Accom Thailand

May 6, 2009

เลขาศาล รธน. แจ้งความ ดำเนินคดี เว็บบอร์ด “คุยกับ เสธ.แดง”


แจ้งจับ เว็บ “คุยกับ เสธ.แดง” ดูหมิ่นศาล รธน.

เลขาศาล รธน. แจ้งความดำเนินคดี เว็บบอร์ด “คุยกับเสธ.แดง” โพสต์ข้อความ ดูหมิ่นศาล รธน. – ศาลยุติธรรม ชัดเจน ตร. จะสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน อีกครั้ง หาก หลักฐานเพียงพอ จะเรียกสอบ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ต่อไป
นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ กับ นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขานุการ และ รองเลขานุการ ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ นำหลักฐาน เข้าแจ้งความ กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ กับ นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขานุการ และ รองเลขานุการ ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ นำหลักฐาน เข้าแจ้งความ กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ



วันนี้ (6 พ.ค.) เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ สน.พระราชวัง นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ นายเชาวนะ ไตรมาศ รองเลขานุการ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.วิทยา กิจกำธร พนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.พระราชวัง เพื่อแจ้งความ ดำเนินคดี กับ เว็บบอร์ด “คุยกับ เสธ.แดง ในความผิด ข้อหาหมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ข้อหา ดูหมิ่นศาล หรือ ผู้พิพากษา ในการพิจารณา หรือ พิพากษาคดี ตามมาตรา 198 และ ข้อหาดูหมิ่น เจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการ ตามหน้าที่ ตามมาตรา 136

โดยนำหลักฐาน เป็นข้อความที่ถูกโพสต์ไว้ ในเว็บบอร์ด ดังกล่าว มามอบไว้ เป็นหลักฐาน โดยมี พ.ต.อ.สุคณ พรหมายน ผกก. สน. พระราชวัง และ พ.ต.ท.อัศวยุทธ นุชพุ่ม รอง ผกก.สส. สน. พระราชวัง ร่วม ทำการสอบสวน

โดยหลักฐาน ที่นำมามอบให้กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็น หลักฐาน นั้น เป็นข้อความ ที่ถูกโพสต์ไว้ใน เว็บบอร์ดดังกล่าว เช่น เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้มีผู้เข้าไปโพสต์ไว้ ในเว็บบอร์ด ด้วยข้อความที่ หมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ และ ศาลยุติธรรม อย่างชัดเจน


ด้าน พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน ผกก.สน. พระราชวัง กล่าวว่า เบื้องต้น จะรับแจ้งความ ลงบันทึกประจำวันไว้ เป็นหลักฐานก่อน หลังจากนั้น ก็จะเรียก มาสอบปากคำเพิ่มเติม อีกครั้งหนึ่ง และ รวบรวม พยานหลักฐาน ซึ่งถ้าหากมี พยานหลักฐานเพียงพอ ก็จะเรียกตัว ผู้ที่เกี่ยวข้อง มาทำการสอบปากคำ ตามกฎหมาย ต่อไป

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 6 พฤษภาคม 2552 16:47 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050749


พิมพ์ ข่าวนี้ แจ้งจับ เว็บ “คุยกับ เสธ.แดง” ดูหมิ่นศาล รธน.


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 4, 2009

วันที่ 8 เมษายน หาใช่ “ยกสุดท้าย”

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ก่อความไม่สงบ,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,คดีที่ดินรัชดาฯ,คดียุบพรรค,คดีอาญา,คดีแพ่ง,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ทุจริต,ประวัติศาสตร์ไทย,พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,ศาลปกครอง,ศาลรัฐธรรมนูญ,อาชญากรรม,เสื้อแดง — accomthailand @ 04:10
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

หยุด! เอาชาติเป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ

8 เมษายน 52 วันนัดหมายใหญ่ของ “คนเสื้อแดง” ที่ ทักษิณ ชินวัตร และ แกนนำคนเสื้อแดง หมายมั่นปั้นมือ จะให้เป็น วันแห่ง การเปลี่ยนแปลง การเมือง ครั้งใหญ่ บน เป้าหมาย “เปรม ลาออก อภิสิทธิ์ ยุบสภา” “ล้มล้าง อำมาตยาธิปไตย – ทำลาย ชนชั้นสูง”

ประธานองคมนตรี - รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ประธานองคมนตรี - รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์


ไม่ต้องรอถึง วันนั้น ก็รู้ได้ว่า สิ่งที่ ทักษิณ – เสื้อแดง คิดก่อการ ไม่มีวัน สัมฤทธิ์ผล แน่ เพราะคนอย่าง ประธานองคมนตรี – รัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ผ่าน การรบ – การเมือง มาอย่างโชกโชน และ สมัยเป็น นายกฯ 8 ปี ก็สู้รบตบมือ กับ สารพัดแรงกดดัน ทั้งใน ทำเนียบฯ – นอก รัฐสภา มาหมดแล้ว แค่ ม็อบเสื้อแด – วีดีโอลิงก์ ทักษิณ แค่นี้ เชื่อได้ว่า ชายชาติทหาร อย่าง “ป๋าเปรมฯ” ไม่ถอดใจแน

ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เช่นกัน แม้ อายุอานาม จะน้อย และ ถูกมองว่าเป็น ลูกคุณหนู – ลูกผู้ดี เจอแรงเสียดทานหนักๆ อภิสิทธิ์ จะอำลาตำแหน่ง ก็เป็นเรื่อง ที่คิดได้ แต่คงยาก จะได้เห็น

เมื่อประเมินการสู้รบ ของ เสื้อแดง – ทักษิณ ยามนี้ วันที่ 8 เมษายน หาใช่ “ยกสุดท้าย” แม้แกนนำ นปช. ที่เป็นพวก เศษสวะ-ลิ่วล้อ-มือปืนรับจ้าง นายใหญ่ ในนิยาม ของ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ จะทำที ขึงขัง-ตาถลน เหมือนจะนำ กองทัพเสื้อแดง ทุบหม้อข้าว ทำศึกสงคราม กู้ชาติ ให้ใครบางคน ที่คิดร้าย ทำลาย แผ่นดินเกิด เพราะดูจาก สภาพการณ์ และ ยุทธศาสตร์ การวางแผนของ คนเสื้อแดง แล้ว แกนนำหลายคน ก็รู้ดีว่า ยากที่จะทำให้ทั้ง “เปรม-อภิสิทธิ์”ตอบรับ ทุกเงื่อนไข

เพียงแต่การระดมพล ทำศึก 8 เมษายน หวังให้ แดงทั้งแผ่นดิน แล้วเขย่าขวัญให้ รัฐบาล และ บ้านสี่เสาฯ ผวาเล่น แล้วโอบล้อม ที่มั่น เพื่อให้เกิด การเผชิญหน้า เท่านั้นเอง แต่ก็ เชื่อได้ว่า รัฐบาล – กองทัพ – ตำรวจ ก็ย่อมอ่านเกม นี้ออก และ ไม่ตกหลุมพราง แม้จะมีความพยายาม ยั่วยุ รวมถึงอาจจะมี “มือที่สาม” มาสร้างสถานการณ์ เพื่อให้ ปิดเกม เร็ว

การศึก 8 เมษายน มันจึงอยู่ใน ช่วงเริ่มต้น “ยกที่ 2” หลังจาก ยกแรก ผ่านพ้นไป ซึ่ง ยกแรก ที่ ทักษิณ-เพื่อไทย เน้น กลยุทธ์ “ทำลายความน่าเชื่อถือ” เพื่อให้เกิด สภาวะวิกฤตศรัทธา แก่ องค์กร-ตัวบุคคล ที่ถูกกล่าวถึง ทั้งใน วีดีโอลิงก์ และ บนเวที ข้างทำเนียบรัฐบาล เป็นหลัก

ไล่เรียงตั้งแต่ สถาบันองคมนตรี และ องคมนตรี ทักษิณ และ เสื้อแดง พยายามใส่ความว่า “ขาดความเป็นกลาง – ฝักใฝ่การเมือง หนุนพรรคประชาธิปัตย์” ที่ระบุชื่อ ทั้ง พลเอก เปรม, พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ

แต่ผู้ถูกเอ่ยชื่อ ออกมาสวนกลับ และ ปฏิเสธ ข้อกล่าวหาทั้งหมด ให้สังคม ได้ข้อมูล 2 ด้าน ว่า ใครพูดจริง พูดเท็จ ฝ่ายไหนชั่ว และ ฝ่ายไหน ทำไปเพื่อ ปกป้องประเทศชาติ และ สถาบันหลัก

สำหรับ องค์กรศาล ก็พบว่า ทักษิณ พยายามโจมตีทำให้ องค์กรศาล ถูกมองว่า ไม่มีความยุติธรรม โดย ทักษิณ อ้างถึง การพิจารณาคด ของ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ที่ตัดสิน จำคุก เขา 2 ปี เป็นกระบวนการ ไม่ยุติธรรม

ถึงกับระบุว่า ทั่วโลก ไม่ยอมรับระบบศาลเดียว แบบที่ ศาลฎีกาฯ ถูกออกแบบเอาไว้ และ ระบบไต่สวน ที่ให้ จำเลย แก้ข้อกล่าวหาของ โจทก์ ก็เป็นระบบที่ นานาประเทศ ไม่เห็นด้วย และ ยกเลิก กันไปหมดแล้ว

หรือ กรณี การตัดสิน ของ ศาลรัฐธรรมนูญ “คดีชิมไปบ่นไป” ของ สมัคร สุนทรเวช ที่ ทักษิณ บอกว่า ทำให้ ประเทศไทย กลายเป็น ไทยแลนด์ อิส อะ โจ๊ก เพราะ ตัดสินเอาผิด ตาม พจนานุกรม มากกว่า ยึดหลักกฎหมาย

รวมทั้งยัง ทิ่มแทงไปที่ ผู้นำศาล-ตุลาการ หลายครั้ง อันพุ่งไปที่ อักขราทร จุฬารัตน ประธาน ศาลปกครองสูงสุด ที่เป็น อดีต ตุลาการรัฐธรรมนูญ ใน “คดียุบพรรค ไทยรักไทย” และ จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี บทบาทสำคัญใน “คดี ชิมไปบ่นไป” และ“คดียุบพรรค พลังประชาชน” ว่า

ทั้งสองคน มีส่วนร่วมวางแผน การทำปฏิวัติ 19 กันยายน 49 และ ใช้อำนาจตุลาการ ล้มล้าง รัฐบาลไทยรักไทย

สำหรับกองทัพ พบว่า ทักษิณ-เสื้อแดง มุ่งหมายเพื่อ การแก้แค้น อย่างเห็นได้ชัด ในประเด็นเรื่อง กองทัพ ทำตัวเป็น “เปลือกหอย” ให้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งการที่ ผู้นำเหล่าทัพ และ ตัว รมว.กลาโหม คือ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับบำเหน็จ จากการช่วยตั้งรัฐบาล

เช่นการที่ รัฐบาล ให้งบกับ กองทัพ อย่างง่ายดาย หลายครั้ง อาทิ งบ 1 พันล้านบาทให้ กอ.รมน. ไปทำการสลาย กลุ่มเสื้อแดง โดยไม่สามารถตรวจสอบ การใช้งบ ดังกล่าวได้

เมื่อ ยกที่ 1 ของ การตั้งกองกำลัง เสื้อแดง จนล้อมทำเนียบรัฐบาล ได้ 10 วัน 10 คืน สำเร็จ และ ใช้สงครามปาก ทำลายความเชื่อถือต่อ สถาบันสำคัญ ไปแล้ว ตอนนี้ให้ จับตา ยกที่ 2 เอาไว้ ซึ่งข่าวว่า จะเป็นสถานการณ์ที่ ดุเดือดเลือดพล่าน อาจต้องมี การเสียเลือดเนื้อกันอีกครั้ง

ก่อนจะประเมิน ศึกยืดเยื้อ นี้ว่า จะจบอย่างไร ขณะนี้ เริ่มมีข่าวแพร่สะพัดใน วงการการเมือง ว่า จะมี “คนกลาง” เข้ามา คลี่คลายสถานการณ์ ก่อนที่ จะยกระดับไปสู่ ความรุนแรง ในอีก ไม่กี่วันข้างหน้า

ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ออกมาระบุว่า หลังสงกรานต์ จะมีข่าวดี เพราะผู้มีบุญบารมี จะมาไกล่เกลี่ยปัญหา และ เป็น “คนกลาง” ที่ทุกฝ่ายให้ ความเคารพ


ก่อนหน้านี้ ชัย ชิดชอบ เข้าออกบ้านสี่เสา อย่างถี่ยิบ ในช่วงก่อนให้ ลูกชาย เนวิน ชิดชอบ แปลงร่างเป็น งูเห่า เพื่อไทย ล้มการจัดตั้ง รัฐบาลเพื่อไทย เสมือนว่า ชัย ชิดชอบ รู้สัญญาณอะไรมา แน่นอนว่า การมาของ คนกลาง จะเป็น ฉากการเมือง ในตอนต่อไป แต่จะหมุนเปลี่ยน สถานการณ์ ออกไปจาก เหตุการณ์ปัจจุบัน ได้แค่ไหน หรือไม่ ก็ต้องจับตา ติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม หลายคนหวั่นใจว่า มันจะมีเหตุรุนแรง ก่อนสงกรานต์ เพราะอาจ เกิดเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งมีข่าวว่า ทักษิณ-เสื้อแดง ต้องการให้เกิด การเผชิญหน้า จนเกิดเหตุรุนแรง และ แตกหัก กันไปข้าง

ถ้าหาก ทักษิณ-เสื้อแดง ต้องการเช่นนั้นจริงๆ “บาปการเมือง” นี้ คงไม่มีใครให้อภัย หากคิดเอา ประชาชน มาเป็น “เครื่องมือแก้แค้น” ให้ฝ่ายตัวเอง

เราขอบอกไปยัง ทักษิณ – แกนนำคนเสื้อแดง – ส.ส.เพื่อไทย – อดีตกรรมการบริหารพรรค ไทยรักไทย และ พลังประชาชน – เจ้าหน้าที่รัฐ และ นักธุรกิจ ซึ่งหนุนหลัง การชุมนุม ครั้งนี้ว่า ทุกท่าน มีสิทธิ์ที่จะ เคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน จะ หน้าทำเนียบรัฐบาล หน้ารัฐสภา หรือ แม้แต่ หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ พลเอกเปรม หาก ทุกคนเคลื่อนไหว รวมตัวเรียกร้อง ภายใต้ หลักกฎหมาย ความเคารพ ในสิทธิ ของ ผู้อื่น ไม่เปิดเวทีปราศรัย แล้วใส่ร้ายป้ายสี ให้ความเท็จ ปลุกระดม ให้เกิดความเกลียดชัง และ เคียดแค้น จนนำไปสู่ ความแตกแยก และ ปลุกปั่น ให้เกิด ความรุนแรง ในรูปแบบต่างๆ


เท่าที่ ติดตาม การชุมนุมของ คนเสื้อแดง ก็เชื่อว่า เป็นฝ่ายต้องการ จะให้เกิด ความรุนแรง เพื่อบีบให้ รัฐบาล ต้องดำเนินการ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การใช้ กฎหมายความมั่นคง หรือ ประกาศ สภาวะฉุกเฉิน ซึ่งทั้งหมด จะยิ่งทำให้ การชุมนุมของ คนเสื้อแดง มีความชอบธรรม มากขึ้น และ ทำให้รัฐบาล อยู่ใน สถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ ทันที

ขณะที่ดูท่าที รัฐบาล ยังเชื่อว่า น่าจะอดทน จนถึงที่สุด และ ไม่ใช้ความรุนแรง กับ ประชาชน แม้จะมี ความพยายาม หวังสร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่เหตุวุ่นวาย จนอำนาจรัฐ ง่อยเปลี้ย ซึ่งเห็นแล้วว่า ตลอดช่วง การชุมนุมล้อมทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งถึงวันนี้ เป็น วันที่ 10 แล้ว รัฐบาล-ตำรวจ-กองทัพ ก็ปล่อยให้ ใช้สิทธิเต็มที่ ไม่ได้มีการสั่งให้ สลายการชุมนุม หรือ ใช้ความรุนแรง ไม่มี การตัดสัญญาณ การโฟนอิน – วีดีโอลิงค์ – การถ่ายทอด เสียง ทั้งทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต

จน รัฐบาล และ หน่วยงานความมั่นคง ถูกด่า เสียด้วยซ้ำ ว่า ไม่เด็ดขาด อ่อนหัด และ หน่อมแน้ม แต่อีกความเข้าใจหนึ่ง ก็อ่านใจได้ว่า หาก รัฐบาล คิดจะเล่นงาน หรือ สกัดการชุมนุมจริง ก็สามารถ ทำได้ แต่มันจะ “เข้าทาง” คนเสื้อแดง

เช่น การตัดสัญญาณ วีดีโอลิงก์ หรือ ไม่ให้มี การเผยแพร่เสียงภาพ ทางทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต เพราะรู้ดีว่า จะถูกโจมตี ว่าเป็น เผด็จการ จนอาจนำมาเป็น เงื่อนไขปลุกระดม และ จะยิ่งทำให้ ประชาชน ยิ่งออกจากบ้าน มารวมตัวกัน หน้าทำเนียบรัฐบาล มากขึ้น

ขณะนี้ รัฐบาล ตั้งรับอย่างเดียว ยังไร้แนวทาง จะรุกกลับเมื่อไร แบบไหน มีแต่เปิดท่าที จะเจรจากับ คนทำลายชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ขัดต่อหลักนิติรัฐ จนหลายฝ่ายรับไม่ได้

ทั้งหลายทั้งปวง แม้จะมั่นใจ ลึกๆ ว่า 8 เมษายน ไม่น่าจะ เกิดเหตุ “ไทยฆ่าไทย จนเลือดนองท่วมแผ่นดิน ” อย่างที่ หลายฝ่ายหวั่นเกรง แต่ก็ใช่ จะวางใจเสียทีเดียว สิ่งที่อยากเตือน ทักษิณ – แกนนำเสื้อแดง ก็คือ

เรารู้ดีว่า คนอย่าง ทักษิณ ไม่หยุดคิดทำร้ายประเทศไทย แน่นอน ทว่า ขอเพียงให้ การวางแผนสู้รบนั้น อย่าเอา ประเทศชาติ เป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ เพราะยามนี้ สิ่งสำคัญ ก็คือ ความสามัคคี ของ คนไทย ที่ต้องร่วมกันฟันฝ่า วิกฤตเศรษฐกิจ ไปให้พ้น

ดังนั้น ถ้าจะเคลื่อนไหวใดๆ ก็ทำไปเถิด ถ้าไม่ได้ทำให้ แผ่นดินไทยเสียหาย


ขณะเดียวกัน เราขอเรียกร้องให้ บรรดา ผู้มีอำนาจใน รัฐบาล กองทัพ และ แม้แต่ พลเอก สุรยุทธ์ ออกมาแสดงความรับผิด ในบทบาทหน้าที่ ที่ท่านมีอยู่ เพื่อแก้ปัญหา ให้เหตุการณ์ ความขัดแย้ง ครั้งนี้ยุติโดยเร็ว เพราะ เหตุปัญหา เริ่มมาจาก เรื่องส่วนตัว แต่ ประเทศชาติ และ ประชาชน ต้องรับผลกรรม

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 4 เมษายน 2552 04:10 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ หยุด! เอาชาติเป็นเดิมพัน ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 8, 2008

“เพื่อไทย” แพ้ยกแรก ล่าชื่อ ขอเปิดสภาฯ เก้อ เหตุ “ปู่ชัย”เดินทางไป ตจว.

ยื่นข เปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญ เพื่เลืกนายกรัฐมนตรี ต่นายชัย ชิดชบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ยื่นขอ เปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร


ขั้ว ปชป.เริ่มนิ่งตุน 242 เสียงกลุ่ม “เพื่อนเนวิน” ยันหนุนตั้งรัฐบาล


“เพื่อไทย” แพ้ยกแรก ล่าชื่อ ขอเปิดสภาฯ เก้อ เหตุ “ปู่ชัย”เดินทางไป ตจว.แถมโดน ปชป. ยื่นตัดหน้าก่อน อ้างมี 230 เสียงในมือ แต่ไม่ยอมให้ สื่อดู เชื่อมีแค่ 140 ยังโม้ “เพื่อนเนวิน” ทยอยกลับ ด้าน ส.ส. อำนาจเจริญ ยันกลุ่มเหนียวแน่น หนุน ปชป. พร้อมเผย “ป๋าเหนาะ” รับปากร่วมเรือ ลำเดียวกัน แล้ว


เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 8 ธ.ค. ที่สำนักงาน พรรคเพื่อไทย นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ว่าที่ ร.ต.นายพงศ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย และ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี ร่วมกันแถลงข่าว โดย ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธุ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รวบรวมรายชื่อ ส.ส. เพื่อจะไปยื่นขอ เปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนี้เรามีรายชื่อ ส.ส. เกินกึ่งหนึ่ง พร้อมที่จะเลือกนายกรัฐมนตรี แต่เนื่องจาก ทราบว่าประธานสภาฯ ติดภารกิจ เดินทางไปต่างจังหวัด เมื่อประสานไปยัง รองประธาน สภาผู้แทนฯ ก็ได้รับแจ้งว่า ไม่สามารถรับแทนได้ และทราบว่า ฝ่ายค้านได้ยื่นขอ เปิดประชุมสภาแล้ว ดังนั้นทางพรรคเพื่อไทย ก็พร้อมที่จะ เข้าประชุม เพราะเรามีเสียง ส.ส. สนับสนุน เกือบ 230 เสียง


“มี ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่เข้ามาอยู่กับ พรรคเพื่อไทยแล้ว อาทิ
นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู
นายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ขอนแก่น
นายธนเทพ ทิมสุวรรณ และ
นางนันทนา ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย รวมทั้ง
นายวิเชียร อุดมศักดิ์ ส.ส.อำนาจเจริญ
ซึ่งตอนนี้ กลุ่มเพื่อนเนวิน เหลือเพียง 15-17 คน ที่ยังสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นเชื่อว่า เรายังมีเวลา เพราะ ส.ส. ไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่ผักปลา ก็ต้องคำนึง ถึงบ้านเมืองเป็นหลัก”
ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ สื่อมวลชน พยายามที่จะขอดูและ อยากให้เปิดเผย รายชื่อส.ส. ที่ร่วมลงชื่อ ขอเปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญฯ แต่ ว่าที่ร.ต.พงศ์พันธุ์ ปฏิเสธ ที่จะแจกให้ เพียงเปิดให้ดูคร่าวๆ โดยไม่ยอมให้ดู ในรายละเอียด

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเท่าที่สังเกตนั้น พบว่า มีรายชื่อ ส.ส. ที่เซ็นชื่อไว้ทั้งสิ้น 14 แผ่น โดยมี ส.ส.ทั้งหมด ไม่น่าจะเกิน 140 คน

“เพื่อนเนวิน” โต้ ยังเหนียวแน่น เผย “ป๋าเหนาะ” รับปากแล้ว


ด้าน นายวิเชียร อุดมศักดิ์ ส.ส.อำนาจเจริญ กลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่ง ว่าที่ พงศ์พันธุ์ อ้างว่าได้กลับเข้าไปอยู่ พรรคเพื่อไทยแล้ว เปิดเผยว่า การที่ ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธุ์ ออกมาระบุว่า ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน กลับมาอยู่กับ พรรคเพื่อไทย จนเหลือเพียง 15 คน ที่ยังสนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์ นั้น ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากตน พร้อมทั้ง ส.ส. ในกลุ่มฯ ยังคงเหนียวแน่น ในการสนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่พลิกมาอยู่กับ พรรคเพื่อไทย แน่นอน ทั้งนี้ ตนก็อยากเห็นรายชื่อ ที่เซ็นชื่อ เหมือนกัน


นายวิเชียร เปิดเผยอีกว่า นอกจากนี้ ล่าสุดในช่วงเช้าของ วันที่ 8 ธ.ค.นั้น ได้บอกกับ ส.ส. ในกลุ่มว่า นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรค ประชาราช ก็จะมาอยู่กับเราด้วย


เผยยอด ส.ส. หนุน “มาร์ค” 242 เสียง


ขณะที่ นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า ขณะนี้ จำนวน ส.ส. ในการจัดตั้งรัฐบาล นิ่งแล้ว โดยอยู่ที่ 242 เสียง แต่ก็ยังมี แนวโน้มว่า จะมี ส.ส. เข้ามาสนับสนุน เพิ่มเติมอีก ซึ่งหลายคน ยังขอเวลา รอให้ทุกอย่างชัดเจน กว่านี้ เพราะหากเปิดตัวตอนนี้ จะโดนบี้ โดยทุกคน เห็นด้วยกับ แนวทางที่ต้องการให้ บ้านเมืองสงบ และประเทศเดินหน้า ต่อไปได้


แกนนำ เพื่อไทย แห่พบ “ป๋าเหนาะ” กัน ชิ่งซบ ปชป.


ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 14.30 น. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี นายอัศนี เชิดชัย ส.ส.สัดส่วน นางลินดา เชิดชัย ส.ส.นครราชสีมา สมาชิกพรรคเพื่อไทย ออกเดินทาง โดยรถตู้เพื่อไปพบ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ที่บ้านพัก เมืองย่านทองธานี

นายยงยุทธ ให้สัมภาษณ์ ก่อนออกเดินทางว่า วันนี้ ตนและ ส.ส.เพื่อไทย จะเดินทางไปเยี่ยม และร่วมทานข้าวกับ นายเสนาะ ซึ่งตนถือว่า นายเสนาะ เป็นหัวหน้า และผู้ใหญ่ ที่เคารพ

ส่วนการเดินทางไปครั้งนี้ จะเป็นการไปตรวจสอบ และขอคำมั่นให้ นายเสนาะ อยู่กับพรรคเพื่อไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ พลิกขั้วการเมือง ใช่หรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า คุยยุทธศาสตร์ภาพรวม ทั่วไป

ยกเก้าอี้ นายกฯ ผูกใจ “เสนาะ”


รายงานข่าวแจ้งว่า การไปพบ นายเสนาะ ครั้งนี้ เพื่อเป็นการยืนยัน เพราะมีกระแสข่าวว่า นายเสนาะ อาจจะเปลี่ยนใจ ไปจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับ พรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้น กลุ่มนายยงยุทธ จึงต้องไปยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมให้ พรรคเล็ก เช่น พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคประชาราช เสนอชื่อ บุคคล ที่จะเป็นนายกฯ ได้


โดยพรรคเพื่อไทย จะไม่เสนอชื่อ คนในพรรค เป็นนายกฯ ซึ่งล่าสุดที่มีการคุยกันนั้น ยังมีชื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองหัวหน้าพรรค เพื่อแผ่นดิน และ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรค รวมใจไทยชาติพัฒนา ด้วย แต่พรรคเพื่อไทย จะไปคุยเพื่อขอให้ นายเสนาะ เป็นนายกฯ

ด้านนายวิทยา กล่าวถึง กรณีที่มีกระแสข่าวว่า อาจจะมีการยุบสภาว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า ควรยึดมั่นใน ระบอบประชาธิปไตย การแก้ปัญหา ด้วยการยุบสภา จะเป็นทางออกสุดท้าย ถ้าเห็นว่า การเมืองไปไม่ได้แล้ว ก็จะต้องนำมาใช้

ส่วนการเมือง ที่เดินไปไม่ได้ เป็นเพราะเสียงการตั้งรัฐบาล ก้ำกึ่ง ใช่หรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็น เอกสิทธิ์ของ ส.ส. ที่จะเลือก ต่อไปนี้ คงต้องติดตามดู

เตรียมแผน ยุบสภา ดัดหลัง ส.ส.ทรยศ


แหล่งข่าวจาก พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตอนนี้รอเพียง ความชัดเจนเรื่อง จำนวน ส.ส. และรายชื่อ ที่จะอยู่กับ พรรคเพื่อไทย ว่าจะมีเท่าไร ซึ่งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการ เปิดประชุมสภา เพื่อเลือกนายกฯ นั้น จะมีความชัดเจนว่า หากพรรคเพื่อไทย มีเสียงไม่มากพอ ที่จะตั้งรัฐบาล ก็จะดำเนินการยุบสภา

ส่วนที่มีข้อสังเกตว่านายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่ แทนนายกฯ จะมีอำนาจหรือไม่ หรือจะไปเข้าข้าง ฝ่ายประชาธิปัตย์ หรือไม่นั้น แหล่งข่าวยืนยันว่า นายชวรัตน์ ยังอยู่ข้าง พรรคเพื่อไทย และเมื่อถึงเวลา ก็จะดำเนินการทันที

ส่วน ส.ส. อดีตพรรคพลังประชาชน ที่ไปเข้ากับ พรรคประชาธิปัตย์นั้น หากมีการยุบสภาแล้ว กลับเข้ามาอีกครั้ง พรรคเพื่อไทย ก็จะไม่รับ

สำหรับบรรยากาศ ความเคลื่อนไหวที่ พรรคเพื่อไทย ตลอดทั้งวันนั้น มี ส.ส. ทยอยเดินทางเข้ามา ยังที่ทำการพรรค อย่างต่อเนื่อง อาทิ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการ รมว.สาธารณสุข กลุ่มบ้านริมคลอง
นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รักษาการ รมช.มหาดไทย แกนนำ กลุ่มอีสานพัฒนา
นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา อดีตประธานวิปรัฐบาล
ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส. สัดส่วน
นายมามิตย์ จิตจันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน
นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลพล ส.ส.อุบลราชธานี และ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกรัฐบาล เป็นต้น

เพื่อหารือกับ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในการ จัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายัง ที่ทำการ พรรคเพื่อไทย ด้วย

อัด ปชป. อยากเป็นรัฐบาล จนตัวสั่น


นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี สมาชิกพรรคเพี่อไทย กล่าวว่า วันนี้มี ผู้ใหญ่ในพรรค และ ส.ส. เดินทางมาที่ พรรคเพื่อไทย เพื่อ วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ โดยยังมั่นใจว่า พรรคยังมีเสียงข้างมาก และสามารถ จัดตั้งรัฐบาลได้

แต่น่าแปลกใจที่ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพูดมาตลอดว่า ยึดหลักการนั้น ตามหลักแล้ว พรรคที่มีเสียงข้างมาก จึงจะสามารถ จัดตั้งรัฐบาล ได้ก่อน หากจัดตั้งไม่ได้ จึงเป็นโอกาสของ พรรคอันดับสอง ไม่ใช่อยากเป็นรัฐบาลมาก จนมาแย่งชิง จัดตั้งรัฐบาล อยากถามว่า ยึดหลักการนั้น หมายความว่า อะไร อย่างไรก็ตาม จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น ทุกอย่างยังมีเวลา ซึ่งอนาคต เราจะเป็นฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ก็พร้อม แต่ขอให้บ้านเมือง เดินไปได้

อ้าง “เพื่อนเนวิน” หลอกชาวบ้าน ว่ายังอยู่ เพื่อไทย


นายชูวิทย์ กล่าวด้วยว่า หลังจากที่มีข่าวว่า ส.ส. อดีตพรรคพลังประชาชน ย้ายไปสนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อตั้งรัฐบาล และให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี นั้น มีกระแสความไม่พอใจของ ชาวบ้านในพื้นที่ เป็นอย่างมาก โดยรู้สึกรับไม่ได้ กับการตัดสินใจ ของ ส.ส. เหล่านั้น

เพราะตอนนี้ ส.ส.ส่วนหนึ่ง ที่หันไปสนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์ ไปหลอกชาวบ้านว่า ไม่ย้ายไปไหน ยังอยู่ ถ้าชาวบ้าน รู้ความจริง เชื่อว่าจะลง พื้นที่ในเขตเลือกตั้ง ไม่ได้ ที่ผ่านมา ส.ส. บางคน ก็ถูกชาวบ้าน ไปล้อมบ้าน ปาอึ คงจะมีอีกหลายพื้นที่ ที่มีการเคลื่อนไหว เช่นนี้ และเชื่อว่า ในสัปดาห์หน้า จะวุ่นวายกว่านี้ จะมีประชาชนออกมา กดดัน หนักกว่านี้

ส.ส. หนองบัวลำภู คุย อยู่เพื่อไทย ไม่ต้องใช้เงิน ซื้อเสียง


นายไชยา พรหมมา ส.ส. หนองบัวลำภู อดีตสมาชิก กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า สาเหตุที่ ตนย้ายมาอยู่กับ พรรคเพื่อไทย นั้น ยืนยันว่า ตนเลือกที่ จะมาเอง ชาวบ้านเรียกร้อง ไม่มีใครไปเจรจา และไม่มีการต่อรอง โควตารัฐมนตรี 5 ต่อ1

เพราะวันนี้ พรรคต้องสร้าง การเมืองมิติใหม่ ต้องไม่ใช้โควตา ในการต่อรอง ไม่เช่นนั้น ก็จะเกิดการซื้อตัว ส.ส. ซึ่งตน ไม่ชอบอยู่แล้ว ตอนลงพื้นที่ ชาวบ้าน ต่างสอบถามว่า เมื่อไหร่จะไปสมัคร พรรคเพื่อไทย ซึ่งเหมือนเป็น การกดดันตัวเรา และ ตอนนี้ กระแสพรรคเพื่อไทย ก็มาแรงมาก คาดว่า หากมีการเลือกตั้ง เมื่อไหร่ ไม่ต้องใช้เงินเลย ใช้แค่เพียง ค่าป้ายโฆษณาหาเสียง ค่าน้ำมันรถหาเสียง เท่านั้น ไม่ต้องใช้ อย่างอื่นเลย และยังเชื่อว่า คนที่ย้ายไปพรรคอื่น จะสอบตก อย่างแน่นอน

เชื่อ “เพื่อนเนวิน” ไม่มี รีเทิร์น


นายไชยา กล่าวต่อว่า ในการหารือกับ กลุ่มเพื่อนเนวิน ก่อนหน้านี้ ตนได้สอบถามถึง แนวทาง ทางการเมืองว่า จะเดินต่อไปอย่างไร ซึ่ง นายเนวิน ชิดชอบ บอกว่า ให้รอไปก่อน ไม่ต้องรีบ ยังมีเวลาเหลือ ตั้ง 60 วัน ในการสังกัด พรรคการเมือง ซึ่งทำให้เรา กดดันทางการเมือง เพราะถูกตั้งคำถาม จากหลายฝ่าย ทั้งสื่อมวลชนและ ชาวบ้าน ถึงสาเหตุที่ ไม่มาอยู่กับ พรรคเพื่อไทย มีเรื่องผลประโยชน์ อะไรแอบแฝงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ส.ส. กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ออกไปอยู่กับ พรรคการเมืองอื่นนั้น หากมีการเลือกตั้ง จะกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ลำบาก อย่างแน่นอน เพราะ ประชาชนในพื้นที่ เขาอยากให้อยู่กับ พรรคเพื่อไทย เท่านั้น และเชื่อว่า คนที่ออกไปคงไม่กลับมาอยู่กับ พรรคเพื่อไทย อีกแล้ว

อ้างทหารบีบ เปลี่ยนขั้ว


“เท่าที่นั่งไล่รายชื่อ กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่อยู่กับพรรคการเมืองอื่นนั้น ขณะนี้เหลือ ไม่เกิน 12 คน อย่างแน่นอน ก็ยังแปลกใจกับ ตัวเลขก่อนหน้านี้ ที่บอกว่า ยังมีอยู่ตั้ง 30 คน เท่าที่สอบถาม ส.ส. ในกลุ่มเพื่อนเนวิน บางคน ก็บอกตรงๆ ว่า ที่ตัดสินใจทางการเมือง แบบนั้น เป็นเพราะ ทหาร เข้ามา มีส่วน แต่เป็นการ พัฒนารูปแบบ ไม่ใช่เหมือนเมื่อก่อน ที่เข้ามาแล้วทุบโต๊ะปั้ง จะเอา อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งรูปแบบใหม่ เป็นการพูดจา หว่านล้อม ชี้ให้เห็นถึง ผลเสีย หากพรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ซึ่งเป็นการพัฒนารูปแบบ ในการแทรกแซง” นายไชยา กล่าว


มั่นใจไม่ยุบสภา


นายไชยา กล่าวด้วยว่า ไม่กลัวว่า จะมีการยุบสภา เพราะวันนี้ ทำความเข้าใจ กับประชาชน ในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะยุบสภา ในเร็ววันหรือไม่ ต้องดู การตีความ การเป็นสมาชิกพรรค ว่าจะนับอย่างไร


ระหว่างการนับต่อเนื่องจากพรรค ที่ถูกยุบ หรือเริ่มนับใหม่ ในการมาสังกัดพรรคใหม่ หากเริ่มนับใหม่ การยุบสภา ก็คงต้องชะลอออกไป แต่แนวโน้ม คิดว่าน่าจะเป็นการนับแบบต่อเนื่อง


นอกจากนี้ ส่วนตัวเชื่อว่า นายชวรัตน์ ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย เพราะเท่าที่ดู นายชวรัตน์ ก็วางตัวดี และเชื่อว่าคงไม่ฟัง ลูกชาย จนไม่คำนึงถึง ความถูกต้อง ส่วนอำนาจ ในการยุบสภานั้น คงต้องรอดูอีกครั้ง ในการตีความทางกฎหมาย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 8 ธันวาคม 2551 18:27 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000144735


พิมพ์ ข่าวนี้ ขั้ว ปชป. เริ่มนิ่งตุน 242 เสียงกลุ่ม “เพื่อนเนวิน” ยันหนุน ตั้งรัฐบาล

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“เหลิม” หอบ ส.ส.แถลงโชว์ ยังเหนียวแน่น “เพื่อไทย” ฟุ้งมียอด ส.ส.ในมือ 220

ที่ทำการ พรรคเพื่ภ??ทย ร.ต.ฮเฉลิม ภ??ู่บำรุง สมาชิกพรรคเพื่ภ??ทย แถลง

ที่ทำการ พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลง


“เหลิม” โว “เพื่อนเนวิน” เหนียวแน่น “เพื่อแม้ว” ปิดปากทหาร หนุน ปชป.


“เหลิม” หอบ ส.ส.แถลงโชว์ ยังเหนียวแน่น “เพื่อไทย” ฟุ้งมียอด ส.ส.ในมือ 220 และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เผย กลุ่มเพื่อเนวิน ถูก ปชช.ในพื้นที่กดดันจริง เลยต้องหนีกลับ ขณะที่กองเชียร์ หวั่นอดตั้ง รบ.เสียงอ่อยให้รอดูวันโหวตเลือกนายกฯในสภา ยังเชื่อเป็นแกนนำตั้ง รบ.ขณะเดียวกัน แหยงไม่กล้าพูดทหารหนุน ปชป.จัดตั้ง รบ.


วันนี้ (8 ธ.ค.) เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำการ พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า วันนี้ผู้สื่อข่าวนั่งทำข่าว ที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งจะเป็นแกนนำ จัดตั้งรัฐบาล ตนทราบว่า พี่น้องของตน มีความทุกข์ เพราะได้รับโทรศัพท์ จากประชาชน ในพื้นที่ เนื่องจาก ตอนนี้บางพรรค นำรายชื่อและ ตำแหน่ง ส.ส. พรรคพลังประชาชน ไปอ้างชื่อ ซึ่ง ส.ส.เหล่านั้นที่อ้างชื่อ ก็มาอยู่ที่นี่ เช่น


นางบุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์
นายนิพนธ์ ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์
นายพีรเพชร ศิริกุล ส.ส.กาฬสินธุ์
นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์
นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ ส.ส.กาฬสินธุ์
นายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู
นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู
นายวิชัย สามิตร ส.ส.หนองบัวลำภู
นายอนันต์ ศรีพันธุ์ ส.ส.อุดรธานี และ พวกอีก 7 คน ที่ยังไม่ขอเปิดเผยชื่อ รวมทั้ง


พลเอก สมชาย พิษณุวงศ์ ส.ส.กาญจนบุรี ก็ย้ายมา ตามปกติหลัง พรรคพลังประชาชน โดนยุบด้วย ดังนั้น ทั้งหมดนี้ จึงขอมาคลายทุกข์ ว่า ไม่ไปไหน มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ต้น ขู่ ชาวบ้านกดดัน


“ทั้งหมดนี้ ยอมรับว่า เป็นเพื่อนของ กลุ่มเพื่อนเนวินจริง แต่วันนี้มาอยู่ พรรคเพื่อไทย และทราบว่า ประชาชนในอีสาน จะเคลื่อนไป บ้านของ ส.ส. เหล่านั้น แล้ว อีกไม่กี่วันไม่กี่ชั่วโมงนี้ จะมีของใหม่ คือ ส.ส.พรรคอื่น จะมาอยู่ที่นี่” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว


ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวต่อว่า พรรคของเราเมื่อรวมกัน จะแข็งแกร่ง เป็นปึกแผ่น ขอฝากไปถึง พรรคประชาธิปัตย์ ว่า อย่าประดิษฐ์คำพูดว่า พรรคเพื่อไทย ไปดูดไปดึง


ส.ส. คนพวกนี้เป็นพวก ของตนทั้งนั้น แต่พรรคประชาธิปัตย์ มาแซะเอาไป พรรคเพื่อไทย ก็เอาคืน และขอบคุณที่ พรรคประชาธิปัตย์ ไปยื่น เปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญแล้ว พวกตนจะไม่ไป ยื่นขอเปิดประชุม เพราะจะซ้ำซ้อน ตอนนี้ พรรคเพื่อไทย มี ส.ส. 220 คน และยังคิดว่า พรรคพวก จะกลับมาที่นี่เรื่อยๆ แม้จะมาช้า แต่ก็ไม่ไปไหน เชื่อตั้งรัฐบาลได้แน่


ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ เดินสายล็อบบี้ แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เพื่อเชิญให้ไปร่วม จัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทย อาจต้องเป็นฝ่ายค้าน ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของพวกเขา อย่าไปต่อว่า การเดินสายนั้น ไม่ได้เสียง และพรรคนี้ไม่จำเป็น ต้องเดินสาย ก็ได้เสียง ส่วนหาก พรรคมั่นใจ ว่ามีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ทำไมไม่เปิดเผย ให้สังคมรับรู้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า รอดูเวลาโหวต พูดไปก่อน จะเสียของ สุดท้ายแล้ว ตนมั่นใจว่า พรรคจะเป็นแกนนำ จัดตั้งรัฐบาลได้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าวนั้น บรรดากองเชียร์ พรรคเพื่อไทย ที่เข้ามาฟัง การแถลงข่าวด้วยนั้น ได้มีการสอบถาม ร.ต.อ. เฉลิม เกี่ยวกับ การจัดตั้งรัฐบาล ด้วยว่ามั่นใจหรือไม่ โดย ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า ต้องรอวันโหวต เลือกนายกฯ


ส่วนรายชื่อนายกฯ นั้น ก็ไม่ต้องมาจาก พรรคเพื่อไทย ก็ได้ พรรคร่วม สามารถเสนอชื่อได้เลย แต่เวลาโหวตนั้น ชนะหรือแพ้ ยังไม่ทราบ ส่วนข้อกังวลว่า พรรคเพื่อไทย อาจแพ้โหวต เพราะ ส.ส.ไม่พอนั้น เชื่อว่า สุดท้ายแล้ว กลุ่มเพื่อนแนวิน จะมาอยู่ที่นี่


นอกจากนี้ บรรดากองเชียร์ ยังสอบถามด้วยว่า ปัญหาการเมือง ตอนนี้มาจาก กองทัพ และ อดีต คมช. ล็อบบี้ พรรคร่วมรัฐบาล ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า ทหารไม่เกี่ยวกับการเมือง อย่าไปพูดถึง ขณะเดียวกัน เชื่อว่า การกลับมาของ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ก็ไม่เกี่ยวข้อง กับการเมือง เช่นกัน

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 8 ธันวาคม 2551 17:44 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000144699


พิมพ์ ข่าวนี้ “เหลิม” โว “เพื่อนเนวิน” เหนียวแน่น “เพื่อแม้ว” ปิดปากทหาร หนุน ปชป.

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 7, 2008

สุเทพ แสดงท่าทีมั่นใจว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ไม่น่าจะมีการพลิกขั้วอีก


“มาร์ค” อารมณ์ดี ขอบคุณทุกก๊วน หนุนตั้ง รบ.
ลั่นเร่งสมานฉันท์-กู้ความเชื่อมั่น

551000015517903


ปชป.คึกคัก ดูด “ตระกูลม่วงศิริ” ้เข้าพรรคได้สำเร็จ “สุเทพ” ปัดข่าวซื้อตัว ยัน เจ้าตัวเดินมาเอง “อภิสิทธิ์” เผย ภารกิจแรก สร้างสมานฉันท์ กู้ความเชื่อมั่น กลับมาด่วน พร้อมยอมเปลืองตัว หากส่วนรวมได้กำไร ปัดข่าวชู “ชวน” ขึ้นทาบเก้าอี้นายกฯ ขณะเดียวกัน ขอบคุณ และเชิญชวนเพื่อน ส.ส. ทุกพรรค จับมือจัดตั้งรบ.


วันนี้ (7 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ พรรคประชาธิปัตย์ ตลอดทั้งวัน เป็นไปอย่างคึกคัก มีแกนนำระดับผู้ประสานงาน จัดตั้งรัฐบาล เข้าหารือ กันที่ร้านกาแฟของ พรรค นำทีมโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.สัดส่วน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง โดย นายสุเทพได้ติดต่อ พูดคุยทางทรศัพท์ตลอดเวลา

ต่อมาเวลา 13.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทาง ตามเข้ามาสมทบ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วย ความชื่มมื่น แกนนำแต่ละคน ยิ้มแย้มแจ่มใส โดย นายสุเทพ แสดงท่าทีมั่นใจว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ไม่น่าจะมีการพลิกขั้วอีก

กระทั่งเวลา 14.00 น. นายสากล ม่วงศิริ ส.ส.กทม. อดีตพรรคพลังประชาชน ได้นำน้องชาย ซึ่งเป็น ส.ก.และ ส.ข. เข้ามาสมัครเป็น สมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ โดยมี นายสุเทพ คอยให้การต้อนรับ พร้อมกับ สวมเสื้อแจ๊กเก็ตสีชมพู ของพรรคให้กับ นายสากล และ ลูกทีม โดย นายอภิสิทธิ์ ตามเข้ามาสมทบ พร้อมกับกล่าวต้อนรับ สมาชิกพรรคใหม่ ทั้ง 3 คน

ด้าน นายสุเทพ กล่าวว่า เห็นแล้วว่า ทั้ง 3 คน เดินทาง มาสมัครเป็น สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยตนเอง ไม่ได้มีการเรียกร้องอะไร จึงไม่ต้องไป ลือกันอีกว่า ถูกพรรคประชาธิปัตย์ ซื้อตัวมา สำหรับ นายสากล เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่มีเพื่อนอยู่ใน พรรคประชาธิปัตย์ หลายคน ซึ่งได้มีการ พูดคุยกันมาตลอด จึงขอต้อนรับ ด้วยความยินดี

ขณะที่ นายสากล ยืนยันว่า ที่มาสมัครเป็น สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ครั้งนี้ ไม่มีเรื่อง ผลประโยชน์เงินทองใดๆ มาเกี่ยวข้อง


ด้าน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังมี ส.ส.อีกหลายคน ที่มีการพูดคุยกัน แต่เราเข้าใจว่า การตัดสินใจย้ายพรรค เป็นเรื่องใหญ่ ต้องให้เวลา ตนอยากให้ เขามั่นใจว่า เมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้ว จะได้ร่วมอุดมการณ์กัน ตลอดไป ขณะนี้ ส.ส. ที่ถูกยุบพรรค ที่ไม่มีสังกัด มีสิทธิ์ ที่จะตัดสินใจ

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้ยื่นเงื่อนไขว่า จะมาร่วมงานด้วย แต่ต้องให้ นายชวน หลีกภัย ประธาน สภาที่ปรึกษา พรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เคยได้ยิน เรื่องเงื่อนไขนี้มาก่อน เมื่อถามย้ำว่า หากเป็นเรื่องจริง พร้อมจะหลีกทางให้ นายชวน หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ยังคงกล่าวย้ำว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้

เมื่อถามว่า มั่นใจว่า จะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณ เพื่อน ส.ส. พรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่แสดง เจตนารมณ์สนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์ กระบวนการต่อจากนี้ เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ ที่ต้องเสนอ เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อลงมติ เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งตนและพรรคประชาธิปัตย์ มีความมุ่งมั่น จะแก้ปัญหาบ้านเมือง ให้ดีที่สุด

หากเพื่อน ส.ส. เห็นความตั้งใจของเรา ว่า สามารถทำงาน แก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ ก็ขอเชิญชวนให้ มาร่วมทำงานที่ใหญ่และหนัก เพื่อให้ประเทศ มีความสามัคคี และเรียกความเชื่อมั่น กลับคืนมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกกดดันกับ ความคาดหวัง ของประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า เรื่องนี้มองได้ 2 แง่ คือ ด้านหนึ่ง รู้สึกลำบากใจ เพราะรู้ดีว่า อยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ แต่อีกแง่หนึ่ง จะเป็นพลังที่จะต้อง ทำงานอย่างจริงจัง ทำให้นักการเมืองและพรรคการเมือง ต้องฟังแรงกดดันจากสังคม ส่วนที่มองว่า จะเป็นเรื่องของ ทุกข์ลาภนั้น ตนไม่ได้มองถึงเรื่อง กำไรหรือขาดทุน

หาก ส.ส. ที่มาร่วมงานกับเรา เห็นว่าเหมาะสม ก็เป็นหน้าที่ของเรา ที่จะต้องทำอย่างเต็มที่ ถึงแม้ส่วนตัว เราจะขาดทุน แต่หากส่วนรวม ได้กำไร เราก็พร้อม หากตั้งรัฐบาลสำเร็จ จะเป็นงานที่หนักมาก หนักกว่า วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นวิกฤตทั้ง ภายในและภายนอกประเทศ รวมถึง ปัญหาการเมือง ที่สับสนวุ่นวาย มาหลายปี

ต่อข้อถามว่า หากได้เป็นรัฐบาล จะเริ่มต้นทำอะไรเป็น อันดับแรก เพื่อการแก้ปัญหาประเทศ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ใครมาเป็นรัฐบาล สิ่งแรก ต้องเริ่มต้นแก้ไขในเรื่อง ความสามัคคีของคนในชาติ สร้างความเข้าใจให้กับสังคม รวมถึง แก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศ เรียกความเชื่อมั่น จากต่างชาติ กลับคืนมา เพราะเรื่องการท่องเที่ยว ถือเป็นรายได้หลัก และเกียรติภูมิของประเทศ จะต้องกลับคืนมา เราต้องไม่ถูกตั้งคำถาม เรื่องการเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมอาเซียนซัมมิต อีก

“รัฐบาลจะอยู่ยาวหรือไม่ อยู่ที่การทำงาน หากเราสร้างความเชื่อมั่น ให้เกิดขึ้นได้ ประชาชน ก็จะให้โอกาส แต่ถ้าเราไม่สามารถ แก้ปัญหาได้ ก็จะเป็น ตัวกำหนดอายุของ รัฐบาลเอง”


ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทย ยังคงประกาศสู้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงต้องฟังจาก พรรคการเมืองและ กลุ่มการเมือง ที่จะร่วมรัฐบาล เมื่อถามว่า พร้อมจะเป็น นายกฯหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่มีสีหน้ายิ้มแย้ม อารมณ์ดี

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 7 ธันวาคม 2551 18:01 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000144254


พิมพ์ ข่าวนี้ “มาร์ค” อารมณ์ดี ขอบคุณทุกก๊วน หนุนตั้ง รบ.ลั่นเร่งสมานฉันท์-กู้ความเชื่อมั่น

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 3, 2008

“อภิชาต” ชี้ ส.ส.สัดส่วน ส่อมีปัญหา เตือนหากร่วมโหวตนายกฯ อาจเป็นโมฆะ แนะ ตีความก่อน

นายภ??ิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการ การเลืภ??ตั้ง (กกต.)

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.)


“อภิชาต” ชี้ ส.ส.สัดส่วน ย้ายพรรคส่อวุ่น –
แนะตีความ ก่อนโหวต นายกฯ


กกต.เร่งทำความชัดเจน จำนวน กก.บห.พรรค ที่ถูกตัดสิทธิ์ เน้นยึด ตามวันที่กระทำผิด “อภิชาต” ชี้ ส.ส.สัดส่วน ส่อมีปัญหา หากย้ายไปพรรค ที่ตั้งขึ้นใหม่ เหตุไม่เคยส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง มาก่อน เตือนหากร่วมโหวตนายกฯ อาจเป็นโมฆะ แนะ ตีความก่อน


นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยภาย หลังการประชุม กกต. วันนี้ (3 ธ.ค.) ว่า ที่ประชุมได้พูดถึง ปัญหา รายชื่อผู้ที่เป็น กรรมการบริหารพรรคการเมือง 3 พรรค ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์

เนื่องจาก คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ระบุชื่อ เป็นรายบุคคล ที่ขณะนี้ยังมีปัญหาไม่ชัดอยู่ ประมาณ 10 คน ดังนั้น กกต. จะต้องพิจารณา ให้ชัดเจน โดยจะประสานกับ ทางอัยการสูงสุด และสภาผู้แทนราษฎร ถึงจำนวน และ รายชื่อ โดยกรรมการบริหารพรรค ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ จะต้องเป็น กรรมการพรรค ในวันที่กระทำผิด ซึ่ง กกต. เสนอไปจำนวน 40 คน

เข้าใจว่า อัยการจะเสนอไปอีกฉบับ ที่ไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม จะยึดในวันที่ กรรมการบริหารพรรค กระทำผิด ทั้งนี้ คาดว่า จะได้ความชัดเจน ในวันที่ 4 ธันวาคมนี้ และจะเสนอให้ ครม. พิจารณา ร่างพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ในวันที่ 8 หรือ 9 ธันวาคมนี้

นายอภิชาต กล่าวถึง การเลื่อนลำดับ ส.ส.สัดส่วน แทน ส.ส.ที่ลาออกไป ก่อนหน้านี้ ว่า ในส่วนของ ผู้ที่ได้ลาออก และมีการดำเนินการไปแล้ว ก่อนที่ ศาลจะมีคำสั่งยุบพรรค ก็ถือว่ามีสิทธิ์เป็น ส.ส.สัดส่วน อยู่ แต่ถ้ายังไม่ได้เลื่อนลำดับ หรือลาออก ในขณะที่ มีคำวินิจฉัย ออกมา ก็ถือว่า หมดสภาพ การเป็น ส.ส. สัดส่วน และไม่สามารถเลื่อนลำดับขึ้นมา แทนกันได้ ซึ่งในจำนวนนี้มี 4 คน เป็น ส.ส. สัดส่วนพรรคชาติไทย 1 คน และ พลังประชาชน 3 คน


ประธาน กกต.ยอมรับว่า ยังมีปัญหาที่เกิดจาก ความไม่ชัดเจน อีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณี ส.ส.สัดส่วน ของอดีต พรรคพลังประชาชน จะย้ายไป สังกัดพรรคเพื่อไทย ที่อาจจะ ไม่สามารถย้ายไปได้ เนื่องจาก ในการเลือกตั้ง ครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย ไม่ได้ส่ง ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วน การย้าย ต้องย้ายไปพรรคที่ส่ง ส.ส.สัดส่วน เท่านั้น


เมื่อถามว่า ในระหว่างนี้ที่ ส.ส.ยังไม่สามารถหา พรรคสังกัดได้ จะสามารถร่วมประชุมสภา เพื่อโหวต เลือกนายกรัฐมนตรี ได้หรือไม่ นายอภิชาต กล่าวว่า เรื่องดังกล่าว เป็นหน้าที่ของสภา ที่จะพิจารณา เพราะเป็นปัญหา ในเรื่องข้อกฎหมาย

แต่หากกลัว ส.ส. ที่ยังไม่มีสังกัด เข้าประชุม เลือกนายกฯ จะเป็นโมฆะ ก็ให้เสนอ เรื่องดังกล่าวให้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณา ซึ่งเรื่องนี้เป็น ปัญหา จากช่องโหว่ ของกฎหมาย ที่ผู้ร่าง ไม่ได้คำนึงถึงว่า จะเกิดขึ้น

นายอภิชาต ยังกล่าวว่า ในการเลือกตั้งซ่อม จะมีจำนวน ส.ส. 29 คน 26 เขต ใน 22 จังหวัด โดยจะเป็น กทม.1 เขต ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหา หาก กกต. จะกำหนดให้ วันเลือกตั้งซ่อม เป็นวันที่ 11 มกราคม ที่จะตรงกับ วันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

“สมชัย” ชี้ ส.ส.สัดส่วน พรรคถูกยุบ คงสภาพอยู่


อย่างไรก็ตาม นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการสืบสวนสอบสวน และวินิจฉัย กล่าวว่า กรณี ที่มีการบอกว่า การเลือกตั้ง ส.ส. สัดส่วน คือการเลือกพรรคแล้ว เมื่อพรรคถูกยุบ ก็สิ้นสภาพไปตามพรรค ด้วยนั้น ตนเห็นว่า ในการเลือกตั้ง ส.ส.สัดส่วน ก็คือ การเลือกตั้ง ทั้งคนและพรรค ด้วยเหมือนกับ กรณีการเลือกตั้ง ส.ส.เขต ก็เลือกคนและพรรค แม้จะมีการถกเถียงกันมาก การแปลความกฎหมาย ต้องแปลให้ มันใช้ได้

ทั้งนี้ กกต.ไม่ได้เป็นเจ้าภาพ ในการแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะเป็นหน้าที่ ของสภา ส่วนจะ ย้ายพรรคได้หรือไม่นั้น ตนเห็นว่า เมื่อได้รับการเลือกตั้ง เป็น ส.ส. เรื่องก็จบแล้ว เป็นผู้แทนปวงชนแล้ว ไม่ใช่เป็น ส.ส. ของคนใดคนหนึ่ง เพราะกฎหมายเขียนว่า ส.ส. เป็นผู้แทนปวงชน

ดังนั้น เลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว มีกฎหมายตรงไหน เขียนบอกว่า สถานภาพของ ส.ส.สัดส่วนหมดไป เพราะประชาชน ได้เลือกเขาไปแล้ว ซึ่งก็ควรจะ ย้ายพรรค ได้ ในกรณีของ ส.ส.สัดส่วน สำหรับพรรคการเมือง ที่ถูกยุบ

เมื่อถามว่า กรณีส.ส.สัดส่วน ที่เป็นกรรมการบริหารพรรค และไม่ได้ลาออก ก่อนศาลมีคำสั่ง ให้ยุบพรรค จะทำให้สิ้นสภาพ การเป็นส.ส.หรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า น่าจะสิ้นสภาพ ไปด้วย เพราะความเป็น ส.ส.สัดส่วน ของกรรมการบริหารพรรค ต้องสิ้นไป ตามพรรคที่ถูกยุบ อีกทั้ง ส.ส. สัดส่วน ที่เป็นกรรมการบริหาร ในกรณีนี้ ก็ไม่ได้ลาออก ก่อนศาลมีคำสั่ง ให้ยุบพรรคด้วย

ดังนั้น ต้องให้คงเหลือส.ส.เท่าที่มีอยู่ โดยไม่ต้องมีการเลื่อนลำดับขึ้นมา แทน ส.ส. สัดส่วน ที่เป็นกรรมการบริหารพรรค แล้วไม่ได้ลาออก โดยจะ ทำให้ ส.ส.ไม่ครบ จำนวน 480 คน ในสภา

เมื่อถามว่า หาก ส.ส.สัดส่วน ที่เป็นกรรมการบริหารพรรค ลาออกก่อนหน้านี้แล้ว ทางสภายังไม่ได้รับรอง เป็นทางการ จะมีผลกระทบ หรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า น่าจะไม่มีปัญหา หากมีการลงประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา แล้ว

ส่วนจะมีปัญหาหรือไม่ หากรับรองไม่ทันนั้น รู้สึกว่าไม่น่าจะมี เพราะว่า พรรคพลังประชาชน ส.ส.สัดส่วน ลำดับสุดท้าย ที่ลาออกก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช โดยพรรคพลังประชาชน ได้เตรียมการรองรับไว้แล้ว จึงลาออกก่อนล่วงหน้า ก็ถือว่า ส.ส.สัดส่วน ที่เหลืออยู่ ก็ยังคงสถานภาพ

เมื่อถามว่า จะต้องมีการตีความ ในปัญหาของ ส.ส.สัดส่วน สำหรับพรรค ถูกยุบหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ก็แล้วแต่ อยากจะตีความก็ตีไป เพราะท้าย ที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญ จะเป็นผู้ตีความ

แต่ตนคิดว่า ทำไมจะต้อง ทำเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วย ทั้งที่ไม่ควรสร้างปัญหาขึ้นมา ส่วนกรณี การลงมติเลือก นายกฯ นั้น ส.ส. ที่ไม่ยังไม่มีพรรคสังกัด ก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ การเป็นส.ส. ในสภาต่อไปได้ แต่จะต้องหาพรรค ให้ได้ภายใน 60 วัน และกฎหมาย ก็ไม่ได้บัญญัติห้าม ในกรณีนี้ด้วย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 3 ธันวาคม 2551 20:09 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000143161


พิมพ์ ข่าวนี้ “อภิชาต” ชี้ ส.ส.สัดส่วนย้ายพรรคส่อวุ่น-แนะตีความก่อนโหวตนายกฯ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 2, 2008

ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี


หลังจาก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยตัดสิน ยุบ พรรคพลังประชาชน มัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของกรรมการบริหารพรรค ทั้ง 3 พรรค จากการตรวจสอบ ข้อมูลพบว่า คณะกรรมการบริหารของ ทั้งสามพรรคการเมือง ขณะที่ถูกกล่าวหาว่า กระทำผิด (วันเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550) มีอยู่ทั้งสิ้น 109 คน แบ่งเป็น


พรรคพลังประชาชน 37 คน
พรรคชาติไทย 43 คน และ
พรรคมัชฌิมาธิปไตย 29 คน


โดยรายชื่อ คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ทั้งสามพรรค ขณะที่ถูกกล่าวหาว่า กระทำผิด พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550


คณะกรรมการบริหารพรรค พลังประชาชน 37 คน ดังนี้

1. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค

รองหัวหน้าพรรค ประกอบด้วย
2. นายยงยุทธ ติยะไพรัช (ศาลฎีกา มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพราะทุจริตการเลือกตั้ง และเป็นเหตุให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่อง ให้ ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรค)
3. พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว
4. นายไชยา สะสมทรัพย์
5. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
6. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์
7. พลเอก เรืองโรจน์ มหาศรานนท์
8. นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์
9. นายประสงค์ บูรณ์พงศ์
10. นางสาวสุภาพร เทียนแก้ว
11. นายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล

12. นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค
13. นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รองเลขาธิการพรรค
14. นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรค
15. นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองเลขาธิการพรรค
16. นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรค
17. นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เหรัญญิกพรรค
18. ร้อยโท กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค

กรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย

19. นายสุธา ชันแสง
20. นายศรีเมือง เจริญศิริ
21. นายมงคล กิมสูนจันทร์
22. พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์
23. นายทรงศักดิ์ ทองศรี
24. นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ
25. นายนิสิต สินธุไพร
26. นายธีระชัย แสนแก้ว
27. นายวีระพล อดิเรกสาร (ลาออก31 ต.ค.50)
28. นายสุทิน คลังแสง
29. นายอิทธิ ศิริลัทธยากร
30. นายกิตติกร โล่ห์สุนทร
31. นายบุญลือ ประเสริฐโสภา
32. นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ (ลาออก 18 ต.ค.50)
33. นายมาลินี ภูตาสืบ
34. นางสาวปิยะรัตน์ เทียนแก้ว
35. นางสาวศรัญญา แสงวิมา
36. นางสาวมนัสปรียา ภูตาสืบ
37. นางสาวกาญจน์ณิชา แต้มดี


คณะกรรมการบริหารพรรค พรรคชาติไทย มี 43 คน ดังนี้

1. นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค
รองหัวหน้าพรรค ประกอบด้วย
2. นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล
3. นายวินัย วิริยกิจจา
4. นายจองชัย เที่ยงธรรม
5. นายอนุรักษ์ จุรีมาศ
6. นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา
7. นายนิกร จำนง
8. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์
9. นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์

10. นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค
11. นายเกษม สรศักดิ์เกษม รองเลขาธิการพรรค
12. นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รองเลขาธิการพรรค
13. นางสาวจนิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ รองเลขาธิการพรรค และโฆษกพรรค
14. นายนพดล พลเสน รองเลขาธิการพรรค
15. นายมณเฑียร สงห์ประชา รองเลขาธิการพรรค (ถูก กกต.เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)
16. นายธรรมา ปิ่นสุกาญจนะ เหรัญญิกพรรค

กรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย
17. นายกมล จิระพันธุ์วาณิช
18. นายกูเฮง ยาวอหะซัน
19. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
20. นายธีรพันธ์ วีระยุทธวัฒนะ
21. นางบุปผา อังกินันท์
22. นายบัณฑูรย์ เกียรติก้องชูชัย
23. นายปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์
24. นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์
25. นางสาวปอรรัชม์ ยอดเณร
26. นายมงคล โค้ววัฒนะวงษ์รักษ์
27. นายยุทธนา โพธสุธน
28. นายรัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์
29. นายวราวุธ ศิลปอาชา
30. นายวิพัฒน์ คงมาลัย
31. นายวิรัช พิมพะนิตย์
32. นายวิชิต แย้มบุญเรือง
33. นายศักดิ์ชัย จินตะเวช
34. นายสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง
35. นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร
36. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
37. นายสมชาย ไทยทัน
38. นางสาวสุภัตรา วิมลสมบัติ
39. นายเอกพจน์ ปานแย้ม
40. นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล
41. นายอมร อนันตชัย
42. นายกฤชชัย มรรคยาธร
43. นายเสมอกัน เที่ยงธรรม


คณะกรรมการบริหาร พรรคมัชฌิมาธิปไตย 29 คน
1. นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรค

รองหัวหน้าพรรค ประกอบด้วย
2. นายประมวล เลี่ยวไพรัตน์
3. นายสุนทร วิลาวัลย์ (ถูก กกต.เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)
4. พลตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย
5. พันตำรวจโท บรรยิน ตั้งภากรณ์
6. นายประดุจ มั่นหมาย
7. นายการุณ ใสงาม
8. นายธนพร ศรียากูล นายทะเบียนสมาชิกพรรค
9. นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา

10. นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค
11. นายมนู มณีวัฒนา รองเลขาธิการพรรค
12. ร้อยเอก รชฏ พิสิษฐบรรณกร รองเลขาธิการพรรค
13. นายสมบูรณ์ ทองบุราณ รองเลขาธิการพรรค
14. นายสุวิช ชมพูนุทจินดา รองเลขาธิการพรรค
15. นายศิลปิน บูรณศิลปิน เหรัญญิกพรรค
16. นายณรงค์ พิริยอเนก โฆษกพรรค
17. นายสมพร หลงจิ รองโฆษกพรรค
18. นายศุภพรพงศ์ ชวนบุญ รองโฆษกพรรค
19. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รองโฆษกพรรค

กรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย
20. พันตำรวจเอก สุเทพ สัตถาผล
21. นายชุมพร ขุณิกากรณ์
22. นายเมธี ฉัตรจินดารัตน์
23. นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
24. นายคำนวณ เหมาะประสิทธิ์
25. นายกฤษฎา สัจจกุล
26. นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ
27. นายนาวิน ขันธหิรัญ
28. นางบุษบา ยอดบางเตย
29. นายดิษฐ์อัชพณ สูตรสุคนธ์

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 2 ธันวาคม 2551 13:15 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000142370


พิมพ์ ข่าวนี้ เปิดชื่อ 109 กก.บริหาร “พปช.-ชาติไทย-มัชฌิมาฯ” ถูกยุบ-เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย 9-0 ให้ ยุบพรรค พลังประชาชน มัชฌิมาธิปไตย และ 8-1 ชาติไทย


รายละเอียด ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบ
“พลังประชาชน” “มัชฌิมาธิปไตย” “ชาติไทย”

เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ เอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ตัดสินยุบพรรค พลังประชาชน และ ให้ ตัดสิทธิ์ทางการเมือง ของ กรรมการบริหารพรรค 37 คนๆละ 5 ปี


12.44 น. ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ตัดสินให้ ยุบพรรค มัชฌิมาธิปไตย และ ตัดสิทธิ์ทางการเมือง ของ กรรมการบริหารพรรค คนๆละ 5 ปี


13.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย มีมติ 8 ต่อ 1 ตัดสินให้ ยุบพรรค ชาติไทย และ ตัดสิทธิ์ทางการเมือง ของ กรรมการบริหารพรรค คนๆละ 5 ปี

คาดว่า กกต. จะไม่สามารถ ให้ การรับรอง สส.สัดส่วน ที่คิดจะย้ายพรรค ของพรรคที่ถูกยุบ เพราะผิดเจตุจำนงค์ ของรัฐธรรมนูญ เพราะคนไม่ได้กาให้ พรรค ที่ตั้งใหม่

ล่าสุดเมื่อเวลา 18.40 น. ณ บ้านพระอาทิตย์ แกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้อ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 27 มีมติ ให้ยุติการชุมนุม ทั้ง ที่สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ และคืนพิ้นที่ให้ ในวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ภายในเวลา 10.00 น.

เราขอแสดงความยินดี กับเพื่อนๆ พันธมิตรฯ ทุกๆ ท่าน ด้วยความจริงใจ ถึงแม้ว่า ชัยชนะของเพื่อนๆ พันธมิตรฯ จะต้องแลกด้วยชีวิต เพื่อนเราถึง 7 คน และมีผู้บาดเจ็บ อีกกว่า 500 คน

แต่เราเชื่อว่า ภาระกิจของ พันธมิตรฯ ยังไม่จบ ต้องรวมพลัง รวมใจให้เป็นหนึี่งเดียว ตลอดไป และต่อต้าน นักการเมืองเลวๆ ไม่ให้กลับมา มีอำนาจ อีกต่อไป เพื่อการเมืองใหม่ ที่แท้จริง ในอนาคตอันใกล้นี้ เราหวังเช่นนั้นจริงๆ

และพร้อมจะเป็น หนึ่งเสียง หนึ่งพลัง ของพันธมิตรฯ ตลอดไป เห็นภาพเพื่อนๆ พันธมิตรฯ ที่สนามบินสุวรรณภูิม ิโห่ร้องแสดงความดีใจ

เราเอง ก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่เหมือนกัน พอนึกถึง ความยากลำบาก ของเพื่อนๆ พันธมิตรฯ ทุกคน ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา



ศาล รธน. มติเอกฉันท์! สั่งยุบ “พปช.” ตัดสิทธิ กก.บห. 5 ปี – “ชายอำมหิต” หลุดเก้าอี้


ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวิจิฉัย โดยมีมติ 9 ต่อ 0 สั่งยุบพรรคพลังประชาชน พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร 5 ปี ล่าสุด ยุบพรรคมัชฌิมาฯ และพรรคชาติไทย พร้อมตัดสิทธิ กก.บห.พรรค 5 ปี เช่นกัน


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย ตัดสินคดียุบพรรค พลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัฌชิมาธิปไตย
คลิกที่นี่ เพื่อชม ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย ตัดสินคดียุบพรรค พลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัฌชิมาธิปไตย (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย ตัดสินคดียุบพรรค พลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัฌชิมาธิปไตย (256 K)

จาก manager multimedia


คลิกที่นี่ เพื่อดาวน์โหลด ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย ตัดสินคดียุบพรรค พลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัฌชิมาธิปไตย


เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 ธ.ค. ที่ศาลปกครองกลาง นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกอ่านคำวินิจฉัย ในคดีที่ อัยการสูงสุด ยื่นคำร้อง ขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัย ยุบพรรคพลังประชาชน ว่า


การทำงานของศาล เป็นอิสระไม่มีการแทรกแซง หรือกดดันศาล ซึ่งศาลจะวินิจฉัย ตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติเอาไว้ และใน สถานการณ์บ้านเมือง ที่เป็นเช่นนี้ คำวินิจฉัยของ ศาลย่อมจะส่งผลให้มี ผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ก็ขอให้ ทุกฝ่ายเชื่อมั่น และยอมรับ คำวินิจฉัย ตามระบอบ การปกครองโดยกฎหมาย


ประเด็นที่จะวินิจฉัยมี สามประเด็น


ประเด็นที่ 1. คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ซึ่ง ส.ว. หรือไม่ ประเด็นที่ 2. มีเหตุสมควรให้ ยุบพรรคที่ถูกร้องหรือไม่
ประเด็นที่ 3. หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ที่ถูกยุบ ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือไม่


รัฐธรรมนูญ 50 มีเจตนารมณ์ให้ การเลือกตั้ง สุจริตและ เที่ยงธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีบทบัญญัติ ป้องกันการทุจริต ห้ามให้ทรัพย์สิน หรือซื้อเสียง เพื่อให้นักการเมือง ได้รับการเลือกตั้ง อันเป็นวิธีการหนึ่งที่ นักการเมืองใช้กันมานาน จนเกิดความเคยชิน เป็นความผิด ที่ร้ายแรง และเป็นการ บ่อนทำลาย ไม่ให้ประชาธิปไตย พัฒนาเป็นประชาธิปไตย ที่แท้จริง และก่อให้เกิด ความเสียหายกับประเทศ


เนื่องจาก นักการเมืองเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้ว ก็มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ ด้วยวิธีการที่ไม่ชอบ โดยไม่มีความละอาย เพื่อเตรียมไว้ใช้ กับการเลือกตั้ง ต่อไป อันเป็นวงจรเลวร้าย ไม่มีที่สิ้นสุด รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติเพื่อป้องกันไว้ อย่างเข้มงวด และเป็นการส่งเสริม นักการเมือง ที่ตั้งมั่นในสุจริต เข้ามาทำประโยชน์ ให้แก่ประเทศชาติ


ชี้ “ยงยุทธ” ฝืน กม.เลือกตั้ง ม.35


ในประเด็นแรก นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค พลังประชาชน กระทำความผิด ตามพ.ร.บ.เลือกตั้ง หรือไม่ นั้น เห็นว่า ประเด็น ปัญหาการทำความผิดของ นายยงยุทธ ได้มีการต่อสู้ โดยทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ได้มีโอกาส นำพยานและหลักฐาน เข้าสู่การพิจารณาคดี ของศาลฎีกา อย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งศาลฎีกามีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่า นายยงยุทธ กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.เลือกตั้ง มาตรา 53 และทำให้ การเลือกตั้ง ส.ส. ที่ จ.เชียงราย มิได้เป็นไปโดยสุจริต ตามคำสั่งของ ศาลฎีกาที่ 5019/2551


ประเด็นที่ ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว นั้นเป็นประเด็น ข้อเท็จจริง เดียวกัน และอยู่ใน อำนาจของศาลฎีกา ทีจะวินิจฉัยตาม ที่กฎหมายกำหนด เขตอำนาจ วินิจฉัย ของแต่ละศาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา239 วรรค2


ประกอบ กับ พ.ร.บ.เลือกตั้ง มาตรา111 บัญญัติให้ ศาลฎีกาเป็น ผู้วินิจฉัย ชี้ขาด กรณีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยเฉพาะ และเรื่องนี้ ศาลฎีกา ได้พิจารณาแล้ว ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายยงยุทธ กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา53 และมีผลให้ การเลือกตั้ง ส.ส.เชียงราย ไม่ได้เป็นไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรม ประเด็นนี้ จึงยุติ ตามคำสั่งของศาลฎีกาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ อีกทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้มีอำนาจ รับวินิจฉัย หรืออุทธรณ์ คำสั่งของศาลฎีกา


ข้ออ้างหนีผิด ฟังไม่ขึ้น


ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า คำสั่งของศาลฎีกา ไม่มีผลผูกพัน พรรคผู้ถูกร้อง หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค เพราะมี บุคคลภายนอกทุจริต นั้น เห็นว่าประเด็น ที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัย มิใช่ผู้ถูกร้อง หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หรือไม่


แต่เป็น การพิจารณา วินิจฉัย ว่าเมื่อ นายยงยุทธ ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำสั่งให้มี การยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของ กรรมการบริหารพรรค ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ มาตรา68 วรรค3 หรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้อง วินิจฉัยว่า พรรค หรือ กรรมการบริหารพรรค คนอื่นเป็น ผู้กระทำผิด ด้วยหรือไม่ คำคัดค้านของผู้ถูกร้อง จึงไม่อยู่ในอำนาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะวินิจฉัยให้เป็นอย่างอื่นอีก


ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า การกระทำของ นายยงยุทธเกิดขึ้นก่อนที่ พรรคจะมีมติ ส่งนายยงยุทธ ลงรับสมัครเลือกตั้ง จึงยังไม่ถือว่า เป็นผู้สมัคร ศาลเห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัย ในประเด็นนี้แล้วว่า แม้จะทำก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งก็ตาม แต่ภายหลัง ก็ได้สมัครรับเลือกตั้ง ก็ถือว่า เป็นการกระทำ ในฐานะ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง


ดังนั้น จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น เช่นกัน และไม่มีบทบัญญัติใด ที่จะกำหนดให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ล้มล้าง หรือเปลี่ยนแปลง คำวินิจฉัยชี้ขาดของ ศาลฎีกา เนื่องจาก ศาลแต่ละระบบนั้น นอกจากจะเป็นอิสระ จากการเมืองแล้ว ยังเป็นอิสระต่อกันด้วย


ยันพรรคห้าม ศาลฯ สั่งยุบพรรค ไม่ได้


ประเด็นต่อมา ที่ต้องวินิจฉัยว่า สมควรจะต้องยุบพรรคการเมือง หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรคสอง บัญญัติว่า หากมีการทำผิด ของ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรค หรือ กรรมการบริหาร มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย การกระทำนั้น หรือมิได้ ยับยั้ง ให้ถือว่า พรรคการเมืองนั้น กระทำการให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิถีทาง ที่ไม่ได้บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 และ บัญญัติอีกว่า หากศาลมีคำสั่งให้ ยุบพรรคการเมือง ก็ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ ศาลมีคำสั่ง


บทบัญญัติดังกล่าว เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กรรมการบริหารพรรคผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย การกระทำ ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือไม่แก้ไข ให้สุจริตและเที่ยงธรรม กฎหมายให้ถือว่า พรรคการเมืองนั้น กระทำการให้ได้มา ซึ่งอำนาจ ในการปกครอง โดยวิถีทางอันไม่ได้บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ แม้ข้อเท็จจริง พรรคการเมือง หรือ หัวหน้าพรรค จะไม่มีส่วนร่วมก็ได้ กฎหมาย ถือว่า เป็นผู้กระทำ จึงเป็นข้อยุติ ที่ไม่อาจโต้แย้งได้ และศาลรัฐธรรมนูญ ก็มิอาจวินิจฉัย เป็นอื่นได้


เนื่องจาก ความผิดในการซื้อเลือกตั้ง เป็นความผิดที่ร้ายแรง และผู้กระทำ จะใช้วิธีการอันแยบยล กฎหมายจึงบัญญัติให้เป็น หน้าที่ของ ผู้บริหารพรรค ต้องคัดเลือกบุคคล ที่จะเข้าทำงาน กับ พรรค และควบคุม ดูแลสอดส่อง ไม่ให้ คนของพรรค ทำความผิด โดยมีบทบัญญัติ ให้ พรรคการเมือง และ ผู้บริหาร ต้องรับผิด ตามหลักนิติบุคคล ต้องรับผิดชอบ ของการกระทำของ ผู้แทน หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทน นิติบุคคล นั้นด้วย จะปฏิเสธ ความรับผิดชอบไม่ได้ คดีนี้ จึงถือมีเหตุ ตามกฎหมายที่ ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า สมควรยุบพรรคการเมือง ผู้ถูกร้องหรือไม่


ผู้ถูกร้องเป็น พรรคการเมือง ที่เป็นองค์กร ที่มีความสำคัญยิ่ง ของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ต้องเป็น ตัวอย่าง ที่ถูกต้องชอบธรรม และ สุจริต การได้มาซึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของผู้ถูกร้อง ควรได้มา ด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยความนิยม ในตัว ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และพรรคการเมือง เป็นหลัก ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ หรืออามิสสินจ้าง ที่เป็นเหตุจูงใจ ให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ลงคะแนนให้


กรรมการบริหารพรรคทุกคน ควรช่วยทำหน้าที่ควบคุม และดูแลผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่พรรคส่ง ตลอดจน กรรมการบริหารพรรค ด้วยกันเอง ไม่ให้ กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ นายยงยุทธ กลับใช้วิธี ที่ผิดกฎหมาย ให้ตัวเองได้รับการเลือกตั้ง ทำให้พรรคการเมือง ได้รับ ส.ส. เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ถูกร้อง ถือว่าได้รับประโยชน์ และกรณีนี้ เป็นเรื่องร้ายแรง


กก.บห.พรรคต้องมีสามัญสำนึกสุจริตชน


ประเด็นที่ ผู้ถูกร้อง อ้างว่าการกระทำความผิด ตามมาตรา 237 วรรคสอง จะต้องเป็น คนละคนกับ ผู้กระทำความผิด ตามมาตรา 237 วรรคหนึ่ง และ ยืนยันว่า หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค คนอื่นไม่มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบแล้วไม่ระงับยับยั้ง หรือแก้ไข ให้การเลือกตั้ง เป็นไปโดยสุจริต


เห็นว่าหาก ผู้กระทำความผิด ตามวรรคหนึ่ง เป็นกรรมการบริหารพรรค เสียเอง ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัด ว่า กรรมการบริหารพรรค คนนั้น ย่อมมีเจตนา กระทำความผิด ยิ่งกว่า เพียงผู้รู้เห็นเป็นใจ กับผู้อื่นเสียอีก จึงย่อมไม่มีความจำเป็น ต้องให้ หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค คนอื่น เป็นผู้มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบแล้วไม่แก้ไข เพราะกรรมการบริหารพรรค ที่ทำความผิด ตามวรรคหนึ่ง ก็มีฐานะเป็น กรรมการบริหารพรรค ขณะที่กระทำความผิด จึงเป็นกรณีที่ร้ายแรงกว่า บุคคลอื่น เป็นผู้กระทำ อันเป็นไปตามหลักกฎหมาย ที่ว่า เมื่อกฎหมาย ห้ามกระทำสิ่งที่ชั่วร้าย ใดไว้ สิ่งที่ชั่วร้ายมากกว่านั้น ย่อมถูกห้ามไปด้วย ซึ่งตรงกับ สามัญสำนึกของ สุจริตชนทั่วไป และตรงกับ ตรรกะ ที่ว่า ยิ่งต้องเป็น เช่นนั้น ข้ออ้างของผู้ร้อง จึงฟังไม่ขึ้น


พรรคเข้มแข็งต้องมีคุณภาพ คำอ้างไม่ควรยุบฟังไม่ขึ้น


ประเด็นที่ ผู้ถูกร้อง อ้างว่าพรรคการเมือง เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ที่สำคัญ ของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งควรมี ความเข้มแข็ง และ ไม่ควร ถูกยุบ โดยง่าย


เห็นว่า การเป็นองค์กร ที่เข้มแข็ง ต้องเป็นความเข้มแข็ง ที่มีคุณภาพมาตรฐาน ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ด้วยความสุจริต แต่หากเป็น พรรคการเมือง ที่เข้มแข็ง ด้วยทางทุจริต ย่อมเป็นการทำลาย พรรคการเมือง ที่สุจริต และเป็นการทำลาย การปกครอง ระบอบประชาธิปไตย แม้พรรคที่ หย่อน คุณภาพมาตรฐาน จะถูกยุบ แต่คนที่มีอุดมการณ์ อันบริสุทธิ์ทางการเมือง ตรงกัน ย่อมมีสิทธิ์ ขั้นพื้นฐาน ที่จะตั้ง พรรคการเมือง ขึ้นใหม่ เมื่อใดก็ได้ การยุบพรรคการเมือง ที่กระทำผิด จึงเป็นการปลูกฝัง การดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ให้เป็นไปโดยสุจริต อันจะเป็น คุณประโยชน์ ต่อการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง


ประเด็นที่ผู้ถูกร้อง อ้างว่า พรรคได้กำหนด มาตรการป้องกัน ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย และระเบียบของ กกต. ก่อนจะ ประกาศ พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง โดยจัดประชุมชี้แจง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ของพรรค ทราบแล้วนั้น


เห็นว่าแม้จะได้กระทำจริง ก็ไม่ได้เป็น ข้อยกเว้นการรับผิดทางกฎหมาย ในกรณี ที่ หัวหน้า และ กรรมการบริหารพรรค ทำผิดเสียเอง เพราะใน กรณีเช่นนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า มาตรการต่างๆ ที่จัดทำ ไม่มีผลบังคับใช้ แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริง ว่ามีการกระทำความผิด โดยผู้ที่เป็น กรรมการบริหารพรรค ของผู้ถูกร้อง ผู้ถูกร้อง ย่อมต้องรับผิด ตามบทบัญญัติของกฎหมาย


ชี้ กกต.ดำเนินการ โดยชอบตาม กม.


ประเด็นที่ ผู้ถูกร้องอ้างว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากการกระทำของ นายยงยุทธ ตามที่มีการกล่าวหา เห็นว่าประเด็นนี้ ศาลฎีกา ได้มีการวินิจฉัย ไว้แล้วว่า การกระทำของ นายยงยุทธ ทำให้การเลือกตั้ง จังหวัดเชียงราย ไม่สุจริต และเที่ยงธรรม ซึ่งยังผลให้ พรรคของผู้ถูกร้องมี ส.ส. จำนวน มากขึ้น อันเป็นประโยชน์สำคัญ ประการหนึ่ง


สำหรับประเด็นที่ ผู้ถูกร้องอ้างว่า การสืบสวนสอบสวน ของ กกต. และการยื่นคำร้องเป็น การละเมิดสิทธิ์ใน กระบวนการยุติธรรม ไม่เป็นไปตามหลัก นิติธรรม เห็นว่า ประเด็นนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า เป็นการดำเนินการโดยชอบ ด้วยกฎหมาย ผู้ยื่นคำร้อง เป็นผู้มีหน้าที่ ตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 95 และดำเนินการโดยถูกต้อง ตามข้อกำหนด ของ ศาลรัฐธรรมนูญ ทุกประการ จึงเป็นการดำเนินการ ตามบทบัญญัติ ของกฎหมาย


การที่ นายยงยุทธ ที่เป็น รองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค เป็นส.ส. หลายสมัย มีบทบาทสำคัญ จนได้รับยกย่องให้เป็น รองหัวหน้าพรรค และประธานรัฐสภา จึงมีหน้าที่ ต้องควบคุมและสอดส่องดูแลให้ สมาชิกพรรค ที่ตนบริหาร ดำเนินการ ด้วยการสุจริต แต่กลับทำความผิด ที่ร้ายแรง เสียเอง และเป็นภัยคุกคาม ต่อระบอบประชาธิปไตย ของประเทศ


จึงมีเหตุสมควรต้องยุบ พรรคการเมือง ของผู้ถูกร้อง เพื่อให้เป็น บรรทัดฐาน พฤติกรรมทางการเมือง ที่ดีงาม เพื่อให้เกิดผล ในทางยับยั้ง และป้องกัน ไม่ให้กระทำความผิดซ้ำ


หัวหน้าพรรค-กก.บห.ต้องถูกตัดสิทธิ 5 ปี


ประเด็นที่ 3 หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหาร พรรคการเมือง ที่ถูกร้อง จะต้องถูก เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรค 2 บัญญัติว่าในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ ยุบพรรค


ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง มีกำหนด 5 ปี นับจากวันที่มีคำสั่ง ให้ยุบพรรค ตรงกับมาตรา 68 วรรคสี่ ที่บัญญัติไว้เช่นเดียวกัน บทบัญญัติดังกล่าว เป็นข้อบังคับ ทางกฎหมาย เมื่อศาล มีคำสั่งยุบพรรค แล้ว จะต้องเพิกถอนสิทธิ ของ หัวหน้า และ กรรมการบริหารพรรค ที่อยู่ในขณะกระทำความผิด เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งศาลไม่มีดุลพินิจ จะสั่งเป็นอื่นได้


ส่วนข้อโต้แย้งของ ผู้ถูกร้องที่ว่า การเพิกถอนสิทธิของ หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร ต้องเป็นกรณีที่ หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค แต่ละคน ต้องมีส่วนรู้เห็น หรือ ปล่อยปละละเลย ตามพ.ร.บ. พรรคการเมืองมาตรา 98 เห็นว่า การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของกรรมการบริหารพรรค ในคดีนี้ เป็นการเพิกถอน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสาม ประกอบมาตรา 237 วรรคสอง ซึ่งไม่ใช่ ตาม พ.ร.บ. พรรคการเมือง และไม่ว่ากรณี จะเป็นเช่นใด ก็ตาม บทบัญญัติ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มิอาจลบล้าง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ ข้อโต้แย้ง จึงฟังไม่ขึ้น


มติเอกฉันท์ ยุบพรรค “พลังประชาชน”


ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า ควรยุบพรรคพลังประชาชน เนื่องจาก นายยงยุทธ ทำความผิด ตาม พ.ร.บ. เลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้ การเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดย สุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการกระทำ เพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ การปกครองของประเทศ ซึ่งไม่ได้เป็นไป ตามวิถีทางที่ บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และ มาตรา 237 วรรคสอง และให้ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หัวหน้าพรรค และ กรรมการบริหารพรรค ซึ่งอยู่ในตำแหน่ง ในขณะที่ กระทำความผิด เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ ยุบพรรค ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสี่ และ มาตรา 237 วรรคสอง


รายละเอียด ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบ
“พลังประชาชน” “มัชฌิมาธิปไตย” “ชาติไทย”

วินัจฉัย “มัชฌิมาธิปไตย”


ต่อมา ตุลาการรัฐธรรมนูญได้อ่าน คำวินิจฉัยยุบพรรค มัชฌิมาธิปไตย ว่า การที่ นายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค มัชฌิมาธิปไตย มีบทบาทสำคัญ ภายในพรรค จึงมีหน้าที่สำคัญ ที่จะต้องสอดส่องดูแลกัน ในพรรคให้ สมาชิกพรรค ที่ตนบริหารอยู่ กระทำ การเลือกตั้ง โดย สุจริตและเที่ยงธรรม แต่กลับเป็น ผู้กระทำความผิดเสียเอง อันเป็น ความผิดที่ร้ายแรง และเป็นภัยคุกคาม ต่อการพัฒนา ระบอบ ประชาธิปไตย ของประเทศ กรณีจึงมีเหตุอันสมควร ที่จะต้อง ยุบพรรคการเมือง ผู้ถูกร้อง


เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน พฤติกรรม ทางการเมือง ที่ดีงาม และเพื่อให้เกิดผล ในการยับยั้ง ป้องปราม มิให้เกิดการกระทำ ผิดซ้ำขึ้นอีก


กรณีที่ ผู้ถูกร้องอ้างว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 มาตรา 103 ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 237 นั้น เห็นว่า มาตรา 103 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว มิได้ขัด หรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 237 แต่เป็นบทบัญญัติ ที่สอดคล้องกัน พรรคการเมืองเป็น นิติบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย พรรคการเมือง การสิ้นสุดสภาพ นิติบุคคลของพรรคการเมือง จึงเป็นไปตามที่ กฎหมายกำหนด การยุบพรรค เป็นการสิ้นสุดสภาพ ของพรรคการเมือง ประเภทหนึ่ง ที่เป็นไปตาม บทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ได้ มิใช่ จำกัด เฉพาะกรณี ที่บัญญัติไว้ให้ใน รัฐธรรมนูญ เท่านั้น


ประเด็นที่ ผู้ถูกร้องอ้างว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจ สั่งยุบพรรค แต่มีอำนาจสั่งให้เลิก กระทำการ ตามมาตรา 68 วรรค 3 เท่านั้น เห็นว่า การร้องขอให้ ยุบพรรคตามคำร้อง ในคดีนี้ เป็นการร้องขอให้ ยุบพรรค ตามมาตรา 237 วรรค 2 ประกอบ กับ มาตรา 68 มิใช่เป็นการร้องขอ ให้ยุบพรรค ตามมาตรา 68 เพียงลำพัง ศาลจึงมีอำนาจ วินิจฉัยยุบพรรคได้ โดยไม่จำเป็น ต้องสั่งให้เลิกกระทำการ ตามมาตรา 68 วรรค 3


สำหรับการยื่นคำร้อง ของผู้ร้องนั้น เป็นการยื่นคำร้อง ต่อศาล ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย พรรคการเมือง 2550 มาตรา 95 และได้ ดำเนินการมา โดยถูกต้องตามครรลอง แห่งข้อกำหนดของ ศาลรัฐธรรมนูญ ทุกประการแล้ว จึงเป็นการดำเนินการ ตามบทบัญญัติ ของกฎหมาย

หน.พรรคลาออก ไม่ทำให้ ฐานะ กก.บห. เปลี่ยน


สำหรับประเด็น ที่ผู้ถูกร้อง อ้างว่า นายประชัย เลี่ยวไพรัช หน.พรรค ได้ลาออก ตั้งแต่ วันที่ 4 ธ.ค. 2550 แล้ว จึงถือว่า กรรมการบริหารพรรค พ้นจากตำแหน่ง แล้วนั้น เห็นว่า แม้ว่า หัวหน้าพรรคจะลาออก ทำให้กรรมการบริหารพรรค ทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง แต่ตามข้อบังคับ ของพรรค ผู้ถูกร้อง พ.ศ. 2550 ข้อ 30 วรรค 5 กำหนดให้ กรรมการบริหารพรรค ทั้งหมด ยังคงต้อง ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่า นายทะเบียนพรรคการเมือง จะตอบรับ การเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เช่นนี้ จึงต้องถือว่า นายสุนทร ยังเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ถูกร้องอยู่ ในขณะ เกิดเหตุ แม้เป็นเพียง ผู้รักษาการ ก็ไม่ทำให้ ฐานะเปลี่ยนแปลงไป


ประเด็น ที่ หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหาร พรรคการเมือง ผู้ถูกร้อง ต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง หรือไม่


เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237 วรรค 2 บัญญัติว่า ในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ ยุบพรรคการเมือง นั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของ หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง ดังกล่าว มีกำหนด ระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ มีคำสั่งให้ ยุบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการ เน้นย้ำ ตรงกับมาตรา 68 วรรค 4 ที่บัญญัติไว้ เช่นเดียวกัน บทบัญญัติดังกล่าว เป็นบทบัญญัติ ตามกฎหมายว่า เมื่อศาล มีคำสั่งให ยุบพรรคแล้ว จะต้องเพิกถอน สิทธิพรรคการเมือง และกรรมการบริหาร พรรคการเมือง ในขณะที่ มีการกระทำผิด เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งศาลไม่อาจใช้ ดุลยพินิจ เป็นอื่นได้


ส่วนข้อโต้แย้งของ ผู้ถูกร้องและ ผู้เกี่ยวข้อง ที่อ้างว่า การเพิกถอน สิทธิเลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหาร พรรคการเมือง จะต้องเป็นกรณี ที่หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค แต่ละคน มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 98 นั้น


เห็นว่า การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคและ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ในคดีนี้ เป็นการเพิกถอน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรค 3 ประกอบกับมาตรา 237 วรรค 2 มิใช่ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง และไม่ว่า กรณีจะเป็นเช่นใดก็ตาม บทบัญญัติ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว ก็มิอาจลบล้าง บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ได้

มติเอกฉันท์ ยุบพรรค “มัชฌิมาธิปไตย”


ข้อโต้แย้งของ ผู้ถูกร้อง และผู้เกี่ยวข้อง ในประเด็นนี้ ทั้งหมด จึงฟังไม่ขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว ข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติ เอกฉันท์ จึงวินิจฉัยว่า ให้ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย เนื่องจาก นายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค มัชฌิมาธิปไตย กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ การได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 ซึ่งมีผลทำให้ การเลือกตั้ง มิได้เป็นไปโดย สุจริตและ เที่ยงธรรม อันเป็นการกระทำ เพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไป ตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ประกอบมาตรา 237 วรรค 2


และให้ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และกรรมการบริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งรักษาการ ในตำแหน่งดังกล่าว อยู่ ในขณะที่ กระทำความผิด เป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ ยุบพรรค ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 4 ประกอบมาตรา 237 วรรค 2

รายละเอียด ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบ
“พลังประชาชน” “มัชฌิมาธิปไตย” “ชาติไทย”


วินิจฉัย ยุบ “ชาติไทย” – ร่ายยาว รธน. 50 คุมเข้ม ห้ามทุจริตเลือกตั้ง


ต่อมา ตุลาการรัฐธรรมนูญได้อ่าน คำวินิจฉัย ยุบพรรคชาติไทย
ประเด็นที่ 1 นายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการ พรรคชาติไทย และกรรมการบริหารพรรคชาติไทย กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.ประกอบ รัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 หรือไม่


ประเด็นที่ 2 มีเหตุสมควร จะยุบพรรคการเมือง ของผู้ถูกร้องหรือไม่


ประเด็นที่ 3 หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหาร ของผู้ถูกร้อง ต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง หรือไม่


ความคิดเห็น ศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีเจตนารมณ์ ที่จะต้องการให้ การเลือกตั้ง ของประเทศ เป็นไปโดย สุจริตและเที่ยงธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีบทบัญญัติ ป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง ด้วยการใช้เงิน หรือทรัพย์สิน อื่นใด ซื้อสิทธิ์ ของประชาชน เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง


เป็นพฤติกรรม ที่นักการเมืองส่วนหนึ่ง ใช้กันมานาน จนเป็นความเคยชิน แล้วกลายเป็นจุด เปราะบาง ทางการเมือง ที่นักการเมือง ผู้กระทำความผิด ไม่รู้สำนึกว่า เป็นการกระทำ ความผิดที่ร้ายแรง ทำให้การเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ไม่พัฒนา ไปสู่ประชาธิปไตย อย่างแท้จริง และก่อให้เกิด ความเสียหาย แก่ประเทศ เป็นอย่างมาก


เนื่องจากนักการเมืองเหล่านั้น เข้าสู่อำนาจแล้ว ย่อมใช้อำนาจหน้าที่ แสวงหาประโยชน์ โดยมิชอบ ด้วยการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยไม่มี ความละอาย เพื่อเพียงไว้ใช้ สำหรับการเลือกตั้ง ครั้งต่อไป เพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ สำหรับแสวงหาประโยชน์ โดยมิชอบต่อไป อันเป็น วัฏจักร ทีเลวร้ายอย่างที่ ไม่มีที่สิ้นสุด


รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงได้กำหนด มาตรการป้องกัน และกำหนด วิธีการลงโทษ ไว้อย่างชัดเจน และ เข้มงวด เพื่อป้องกัน นักการเมือง ที่ไม่สุจริตเหล่านี้ ไม่ให้มีโอกาสเข้ามา ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย ทางการเมือง และเพื่อส่งเสริม นักการเมือง ที่ตั้งมั่นอยู่ใน สุจริตธรรม ให้ได้มีโอกาส ทำภารกิจอันเป็นประโยชน์ ไห้แก่ประเทศชาติ และประชาชน มากยิ่งขึ้น

ศาล รธน.เปลี่ยนคำสินิจฉัย กกต.ไม่ได้


ในประเด็นข้อที่ 1 นายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทย กระทำความผิด ตามพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 หรือไม่


เห็นว่าประเด็นปัญหา การกระทำความผิดของ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทย ผู้ถูกร้องนั้น ได้ผ่านกระบวนการสืบสวน สอบสวน ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้ว อันเป็นการดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 239 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 อันเป็นกระบวนการ องค์การ อิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ตามอำนาจหน้าที่ ที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 วรรค 1 บัญญัติให้ คำวินิจฉัย ของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง เป็นที่สุด


ศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีอำนาจ เปลี่ยนแปลง คำวินิจฉัยของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ในกรณีดังกล่าวได้ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มี คำวินิจฉัยแล้วว่า นายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทย ก่อให้ผู้อื่นกระทำสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ ให้บุคคลอื่นกระทำการ ดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53


ประเด็นที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ได้วินิจฉัยไปแล้วนั้น เป็นประเด็นข้อเท็จจริง เกี่ยวกับคดีนี้ และเป็นประเด็น ที่อยู่ในอำนาจ การพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะเป็นผู้วินิจฉัย ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 วรรค 1 ประกอบ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 103 บัญญัติให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้วินิจฉัย ชี้ขาด ประเด็นการทุจริตเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ไว้โดยเฉพาะ


ประเด็นเรื่องข้อเท็จจริง เรื่องการกระทำของ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 หรือไม่ จึงถือเป็นที่ยุติ ตามคำวินิจฉัยของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่มีอำนาจ เข้าไปตรวจสอบ หรือเปลี่ยนแปลง คำวินิจฉัยของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังกล่าวได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงลงมติวินิจฉัย เป็นเอกฉันท์ ในประเด็นข้อนี้

ย้ำ กก.บห. ทำผิด สมควรต้องยุบพรรค


ประเด็นที่ 2 มีเหตุสมควร ยุบพรรคการเมือง ของผู้ถูกร้อง หรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรค 2 บัญญัติไว้ เป็นการเด็ดขาดว่า ถ้ามีการกระทำความผิด ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และปรากฏหลักฐาน อันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง และ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปะละเลย หรือทราบถึง การกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้ง หรือแก้ไข เพื่อให้การเลือกตั้ง เป็นไปโดย สุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมือง นั้นกระทำการ ให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการ หรือมิได้เป็นไป ตามวิถีทาง ที่ได้บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา 68


ในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง นั้นก็ให้เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง ดังกล่าว มีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ ยุบพรรคการเมือง


บทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นข้อสันนิษฐานของ กฎหมายที่บัญญัติ ไว้เด็ดขาดแล้วว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง หรือ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปะละเลย หรือทราบถึง การกระทำผิด ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง นั้นแล้ว มิได้ยับยั้ง หรือแก้ไข เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรม กฎหมายให้ถือว่า พรรคการเมืองนั้น กระทำการเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ ในการ ปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ


แม้ข้อเท็จจริง พรรคการเมือง หัวหน้าพรรคการเมือง หรือ กรรมการบริหารพรรค จะไม่ได้เป็นผู้กระทำ ก็ตาม กฎหมายยังให้ถือว่า เป็นผู้กระทำ จึงเป็น ข้อเท็จจริง ที่มิอาจโต้แย้งได้ แม้ศาลรัฐธรรมนูญ เอง ก็ไม่อาจวินิจฉัย เป็นอย่างอื่นได้


ทั้งนี้ เนื่องจากความผิด ในการทุจริตซื้อเสียง ในการเลือกตั้ง เป็นความผิด ที่มีลักษณะพิเศษ ที่ผู้กระทำ จะใช้วิธีการอันแยบยล จนยากที่จะจับได้ กฎหมายจึงบัญญัติให้เป็น หน้าที่ของผู้บริหารพรรค จะต้องคัดเลือก บุคคลที่เข้ามาร่วมทำงาน กับพรรค คอยควบคุมดูแล สอดส่อง ไม่ให้คน ของพรรค กระทำความผิด โดยที่บทบัญญัติ ให้พรรคการเมือง และ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ต้องรับผิด ในการกระทำ ความผิดของ กรรมการบริหารพรรค คนที่ไปกระทำความผิดด้วย


ในทำนองเดียวกัน กับหลักความรับผิดของ นิติบุคคลทั่วไป ที่ว่า ถ้าผู้แทนของนิติบุคคล หรือผู้มีอำนาจกระทำการ แทนนิติบุคคล ไปกระทำการใด ที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ ของนิติบุคคล นั้นแล้วก่อให้เกิด ความเสียหายแก่บุคคลอื่น นิติบุคคล จะต้องรับผิดชอบ ต่อการกระทำของผู้แทน หรือผู้มีอำนาจ กระทำการแทนนิติบุคคล นั้นด้วย จะปฏิเสธความรับผิดชอบ นี้มิได้ คดีนี้จึงถือได้ว่า มีเหตุตามกฎหมาย ที่ศาลต้องวินิจฉัย ว่า สมควร ยุบพรรคการเมือง ของผู้ถูกร้อง หรือไม่


ประเด็นที่ผู้ถูกร้อง อ้างว่า ผู้กระทำผิดตามมาตรา 237 วรรค 2 จะต้องเป็นบุคคล คนละคนกับ บุคคลที่กระทำความผิด ตามวรรค 1 และยืนยันว่า หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค คนอื่นๆ ไม่มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปะละเลย หรือทราบถึง การกระทำนั้นแล้ว ที่จะยับยั้งหรือแก้ไข ให้การเลือกตั้ง เป็นไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรม นั้น เห็นว่า หากผู้กระผิดตามวรรค 1 เป็นกรรมการบริหารพรรค เสียเอง ย่อมเป็นประจักษ์ชัดอยู่ในตัว แล้วว่า กรรมการบริหารพรรค คนนั้นมีทั้ง เจตนาและ การกระทำผิดยิ่งกว่า เพียงรู้เห็นเป็นใจ กับผู้อื่นเสียอีก จึงย่อมไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องให้ หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค คนอื่นๆ เป็นผู้มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยละเลย หรือทราบถึง การกระทำนั้น แล้วมิได้ยับยั้ง หรือ แก้ไขให้ การเลือกตั้งเป็นไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรม อีกต่อไป


เพราะ กรรมการบริหาร ที่กระทำความผิดตามวรรค 1 มีฐานะเป็น กรรมการบริหารพรรค ในขณะกระทำความผิด ด้วย จึงเป็นกรณีร้ายแรงกว่า กรณีบุคคลอื่น ที่มิใช่หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค เป็นผู้กระทำ อันเป็นไปตามหลัก กฎหมายที่ว่า เมื่อกฎหมาย ห้ามกระทำ สิ่งชั่วร้ายใดไว้ สิ่งที่ชั่วร้าย มากกว่านั้น ย่อมถูกอ้างไปด้วย ซึ่งตรงกับ สามัญสำนึกของ สุจริตชนโดยทั่วไป และตรงกับหลักตรรกะ ที่ว่ายิ่งต้องเป็นเช่นนั้น ข้ออ้าง ของผู้ถูกร้อง จึงฟังไม่ขึ้น

ข้ออ้าง พรรคประกาศห้าม ผู้สมัคร ทำผิด ฟังไม่ขึ้น


ประเด็นที่ ผู้ถูกร้องอ้างว่า พรรคได้กำหนดมาตรการ ป้องกันมิให้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคผู้ถูกร้อง กระทำฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบ และประกาศ ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก่อนที่จะมี การประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง โดยจัดประชุม ชี้แจงให้ ผู้สมัครของพรรค ทราบแล้วนั้น เห็นว่า การดำเนินการดังกล่าว แม้หากได้กระทำจริง ก็มิได้เป็นข้อยกเว้น ความรับผิด ตามกฎหมาย ในกรณีที่ กรรมการบริหารพรรค ไปทำผิดเสียเอง เพราะในกรณีเช่นนั้น ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นได้ว่า มาตรการต่างๆ ที่จัดทำไปนั้น มิได้ผลบังคับใช้ แต่อย่างใด


แม้ตามคำแถลงการณ์ ของหัวหน้าพรรคการเมือง ผู้ถูกร้อง จะเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ อยู่มากก็ตาม แต่เมื่อ ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่า มีการกระทำผิดโดยผู้ที่เป็น กรรมการบริหารพรรค ของผู้ถูกร้องแล้ว ผู้ถูกร้อง ย่อมต้องรับผิด ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นี้ด้วย


ตามที่นายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการ พรรคชาติไทย และ กรรมการบริหาร พรรคชาติไทย มิบทบาทสำคัญ ในพรรคของ ผู้ถูกร้อง จึงเป็น ผู้มีหน้าที่ควบคุม และสอดส่องดูแล ให้สมาชิกของพรรค ที่ตนบริหารอยู่ กระทำการเลือกตั้ง โดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่กลับเป็น ผู้กระทำความผิด เสียเอง อันเป็นความผิดร้ายแรง และเป็นภัยคุกคาม ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ของประเทศ


กรณีจึงมีเหตุสมควร ยุบพรรคการเมือง ผู้ถูกร้อง เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน ทางการเมือง ที่ดีงามเพื่อให้เกิดผล ในทางยับยั้งป้องปราม มิให้เกิด กระทำความผิดซ้ำอีก


ประเด็นที่สาม หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหาร พรรคการเมือง ผู้ถูกร้อง ต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง หรือไม่


เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 237 วรรค 2 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบ พรรคการเมือง นั้น ให้เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมกาบริหารพรรคการเมืองดังกล่าว มีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มี คำสั่งให้ยุบ พรรคการเมือง ซึ่งเป็นการเน้นย้ำ ตรงกับมาตรา 68 วรรค 4 ที่บัญญัติไว้ เช่นเดียวกัน


บทบัญญัติดังกล่าว เป็นบทบังคับตามกฎหมาย ว่า เมื่อศาลมีคำสั่ง ให้ยุบพรรคแล้ว จะต้องเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง หัวหน้าพรรคการเมือง และ กรรมการบริหารพรรคการเมือง อยู่ในขณะการทำความผิด เป็นเวลา 5 ปี ซึ่ง ศาลไม่อาจใช้ดุลยพินิจ สั่งเป็นอย่างอื่นได้


ส่วนข้อโต้แย้งของ ผู้ถูกร้องและผู้เกี่ยวข้อง ที่อ้างว่า การเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหาร พรรคการเมือง จะต้องเป็น กรณีที่หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหาร แต่ละคน มีส่วนรู้เห็นหรือ ปล่อยปะละเลย ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย พรรคการเมืองพ.ศ. 2550 มาตรา 98 นั้นเห็นว่า


การเพิกถอนสิทธ์เลือกตั้ง หัวหน้าพรรคและ กรรมการบริหารพรรค ในคดีนี้ เป็นการเพิกถอน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 3 ประกอบมาตรา 237 วรรค 2 มิใช่ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง และไม่ว่า กรณีจะเป็นเช่นไร ก็ตาม บทบัญญัติ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว ก็มิอาจลบล้างบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ นี้ได้ ข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้อง และผู้เกี่ยวข้อง ในประเด็นทั้งหมด จึงฟังไม่ขึ้น

มติ 8 ต่อ1 สั่ง อวสาน “พรรคชาติไทย”


ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติ 8 ต่อ 1 จึงวินิจฉัยว่า ให้ยุบพรรคชาติไทย เนื่องจาก นายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการ พรรคชาติไทย และ กรรมการบริหาร พรรคชาติไทย กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ซึ่งมีผลทำให้ การเลือกตั้งมิได้เป็นไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการกระทำ ให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ประกอบมาตรา 237 วรรค 2 และ


ลงมติ 8 ต่อ 1 ให้ เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคชาติไทย ซึ่งดำรงตำแหน่ง อยู่ในขณะที่ กระทำความผิด เป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งยุบพรรค ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ประกอบ มาตรา 237 วรรค 2

รายชื่อ คณะกรรมการบริหาร พรรคการเมือง ที่ถูกยุบ – เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี
ขึ้นข้างบน
รายละเอียด ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบ
“พลังประชาชน” “มัชฌิมาธิปไตย” “ชาติไทย”

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
2 ธันวาคม 2551 12:48 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000142344


พิมพ์ ข่าวนี้ ศาล รธน.มติเอกฉันท์! สั่งยุบ “พปช.” ตัดสิทธิ กก.บห.5 ปี – “ชายอำมหิต” หลุดเก้าอี้

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ด่วน !!! ระเบิดลงกลาง ที่ชุมนุม พันธมิตรฯ ที่ดอนเมือง ตายทันที 1 กลางดึก คีนที่พระจันทร์ ยิ้ม (ไม่ออกแล้ว)

00.42 น. 02 พ.ย. 2551


ระเบิดลงกลาง ที่ชุมนุม พันธมิตรฯ ที่ดอนเมือง
ตายทันที 1 กลางดึก คีนที่ พระจันทร์ ยิ้ม (ไม่ออกแล้ว)


หวังว่า ท่านนักวิชาการ ท่านผู้มีอำนาจ ทางสื่อสารมวลชน ทางเศรษฐกิจ ทางบริหารรัฐ ข้าราชการ ทหาร และ ตำรวจ ทั้งหลาย จะเลิกเล่าให้ ชาวไทย ที่ท่านคิดว่า โง่เง่าทั้งหลาย ฟังต่อไปว่า ประเทศเรา เสียหาย คิดเป็นมูลค่า กี่แสนล้าน หรือ นักท่องเที่ยวต่างชาติ กี่ล้านคน

หรือ พวกท่านจะคิดกันได้เสียทีว่า การสูญเสีย ชีวิต แขน ขา คนไทย ผู้แสวงหาความถูกต้อง และปกป้องสถาบันของชาติ นั้น มีคุณค่า มากกว่า นักการเมืองชั่ว ที่ไม่มี ต่อมสำนึกใน คุณธรรม จริยธรรม เหล่านั้น และช่วยกรุณา หยุดความชั่วช้า ของกลุ่มฆาตกรการเมือง เสียที
(จาก เว็ปนี้)


“สัตว์นรก” เลวสุดขั้ว ลอบยิงระเบิดซ้ำใส่ “พันธมิตรฯ” ที่ชุมนุมอยู่ที่ “สนามบินดอนเมือง” ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย-บาดเจ็บระนาว คาด “ผู้บงการ” สั่งยิงบึ้ม ป่วน “พันธมิตรฯ” ก่อนศาลตัดสิน “คดียุบพรรค” 2 ธ.ค.นี้

วันนี้ เมื่อเวลา 00.15 น. รายงานข่าวแจ้งจากสนามบินดอนเมืองว่า ได้เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ยิงระเบิดใส่ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งชุมนุมอย่างเนืองแน่น อยู่ที่สนามบินดอนเมือง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทันที ในที่เกิดเหตุ หลายสิบราย

โดยมีผู้บาดเจ็บ 5 ราย อาการสาหัส เบื้องต้นการ์ดพันธมิตรฯ นำตัวผู้บาดเจ็บส่ง โรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ อย่างเร่งด่วนแล้ว

จากการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตจำนวน 1 ราย ซึ่งเป็นประชาชน ที่มาร่วมชุมนุม ทราบชื่อต่อมา คือ นายรณชัย ไชยศรี อายุ 24 ปี ชาวอ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา มีบาดแผล ถูกสะเก็ดระเบิดอย่างจัง บริเวณท้ายทอย

ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำส่ง รพ.มงกุฏวัฒนะ 13 ราย อาการสาหัส 1 ราย รพ.ภูมิพล 13 ราย สาหัส 2 ราย รพ.เซ็นทรัลเจเนอรัล 2 ราย


ผู้ชุมนุมรายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ พวกตนมาร่วมชุมนุมตามปกติ ปรากฏว่าระหว่างนั้น เห็นลำแสง พุ่งมาจาก ถนนวิภาวดีรังสิต ก่อนกระทบกระจกอาคารขนาดใหญ่ จนแตกละเอียด 1 บาน โดยแรงระเบิด ทำให้มีผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บ ดังกล่าว

ด้าน นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ ได้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ และเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งให้ผู้ชุมนุมทั้งหมด มาชุมนุมที่ บริเวณเวทีปราศรัย เพราะเป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุด


ส่วนการยิงระเบิดเข้าป่วน ผู้ชุมนุมในครั้งนี้ คาดว่า ผู้บงการ สั่งคนร้ายให้ยิง ระเบิดเอ็ม 79 มาจากทางด่วนโทล์เวย์ เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับ ผู้ชุมนุม ก่อนที่ ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการแถลงปิดคดี การยุบพรรค พลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมา ในเวลา 9.00 น. ของ วันที่ 2 ธ.ค.นี้

551000015291906

551000015291905

551000015291904

551000015291903

551000015291902

551000015291901


(ส่วนความคืบหน้า จาก เอเอสทีวี-ผู้จัดการออนไลน์ จะรายงานให้ทราบต่อไป)

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว 2 ธันวาคม 2551 01:45 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000142177


พิมพ์ ข่าวนี้ “สัตว์นรก”ลอบกัดซ้ำ!ยิงบึ้มใส่“ดอนเมือง” พันธมิตรฯ ดับ 1 – เจ็บระนาว!!

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

October 30, 2008

ด่วน – ระเบิดกลางกรุง 2 แห่ง ใส่บ้าน จรัล ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ และที่ชุมนุม พันธมิตร

30 ตุลาคม 2551 04:14 น.


บ้าน อาจารย์ จรัล ถูกระเบิดตั้งแต่ เที่ยงคืน แต่ตำรวจปิดข่าว
คอมเพรซเซอร์แอร์ และ ประตูกระจกเข้าตึกเสียหาย


“สัตว์นรก” ลอบกัด ขว้างระเบิด เอ็ม-26 ใส่ “การ์ดพันธมิตรฯ” ที่บริเวณสะพานมัฆวาน ก่อนลอบยิงปืนใส่ “พันธมิตรฯ” ที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ ส่งผลให้ “การ์ดพันธมิตรฯ” บาดเจ็บระนาว 6 ราย โดยมี 1 ราย บาดเจ็บสาหัส พร้อมนำส่ง รพ.วชิระ เพื่อทำการรักษาโดยด่วนแล้ว


วันนี้ (30 ต.ค.) เมื่อเวลา 03.20 น. รายงานข่าวแจ้งจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้น 2 จุด ซึ่งจุดแรกเกิดขึ้นที่เชิงสะพานมัฆวาน ที่บริเวณปีซ้ายตรงข้ามกับสำนักปลัดบัญชีกองทัพบก ได้มีมีชายฉกรรจ์ 2 คน ขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจอดอยู่ที่เชิงสะพานมัฆวาน จากนั้นได้ขว้างวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดเข้าใส่การ์ดพันธมิตรฯ ทำให้เกิดเสียงดังสนั่น ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และต้องนำส่งโรงพยาบาลวชิระ โดยด่วนจำนวน 6 ราย

ภายหลังจากเหตุระเบิด การ์ดพันธมิตรฯ เข้าไปตรวจดูยังที่เกิดเหตุ พบวัตถุคล้ายสลักระเบิดเอ็ม-26 ซึ่งเป็นวัตถุสังหาร ที่เคยใช้กับพันธมิตรฯ ในวันสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา จากนั้นการ์ดพันธมิตรฯ ได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้เข้าตรวจสอบยังที่เกิดเหตุโดยด่วน

ส่วนเหตุวุ่นวายอีกจุดหนึ่ง เกิดขึ้นที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชษ โดยการ์ดพันธมิตรฯ ที่รักษาการอยู่ที่บริเวณเชิงสะพานดังกล่าว ยืนยันว่า ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด แต่เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บในจุดนี้แต่อย่างใด

ด้าน นายกิตติชัย ใสสะอาด หัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า จากการสอบถามการ์ดพันธมิตรฯ ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ แจ้งว่า ชายคนร้ายที่ก่อเหตุขว้างระเบิด สวมเสื้อแจกเก็ตสีดำ มีแถบสีขาวคาดด้านหลัง โดยใน 2-3 วันที่ผ่านมา ทางการ์ดพันธมิตรฯ ได้เฝ้าระวังมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้ เนื่องจากมีการกดดันให้เปิดการจราจรจากหลายๆ ฝ่าย

“เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วง 1-2 คืนที่ผ่านมา พบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำป้อมยามตรงจุดเกิดเหตุ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยเข้าเวรรักษาความปลอดภัยเป็นประจำ และจากนี้จะมีการเพิ่มความเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น ส่วนเหตุการณ์ครั้งนี้ น่าจะเกิดจากฝ่ายตรงข้ามจงใจที่จะสร้างสถานการณ์ เพื่อทำให้ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมเกิดความตื่นกลัว ที่สำคัญก่อนหน้านี้การ์ดพันธมิตรฯ ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 1 คน และเมื่อตรวจค้นตัว พบผ้าชุบน้ำมันจนชุ่มติดตัวมา 1 ผืน จึงนำตัวไปสอบสวน ซึ่งชายคนดังกล่าวรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากนายตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งต้องการให้มาก่อเหตุป่วนพันธมิตรฯ ในราคาเพียง 200 บาทเท่านั้น

ต่อมาเมื่อเวลา 04.30 น. ร.ต.อ.ป้อมเพร็ช โจติกลาง ร้อยเวร สน.นางเลิ้ง ได้เดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยได้ขึงเชือกกั้นบริเวณจุดเกิดเหตุ เพื่อกันไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณดังกล่าว จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าแรงระเบิดทำให้เกิดหลุมลึกกว่า 3 ซม. กว้าง 5 ซม. พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วต่อไป

รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อเวลา 04.25 น. ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 4-5 คน ได้ยิงปืนไม่ทราบขนาดเข้าใส่พันธมิตรฯ จำนวนหลายนัด โดยพยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า ชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าว สวมใส่ชุดสีดำ และพบว่ามีการปืนออกมาจากฝั่งรั้วของ บชน. จากนั้นได้ทยอยเดินเข้ามายังแผงกั้นพันธมิตรฯ แล้วระดมยิงอาวุธปืนเข้าใส่จำนวนหลายนัด ทำให้การ์ดพันธมิตรฯ ต้องวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น พร้อมกับตอบโต้โดยการใช้พลุแสงขว้างเข้าใส่ ทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์เห็นท่าไม่ดี จึงล่าถอยไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าตำรวจได้ตั้งแผงกั้นไว้ห่างจากพันธมิตรฯ ประมาณ 200 เมตร โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรักษาการตลอดเวลา แต่ในวันเกิดเหตุ กลับไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดูแลรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมา ทำให้ขณะนี้สถานการณ์การชุมนุมของพันธมิตรฯ ยังคงไม่น่าไว้วางใจ ส่งผลให้การ์ดพันธมิตรฯ ต้องทำงานอย่างหนัก โดยกระจายกำลังคอยเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากกลุ่มคนที่ไม่ประสงค์ดีตลอดเวลา

รายชื่อ 6 การ์ดพันธมิตรฯ ซึ่งได้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดที่บริเวณสะพานมัฆวาน

1.นายเสถียร ทับมะลิผล อายุ 40 ปี (บาดเจ็บสาหัส)
2.นายราชัน จันทร์ปลูก
3.นายจีรศักดิ์ อินทรีย์
4.นายสงกรานต์ คำด้วง
5.นายทศพล สุขอิ่มใจ
6.นายปัญญา กติกา

ต่อมา พ.ต.อ.วิบูลย์ยุทธ สันทัดเวช ผู้กำกับ สน.นางเลิ้ง ได้เดินทางเข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง โดยขณะนี้กำลังรอเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อค้นหาวัตถุระเบิดที่อาจยังหลงเหลืออยู่ พร้อมหาชิ้นส่วนระเบิด เพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการตามล่าตัวคนร้ายต่อไป

ส่วนความคืบหน้า “ผู้จัดการออนไลน์” จะรายงานให้ทราบต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2551 04:14 น.
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000128715


พิมพ์ ข่าวนี้ ด่วน“สัตว์นรก”ลอบกัด!!วางบึ้ม-ยิงใส่“พันธมิตรฯ”บาดเจ็บระนาว


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below


Next Page »

Blog at WordPress.com.