญา) ศาลอาญา ตามคดีที่ นายสิทธิพร ฟ้องร้องส่งไปด้วย โดยหนังสือ ดังกล่าว ระบุว่า

“เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2551 ศาาลอาญาได้มีหมายเรียก พยานเอกสาร หรือ พยานวัตถุ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย มายัง ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ส่ง สรรพเอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับ กาารไต่สวน ไปยังศาลอาญา ก่อนวันที่ 22 ม.ค. 2552 เพื่อประกอบการพิจารณา ด้วยเหตุดังกล่าว จึงห้ามมิให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับ หรือ ยกคำกล่าวหา ขึ้นพิจารณา ตามมาตรา 86(2) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงขอให้ท่าน และ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ยึดถือปฏิบัติตามกฏหมาย โดยเคร่งครัด ฯ”


การดำเนินการ เพื่อให้ ตนเอง และ พวกพ้อง พ้นผิด ตามช่องทางของกฏหมาย ยังไม่ได้หยุดลง ตรงแค่ให้ นายสิทธิพรไ ปแสร้งฟ้องเอาผิดเท่านั้น โดยเมื่อ วันที่ 7 ม.ค. 2552 พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ได้มอบอำนาจให้

นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ เป็นโจทก์ ฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ประกอบด้วย
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.
นายกล้านรงค์ จันทิก
นายใจเด็ด พรไชยา
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย
นายภักดี โพธิศิริ
นายเมธี ครองแก้ว
นายวิชา มหาคุณ
นายวิชัย วิวิตเสวี และ
น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ
เป็นจำเลยที่ 1-9 ฐานเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือ ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

คำฟ้องดังกล่าวระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติแต่งตั้ง นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็น ประธานอนุกรรมการไต่สวน
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.
พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ฐานกระทำผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่ราชการ

กรณีสั่งให้ ตำรวจสลายการชุมนุม พื้นที่หน้าบริเวณรัฐสภา ถนนอู่ทองใน และ บริเวณใกล้เคียง เมื่อ วันที่ 7 ต.ค.2551 โดยระหว่างการไต่สวนฯ ดังกล่าว ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2551 นายสิทธิพร โพธิโสดา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) กับพวก เป็นจำเลยที่ 1-5 ต่อศาลอาญา แล้ว

โดย ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 86 บัญญัติไว้ ห้ามมิให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับ หรือ ยกคำกล่าวหา ตามมาตรา 84 เกี่ยวกับ เรื่องที่ ศาลรับฟ้อง ในประเด็นเดียวกัน และ อยู่ระหว่างการพิจารณา ของ ศาล หรือ ที่ศาลพิพากษา หรือ มีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว แต่ปรากฏว่า จำเลยทั้งเก้า ไม่ได้ยุติการไต่สวน จึงย่อมมีความผิด ตามมาตรา 157 จึงขอให้ ศาลพิพากษา ลงโทษ จำเลย ตามความผิดด้วย ทั้งนี้ คดีดังกล่าวศาลรับคำฟ้องไว้ และ นัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 2 มี.ค.2552

ต่อมา เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2552 นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ ผู้ได้รับมอบอำนาจ จาก พล.ต.ต.อำนวย ได้ทำหนังสือ จาก สำนักงานบัญชา ทนายความ และ การบัญชี เรื่อง ขอให้ปฏิบัติตามกฏหมายโดยเคร่งครัด ถึง นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. และ ประธานอนุกรรมการ

ใจความระบุว่า ขอให้ นายวิชา ในฐานะ อนุกรรมการไต่สวน ยุติการไต่สวน เพื่อมิให้ พล.ต.ต.อำนวย ได้รับความเสียหาย จากการไต่สวน หาก นายวิชา ยังไต่สวนต่อไป โดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 86(2) จึงมีความจำเป็น และ เสียใจอย่างยิ่ง ที่จะต้องดำเนินคดี ในทางอาญา และ ทางแพ่ง ตามกฏหมายต่อไป

กรณีดังกล่าว มีรายงานจาก ป.ป.ช. ระบุว่า คดีที่ ป.ป.ช. กำลังไต่สวน อยู่นั้น มีกรณีหลายข้อกล่าวหา และ หลายข้อหา ก็ไม่ซ้ำกัน ไม่ใช่ ประเด็นเดียว กับ กรณีที่มีผู้ไปฟ้องตำรวจไว้ และ คดีที่ไปฟ้องนั้น ยังถือไม่ได้ว่า ศาลได้รับฟ้องไว้แล้ว เพราะในคดีอาญา ที่ ราษฎร เป็นโจทก์ฟ้อง นั้น จะมีผลเป็นการรับฟ้อง ต่อเมื่อศาลทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ ประทับรับฟ้อง

เมื่อศาลยังไม่ประทับรับฟ้อง จึงเท่ากับ ศาลยังไม่รับเป็น คดี ป.ป.ช. จึงมีสิทธิทำการไต่สวนต่อไป นอกจากนั้น ข้อหา ก็มิได้ซ้ำซ้อนกัน ที่สำคัญคือ ผู้ไปฟ้องคดี กับ ตำรวจนั้น ไม่แน่ว่า จะเป็นใคร อาจจะเป็นพวกเดียวกันฟ้องคดี เพื่อช่วยเหลือกันก็ได้ หรือ อาจจะเป็น ผู้เสียหายจริงๆ แล้วฟ้องคดี เพื่อบรรเทาความเสียหาย ของตน ก็ได้ ซึ่งต้องดูข้อเท็จจริงต่อไป แต่เมื่อ ศาลยังไม่รับฟ้อง ก็ยังไม่เป็นคดี และ ถ้าศาลรับฟ้องเมื่อใด ก็คงต้องมี การพักราชการ บรรดาจำเลย ที่ถูกฟ้อง

“การฟ้องร้องคดีของ พล.ต.ต.อำนวย จึงมิได้สร้างความวิตกกังวล ให้แก่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน แต่อย่างใด บางท่าน ถึงกับ กล่าวว่า ตำรวจ เขาดูกฏหมาย กันอย่างไร มิน่าเล่า บ้านเมือง จึงตกอยู่ในสภาพ ไร้ขื่แปเช่นนี้” แหล่งข่าวกล่าว

ขณะที่ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า กรณีที่ นายสิทธิพร โพธิโสดา ทนายความ ได้ยื่นฟ้อง นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กับ พวก นั้น ตนขอเวลา ตรวจสอบรายละเอียด เกี่ยวกับตัว นายสิทธิพร ที่อ้างตัวเป็น ทนาย ว่าเป็น ทนายสังกัดใด มีเบอร์ติดต่อ ได้หรือไม่ จาก สภาทนายความก่อน และ จะต้องหาความชัดเจน ในการเชื่อมโยง ว่ามี ความเกี่ยวข้อง เป็นเพื่อน หรือเป็นอะไร กับ พล.ต.ต.อำนวย ตามที่หลายฝ่าย ให้รายละเอียดตนมา

เพื่อที่จะได้ ยื่นฟ้องต่อศาล ให้ศาลรับรู้ว่า การที่ นายสิทธิพร ไปยื่นฟ้อง บุคคลทั้งหมด ที่กล่าวมาเบื้องต้น เป็นการประพฤติตน ไม่เหมาะสม ถือเป็นการใช้สิทธิ ที่ไม่สุจริต ใช้วิชามาร ซึ่งเป็นการ ฟ้องร้อง รูปแบบซูเอี๋ย เพื่อให้ศาล ได้ทราบว่า ศาล ถูกใช้เป็นเครื่องมือ

“หากตรวจพบว่า นายสิทธิพร ใช้ตำแหน่งทนายความ ในทางที่ ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง จะต้องยื่นเรื่องให้ สภาทนายความ พิจารณา ถอนใบอนุญาติ ว่าความ ต่อไป ซึ่งผมต้องเร่งตรวจสอบ ให้รู้ถึงที่มาที่ไป ว่ามีข้อมูลด้านใด ที่จะมาโยงเรื่องได้” นายสุวัตรกล่าว

ส่วน คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. จะดำเนินการเอาผิด กับ รายชื่อที่ทาง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้มูลความผิด นำเสนอให้ทราบแล้วนั้น อย่างไร นายสุวัตร กล่าวว่า ในเรื่องนี้ ป.ป.ช. มีข้อเท็จจริง อยู่ในมืออยู่แล้ว แต่ในด้านของ ศาล เราต้องรีบทำเรื่องให้ ศาล รู้ความเป็นจริง ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งตนขอเวลา ตรวจสอบอีกครั้ง

ด้าน นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึง ความคืบหน้า ในการไต่สวนคดี ดังกล่าวว่า ขณะนี้กำลังไต่สวนอยู่ และ ยังมีการพิจารณา ข้อโต้แย้งอยู่ แต่การที่พิจารณาได้ช้า เพราะ

ขณะนี้ พล.ต.ต. อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ให้ ทนายความยื่นฟ้อง นาย ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ป.ป.ช. กับ พวก กรรมการ ป.ป.ช. รวม 9 คน ในความผิด ฐานเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือ ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อย่างไรก็ตาม เราก็จะทำงานต่อไปเรื่อยๆ และ ไม่รู้สึกหวั่นไหว แต่อย่างใด ซึ่งต่อไปนี้ จะต้องมีกระบวนการ ในการแก้คดีต่อไป

นายวิชา กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ตนจะต้องนำเรื่องนี้ เข้าหารือในที่ประชุม ป.ป.ช. ในวันนี้ (13 ม.ค.) เพราะ เรื่องนี้เป็น เรื่องสำคัญ ถือว่าเป็น อุปสรรค และ ขัดขวาง การทำงานของเรา ทำให้เราไม่สามารถ ไต่สวนคดี ได้โดยสะดวก

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ ตนไม่ได้เป็น คนขอทำ แต่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย ให้ดำเนินการ ในเมื่อมีการฟ้องร้อง เราก็จำเป็นต้อง ปรึกษา คณะกรรมการ ป.ป.ช.

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
13 มกราคม 2552 00:47 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003430


พิมพ์ ข่าวนี้ แฉเล่ห์ฉ้อฉล”อำนวย” ส่งคนแสร้งฟ้องศาล สกัดป.ป.ช.เชือดคดี 7 ตุลาเลือด

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

January 11, 2009

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ตึงเครียด อีกครั้งหนึ่ง แต่ ฮุนเซน จะเดินทางมาร่วมประชุม ผู้นำอาเซียน ที่ หัวหิน

เรืภ??ูปิเตภ??์ครุยส์ที่เมืภ??ท่าสีหนุวิลล์สัปดาห์ที่แล้ว

เรือจูปิเตอร์ครุยส์ที่เมืองท่าสีหนุวิลล์สัปดาห์ที่แล้ว


เรือจูปิเตอร์ครุยส์ ที่เมืองท่าสีหนุวิลล์ สัปดาห์ที่แล้ว จดทะเบียนที่ ปานามา แต่ดำเนินการโดย บริษัทในสิงคโปร์ สูง 7 ชั้น ยาว 178 เมตร กว้าง 22 เมตร มีห้องพักราว 400 ห้อง ภัตตาคาร สปา ฟิตเน็สเซ็นเตอร์ ห้องบันเทิง ฯลฯ เพียบ บรรทุกผู้โดยเต็มๆ ลำ ได้ถึง 800 กับลูกเรือ อีก 400 คน ให้บริการท่องเที่ยว เชื่อมประเทศต่างๆ ในทะเลจีนใต้ อ่าวไทย และ มหาสมุทรอินเดีย แวะจอดเทียบท่า ปลายทางต่างๆ แห่งละ 6 ชั่วโมง


“ฮุนเซน” กลับลำโฆษกยันมาประชุมอาเซียนแน่

ภาพจากแฟ้มรภ??เตภ??์วันที่ 6 ส.ค.2551 สมเด็จฯ ฮุนเซน ระหว่างไปเยี่ยมเยืภ??ชาวนาที่ ฮสำโรงตึก จ.กัมปงสะปืภได้ให้สัมภาษณ์ว่าพวกหัวรุนแรงในประเทศไทย ได้โหมสะพืภ??วามขัดแย้งพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา สัปดาห์ที่แล้วสมเด็จฯ ฮุนเซนกล่าวว่าภ??จจะไม่เดินทางมาร่วมประชุมผู้นำภ??เซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ แต่เมื่ภ??ันภ??ทิตย์นี้ โฆษกได้แถลงกลับคำภ??กครั้งหนึ่ง

ภาพจากแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 6 ส.ค.2551 สมเด็จฯ ฮุนเซน ระหว่างไปเยี่ยมเยือนชาวนาที่ อ.สำโรงตึก จ.กัมปงสะปือ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าพวกหัวรุนแรงในประเทศไทย ได้โหมสะพือความขัดแย้งพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา สัปดาห์ที่แล้วสมเด็จฯ ฮุนเซนกล่าวว่าอาจจะไม่เดินทางมาร่วมประชุมผู้นำอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ แต่เมื่อวันอาทิตย์นี้ โฆษกได้แถลงกลับคำอีกครั้งหนึ่ง

ASTV ผู้จัดการรายวัน – นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฯ ฮุนเซน จะเดินทางมาร่วมประชุม ผู้นำอาเซียน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ หัวหิน ในเดือนหน้า อย่างแน่นอน หลังจากโฆษกรัฐบาลกัมพูชา กล่าวก่อนหน้านี้ ว่า ผู้นำกัมพูชา อาจจะไม่มา เพราะมีความลำบาก และ ค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งได้สร้าง ความสับสน แก่ทุกฝ่าย

การแถลงดังกล่าว ยังมีขึ้นในช่วงที่ ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ตึงเครียด อีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลกัมพูชา ได้ยื่นประท้วง หลังจาก เจ้าหน้าที่ ตรวจคนเข้าเมือง ของไทย ที่ อ.ศรีราชา ไม่อนุญาตให้ ผู้โดยสารชาวกัมพูชา บนเรือสำราญนำเที่ยวลำหนึ่งขึ้นจากเรือ ที่เข้าเทียบ ท่าแหลมฉบัง ปลายเดือนที่แล้ว

“ท่าน (ฮุนเซน) ไม่ได้พูดว่า จะไม่ไปร่วม แต่ท่านมีความยุ่งยากบางประการ หลังจากหารือกันแล้ว ท่านมั่นใจว่าจะไปได้” นายเขียว กัญฤทธิ์ รัฐมนตรี กระทรวงแถลงข่าว โฆษกคนเดียวกัน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์

แต่เดิมการประชุมสุดยอดของ กลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ และ การประชุมอาเซียน กับ ประเทศคู่เจรจา ที่เรียกว่า อาเซียน+3 กับ อาเซียน+6 จะจัดขึ้น ใน กรุงเทพฯ ในเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว แต่รัฐบาลของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประกาศเลื่อนวันประชุม และ เปลี่ยนสถานที่ประชุม เป็น เมืองเชียงใหม่ เนื่องจาก สถานการณ์ประท้วงรัฐบาล ใน กรุงเทพฯ

นายกรัฐมนตรีขภ??ไทย ภ??ิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ก่ภ??หน้านี้ยืนยันว่า ผู้นำกัมพูชาจะมาร่วมประชุมด้วย และจะไม่มีการหยิบยกเรื่ภ??ชายแดนขึ้นเจรจาในกรภ??ขภ??ภ??เซียน

นายกรัฐมนตรีของไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ยืนยันว่า ผู้นำกัมพูชาจะมาร่วมประชุมด้วย และจะไม่มีการหยิบยกเรื่องชายแดนขึ้นเจรจาในกรอบของอาเซียน

ต่อมา รัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้เปลี่ยนสถานที่ประชุม เป็น อ.หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นไปตาม คำแนะนำ ของ ฝ่ายความมั่นคง

ไทยยังเลื่อน การประชุมอาเซียน+3 กับ อาเซียน+6 ออกไปเป็น เดือน เม.ย. อีกด้วย

นายเขียว กล่าวว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน อาจจะไม่สะดวก และ มีความลำบาก ในการไปร่วมประชุม ที่ อ.หัวหิน นอกจากนั้น ยังเห็นว่า การประชุมผู้นำ อาเซียน กับ ผู้นำจีน เกาหลี และญี่ปุ่น นั้น มีความสำคัญยิ่งกว่า สามประเทศนี้ กำลังจะให้เงินช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องใน ภูมิภาค

ปัจจุบัน ไทย เป็นประเทศประธาน คณะกรรมการประจำกลุ่มอาเซียน ซึ่งสมาชิกประเทศ ผลัดเปลี่ยนกัน ทำหน้าที่ ปีละครั้ง

วันที่ 8 ม.ค. ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศคนหนึ่ง ของ กัมพูชา ได้เรียกเอกอัครราชทูตไทย เข้าพบ และ ยื่นประท้วง ระบุว่าเมื่อ วันที่ 25 ธ.ค. ไทย ไม่อนุญาตให้ ลูกเรือหลายร้อยคน บนเรื่อท่องเที่ยวเดินสมุทร “จูปิเตอร์” (Jupiter Cruise) จากเมืองท่า สีหนุวิลล์ ขึ้นบก ทั้งๆ ท เกือบทั้งหมด มีวีซ่า ที่ออกโดย สถานทูตไทย อย่างถูกต้อง

หนังสือพิมพ์แคมโบเดีย เดลี ได้อ้างคำพูด ของ นายโซ้ท สุพิน (Soth Sophin) ประธาน บริษัทลัมแอนด์บราเธอร์ส (Lam and Bothers) เป็นผู้จัด เดินทางท่องเที่ยว ไปกับ เรือจูปิเตอร์ ซึ่งระบุว่า เรือสำราญลำนี้ พร้อมผู้โดยสารกว่า 400 คนได้ไปแวะจอดเทียบท่า เพื่อเยือนเมืองพัทยา ก่อนจะ ไปแวะ ท่าเรือกรุงเทพฯ และ ภูเก็ต เป็นปลายทางสุดท้าย

นายสุพิน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไทยไม่อนุญาตให้ ผู้โดยสาร ที่เป็นชาวกัมพูชา ขึ้นฝั่ง แต่อนุญาตให้ นักท่องเที่ยว ชาวจีน กับ ชาวเวียดนาม เข้าประเทศ ได้ ทั้งๆ ที่ ชาวกัมพูชา ถือวีซ่า ที่ออกโดย สถานทูตไทย ในกรุงพนมเปญ

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ที่ไม่ประสงค์ให้ ระบุชื่อ กล่าวกับ “ASTV ผู้จัดการรายวัน” เมื่อวันศุกร์ (9 ม.ค.) ระบุว่า เรือจูปิเตอร์ ขอเข้าเทียบท่า อย่างกระชั้นชิด ผิดระเบียบ และ แจ้งจำนวนผู้โดยสาร เพียงประมาณ 200 คน แต่เอาเข้าจริงๆ จำนวนมี ถึง 700 คน นอกจากนั้น ยังแจ้งว่า จะขอ เพียงแวะเติมน้ำ แล้วจะออกเดินทางต่อไป

เจ้าหน้าที่ผู้นี้ไม่ได้กล่าวถึง การอนุญาตให้ ผู้โดยสารชาวจีน ขึ้นฝั่งได้ แต่อธิบายเกี่ยวกับ ผู้โดยสารชาวเวียดนาม (ที่ไม่ทราบจำนวน) ว่า ทุกคน มี เอกสารการเดินทาง ครบ มีความประสงค์ จะขอเดินทาง กลับประเทศ ทางเครื่องบิน จึงได้รับอนุญาต

นายเบนสัน สะไหม (Benson Samay) สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นทนายความ ให้กับ เรือจูปิเตอร์ กล่าวว่า ผู้โดยสาร พากันโกรธแค้น การเลือกปฏิบัติ ของ ทางการไทย ซึ่งเขากล่าวว่า ทำให้การเดินทางของ จูปิเตอร์ เป็น “ความหายนะ” ในทันที

นายสะไหม กล่าวด้วยว่า ผู้โดยสารชาวกัมพูชา หลายคน เป็น สมาชิกวุฒิสภา เป็นนายทหารระดับนายพล ผู้พิพากษา เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ของ รัฐบาล หลายคน ถือหนังสือเดินทาง นักการทูต และเชื่อว่า การไม่ให้เข้าประเทศ เกี่ยวพัน กับ การพิพาทพรมแดน

แคมโบเดียเดลี่ ได้อ้างคำกล่าวของ นายธฤต จรุงวัฒน์ โฆษก กระทรวงการต่างประเทศ ของไทย ที่ตอบคำถาม ทางอีเมล์ ระบุว่า กระทรวง ไม่เคยทราบ เกี่ยวกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2551 กับการเลือกปฏิบัติ ของ ทางการไทย ต่อ พลเมืองกัมพูชา และ เชื่อว่า ไม่ได้เกิด เหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

โฆษก ของไทย กล่าวว่า ตามหลักการนั้น ทางการตรวจคนเข้าเมือง ของ ไทย จะต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ การเดินทางเข้าประเทศ โดย ปราศจาก การเลือกปฏิบัติ ทางเชื้อชาติ ถ้าหาก (นักท่องเที่ยว) มีวีซ่าเข้าเมือง อย่างถูกต้อง

ประเทศไทย ถือว่า กัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านประเทศหนึ่ง ในบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน อื่นๆ ดังนั้น ในสภาวะปกติ จึงไม่มีเหตุผล สำหรับเรา ที่จะห้าม นักท่องเที่ยวเดินทาง เข้าประเทศ แต่ไทยจะสอบสวนเรื่องนี้ ถ้าหากมีการประท้วง ทางการทูต จริงๆ

ในการแถลงข่าว วันที่ 8 ม.ค. นายลอง วิสาโล (Long Visalo) ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ คนหนึ่ง กล่าวว่า ทางการ ไม่ทราบเรื่องนี้ มาก่อน จนกระทั่ง วันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมา

นายอึงเซียน (Ung Sean) ผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่เรียกทูตไทย เข้าพบ และ ยื่นประท้วง กล่าวว่า กัมพูชา ไม่มีความสุข เสียใจ และ ไม่สามารถยอมรับได้ ต่อกรณี นี้ และ เรียกร้องให้ ฝ่ายไทย ต้องสอบสวน อย่างถึงที่สุด หลังจาก เอกอัครราชทูตไทย ไม่สามารถตอบคำถามใดๆ ได้

“ASTV ผู้จัดการรายวัน” ไม่สามารถติดต่อ ขอสัมภาษณ์ เพื่อขอรายละเอียดจาก เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญได้ใน วันอาทิตย์ (11 ม.ค.) นี้

แต่ นายวิสาโล กล่าวว่า ไทย ได้ห้ามผู้โดยสาร ชาวกัมพูชา จำนวน 257 คน เข้าประเทศ ด้วยเหตุผล ที่ว่า คนเหล่านั้น จะเป็นอันตราย ต่อ ความมั่นคง ของไทย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 11 มกราคม 2552 21:08 น.
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9520000002893


พิมพ์ ข่าวนี้ “ฮุนเซน” กลับลำโฆษกยันมาประชุมอาเซียนแน่

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

« Previous PageNext Page »

Blog at WordPress.com.