Accom Thailand

May 22, 2009

มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อินเดีย สมัยที่ 2 – India’s prime minister sworn in 2nd term


มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่ง นายกฯ อินเดีย สมัยที่ 2

มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอินเดีย สมัยที่ 2  ณ ทำเนียบประธานาธิบดี

มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อินเดีย สมัยที่ 2 ณ ทำเนียบประธานาธิบดี


เอเอฟพี – มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อินเดีย สมัยที่ 2 ณ พิธี ที่จัดขึ้น บริเวณ ทำเนียบประธานาธิบดี ในกรุงนิวเดลี เมื่อวันศุกร์(22) ที่ ผ่านมา

ซิงห์ วัย 76 ปี อ่านคำสัตย์สาบาน เข้ารับตำแหน่ง ต่อหน้า ประธานาธิบดีหญิง ประติภา ปาติล จากนั้น ก็เป็นขั้นตอน การสาบานตน ขอ คณะรัฐมนตรี 19 คน ของเขา

การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้ ทำให้ ซิงห์ กลายเป็น นายกรัฐมนตรีคนแรก ของประเทศ นับตั้งแต่ อดีตนายกรัฐมนตรี จาวาฮาร์ลัล เนรูห์ ก่อน อินเดีย ได้รับเอกราช ที่ได้รับเลือกตั้ง ให้กลับนั่งเก้าอี้ผู้นำ ต่อ อีกสมัย หลังจาก พ้นวาระ การดำรงตำแหน่ง 5 ปีเต็ม

พรรคคองเกรส และ พรรคพันธมิตร มี 262 เสียง จาก สมาชิกรัฐสภา ทั้งหมด 543 เสียง และ ต้องการเพียง 10 เสียง ก็ครองเสียงข้างมาก ในสภา ซึ่งไม่นาน ก็สามารถ รวบรวม เสียงสนับสนุน จาก พันธมิตร ได้ 322 ที่นั่ง มากพอ สำหรับจัดตั้ง รัฐบาลเสียงข้างมาก

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤษภาคม 2552 00:40 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่งนายกฯอินเดีย สมัยที่ 2



Related links : เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


India’s Election Congress hails India poll victory

bangkokpost
India’s PM sworn in for 2nd term

header_blocks

India’s new government sworn in


India’s prime minister sworn in :


Indian Prime Minister Manmohan Singh and 19 Cabinet ministers were sworn in Friday, officials said. Singh is serving a second consecutive term.
While he and the ministers officially took office, an ally of India’s Congress said it was leaving the governing coalition.

Singh’s office said the Council of Ministers would be expanded over the next few days to include more ministers from different states, the Press Trust of India reported.

Officials of the DMK party, based in Tamil Nadu, said they were breaking off with the governing coalition because of disagreements over ministerial appointments,
the BBC reported.

The DMK said its 18 members of Parliament would not serve in the government but still would support the coalition legislatively.

Analysts say the DMK decision likely wouldn’t deprive the Congress-led alliance of a majority in Parliament, the British broadcaster said.
Published: May 22, 2009 at 8:51 AM by © 2009 United Press International, Inc.
upi_logo (120 x 41)


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

May 6, 2009

แบร์ลุสโคนี ปฏิเสธ มีความสัมพันธ์กับ เด็กผู้หญิงวัย 18 ปี


นายกรัฐมนตรีอิตาลี ปฏิเสธกิ๊กสาว คราวลูก
นายกรัฐมนตรีอิตาลี ให้สัมภาษณ์รายการทีวี เกี่ยวกับ ชีวิตสมรส ของเขา

นายกรัฐมนตรีอิตาลี ให้สัมภาษณ์รายการทีวี เกี่ยวกับ ชีวิตสมรส ของเขา


เอเจนซี – ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี นายกรัฐมนตรี อิตาลี เมื่อวันอังคาร (5) ปฏิเสธ มีความสัมพันธ์กับ เด็กผู้หญิงวัย 18 ปี ตอบโต้ คำกล่าวอ้างของภรรยา ที่ร้องขอหย่าร้าง


“มันเป็นเรื่องโกหก” แบร์ลุสโคนี สัมภาษณ์กับ รายการทอล์กโชว์ ของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ของอิตาลี อ้างถึง ข้อกล่าวหา ต่อกรณีความสัมพันธ์ กับ โนเอมิ เลติเซีย ที่เขาไปร่วมฉลอง งานวันเกิด ครบ 18 ปี ของเธอ เมื่อเดือนที่แล้ว

เวโรนิกา ลาริโอ แสดงความโกรธกริ้ว ต่อการไปปรากฏตัวใน งานวันเกิด เด็กสาวของ แบร์ลุสโคนี ที่ถูกแฉโดย สื่อมวลชนหลายฉบับ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา และเธอได้เรียกร้อง ขอหย่าขาด จาก เขา

ลาริโอ บอกว่า เธอรู้สึกขุ่นเคือง อย่างมาก เพราะ แบร์ลุสโคนี ไม่เคยมางานปาร์ตีวันเกิด ฉลองอายุ บรรลุนิติภาวะ ของ ลูกตัวเองเลยซักคน แม้ถูกร้องขอเชื้อเชิญ ก็ตาม ทำให้ เธอปักใจเชื่อว่า แบร์ลุสโคนี มีความสัมพันธ์ ฉันท์ชู้สาว กับ เลติเซีย

“ชีวิตแต่งงานของฉัน สิ้นสุดลงแล้ว ฉันไม่สามารถทนอยู่ กับ คนที่อี๋อ๋อ กับ ผู้เยาว์ ได้” ลาริโอ กล่าว

“จะมีนายกรัฐมนตรีคนไหน ที่บ้าพอ ทำตัวเอง ตกอยู่ในสถานการณ์ เช่นนี้” แบร์ลุสโคนี กล่าวอ้าง

แบร์ลุสโคนี บอกว่า เขาสมัครใจ ถ่ายรูป ณ งานปาร์ตี ที่ร่วมด้วย ครอบครัวและเพื่อนๆ ของ เลติเซีย เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่า ไม่มีอะไรต้องปิดบัง

นายกรัฐมนตรีอิตาลี รายนี้ และ ลาริโอ สมรสกัน ในปี 1980 โดยทั้งคู่ มีลูกด้วยกัน 3 คน ซึ่งปัจจุบัน อยู่ในวัย 20 ปีเศษ

ลาริโอ วัย 52 ปี เป็น อดีตนักแสดงละครเวที เธอมีอายุน้อยกว่า สามีถึง 20 ปี และเป็น ภรรยาคนที่สอง ของ ผู้นำอิตาลี

ทั้งคู่ซึ่งไม่ค่อยควงคู่กัน ปรากฏตัวต่อสาธารณชน ครองรักร่วมกัน อย่างระหองระแหง มาตลอด

เมื่อเดือนมกราคม ปีก่อน แบร์ลุสโคนี เคยออกมา ขอโทษภรรยา ต่อสาธารณชน หลังเธอทราบ จากสื่อต่างๆ ว่า สามีตัวดีของเธอ พูดจา เกี้ยวพาราสี สมาชิกสภาสาว หน้าตาจิ้มลิ้มรายหนึ่ง

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 6 พฤษภาคม 2552 05:01 น.
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050450


พิมพ์ ข่าวนี้ นายกรัฐมนตรี อิตาลี ปฏิเสธกิ๊กสาว คราวลูก


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 26, 2009

“เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์” 26 เมษายน 2552


“มาร์ค” ฮึ่ม เสื้อแดง ชุมนุมจาบจ้วง ชี้ “แม้ว-อีเพ็ญ” ผู้ก่อการร้ายตัวจริง
 เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์

เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์


นายกรัฐมนตรี เตือนม็อบเสื้อแดง จัดชุมนุม ห้ามจาบจ้วงเบื้องสูง ยอมรับเป็น นักประชาธิปไตย ฝืนใจต้องใช้อำนาจพิเศษ ในบางครั้ง เพื่อรักษากฏหมาย ย้ำ สถานการณ์ยังไม่นิ่ง จำเป็นต้อง ตรึงกำลังไว้ บางส่วน ชี้ “ทักษิณ-จักรภพ” โจมตีมาตุภูมิ จาบจ้วงกษัตริย์ เข้าข่ายผู้ก่อการร้าย มั่นใจ ต่างชาติ เริ่มเข้าใจ และ ออกอาการ ต่อต้านแล้ว


คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์”


วันนี้(26 เม.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จัดรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายกฯ อภิสิทธิ์” เป็น ครั้งที่ 15 ออกอากาศ ทาง สถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย และ สถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สัปดาห์ ที่ผ่านมา ก็เป็นสัปดาห์ที่ ตนและรัฐบาล ก็เดินหน้า ในการที่จะนำ บ้านเมือง กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากที่มี การประกาศใช้ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่ใน ช่วงสงกรานต์ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

สิ่งแรก ที่เราพยายาม ดำเนินการ คือว่า ทำให้ เหตุการณ์ต่าง ๆ รวมทั้ง การแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ นั้นเดินไปใน ลักษณะ ที่โปร่งใส และ มีส่วนร่วมของทุก ๆ ฝ่าย

เพราะฉะนั้น เมื่อ วันพุธ และ วันพฤหัสบดี ที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้ขอ เปิดการประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อที่จะรับฟัง ความคิดเห็น ของ สมาชิกรัฐสภา ซึ่งก็มีทั้ง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นเวลา 2 วัน เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น เกี่ยวกับ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

รวมถึง การแสวงหา ทางออก สำหรับ บ้านเมือง เพื่อที่จะให้ ความขัดแย้งต่าง ๆ นั้น ได้คลี่คลายลงไป

นายกฯ กล่าวว่า เชื่อว่า ประชาชนจำนวนมาก คงจะได้มีการติดตาม การประชุมทั้ง 2 วัน เพราะว่า มีการถ่ายทอดสด ทางโทรทัศน์ และ ทางวิทยุ ซึ่งในการอภิปรายนั้น เป็นธรรมดา ที่บางครั้ง ก็อาจจะดู มีความขัดแย้ง หรือ มีอารมณ์กันอยู่บ้าง แต่ว่าโดยรวม ประชาชนคงจะตระหนักว่า ที่ประชุมสภาฯ ก็คือ ที่ประชุม ของผู้แทนของ ปวงชนชาวไทย

ซึ่งก็สะท้อน ความรู้สึกของ ประชาชน ซึ่งย่อมจะมี ความหลากหลาย มีความแตกต่าง กันไป อย่างไรก็ตาม อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ประเด็นหลัก ๆ ที่เราจะต้องช่วยกัน จากวันนี้ไป ก็คือ การสะสาง ใน 2 จุด

จุดแรก คือในเรื่องของ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่า รัฐบาล และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตนได้รายงาน สถานการณ์ต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ให้ ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง เพื่อยืนยัน ข้อเท็จจริง หลักการ และ จุดยืนของรัฐบาล ซึ่งจำเป็น ที่จะต้องประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน เพื่อที่จะนำเรื่องของ การรักษากฎหมาย ให้มีความศักดิ์สิทธิ์ กลับคืนมาสู่ สังคม ไม่ได้ เป็นการใช้กฎหมาย ในลักษณะที่ จะหวังประโยชน์ ในเรื่องของ การเอาชนะคะคาน ในทางการเมือง แต่ประการใด

“เพราะฉะนั้น อย่างที่เรียน ก็คือว่า การใช้สิทธิเสรีภาพของ พี่น้องประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ นั้น ย่อมทำได้ การแสดงความคิดเห็น ที่แตกต่างย่อมทำได้ แต่ว่า พฤติกรรม ที่ผิดกฎหมาย และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผิดกฎหมาย และ กระทบต่อ ความมั่นคงของรัฐ ก็เป็นเรื่องที่ เราจะต้องใช้เครื่องมือเครื่องไม้ ตามกฎหมายจัดการ เพื่อที่จะไม่ให้ สถานการณ์นั้น ลุกลาม และ กระทบ กับ ประเทศ และ กระทบกับ ความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนต่อไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ยืนยัน ไม่มีผู้เสียชีวิต จากการปฏิบัติการ ของเจ้าหน้าที่


นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ขอยืนยัน อีกครั้งหนึ่งว่า
ประการแรก ในเชิงนโยบายนั้น ได้มีการประชุม กำชับกับ หน่วยงาน ที่ปฏิบัติงาน ในช่วงที่มี การประกาศ ภาวะฉุกเฉิน เกือบตลอดเวลาว่า ทุกมาตรการ ที่ใช้นั้น

หนึ่ง ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ปฏิบัติการทุกครั้ง ก็จะมีสื่อสารมวลชน ทั้ง ไทย และ ต่างประเทศ อยู่ด้วย และ
สอง คือว่า พึงหลีกเลี่ยง การใช้ความรุนแรง ในทุกรูปแบบ และ ทุกอย่างต้องอยู่ ภายใต้ข้อบังคับ หรือ ตัวบทกฎหมาย ทุกประการ


“ผมยังยืนยันครับ จนถึงวันนี้ว่า จากการติดตามตรวจสอบ ในทุกเรื่อง ยังไม่ปรากฏว่า มีผู้เสียชีวิต จากการปฏิบัติการ ของเจ้าหน้าที่ ในช่วงที่มี การประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง และ ในส่วนของ การบาดเจ็บต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ทางเจ้าหน้าที่ ได้เร่งเข้าไปดูแล รัฐบาลก็ได้ ดำเนินการ มีมติในเรื่องของ การเยียวยาให้ พี่น้องประชาชน ที่ได้รับ ผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะอยู่กลุ่มใด”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า เรียนว่า 2 วัน ที่มีการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ นั้น ที่จริงแล้ว ก็มีเรื่องราว ที่ได้รับความสนใจอยู่ อาจจะอยู่ 2-3 เรื่อง ซึ่งยังอยู่ในความสนใจ เช่น

กรณีที่ มีการพบศพใน แม่น้ำเจ้าพระยา ก็ขอเรียนย้ำ อีกครั้งหนึ่งว่า บุคคลทั้งสอง ที่ได้เสียชีวิตนั้น เสียชีวิต หลังจากที่มีปฏิบัติการต่าง ๆ ในเรื่องของการทหาร หรือ การดำเนินการ ของ ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือว่า มีพยานชัดเจน ที่ระบุว่า บุคคลทั้งสองนั้น ยังคงมีชีวิตอยู่ ในช่วงประมาณ ตอนดึกของวันที่ 13 ต่อเนื่อง เช้าวันที่ 14 ซึ่ง พี่น้องประชาชน คงจำได้ว่า หลังจากดึก วันที่ 13 เป็นต้นไป ก็ไม่ได้มี ปฏิบัติการของ ฝ่ายความมั่นคง อะไรเพิ่มเติม เป็นช่วง ที่มีการตรึงกำลังกัน ก่อนที่ วันที่ 14 ทางผู้ชุมนุม จะได้ตัดสินใจ ในเรื่องของ การยุติการชุมนุม อย่างนี้เป็นต้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการเสียชีวิตของ พลทหาร ว่า อยากจะเรียนว่า เป็นผู้ที่ดูแลบ้านพัก ซึ่งตนได้ไปพักอยู่ แต่ว่าการเสียชีวิต ของบุคคลท่านนั้น เกิดขึ้นในช่วงค่ำ ของ วันที่ 14 เมษายน ซึ่งเป็นเวลาที่ ตนไม่ได้พักอยู่ที่นั่นแล้ว ตนพักอยู่ที่นั่น ในช่วงวันที่ 12 และ วันที่ 13 เมษายน และ จากรายงานเบื้องต้นของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ทราบว่า บุคคลดังกล่าว ประสบอุบัติเหตุ ในช่วงค่ำ และ หลังจากนั้น ก็มีพยานที่ได้สนทนา และ ได้ช่วยในเรื่องของ การซื้อยา เพราะว่าทางเจ้าตัวนั้น ได้บ่นว่าปวดศีรษะมาก แต่หลังจากที่นอนแล้ว ได้พบอาการผิดปกติ ได้มีการส่ง โรงพยาบาล อย่างนี้เป็นต้น

“นอกจากนั้น จะมี ภาพเหตุการณ์ ซึ่งเป็นภาพนิ่งบ้าง ภาพเคลื่อนไหว บ้าง ซึ่งรัฐบาล ได้พยายาม ที่จะชี้แจงว่า แต่ละเรื่องมี ที่มา ที่ไป อย่างไร ผมอยากจะเรียนว่า เราก็จะ เดินหน้า ทำเรื่องนี้ให้ โปร่งใสครับ เพราะว่าใคร ก็ตามที่เสียชีวิต ใครก็ตาม ที่ได้รับบาดเจ็บ นั้น ผมยืนยันครับว่าผมเชื่อว่า คนไทยทุกคนเสียใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เรา ก็ต้องยืนยัน ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ว่า การเสียชีวิต หรือ การบาดเจ็บ นั้นเกิดขึ้นอย่างไร”

รัฐบาลตั้ง คณะกรรมการประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้น สิ่งที่ตนดำเนินการ ในขณะนี้ก็คือ

ข้อแรก ในส่วนของรัฐบาลเอง ได้มี การแต่งตั้ง คณะกรรมการ ประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นความรับผิดชอบ ของทาง สำนักงาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อันนี้เป็นเรื่องของ ฝ่ายบริหาร ที่จะต้องดำเนินการ

ข้อที่สอง คือ ในการประชุมสภาฯ นั่นเอง เพื่อให้เกียรติ กับ เพื่อนสมาชิก ที่ได้มีการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ตนได้เสนอแนะให้ ทางท่านประธานรัฐสภา ได้เชิญวิปของ ทั้งฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน และ วุฒิสภา ซึ่งเข้าใจว่า จะมีการพบปะกัน ในวันพรุ่งนี้(27เม.ย.) เพื่อที่จะได้มี การดำเนินการว่า จะชำระสะสาง ประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไร โดยตน ยืนยันว่า รัฐบาล และ หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จะให้ความร่วมมือ อย่างเต็มที่ กับการที่จะได้ ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น ในส่วนของ หน่วยงาน แต่ละ หน่วยงานเอง หากมีเหตุการณ์ คำร้องเรียนใด ๆ ก็ต้องดำเนินการ ในการให้ได้ข้อเท็จจริงมา และ ก็ยืนยันว่า กำลังพล หรือ บุคลากร ของทุกหน่วยงานนั้น จะต้องปฏิบัติตามนโยบาย ตามกฎหมายเท่านั้น และ ก็จะต้องมี การตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ตนตั้งใจว่า

บรรดาข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการนำเสนออยู่ ในขณะนี้ ควรจะได้มี การตรวจสอบพิสูจน์ และมีการชี้แจงเผยแพร่ให้ พี่น้องประชาชน ได้รับทราบข้อเท็จจริง ทุกแง่ทุกมุม ความจำเป็น ในเรื่องนี้ ที่จะต้องทำ มีเหตุผลสำคัญ 2 ประการ

ประการแรก คือว่า คิดว่าอันนี้ เป็นมาตรฐาน ในเรื่องของ ความโปร่งใส และ ธรรมาภิบาล เมื่อเกิดเหตุการณ์ อะไรขึ้น ก็ต้องมีการติดตาม ตรวจสอบ ชำระสะสาง และ ประมวล ออกมาให้ พี่น้องประชาชน รับรู้ รับทราบ เหมือนในต่างประเทศ แม้กระทั่ง ที่เขาประชุม G 20 กันไป ที่ลอนดอน ปรากฏว่า มีเหตุการณ์ ที่ ตำรวจ ไปปะทะกับ ผู้ชุมนุม เขาก็ต้องมี การสอบสวน ให้ชัดเจนว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ ความรุนแรง ที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร

ประการที่ 2 คือตน ยังมีความเป็นห่วงว่า ยังมีคนจำนวนหนึ่ง ครับ พยายามที่จะนำเสนอข้อมูล ซึ่งคลาดเคลื่อน หรือ ข้อมูล ที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ แล้วก็ไปทำให้ เกิดอารมณ์ความรู้สึก ของ ประชาชน ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงให้เกิด ขึ้นได้อีก

“ยกตัวอย่างว่า ขณะนี้ ก็มีคนเอาใบปลิว มาให้ผมดู อ้างว่าเป็นใบปลิว จาก ผู้สื่อข่าว ช่อง 3, 5, 7, 9 ที่บอกว่า ไม่สามารถเสนอความจริงได้ กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และ ก็ไปบรรยายว่า จริง ๆ แล้ว มีความรุนแรง มีการตาย มีอะไร แต่ที่ผมเห็นชัดเจน และ คลาดเคลื่อน ก็คือว่า พูดถึงเหตุการณ์ที่ กระทรวง มหาดไทย ก็บอกว่า ผมไม่ได้อยู่ในรถยนต์ คันที่มีการทำร้าย แล้วก็ไม่ได้มีอะไร เป็นเรื่องของ การวางแผน เพื่อที่จะสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งผมอยู่ในเหตุการณ์เอง ผมทราบ และ พี่น้องประชาชน ที่ดูข่าว ก็จะทราบว่าไม่ได้เป็นความจริงเลย ตามที่มี การกล่าวอ้าง ในใบปลิว ลักษณะนั้น เพราะฉะนั้น ในเรื่องของ การประมวลเหตุการณ์ ต่าง ๆ นั้น ก็เพื่อความโปร่งใส” นายกฯ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า อยากจะเรียน พี่น้องประชาชนว่า ในช่วงนี้ ถ้าท่านได้ข้อมูลอะไร ขอให้ท่าน ได้ใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองแยกแยะ และ ถ้าสงสัย จะมีกระบวนการการพิสูจน์ ชี้แจงต่อไป ซึ่งตนย้ำว่า จะไม่ได้ทำโดย รัฐบาลฝ่ายเดียว แต่ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็จะดำเนินการ และ ตนเข้าใจว่าคงจะมีการนำเรื่องเหล่านี้ไปสู่ องค์กรอิสระอื่น ๆ เพื่อที่จะได้ ชำระสะสางต่อไป ตนย้ำเรื่องนี้ เพราะว่า ตนไม่ต้องการให้ การปฏิบัติงานของรัฐบาล และ เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพียงแค่ นำกฎหมาย และ ความสงบ กลับคืนมา ถูกนำไป เป็นเงื่อนไข ที่จะเป็น ความขัดแย้ง เพิ่มเติม และตน ก็ได้แสดง ความบริสุทธิ์ใจ ในเรื่องของ ความโปร่งใส และ การรับการตรวจสอบ อยู่ตลอดเวลา

เชิญทุกฝ่ายร่วม หาทางออก ทางการเมือง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ที่จะต้องมี การดำเนินการ แน่นอน คือ ต้นเหตุ ของความขัดแย้ง ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเรื่องของ การเมือง เพราะฉะนั้น การหาทางออก ทางการเมือง ก็มีความจำเป็น เช่นเดียวกัน หลังจาก การประชุมรัฐสภาแล้ว ตนได้ขอให้ ประธานรัฐสภาได้เชิญทุกฝ่ายมา เพื่อที่ จะเดินหน้า

ในการติดตาม ในเรื่องของ การแสวงหาทางออก ทางการเมือง แต่ตรงนี้ คงจะไม่สามารถทำได้ ลำพัง เฉพาะ ฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเป็นเรื่องของ สังคม ทั้ง สังคม เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดถึง เรื่องของ การปฏิรูปการเมือง การแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ หรือ การสมานฉันท์ใด ๆ ก็ตาม

กระบวนการนี้ ต้องเป็นกระบวนการ ที่ทุกฝ่ายเข้ามา มีส่วนร่วม คิดว่าตรงน ี้เป็นเรื่องของ ความจำเป็น เพื่อที่จะปรับ ฐานการเมือง ให้ทุกฝ่าย ได้ยอมรับกฎกติกาต่าง ๆ ที่มีอยู่ ก่อนที่ เราจะ แสวงหา ทางออก ทางการเมือง ในขั้นต่อไป เพราะถ้าหากว่า ขณะน ยังไม่ชำระสะสางกัน ในเรื่องนี้ การเรียกร้อง ให้มีการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองใด ๆ คงไม่สามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐานได้ เพราะว่า จะทำให้เราย้อนกลับไป อยู่ในสถานการณ์ อย่างที่เราได้ผ่านมา ในช่วง 2-3 เดือนนี้


นายกฯ กล่าวว่า เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นอีก ขั้นหนึ่ง อีกก้าวหนึ่ง ที่คิดว่า จะเป็นก้าวสำคัญ ในการคลี่คลายสภาพปัญหา ต่าง ๆ ที่เป็น ความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การทำงาน ของ ฝ่ายนิติบัญญัติ อยากจะบอกว่า ไม่ได้หมายความว่า ฝ่ายอื่น ๆ จะเพิกเฉย สถาบัน องค์กรต่าง ๆ ซึ่งตนได้เคยร้อง ขอให้เข้ามาดูแล อย่างเช่น สถาบันพระปกเกล้า หรือ หน่วยงานวิชาการ หรือ สภาพัฒนาการเมือง หรือหน่วยงานอื่น ๆ ก็ควรที่จะได้มี การติดตาม และ ทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง


“แม้กระทั่ง ที่ผมได้พูดไปก่อนหน้านี้ว่า น่าจะพิจารณาให้ กว้างขวาง เปิดกว้างเอาไว้ ยกเว้น ในเรื่องของ การนิรโทษกรรม ในเรื่องของ คดีอาญา สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีการสะท้อน ความคิดเห็นต่าง ๆ มากมาย เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทาง สมาชิกรัฐสภา ทุกคน ก็พึงที่จะ รับฟัง ในการหาคำตอบ ต่อไป ผมเอง จะไม่ชี้นำ อะไรครับ ในส่วนของผม ถือว่าเป็น ส่วนหนึ่ง ของ พรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งจะมี คณะทำงาน หรือ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ในการเสนอความเห็น ของ พรรค พร้อม ๆ ไปกับ การที่พรรคการเมืองอื่น ๆ จะได้ เสนอความเห็น เข้ามา เพราะฉะนั้น ใน 2 เรื่องนี้ครับ คือ ก้าวสำคัญ หลังจากที่เราได้สรุป ในเรื่องของ การประชุมรัฐสภา”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

รัฐบาล ขอแรง องค์การอื่น แจงเรื่อง สองมาตรฐาน

นายกฯ กล่าวย้ำ เรื่องสองมาตรฐานว่า เห็นว่า ในการประชุมรัฐสภา ที่ผ่านมา ก็มีการพูดถึง ประเด็นบางประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน ตนขอย้ำว่า ในส่วน ของ ฝ่ายบริหาร หรือ ในส่วนรัฐบาลเอง ในเรื่องของ สองมาตรฐานไม่มี ตนทำงาน ทุ่มเท ทำงานให้กับ ทุกคนเสมอภาคกัน

ส่วนปัญหาคดีความต่าง ๆ หรือแม้กระทั่ง การตัดสินต่างๆ ที่ผ่านมา หลายส่วน เป็นเรื่องของ อำนาจ ของ ฝ่ายตุลาการ หรือ องค์กรอิสระ ซึ่งตนคิดว่า หน่วยงานเหล่านั้น ควรจะได้ทำคำชี้แจงว่า การตัดสินต่าง ๆ มีเหตุมีผล มีเรื่องของ ข้อกฎหมายรองรับ อย่างไร ส่วนถ้า กฎหมายที่เป็นที่มาของ การตัดสินตรงนั้น มีความไม่เป็นธรรม หรือ มีความบกพร่อง หรือ ไม่สมบูรณ์อย่างไร ก็จะได้เป็นการสรุป เพื่อที่จะให้คณะที่ดูแลในเรื่องของ การแก้ไขปัญหาทาง การเมือง นำไปประกอบ การพิจารณา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า แต่ในส่วนของ ฝ่ายบริหารเอง ก็ยังมี เรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อ ขอเรียนว่า การดำเนินคดี ตามกระบวนการยุติธรรม จากนี้ไป ไม่ว่าจะ เกี่ยวข้องกับ แกนนำผู้ชุมชน ไม่ว่าจะไป เกี่ยวข้องกับสื่อใด ๆ ก็ตาม จะได้ยึด ตามกฎหมายเท่านั้น แล้วจะไม่มีการเอา อำนาจพิเศษ ในเรื่องของพระราชกำหนด มาเป็นตัวตั้ง ในการที่จะไปดำเนินการ เพื่อมุ่งที่จะไป กลั่นแกล้ง หรือ ไปคุกคาม หรือ ไปอะไรทั้งสิ้น ไม่มีเด็ดขาด และ เมื่อเราได้วาง แนวทาง กติกา เช่นนี้แล้ว

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน ได้ประกาศยกเลิก ภาวะฉุกเฉินร้ายแรง ซึ่งหมายความว่า อำนาจของรัฐบาล ตาม พ.ร.ก. ก็สิ้นสุดลง แต่ไม่ได้ หมายความว่า ผู้ที่มี ความรับผิดชอบ ในการรักษา ความสงบเรียบร้อย ในบ้านเมือง หรือ ความมั่นคง จะหยุดทำงาน ท่านเหล่านี้ จะทำงานต่อ ภายใต้กรอบกติกาของ กฎหมายปกติ ต่อไป

นายกฯ กล่าวว่า ทั้งหมดที่ทำ เพื่อต้องการให้เรา ยุติความรุนแรง และ นำความปกติ กลับคืนมาสู่บ้านเมือง แต่กระบวนการตรงนี้ ยังต้องอาศัยความร่วมมือ จาก พี่น้องประชาชน ต่อไป ในช่วง 2 สัปดาห์ ข้างหน้า ตนคิดว่า มีวันสำคัญ ๆ มากมาย ซึ่งบ่งบอก ในเรื่องของ การสนับสนุน สถาบันหลักของชาติ

ซึ่งขอถือโอกาสนี้ เชิญชวนพี่น้องประชาชน เราจะมีทั้ง วันแรงงาน วันพืชมงคล ซึ่งเป็นวัน ที่แสดงออก ถึงการยอมรับกลุ่มคน ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ นั่นคือ เกษตรกร และ ผู้ใช้แรงงาน เราจะมี วันวิสาขบูชา ซึ่งเป็น วันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนา ก็ถือโอกาสเรียนว่า ที่มีข่าวว่า ไปตัดงบประมาณ ลงเหลือ 2 ล้าน หรืออะไรนั้น ไม่เป็นความจริง ขณะนี้ มีการขอ งบประมาณ งบกลาง มา สำนักงบประมาณ กำลังเร่งรัดให้ และ งานทั้งหมด ก็คงจะมี งบประมาณ ประมาณ 56 ล้านบาท

“ขอถือโอกาส เชิญชวน พุทธศาสนิกชนว่า ในช่วงจากนี้ไปจนถึง วันวิสาขบูชา ขอให้ท่าน ได้ร่วมกันจะ ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ ภาวนา หรือเข้าไปร่วม ในกิจกรรมทาง ศาสนาใด ๆ เพื่อที่จะเตือนสติ สังคมทั้งสังคม ว่า สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ ความสงบสุข และ การไม่มีความขัดแย้ง กันนะครับ” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่สอง ของรายการ นายกฯ ได้เชิญ นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ มาทำหน้าที่ ผู้ดำเนินรายการ ซักถาม นายกฯ ถึงประเด็นต่าง โดย ผู้ดำเนินรายการ ได้ถาม ถึง กรณี ที่พัทยา และ มหาดไทย โดย นายกฯ กล่าวว่า คิดว่ามันคงมี สองส่วน

ส่วนแรก หลายคนที่รู้จักตน ก็จะทราบว่า ตนไปไหนมาไหนธรรมดา ค่อนข้างจะไปง่าย ๆ สบาย ๆ ตั้งแต่เป็น ผู้แทนฯ เป็นรัฐมนตรี หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ยังถูกแซวอยู่เรื่อย ๆ ว่า เวลาที่เดินทาง เมื่อก่อนนี้ เดินทางสมมติว่า ไปขึ้นเครื่องบิน ก็จะไปทำตั๋ว ไปทำอะไร ด้วยตัวเอง แล้วก็ไป บางที ก็เดินไปคนเดียว แล้วก็ชอบถือ เอกสารของตัวเอง อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ก็พยายาม บอกเขา มาตลอดว่า อย่าไปทำอะไรมาก ทีนี้ ก็ไม่คาดคิดว่า การชุมนุมต่าง ๆ ทางการเมือง จะบานปลายไป เป็นลักษณะนี้ เพราะฉะนั้น อันนั้น ก็อาจจะเป็น จุดแรก ซึ่งต่อไปนี้ ก็คงจะต้องฝืนใจตัวเอง นิดหน่อย แล้วก็ต้องยอมรับ มาตรการ ที่มันเข้มข้นขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า

ส่วนที่สอง ก็เป็น ภาพรวมด้วย ว่าไม่ว่าจะเป็นที่ พัทยา หรือไม่ว่าจะเป็น ที่ไหนก็ตาม ก็อาจจะมี ข้อบกพร่อง ในบางส่วน ซึ่งต้องแก้ไข แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็คือเรา ก็นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะมี การประกาศ ถึงขั้นว่า จะจับตัว จะไล่ล่า จะอะไร ก็แล้วแต่

แต่ว่าต่อไปนี้ ก็ต้องปรับปรุง เพราะว่า ไม่อย่างนั้น มันไม่ใช่เรื่องของตน มันเป็นเรื่องของ ผู้นำของประเทศไทย แล้วก็มัน ก็ส่งผลกระทบต่อ ภาพลักษณ์ของประเทศ และ ความมั่นใจที่ ชาวโลกจะมี โดยเฉพาะ ผู้นำต่างประเทศ ซึ่งเขาจะต้องเดินทาง เข้ามาด้วย ตอนนี้ ก็มีการปรับ ไปพอสมควร ทั้งในส่วนที่ อยู่กับตน ตลอดเวลา และ ในส่วนที่ สถานที่สำคัญต่าง ๆ ก็ต้อง ขออภัย ด้วย ว่า เวลาที่ไปงาน ขบวนใหญ่ขึ้น และอาจจะมี การเข้มงวดกวดขัน มากขึ้น ในการตรวจตรา คนที่เขาไปร่วมงาน ก็อาจจะทำให้ มีความรู้สึกว่า เอ๊ะ มันไม่เหมือนเดิม แต่ก็ขอ ความเข้าใจ

ในเรื่องนี้ ถามว่า ตนชอบใจไหม ตนก็ไม่ชอบใจหรอก ยังอยากจะ ไปไหนมาไหน คนเดียว แต่ว่าทุกคน ก็ต้องทำหน้าที่ และมีความรับผิดชอบ ของตัวเอง ฝ่ายที่เขา มีหน้าที่ ในการรักษาความปลอดภัย เขาเห็นถึง ความจำเป็น ก็ต้องดำเนินการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า กรณี ผู้นำต่างประเทศ ต้องเป็น ความปลอดภัยสูงสุด อันนี้ย้ำอยู่แล้ว แล้วก็ที่จริง ก็แม้ว่า เกิดเหตุการณ์ขึ้น แต่ก็ดูแล เรื่องความปลอดภัย เรียบร้อยดี ยังมี หนังสือขอบคุณ มาจาก ผู้นำหลายประเทศ เหมือนกัน ที่บอกว่า เราได้ดูแลเขา เป็นอย่างดี

ส่วนของการชุมนุม ที่อาจจะเป็นปัญหานี้ ส่วนหนึ่ง ก็เป็นเพราะว่า หนึ่ง ทางเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะ ตำรวจเอง ก็เปิดใจกับตนว่า ไม่ค่อยแน่ใจว่า กฎหมายคุ้มครอง เขาแค่ไหน เขาก็เกร็ง เพราะว่า ในช่วง 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ อะไรขึ้น พอมีการตรวจสอบ มีอะไรต่าง ๆ นี้ คุ้มครองเขาแค่ไหน

เพราะฉะนั้น อันนี้ ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่เราคิดถึง เรื่องการปรับปรุงกฎหมาย ต่อไป กับ ประการที่สอง คือ ต้องให้ความมั่นใจว่า สมมติเขาทำ ตามนโยบาย และ ก็ทำตามความจำเป็น สมควรแก่เหตุ “ผมยืนยันว่า ฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็น ผู้บังคับบัญชาเขา จะต้องเข้าไปรับผิดชอบ ใน เรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นะครับ ทีนี้ ในช่วงของ การชุมนุม หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ นี้ เขาพยายามใช้วิธี การเจรจา เสร็จแล้ว ปรากฏว่า พอเจรจากันไป เจรจากันมา ก็เหมือนกับ ปล่อยปะละเลย เหมือน ปล่อยผ่านมา อันที่หนึ่ง นะครับ อันที่สอง ในช่วงจนถึง พัทยา นี้ เราก็ พยายามไม่อยากให้ มีภาพ ความรุนแรง อะไรเลย เพราะฉะนั้น ตำรวจ หรือ แม้กระทั่ง ทหารเอง บางทีมีแต่ โล่ห์ อย่างเดียว ซึ่งพอเหตุการณ์ มันลุกลามปั๊บ เราประกาศใช้ พ.ร.ก. มัน ก็จึงต้องเปลี่ยนแปลงไป ในชั้นนี้ ก็จะหาความลงตัว ความพอดี เลิก พ.ร.ก. ก็จริง แต่ว่า ต้องเข้มงวด ไม่ให้สถานการณ์ มันย้อนกลับไป เหมือนก่อนสงกรานต์อีก” นายกฯ กล่าว


เมื่อ ผู้ดำเนินรายการ ถามว่า มีหลายฝ่าย เรียกร้อง ความรับผิดชอบ จาก ฝ่ายการเมือง กับ เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ท่านมอง เรื่องนี้อย่างไร ต้องมี การเปลี่ยนแปลง ไหม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คือฝ่ายการเมืองเอง เราอย่างที่เรียน กำลังมาทบทวนดู ต่อสภาพปัญหาต่าง ๆ ทั้งหมด แล้วก็ ตนคิดว่า ในช่วงตั้งแต่ การประกาศพระราชกำหนดฯ มาจนถึงวันนี้ ทุกอย่าง ก็ค่อนข้าง เป็นไปด้วยดี เพราะฉะนั้น ตรงนี้ ถ้าหากว่า เราสามารถทำงานต่อ ในระดับนี้ได้ ก็ไม่น่า จะมีปัญหาอะไร แต่อย่างไรก็ตาม การสรุป จุดอ่อน ข้อบกพร่อง ความผิดพลาด ทั้งหลาย ซึ่งมัน มีแน่นอน ในช่วง 2 – 3 เดือน ที่ผ่านมา ตรงนี้ ก็จะต้องแก้ไข กันไป เมื่อถามย้ำว่า จะมีการเปลี่ยน หรือ เปล่าไม่แน่ใจ ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็จะมา ปรึกษาหารือกัน กับทุกฝ่าย อีกครั้ง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยืนยันว่า ตนมีความเชื่อ ในเรื่องของ ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น อำนาจพิเศษ ตนหลีกเลี่ยงอย่างถึงที่สุด ที่จะไม่ใช้ ฉะนั้น ใครที่บอกว่า ตนไปมุ่งใช้ กฎหมายพิเศษ ทำลายล้างรุนแรง ถึงขั้นกับ กล่าวหาว่า ตนไปสั่งฆ่าประชาชน มันเป็นไป ไม่ได้เลย ตรงกันข้าม ก่อนที่จะ ประกาศใช้ พ.ร.ก. นี้ ตนถูกถามมาว่า เกือบเป็นเดือน ว่า เมื่อไรจะใช้ เมื่อไรจะใช้ ตนก็ยืนยันว่า ไม่อยากใช้ เช่นเดียวกับ การใช้สื่อ ก็ใช้เท่าที่จำเป็น

ทีนี้ตนคิดว่า วันนี้ สังคม มีบทเรียน ตนไม่อยาก ให้เป็นเรื่องว่า รัฐบาลไปบังคับ รัฐบาลต้องไปสั่ง ทุกคน มีบทเรียน สื่อสารมวลชน ประชาชน ทั่วไป วันนี้ ตนยืนยัน อีกครั้งหนึ่ง

“เมื่อคืนก็ชุมนุมกัน ใช่ไหมครับที่ สนามหลวง ก็ตราบเท่าที่ ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ก็ไม่มีปัญหา ผมยังไม่ทราบว่า รายละเอียด ในเรื่องของ การชุมนุมนี้ มีอะไรบ้าง แต่ว่า โดยรวม เหตุการณ์ ไม่ได้มีปัญหาอะไร และก็ ชุมนุมแล้ว ก็เลิกกันไป จะนัดชุมนุมใหม่ จะโจมตี วิพากษ์วิจารณ์ ผม ไม่มีปัญหา แต่ต้องไม่มีเรื่องของ การยุยง ให้เกิด ความรุนแรง เหมือนกับ ที่บางคนบอก เอ๊ะ ทำไม มีการไปปิด วิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ บางช่อง ผมก็บอกว่า ถ้าเขาดำเนินการ ถูกต้องตามกฎหมาย ทุกอย่าง ไม่มีปัญหาเลย แม้จะ ตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ ผม รุนแรง แค่ไหน อย่างไร ทำได้นะครับ

แต่ถ้าเมื่อไร บอกว่า ให้คนไป ไล่ล่าจับ คนนั้นคนนี้ ไปทำให้เกิด การกระทำ ที่ผิดกฎหมาย เช่น ปิดถนน หรือ มีการเผา หรืออะไรอันนี้ ไม่ได้ ก็มีอยู่เท่านั้นเอง แล้วก็ ได้มอบนโยบาย ชัดเจน ให้กับทุก ๆ ฝ่าย ว่า ขอให้ ยืนยันแนวทางนี้

ถามว่าแนวทางนี้ จะนำความสงบ มาได้ไหม ผมก็บอกนะครับ ขอย้ำอีกครั้งว่า เลิก พ.ร.ก. แล้ว แต่ว่า เจ้าหน้าที่ทั้ง ตำรวจทหาร ก็ยังช่วย ดูแล รักษา ความสงบเรียบร้อย และ เขามีบทเรียนแล้ว นะครับ ว่า ก่อนสงกรานต์ เป็นอย่างไร ช่วงสงกรานต์ ต่าง ๆ มันเกิดอะไรขึ้น” นายกฯ กล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการ ถามว่า เข้มเกินไป กับ ปล่อยเกินไป เป็นอย่างไร พอมองในความรู้สึกว่า นี่จะเป็นบทเรียน ให้กับ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องเป็นบทเรียน ที่หา ความพอดี ตรงนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้น ตนยังให้ความมั่นใจว่า การดูแลตรงนี้ จะดีขึ้น ในทางกลับกัน ใครที่คิดว่า เราจะสามารถนำความสงบ โดยการใช้อำนาจพิเศษ ตลอดไป เป็นไปไม่ได้ แล้วก็ ไม่สมควรด้วย เพราะว่า อย่างที่ตนย้ำไปว่า ต้นเหตุความขัดแย้ง ส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องการเมือง ก็ต้องไปแก้ด้วย การเมือง ซึ่งก็เป็นเหตุผล ที่เรากำลังให้มี คณะทำงาน โดยฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีความเป็นกลาง ในการที่ จะทำตรงนี้ต่อไป คืออยากจะ เปรียบเทียบให้เห็น แม้กระทั่ง ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้เอง ใช้ พ.ร.ก. ต่อเนื่องมา ต่ออายุกันมา 14 หรือ 15 ครั้งแล้ว มันก็เป็น เครื่องมือ ที่สำคัญ แต่มันอยู่ตลอดไป ไม่ได้ ตนก็ย้ำตรงนี้ และ พยายาม จะดูว่าทำอย่างไร ที่จะสามารถหาแนวทาง ในการที่จะ เพิ่มประสิทธิภาพ ตรงนี้ และ สุดท้าย นำไปสู่ การยกเลิก ให้ได้เช่นเดียวกัน

“ผมขอยืนยัน อย่างนี้นะครับว่า ผมให้ความสำคัญกับ ข้อมูลของ ทุกคน ช่วงเกิดเหตุการณ์นี้ ระหว่างที่ ประกาศ พ.ร.ก. เมื่อใด ที่มีข่าวนะครับ มีใครเสียชีวิต มีใครถูกยิง หรืออะไรนี้ ผมจะให้ ตรวจสอบ ทันที แล้วก็ ตรวจสอบ โดย บุคคลซึ่งไม่ได้มี ส่วนได้เสีย เอา หมอ เอา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เอา หน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาช่วยกันดู เพื่อให้ ประชาชนสบายใจ ว่า ของจริง คืออะไร และ

เรื่องนโยบาย ถ้ามีการไปสอบถาม บรรดาผู้นำ จะเป็น ตำรวจ ทหาร จะทราบเลย นะครับ ตัดสินใจสำคัญ ๆ เช่น ผมบอกเลยว่า การชุมนุม ที่ทำเนียบฯ ที่อยู่กัน หลายพันคน แม้ บางคนบอกว่า ให้สลาย เลย ผมก็เป็นคนตัดสินใจบอก ไม่ได้ เสี่ยงต่อ การที่จะเกิด ความสูญเสียขึ้น อย่างนี้เป็นต้น ค่ำคืนบางคืน มีเหตุที่พบ คนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ ไปยิงทหาร ที่อยู่ตามจุดต่าง ๆ เขาก็มาขอ นโยบาย ผมว่า ตอบโต้ได้ไหม ผมบอก อย่าไปทำเลย เกิดยิงสวนไป คนตาย เป็นใครก็แล้วแต่ จะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ทำให้ความขัดแย้ง ลุกลามไป ก็บอกว่า ให้อดทนอดกลั้น ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ค่อยมา ประเมินทบทวน กันอีกที แนวทาง ผมชัดมาก” นายกฯ กล่าว

นายกอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เพราะฉะนั้น พอมาวันนี้ อย่างเช่น ใน สภาฯ บางที มีภาพนิ่งออกมา นี่มันเกิดขึ้นหรือเปล่า เราต้องไปเอาคลิป ที่เป็นภาพเคลื่อนไหว ทั้งหมด ให้ทราบว่า ก่อนจะไปถึง ภาพนิ่ง ตรงนั้น อะไรมันเกิดขึ้น หรือ อย่างกรณี คลิปต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ ก็ยังมีบางอัน ที่มีความไม่ชัดเจน ตนก็จะให้ มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วมีการชี้แจงต่อไป อย่างโปร่งใสที่สุด ส่วน การสะท้อนออกมา เช่น มี ส.ส. ภาคเหนือ บอกว่า ในพื้นที่ภาคเหนือ ไปจับกุมอะไรเกินเลยไปหรือเปล่า ตนเชิญมาคุยเลย เขาเรียก หลังบัลลังก์ ของท่านประธาน มาคุยกัน มันเป็นอย่างนั้นเหรอ ตนก็ต่อสายคุย กับ ทางตำรวจ ในพื้นที่เลย ให้คุยกัน ทำความเข้าใจกันนะว่า คนที่เขา มาชุมนุมเฉย ๆ ไม่มีอะไร อย่าไปยุ่งกับเขา แต่คนที่ไปยุยง บอกว่า ให้ทำผิดกฎหมาย อันนี้ เราก็ต้อง รักษากฎหมาย เท่านั้นเอง แต่ว่า อย่าไปทำอะไร เกินเลย เพราะนั้น แนวทางตน เป็นอย่างนี้ตลอด และ ทำอย่างนี้ ต่อไป

เมื่อถามว่า ข้อเท็จจริง โดยคนกลาง จะมาเมื่อไร เพราะถ้าหาก ข้อเท็จจริง โดยคนกลาง ยังไม่ออกมา ฝ่ายที่เห็นประเด็น ที่ไม่ตรง กับ นายกฯ ก็ต้องออกมา

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คือที่จริง ขณะนี้ ตนอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า เวลาที่มีการชี้แจง ขณะนี้ เราไม่ได้พูดถึง ความเห็นเลย เราเอาข้อเท็จจริง มากางให้ดู อย่างที่บอกนี้ ภาพเคลื่อนไหว ที่เกิดขึ้นจริง เป็นอย่างไร หรือ รายงาน การสอบสวน สืบสวนสอบสวน ในเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น มีคนนี้ เป็นพยาน ยืนยัน ว่า อะไร อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องของ การให้ข้อมูล เฉย ๆ ยังไม่มี เรื่องความเห็น เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่อง เป็นกลาง หรือ ไม่เป็นกลาง เป็นว่า ตรงไหน ข้อมูลครบถ้วนที่สุด ส่วนคนที่ ประมวลเหตุการณ์ ตนได้พูดไปแล้ว สำนักนายกฯ ทำส่วนหนึ่ง หน่วยงานภายใน ก็ต้องทำส่วนหนึ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็จะมาทำ และ ถ้ามีความจำเป็น ในการที่จะให้ องค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบ รัฐบาล ก็ยินดีให้ความร่วมมือ

นายกฯ กล่าวถึง การตามหาตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช. ว่า อยู่ต่างประเทศ และ ก็คือ เคลื่อนไหว อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ตนได้เรียนกับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ได้อภิปรายช่วงสรุป และ ได้รับการตอบสนอง ด้วยดี

คือตนบอกว่า เรื่องการเมืองนี้ ท่านจะเรียกร้องอะไรกันต่อไป อย่างเมื่อคืนที่ สนามหลวง เขาเรียกร้อง เรื่องรัฐธรรมนูญปี 40 ว่าสิทธิ ของ D Station วิทยุชุมชน ต้องเป็นไป ตามกฎหมาย อะไรต่าง ๆ อันนี้แล้ว ก็ความชัดเจน ในเรื่องเหตุการณ์ นี่ไม่มีปัญหาเลย เราก็จะมาดูแลกันต่อ แต่ตนขอไว้ 2 เรื่อง

เรื่องแรก ก็คือว่า การไปดึง สถาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้อง ขอให้หยุด ซึ่งขณะนี้ ก็ต้องขอบคุณ และตนเข้าใจว่า ในส่วนของ ส.ส. ฝ่ายค้าน คนที่เคลื่อนไหวต่าง ๆ ก็ดูจะ ไม่ได้พูดถึง เรื่องนี้

“ส่วนกรณี อดีตนายกฯ หรือ คุณจักรภพฯ จะพูดไป ก็ขอให้เป็นเรื่อง เฉพาะบุคคล แล้วเรา ก็จะต้องดำเนินการ และ ในส่วนของรัฐบาลเอง ก็ทำหน้าที่ ในการชี้แจงกับ สื่อต่างประเทศ ไป คือผม ก็สังเกตว่า ตอนหลัง สื่อต่างประเทศ ก็มีความเข้าใจ ชัดเจน ยิ่งขึ้นว่า จริง ๆ แล้วการไปถึงขั้น ที่เรียกว่า จาบจ้วง หรือ กล่าวหา สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงอยู่เหนือการเมือง พระองค์ท่าน ทรงอยู่เหนือ การเมือง และ สถาบัน ทั้งสถาบัน อยู่เหนือการเมือง ก็ดูมี ความเข้าใจ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ กับพฤติกรรม ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีการพูดถึง การจะไปใช้ความรุนแรง ประกาศ จะใช้อาวุธ ผมคิดว่า ขณะนี้ นานาชาติ เขาต่อต้านด้วยซ้ำ การที่ไปเรียกร้อง ให้มีการใช้อาวุธนี้ ความจริง ก็แทบจะไม่ต่างจาก ผู้ก่อการร้าย แล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนี้ ผมว่า ความร่วมมือ จาก ต่างประเทศ ความเข้าใจ จาก ต่างประเทศ จะดีขึ้น

ประการที่สอง คือ ความรุนแรง ทั้งหลาย ที่มาชักชวนว่าให้ รุนแรง กัน มาแสดง ความขอบอก ขอบใจ ว่า สามารถขัดขวาง การประชุมนานาชาติ ได้ ผมก็ยิ่งคิดว่า ทำให้ ต่างประเทศ เขามองเห็น ว่า จริง ๆ แล้ว มันเป็นเรื่อง การเรียกร้องประชาธิปไตย หรือ ไม่ ส่วน การเรียกร้องประชาธิปไตย โดยคนจำนวนมาก ที่มีความรู้สึกจริง ๆ อย่างที่ผม ได้บอกไป ก่อนหน้านี้ ก็กำลังให้ ทางสภาฯ เข้ามาเป็น กลไกสำคัญ ในการแก้ไขปัญหา” นายกฯ กล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการ ถามว่า เขายังสามารถ โฟนอิน หรือว่า เข้ามา วีดิโอลิงค์ ในการชุมนุม ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้ กลุ่มผู้ชุมนุมฮึกเหิม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เข้าใจว่า เมื่อคืน ก็ไม่มี ยังไม่ได้ ตรวจสอบ ละเอียด ทั้งหมด แล้ว ถ้าหากว่า พูดจาในลักษณะ ที่ผิดกฎหมายอีก ก็เพิ่ม พูดง่าย ๆ ก็เพิ่มข้อหา การกระทำที่ผิดกฎหมาย มากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งก็ไม่ทราบว่า จะทำไปทำไม อยากจะย้ำว่า ถ้าทำแล้ว คิดว่า จะเป็นเรื่องของ การเอาชนะกัน ในทางการเมือง คือ ชนะ – แพ้ ตนไม่ทราบ แต่ว่าประเทศเสียหาย

วันนี้ขอโอกาส ให้กับ คนไทย ขอโอกาสให้กับ ประเทศไทย ในการที่ จะดูแลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น ปัญหาพื้นฐาน ของ ประชาชน มาช่วยกันดูแล คนตกงาน มาช่วยกัน ดูแล ลูกหลาน ให้เรียนฟรี มาช่วยกัน ดูแลผู้สูงอายุ ให้ได้ ค่าตอบแทน ซึ่งทั้งหมดนี้ กำลังเริ่มต้น ปลายเดือนนี้ ต้นเดือนหน้า ทำไมไม่มา ช่วยกันทำ ตรงนี้ก่อน มาช่วยกัน กอบกู้ภาพลักษณ์ ของประเทศ ว่าเราได้รับ การยอมรับ บทบาทต่าง ๆ มาในอดีต ได้รับความไว้วางใจ ให้เป็น ประธานอาเซียน จัดการประชุม ครั้งสำคัญ เดินหน้า ในการที่จะเป็นกลไก หรือเป็น ส่วนสำคัญ ในการร่วมมือ กับ นานาประเทศ ในการแก้วิกฤต เศรษฐกิจโลก เหมือนกับ ที่เราได้รับเกียรติไปประชุมที่ ลอนดอน ที่อะไรต่าง ๆ ซึ่งบทบาทต่าง ๆ กำลังเป็นที่ยอมรับ

ตนไม่มา ขอโอกาสให้ ตัวเอง แต่ขอโอกาสให้กับ ประเทศชาติ กับประชาชน ส่วนใน เรื่องการเมือง อย่างที่ตนย้ำ ในคืนวันประชุมสภาฯ ไปดูกันทุกฝ่าย กติกา จะแก้กัน ตรงไหน แก้เสร็จแล้ว อยากจะไป เลือกตั้ง กันใหม่ ตนไม่ขัดข้อง

ผู้ดำเนินรายการ ถามว่า มีเวลายังเหลือ อีกนิดหนึ่ง แนวทางในการปฏิรูป นิรโทษกรรม คำนี้ออกมาเยอะ เหลือเกิน มันจะเป็นแนวทาง ที่เป็นข้อสรุปสุดท้าย ในการแก้ไขปัญหา หรือว่า เป็นแนวทาง ที่ทำให้ ผ่อนหายใจ ให้บรรยากาศ ทางการเมือง ช่วงนี้มันผ่านพ้นไป เท่านั้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนบอกว่า ประเด็นในเรื่องของ ความผิดทางการเมือง เอามาวางบนโต๊ะ กันได้ ส่วนจะ ทำหรือไม่ทำ ต้องมาพูดคุยกัน ด้วยเหตุด้วยผล อาจจะต้องมี กระบวนการ อาจะจะต้องถึงขั้น ไปทำประชาพิจารณ์ ประชามติ ก็ได้ แต่ตนก็อยากจะบอกว่า

1. ต้องแยก เรื่องความผิด ทางการเมือง ความผิด ทางอาญา ความผิด ทางอาญา นั้นไม่ควรจะพูดถึงเลย ตัดออกไป ส่วน ความผิด ทางการเมือง ต้องมาดู ปัญหามันเป็นอย่างนี้ บางคนบอกว่า กฎหมายไม่ดี ไม่สมบูรณ์ บางมาตรา อยากจะแก้ ปัญหาก็คือ พอแก้นี้ มันมีคน ได้ประโยชน เสียประโยชน์ มันก็จะมีคน อีกกลุ่มหนึ่ง ที่บอกว่า อย่างนี้ แก้เพื่อตัวเอง หรือเปล่า อันนี้ เป็นปม ที่มันค้าง มา 2 ปีแล้ว

ปีที่แล้ว ที่มีการชุมนุมกัน ทั้งปี มันเริ่มต้น จากจุดนี้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องหาความพอดีว่า ถ้าเราอยากจะทำนี้ หลักความเห็น ส่วนตัว ของตน ก็คือว่า อะไร ที่เป็นระบบ ที่ถูกต้อง ก็ไปให้ถึง จุดนั้น แต่อย่าไปคำนึง ถึงว่า ทำอันนี้ เพื่อที่จะให้ คนนั้นคนนี้ คืนสิทธิ์ หรือ ไม่คืนสิทธิ์ อย่างไร ทั้งสองด้านเลย คือ ไม่ควรจะตั้งเป้าว่า คนเหล่านี้ ควรได้รับการคืนสิทธิ์ หรือ คนเหล่านี้ เราควรจะดองเอาไว้ หรือ อะไร ไม่ควรจะมีอย่างนั้น ดูระบบ ก่อน ดูความเป็นธรรม ก่อน แล้วบางที คำตอบมันอาจจะไม่ใช่ว่า นิรโทษ หรือ ไม่นิรโทษ ก็ได้

อาจจะมีช่องทางอื่น อีกตั้งเยอะว่า แก้กฎหมายแล้ว จะมีบทเฉพาะกาล เขียนอย่างไร ให้มีความเป็นธรรม กับ ทุกฝ่าย ตอบคำถาม ของสังคมได้ แต่ว่าทั้งหมดนี้ ตนพูดเท่านี้ เพราะว่าเดี๋ยวจะหาว่า ชี้นำ อีก ก็ให้ ทุกฝ่าย เสนอ เข้ามาก่อน แล้วตน ก็ยอมรับ เสียงดังมาก ทั้งสองฝ่าย ว่าจะเป็น 40 มาแก้ 50 มาแก้ เสียงดังมาก ก็บอกว่า ตนเห็น พอพูดประเด็นนี้ไป สัปดาห์ก่อน หนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ก็ดีแล้วนะ น่าจะเป็นทางออก แล้วก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่ง เสียงดังมาก บอกอย่าทำนะ ทำอันนี้ ไม่ได้ปรองดองนะ เพราะว่า เขาจะออกมาต่อต้าน ทุกคน ต้องฟัง ทั้งหมด และ มาช่วยกันคิด หา ทางออก ที่เป็นเหตุ เป็นผล

“เวลานี้เราก็ถือว่า หลายเรื่อง กลับเข้ามาสู่ ภาวะความเป็นปกติแล้ว แต่ว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ที่ดูแล ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย คงต้องเข้มงวด เข้มข้น ไปอีกระยะหนึ่ง แต่ว่า วิถีชีวิต ของ พี่น้องประชาชน ผมอยากให้ สงบสุข เร็วที่สุด และ ส่วนหนึ่ง ที่ทำได้คือ พี่น้องประชาชนเอง อย่างที่บอก ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว ผมมีกระบวนการทุกอย่าง ตอบคำถาม ใครติดใจอะไร พบข้อมูลอะไร ผิดปกติ ส่งไปที่หน่วยงาน ที่เขาเป็นกลาง เขาจะดูแลให้ แต่อย่าไปซุบซิบ ๆ บอกเป็นอย่างนี้ แล้วก็ไป ปลุกระดม อย่าไปทำอย่างนั้น ผมให้ ความเป็นธรรม ทุกฝ่าย มาทำให้ บ้านเมือง ของเรา เดินไปข้างหน้า ด้วยกันดี กว่า เพื่อประโยชน์ ของทุกคน นะครับ ผมโดยส่วนตัว ไม่ได้ประโยชน์ อะไรหรอกครับ แต่ทุกคน จะได้ประโยชน์ จากการที่ บ้านเมืองสงบสุข และ เราได้มีเวลา ทุ่มเท แก้ไขปัญหา ให้พี่น้องประชาชน” นายกฯ กล่าว


คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์”
จาก manager multimedia

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 26 เมษายน 2552 11:48 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000046610


พิมพ์ ข่าวนี้ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับ นายก อภิสิทธิ์”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 23, 2009

FT’s Interview with Abhisit Vejjajiva – นายกฯ อภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ FT

ftlogo23
Interview with Abhisit Vejjajiva

Published: April 23 2009 12:11 | Last updated: April 23 2009 12:11

Here is the full transcript of an interview with Abhisit Vejjajiva, prime minister of Thailand by Tim Johnston and David Pilling in Bangkok on 23 April 2009.

Listen to an audio version of the interview

The Financial Times: Thailand has always had this reputation of being a jewel in Asia, one of the strongest tigers, people were comparing it to Taiwan: now the comparison is much more with countries like the Philippines. Something seems to have gone seriously wrong. Have things really got that bad?

Abhisit Vejjajiva: I think there are some major challenges we have to face up to. First of all, I think the last couple of years have seen a trend where there’s a breakdown of law and order.

In the past I think we have had problems with enforcement of the law, but perhaps at street level, and maybe in terms of some loopholes and not so strict enforcement of the law. But for the bigger picture in terms of disorder in general that has not been the case. Clearly that changed over the last two to three years. And it’s one of the main reasons why I felt the government had to put that right.

Secondly, I think there has been a division that has run throughout the last four or five years of political conflict where we try to get to grips with what democracy entails.

I have always maintained that to say that the conflict at the moment is a rural-urban divide, or some kind of class divide, is not identifying the problem right. There may be elements of that, just as you see different views of urban rural voters everywhere.

But you cannot say, for instance, that the people who support Thaksin do not include the very rich, the middle class. At the same time, clearly opposition to him, say people who joined the PAD, include a lot of rural people. Even the voting for the democrat, or Puea Thai , or PPP or Thai rak Thai in regions where each party wins overwhelmingly – that means rural supporters.

That’s missing the point. The real point is the expectations that people have of what democracy entails. And one group clearly stresses the will of the majority, which of course is correct. Therefore they think that once there’s an election outcome that’s that.

The other group does not necessarily deny this but maintains, and I think correctly too, that democracy entails a limited government: a majority does not give you the licence to put yourself above the law, whether it is election law or whether it is corruption law.

Of course when you resolve the issues who has broken or violated the law or not, you rely on the courts or other such organizations. Which in all democracies are not elected.

So there seems to be a confusion of this.

And essentially what has made things perhaps worse is that one group goes too far to say you can use political solutions for what is strictly legal problems and the other group goes so far as to say you can use legal solutions for political problems.

So that’s where we’re at and that’s what my government wants to put right.

FT: Your problem in terms of perception, certainly international perception, is that you would appear to be on legal not the democractic side?

Abhisit: I don’t think that’s fair. For one thing, I have been in electoral politics for almost two decades now, and my stance on every single issue throughout the 18 years that I have been in politics is clear: I do not support undemocratic means.

But when things were breaking down prior to the last coup it was clear that we had an elected government that clearly violated democratic principles. You are talking over 2,000 people dead, from policies that clearly violate human rights. You have seen blatant interferences with the various organizations that are supposed to be neutral including the electoral commission. So we voiced opposition to that. I myself have stuck with the parliamentary system. And I have never moved out of that realm. When the protest took place last year, every time the protestors did things that I felt were not right, I voiced my disagreement.

After the coup, my position was also clear. I disagreed with it, but I thought the quickest and smoothest way of returning to things back to normalcy was not to have violence in the street but to make sure that the coup leaders stuck to their pledge that they would return power to the people in a timeframe of say a year, which they did.

And the constitution itself passed a referendum, and although we don’t like all the provisions in it, it received the support of the majority of the Thai people and it should be amended once we return to normalcy.

And the constitution itself may have provisions that parties might think inappropriate. But they accepted it, they accepted the rules when they participated in the elections and when they violate the rules they have to accept the consequences.

FT: Which provisions do you find unacceptable?

Abhisit: We said that a number of sections or articles which we feel should certainly be amended, on the role of MPs, on the senate and so on.

FT: Would you like to see an elected senate?

Abhisit: Yes

FT: Would you like to scrap the provision that has political parties disbanded for the misdemeanours of single officials?

Abhisit: I disagree with this disbanding parties but I think that we have to also get the balance right in that sometimes the executive committee knows what’s going on and is basically party to the violation and they should accept the consequences.

You may recall when the Thai rak Thai party was disbanded, I was of the opinion that a new party set up should be able to be called Thai rak Thai, if the members so wished. My stance on this has always been clear.

But it is one thing to say that’s a problematic provision and it should be amended, and another to say that somebody who has direct vested interest should be pushing for that as almost personal agenda, which obviously will only provoke opposition, which is what happened last year.

Which is why, when I took over, my offer was that it was best to have a neutral organization — maybe academics — who can begin setting the ball rolling about what should be or not be in the constitution to remove any suspicion that politicians are doing this for ourselves.

Unfortunately, the opposition turned that offer down. It wasn’t us that stopped the process going, it was the opposition who refused the offer. So I was in the process of trying to find a new process and then all these events took place.

At the same time it is also clear that, while the majority of protestors had these genuine feelings of injustice and wanted a better form of democracy, it cannot be denied that a core group of people leading the protests also wanted violence and were more interested in their personal agenda.

FT: It seems on the surface that the country is entirely divided and when one party is in power the other feels entirely unrepresented. How do you convince the red shirts that you represent their interests?

Abhisit: There is a clear difference. When Thaksin was PM, he said that he would look after the interests of people who voted for him first. I have never done that, and in all my time in office I have never discriminated against any group of people and when they have peaceful protests and when they voice opposition through various media I never interfered. I listend to them. I took the cause of constitutional amendments which I was not so keen on last year, given these circumstances, and I actually conceded to get the process going.

That’s just one issue that proves that I am here to work for everybody and all the policies that I have implemented and designed in no way discriminate against one group or another. In fact it could even be argued that the package that we put through in terms of the economic stimulus, particularly how much money were are putting to support agricultural prices, giving income support to low income people, you could even argue that these were addressing the people who traditionally didn’t vote for us.

FT: That is precisely what you should have been doing, isn’t it?

Abhisit: Which I have done, which is why I think I have proved that I am not here to protect any group’s interest. I am here to work for everybody.

FT: In which case, why don’t you call an election?

Abhisit: Two reasons, the first is that the opposition do not accept the current rules. Now, if I called an election and say a party was involved in election fraud and they got disbanded again, then what’s going to happen? We just back to where we are.

And you know much is made of me. I read stories saying I lose elections by a landslide: actually there was just 100,000 votes separating us and them, out of 30m. In January we won 21 out of 27 byelections, almost all in rural constituencies. The issue is not whether I would win or not, but first, would the rules be accepted, would we not just end up in another cycle of election fraud, disbanding of parties, feelings of injustice and adding anger to the cycle.

Second issue is the protestors have openly stated that they would not allow us to campaign in certain areas, That is not a condition for free, fair and democratic elections. We saw glimpses of that during the byelections. It doesn’t help if elections turn violent, if you are going to divide a country into regions where one party can campaign and one cannot. I wanted to make sure that these feelings die down before we move to the elections.

That’s leaving aside the previous three months where it was clear it was time for Thailand to have some stability, get some medicine for the economic downturn and address the concerns of the majority of people, which are actually economic.

FT: You said that some of the protesters had a genuine feeling of injustice. Do you think that was justified or do you think it was a problem of perception?

Abhisit: A little bit of both. I think there are cases where they have the right to feel injustice. I can understand them feeling the cases against PAD have been slow.

But the problem is that PAD action didn’t take place during my administration and the process that began to investigate.

FT: It not just that you are or are not prosecuting the yellow shirts, they see the system being stacked against them.

Abhisit: That can’t be right given that the police have been accused of being on… certainly not on the government’s side. So it is not the system. The cases where there was clear violence during the PAD protest – one famous picture on international media was use of gunfire into a group of protestors. That took place in if I remember correctly, August. When I came in there was not progress, and the first thing I did when I came in was call in the chief of police and said, look: that’s a blatant instance where somebody has to be prosecuted and arrest warrants were issued after that.

The people who oppose my government, might feel why did it take four or five months. But they forget that I wasn’t in power.

FT: You were voted in on December 15. The airport protests ended two weeks before you came to power, but four months on nothing has been done.

Abhisit: I have summoned the police chief and expressed my concern that the case is ruling slowly and they have made some progress. They dealt with the Government House occupation first and they have now issued warrants and summons for people involved and they are moving on to the airport case. Frankly speaking, all these issues I said I would try to clear up after what was supposed to be the East Asia summit, because I put clear priorities about getting the economic package in place and finalizing the details of next year’s annual budget and then we have this very important summit coming up and I said that after that was cleared up we would be talking about the constitution and clearing up all the pending cases as quickly as possible. But unfortunately all these events took place before.

FT: You are on record saying during the airport siege that it would not be a good idea for the army to go in, yet you put the army on the streets last week. What changed?

Abhisit: I am not to sure that the degree of violence as expressed during the two protests was the same. If you listen to the protestors on these occasions. But leaving that aside, the difference is this: once people were in government house, once people were in the airport any kind of military operation I think would have been extremely risky. And I took a similar decision on night of 13th (April) when there were about 4,000 people at most, and maybe less than 2,000 in the end people surrounding government house. My decision was not, at the end, for the military to go in, but to negotiate.

But the incidents that took place before that, you know, the various intersections in Bankok, the gas truck and so on: they had to be cleared. They were basic rioting, while the protest at government house was not. So what I did was I cleared the points of riots, but not the mass protests. So nothing’s changed.

FT: Moving on: the blue shirts?

Abhisit: I have already said we should not create a new colour.

FT: Was someone in your party trying to create a new colour?

Abhisit: Not in my party. The interior ministry wanted to run a campaign about protecting the monarchy. So they had these volunteers, blue shirts, but since there is now a suspicion that this would transform into something else.

The colour blue, I guess they took it from the flag.

FT: So the blue shirts down in Pattaya were organized by the interior ministry?

Abhisit: In Pattaya was another story. It was local people, volunteers and so on. Whatever. But now that it’s created a suspicion and fear that it would transform into something else, I say, look lets put an end to this.

FT: Who were the ones down in Pattaya: Khun Newin was seen down there on the back of a bike with his hat pulled down over his eyes…

There were lots of politicians down there.

FT: There is prima facie evidence that he was involved in organising a group of thugs with masks, sticks and at least one gun.

Abhisit: My instructions were clear that there should be no violence and the following incident that took place where there had been violence from both colours will be investigated and treated fairly.

FT: Have you got assurances from Khun Newin that he wasn’t involved in that incident.

Abhisit: I haven’t talked to him. Investigations will continue and whoever is involved will have to be investigated.

FT: Including Khun Newin if he is shown to be involved?

Abhisit: If he is involved, yes.

FT: You mentioned earlier on the class war aspect, which seems to be a new and disturbing element.

Abhisit: It is part of the propaganda.

FT: Do you think it is getting traction?

Abhisit: It is something that resonates with groups of people, but I maintain that if you look at the policies of this government, there is certainly no class bias in any of the policies that we implement or design.

FT: What about the ‘democracy of the rich’ that some commentators like Thitinan Pongsudhirak have posited?

Abhisit: He must prove his case. What policies have I adopted and designed that have favoured the rich. The complete opposite is true. It is odd to accuse a government of being a government for the rich when most of the policies are designed for the poor. It just doesn’t make sense. And how can you explain the voters in the south? Are they rich? That is the second poorest region from the northeast and they have consistently supported us. I really can’t understand why these very basic facts are conveniently ignored.

FT: You said it resonates with certain groups, why do you think that is?

Abhisit: It resonates everywhere.

FT: Do you think it could become a problem for you?

Abhisit: Of course it could become a problem such divisions, or any kind of divisions took place: class, ethnic, religious… all very dangerous. Which is why we need to address this very basic fact that why would we want to support anybody who wants to divide the country. Why not support someone who wants to unite and why not take a little care to analyse the truth or verify what is being claimed: just as I have mentioned, very basic facts about the rural/urban rich/poor divide. How you explain the voters in the south, how do you explain the voters in Bangkok? Bangkok has not consistently voted for us, we’ve lost two previous general elections in Bangkok. We’ve only won the gubernatorial elections and the last general elections.

FT: Another disturbing development: a number of businesses seem to have been targeted. Thailand’s business life hasn’t really been affected by the political upheavals in the past: is this bleed into commercial side worrying you?

Abhisit: It certainly goes to show that the person who wants to divide a country will not stop at any point, they will drag everybody into conflict.

FT: Do you think Khun Thaksin is that person?

Abhisit: He has openly said so.

FT: Do you think he is the ideological leader of the red shirts?

Abhisit: I wouldn’t say ideological, he is the leader.

FT: What is his role?

Abhisit: You can ask the protesters.

FT: What about the pursuit: are you talking to Nicaragua, the United Arab Emirates?

Abhisit: Yes. We want every Thai to be under the same law.

FT: So you would like to get him in Thailand?

Abhisit: I have always said so.

FT: Would that not be destabilising, to have him in a court in central Bangkok?

Abhisit: It is our responsibility to handle that and I think more and more people who have legitimate causes concerning injustice and democracy are now going to distance themselves from people who want to provoke violence and have their own personal agenda.

FT: You have had to clamp down on democracy to hold this situation together…

Abhisit: I would not clamp down on democratic rights. I have asked and in the parliamentary debate I am participating in now, I am saying that the emergency decree will be lifted very soon and protest demonstrations can resume. The only thing we will not allow is inciting violence and rioting.

FT: When will the emergency be lifted, can you give us a time scale?

Abhisit: A few days time.

FT: By early next week?

Abhisit: Possible.

FT: Does that mean that some of the radio stations and websites that have been blocked will be allowed to reopen?

Abhisit: Yes, so long as they don’t violate the law.

FT: And that is incitement to violence?

Abhisit: Yes. I am sure you wouldn’t allow people in your country to go on radio and television and say ‘let’s to and burn that place down, let’s go and kill that person’. I’m sure not.

FT: What about the economic fallout. You said yesterday possibly five per cent contraction this year?

Abhisit: Yes

FT: Is that a worst case scenario or is that a realistic scenario?

Abhisit: Much depends on the global economy itself, which again I’m not sure anybody can make predictions with certainty, but I think a range of –3 to –5 is realistic for us.

FT: The central Bank just dropped to 3.5. Is 3.5 with risks on the downside what you are looking at?

Abhisit: Yes.

FT: Khun Korn said you might boost your stimulus package to try and mitigate some of the effects of this crisis.

Abhisit: We have already outlined the basic framework for the second round of stimulus, I don’t think that needs to be changed. We have to work out all the details, particularly the source of financing?

FT: What percentage of GDP would that be roughly?

Abhisit: It’s a funny game, because it depends on how you lump things, and we are talking about a stimulus that runs on for three years. I see lots of these between-country comparisons, and I don’t think they are comparable.

FT: But could you give a rough figure?

Abhisit: Do you want the three years or the one year?

FT: One year?

Abhisit: But that’s not how other countries do it.

FT: How about three years?

Abhisit: If it is three years… It is almost 15 per cent. But over three years, so that would be 5 per cent a year.

FT: Do you get any impression that business is running shy because of these problems?

Abhisit: Of course all these events will raise real concerns.

FT: Have you had concerns from the Japanese: they used to see Thailand in a sense as an insurance policy against China – China + 1 – and that one was often Thailand, but that kind of political security might be fast disappearing. Have you had expressions of concern?

Abhisit: I’m sure there are concerns everywhere, and we will have to move very swiftly to address those concerns. The steps to doing that for me are clear: I think on the economic policy side we’ve been very good touch with these people about what needs to be done, so that is not so much the concern, and again the fundamentals in terms of the financial system here, the basics are OK. The political situation for me is first restore law and order and two seek a political solution.

FT: Fairly chaotic scenes yesterday, do you get the impression that….

Abhisit: It wasn’t too bad compared to other occasions and a lot of people thought it was pretty subdued.

FT: Do you have the feeling that the other side are willing to bridge this divide?

Abhisit: Parts. Or Some. Or maybe a majority, I don’t know. Not all of them obviously.

FT: Do you think it is a possible task?

Abhisit: I do. I do. I still believe the majority of people don’t want to see violence, don’t want to see neverending conflict, don’t want to see their pockets hurt by dragging this on.

FT: Could we talk about the king?

Abhisit: We can.

FT: I am aware this is a sensitive topic, but Mr Thaksin has obviously made some accusations that the king is much more involved in politics?

Abhisit: He’s accusing everybody. Who hasn’t he accused? And I don’t know whether he was correctly reported in your paper…

FT: Yes is the answer…

Abhisit: But we checked up on the answer and the meeting referred to did not in any way discuss the coup. We checked on that. So we are very concerned with that interview so we checked on the facts and clearly it was not true. And its odd that he should be referring or citing someone who wasn’t at the meeting to make such claims and again it is part of his agenda.

FT: So what he said was purely fictitious?

Abhisit: Not true, yes.

FT: Thailand has a great deal of love and emotion invested in his majesty. When the time comes for a succession, there is going to be a flood of emotion, it is going to be very difficult to handle, it is going to be a very unsettling time for Thailand. How do you see that working out?

Abhisit: I think we have to see the institution as an institution and the monarchy remains above politics and the monarchy continues to be involved in a lot of work for the people. Obviously his Majesty the King in six decades of wisdom and efforts for the Thai people, and just as in any country organisation if and when there should be a process of succession, the situation will evolve. Sixty years ago when his majesty acceded to the throne, again, the role of the monarchy was again different from what it subsequently became.

FT: And you think that process of evolution will continue?

Abhisit: It is something that I’m sure that Thais can work out.

FT: As you say, His Majesty has withdrawn from politics…

Abhisit: He hasn’t withdrawn from politics. He’s always remained above politics.

FT: Do you see the king, do you discuss the political situation?

Abhisit: In parliamentary systems you report.

FT: So you have regular meetings?

Abhisit: All prime ministers do.

FT: What is the tone of those meetings?

Abhisit: You report

FT: When was the last time you saw the king?

Abhisit: It was in February I think. But obviously I have had some audiences with His Majesty and his family on other occasions, but officially to go and report, that was February.

FT: But not since the Pattaya…

Abhisit: Not yet

FT: But that is something that needs to be….

Abhisit: I have to carry out my duties.

FT: The PAD dressed itself up as the great defenders of the monarchy in a very polarised political situation and in some ways they dragged the monarchy into the centre of the political debate. Is that a concern that you have?

Abhisit: I said on the first day of assuming office that one of my key objectives is to make sure that nobody should drag the monarchy down into conflict, whatever intentions they may have.

FT: What about the Lese Majeste law? It has caused Thailand some very bad publicity, do you think it needs to be changed?

Abhisit: I think the way it is enforced needs to be managed.

FT: What does that mean?

Abhisit: It means that there has to be clear guidance as to what the law says and how people who violate the law or are suspected of violating the law should be treated. I think the problem has been either too liberal an interpretation of what it means and also some actions that only create more confusion and conflict surrounding the law.

FT: Can you give me specifics on that?

Abhisit: The latest case with Prachatai website was definitely mishandled and certainly went against my policy and apparently action was taken by people who were not supposed to be in charge of this issue.

FT: That wasn’t under the Lese Majeste law, it was under the computer crimes act?

Abhisit: That’s what I mean. People went to the people who handle the computer crimes and used this and that reason and it turned out like that.

FT: And your ability to influence and control that…?

Abhisit: Before the prachatai case I thought that there had been quite a good working relationship between people who run websites, the police who are working on this.

FT: And that broke down?

Abhisit: I hope that was an isolated incident and would be put right

FT: What happens next: what’s the next few weeks and months?

Abhisit: Emergency decree lifted, I hope that parliament has some mechanism to move forward with a political solution that is acceptable to all.

FT: What might that look like?

Abhisit: Talks of some kind of commission on political reform, constitutional amendments.

FT: Talking to people like Khun Thaksin?

Abhisit: What about?

FT: So you want an institutional solution?

Abhisit: Yes. Sure.

FT: And the time frame?

Abhisit: And that should also involve a clear time frame.

“FT” and “Financial Times” are trademarks of the Financial Times.
© Copyright The Financial Times Ltd 2009.


แปลและเรียบเรียงจาก – FT : Interview with Abhisit Vejjajiva
เขียนโดย kan · หมวดหมู่ การเมือง
นายกฯ อภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ FT : การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง ความล่าช้าคดีพันธมิตรฯ และเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เชื่อความแตกแยกไม่ใช่สงครามชนชั้น

April 26, 2009

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ประเทศไทยเคยมีชื่อเสียงว่าเป็นดังมณีของเอเชีย, หนึ่งในพยัคฆ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง, ผู้คนมักจะเปรียบเทียบกับไต้หวัน : แต่ตอนนี้การเปรียบเทียบประเทศเริ่มละม้ายฟิลิปปินส์เข้าไปทุกที มีบางอย่างที่ดูเหมือนจะผิดพลาดอย่างร้ายแรง มีอะไรที่ผิดพลาดเช่นนั้นหรือไม่?

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่ามีความท้าทายใหญ่ๆที่เราต้องรับมือ อันดับแรกสุดเลย เราเห็นแนวโน้มของการทำลายระบบนิติรัฐในสองสามปีที่ผ่านมา

ในอดีตผมคิดว่าเรามีปัญหากับการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งบางทีอาจเป็นที่ระดับท้องถนน หรือบางทีอาจจะเป็นช่องโหว่ หรือไม่ก็เป็นเพราะการผ่อนคลายในการบังคับใช้กฎหมาย แต่ในภาพใหญ่ เราไม่ได้มีปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในภาพรวม เป็นที่แน่ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วจากเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำไมผมถึงรู้สึกว่ารัฐบาลได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

ภาพอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , ที่มา - PoliticalBase

ภาพอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , ที่มา - PoliticalBase

ประการที่สอง, ผมคิดว่าเรามีความแตกแยก จากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากที่เราต้องทำความเข้าใจผลลัพธ์จากกระบวนการประชาธิปไตย

ผมยังคงยืนยันเสมอว่า ความเชื่อที่ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องการแบ่งแยกระหว่าง เมืองและชนบท หรือเป็นเรื่องของการแบ่งแยกทางชนชั้น เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง มันอาจมีส่วนอยู่บ้าง ดังที่เราเห็นภาพของผลการเลือกตั้งในเมืองและชนบทที่เกิดขึ้นทั่วๆไป

แต่คุณไม่สามารถพูดได้ว่าผู้คนที่สนับสนุนคุณทักษิณไม่มีคนรวย หรือคนชั้นกลางร่วมอยู่ด้วย ในทำนองเดียวกันฝ่ายตรงข้าม คือคนที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็มีคนชนบทอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน และก็มีกระทั่งคนที่ลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์, หรือเพื่อไทย หรือพลังประชาชน/ไทยรักไทย ในท้องที่ที่แต่ละพรรคชนะการเลือกตั้งโดยภาพรวมมาก นั่นก็หมายถึงผู้สนับสนุนที่เป็นคนชนบทเช่นกัน

นั่นจึงเป็นการวิเคราะห์ที่ผิดพลาด ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความคาดหวังที่ผู้คนมีต่อกระบวนการประชาธิปไตย กลุ่มหนึ่งเน้นถึงเจตจำนงค์ของคนส่วนใหญ่ ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นเรื่องถูกต้อง ดังนั้นพวกเขาจึงมองว่าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาก็ต้องยอมรับ

ส่วนอีกกลุ่มไม่ได้ถึงกับปฏิเสธ แต่ก็ยืนยันว่า, ซึ่งผมก็คิดว่าถูกต้องนะ, กระบวนการประชาธิปไตยหมายถึงการที่รัฐบาลมีอำนาจจำกัด ผลลัพธ์จากคนส่วนใหญ่ไม่ได้มอบอำนาจให้คุณทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายการเลือกตั้ง หรือกฎหมายการคอรัปชั่น

แน่นอนว่าเมื่อคุณแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการละเมิดกฎหมาย คุณต้องเชื่อใจศาลหรือองค์กรอ่น ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยมักจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้นมันจึงมีความสับสนในเรื่องเหล่านี้

และที่สำคัญ ที่ทำให้เรื่องเลวร้ายลงก็คือ มีบางกลุ่มไปไกลขนาดที่ว่าให้ใช้หลักรัฐศาสตร์แก้ปัญหาด้านกฎหมาย ในขณะที่อีกกลุ่มก็ไปไกลขนาดที่ว่าให้ใช้กระบวนการทางกฎหมายแก้ปัญหาทางการเมือง

นี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และรัฐบาลของผมก็จะต้องพยายามแก้ไขให้ถูกต้อง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ปัญหาของคุณในแง่ภาพลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพลักษณ์ในระดับนานาชาติ คือดูเหมือนว่าคุณจะอยู่ข้างกฎหมาย ไม่ได้อยู่ข้างหลักประชาธิปไตยหรือไม่?

อภิสิทธิ์ : ผมว่ามันไม่เป็นธรรมเท่าไหร่นะที่มองกันเช่นนั้น อย่างน้อยผมก็อยู่ในการเมืองแบบเลือกตั้งมาเกือบสองทศวรรษ จุดยืนหนึ่งของผลตลอดเวลา 18 ปีในการเมืองก็ชัดเจน : คือผมไม่สนับสนุนกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

แต่เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนรัฐประหารครั้งก่อน มันชัดเจนว่าเรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ละเมิดหลักการประชาธิปไตย คุณกำลังพูดถึงผู้เสียชีวิตจำนวน 2,000 คน จากนโยบายที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน คุณได้เห็นการแทรกแซงองค์กรอิสระซึ่งถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นกลาง อาทิเช่นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังนั้นเราจึงคัดค้านเรื่องดังกล่าว ผมติดอยู่ในระบอบรัฐสภา และผมก็ไม่เคยออกนอกแนวทางนี้ เมื่อการประท้วงเกิดขึ้นเมื่อปีกลาย ทุกครั้งที่ผู้ประท้วงทำในสิ่งที่ผมรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ผมก็จะพูดในสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย

หลังการรัฐประหาร จุดยืนผมก็ชัดเจน ผมไม่เห็นด้วยกับมัน แต่ผมก็คิดว่าวิธีที่เร็วที่สุด และราบรื่นที่สุดในการกลับคืนมาสู่สภาวะปกติไม่ใช่เป็นการสร้างความรุนแรงในท้องถนน แต่คือการทำให้ผู้นำการรัฐประหารต้องยึดมั่นในคำสัญญาว่าพวกเขาจะคืนอำนาจให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่บอกไว้ว่าประมาณ 1 ปี

ตัวรัฐธรรมนูญเองก็ผ่านการลงประชามติ แน่นอว่าเราอาจไม่ชอบเงื่อนไขทั้งหมด แต่มันก็ได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน และมันก็ควรจะได้รับการแก้ไขเมื่อเรากลับคืนสู่สภาวะปกติ

และตัวรัฐธรรมนูญเองก็อาจมีเงื่อนไขที่พรรคการเมืองมองว่ามันไม่เหมาะสม แต่พวกเขาก็ยอมรับมัน พวกเขายอมรับกติกาเมื่อพวกเขาเข้าร่วมการลงสมัครเลือกตั้ง และเมื่อพวกเขาละเมิดกติกาพวกเขาก็ต้องยอมรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เงื่อนไขใดที่คุณมองว่าไม่สามารถยอมรับได้

อภิสิทธิ์ : เราได้พูดว่ามีบางมาตราที่เรารู้สึกว่าจะต้องแก้ไข เช่นบทบาทของ ส.ส. หรือ วุฒิสมาชิก และอื่นๆ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณอยากให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งไหม?

อภิสิทธิ์ : แน่นอน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณอยากจะขัดเกลาเงื่อนไขที่ให้มีการยุบพรรคการเมือง จากการความผิดลหุโทษทางอาญาของเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค แต่ผมคิดว่าเราต้องวางสมดุล กับการที่คณะกรรมการบริหารพรรครู้ว่าการละเมิดกฎหมายของพรรค และพวกเขาต้องยอมรับผลพวงจากการกระทำนั้น

หากคุณยังจำได้เมื่อตอนที่มีการยุบพรรคไทยรักไทย ผมเป็นเสียงหนึ่งที่บอกว่าพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นต้องสามารถใช้ชื่อไทยรักไทยได้ หากสมาชิกปรารถนา จุดยืนผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ชัดเจนมาตลอด

แต่สิ่งที่สามารถพูดได้ก็คือเงื่อนไขที่เป็นปัญหาจะต้องได้รับการแก้ไข และอีกอย่างที่ควรตระหนักก็คือคนที่มีผลประโยชน์โดยตรง และต้องการผลักดันเรื่องนี้ ในฐานะที่เป็นวาระส่วนตัว จะสร้างเงื่อนไขให้มีการต่อต้าน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปีกลาย

นี่จึงเป็นสิ่งที่ เมื่อผมเข้รับตำแหน่งผมจึงอยากให้องค์กรที่เป็นกลาง — บางทีอาจจะเป็นสถาบันการศึกษา — เป็นคนเริ่มกระบวนการ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่านักการเมืองทำเรื่องเหล่านี้เพื่อตัวพวกเขาเอง

น่าเสียดายที่ฝ่ายค้านปฏิเสธข้อเสนอนี้ มันไม่ใช่เราที่ยุติกระบวนการดังกล่าว มันเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ปฏิเสธข้อเสนอ ดังนั้นผมจังอยู่ในกระบวนการที่จะค้นหาแนวทางใหม่ เพื่อให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้น

ในเวลาเดียวกันในขณะที่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่มีความรู้สึกอย่างบริสุทธิ์ถึงความไม่เป็นธรรม และต้องการรูปแบบประชาธิปไตยที่ดีขึ้น แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแกนนำผู้ชุมนุมประท้วงต้องการความรุนแรง และสนใจผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เมื่อมองจากผิวหน้า ดูเหมือนว่าประเทศถูกแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย ในขณะที่พรรคหนึ่งได้อำนาจ แต่อีกฝ่ายมองว่าไม่มีใครเป็นตัวแทนของพวกเขาเลย คุณจะทำอย่างไรเพื่อชักจูงให้คนเสื้อแดงมองว่าคุณเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของพวกเขาด้วย?

อภิสิทธิ์ : มีความแตกต่างที่ชัดเจน เพราะเมื่อคุณทักษิณเป็นนายกฯ เขาได้กล่าวว่าจะดูแลประโยชน์ของคนที่ลงคะแนนให้เขาก่อน ผมไม่เคยทำเช่นนั้น และตลอดเวลาที่ผมรับตำแหน่งผมไม่เคยแบ่งแยกใคร เมื่อมีการประท้วงแบบสันติ หรือมีการคัดค้านต่อสื่อที่หลากหลาย ผมไม่เคยเข้าไปแทรกแซง ผมรับฟังพวกเขา ผมผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งที่ผมไม่เคยต้องการเมื่อปีกลายเลย ถ้ามองแบบนี้ความจริงผมควรจะยุติไม่ให้กระบวนการเดินหน้าไป

นี่เป็นเหตุหนึ่งที่พิสูจน์ว่าผมอยู่ที่นี่เพื่อทำงานให้ทุกคน และทุกมาตรการที่ผมได้ออกไป ก็ไม่เคยมีการแยกเขาแยกเรา ในความเป็นจริงแล้วมันสามารถมองได้ว่าแพ็คเกจที่เราได้ผลักดันในแง่ของแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจำนวนเงินที่เราได้ใส่ลงไปในการพยุงราคาพืชผล ให้เงินสนับสนุนคนที่มีรายได้น้อย คุณสามารถมองได้ว่าเราทำสิ่งเหล่านี้ให้กับคนที่ไม่เคยลงคะแนนให้เรา

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : นั่นเป็นสิ่งที่คุณต้องการทำใช่ไหม?

อภิสิทธิ์ : อะไรที่ผมทำ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมได้พิสูจน์ตัวว่าผมไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของใคร ผมอยู่ในตำแหน่งเพื่อทำงานให้กับทุกคน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณไม่ยุบสภาด้วยเหตุผลอะไร?

อภิสิทธิ์ : ด้วยสองเหตุผล, ประการแรกฝ่ายค้านไม่ได้ยอมรับกติกาปัจจุบัน หากผมยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
หากมีการกระทำผิดและมีการยุบพรรคเกิดขึ้นอีก อะไรจะเกิดขึ้น? เราก็ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีก

มีคนพูดถึงผมมาก ผมอ่านเรื่องราวที่บอกว่าผมแพ้การเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย : ความจริงมันก็มีเพียง 100,000 คะแนนที่เป็นส่วนต่างระหว่างพวกเขากับพวกเรา จากทั้งหมด 30 ล้านคะแนน ในช่วงเดือนมกราคมเราชนะการเลือกตั้งซ่อมถึง 21 จาก 27 ที่นั่ง ทั้งหมดก็อยู่ในพื้นที่ชนบทด้วย ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าผมจะชนะหรือไม่ แต่สิ่งแรกคือกติกาต้องได้รับการยอมรับ เราต้องไม่ไปตกอยู่ในวงจรที่ว่า มีการทำผิดกติการเลือกตั้ง มีการยุบพรรค คนรู้สึกว่าไม่มีความยุติธรรม แล้วก็เพิ่มความโกรธแค้นต่อไป

ประเด็นที่สอง คือผู้ประท้วงมีการปราศรัยอย่างเปิดเผยว่าจะไม่ยอมให้พวกเราหาเสียงในบางพื้นที่ นี่ไม่ใช่เงื่อนไขที่ประชาธิปไตยที่เสรี และเป็นธรรม เราเห็นแนวโน้มนี้ในช่วงการเลือกตั้งซ่อม ถ้าคุณแบ่งประเทศออกเป็นส่วนๆ ให้พรรคการเมืองหาเสียงได้เฉพาะในพื้นที่ของตัวเอง มันไม่ได้ช่วยอะไร หากการเลือกตั้งนั้นเปลี่ยนเป็นความรุนแรง ผมต้องการให้ความรู้สึกนี้จางหายไปก่อนที่เราจะมีการเลือกตั้ง

นอกจากนี้มันก็ชัดเจนว่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เป็นเวลาของประเทศไทยที่ต้องการเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถใช้ยารักษาความตกต่ำทางเศรษฐกิจ และทำตามความต้องการคนส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณบอกว่ามีผู้ประท้วงบางส่วนรู้สึกอย่างบริสุทธิ์ถึงความไม่เป็นธรรม คุณคิดว่ามันมีข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงความรู้สึก?

อภิสิทธิ์ : ผมมองว่ามันมีทั้งสองส่วน ผมคิดว่ามันมีบางกรณีที่พวกเขามีสิทธิที่จะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม ผมเข้าใจถึงความรู้สึกพวกเขาต่อคดีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ดำเนินไปอย่างล่าช้า

แต่ปัญหาคือคดีของกลุ่มพันธมิตรฯ และการสอบสวนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นขณะผมรับตำแหน่ง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เมื่อคุณไม่มีการฟ้องร้องพวกเสื้อเหลือง คนก็มองว่าคุณทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป

ปกหนังสือฟ้าเดียวกันฉบับที่ 24 หน้าปกเป็นภาพการ์ดกลุ่มพันธมิตรขณะใช้อาวุธปืน, ที่มา - สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

ปกหนังสือฟ้าเดียวกันฉบับที่ 24 หน้าปกเป็นภาพการ์ดกลุ่มพันธมิตรขณะใช้อาวุธปืน, ที่มา - สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

อภิสิทธิ์ : มันไม่ใช่หรอกครับ ตำรวจกำลังดำเนินการฟ้องร้องอยู่… แต่แน่นอนว่าปัญหาไม่ได้มาจากซีกรัฐบาล ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เป็นปัญหาจากระบบ คดีหนึ่งที่เป็นความรุนแรงอย่างชัดเจนในช่วงการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ — คือรูปที่เป็นที่รู้จักดีในสื่อต่างชาติ ที่มีคนใช้ปีนในกลุ่มผู้ประท้วง นั่นเกิดขึ้นเมื่อ…หากความจำผมไม่ผิด คือเดือนสิงหาคม เมื่อผมเข้ามารับตำแหน่งผมยังไม่เห็นความคืบหน้าเรื่องนี้ สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อผมเข้ามารับหน้าที่ คือเรียกผบ.ตร. เข้ามาแล้วพูดว่า นั่นเป็นหลักฐานที่ชัดแจ้งมากเลยนะ ใครสักคนจะต้องฟ้องคดีนี้ และหมายจับก็ถูกออกหลังจากนั้น

คนที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลอาจมองว่าทำไมมันจึงใช้เวลาสี่ถึงห้าเดือน แต่พวกเขาลืมไปว่าผมไม่ได้มีอำนาจตอนนั้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณได้รับเลือกเป็นนายกฯเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม การประท้วงที่สนามบินสิ้นสุดลงสองอาทิตย์ก่อนคุณเข้ามามีอำนาจ แต่สี่เดือนผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น?

อภิสิทธิ์ : ผมเรียก ผบ.ตร. เข้ามาแล้วบอกถึงความกังวลว่าคดีดำเนินไปได้ช้ามาก พวกเขาก็จึงเริ่มดำเนินการไปบางอย่าง พวกเขาดำเนินคดีเรื่องการยึดทำเนียบก่อน ตอนนี้พวกเขาก็ออกหมายเรียก คนที่เกี่ยวข้องตอนนี้พวกเขาก็เริ่มดำเนินคดีสนามบินแล้ว พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมตั้งใจจะเคลียร์คดีเหล่านี้หลังการประชุมอาเซียนซัมมิต เพราะผมวางลำดับความสำคัญของปัญหาเศรษฐกิจไว้สูงสุด และจำต้องทำงบประมาณของปีหน้าให้เสร็จ หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และจัดการคดีที่ยังคั่งค้างให้เสร็จโดยเร็วที่สุด โชคร้ายที่เหตุการณ์เช่นนี้ (เหตุการณ์ จราจลช่วงสงกรานต์) เกิดขึ้นเสียก่อน

ภาพการประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์, ที่มา - GettyImages

ภาพการประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์, ที่มา - GettyImages


ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณเคยให้สัมภาษณ์ในช่วงการยึดสนามบินว่า การส่งทหารเข้าไปไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก แล้วตอนนี้คุณก็ให้ทหารลงไปบนท้องถนนเมื่ออาทิตย์ก่อน ทำไมถึงเปลี่ยนความคิดไป?

อภิสิทธิ์ : ผมไม่คิดว่าระดับความรุนแรงในการประท้วงที่เกิดขึ้นสองครั้งจะเหมือนกัน ถ้าคุณฟังผู้นำการประท้วง แต่หากยกเรื่องนี้ออกไป ข้อแตกต่างก็คือ เมื่อคนอยู่ในทำเนียบรัฐบาล เมื่อคนอยู่ในสนามบิน การใช้ปฏิบัติการทางทหารไม่ว่ากรณีใดผมคิดว่ามันมีความเสี่ยงอย่างมาก ผมจึงใช้การตัดสินที่คล้ายกันในคืนวันที่ 13 เมษา เมื่อมีคนอย่างมากที่สุด 4,000 คน และบางทีอาจมีต่ำกว่า 2,000 คนรอบทำเนียบ การตัดสินใจของผมคือไม่ให้ทหารเข้าไป (สลายการชุมนุม) แต่ให้ทำการเจรจา

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนนี้ ดังที่คุณทราบดี การปิดถนนตามแยกต่างๆ รถขนแก๊ส และอื่นๆ เหตุการณ์เหล่านี้จะต้องมีการดำเนินการจัดการ มันเป็นเรื่องจราจล ไม่ใช่การประท้วง ดังนั้นผมไม่ได้เปลี่ยนความคิดอะไร

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แล้วพวกเสื้อน้ำเงินล่ะ?

อภิสิทธิ์ : ผมพูดได้พูดไปอย่างชัดเจนแล้วว่า เราจะต้องไม่สร้างสีใหม่ขึ้นมาอีก

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : มีใครในพรรคของคุณพยายามสร้างสีใหม่ขึ้นมาไหม?

อภิสิทธิ์ : ไม่ใช่คนในพรรคของผม รมต. มหาดไทยต้องการรณรงค์เกี่ยวกับการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นพวกเขาจึงมีเหล่าอาสาสมัคร ใส่เสื้อสีน้ำเงิน แต่ตอนนี้มีข้อสงสัยว่ามันอาจจะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น

ผมคิดว่าพวกเขาเอาสีน้ำเงินมากจากสีในธงชาติ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แล้วเรื่องคนเสื้อน้ำเงินในพัทยาล่ะ?

อภิสิทธิ์ : ในพัทยามันเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย มันเป็นคนท้องถิ่น อาสาสมัคร และอื่นๆ อย่งไรก็ตามตอนนี้ก็มีข้อสงสัยและความกังวลว่ามันอาจจะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ผมจึงได้บอกให้ยุติการดำเนินการดังกล่าวเสีย

ภาพเนวิน ชิดชอบ ขณะซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ที่พัทยา, ที่มา ประชาไท

ภาพเนวิน ชิดชอบ ขณะซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ที่พัทยา, ที่มา ประชาไท

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : มีคนเห็นคุณเนวิน (ชิดชอบ) ซ้อนมอเตอร์ไซค์ สวมหมวกพรางเฝ้าสังเกตการณ์ที่พัทยา…

อภิสิทธิ์ : มีนักการเมืองอีกหลายคนปรากฎตัวที่นั่น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : มีพยานหลักฐานพอเพียงที่จะสรุปได้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคนคลุมหน้า ใช้ไม้หน้าสาม และอย่างน้อยก็มีปืนหนึ่งกระบอก

อภิสิทธิ์ : คำสั่งผมชัดเจน คือไม่ให้มีการใช้ความรุนแรง เมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้นจากทั้งสองสี พวกเขาจะถูกสอบสวนและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณได้รับคำยืนยันจากคุณเนวินว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมยังไม่ได้คุยกับเขา การสอบสวนจะมีการดำเนินการต่อป ใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องถูกสอบสวนด้วย

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : รวมทั้งคุณเนวิน ถ้าหากเขามีส่วนเกี่ยวข้อง?

อภิสิทธิ์ : ถ้าเขามีส่วนเกี่ยวข้อง, ใช่

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณพูดถึงแง่มุมเกี่ยวกับสงครามชนชั้น ซึ่งเป็นมุมมองใหม่และเป็นประเด็นที่รบกวนอยู่มาก

อภิสิทธิ์ : มันเป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda)

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่าเรื่องนี้ยังมีพลังอยู่ไหม?

อภิสิทธิ์ : มันเป็นสิ่งที่ถูกส่งเสียงสะท้อนไปมาในคนบางกลุ่ม แต่ผมยืนยันว่าถ้าคุณมองนโยบายของรัฐบาล มันไม่มีความลำเอียงทางชนชั้นเลย

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณเห็นอย่างไรกับความเห็นเรื่อง ‘ประชาธิปไตยของคนรวย’ (democracy of the rich) จากนักวิเคราะห์การเมืองอย่าง คุณฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์?1

อภิสิทธิ์ : เขาต้องหาข้อพิสูจน์เรื่องนี้ มีนโยบายใดที่ผมเอื้อประโยชน์ให้คนรวยบ้าง ความจริงแล้วมันตรงข้ามกันเลย มันเป็นเรื่องผิดปกติหากจะกล่าวหารัฐบาลว่าเป็นรัฐบาลของคนรวยในเมื่อนโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อคนยากจน มันไม่มีเหตุผลเอาเลย แล้วคุณจะอธิบายผู้ลงคะแนนเสียงในภาคใต้ว่าอย่างไร? พวกเขาร่ำรวยไหม? ภาคใต้เป็นพื้นที่ยากจนอันดับสองของประเทศรองจากภาคอีสาน แล้วพวกเขายังคงสนับสนุนเราอย่างต่อเนื่อง ผมไม่เข้าใจว่าเหตุใดข้อเท็จจริงพื้นฐานเช่นนี้จึงได้ถูกมองข้ามไป

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณมองว่าเรื่องนี้ถูกส่งเสียงสะท้อนไปมากับคนบางกลุ่ม ทำไมคุณถึงคิดเช่นนี้?

อภิสิทธิ์ : มันก็มีการพูดกันทั่วไปนั่นแหละ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่ามันจะเป็นปัญหากับคุณไหม?

อภิสิทธิ์ : แน่นอนมันต้องเป็นปัญหาแน่หากมีการแบ่งแยกเช่นนั้นเกิดขึ้น หรือแม้แต่การแบ่งแยกใดก็ตามที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ชนชั้น, เผ่าพันธ์, ศาสนา… ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งอันตราย นี่จึงเป็นสิ่งที่เราต้องประกาศถึงข้อเท็จจริงพื้นฐานว่า ทำไมเราต้องไปสนับสนุนคนที่ทำให้มีการแบ่งแยกเกิดขึ้นในชาติ ทำไมไม่สนับสนุนคนที่ทำให้เกิดการสามัคคี และทำไมจึงไม่ใช้ความพยายามเพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์สิ่งที่คนกล่าวอ้าง คุณจะอธิบายผู้ลงคะแนนในภาคใต้ได้อย่างไร คุณจะอธิบายผู้ลงคะแนนในกรุงเทพได้อย่างไร? คนกรุงเทพไม่ได้เลือกเราทุกครั้ง เราแพ้การเลือกตั้งสองครั้งก่อนในกรุงเทพ เราเพิ่งได้รับชัยชนะในกรุงเทพ จากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และการเลือกตั้งครั้งก่อน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ตอนนี้เรื่องที่น่ากังวลก็คือดูเหมือนมีกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มตกเป็นเป้าหมายด้วย ภาคธุรกิจของเมืองไทยไม่เคยต้องตกเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองโดยตรงมาก่อน ปัญหานี้รบกวนคุณบ้างไหม

อภิสิทธิ์ : มันชัดเจนว่าคนที่ต้องการแบ่งแยกประเทศจะไม่ยอมยุติ พวกเขาจะลากทุกคนเข้ามาเกี่ยวข้องในความขัดแย้งนี้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่าคุณทักษิณคือบุคคลคนนั้น?

อภิสิทธิ์ : เขาก็ยอมรับอย่างเปิดเผยนี่

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่าเขาเป็นผู้นำอุดมการณ์ของคนเสื้อแดงไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมจะไม่บอกว่าเป็นเรื่องอุดมการณ์ แต่เขาเป็นผู้นำ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เขามีบทบาทอะไร?

อภิสิทธิ์ : คุณต้องไปถามผู้ชุมนุมประท้วงดู

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แล้วการตามหาตัวเขาไปถึงไหนแล้ว คุณได้คุยกับประเทศนิการากัว และสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์แล้วหรือยัง?

อภิสิทธิ์ : เรียบร้อยแล้ว, เราต้องการให้คนไทยทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณจะให้เขากลับมาประเทศไทยงั้นหรือ?

อภิสิทธิ์ : ผมเคยบอกอย่างนั้นเสมอ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณไม่คิดว่ามันจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นหากนำเขามาขึ้นศาลในกรุงเทพหรือ?

อภิสิทธิ์ : มันเป็นความรับผิดชอบของเราที่จะต้องดูแลเหตุการณ์นี้ ผมคิดว่าผู้คนที่มีเหตุมีผล และคำนึงถึงความไม่ธรรม และหลักการประชาธิปไตย จะถอยห่างออกจากคนที่ต้องการปลุกปั่นความรุนแรง และมีวาระส่วนตัว

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณจะจำกัดประชาธิปไตยเพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้…

อภิสิทธิ์ : ผมจะไม่จำกัดสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ผมถูกตั้งกระทู้ซักถามในสภา ผมกำลังสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตย ผมพูดว่า พรก. สถานการณ์ฉุกเฉินจะต้องถูกยกเลิกโดยเร็วที่สุด การประท้วงตามระบอบประชาธิปไตยสามารถเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่เราไม่ยอมรับคือการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง และการจราจล

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณพอจะให้ช่วงเวลาที่จะมีการยกเลิก พรก. ฉุกเฉินได้ไหม

อภิสิทธิ์ : ไม่เกินสองสามวัน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ต้นอาทิตย์หน้า?

อภิสิทธิ์ : เป็นไปได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : นี่หมายถึงว่าวิทยุุชุมชนบางแห่งและเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นไป จะกลับมาเปิดใหม่ได้ด้วย?

อภิสิทธิ์ : ใช่ ตราบใดที่พวกเขาไม่ละเมิดกฎหมาย

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ซึ่งรวมถึงการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง?

อภิสิทธิ์ : ใช่ ผมไม่คิดว่าคุณจะอนุญาตให้คนในประเทศของคุณไปออกวิทยุหรือทีวี แล้วพูดว่า ไปเผาที่นั่นที่นี่กันเถอะ ไปฆ่าใครสักคนกันเถอะ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบไปเท่าไหร่ คุณพูดเมื่อวานนี้ว่าราว 5%?

อภิสิทธิ์ : ใช่

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : นั่นเป็นการคาดการณ์แบบเลวร้ายที่สุด หรือเป็นการคาดการณ์ที่คิดว่าจะเป็นจริงที่สุด?

อภิสิทธิ์ : ขึ้นกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งผมไม่คิดว่าจะมีใครทำนายได้ถูกต้อง แต่ผมคิดว่า -3 ถึง -5 น่าจะใกล้เคียง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ธนาคารกลางเพิ่งลดการประมาณการเป็น -3.5 คุณคิดว่า -3.5 เป็นสิ่งที่คุณคิดไว้แล้วไหม?

อภิสิทธิ์ : ใช่

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณกรณ์บอกว่าคุณจะกระตุ้นเศรษฐกิจ และพยายามบรรเทาผลกระทบจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ?

อภิสิทธิ์ : เราเพิ่งวางกรอบแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง ผมไม่คิดว่าเราจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอีก เรายังจะต้องแต่งเติมรายละเอียดอื่นๆ โดยเฉพาะแหล่งที่มาของเงินทุน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : (จะมีการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ) ประมาณกี่เปอร์เซนต์ของ GDP?

อภิสิทธิ์ : มันเป็นเกมส์ของตัวเลขนะ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะคิดรวมๆไปเท่าไหร่ และเรากำลังพูดถึงแผนการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเวลาสามปี ผมเห็นตัวเลขของประเทศต่างๆ ผมไม่คิดว่ามันจะเปรียบเทียบอะไรกันได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แต่คุณให้ตัวเลขคร่าวไม่ได้หรือ

อภิสิทธิ์ : คุณต้องการตัวเลขสามปี หรือหนึ่งปีล่ะ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : หนึ่งปี?

อภิสิทธิ์ : แต่ประเทศอื่นเขาไม่ได้คิดกันแบบนี้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ถ้างั้นสามปีล่ะ?

อภิสิทธิ์ : ถ้าเป็นสามปี ตัวเลขก็ราว 15% นี่คือตัวเลขตลอดสามปี ดังนั้นมันก็เท่ากับปีละ 5%

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดไหมว่าธุรกิจเริ่มชะลอตัวลงจากปัญหาเหล่านี้?

อภิสิทธิ์ : แน่นอน เหตุการณ์เหล่านี้จะเพิ่มระดับความวิตกกังวล

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดไหมว่าจากมุมมองของญี่ปุ่น : พวกเขาเคยมองประเทศไทยในฐานะประเทศรองรับการลงทุนนอกจากจีน – จีน + 1 – ซึ่งมักเป็นประเทศไทย แต่ปัญหาจากความมั่นคงทางการเมืองอาจคลี่คลายไปอย่างรวดเร็ว คุณเคยอธิบายต่อข้อกังวลเช่นนี้หรือไม่

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่ามีความกังวลอยู่ทั่วไป และเราก็ต้องพูดถึงประเด็นเหล่านี้อย่างรวดเร็ว กระบวนการของผมค่อนข้างชัดเจน : ในด้านนโยบายทางเศรษฐกิจผมได้ให้นโยบายไปแล้วถึงสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ดังนั้นจึงไม่มีข้อวิตกกังวลเรื่องมดอีก และพื้นฐานด้านการเงินของระบบที่นี่ก็อยู่ในแง่ดี ส่วนปัญหาด้านการเมืองสำหรับผม ก่อนอื่นเลยก็คือการฟื้นฟูระบบนิติรัฐ ส่วนอันดับสองคือการค้นหาทางออกทางการเมือง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ภาพความวุ่นวายเมื่อวาน คุณไม่คิดว่ามันจะ…

อภิสิทธิ์ : มันไม่ได้ถึงกับเลวร้ายเมื่อเทียบกับเหตุการณ์อื่นๆ หลายคนมองว่ามันเป็นการควบคุมสถานการณ์ที่ยอมรับได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่าจะมีคนจากฝ่ายตรงข้าม พยายามเชื่อมความแตกแยกนี้หรือไม่

อภิสิทธิ์ : อาจจะมีบางส่วน หรือบางคน หรืออาจจะส่วนใหญ่ ผมไม่ทราบหรอก แต่คงไม่ทุกคน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่านี่เป็นงานที่เป็นไปได้ไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมเชื่อ ผมเชื่อแบบนั้นนะ ผมยังเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งโดยไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ต้องการเห็นเงินในกระเป๋าต้องสูญเสียไปจากการลากสถานการณ์เช่นนี้ออกไป

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เราพูดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ไหม?

อภิสิทธิ์ : ได้สิ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เราตระหนักดีถึงหัวข้อที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ แต่คุณทักษิณได้กล่าวหาว่าในหลวงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้น?2

อภิสิทธิ์ : เขาก็กล่าวหาทุกคนนั่นแหละ มีใครที่เขาไม่กล่าวหาบ้าง? ผมไม่คิดว่าคุณรายงานข่าวเขาถูกต้องในหนังสือพิมพ์ของคุณ…

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ใช่คำตอบที่ว่า…

อภิสิทธิ์ : เราตรวจสอบคำตอบคำสัมภาษณ์นั้นแล้ว การเข้าพบ3 ที่ถูกกล่าวอ้าง ไม่ได้เป็นการถกเถียงเกี่ยวกับการรัฐประหาร เราได้ตรวจสอบแล้ว ดังนั้นเราจึงกังวลเกี่ยวกับการสัมภาษณ์นั้น เราจึงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงพื้นฐานและมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องจริง มันเป็นเรื่องแปลกที่เขาอ้างหรือกล่าวถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม4 แล้วนำไปกล่าวอ้างเช่นนั้น มันเป็นส่วนหนึ่งของวาระส่วนตัวของเขา

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เขากุเรื่องขึ้น?

อภิสิทธิ์ : มันไม่ใช่เรื่องจริง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความเคารพรักกับพระมหากษัตริย์อย่างสูง เมื่อมีการสืบราชสันตติวงศ์ จะมีความรู้สึกต่างๆเกิดขึ้นมากมาย นี่จะไม่เป็นเรื่องยากลำบากที่จะจัดการหรือ มันจะไม่เป็นช่วงเวลาไม่สงบในประเทศหรือ คุณจะผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างไร?

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่าเราต้องมองสถาบันในฐานะของสถาบัน และพระราชวงศ์จะคงอยู่เหนือการเมือง ราชวงศ์จะยังคงเกี่ยวข้องกับงานหลายอย่างที่ทำเพื่อราษฎร เห็นได้ชัดจากภูมิปัญญาและความพยายามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดหกทศวรรษที่มีให้กับราษฎรไทย มันก็เหมือนกับประเทศอื่นที่มีสถาบันฯ ซึ่งมีกระบวนการของการสืบราชสันตติวงศ์ เหตุการณ์จะมีการพัฒนาขึ้น เช่นเดียวกับเมื่อหกสิบปีก่อนที่ในหลวงทรงขึ้นครองราชสมบัติ บทบาทของพระมหากษัตริย์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นผลพวกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่ากระบวนการพัฒนาการจะดำเนินต่อไปไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมเชื่อว่าคนไทยจะทำให้เป็นเช่นนั้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เหมือนที่คุณพูดว่า ในหลวงทรงถอนตัวจากการเมือง…

อภิสิทธิ์ : พระองค์ไม่ได้ทรงถอนตัวจากการเมือง พระองค์ทรงอยู่เหนือการเมืองตลอดมา

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณได้เข้าเฝ้าฯพระเจ้าอยู่หัว และได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายงานสถานการณ์ทางการเมืองกับพระองค์หรือไม่?

อภิสิทธิ์ : คุณก็ได้รายงานไปแล้วว่า มันเป็นกระบวนการทางรัฐสภา

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ถ้างั้นคุณมีการเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายรายงานกับพระองค์บ่อยครั้งไหม?

อภิสิทธิ์ : ก็ นายกฯทุกคนก็ทำเช่นนั้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เนื้อหาในการประชุมเป็นเช่นไร?

อภิสิทธิ์ : คุณก็ได้รายงานไปแล้ว

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณเข้าเฝ้าฯพระองค์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่าเป็นช่วงราวเดือนกุมภาพันธ์ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าผมมีประจักษ์พยานคนอื่นเข้าเฝ้าฯ อยู่ด้วย รวมทั้งพระราชวงศ์ท่านอื่นก็ทรงอยู่ด้วย การเข้าเฝ้าฯอย่างเป็นทางการ และที่มีรายงานก็เมื่อเดือนกุมภาพันธ์5

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แต่คุณไม่ได้เข้าเฝ้าฯ เลยนับแต่เหตุการณ์ที่พัทยา?

อภิสิทธิ์ : ยังไม่เลย

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณไม่จำเป็นต้องทูลเกล้าฯ…

อภิสิทธิ์ : ผมมีภาระหน้าที่ ที่จำต้องกระทำ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวอ้างว่าพวกตนปกป้องพระราชบัลลังก์ ในสถานการณ์ที่มีการแตกแยกในสถานการณ์ทางการเมือง พวกเขาก็ได้ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาอยู่ในการอภิปรายทางการเมือง คุณมีความกังวลกับเรื่องนี้ไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมพูดตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งว่า หนึ่งในภารกิจหลักของผมคือ ไม่ต้องการให้ใครดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาในความขัดแย้ง ไม่ว่าฝายไหนจะมีความตั้งใจอย่างไรก็ตามที

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แล้วกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพล่ะ? กฎหมายนี้ทำให้ภาพลักษณ์เมืองไทยย่ำแย่อย่างมาก คุณคิดว่าจะต้องมีการแก้ไขไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่ามันจะต้องมีการแก้ไขกระบวนการบังคับใช้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณหมายความว่าอย่างไร?

อภิสิทธิ์ : ผมหมายความว่ามันจะต้องมีแนวทางชัดเจนว่า คนที่ละเมิดกฎหมายหรือถูกตั้งข้อสงสัยว่าละเมิดกฎหมายได้รับการปฏิบัติอย่างไร ผมคิดว่าปัญหาอยู่ที่การตีความในด้านที่เป็นเสรีภาพมากเกินไป รวมทั้งกระบวนการที่ทำให้เกิดความสับสนและความขัดแย้งที่เกิดจากตัวกฎหมาย ก็เป็นปัญหาเช่นกัน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณยกตัวอย่างได้ไหม?

อภิสิทธิ์ : เหตุการณ์ล่าสุดก็คือกรณีเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งมีการจัดการผิดพลาดอย่างชัดเจน และมันก็เป็นเรื่องขัดแย้งกับนโยบายของผม มีการกระทำบางอย่างที่ไม่ควรจะเป็นเกิดขึ้นในคดีนี้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : นั่นไม่ใช่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่เป็น พรบ. ความผิดทางคอมพิวเตอร์?

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน มีคนไปหาคนที่ใช้ พรบ.ความผิดทางคอมพิวเตอร์ แล้วก็ใช้กฎหมายนี้แทน นี่ก็เป็นสาเหตุและสิ่งที่เกิดขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : สิ่งที่คุณทำและควบคุมได้คือ?

อภิสิทธิ์ : ก่อนจะเกิดคดีประชาไท ผมคิดว่าก่อนหน้านี้เรามีการทำงานร่วมกันที่ดีระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับคนที่ดูแลเว็บไซต์

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แล้วมันมีปัญหาเกิดขึ้น?

อภิสิทธิ์ : ผมหวังว่ามันเป็นเรื่องที่แยกจากกัน และมีการทำสิ่งที่ถูกต้อง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : จะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป อาทิตย์หน้าและเดือนหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น?

อภิสิทธิ์ : จะมีการยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน ผมหวังว่ากระบวนการทางรัฐสภาจะก้าวหน้าต่อไป มีทางออกทางการเมืองเกิดขึ้นและทุกคนก็ยอมรับมันได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : นั่นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

อภิสิทธิ์ : ต้องมีการปฏิรูปการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : จะมีการพูดคุยกับคนอย่างคุณทักษิณไหม

อภิสิทธิ์ : จะให้ผมคุยเรื่องอะไรล่ะ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าคุณต้องการ ทางออกในเชิงสถาบัน?

อภิสิทธิ์ : ใช่ แน่นอน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : จะต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่?

อภิสิทธิ์ : จะมีการพูดคุยกันถึงกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนด้วย
http://www.siamintelligence.com/ft-interview-with-abhisit-vejjajiva/
http://www.ft.com/cms/s/0/55e5ef2c-2fe4-11de-a2f8-00144feabdc0,s01=1.html?nclick_check=1

December 10, 2008

แนวทาง การเมืองใหม่ ต้องแก้ รธน. ปลดเผด็จการพรรค


“ดร.อมร” แนะแนวทาง การเมืองใหม่
ต้องแก้ รธน. ปลดเผด็จการพรรค


“อมร จันทรสมบูรณ์” แนะ การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ต้องยกเลิกอำนาจพรรค ปลด ส.ส. พร้อมให้ นายกฯ มาจากคนภายนอกได้ ส่วนการยกร่าง รธน. ฉบับใหม่ ต้องยกเลิกเผด็จการ โดยพรรคการเมือง เสียก่อน ด้าน “บุญสร้าง” หนุนแนวคิด ปลดล็อก ส.ส.จากพรรค นายกฯ ไม่ต้องมาจาก การเลือกตั้ง ระบุเป็นการให้อำนาจเผด็จการ กับคนบางกลุ่ม ย้ำทหารต้องเป็นกลาง ทางการเมือง


นายอมร จันทรสมบูรณ์ กรรมการกฤษฎีกา และนักกฎหมายมหาชน กล่าวตอนหนึ่งระหว่างงานเสวนา เรื่อง รัฐธรรมนูญที่เหมาะสม กับประเทศไทย ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร วานนี้ (9 ธ.ค.) ว่าใครก็ตาม ที่จะเข้ามาแก้ไข จะต้องทราบ 3 ขั้นตอนของปัญหา คือ


ต้องรู้สาเหตุของปัญหา
ต้องรู้จุดหมายของการแก้ปัญหา และ
ต้องรู้วิธีการที่จะไปสู่จุดหมาย


ทั้งนี้ สาเหตุของ ปัญหาการเมืองไทย คือ การทุจริตคอร์รัปชันอย่างมโหฬาร ของนักการเมือง ซึ่งเกิดจาก การผูกขาดอำนาจรัฐ โดยนักการเมือง นายทุน ในระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง นายทุนธุรกิจ ในระบบรัฐสภา ประเทศเดียวในโลก และเกิดขึ้น หลังเหตุการณ์ เดือนพฤษภาคม 2535

ขณะที่ รัฐธรรมนูญที่อ้างว่า เป็นประชาธิปไตย แต่ความจริงแล้ว ส.ส.ไม่มีอิสระ ในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ตามมโนธรรมของตนเอง ซึ่งเป็นหลักการ พื้นฐานของ ประชาธิปไตย แต่กลับบัญญัติให้ พรรคการเมือง มีอำนาจให้ ส.ส. พ้นจากการเป็น ส.ส. หากไม่ปฏิบัติตาม มติพรรค

ส่วนจุดหมายของ การแก้ปัญหาบ้านเมือง หรือการมี การเมืองใหม่ คือการสร้าง ระบบสถาบันการเมืองรูปแบบใหม่ ที่ให้ฝ่ายบริหาร มีเสถียรภาพ และประสิทธิภาพ โดยไม่บังคับว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรค

และสำหรับวิธีการ ที่จะไปสู่จุดหมายได้คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิรูปการเมือง หรือ สร้างการเมืองใหม่ ที่จะต้องนำไปสู่ การแก้ไขปัญหา ความเสื่อมทางการเมือง และการทุจริตคอรัปชั่น ของนักการเมือง ที่มาจาก การเลือกตั้ง

ซึ่งจะทำได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ การจัดรูปแบบ และการกำหนด กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขององค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องดี และเหมาะสม เพราะหากไม่ดี และไม่เหมาะสม ผลงาน ขององค์กร ดังกล่าว ก็จะไม่ดีเป็นเงาตามตัว

นายอมร กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีรัฐบาลแห่งชาตินั้น ในขั้นแรก จะต้องให้ สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย สมาชิกในปัจจุบัน ไว้ แต่ต้อง ยกเลิกอำนาจของ พรรคการเมือง ในการมีมติให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. พ้นออกจากตำแหน่ง และให้ นายกรัฐมนตรี มาจาก บุคคลภายนอกได้ แต่บุคคลดังกล่าว จะต้องเป็นกลาง ทางสังคม ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ก็จะมีอำนาจแต่งตั้ง รัฐมนตรี จากบุคคล ที่ พรรคการเมือง ต่างๆ เสนอขึ้นมา เพื่อจัดตั้งเป็นรัฐบาลแห่งชาติ ต่อไป

นอกจากนี้ ควรเพิ่มมาตรการให้ ส.ส.ลงมติ ไม่ไว้วางใจ ในตัวนายกรัฐมนตรีได้ ส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องยกเลิก ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง เสียก่อน และสร้างระบบ สถาบันการเมือง ที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ อย่างแท้จริง

พล.อ. บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สูงสุด ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ร่วมเสวนาเรื่อง รัฐธรรมนูญ ที่เหมาะสมกับ ประเทศไทย ว่า การบรรยาย นำโดย ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ที่เป็นนักกฎหมายมหาชน ที่หลายคนยอมรับ โดยท่าน มองว่า

รัฐธรรมนูญข้อหลัก ที่น่าจะแก้อย่างเร่งด่วน มี 3 มาตรา คือ
1. มาตราให้ ส.ส.สังกัดพรรคการเมือง
2. มาตราให้ ส.ส.อยู่ในความควบคุม ของพรรค
3. นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากส.ส.

เพราะมาตราเหล่านี้ เป็นข้อกำหนดว่า ใครจะเป็นผู้มีอำนาจ เพราะจะให้ อำนาจเผด็จการ กับบางกลุ่มไม่ได้ และ ข้อสำคัญคือ

ไม่มีประเทศไหนในโลก ที่ไม่มีข้อนี้เลย แม้แต่ข้อเดียว ซึ่งทั้ง 3 มาตรา ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ขณะนี้ เพราะใครๆ พยายามแย่งกัน เพื่อให้ได้ อำนาจเผด็จการรัฐสภา ส่วนรัฐบาลแห่งชาติ ไม่ได้มีการพูดถึง แต่รัฐบาลแห่งชาติ เป็นแนวทางที่ดี และหลายคนเห็นด้วย แต่เป็นไปได้ยาก

“หากข้อหลักของ กติกาบ้านเมือง หรือระบบของบ้านเมือง อยู่ในหลัก ที่เหมาะสม ถึงแม้จะมี ผลเสียเกิดขึ้น แต่ก็น้อย เราเดินซ้ำแล้วซ้ำอีก และ ยอมที่จะเดินใน วงจรอุบาทว์เก่าๆ และไม่เคยคิดว่า เกิดเพราะอะไร คลำกันอยู่ แต่ไม่ถูกจุด ซึ่งเชื่อว่า รัฐธรรมนูญ มีผลในเรื่องหลักๆ และ เกิดจาก คนด้วย ถ้าคนดีมากๆ ระบบไม่ดีเท่าไร ไปได้สบาย แต่ถ้าคนเลวมากๆ จะทำระบบให้ดี คงยาก หากคนกลางๆ ระบบจะช่วยได้มาก เพราะระบบเลวก็แย่ ทั้งนี้การสร้างระบบ ใช้เงินน้อยมาก รัฐธรรมนูญ ทำให้ดีแล้ว ประโยชน์จะสู่บ้านเมืองเรา เราแก้เรื่องอื่นแทบแย่ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญ ไม่เอื้อ จะแก้ได้ยาก”

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่า รัฐธรรมนูญ 50 ในยุค คมช. เกิดความผิดพลาด พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ไม่ได้เกิดเฉพาะ คมช. แต่เกิดมา ตั้งแต่ปี 2517 และค่อยๆ กลืนเข้าไปเรื่อยๆ จนขณะนี้สมบูรณ์แบบ คือ เผด็จการโดยพรรคเมืองที่ได้อำนาจ

ส่วนที่ฝ่ายการเมืองวิ่งฝุ่นตลบ เพื่อจับขั้วตั้งรัฐบาลนั้น พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ไม่มีความเห็น แต่เรื่องฝุ่นตลบ ในเมืองไทย ตนเห็นมา หลายตลบ นึกว่า ฝุ่นตลบเสร็จ จะมีม้าขาวออกมา หลังฝุ่น แต่อาจจะเป็นสีอื่นก็ได้ ขณะนี้สิ่งที่ดีที่สุด คือ ขอให้ทุกคน นึกถึง ความเสียสละเพื่อบ้านเมือง หากคนเสียสละไม่พอ ฝุ่นตลบคงไม่พอ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ เกี่ยวกับการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ขอไม่แสดงความคิดเห็น แต่ขอให้ได้ คนที่ดีที่สุด และทีม ที่ดีสุด ช่วยกันเสียสละเพื่อบ้านเมือง

เมื่อถามถึงกรณีที่ ทหารพยายามเข้าไป ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า พูดไปคงไม่เหมาะ แต่ในตอนที่ ตนดำรงตำแหน่ง คิดว่า การวางตัว เป็นกลางสำคัญที่สุด เมื่อเกษียณออกมาแล้ว คงพูดใน รายละเอียดไม่ได้ ส่วนจะฝากอะไรถึง พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. หรือไม่นั้น พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ไม่มีอะไร เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่ มากแล้ว

“ต้องไปถามท่าน โดยตรง ต้องคุยกับท่าน เพราะความชัดเจน อยู่ที่ท่าน ท่านอาจจะมีอะไร ชี้แจง และไม่ได้เป็น อย่างที่คนหลายคนคิดก็เป็นได้ หรือ เราอาจจะเข้าใจผิด แต่สมัยที่ผมเป็น ผบ.สูงสุด พยายามทำให้ทุกอย่าง เป็นกลางอย่างเต็มที่ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งปกติ ถ้ากองทัพ ไม่เป็นกลาง ก็ยุ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัว ผบ.เหล่าทัพ พอสมควร ดังนั้นทุกคน ควรจะยืนให้ดี ยืนเพื่อสร้างสรรค์ แต่ถ้าจะยืนเอียง สักหน่อย ต้องชี้แจง ให้โปร่งใส เพื่อให้คนเข้าใจว่า มีความจำเป็นอย่างไร ซึ่งผมเชื่อว่า หากมีเหตุผล ทุกคนเขาจะฟัง แต่โดยทั่วไป ดีที่สุดคือ ยืนให้ดีในที่ ที่ควรจะยืน ไม่ยากเย็น อะไร”


ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่จะแก้วิกฤตชาติ ควรมีลักษณะอย่างไร พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ควรเป็นคนที่ดี เสียสละ เข้มแข็ง เมื่อถามว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เหมาะสมหรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ท่าทาง คุณสมบัติ ท่านไม่เลว


ทั้งนี้ในที่สุด เมื่อฝุ่นตลบหายไปแล้ว ออกมาเป็นใคร ต้องช่วยกัน ไม่เช่นนั้น จะแย่ไปใหญ่ ส่วนจะมีกลุ่มเสื้อแดง ออกมาสร้างความวุ่นวาย หรือไม่ ตนเดาไม่ออก เพราะเกี่ยวกับ ความคิดเห็นของ คนหลายฝ่าย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 10 ธันวาคม 2551 05:24 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000145325


พิมพ์ ข่าวนี้ “ดร.อมร” แนะแนวทาง การเมืองใหม่ ต้องแก้ รธน. ปลดเผด็จการพรรค

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 7, 2008

สุเทพ แสดงท่าทีมั่นใจว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ไม่น่าจะมีการพลิกขั้วอีก


“มาร์ค” อารมณ์ดี ขอบคุณทุกก๊วน หนุนตั้ง รบ.
ลั่นเร่งสมานฉันท์-กู้ความเชื่อมั่น

551000015517903


ปชป.คึกคัก ดูด “ตระกูลม่วงศิริ” ้เข้าพรรคได้สำเร็จ “สุเทพ” ปัดข่าวซื้อตัว ยัน เจ้าตัวเดินมาเอง “อภิสิทธิ์” เผย ภารกิจแรก สร้างสมานฉันท์ กู้ความเชื่อมั่น กลับมาด่วน พร้อมยอมเปลืองตัว หากส่วนรวมได้กำไร ปัดข่าวชู “ชวน” ขึ้นทาบเก้าอี้นายกฯ ขณะเดียวกัน ขอบคุณ และเชิญชวนเพื่อน ส.ส. ทุกพรรค จับมือจัดตั้งรบ.


วันนี้ (7 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ พรรคประชาธิปัตย์ ตลอดทั้งวัน เป็นไปอย่างคึกคัก มีแกนนำระดับผู้ประสานงาน จัดตั้งรัฐบาล เข้าหารือ กันที่ร้านกาแฟของ พรรค นำทีมโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.สัดส่วน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง โดย นายสุเทพได้ติดต่อ พูดคุยทางทรศัพท์ตลอดเวลา

ต่อมาเวลา 13.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทาง ตามเข้ามาสมทบ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วย ความชื่มมื่น แกนนำแต่ละคน ยิ้มแย้มแจ่มใส โดย นายสุเทพ แสดงท่าทีมั่นใจว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ไม่น่าจะมีการพลิกขั้วอีก

กระทั่งเวลา 14.00 น. นายสากล ม่วงศิริ ส.ส.กทม. อดีตพรรคพลังประชาชน ได้นำน้องชาย ซึ่งเป็น ส.ก.และ ส.ข. เข้ามาสมัครเป็น สมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ โดยมี นายสุเทพ คอยให้การต้อนรับ พร้อมกับ สวมเสื้อแจ๊กเก็ตสีชมพู ของพรรคให้กับ นายสากล และ ลูกทีม โดย นายอภิสิทธิ์ ตามเข้ามาสมทบ พร้อมกับกล่าวต้อนรับ สมาชิกพรรคใหม่ ทั้ง 3 คน

ด้าน นายสุเทพ กล่าวว่า เห็นแล้วว่า ทั้ง 3 คน เดินทาง มาสมัครเป็น สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยตนเอง ไม่ได้มีการเรียกร้องอะไร จึงไม่ต้องไป ลือกันอีกว่า ถูกพรรคประชาธิปัตย์ ซื้อตัวมา สำหรับ นายสากล เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่มีเพื่อนอยู่ใน พรรคประชาธิปัตย์ หลายคน ซึ่งได้มีการ พูดคุยกันมาตลอด จึงขอต้อนรับ ด้วยความยินดี

ขณะที่ นายสากล ยืนยันว่า ที่มาสมัครเป็น สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ครั้งนี้ ไม่มีเรื่อง ผลประโยชน์เงินทองใดๆ มาเกี่ยวข้อง


ด้าน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังมี ส.ส.อีกหลายคน ที่มีการพูดคุยกัน แต่เราเข้าใจว่า การตัดสินใจย้ายพรรค เป็นเรื่องใหญ่ ต้องให้เวลา ตนอยากให้ เขามั่นใจว่า เมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้ว จะได้ร่วมอุดมการณ์กัน ตลอดไป ขณะนี้ ส.ส. ที่ถูกยุบพรรค ที่ไม่มีสังกัด มีสิทธิ์ ที่จะตัดสินใจ

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้ยื่นเงื่อนไขว่า จะมาร่วมงานด้วย แต่ต้องให้ นายชวน หลีกภัย ประธาน สภาที่ปรึกษา พรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เคยได้ยิน เรื่องเงื่อนไขนี้มาก่อน เมื่อถามย้ำว่า หากเป็นเรื่องจริง พร้อมจะหลีกทางให้ นายชวน หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ยังคงกล่าวย้ำว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้

เมื่อถามว่า มั่นใจว่า จะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณ เพื่อน ส.ส. พรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่แสดง เจตนารมณ์สนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์ กระบวนการต่อจากนี้ เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ ที่ต้องเสนอ เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อลงมติ เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งตนและพรรคประชาธิปัตย์ มีความมุ่งมั่น จะแก้ปัญหาบ้านเมือง ให้ดีที่สุด

หากเพื่อน ส.ส. เห็นความตั้งใจของเรา ว่า สามารถทำงาน แก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ ก็ขอเชิญชวนให้ มาร่วมทำงานที่ใหญ่และหนัก เพื่อให้ประเทศ มีความสามัคคี และเรียกความเชื่อมั่น กลับคืนมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกกดดันกับ ความคาดหวัง ของประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า เรื่องนี้มองได้ 2 แง่ คือ ด้านหนึ่ง รู้สึกลำบากใจ เพราะรู้ดีว่า อยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ แต่อีกแง่หนึ่ง จะเป็นพลังที่จะต้อง ทำงานอย่างจริงจัง ทำให้นักการเมืองและพรรคการเมือง ต้องฟังแรงกดดันจากสังคม ส่วนที่มองว่า จะเป็นเรื่องของ ทุกข์ลาภนั้น ตนไม่ได้มองถึงเรื่อง กำไรหรือขาดทุน

หาก ส.ส. ที่มาร่วมงานกับเรา เห็นว่าเหมาะสม ก็เป็นหน้าที่ของเรา ที่จะต้องทำอย่างเต็มที่ ถึงแม้ส่วนตัว เราจะขาดทุน แต่หากส่วนรวม ได้กำไร เราก็พร้อม หากตั้งรัฐบาลสำเร็จ จะเป็นงานที่หนักมาก หนักกว่า วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นวิกฤตทั้ง ภายในและภายนอกประเทศ รวมถึง ปัญหาการเมือง ที่สับสนวุ่นวาย มาหลายปี

ต่อข้อถามว่า หากได้เป็นรัฐบาล จะเริ่มต้นทำอะไรเป็น อันดับแรก เพื่อการแก้ปัญหาประเทศ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ใครมาเป็นรัฐบาล สิ่งแรก ต้องเริ่มต้นแก้ไขในเรื่อง ความสามัคคีของคนในชาติ สร้างความเข้าใจให้กับสังคม รวมถึง แก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศ เรียกความเชื่อมั่น จากต่างชาติ กลับคืนมา เพราะเรื่องการท่องเที่ยว ถือเป็นรายได้หลัก และเกียรติภูมิของประเทศ จะต้องกลับคืนมา เราต้องไม่ถูกตั้งคำถาม เรื่องการเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมอาเซียนซัมมิต อีก

“รัฐบาลจะอยู่ยาวหรือไม่ อยู่ที่การทำงาน หากเราสร้างความเชื่อมั่น ให้เกิดขึ้นได้ ประชาชน ก็จะให้โอกาส แต่ถ้าเราไม่สามารถ แก้ปัญหาได้ ก็จะเป็น ตัวกำหนดอายุของ รัฐบาลเอง”


ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทย ยังคงประกาศสู้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงต้องฟังจาก พรรคการเมืองและ กลุ่มการเมือง ที่จะร่วมรัฐบาล เมื่อถามว่า พร้อมจะเป็น นายกฯหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่มีสีหน้ายิ้มแย้ม อารมณ์ดี

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 7 ธันวาคม 2551 18:01 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000144254


พิมพ์ ข่าวนี้ “มาร์ค” อารมณ์ดี ขอบคุณทุกก๊วน หนุนตั้ง รบ.ลั่นเร่งสมานฉันท์-กู้ความเชื่อมั่น

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 29, 2008

“สมเกียรติ” ว่าให้ จับตา สัปดาห์สังหาร “ชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์” ถูกฟ้อง 5 ข้อหา

สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์


“สมเกียรติ” จับตา สัปดาห์สังหาร “ชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์” ถูกฟ้อง 5 ข้อหา


“สมเกียรติ” แนะจับตา สัปดาห์วิปโยค “ชินวัตร-วงศ์สัวสดิ์” ถูกดำเนินคดี 5 ข้อหารวด ทั้ง เรื่องติดสินบนตุลาการ และ การแจ้งทรัพย์สินที่เป็นเท็จ ระบุ “แม้ว-เจ๊แดง” เคยถูกแฉ ติดสินบนขอเสียงตุลาการ จริง และมีบันทึก เขียนเอาไว้ชัดเจน เชื่อ 3 นายกฯ ต้องติดคุก จากความผิด ที่กระทำ อย่างแน่นอน


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย


เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 28 ก.ย. 51 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นปราศรัยบนเวที ทำเนียบ รัฐบาล ว่า นับจากนี้ อีก 4 วัน จะเป็นวันสังหารของ ทั้ง 2 ตระกูลคือ ชินวัตร และ วงศ์สัวสดิ์ โดยคดีแรก จะเป็นคดีที่ พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ ซึ่งเป็น เพื่อนร่วมรุ่น 9 ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ติดสินบน ในคดียุบพรรค ไทยรักไทย


สำหรับ คดีที่ 2 นายวีระ สมความคิด จะไปฟ้องเรื่องการติดสินบนอัยการ 5 คน ที่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ โดย อีก 1 คดี จะเป็นการแจ้งจับเพิ่มเติม เรื่อง การติดสินบนตุลาการของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในวันอังคารนี้ นอกจากนี้ ยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับ นายสมชาย อีก คือ การแจ้งบัญชี ทรัพย์สิน ที่เป็นเท็จ และ เรื่องสุดท้าย จะเป็น การแจ้งบัญชี ทรัพยสิน ที่เป็นเท็จของ ลูกสาวนายสมชาย (นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์) อีกหนึ่งคดี เช่นกัน ซึ่งเมื่อรวมทั้งหมดแล้ว ก็เป็น 5 คดีพอดี และจะเป็น 5 คดี ในสัปดาห์เดียว เท่านั้น

นายสมเกียรติ กล่าว�ีกว่า น�กจากทั้ง 5 คดี นี้แล้ว ยังจะมี คดีที่ 6

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า นอกจากทั้ง 5 คดี นี้แล้ว ยังจะมี คดีที่ 6


นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า นอกจากทั้ง 5 คดี นี้แล้ว ยังจะมี คดีที่ 6 อีกได้แก่ คดี การยุบพรรคชาติไทย แห่งสุพรรณบุรี ซึ่งรวมทั้งหมดนี้ คนพวกนี้ ไม่รู้จะอยู่ได้ อีกหรือเปล่า


ทั้งนี้ในช่วง 5 ปี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ครองอำนาจ นายสมชาย ก็มีการ รับใช้มาตลอดเวลา ซึ่งสมัยที่เขาดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรม จนครบ 4 ปี ตามวาระแล้ว พ.ต.ท. ทักษิณ ได้มีการต่ออายุให้เขา เพื่อทำงานให้อีก เป็น 6 ปี ในการช่วยเหลือ ด้านคดีต่างๆ แต่เมื่อถูกประณามมากๆ จาก สื่อ และ ประชาชน พ.ต.ท. ทักษิณ จึงได้มีการใช้วิธีต่างๆ เพื่อให้ นายสมชาย ได้ดำรงตำแหน่งนี้ โดยได้มีการย้ายให้ไปเป็น ปลัดกระทรวงแรงงาน แทน ปลัดกระทรวงคนเก่า ที่จะเกษียณอายุ ในอีก 8 เดือน เพื่อให้ ปลัดกระทรวงนี้ มาดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรม แทน และ เมื่อปลัดคนนี้ เกษียณอายุ ก็ได้นำ นายสมชาย มาเป็น ปลัดกระทรวงยุติธรรม ต่ออีกครั้ง


สำหรับเรื่องนี้นั้น ได้มีการบันทึกไว้เป็นอย่างดีใน หนังสือ ที่เกี่ยวข้องกับ การตัดสนิคดียุบพรรค โดย ได้มีการระบุว่า มีการผลักดัน ให้ น้องเขย มาดำรงตำแหน่ง ทั้งที่หมดวาระแล้ว ซึ่งเป็นเรื่อง ที่มีการตีแผ่กัน ในช่วงนั้น นอกจากนี้ ยังมีการตีพิมพ์ข่าว ระบุอีกว่า การแต่งตั้ง นายสมชาย ในเวลานั้น ก็เพื่อมาช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ในเรื่องของ คดีความ เป็นหลัก โดยต่อมา ได้มีการแฉกันในศาล ด้วยว่า มีการติดสินบน ตุลาการ เกิดขึ้นจริง


มีการแฉกัน กลางศาล โดย นายอุระ หวังอ้อมกลาง หนึ่งในตุลาการ ได้บอกว่า มีการล็อบบี้เกิดขึ้นจริง โดย พ.ต.ท. ทักษิณ ขอเสียงเขา ในการตัดสิน อีก 1 เสียง โดยจะให้ ลูกที่ทำงาน ในกระทรวงต่างประเทศ ได้ทำงานดีๆ หรือ จะมาเล่นการเมือง ก็ได้ นอกจากนี้ นางเยาวภา หรือ เจ๊แดง ยังมาพบเขา เพื่อขอให้ช่วย ในเรื่องนี้ เช่นกัน โดยมีการอ้างว่า ตุลาการท่านอื่น ได้มีการตอบตกลงมาแล้ว แต่ นายอุระ ไม่ตอบอะไร ได้แต่ นิ่งเฉย


นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ถ้านายสมชาย อยู่อย่างสงบ คดีนี้ ก็จะไม่ฟื้นขึ้น แต่การเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ การเมือง และ รับตำแหน่ง นายกฯ นั้น จะต้อง ถูกตรวจสอบ และ อยากรู้ว่า เขาจะตอบสังคม ได้อย่างไร ในการช่วยเหลือ พี่เขย ตนเอง


และ สถานการณ์เช่นนี้เอง น่าจะทำให้ประชาชน ได้รับชัยชนะ ในช่วงเดือนตุลาคม แต่ถ้ายังไม่สำเร็จ คงจะต้อง ต่อสู้กันต่อไป โดยประเด็นที่จะ ทำให้ นักการเมืองพวกนี้ หมดอนาคต น่าจะมีอยู่ด้วยกัน 2 เรื่อง คือ คดียุบพรรค และ ความผิดส่วนตัวของ ทั้ง 2 ตระกูล ที่กล่าวมาข้างต้น และ เชื่อว่า ประวัติศาสตร์ จะต้องมี การจารึกว่า นายกรัฐมนตรีประเทศไทย คนที่ 23, 25 และ 26 จะถูกจำคุก จาก ความผิดที่กระทำ

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่�ประชาธิปไตย ขึ้นปราศรัยบนเวที ทำเนียบ รัฐบาล

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นปราศรัยบนเวที ทำเนียบ รัฐบาล


“สัญญาณว่า การสิ้นสุด ของ ความเลวร้าย กำลังจะหมดไป ด้วย ตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งผมเคยเขียน บทความ ในหนังสือพิมพ์ เรื่องคัมภีร์มาลัยสูตร บอกว่า ในปี 5050 ตอนนี้ 2551 ก็อีก 2500 ปี ไฟบรรลัยกัลป์ จะล้างโลก คนชั่ว จะถูกเผาก่อน เหลือแต่คนดี ซึ่งถ้าจะบอกว่าคนดี คือ พันธมิตรฯ ก็ไม่เสียหาย จะมีต้นกัลปพฤกษ์ อยู่สี่มุมเมือง ปรารถนาสิ่งใด จะได้สิ่งนั้น เพราะว่า


พระศรีอาริยเมตตรัย หรือ พระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 จะลงมาจุติ ประชาชน จะมีแต่ คนดี ใจบุญสุนทาน ซึ่งการเคลื่อนไหวของ พันธมิตรฯ เพื่อให้มี การเมืองใหม่ นั้น การเมืองใหม่ ในความหมาย ของแกนนำ นั้น ก็คือ ยุคพระศรีอาริย์ ขณะที่ พันธมิตรฯ ก็คือกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ ที่มี ความรักชาติ รักสังคม จุนเจือ ช่วยเหลือกัน และ ร่นเวลา 2500 ปี ให้เหลือเพียง ปีเดียวถึง ยุคพระศรีอาริย์ เลย ยิ่งใหญ่มาก ที่สามารถลด เหลือปีเดียว” นายสมเกียรติกล่าว

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
29 กันยายน 2551 02:54 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000115055


พิมพ์ ข่าวนี้ “สมเกียรติ” จับตา สัปดาห์สังหาร “ชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์” ถูกฟ้อง 5 ข้อหา


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

August 7, 2008

“สมเกียรติ” จับตา 11 ส.ค.ระทึก! ลุ้น“แม้ว-อ้อ” ฮึดสู้คดีที่เมืองไทย


“สมเกียรติ”จับตา 11 ส.ค.ระทึก! ลุ้น“แม้ว-อ้อ”ฮึดสู้คดีที่เมืองไทย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
Special Report ::
รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”


“สมเกียรติ” จับตา 11 ส.ค.สุดระทึก เหตุศาลนัดไต่สวน “แม้ว-อ้อ” ครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินคดี จี้ติดอย่าหนี-ขอให้ทำตามที่เคยสาบานไว้ ชี้ “หมัก” ส่อเค้าอ่วมเจอ 2 เด้ง ทั้งคดี “รับเงินสินบนญี่ปุ่น – ชิมไปบ่นไป” ตอกหน้า “รัฐ ตร.” ปล่อย “ม็อบเชียงราย” ค้นตัวผู้โดยสารที่ลงจากสนามบิน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย


วันนี้ (7 ส.ค.) นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัย โดยกล่าวถึง สถานการณ์ทางการเมือง ว่า วันนี้ตุลากรรภิวัฒน์ กำลังทำงานอย่างหนัก และ รวดเร็ว เพราะเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น ศาลได้สั่งจำคุก วัยรุ่น ที่ไปรื้อเวทีพันธมิตรฯ ที่ จ.มหาสารคาม


นอกจากนี้ ยังมีคลิปวีดีโอ ที่ถ่ายมาได้ เห็น นายขวัญชัย ไพรพนา ไปนั่งอยู่ที่ ห้องผู้ว่าราชการจังหวัด โดยศาลกำลังจะขอดูคลิปวีดีโอ ดังกล่าว ขณะเดียวกันที่ จ.เชียงราย กำลังตั้งเป็นรัฐใหม่ โดยจะตรวจค้นทุกคน ที่สนามบินว่า เป็นพันธมิตรฯ หรือไม่


“เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีคนมาเผาหุ่น ที่หน้า ป.ป.ช. ก็โดนไฟลวก พอมาวันนี้ เอาตัวเงินตัวทอง ไปปล่อยหน้า ป.ป.ช. ก็กำลังจะถูก ดำเนินคดี ที่สำคัญ ตัวเงินตัวทองเหล่านั้น วิ่งกลับไปหาพวกเดียวกัน ส่วนคนที่ไปร้อง เรื่องเอเอสทีวีนั้น เป็นคนไม่มีราคา ค่างวดอะไร ที่สำคัญคือ มีคนให้ไปอยู่บ้านฟรีๆ แต่กลับไปงัดเอาประตูเหล็ก เขาไปขาย” นายสมเกียรติ กล่าว


แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวอีกว่า วันนี้พบว่า มีการทุจริต ของ รัฐบาลสมัคร 90 กว่าโครงการ อยู่ในแฟ้มแล้ว โดยตนได้รับใบปลิว ดังกล่าว ซึ่งทราบมาว่า ขณะนี้ได้เผยแพร่ไปทั่ว ภาคอีสานแล้ว ทำให้สถานการณ์ ดีวันดีคืน แต่สถานการณ์ที่ เวทีพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ นั้น การบริจาคลดลง อาหารร่อยหรอลง ยารักษาโรค ก็ลดน้อยถอยไป แต่เราต้องอดทน เพื่อพลังของ ศีลธรรม เพื่อประเทศชาติของเรา


“วารสารการเงินการธนาคารเมื่อ 5 ปี ที่แล้ว ระบุว่า ลูกสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีเงินเพียง 18,000 ล้านบาท ส่วนลูกชาย มีเงินไม่มากเพียง 10,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบ


ส่วนกรณีที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน จะไม่หนีไปไหน และ จะกลับมาสู้คดี ใน วันที่ 11 ส.ค. นี้นั้น ผมขอให้เป็นจริงดังว่า เพราะ นายสมชาย เคยเป็นทั้งผู้พิพากษา และ ปลัดกระทรวงยุติธรรมมาก่อน ดังนั้นขอให้ทั้ง 2 คน อย่าหนีไปไหน และขอให้ทำตามที่ได้เคยสาบานเอาไว้” แกนนำพันธมิตรฯ ระบุ


นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า เวลานี้เราต้องมาอ่านสถานการณ์ กรณี คุณหญิงพจมาน และ นายบรรพจน์ ดามาพงษ์ รวมทั้งเลขาฯ หอบหิ้วสัมภาระ ไปประเทศจีน โดยมีลูก ทั้ง 3 มาส่ง ด้วยบรรยากาศเศร้าสร้อย รวมทั้งยังมีการหลั่งน้ำตา ซึ่งตน ก็หลั่งน้ำตากด้วย


แต่ถ้ามีการโอนหุ้นคืนประเทศไทย น้ำตาก็คงจะแห้งเหือดหายไป ที่สำคัญในวันรุ่งขึ้น นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ จะบินตามไปที่ ปักกิ่ง ซึ่ง นายสมัคร คงจะไปรายงานว่า ต่อไปนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ คงจะมาสั่งอะไรไม่ได้แล้ว เพราะอนาคต จะต้องติดคุก ด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นวันที่ 11 ส.ค. นี้ เราจะต้องติดตามอย่างไม่กระพริบตา


“วันนี้ หุ้นขึ้นไป 30 กว่าจุด เพราะคนเหล่านั้น ออกไปนอกประเทศ แม้แต่ดอกไม ้ก็เบ่งบานกันไปหมด โดยวันนี้ผม ไปประชุมสภา มี ส.ส.เชียงใหม่ คนหนึ่งเยาะเย้ย ผมว่าเป็น ส.ส. ข้างถนน ซึ่ง ส.ส.คนดังกล่าวคง ตาบอด เพราะผมเป็น ส.ส. บนถนน และ กลางถนน


ดังนั้นเวลาที่ไปสภา จึงไม่มีความสุข เพราะกลัวว่า จะถูกทำร้าย ฉะนั้นใน วันที่ 11 ส.ค. นี้ จึงเป็นวันสำคัญ เพราะทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ต้องมาปรากฏตัวให้ศาลได้เห็นก่อนที่ จะมีการตัดสินคดี โดยในวันเดียวกัน คณะกรรมาธิการได้เรียก นายสมัคร เข้าชี้แจงกรณี เงินสินบนญี่ปุ่น แล้ว นายสมัคร จะหนีไปไหน จากนั้นอีก 1 อาทิตย์ ศาลจะเรียกนายสมัคร ไปไต่สวน เกี่ยวกับ คดีชิมไปบ่นไป”นายสมเกียรติ กล่าว


นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า ตอนแรก แกนนำพันธมิตรฯ จะสั่งสลายการชุมนุม แต่พี่น้องพันธมิตรฯ มาขอร้องว่า อย่าให้พวกเขา ต้องพลัดพราก จากกันเลย


ส่วนในวันพรุ่งนี้ ตนจะเอา เรื่องความแตกแยกของ พรรคพลังประชาชน มาเปิดเผย เพราะคนพวกนั้น กำลังธาตุไฟแตก โดย ส.ส.พรรคดังกล่าว ทุกคนกำลังเหงา เนื่องจาก พรรคพันธมิตรฯ ใหญ่ขึ้น ทำให้ เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ นายสมัคร ก็ไม่ฟังใคร ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็หนี ไปต่างประเทศ หันมาอีกที ก็เจอกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ พันธมิตรฯ เป็นกลุ่มที่ให้อภัยได้เสมอ แต่อภัยให้ไดเพียงคน ที่กลับตัวกลับใจจริงๆ เท่านั้น

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 8 สิงหาคม 2551 00:34 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000093480


พิมพ์ ข่าวนี้ “สมเกียรติ”จับตา 11 ส.ค.ระทึก! ลุ้น“แม้ว-อ้อ”ฮึดสู้คดีที่เมืองไทย


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

July 31, 2008

“สดศรี” ออกลาย ระบุ รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ตัวเองช่วยยกร่าง เป็นยาแรงเกิน


‘สดศรี’ เลอะเทอะ ชี้ รธน.50 เข้มเกิน ถ้าจะแก้
ขอลดอำนาจ กกต.
SPECIAL REPORT
รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”


ผู้จัดการรายวัน – “สดศรี” ออกลาย ระบุรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ตัวเองช่วยยกร่าง เป็นยาแรงเกิน เขียนหวังอุดช่องโหว่ สมัยทักษิณ เพ้อถ้าใช้ต่อไป จะมีแต่คนสิ้นเนื้อประดาตัว เดินเข้าสภาฯ


ถอดใจ ถ้าแก้รธน.ได้ กกต. ขอแค่เป็นเสมียนเลือกตั้ง ไม่ต้องมีอำนาจชักเใบหลือง-แดง
นางสดศรี สัตยธรรม กกต. และ ภ??ีต กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ

นางสดศรี สัตยธรรม กกต. และ อดีต กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ




“สมชัย” ประสานเสียง พ้อเน้นแต่จับผิด


นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าว ระหว่าง นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กร ตาม รัฐธรรมนูญ วุฒิสภา และคณะ เข้าเยี่ยม กกต.ว่า


ยอมรับว่า กกต.ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่ยืนยันว่า กกต.ทั้ง 5 มาโดยชอบ การที่จะมีการยื่นเรื่องให้พิจารณาคุณสมบัติของ กกต. ก็เป็นหน้าที่ ของ ส.ว. ที่จะพิจารณาตีความ ซึ่งจะส่งผลต่อ ส.ว. ที่ กกต.รับรองไปทั้งหมด การที่ กกต. เราไม่ตอบโต้ จากการถูกโจมตีเรื่องนี้ เพราะถือว่า เป็นกรรมเก่า


นางสดศรี ซึ่งเป็น อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการเตรียม แก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยว่า ในฐานะที่เข้าไปร่วม ในการ ยกร่าง รัฐธรรมนูญ ปี 2550 เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ หวังดีต่อ กระบวนการประชาธิปไตย ต้องการให้ได้ ส.ส.และ ส.ว.ที่ดี ซื่อสัตย์ สุจริต เข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง เพียงแต่กระบวนการในการร่าง มีตัวตั้งคือเอาปัญหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นพื้นฐาน ของการเขียนรัฐธรรมนูญ จึงต้องปิดช่องโหว่ให้หมด เช่น


เรื่องการถือหุ้น ซึ่งทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา รวมไปถึง การร้องการถือหุ้นของ ส.ส.และ ส.ว.ด้วย หากมีการดำเนินการจริง ต่อไปก็จะไม่มีคนเหลือ อยู่ในสภาเลย จะเหลือเพียงแค่ คนสิ้นเนื้อประดาตัว เท่านั้น หรืออาจจะไม่มีคนเข้าสู่ ระบบการเมือง เพราะติดขัด เรื่องการตรวจสอบทั้งหมด ทำให้ขัดกับความเป็นจริง


“จึงขอฝากไว้ว่าต่อไปหากจะเขียนรัฐธรรมนูญ ไม่ควรเขียนมา โดยเอาปัญหาของ คนคนเดียวมาใส่ใว้ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นยาแรง และ ได้มี การกำหนดให้ กกต.แจกใบเหลือง ใบแดง ทั้งที่ตนเห็นว่า กกต.ไม่ควรที่จะเข้าไปทำในเรื่องนี้ เพราะหากเราเข้าไปยุ่ง หรือเข้าไปมีส่วนได้เสีย ก็จะทำให้เราเจ็บตัว ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มีพื้นฐาน การร่างมาจาก ความเกลียดชัง ซึ่งวันนี้ เราต้องยอมรับความจริง และ คงต้องมองว่า การแก้รัฐธรรมนูญ จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้หรือไม่


นางสดศรี กล่าวว่า กกต. อยู่ในสถานะภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก กกต. ขณะนี้ไม่มีที่ยืน หากในอนาคต มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอฝากไว้ว่า อย่าเอา ความรักชอบ เกลียดชัง นักการเมือง เข้ามาเป็น ตัวแก้รัฐธรรมนูญ และ


ขออย่าให้ กกต.เข้าไปเกี่ยวข้อง ในการพิจารณา ใบเหลือง ใบแดง ควรให้ กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง เพียงอย่างเดียว จะไม่ถูกดึงไปเป็นพวก จนไม่สามารถยืนอยู่ตรงกลางได้ เหมือนเช่นในขณะนี้


นางสดศรี กล่าวว่า ขอความเป็นธรรมให้กับ กกต.ด้วย เหมือนคนบาดเจ็บ จึงขอพักรักษาตัวระยะหนึ่ง จนกว่าจะตั้งตัวได้ ซึ่งเห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้ คิดว่าหวังดีต่อประชาธิปไตย ที่เน้นในเรื่องของการตรวจสอบ จึงมีความพยายาม ที่จะแก้ไขใน มาตรา 309 เช่นเดียวกับที่ ตอนนี้ มีคนร้อง กกต. ให้ตรวจสอบเรื่องการถือหุ้น


ด้าน นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. กล่าวว่า กระบวนการตรวจสอบทางการเมือง ขณะนี้มุ่งเน้น มากเกินไป แม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 จะมีกฎหมายประกอบการเลือกตั้ง ก็ตาม ซึ่งกลับตั้งบนพื้นฐาน ที่ว่าผู้สมัครเลือกตั้งทั้งหลายเป็นคนไม่ดี


เช่น ส.ว. เข้ามาแทนที่จะทำให้บ้านเมืองเดินไปได้ ก็มี เรื่องร้องให้มีการตรวจสอบ และถอดถอนกัน ตนคิดว่า การตรวจสอบเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเน้น การตรวจสอบ เพื่อดึงกัน หรือ จับผิดกัน จะทำให้การเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อได้


ท้ายที่สุด จะทำให้ เกิดการแบ่งขั้ว และ แตกแยก แทนที่ จะคิดถึงประโยชน์ ของประเทศชาติ ทำให้ต้องกลับมา ใช้หลัก สมานฉันท์ ซึ่งหมายถึง เกิดการแตกแยกขึ้นแล้ว ดังนั้นประชาธิปไตยของเรา ต้องมุ่งเน้นหลักภราดรภาพ


นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะยังไม่เสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่ที่ประชุมสภา ทันที่หลังเปิดสมัย ประชุมสภา เพราะ วิปรัฐบาลยังศึกษากันอยู่ ว่าควรจะปรับแก้ในประเด็นใดบ้าง แต่ยังไม่สามารถกำหนดกรอบ เวลา ในการยื่นเสนอได้ แต ่เบื้องต้นจะเสนอโดยเร็ว หลังจากที่พิจารณาอย่างรอบคอบ แล้ว


ส่วนกรณีที่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกชุมนุมใหญ่ในวันที่ 1 ส.ค. เพื่อคัดค้านการ แก้รัฐธรรมนูญนั้น ตนไม่อยากให้เกิด ความวุ่นวาย หากจะคัดค้าน หรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็ให้บอกมาว่า ส่วนไหนไม่ควรปรับปรุงแก้ไข

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 1 สิงหาคม 2551 02:49 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000090411
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

นายพิภพ กล่าว เราต้องแสดงพลังว่า ไม่เห็นด้วย กับการแก้ รัฐธรรมนูญ 2550 เพราะมีความหมายมาก


“พิภพ” ชี้ “แม้ว” เริ่มจนตรอก
ทางออกสุดท้ายลี้ภัยการเมืองหนีคดี

Special Report ::
รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”


“พิภพ” ประเมิน “แม้ว” เริ่มหลังพิงฝา ผวาคุก หลังเมียรักเจอคุก 3 ปี เตือนคนไทยจับตา สมุนเร่งเครื่องเต็มที่ หวังแก้ รธน.ฟอกนายใหญ่แน่ หากยังเหลว มีสิทธิ์ยุบสภา หยุดการชุมนุมของพันธมิตร ฯ ล้างไพ่ใหม่


ชี้ถ้ายังเหลว ทางสุดท้าย ต้องมุดหนี ออกนอกประเทศสถานเดียว ขณะเดียวกัน เรียกร้องประชาชน ร่วมแสดงพลัง 1 ส.ค. นี้
พิภพ ธงไชย ปราศรัย

พิภพ ธงไชย ปราศรัย


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพ วิดีโอ นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย 56 K 10.4 MB
คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพ วิดีโอ นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย 120 K 44.2 MB


วันนี้ (31 ก.ค.) เมื่อเวลา 23.19 น. นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวบนเวทีพันธมิตร ฯ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ว่า


ภายหลังศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้อง คดีหวยบนดินตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ รัฐมนตรี 3 หนาหน้าหวย ก็ยังไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งปัญหา ที่เกิดต่อมา คือจะรับเงินเดือนได้ไหม ก็เป็นเรื่องของ กรมบัญชีกลาง ว่าจะ จ่ายเงินเดือน ให้ไหม ซึ่งเราจะมีหนังสือไปท้วงติงว่า ถ้าคุณจ่ายเงินเดือนให้ จะผิดกฎหมาย


นายพิภพ กล่าวถึง คำตัดสินของศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษา คดี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และพวกเลี่ยงภาษีหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ ว่า ถ้าดูสีหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีอาการแค้น ที่ทำไมศาลชั้นต้นลงโทษคดีนี้ อย่างรุนแรง 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา คดีกำลังเดินตามมา อีกมาก


ตนคิดว่าจากนี้ คุณทักษิณจะทำคือ ต้องล้มคดี เอาคดีออกจาก ศาลให้ได้ วิธีเดียวที่ทำได้คือ การแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ ของ คุณทักษิณ และ พรรคพลังประชาชน


นายพิภพ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น เราจึงเรียกร้องพี่น้องว่า ถ้าพรุ่งนี้เขาเสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอแก้รัฐธรรมนูญ เราต้องมาแสดงพลังว่า ไม่เห็นด้วย เพราะการแก้ รัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีความหมายมาก จะทำให้ คดีต่างๆ ของคุณทักษิณ ถ้าแก้สำเร็จ จะไปทำลาย ตุลาการภิวัฒน์ เมื่อทำลายได้แล้วคดีต่างๆก็จะหลุดออกหมด นี่ล่ะเรื่องใหญ่ของเรา ซึ่งตนเคยพูดหลายครั้งแล้วว่า


ประเทศของเรา ถ้าไม่สามารถแก้ไข การทุจริตและฉ้อโกง ได้ โดยนำตัวคนที่มีอำนาจทางการเมือง ขึ้นศาลได้ การเมืองไม่มีวันเปลี่ยน แต่วันนี้ จะเห็นว่าการเมือง เริ่มเปลี่ยนแล้ว


“ผมไม่ใช่ต้องการ ทับถม คุณหญิงพจมาน แต่เป็นเรื่องของ กระบวนการยุติธรรม ของ ประเทศชาติ ถ้าเราไม่สามารถ เอาคนที่มีอิทธิพล มากที่สุด แล้วทำผิดกฎหมาย เข้าสู่ กระบวนการความยุติธรรม ให้ศาลตัดสินได้แล้ว การป้องกัน การทุจริตคอรัปชั่น การหลีกเลี่ยงภาษี ก็จะล้มเหลวหมด” นายพิภพ กล่าว


ทั้งนี้ นายพิภพ ระบุด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของ สังคมโลก โดยได้ยกตัวอย่างกรณี คดี อัลคาโปน ของสหรัฐฯ ช่วงยุคกลาง ที่มีอิทธิพลมาก แต่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย จนสุดท้ายถูกจับ เพราะคดีหลีกเลี่ยงภาษี


นายพิภพ กล่าวเสริมว่า เรื่องหลีกเลี่ยงภาษี ถ้าสรรพากรเอาจริง ร่วมมือกับ อัยการ เชื่อว่า รมต. ทุกคนจะถูกกล่าวหาว่า เลี่ยงภาษีหมด เพราะไม่ สามารถบอกได้ว่า เงินที่ใช้ซื้อบ้านซื้อรถ และฝากไว้ในธนาคาร ส่งลูกเรียนต่างประเทศ รายได้มาจากไหน เสียภาษี หรือ เปล่า


ฉะนั้นวันนี้ถึงเวลาแล้วที่ ประเทศไทยต้อง เอาระบบตรวจสอบภาษี แล้วเอา คนที่หลีกเลี่ยงภาษีเข้าคุกให้หมด ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นไหน เพราะเป็น ระบบ ตรวจสอบ ที่ง่ายที่สุด


นายพิภพ กล่าวว่า ตอนนี้ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ จะเป็นเรื่องใหญ่ ของคุณทักษิณ ที่ต้องทำให้ได้ เราจึงต้องจัดการไม่ให้แก้ได้ เราจึงบอกว่า วันพรุ่งนี้ (1 ส.ค.) เป็นวันสำคัญ ที่เราจะต้องระดมพล ให้มากที่สุด เพื่อแสดงพลังให้เห็นว่า เราไม่เห็นด้วย กับการแก้รัฐธรรมนูญ


นี่คือขั้นตอนที่หนึ่ง แล้วถ้าหาก คุณทักษิณ แก้ไม่ได้ ตนคิดว่า เขาจะคิดถึงการยุบสภา แต่ทำช้ามีปัญหา เพราะตุลาการ กำลังดำเนินคดีตามลำดับ ซึ่งกำลังจะมี คำพิพากษา ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคดี ซื้อที่ดินรัชดา ซึ่งมีศาลเดียวตัดสินด้วย


เชื่อวันนี้ คุณทักษิณคิดมากเรื่องนี้ ว่าจะทำยังไง แก้รัฐธรรมนูญให้เร็วจขึ้น ก็ทำไม่ได้ เพราะได้ข่าวว่า ส.ส. หลายพรรค เตรียมตีรวน แปรญัตติ ทุกมาตรา เอาให้ไม่เสร็จ ภายใน 120 วัน


“ทางเดียวคิดว่า นอกจากแก้รัฐธรรมนูญ ก็อาจจะยุบสภา เพื่อหยุดการชุมนุมของเราไปด้วยในตัว นื่คือเส้นทางเดินของคุณทักษิณ ผมไม่มอง คุณทักษิณ ในแง่ร้าย ที่จะลี้ภัยทางการเมืองไปต่างประเทศ หรือ หลบคดีออกไป ซึ่งก็เป็นทางหนึ่ง ผมเชื่อเสมอว่า ผมเกรงว่า จะเอาคุณทักษิณ เข้าคุกไม่ได้ ถ้าเขาผิดจริง แต่ยังไง ก็ต้องให้ศาลตัดสินว่า เขาผิดจริงก่อน ส่วนเอาคุก ได้ไม่ได้ ก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง เขาจะหนีไป ต่างประเทศ หรือไม่ ก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง” นายพิภพ กล่าว


นายพิภพ กล่าวต่อว่า ครม. ก็ลำบากในการเปลี่ยนครั้งนี้ เพราะเต็มไปด้วยคน ที่มีคดีติดตัวอยู่ นับตั้งแต่ นายกฯ และ หลายคน ที่มีชื่อ แพลม ออกมา ก็ล้วนแต่มีคดีติดตัว หรือต้องคดีมาแล้ว ซึ่งเป็นที่ลำบากใจมาก ถ้า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังจะ ขอโปรดเกล้าฯ ครม. ที่มีคดีติดตัวอยู่ ภาพลักษณ์ครม. ก็จะเต็มไปด้ว คนที่มีคดี การยอมรับ จาก นานาชาติ และ คนในประเทศ จะมีปัญหา


“ตอนนี้ยังมอง ทางออกของคุณทักษิณยังไม่เจอ ไปทางโน้นก็ติดทางนี้ก็ติด ถอยหลังก็ไม่ได้ เดินหน้าก็เจอ ศาล ลำบากมากๆ คุณทักษิณตอนนี้ แต่ว่ากรรม ก็จะต้องตามสนอง ถ้าทำกรรมดี ก็ได้กรรมดี ถ้าทำกรรมชั่ว ก็ต้องยอมรับ” นายพิภพ กล่าว


นายพิภพ กล่าวว่า อันนี้เป็นอาการ เรียกว่า ทางการเมืองของเมืองไทย กำลังถึง จุดเปลี่ยนจริงๆ แต่จะเปลี่ยนเป็น การเมืองใหม่ได้ หรือ เปล่า ยังต้องใช้เวลา แต่การจะให้ ตุลาการภิวัฒน์ กวาดนักการเมืองเก่าที่ไม่ดี ออกไปให้มากที่สุด มีความหวัง ฉะนั้นวันนี้ เราจึงต้องสนับสนุน ตุลาการฯ ให้ทำงานไปได้ ตลอดลอดฝั่ง


นายพิภพ กล่าวด้วยว่า ความต่อสู้ของเราที่พยายามใช้หลักอหิงสา ขันติ ไม่ใช่อาวุธ และ ความรุนแรง 68 วัน ได้พิสูจน์นานาชาติได้แล้วว่า เราสามารถ จัดการ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ทำผิดกฎหมาย ทุจริตและ มีนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน ได้สำเร็จ นี่คือความก้าวหน้า มาก ของสังคมไทย และ โลก


อย่างไรก็ตาม วันนี้เราจะต้อง ยังไม่ชะล่าใจ เพราะคดียังไม่ถึงตัวคน อีกหลายคน ที่ถูกกล่าวหาว่า ทุจริตคอร์รัปชัน และผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะ อดีตนายกฯ


ฉะนั้นยังต้องอดทนสู้ต่อไป เขาพยายามจะขวางให้ ตุลาการฯ หมดสภาพลง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกดดัน ให้ ป.ป.ช. ลาออก ซึ่งเรายอมไม่ได้ เพราะถ้าตุลาการฯ และ ป.ป.ช. พัง งานที่เราทำมาทั้งหมด จะสูญไปเลย ฉะนั้น วันนี้ต้องยืนหยัด อดทน รอคอยสนับสนุน และ ใครที่มาใช้กำลังกับเรา อย่างกรณี ที่ อุดรธานี และ มหาสารคาม เราก็จะใช้กฎหมาย จัดการ


นายพิภพ กล่าวด้วยว่า หากเราสามารถ ทำเรื่องเหล่านั้น ข้างต้นสำเร็จ เรื่องต่อไป ก็คือ การเข้าสู่ระบบการเมือง โดยการเลือกตั้ง

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 1 สิงหาคม 2551 00:19 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000090402
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Next Page »

Create a free website or blog at WordPress.com.