Accom Thailand

April 30, 2009

คดีทุจริตคลองด่าน – ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา”


ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม

นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม


ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ คดี “วัฒนา อัศวเหม” อดีต รมช.มหาดไทย ทุจริต จูงใจ จนท. ที่ดิน สมุทรปราการ ออกโฉนด คลองด่าน ทับที่สาธารณะ ส่งผล คดีถึงที่สุด รอตามตัว ที่หลบหนี ไปต่างประเทศ กลับมา รับโทษจำคุก 10 ปี ภายใน อายุความ 15 ปี


วันนี้ (30 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ คดีที่ นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย เป็นจำเลย ซึ่ง ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ จำคุก นายวัฒนา เป็นเวลา 10 ปี ในความผิด ต่อ ตำแหน่ง หน้าที่ ราชการ ตาม ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 148

ที่ใช้ อำนาจหน้าที่ โดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้เพื่อให้ บุคคลใด มอบให้ ซึ่งทรัพย์สิน ด้วย การบังคับซื้อ ที่ดิน ต.บางเหี้ย (คลองด่าน) อ.บางเหี้ย (บางบ่อ) จ.สมุทรปราการ จาก ราษฎร หลายราย และ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ด้วย การบังคับขู่เข็ญ หรือ กระทำการ โดยวิธีการ อื่นใด ให้ ข้าราชการ สังกัดกรมที่ดิน และ กรมการปกครอง ปฏิบัติ หรือ ละเว้น ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือ โดยทุจริต ในการออกโฉนด ที่ดิน 5 แปลง

คดีนี้ หลังจากที่ ศาลฎีกา มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2551 แล้ว ทนายความ นายวัฒนา ได้ใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กำหนดไว้ ในมาตรา 278 วรรคสาม ยื่นอุทธรณ์ ต่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2551 โดยฝ่ายจำเลย ระบุว่า มีพยานบุคคล รวม 17 ปาก เป็น หลักฐานใหม่

เมื่อจำเลย ยื่นอุทธรณ์แล้ว ที่ประชุมใหญ่ จึงแต่งตั้ง องค์คณะผู้พิพากษา รวม 5 คน พิจารณาอุทธรณ์ เพื่อทำบันทึกความเห็น สรุปสำนวน เสนอ ที่ประชุมใหญ่ ซึ่งองค์คณะ พิจารณา ตามบทบัญญัติ รธน.มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบ กับ ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 แล้วเห็นว่า

พยานหลักฐาน ที่จำเลย ยกขึ้นอ้าง ไม่ใช่ พยานหลักฐานใหม่ ที่อาจจะทำให้ ข้อเท็จจริงเปลี่ยน แปลงไป ในสาระสำคัญ และ ไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ จำเลยไม่รู้ หรือ มีเหตุอันควรรู้ว่า พยานหลักฐาน ดังกล่าว มีอยู่ ดังนั้น จึงไม่ควร ที่จะรับอุทธรณ์ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณาแล้ว ก็เห็นด้วยกับ ความเห็น สรุปสำนวน องค์คณะ ซึ่งพิจารณา 3 ประเด็น คือ


1. พยานหลักฐาน ประเด็นว่า การออกโฉนดที่ดิน ชอบด้วย ระเบียบ และ กฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยอ้าง

นายไพฑูรย์ สุนทรวิภาค อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2533-2547, นายวีระ รอดเรือง อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2537-2542, นายวิเชียร รัตนพีระพงศ์ อดีต อธิบดีกรมที่ดิน, พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีต รองเลขาธิการ ครม., นายประพันธ์ ชลวีระวงศ์ อดีต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ, นางอุบล เอื้อศรี อดีต ปลัดจังหวัด สมุทรปราการ, นายสมมาตร ดลมินทร์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ, นายคมชิต วิชญะเดชา อดีตเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ ม.ล.พีพล นพวงศ์ อดีตนายอำเภอบางบ่อ ปี 2535-2536 เป็นพยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2531 ครม. มีมติให้ออก หนังสือแสดงสิทธิ์ ในที่ดินให้กับ ราษฎร บริเวณ ที่ดิน พิพาท ดังกล่าว ซึ่ง จ.สมุทรปราการ ได้แจ้งให้ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ ทราบ และ ปฏิบัติ ตามมติ ครม. อย่างเคร่งครัด และ มีการออกโฉนด ให้กับ รายอื่นหลายราย โดยไม่ปรากฏว่า มี ข้อขัดข้อง หรือ โต้แย้ง ของ ราษฎร ในพื้นที่แต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังได้รับการยืนยัน จาก คณะกรรมการป้องกัน และ หยุดยั้ง การบุกรุก ที่ดินป่าชายเลน ที่ทำการ ตรวจสอบที่ดิน แล้วว่า ไม่มีการบุกรุก และ ที่ดินไม่มีสภาพ เป็นทางสาธารณะ และ

2. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า จำเลย ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน ฝ่ายปกครอง และ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดิน โดยมิชอบด้วยระเบียบ หรือ กฎหมาย หรือไม่ จำเลยอ้าง

นายสุทัศน์ ธรรมรักคิด ซึ่งอ้างว่า เป็นผู้ติดต่อใกล้ชิด กับ เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายจำเนียร ปานพุ่มชื่น นายอำเภอ บางบ่อ ในช่วงเกิดเหตุ, นายสมบัติ เลาประเสริฐ สารวัตรกำนัน ต.คลองด่าน ในช่วงเกิดเหตุ, นายวีระวงศ์ สุวรรณวานิช เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ในช่วงเกิดเหตุ, นายบุญเชิด คิดเห็น สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายวีระ รอดเรือง, ท่านเจ้าคุณ พิพิธธรรมสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสุทัศน์ และ พล.ต.ชิณเสน ทองโกมล เป็นพยาน นำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อยืนยันว่า จำเลย ไม่เคยข่มขู่ เจ้าหน้าที่ รวมทั้ง นายไพศาล กาญจนประพันธ์ และ นายสมชัย แตงน้อย แต่อย่างใด ในการรังวัด โฉนดที่ดิน และ ฝ่ายรังวัด ก็ไม่ได้แจ้งขัดข้อง ในการออกโฉนด ว่า ทับที่ สาธารณะ รวมทั้งประเด็น การมอบ พระเครื่องผงสุพรรณ เพื่อจูงใจ เจ้าพนักงาน ในการออกโฉนด

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นว่า พยานหลายปาก ไม่เคย มาเบิกความต่อศาล ขณะที่เรื่องมติ ครม. ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลง และ ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่ จำเลย ไม่รู้ถึง ความมีอยู่ ของ พยานหลักฐาน นั้น


3. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า การที่จำเลย ใช้อำนาจ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ออกโฉนด ให้ โดยมิชอบ นั้น เป็นการใช้อำนาจ โดยตำแหน่ง อันเป็นความผิด ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 148 หรือไม่ จำเลยอ้าง

พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีตรองเลขาธิการ ครม. เป็น พยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า จำเลย ไม่มีอำนาจ ให้คุณ ให้โทษกับ กรมที่ดิน เพราะ จำเลย ไม่มีหน้าที่ ดูแล รับผิดชอบ กรมที่ดิน โดยตรง การแต่งตั้ง เสนอ ข้าราชการ ที่จะนำเข้าสู่ ครม. จะเป็นการพิจารณาแต่งตั้ง ระดับ 10 ขึ้นไป และ การแต่งตั้ง โยกย้าย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือ เจ้าหน้าที่ กรมที่ดิน เป็นอำนาจของ กรมที่ดิน โดยตรง

ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา พิจาณาแล้ว เห็นว่า พยานดังกล่าว ไม่ใช่หลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง ข้อเท็จจริง รับกันว่า ในช่วงเกิดเหตุ จำเลย ไม่ได้รับมอบหมาย ให้มีอำนาจ การสั่ง อนุญาต อนุมัติ การปฏิบัติ หน้าที่ราชการ เกี่ยวกับ กรมที่ดิน แต่ที่ ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการใช้อำนาจ ในตำแหน่ง ของ จำเลย เนื่องจากเห็นว่า จำเลย มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบ บริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534, พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 และ มีอำนาจ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 ก.ย.2515 มีสิทธิ์เข้าร่วม ประชุมครม. เพื่อมีข้อเสนอแนะ ให้ความเห็น และ มีมติในกิจการงานกรม หรือกระทรวงอื่น รวมทั้งมีสิทธิ์แสดงความเห็น และการมีมติ แต่งตั้ง ข้าราชการระดับ 10 และ 11 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยประเด็น โดยอาศัยข้อกฎหมาย ดังนั้นข้ออ้าง ทางปฏิบัติของจำเลย จึงไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ทำให้ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จึงมีมติว่า อุทธรณ์ของ จำเลย ทุกข้อ ไม่เข้าตามบทบัญญัติ รธน. มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบกับ ระเบียบ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มี พยาน หลักฐาน ใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 จึงมีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ เมื่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ นายวัฒนา แล้ว ได้นำลงประกาศไว้ใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา สำหรับ นายวัฒนา ขณะนี้ อยู่ระหว่างการหลบหนคดี

โดยศาลฎีกา ได้ออกหมายจับ เพื่อให้ติดตามตัวมารับโทษแล้ว และ เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ จึงทำให้ คดีถึงที่สุด ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถจับกุมตัว นายวัฒนา ได้ ก็จะถูกนำตัวคุมขังที่ เรือนจำทันที ตามโทษที่ ศาลฎีกา พิพากษา ลงโทษจำคุก 10 ปี อย่างไรก็ดี สำหรับคดีดังกล่าว มีอายุความ 15 ปี ที่จะติดตามตัว นายวัฒนา มารับโทษ

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 30 เมษายน 2552 19:49 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048711


พิมพ์ ข่าวนี้ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

May 24, 2008

การบริหารอ่างเก็บน้ำที่เหมาะสม แก้ปัญหาน้ำท่วมได้

นักวิชาการ ระบุ การวิจัย เรื่อง การพัฒนาระบบการจัดการสภาวะน้ำท่วมในลุ่มน้ำ โดยการบริหารอ่างเก็บน้ำที่เหมาะสม และการพยากรณ์เตือนภัย ณ เวลาจริง : กรณีศึกษาลุ่มน้ำป่าสัก พบว่า หากการพยากรณ์ปริมาณน้ำฝน และปล่อยน้ำในอ่างเก็บน้ำได้อย่างถูกต้อง จะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้
ศ.ดร.ธวัชชัย ติงสัญชลี จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย กล่าวว่า จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทุกปี จึงได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาระบบการจัดการสภาวะน้ำท่วมในลุ่มน้ำ โดยการบริหารอ่างเก็บน้ำที่เหมาะสม และการพยากรณ์เตือนภัย ณ เวลาจริง : กรณีศึกษาลุ่มน้ำป่าสัก ขึ้น โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. เพื่อศึกษา ทบทวนผลการดำเนินการเกี่ยวกับระบบการพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วม การบริหารจัดการและระบบเครือข่ายเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นแบบจำลองการพยากรณ์ที่ปฏิบัติได้ผลสัมฤทธิ์จริง เพื่อช่วยป้องกัน บรรเทา และเตือนภัยได้ทันการในภาวเหตุการณ์จริง พบว่า สามารถพัฒนารูปแบบใหม่ของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในอ่างเก็บน้ำได้ เจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และสามารถนำไปใช้ในงานโครงการอื่นๆ ต่อไปได้ มีการบริหารอ่างเก็บน้ำให้ดีขึ้น มีการนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาใช้ในการเปิดปิดประตูของอ่างเก็บน้ำ ให้ได้ปริมาณน้ำที่ถูกต้องแม่นยำ และเป็นไปตามต้องการ จึงสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้
การป้องกันอุทกภัย ขึ้นอยู่กับการปล่อยน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ ซึ่งการปล่อยน้ำที่ถูกจังหวะให้ถูกต้อง จะต้องรู้ล่วงหน้าว่าในอีก 2 – 3 วันข้างหน้า ฝนที่จะตกลงมาปริมาณเท่าไร ก็สามารถคำนวณปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำได้ถูกต้อง ก็จะเปิดบานของอ่างเก็บน้ำให้ปล่อยน้ำ อาจจะปล่อยล่วงหน้าก่อนเพื่อให้ระดับน้ำในอ่างลดลงมา เพื่อที่จะให้มีพื้นที่ในการเก็บปริมาณน้ำที่จะไหลเข้ามาในอ่างได้อย่างถูก ต้อง คำนึงถึงการบริหารอ่างเก็บน้ำเพื่อที่จะให้นำเอาน้ำที่อยู่ในอ่างมาใช้ ประโยชน์ทั้งในด้านการเกษตร การชลประทาน การป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้ง ให้ได้บรรลุจุดประสงค์อย่างมากที่สุด

May 19, 2008

รัฐบาลเร่งจัดการแก้ปัญหาน้ำจัดประชุมทำแผนปฏิบัติการในวันที่ 20 พ.ค.นี้ ที่จังหวัดแพร่

รัฐบาลเร่งจัดการแก้ปัญหาน้ำ โดยจะดำเนินการศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบเริ่มดำเนินการในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมจัดประชุมทำแผนปฏิบัติการในวันที่ 20 พ.ค.นี้ ที่จังหวัดแพร่
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดแพร่ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขปัญหาน้ำภาคเหนือ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและส่ง เสริมให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยในปีนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขปัญหาน้ำ และในส่วนของภาคเหนือเองนั้นได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา แก้ไขปัญหาน้ำภาคเหนือ เพื่อดำเนินการศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ กำหนดในวันอังคารที่ 20 พฤษภาคม 2551 นี้ สภาผู้แทนราษฎร จะได้เชิญผู้ราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ อธิบดีกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมพัฒนาที่ดิน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงานต่าง ๆ มาประชุมทำแผนปฏิบัติการที่จะทำการแก้ไขปัญหาน้ำในภาคเหนือ ที่จังหวัดแพร่ เนื่องจากปัญหาน้ำโดยเฉพาะหากมองไปในเรื่องของการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น พื้นที่อำเภอสอง จังหวัดแพร่ จะต้องมองถึงการแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบ ถ้าจะมามุ่งการสร้างเขื่อนเพียงแห่งเดียวอาจจะได้ประโยชน์น้อย อาจจะต้องมีพิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำหลาย ๆ อ่างในพื้นที่ เพื่อสามารถเก็บกักน้ำไว้บนภูเขาได้ หลังจากนั้นก็ทำระบบคลองส่งน้ำชลประทานเข้ามา พัฒนาระบบการใช้น้ำ ก็จะสามารถใช้น้ำให้ได้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ด้วย
นาย วรวัจน์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การจัดประชุมทำแผนปฏิบัติการที่จะทำการแก้ไขปัญหาน้ำในภาคเหนือจะเริ่มที่ จังหวัดแพร่เป็นแห่งแรก แล้วจะหมุนเวียนไปในจังหวัดต่าง ๆ จนครบทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปในการแก้ปัญหาทั้งระบบว่าจะทำการสร้างอ่างเก็บน้ำจำนวน เท่าใด จะเก็บน้ำในปริมาณมากน้อยขนาดไหน ให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้ และหากดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำนี้แล้วยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็อาจให้พิจารณาดำเนินการสร้างเขื่อนเสือเต้นต่อไปประชาชนยังต้องการ

May 4, 2008

กรมทรัพยากรน้ำ ระบุ 73 จังหวัดเสี่ยงภัยแล้ง

กรมทรัพยากรน้ำ ระบุ 73 จังหวัดเสี่ยงภัยแล้ง
ชี้น้ำในอ่างทุกแห่งน้อยกว่าปีก่อนร้อยละ 10


นายธเนศ ดาวาสุวรรณ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยถึงข้อมูลสถานการณ์ภัยแล้ง และพื้นที่เสี่ยงต่อภัยแล้ง ในปี 2551 ว่า จังหวัดที่จะต้องพบกับสภาพความขาดแคลนน้ำมี 73 จังหวัด แต่ละพื้นที่จะประสบภัยแล้งในระดับต่างๆ คือ


เสี่ยงภัยแล้งมาก 41 จังหวัด เสี่ยงภัยแล้งปานกลาง 26 จังหวัด และ เสี่ยงภัยแล้งน้อย 6 จังหวัด ส่วนปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ต่างๆ


พบว่ามี 7 จังหวัด ที่มีระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำน้อยคือ เชียงใหม่ พะเยา พิษณุโลก ตาก เลย หนองคาย นครพนม และ


11 จังหวัดมีระดับน้ำน้อยเข้าขั้นวิกฤต คือ แพร่ น่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน สุโขทัย พิจิตร เพชรบูรณ์ จันทบุรี ปราจีนบุรี ราชบุรี และมุกดาหาร


ทั้งนี้ จากการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาสรุปว่า จังหวัด ที่เสี่ยงกับพายุฤดูร้อนของประเทศไทย ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือน พฤษภาคมมีมาก 51 จังหวัด


โดยภาคกลาง 15 จังหวัด ภาคเหนือ 17 จังหวัด ภาคอีสาน 19 จังหวัด


รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวอีกว่า การบรรเทาภัยแล้งในปี 2551 นั้น กรมทรัพยากรน้ำ ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องรถ เครื่องจักรต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาภัยแล้งในพื้นที่


จัดการซ่อมแซมฟื้นฟูอาคารและแหล่งน้ำ อาจจะมีการซ่อมแซมเขื่อนต่างๆ ที่ชำรุดทรุดโทรม จัดหาน้ำสะอาด เพื่ออุปโภค-บริโภค แจกจ่ายให้แก่ประชาชน


มีการเผยแพร่ข้อมูล ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมเพื่อรับกับสถานการณ์ภัยแล้ง โดยเฉพาะเตือนเกษตรกรให้ระมัดระวังเรื่องการเพาะปลูก และให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 25, 2008

“ในหลวง” ทรงมีพระราชดำรัส ให้ทบทวน การบริหารจัดการน้ำ ใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส
ให้ทบทวนการบริหารจัดการน้ำใหม่


ทรงกังวลรูปแบบการตกของน้ำฝนเปลี่ยนส่งผลไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ ด้านผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร สนองพระราชดำรัสประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาต่อ


นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวภายหลังเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานสรุปสถานการณ์น้ำในประเทศไทย ว่า


หลังจากพระองค์ทรงทอดพระเนตรแผนที่ฝนตกของประเทศไทย พบว่า ปริมาณน้ำฝนโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่รูปแบบการตกของน้ำฝนเปลี่ยนไป ตกชุกบริเวณตอนล่างของเขื่อนมาก ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ โดยเฉพาะภาคอีสาน


เบื้องต้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ให้มีการทบทวนการบริหารจัดการน้ำ ใหม่ทั้งระบบ โดยตนเอง จะเป็นผู้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมประชุมหารือ ต่อไป


นอกจากนี้ ทรงมีพระดำรัสเกี่ยวกับการจัดการน้ำในเขตเมือง ให้มีการสร้างทางน้ำไหล รอบๆ ตัวเมือง เพื่อป้องกันน้ำท่วม รวมทั้งพระองค์ ทรงย้ำให้บริหารจัดการน้ำบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ให้ดี เนื่องจากจะส่งผลกระทบกับพื้นที่ทางการเกษตร โดยเฉพาะเรือนกล้วยไม้ได้


ด้าน นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ แต่ได้มีแผนการศึกษาวิจัย 25 ลุ่มน้ำของประเทศไทย ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ อาทิ


สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)


รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของ 25 ลุ่มน้ำ ผ่านภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อหาพื้นที่ ที่มีการกักเก็บของปริมาณน้ำฝนน้อยที่สุด และทำการปลูกป่า เพื่อเป็นต้นน้ำ อย่างไรก็ตาม หลังจากศึกษาแล้ว จะเสนอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายการบริหารจัดการน้ำต่อไป


ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

April 22, 2008

“ก.วิทย์ฯ เปิดให้ ชุมชน เข้าร่วมประกวด การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ”

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดให้ชุมชนเข้าร่วมประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ 2 หวังพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในชุมชนแก้วิกฤติขาดแคลนน้ำ ..


สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดการประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2551


ซึ่งจากการประกวดครั้งที่ผ่านมา ทำให้ชุมชนสามารถ น้อมนำแนว พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปปรับใช้ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในชุมชน ได้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยได้รับรางวัลพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีแล้ว 6 ชุมชน จาก 18 ชุมชนที่เข้าร่วมประกวด


นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี กล่าวว่า น้ำนับเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก หากมีการจัดการไม่ดีพอ อาจก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสียได้ รวมถึงส่งผลให้เกิดการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งนี้ การจัดให้มีการประกวดเพื่อค้นหาตัวอย่าง รวบรวมความรู้ และประสบการณ์ในการจัดทรัพยากรน้ำของแต่ละชุมชนตามแนวพระราชดำริ มาแลกเปลี่ยนกันระหว่างชุมชน และนำไปบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ


“นอกจากจะทำให้ทราบความหลากหลายของภูมิปัญญาชุมชนที่แตกต่างกัน จะเป็นแนวทางในการจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม สอดคล้องกับภูมิสังคมของชุมชนในท้องถิ่นนั้นๆ ยังจะช่วยสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชนในการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน”


ด้าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งตลอดว่า น้ำคือชีวิต เพราะเกี่ยวข้องกับทุกชีวิตบนโลก ซึ่งประเทศไทยเป็น ประเทศเกษตรกรรม ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง หากไม่มีการบริหารจัดการน้ำที่ดี และเหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมกันนี้ได้กล่าวแนะนำให้ ชาวบ้านมีการจัดการทรัพยากรน้ำในชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดยต้องขุดบ่อ เพื่อกักตุนน้ำ ไม่ให้ท่วมผลผลิตทางการเกษตร และ รองรับปัญหาขาดแคลนน้ำในยามแล้ง


“น้ำในประเทศเป็นทรัพยากรที่ต้องบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด น้ำไม่ใช่ไม่มีมีตามฤดูกาลเหลือแหล่ เราสามารถนำน้ำมาบริหารจัดการเพียงร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือร้อยละ 80 ไหลท่วมในนา ทิ้งๆ ขว้างๆ


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนพระทัย ให้ชุมชนช่วยเหลือตัวเอง โดยมีวิธีการง่ายๆ เช่น ทฤษฎีใหม่ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ควรขุดบ่อบ่อลึกเท่าไร วันนึงระเหยเท่าไร ทรงคำนวณอย่างละเอียด พอมีบ่อแล้วยามฝนมาก็ไม่ต้องสนใจ ยามที่มีวิกฤติฝนทิ้งช่วงหรือภาวะแล้งเข้ามาฉับพลัน เราก็มีน้ำที่อยู่ในสระของเราให้ผ่านวิกฤติไปได้”


อย่างไรก็ตาม ชุมชนที่สนใจเข้าร่วมการประกวด การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ 2 นี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ โทรศัพท์ 0-2642-7136 ภายในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้


ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

March 2, 2008

ชาวจีนเกือบ 6 ล้านคน เผชิญกับ การขาดแคลนน้ำดื่ม เนื่องจาก สภาพแห้งแล้งในฤดูหนาว


สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงาน โดยอ้างตัวเลขจาก สำนักงานบรรเทาน้ำท่วม และ ความแห้งแล้ง ว่า มีจำนวนประชาชนที่ ประสบกับ ภาวะขาดแคลนน้ำดื่มใน จีน เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า


อยู่ที่จำนวน 5 ล้าน 9 แสนคน เนื่องจากสภาพแห้งแล้งจัด ในช่วงฤดูหนาว โดยตัวเลขดังกล่าว เพิ่มขึ้นจาก จำนวน 2 ล้าน 4 แสน 3 หมื่นคน เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งสถานการณ์นี้ จะยืดเยื้อต่อไป


ขณะที่จำนวนปศุสัตว์ ที่ขาดแคลนน้ำดื่ม ก็เพิ่มขึ้นจาก 1 ล้าน 8 แสน 9 หมื่นตัว เป็น 5 ล้าน 6 แสน 7 หมื่นตัว


นอกจากนี้ยังมี พื้นที่ทางการเกษตร ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งถึง 15 ล้าน 8 แสนเฮกเตอร์ เมื่อเทียบกับ 2 ล้าน 9 แสน เฮกเตอร์ ในช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อปีที่แล้ว


ทั้งนี้พื้นที่ ร้อยละ 60 ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของจีน กำลังเผชิญกับ สภาพอากาศแห้งแล้ง อย่างหนัก ซึ่งเป็นผลมาจากมี ฝนตกน้อยลง ในช่วงฤดูหนาวปีนี้


ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

External Links Below Use Browser “Back Button” Back to Here..

Create a free website or blog at WordPress.com.